571124_ธรรมาฯ ปฐมฯ พ่อครู+ อ.กฤษฎา สติปัฏฐาน+กายคตาสติ+อานาปานสติ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข23 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

571124_รายการธรรมาธรรมะสงครามฯ ที่ปฐมอโศก เรื่อง สติปัฏฐานกายคตาสติ และ อานาปานสติ โดยพ่อครูโพธิรักษ์

_ อ.กฤษฏา...วันนี้วันที่ 24 พ.ย. 2557 เมื่อครั้งที่ผ่านมาเป็นช่วงงานมหาปวารณา ผมค้างใจอย่างหนึ่ง คือผมขับรถเลย ตอนมาปฐมอโศก พอตั้งสติได้ก็คือเราขับรถเลย และรู้สึกมีตัวสองตัวคุยกัน ว่าเราหมายจะมาปฐมอโศก พอตั้งสติได้ว่าเลย ก็เรียกสติสัมปชัญญะคืนมา และก็เลยบอกตัวเองว่า เรามีวิชาอยู่ คือฝึกรู้ลมหายใจเข้าออก แล้วทำไมมันหายไปเลย ตัวสองตัวที่คุยกันมันพากันไปนี่แหละ อยากจะซักถามพ่อครู เรื่องความเชื่อมโยงกับสติปัฏฐาน 4 กระบวนการกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน 4 เพราะผมขาดตรงนี้จึงทำให้ผิดพลาดหรือเปล่า? หลายคนบางครั้งก็หายไป ล่องลอยไป ทั้งที่ลืมตาอยู่ มีนัยอย่างไรในเรื่องสติปัฏฐาน 4 อานาปานสติ และกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คืออย่างไร?

พ่อครูว่า … คำถามนี้ดีนะ ชัดสำหรับผู้จะชัด แต่จะยากสำหรับผู้จะตามเข้าถึงปรมัตถ์ จิตเจตสิก รูป นิพพาน รูปที่ถูกรู้ เป็นดินน้ำไฟลม ก็แยกออกไปรู้เรื่องกันง่าย แม้หูได้ยินเสียงก็เป็นอรูปก็ยังรู้ได้ง่าย กลิ่น รส ก็เป็นอรูปก็ง่าย สัมผัสแตะต้องเย็นร้อนอ่อนแข็งก็ถือว่าเป็นความรู้สึกรวมที่รู้ได้ง่าย แต่ข้างในที่เราจะเข้าไปอ่าน โดยเฉพาะอารมณ์จิต เป็นธาตุรู้ยิ่งยาก เพราะคนเราถนัดรู้เรื่องภายนอก แต่พอบอกว่าเป็นเรื่องภายใน เรื่องจิต หรือกายนี่คืออย่างไร? คุณถามว่า ที่เผลอสติไปคือเรื่องกายนั้น มันเข้าใจกายผิดไปจากความเป็นจริง แม้ในคนไทยก็เข้าใจคำว่ากายที่เป็นบาลีผิดไป เข้าใจว่าไม่เกี่ยวกับนามธรรม กายคือร่างนอก ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ปรุงแต่งกัน แต่ไ่ม่รวมนามธรรมไปด้วย เป็นความผิดเพี้ยนทำให้พิจารณากายในกายไม่เป็นและพิจารณากายในกายไม่เป็นนี่ บางคนจะแย้งว่า เขาพิจารณาเป็น เห็นกายทิพ

อ่านต่อ

ย์ เช่น เห็นกายผี กายเทวดา เป็นรูปภาพ ที่นั่งหลับตาเห็น เขาก็กำหนดกายเป็นแค่รูปร่างเส้นแสงเงาผีของเทวดา นั้นๆ เขาไม่เข้าใจว่า เร ิ่ มแต่กายนอกกายก็กระทบภายนอก และกายในกายก็คือกระทบรู้เข้าไปภายในแล้ว แต่คนเขาเห็นว่าคือผี เป็นเปรตมีสรีระรูปร่างสีสัน ก็เห็นแค่นั้น แต่ที่จริง กายในกาย เป็นนามแล้วไม่มีรูปเลย เป็น อาการ ลิงค นิมิต อุเทส แล้ว เป็นรูปกาย(เนื่องกับภายนอก) และนามกาย(ไม่เนื่องกับภายนอก) รูปคือส ิ่ งที่ถูกรู้ด้วยนามธรรมของเรา ด้วยญาณปัญญาของเรา อย่างรูปภายนอกก็รู้ได้ง่าย แต่ว่านามธรรมที่เป็นเพียงความรู้สึก ธาตุรู้ กายในกายนี่เป็นธาตุรู้ที่จะต้องรู้อาการของความรู้สึก กายในกายแท้ๆคือเวทนา หรือจิต เป็นนามธาตุไม่ใช่รูปธาตุเลย การทำสติปัฏฐาน กำหนดรู้กายในกาย อย่างคุณลืมตาไปขับรถแต่ไม่ได้พิจารณาอาการจิตเราว่าเป็นอย่างไร สติคุณไปอยู่กับนามธรรมไม่ต่อเนื่องกับภายนอกเลย การมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมจะเชื่อมโยงกับภายนอก ต้องต่อเนื่องไม่ขาดสาย จึงเรียกว่ามีสติ การพิจารณา กายคตา แปลว่าอาการประชุมของรูปและนามไม่ใช่แค่ร่างกาย คุณถามว่าไม่รู้สึกหรือ? เพราะว่าสติสัมปชัญญะคุณไม่ต่อกัน เพราะคุณไปตัดว่า ถ้ามีสติก็รู้แต่ภายนอก ส่วนความสืบต่อภายในนั้น คุณก็รู้ว่า คุณจะไปไหนดำเนินไปไหน จะย่างก้าวอย่างไรก็ไม่รู้ ก็เลยขาดไปอยู่กับนามธรรม ไม่ได้กำหนดว่าจะเลี้ยวไปไหน ก็ไม่ได้กำหนดตาม ตอนนั้นคุณขาดกายแล้ว มันไม่ง่ายที่จะรู้ว่าเราขาดสันตติกับกายแล้ว คุณต้องกำหนดรู้ต่อเนื่อง แต่ถ้าไม่ต่อเนื่องก็เลยไปแล้ว จะเลี้ยวแต่ไม่ได้เลี้ยว ขนาดลืมตานะ ได้แต่จำไว้ แต่ไม่มีสติควบคุม จิตคุณไปคิดอะไรอยู่ไม่ได้ร่วมกับภายนอก กายคุณจึงขาดแค่ภายนอก สติคุณจึงอยู่แค่ภายใน คนส่วนใหญ่อธิบายว่าสติก็คือภายในไม่เกี่ยวกับภายนอก แต่ที่จริงเชื่อมต่อกันในและนอก คือกาย ถ้าไม่มีกายก็ไม่มีความเชื่อมต่อ สำหรับอายตนะไม่มีกาย คุณต้องสัมผัสดินน้ำไฟลม อย่าให้ขาด แม้จะเหลือแค่ลมหายใจก็อย่าให้ขาดนะ ถ้าลมก็ไม่รู้ด้วย ไม่สัมผัสลมเข้าออกกับภายนอกนี่นะ แต่ที่เขาอธิบายกันไปบางอาจารย์ไปรู้ลมเข้าลมออกอยู่ไปที่บนที่ท้องอะไรอย่างนี้ไม่ใช่เลย ถ้านามกายนี่ไม่เกี่ยวกับรูปภายนอกแล้ว เป็นองค์รวมของนาม ไม่มีรูปแล้ว คำว่า รูปกายนี่ยังมีภายนอก แต่คำว่านามกายนี่ไม่มีภายนอกแล้ว มีแต่ใน ถ้าคุณจะเห็น ภาพเส้นแสงสีรูปร่างภายใน คุณจะระลึกเห็นอยู่มันไม่ใช่ความจริงที่คุณเห็นภายนอกนะ ถ้าคุณกำหนดรู้ภายนอก เช่น หนังสือ แต่พอคุณหลับตา ภาพหนังสือมันกำหนดรู้อยู่ภายใน เป็นภาพในใจ คุณเห็นภาพนั้นตอนเห็นเป็นองค์ประชุมของรูปกาย แต่ว่าตอนหลับตาแล้วเหลือแต่นาม จึงไม่ใช่รูปกาย เป็นนามรูป (คำว่ารูปคือทั้งนอกและใน เป็นสิ่งที่ถูกรู้) แต่ภาษาไทยบอกว่ารูปหมายถึงภาพมีรูปร่างทรวดทรง เขาไม่หมายถึงสิ่งที่ถูกรู้ด้วยนามด้วย เรียกว่ารูป ความหมายนี้ขาดไป พอบอกว่า รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ด้วยนามธรรมของเรา แม้มันเป็นรูปมันก็เป็นนามรูป ถ้าเข้าไปข้างในไม่มีรูปให้กำหนดรู้ก็ไปกำหนดรู้ความจำ อารมณ์ ความคิดที่เป็นนามธรรม อารมณ์เหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่ถูกรู้ เป็นรูปเหมือนกัน เรียกว่า นามกาย หรือนามรูป พระพุทธเจ้าถึงแบ่งรูปเป็นรูป 28 มหาภูตรูป 4 และอุปาทายรูป 24 มีโคจรรูป ปสาทรูป เช่น ตาเรากระทบรูป เสียงกระทบหู จมูกกระทบกลิ่น แล้วเรากำหนดรู้ก็เรียกสิ่งที่ถูกรู้ว่ารูปทั้งน้ัน นี่เรียกว่า รูปกาย (คำว่ากายต้องมีนามและรูป) พอมันไม่มีรูปนอกแล้ว ไม่มีดินน้ำไฟลม หรือแม้ตา หู จมูก ลิ้น ก็ไม่กระทบสัมผัสกับส่วนภายนอกแล้ว ไปอยู่แต่ข้างใน เราเห็นภายนอกแต่เกิดภาพข้างใน ภา พ ภายในคือนามกาย ที่เกี่ยวข้องกับรูปที่เอาไปปั้น เรียกว่าความจำ แต่ถ้าคุณปั้นเอาเองก็เป็นสิ่งใหม่ที่คุณปั้นเอง ไม่เกี่ยวกับความจำ หรือว่ารูปที่คุณปั้นสร้างในใจเองก็เป็นมโนมยอัตตา คือรูปที่สำเร็จด้วยจิต เป็นมโนมยอัตตา _ อ.กฤษฏา … ผมดูหนังเรื่องหนึ่ง แรกที่เราเห็นพระอาทิตย์นั้นไม่ใช่พระอาทิตย์แล้ว เพราะแสงมันเดินทางมากว่าจะถึงตาเราอีกหลายเวลา เป็นความต่อเนื่อง แต่เป็นสิ่งเดิมแต่มันเข้าสู่ภายในเรา พ่อครูว่า … ถ้ามันต่อเนื่องก็เป็นรูปกาย แต่ถ้าขาดเข้ามาอยู่แต่ภายในก็คือนามรูป หรือนามกาย มันถูกรู้โดยธาตุรู้ ด้วยสัญญาหรือปัญญาก็ตาม มันเป็นองค์ประชุมของนามเท่านั้น สัญญาเป็นนามกายแท้ๆ ต้องใช้ตลอดด้วย สัญญาจะกำหนดรู้มาก่อนเสมอ เราต้องฝึกสัญญาให้สั่งสมเป็นปัญญา _ อ.กฤษฏา...ที่ผมขับรถเลยเพราะมันขาดความต่อเนื่องในการกำหนดรู้ เข้าไปอยู่แต่ภายในเท่านั้นก็เลยไม่รู้กายในกายที่เนื่องจากภายนอกเข้ามา พ่อครูว่า … ที่ปฏิบัติธรรมไม่สมบูรณ์เพราะมันขาดจากกัน ตัดขาด รูป จากนาม ตัดขาดกาย แล้วไปพิจารณากายคตาสติที่แปลว่าบทบาทเรื่องราวกำลังดำเนินไปของชีวะเรา ที่ กำลังดำเนินไป คำว่ากายเราต้องมีธาตุรู้ร่วมด้วยเสมอ ในสติปัฏฐาน 4 กายคตาสติที่เจริญมากแล้วจะมีผลมีอานิสงส์ จะพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม แล้วละลดกิเลสในจิต เราก็เลือกเอาตัวกิเลสแล้วกำจัดมันได้นี่คือเนื้อหาสำคัญในการพิจารณาปฏิบัติ กายคตาสติ ต้องละความดำริพล่านที่อาศัยเรือน(เคหสิตะ) ให้ออกไปได้เรื่อยๆ กายคตาสติเป้าหมายคือละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ แต่อิริยาบถต่างๆมีตั้งแต่หยาบไปจนละเอียด ตั้งแต่

กายคตาสติ [ 294 ] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กายคตาสติอันภิกษุเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรงดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า เธอย่อมมีสติหายใจออกมีสติหายใจเข้า เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว หรือเมื่อหายใจ เข้ายาว ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้นหรือเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้าสำเหนียกอยู่ ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่ อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ [ 295 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเดินอยู่ ก็รู้ชัดว่ากำลังเดินหรือยืนอยู่ ก็รู้ชัดว่ากำลังยืน หรือนั่งอยู่ ก็รู้ชัดว่ากำลังนั่ง หรือนอนอยู่ ก็รู้ชัดว่ากำลังนอนหรือเธอทรงกายโดยอาการใดๆ อยู่ ก็รู้ชัดว่า กำลังทรงกายโดยอาการนั้นๆ เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปใน ธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้นตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ [ 296 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุย่อมเป็นผู้ทำความ รู้สึกตัวในเวลา ก้าวไปและถอยกลับ ในเวลาแลดู และเหลียวดู ในเวลางอแขนและเหยียดแขน ในเวลาทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร ในเวลา ฉัน ดื่ม เคี้ยว และลิ้ม ในเวลาถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ในเวลา เดิน ยืน นั่งนอนหลับ ตื่น พูด และนิ่ง เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ [ 297 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุย่อมพิจารณากายนี้ แล ข้างบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป ข้างล่างแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆว่ามีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอดไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด น้ำเหลือง เลือด เหงื่อมันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร ดูกรภิกษุทั้งหลาย

พ่อครูว่า… เป้าหมายคือให้ละความดำริพล่านนั่นแหละ แล้วมีอารมณ์อย่างไรก็ให้ปฏิบัติอานาปานสติ ให้อารมณ์เป็นตามอานาปนสติ 16 ข้อนั้น เพื่อละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ แต่ถ้าไม่รับรู้กายนอกเลยก็คือเลยไปแล้ว อีกอย่างคือไปปฏิบัติสร้างสติแต่ภายนอกก้าวหนอย่างหนอ แต่พอปฏิบัติภายในก็แยกส่วนไปเลย อย่างอ.บูรพาที่อ่านเมื่อวานไปก็คือให้นิ่งหยุดไม่คิดเลย ไม่ให้มีเครื่องรู้อะไรเลย จะกำหนดลมหายใจก็กำหนดแค่ลมหายใจ อยู่กับกสิณ ให้จิตรู้แต่หนึ่งเดียว เขาว่าแทนที่จะตกใต้อำนาจความคิดที่เป็นสมมุติบัญญัติ...ไปโน่นเลย อาตมาก็ขออธิบายเองก็แล้วกัน...สรุปแล้ว กายคตาสติ ก็ไม่ได้ขาดจากอานาปานสติ เร ิ่ มต้นเลยก็บอกแล้วว่าท่านกล่าวในกายคตาสติ เหมือนกันกับอานาปานสติเลย เมื่อปฏิบัติต่อจากข้อ 294 ก็ให้พิจารณาความไม่เที่ยง ที่จิตไปยึดติด ก็ให้เข้าไปข้างใน สรุปคือต้องล ะ ความดำริพล่านอันอาศัยเรือนทุกอิริยาบถ จนความไม่เที่ยงถึงร่างละลายเป็นน้ำเลือดน้ำหนอง แต่ให้พิจารณาจิต และไม่ใช่ว่าให้คงที่ตลอด ร่างกายไม่ต้องเปื่อยเน่าไม่ได้แต่ใจเราไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันต้องเที่ยง ต้องได้ดังใจ ไม่ใช่คุณต้องอ่านใจคุณว่าอยากอะไร มีตัณหาอะไร ตั้งแต่รูปที่อยากให้ไม่ต้องเปลี่ยนแปลง กลิ่น เสียง รส ก็อยากให้คงที่ตลอดไป แต่ พระพุทธเจ้าว่าให้ทำให้กิเลสหมดไปจนจิตเที่ยงแล้ว ต้องทำความละหน่ายคลายจนถึงอุเบกขา แม้กระทบสัมผัสอย่างไรก็อุเบกขา จนถึง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ความเป็นอุเบกขานี่ต่างหากที่จะให้เที่ยง ไม่ใช่แค่รูปหรืออารมณ์ที่จะให้เที่ยงในสุขทุกข์นั้นๆ และไม่ใช่ทำอย่างไม่คิดไม่นึกเลย อย่างอ.บูรพาเขียนมา ส ิ่ งที่ต้องกำหนดรู้คือมันมีกามหรือพยาบาทเข้าร่วมในจิตไปปรุงแต่งด้วยหรือไม่ คือความดำริพล่านอันอาศัยเรือน (เคหสิตสังกัปปา เต ปหิยันติ) คือต้องปหานอันนี้ตัวเคหสิตที่เราไปยึดถืออย่างโลกๆ คือกามกับพยาบาทในสังกัปปะนี่ให้ออก ทำจิตให้เป็นอัญญา เป็นกายกัมมัญญตา คือตัวรู้ทางโลกุตระ แม้รู้นิดหนึ่งเหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า อัญญาสิ ฯ คือจิตเร ิ่ มมีการรู้โลกุตระแล้ว เร ิ่ มแต่ กายในกาย ในโลกุตระ 37 ให้พิจารณาให้เกิดอัญญา เรามีโคจรรูป ปสาทรูป แล้วเกิดวิสัยรูปต่อเนื่องกันมา เป็น ผัสสะ 3 ต้องมีตากระทบรูป จึงเกิดวิญญาณ และวิญญาณก็มีเจตสิก 3 คือเวทนา สัญญา สังขาร นี่คือเจตสิก 3 ของกาย กายไม่ได้หมายถึงรูปนะ แต่หมายถึงเจตสิก 3 นี้ _ อ.กฤษฏา … ในขณะเรามีระบบการรับรู้ 5 ทวาร เราลืมตา อายตนะก็ทำงานตามปกติแต่ต้องสัมผัสจึงเกิดอายตนะ เลิกผัสสะก็ไม่มีอายตนะ ขณะผมอยู่นี่ ลมพัดกระทบก็รู้ หูก็ได้ยิน ลิ้นรับรส แต่มันจะรับรู้ได้ทีละอย่าง แล้วจะเข้าสู่ใจ ส่งทอดจากร่างเข้าหาเป็นกายเป็นจิตอีก แล้วตัวรับภายในจะรับได้ทีละ 1 อย่าง ก็จะเป็นความต่อเนื่อง อย่างผมขับรถอยู่ กายผมก็ไม่ต่อเนื่องแล้ว ทำให้ขาดสติเลยไป ตอนนั้นกายคุณไ่ม่มี คุณมีแต่ใจและสัญชาตญาณ เป็นสัญญากำหนดไป แต่คุณอยู่กับการปรุงแต่งในจิต นั่นคือไม่มีกายเลย พ่อครู … สรุปว่าที่ คนปฏิบัติธรรมไม่เกิดผล ไ ม่มีปฏิเวธ เพราะกายคตาสติ อานาปานสติ กับสติปัฏฐาน ทำแยกกันไม่ได้ร่วมกัน กายคตาสติก็ทำอย่างตัดภายใน ทำแต่ภายนอก และในอานาปานสติก็คือการอธิบายผล เราต้องรู้ กายสังขารังปฏิสังเวที ต้องกำหนดรู้องค์ประชุมที่ประชุมกันอยู่ แล้วทำให้ระงับ กายสังขารัง ปัสสัมภยัง คือละความดำริพล่านอันอาศัยเรือน ระงับได้ก็มีปีติ ในอานาปานสติ แล้วก็จะเหลือจิตสังขาร แม้กระทบภายนอกอยู่ก็พิจารณาเนื้อใน รู้กิเลส กำจัดกิเลสได้ก็จะปัสสัมภยัง มีองค์ฌาน แล้วก็เข้าหานามกายที่เป็นจิตสังขาร เราก็รู้จิตสังขารให้ได้แล้วก็ทำให้สงบรำงับจากกิเลสอีกนั่นแหละ ที่จะระงับได้ก็เกิดจากสติปัฏฐาน 4 ตั้งแต่กายในกายเลย ต้องจับกายกลิ คือตัวโทษนี่แหละเมื่อทำให้ตัวร้ายเหตุร้ายระงับไปก็เป็นผลให้สูงขึ้นๆ จนกระทั่งเบาบางเป็นกายลหุตา มีการจัดการในสังขารให้มีสัดส่วนได้ดีก็ไปทำการปรุงแต่งเป็นกายที่พอเหมาะพอดี เป็นกายกัมมัญญตา เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องลึกละเอียดมาก ผู้ที่ตัดความต่อเนื่องตัดสันตติ เช่น กายในกาย ต้องต่อไปที่เวทนาในเวทนา ต่อไปที่จิตในจิต และธรรมในธรรมต้องต่อเนื่องกัน ในกายสังขารมีกิเลสที่ก่อสุขทุกข์ เมื่อรู้เหตุแล้วก็อย่าให้มันปรุงแต่งเป็นโลกียรส ฆ่ากันก่อน เมื่อฆ่าราคะหรือโทสะมูลได้ ก็กำจัดอกุศลจิตในจิตได้ เวทนาก็เบาบางลงจากอารมณ์โลกีย์เป็นอุเบกขาที่เนกขัมมะเพราะระงับเคหสิตอุเบกขา ก็ต้องพิจารณาเวทนา 108 โดยเฉพาะมโนปวิจาร 18 นี่แหละที่แยกแยะเคหสิตะออกและทำให้เป็นเนกขัมมสิตะให้ได้ ทำให้เป็นบุญเป็นปุญญาภิสังขาร จนหมดบุญก็อปุญญาภิสังขารทำกิเลสหมดแล้วก็ทำซ้ำทำทวนไปเป็นอาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมังให้ปัจจุบันศูนย์สั่งสมเป็นอดีตที่ศูนย์จนมั่นใจว่าอนาคตก็ศูนย์แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง

ต่อไปเป็นการตอบประเด็น _จากการศึกษากายคตาสติสูตร...เข้าใจว่า การละความดำริพล่านอันอาศัยเรือนนี่ จิตภายในแน่นิ่งที่ทำเท่านั้นไม่ใช่ภายนอก ภายนอกไม่ต้องน ิ่ งใช่ไหม?... พ่อครูว่า… ใช่แล้ว ภายนอกนั้นทำกรรมการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดีอีกด้วย ภายนอกเป็นอนิจจัง กิเลสก็อนิจจัง คุณก็ทำกิเลสออกให้หมด แล้วเอาคำว่าเที่ยงมาแทนที่ เที่ยงคือกิเลสไม่มีอีกแล้ว ไม่ใช่อย่างอื่นไม่เที่ยง แต่ว่าให้กิเลสออกไปอย่างเที่ยงแท้ _อรหันต์มิจฉาฯตายไปจะรู้ตัวไหมว่ายังมีอัตภาพอยู่ไม่หมดตัวตน พ่อครูว่า… ไม่รู้หรอกขนาดเป็นๆยังไม่รู้ตัวเลย _วิญญาณที่เกิดจากผัสสะเป็นวิญญาณตัวเดียวกันหรือแยกเป็นแต่ละตัว พ่อครูว่า… ก็ทันที มันก็เป็นวิญญาณเป็นอาการตัวนั้น แล้วมันก็ไม่เที่ยงแต่คุณก็อยากให้มันเที่ยง เช่น คุณชอบก็อยากให้เที่ยงแท้อยู่ตลอดไป เป็นต้น _ไปเรียนนวดแผนไทยต้องบูชาพ่อปู่ชีวกกุมารเป็นพุทธไหม? พ่อครูว่า … การบูชาพ่อปู่นี่ พิธีกรรมสมัยพระพุทธเจ้าไม่มีหรอก การแสดงออกการเคารพทุกวันนี้ปรุงแต่งมีดอกไม้ธูปเทียน เป็นต้น สมัยพระพุทธเจ้าก็มีปรุงแต่งกันมาก แต่พระพุทธเจ้าตัดทิ้งหมด ถามว่าบูชาครูที่ว่านี้เป็นพุทธไหม? พุทธไม่มีหรอก เขาทำกันจนนึกว่ายุคพระพุทธเจ้าก็มีแบบนี้ อย่างภิกษุรวมตัวกันออกไปสวดมนต์ให้ฆราวาส ท่านก็ห้ามไว้ในวินัยเลย อย่าสวดกันตั้งแต่ 2 รูปให้อนุปสัมบันฟังไม่ได้ สมัยโน้นไม่มี แต่สมัยนี้ก็ทำกันเป็นเรื่องเฉยเลย แถมบอกว่าถ้าพระสวดมนต์ไม่ได้ไม่ใช่พระอีก แต่ว่าสวดนั้นพระพุทธเจ้าให้สวดได้ให้จำได้ แต่อย่าไปสวดให้ฆราวาสฟังตั้งแต่ 2 รูปสวดพร้อมกันไม่ได้ เพราะสมัยพระพุทธเจ้ามีการสวดเพื่อขลังเอาไปทำมาหากินแบบนั้นมันผิดพระพุทธเจ้าจึงห้ามไว้ในวินัย ต้องอาบัติกัน แต่ปัจจุบันไม่รู้ก็ทำกันไปไม่สะอาด _พระบรมสารีริกธาตุจะรู้ได้อย่างไรว่าจริง? พ่อครูว่า… อย่าไปรู้เลย แม้พระพุทธรูปนี้ก็ไม่ใช่พระพุทธเจ้าเลยแน่ๆ แต่เราก็เคารพ แล้วพระบรมสารีริกธาตุนั้นไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าจริงไหม? อาจจริงก็ได้ ไม่จริงก็ได้แต่ก็ยังอาจจริงกว่า พระพุทธรูปแน่ๆ ดังนั้นเราก็อย่าไปยึดถือว่าจริงหรือปลอมเลย แต่ให้เป็นเครื่องระลึกถึงคุณงามความดีคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วเราเอาไปปฏิบัติได้ ไม่ว่าจะจริงหรือปลอมก็ได้ เปลี่ยนวิธีคิดดีกว่า _ไปนิพพานมีหลายทางหรือทางเดียว พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าตรัสว่า เอเสวมัคโค นัตถัญโญ มีทางนี้ทางเดียวเท่านั้น ใครสอนว่ามีหลายทางก็ค้านแย้งคำสอนพระพุทธเจ้า พระไตรปิฎก เ ล่มที่ 25 ข้อ 30 อย่าให้ใครหลอกว่าหลายทาง _การที่คนเราไม่สมหวังเรื่องรักเป็นวิบากกรรมใช่ไหม? พ่อครูว่า… การไม่สมหวังในเรื่องรักคงหมายถึงรักเรื่องเพศ ก็เพราะเราโง่ คือเรายังนึกว่าความรักเป็นความจำเป็น จะบอกว่าเป็นวิบากคือเรายังมีวิบากเก่าอยู่ แม้ว่าเป็นพระโพธิสัตว์ก็ยังมีลิงลมอมข้าวพอง ยังถูกครอบงำเลย แต่เนื้อแท้ท่านไม่ได้ไปกับเขาหรอก ความรักมันมีความรักอยู่หลายมิติ ความรักเรื่องเพศเรื่องกามราคะเป็นความรักหลอก เท็จ ไม่จริง จะถือว่าวิบากก็คือเป็นอวิชชาเป็นความโง่ จริงๆแล้วล้างได้ ส่วนความรักยิ่งใหญ่คือความรักของพระเจ้า มีพรหมวิหาร 4 _การปฏิรูปครั้งนี้ผมจะปฏิรูปครูว่าถ้าเด็กรร.ไหนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ให้ไล่ครูใหญ่ออกเลย ไม่ให้รับบำนาญด้วย อีกข้อหนึ่งถามว่า พ่อท่านคะเราไม่ให้สอบติดศูนย์ทำอย่างไร? พ่อครูว่า… มันก็ต้องตั้งใจเรียนเท่านั้นแหละ ส่วนเรื่องจะไปออกกฎหมายก็ไม่บังอาจไปทำ แต่ก็ควรมีการลงโทษถ้าทำไม่ดี _ปีนี้รับกลดที่ไหนคะ? พ่อครูว่า ...ถ้าปกติก็รับกันที่ปฐมอโศก บางปีไม่ปกติก็รับที่ข้างเจ้าพระยา ข้างถนน เป็นต้น แต่ปีนี้ที่ประชุมคุรุตกลงให้ไปรับกลดที่บ้านราชฯ ในงานปลุกเสกฯ ช่วงงานปีใหม่ไทย _อดีตพระวัดป่าถามว่าพระกรรมฐานเอาลมหายใจเป็นกสิณ แล้วก็สอนให้ระงับกายสังขารให้พรากความรู้สึกความสนใจลมหายใจ เป็นระงับกายสังขารใช่ไหม? พ่อครูว่า… ท่านไม่เข้าใจนัยลึกว่า การเรียนรู้กายนั้นต้องเกี่ยวกับ ดิน น้ำ ไฟ ลม มหาภูตรูป อย่าไปละ แม้ไม่ละก็ให้พิจารณาทั้ง 16 อย่าง แล้วจะสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ต้องพร้อมเป็นรูปีรูปานิปัสสติ และทั้งพิจารณาภายนอกภายในมีสัญญากำหนดรู้ของตนเป็นเอโก เห็นองค์ประชุมทั้งนอกและในถึงอรูปเลย เป็นวิโมกข์ 8 ข้อ 2 อัชฌัตตังอรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิปัสสติ แล้วได้ผลเป็นวิโมกข์ ข้อ 3 สุภันเตวอธิมุตโตโหติ แล้วก็ตรวจอรูปฌานใน วิโมกข์ ข้อต่อๆไป จนจบที่สัญญาเวทยิตนิโรธในวิโมกข์ข้อที่ 8 แต่ที่ว่าให้ระงับรู้ลมหายใจนั้นอาตมาก็เคยทำมา ดีไม่ดีไปเล่นลมภายในอีก เป็นแค่กสิณลม วาโยกสิณ เป็นการผิดจากคำสอนพระพุทธเจ้า ผิดจากพุทธวจนะ การนั่งสมาธินั้นผิดทางพระพุทธเจ้ามากกว่ามาก จนหลงว่าการนั่งสมาธิคือปฏิบัติฌานหรือสมาธิของพุทธ ขอยืนยันว่าผิด การนั่งถ้าไม่สัมมาทิฏฐิก็ผิดหมด ยิ่งไม่เข้าใจมรรคองค์ 8 ที่สร้างสัมมาสมาธิจากการสั่งสมทำมรรค 7 องค์ เป็นทางเดียวเท่าน้ัน จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน