571120-ความรัก ๑๐ มิติ(๑๑)วนบ.เรื่อง มิติที่ ๘ อเทวนิยม.docx
เนื้อหาในไฟล์
571120-รายการเทศน์ วนบ.(11)เรื่องความรัก 10 มิติ มิติที่ 8 อเทวนิยม 2 โดยพ่อครูโพธิรักษ์ พ่อครูว่า... วันนี้แรม 14 ค่ำ วันโกนเดือน 12 พรุ่งนี้ก็วันสุดท้ายของปีตามจันทรคติแล้ว ที่จริงเขาไม่ได้นับสิ้นปีเดือน 12 หรอก เขานับสิ้นปีเดือน 4 เราก็เลยนับครึ่งๆกลางๆ ก็เรื่องขอวันเดือนปี ทีนี้เราก็มาพูดเรื่องของเรา เรื่องชีวิตของสัตว์โลก เรื่องความรัก 10 มิติ เป็นเรื่องที่อาตมาเห็นสำคัญ เพราะคนเราต้องมีความรัก ไม่มีความรักไม่ได้ จิตที่พระพุทธเจ้าสอนว่าให้มีปิยกรณะ คือมีความรัก เราเป็นที่รักเขา เขาเป็นที่รักเรา ไม่ใช่รักแบบเปมะ ความรักที่มีในสาราณียธรรม 6 เป็น 1.สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2.ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) 3.ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4.สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) 5.อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) 6.สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) 7.เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) ความรักในภาษาไทยต้องเข้าใจให้ดีว่าที่อาตมากำลังเอามาแยกแยะ นั้น ความรักเป็นความทุกข์ และถ้าสูงส่งของความรักก็พ้นทุกข์ได้ แม้เราอธิบายมาถึงมิติที่ 8 เป็นอเทวนิยมเลย เป็นแบพุทธ เป็นความรู้เรื่องความรักทั้งหลาย แม้เราจะไม่เกิดความรักแบบนั้น เช่น ทางกามไม่เกิดเลย(ซึ่งคงมีน้อย) แต่ก็ต้องมีความรู้ และความรักทางกามยังสัมพันธ์ต่อเรื่องลูกหลานญาติโกโยติกา ปู่ย่าตายาย ก็ต้องมีญาติ มิตรสหาย เป็นความรักที่มีระดับสูงขึ้นๆ จนถึงเพื่อมวลมนุษยชาติ และมามิติที่ 8 ก็ต้องเรียนรู้ฝึกฝนมาตั้งแต่ความรักที่แคบๆตั้งแต่มิติที่ 1 มันอาจไม่จัดจ้าน แต่มันมีเชิงเช่นนั้น เราต้องเห็นให้ชัดเจน พุทธเรียนรู้อาการจิต เจตสิกที่ส่อถึงกามตัณหา กาม
อ่านต่อ
ราคะ จนขยายความกว้างมาสู่ความเป็นอัตตา ที่จริงกามก็เป็นอัตตา แต่เวลากามลดลงก็เหลือแต่อัตตา ในอนาคามีเหลือแต่อัตตา ความรักมิติที่ 8 คือความรักที่เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างให้ละเอียดทั้งนามธรรม รูปธรรม โดยเฉพาะนามธรรม และสัจจะของความรักมิติที่ 1 ถึง 7 เจาะลึกเห็นแจ้งสภาวะของความรักว่ามันคืออะไรกันแน่ อาการเป็นอย่างไร มีผลร้ายผลดีอย่างไร มันเกิดที่ไหน ตั้งอยู่ที่ไหน ดับที่ไหน มันอาศัยอะไรดำเนินไป ให้สุขหรือทุกข์ จริงหรือลวง แม้ให้ทุกข์แล้วมีประโยชน์บ้างไหม ใช้ได้อย่างไร มนุษย์ควรมีหรือไม่ ถ้าควรมีควรมีได้แค่ไหน หากจะดับไม่ให้มีในตนเลยได้หรือไม่ หากมีเพื่อสร้างประโยชน์โดยตนไม่ต้องติดยึดได้หรือไม่ ที่สุดไม่ต้องมีอะไรอีกเลย แม้แต่สิ่งที่ความรักต้องอาศัยจะได้หรือไม่? ที่กล่าวมาเป็นประเด็นปัญหาที่มีคำตอบแล้วในศาสนาพุทธ ความรักที่แปลมาแต่ต้นว่าคืออาการชอบใจ ผสมความยินดี แต่แท้จริงแล้วก็คือความต้องการ สร้างหรือทำลาย นั้นเอง และต้องการเพื่อตัวกู และเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันนั้นก็อีกอย่าง มีสองอย่าง สรุปชัดคือความรักไม่ใช่อารมณ์เฉยนิ่งกลางๆ หรือไม่ใช่อารมณ์หยุดสนิทเลย แต่เป็นอาการทางจิตที่ต้องการให้ หรือต้องการเอา และต้องการสร้างหรือทำลาย ถ้าใครไม่มีอาการของการให้หรือเอา แม้ไม่มีชั่วคราวหรือยาวนานก็ตาม ก็เรียกว่าไม่มีความรักหรือไม่มีความต้องการนั่นเอง ถ้าไม่มีความต้องการให้หรือเอาก็ตามที ดังนั้น อาการทางจิตของใครที่เกิดความต้องการในจิตก็คือเกิดความรัก ภาษาทางศาสนาพุทธเรียกว่า ตัณหา มี 3 ประเภท คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภาวตัณหา คือความรักเกี่ยวกับกาม ภพ วิภวภพ หรือวิภพ และสามอย่างนี้มีความพิสดารแค่ไหน กินความอย่างไร ต่างกันอย่างไร เมื่อผู้ศึกษาได้ศึกษาได้อย่างสัมมาทิฏฐิ จนเกิดมีวิปัสสนาญาณก็จะจัดการความควรไม่ควรได้อย่างถูกต้อง และเจริญไปกับความรักได้ ให้ตนเจริญได้อย่างดี อ่านอาการจิตว่า ต้องการให้หรือต้องการเอา ต้องการสร้างหรือต้องการทำลาย ก็จะแม่นชัดในสัจจะแห่งความรัก แล้วจะทำการจัดการให้มีหรือไม่มีสิ่งเหล่านี้ โดยศึกษาเหตุว่ามันเกิดที่ไหน ตั้งอยู่ที่ไหน ดับอยู่ที่ไหน มันอาศัยอะไรดำเนินไปในโลก มันให้ทุกข์หรือสุข มันเป็นจริงหรือลวง ตามที่กล่าวมาแล้ว ก็ต้องเรียนรู้ให้แจ่มแจ้ง แล้วเรียนรู้ฝึกฝนทำให้สมบูรณ์ ผู้ศึกษาและทำมรรคผลได้เราเรียกว่าอาริยบุคคล ในมิติที่ 8 เป็นศัพท์ที่กำหนดผู้บรรลุพุทธธรรม เป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ไม่ใช่ว่าปรโลกคือโลกหลังตายไปแล้วอย่างเดียวซึ่งมันจะต้องไปตามวิบาก ยิ่งถ้าเข้าใจว่าไปนั่งหลับตาดับหรือนึกเอาสวรรค์ในภพ ก็จะไม่ได้สัมผัสของจริง ปรโลกของพุทธเป็นโลกที่รู้เห็นตั้งแต่เป็นๆ มีสติตื่นเต็มนี่แหละ จะรู้นรกสวรรค์ สัตว์นรกสัตว์สวรรค์คือเราเป็นนี่แหละ เราอ่านรู้ได้ในตัวเรา แต่เทวนิยมก็ว่ากันไปโลกหลังตาย หรือไปนั่งสมาธิปรุงแต่งสร้างภพชาติปั้นเอาเองในจิต อาศัยขันธ์อนาคตฟุ้งเพ้อปั้นไปอย่างบางสำนัก ที่ปั้นอุปาทานให้คนหลงติดยึด แล้วนึกว่าจริงก็เลยปั้นได้ และตายแล้วก็ไปหลงอย่างนั้นแล้วไม่ได้ก็ทุกข์เพราะสิ่งที่ตนสร้างเองนั่นแหละ อวิชชาพาเพิ่มสวรรค์ลวง เท่ากับเขาเพิ่มนรกจริงให้แก่ตนเอง ถ้ายิ่งเป็นคนที่เป็นอาจารย์สร้างสวรรค์ลวงโดยตนเองไม่รู้เรื่องว่าตนคือจอมสวรรค์นรก ตนนี่แหละตกนรกก่อนใครเลย หรือรู้อยู่ว่าหลอกคนนี่ก็ชั่วอยู่แล้วหนักเลย ตายไปก็ไปตามวิบากจริง อาริยบุคคลเป็นได้เพราะเกิดมีสิ่งประเสริฐในตน เป็นคนโลกใหม่(ปรโลก) โลกใหม่คือคนประเสริฐจริง เป็นคนโลกอื่น เป็นโลกโลกุตระ เป็นโลกที่ต่างจากโลกเก่า ทั้งที่เป็นคนเช่นกัน มีกาย มีจิตวิญญาณอยู่ในสังคมเดียวกันแต่ความรู้สึกนึกคิดต่างไปจากคนโลกเก่า ส่วนโลกใหม่นั้นแปลกไปจากโลกเก่าคนละทิศทาง ความเป็นโลกเก่าคือความหมุนเวียนไปๆมาๆไม่รู้จบ เป็นทาสของโลกธรรม วนเวียนไม่รู้จบ ไม่หยุดวนเวียนแน่ อาจจะหยุดได้ชั่วคราว แต่ไม่มีหลักเที่ยงแท้สมบูรณ์ แต่โลกใหม่ก็คือหมดโลกเก่าไม่วนเวียนในโลกเก่าที่ไม่รู้จบแล้ว อย่างชนิดที่จิตได้สำรอกสิ่งชั่วสิ่งเก่าได้อย่างจริงแท้ อย่างถูกตัวเหตุที่มันทำให้เราวนเป็นทาสในโลกเก่า สวรรค์นี่มันลวง มีแวบเดียวแล้วก็หายไปสวรรค์จริง(ที่จริงหลอก) แต่เขาไปบรรยายกันว่าอยู่สวรรค์นี้นาน แต่ไม่ใช่หรอก สวรรค์นี้แวบเดียว แต่นรกนี่นานมาก ไม่จบซักที สวรรค์เผลอไปอยู่แวบเดียวก็นึกว่านาน แต่นรกสินานทรมาน ไม่รู้จักหมดเสียที สวรรค์นี่แวบๆทำไมเร็วจัง แต่เขาทำไมอธิบายว่าเวลาบนสวรรค์นั้นยาวนาน อย่างตำนานเทพธิดาเก็บดอกไม้ ลงไปในโลกมนุษย์ 80 ปี แล้ว ก็แวบกลับไปบนสรรค์บอกว่าไปมา 80 ปีแล้ว แต่เพื่อนบอกว่าหายไปไหนมาแวบเดียว จริงๆแล้วนรกนั้นนานมาก มันโง่ซ้ำซ้อนด้วย น่ากลัว ใครก็ตามอย่าไปก่อกรรมชั่ว อย่าไปก่อนรก โลกคือความวนตายวนเกิดตามอำนาจกรรมวิบากที่ตนไม่รู้จริง ตกนรกขึ้นสวรรค์สูงหรือต่ำ ดำหรือขาว ขี้เหร่หรือสวยก็ตามกรรม อยู่วนในโลกเก่า จะหาทฤษฎีที่ทำให้คนหยุดวนเวียนอย่างถาวร เป็นการดับโลกเก่าอย่างถาวร ก็มีคนที่คิดได้ทำการกดข่มไว้ได้แต่ว่าไม่มีหลักประกันจริงว่าจะไม่กลับมาอีก จะทำอย่างไรจะเที่ยงแท้ถาวร แต่ของพุทธนั้นมีหลักประกันทำได้จริง เพราะแม้ขณะนี้สัมผัสสิ่งเดิมที่เราเคยสุขทุกข์แต่ว่าตอนนี้ไม่มีแล้ว แม้จะมาแบบใหม่ลีลาอย่างไร เรารู้เลยว่าสัตว์นรกแบบนี้เราไม่มีแล้ว ไม่หวั่นไหว นกัมปติจริง หลุดพ้นได้แม้อันใดอันหนึ่ง ให้มีตัวอย่างแม้เรื่องใดเรื่องหนึ่งดับได้ก็จะเป็นตัวอย่างเป็นแบบให้แก่ตนเอง ก็เหตุปัจจัยต่างกันแต่อารมณ์นิพพานเหมือนกันหมด ไม่ว่าอรหันต์รูปไหน โลกเก่าจึงหมุนวนเวียนสุขทุกข์ไป จนกว่าจะรู้จักโลกโลกุตระ ตั้งแต่รู้ กายในกาย เพราะโลกียะเราทุกคนเคยผ่านมาทั้งนั้น เคยมุ่งหวังเคยสุขทุกข์ เคยรักเคยจางคลาย เคยตายจากแต่ไม่วางไม่เลิก นานไปก็ชินชาไม่ติดยึดแต่ไม่จบไม่เลิก เพราะไม่รู้เหตุไม่รู้จริง ก็จะเวียนวนมาใหม่อีกไม่ชัดเจน เป็นความวนเวียนเกิดแล้วเกิดเล่า ไม่สิ้นสุดได้อย่างแท้ชนิดดับถูกเหตุสักที ไม่มีทางเห็นสักกายะ ไม่รู้องค์รวมของกิเลส ส่วนโลกใหม่ในมิติที่ 8 เป็นปรโลก ที่ต่างหากจากโลกเก่า มีคุณลักษณะและดำเนินอุดมการณ์อีกอย่างเรียกว่าโลกอุดร อันต่างจากโลกโลกียะ ชนิดมีวิถีสู่นิพพานแน่นอนในอนาคต ผู้มีความรักแบบอเทวนิยม มิติที่ 8 จะเรียกอาริยนิยมหรือโลกุตรนิยมก็ได้ ลองมาขยายความกัน ที่ว่าความรักคือความต้องการให้หรือเอา สร้างหรือทำลาย ถ้าบอกว่าต้องการนี่คือตัณหา ซึ่งมี 3 คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา อันแรกกามตัณหาต้องรู้อาการกาม เราต้องการเอา กามนี่คือต้องการเอา ไม่ได้ต้องการให้ แม้แต่ความเป็นภพมันก็ต้องการเอา กามภพคือต้องการเอา หรือแม้แต่ต้องการสร้างหรือต้องการทำลาย ที่จริงมันสร้างกามสร้างภพ มันไม่ทำลายกามไม่ทำลายภพ ทีนี้อีกตัณหาคือวิภพ ก็คือไล่จากคำว่าภพก็คือทำลายภพ เหตุที่มันสร้างภพก็หาให้เจอ ดับเหตุก็ไม่มีภพ ดับเหตุที่เกิดคือชาติ ภพก็ไม่เกิด เราต้องการเอาหรือต้องการให้ เราต้องการเอาความไม่มีภพ ดับเหตุแล้วกามหมดภพหมด ผู้นี้มีความต้องการ คนก็พาซื่อว่าถ้ามีความต้องการจะเป็นกิเลส ก็เลยหัดทำใจเฉยๆว่างๆ ไปนั่งสมาธิ แล้วคิดนึกตรรกะเอาว่าใจว่างไม่มีอาการกาม หัดทำใจไม่ให้เกิดกาม แต่ภพเขาเข้าใจยากกว่ากาม ภพคือการเข้าไปอาศัยอย่างนั้นต่อเนื่อง แต่เขาไม่รู้เขาก็ไปทำสร้างภพ เขาไม่รู้ว่าการไม่ไปวุ่นวายกับกาม ทำใจให้ว่างก็คือเขาทำภพ ไปตามประสา บางคนก็สะกดให้นิ่ง ใช้แรงดำมืด หรือทำลืมทิ้งไป พาซื่อสร้างภพ ก็ไม่รู้จักเหตุที่เกิดกามหรือภพ กามมีความหมายคือทางตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบภายนอกแล้วจะเอาหรือจะทำร้าย ก็เป็นกามและพยาบาท(โทสะ) เมื่อเราไม่รู้อาการ เราก็ไม่รู้วิธีดับมันด้วย ไม่รู้ว่าอาการกามมันอยู่ในจิตแล้วมีการกระทบทางทวาร 5 แล้วมีอาการตามกระทบก็อยาก ถ้าไม่มีทวารไปกระทบ เขาก็จะไปนั่งหลับตาปฏิบัติ ก็ได้อาการกามของมันเกิดตามสัญญา ไม่ได้เกิดวิญญาณผีหรือสัตว์นรก แต่เขาเอาสัญญาไประลึกปั้นเอาของเก่าหรือของใหม่มาก็ได้ เขางมอยู่ในภพทั้งนั้นเลย เขาไม่รู้เหตุว่ามีเหตุนะ ว่ากระทบ ลาภ ยศ สรรเสริญ หรือรูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส แล้วเกิดวิญญาณจริง เราสัมผัสจริงเกิดวิญญาณจริง จึงครบกระบวนการ เราก็รู้ว่าจิตเราเกิดอาการในขณะนั้นจริง เป็นผีหรือเทวดาหรือสัตว์นรกก็ได้ มาจากตัวจริงที่เราจะอ่านปัจจุบันว่าอาการอย่างนื้คือ กามตัณหา พอดับกามตัณหา ภพก็ดับไปด้วย ไม่เหมือนกับพวกไม่ได้ดับกามแล้วไปสร้างภพ อย่างนั่งสมาธิหลับตาทำกัน ที่เอาสัญญาไปสร้างภพ ซ้อนภพอีกเพิ่มเข้าไปทั้งที่กามก็ไม่ได้ดับ น่าสงสารพวกนี้ อวิชชา เลวร้ายเข้าไปอีก เพราะวิธีปฏิบัติผิด ส่วนของจริง ดับเหตุของกาม กามก็ดับ ภพก็ดับไปด้วยกันเลย ที่จริงดับแต่เหตุเกิดกาม ก็จบแล้ว กามภพก็ดับแล้ว เป็นตัวต้นเลยดับทางทวาร 5 แล้วก็เหลือแต่รูปภพ อรูปภพต่อไป เป็นเรื่องในใจเราเอง มันก็เบาแล้ว โอฬาริกอัตตา ขั้นหยาบ เราดับได้หมดแล้ว ที่จริงเวลาดับเราก็เรียนรู้อัตตาข้างใน คำว่ามโนมยอัตตาคืออัตตาที่สำเร็จด้วยจิต สภาวะของกาม ก็เป็นตัวตนของกาม อาการนั้นแหละคือจิตเราสำเร็จเป็นตัวตนเป็นสภาวะขึ้นมาแล้วมันซ้อน มันก็คือมโนมยอัตตา มันเกิดสัมผัสเดี๋ยวนี้ก็เป็นตัวตนเดี๋ยวนี้ที่คุณล้างไม่ได้ มันก็สำเร็จในจิตด้วย เหตุคือของหยาบ จนกว่าคุณล้างกิเลสที่เป็นเหตุปัจจัยหยาบได้ ล้างโอฬาริกอัตตาได้ก็เหลือสิ่งที่เหลือ ตาคุณกระทบสิ่งที่คุณได้ล้างกิเลสหมดแล้ว เช่น รูป เสียง เพชรนิลจินดาที่คุณล้างมันได้แล้ว คุณก็กระทบมันแต่คุณมีจิตเหนือมันไม่มีอาการแล้ว ดับแล้วก็เหลือพลิ้วพรายเป็นรูปราคะ ข้างนอกไม่ทำแล้วมีหิริโอตตัปปะ เป็นอุบัติเทพแล้ว ยังไม่เป็นวิสุทธิเทพก็เป็นมโนมยอัตตาแท้ที่เหลือที่สำเร็จด้วยจิต เป็นตัวตนอยู่ จนกระทั่ง คุณล้างมันได้อีกในมโนมยอัตตา ก็เหลือเบาบางคืออรูป พริ้วพราย บางที่ก็จับรูปไม่ติดแต่มีปฏิกิริยา ออกมากระตุก แต่ไม่ออกมาข้างนอก อาจแผ่ซ่านพลิ้วพรายเป็นอรูป มันยังเป็นตัวตน เมื่อคุณดับเสร็จแล้ว ดับอรูปแล้ว แต่คุณก็มีทวารครบ เห็นเต็ม แม้ดับอรูปอัตตาก็เห็นเต็ม อัตตาที่เหลือก็คือความเห็นเต็ม เป็นตัวที่สำเร็จด้วยจิตเป็นมโนมยอัตตา แต่ไม่เหลือความเป็นตัวกูของกูแล้ว เป็นอัตตาที่ไม่ลึกลับคืออรหัตตา ก็อาศัยอัตตา อย่างสำเร็จด้วยตนเองเป็นอมตบุคคลเลย แล้วคนที่สัจจานุโลมมิกญาณ เช่น เราจะร่วมกับรูป กับรส เช่น เพลงนี้มันจะเพราะอย่างไร รูปนี่จะสวยอย่างไร อาตมาก็ต้องเอาสมมุติโลกมาปรุงด้วย ไปกับเขาได้ด้วย อาตมาก็แต่งเพลง ก็จัดว่านั่นนี่สวยก็อาศัยมโนมยอัตตาที่ไม่ลึกลับ ก็ทวนได้ จึงดูเหมือนคนกลับกลอก แต่เราทำด้วยฐานของ สังขารุเปกขาญาณ และสัจจานุโลมมิกญาณ โดย ปฏิสังขาญาณ นี่คือฐานญาณอีก 3 หลังจากทำฐานต้นที่ทำ อุทยัพพยานุปัสสนาญาณและภังคานุปัสสนาญาณ จะเห็นชัดลึกขึ้นว่ามันมีแต่ความสลายไปไปหาอนัตตา น้ำหนักความไม่เที่ยงไม่เกาะกุมกันจะเห็นจริงจังมากขึ้น พอเห็นอย่างนี้ก็จะเห็นความโง่ของเรา แล้วเราจะไปยึดให้มันอยู่ไปให้มันยาวนานเป็น ยามา ให้เป็นดาวดึงส์เป็นของแท้เป็นเทวดาองค์ที่ 32 แล้วจะให้อยู่ยาวนานเป็นยามา ..แต่ก่อนเราโง่อย่างนั้น พอเราทำออกทำสิ้นหมดแล้วก็จะรู้ว่าเทวดาเท็จเป็นเช่นไร คนจริงจังก็ดูจริงจังมาก มันจะต้องให้ยามาถาวรนิรันดร แม้ไม่ออกมาใช้ตอนนี้ก็เก็บใส่ผลึกไว้ในอนุสัยอย่าไปไหนนะจ๊ะ เก็บความรู้สึกดีๆนี้ไว้ พอเราทำได้จะเห็นโทษภัย จะเห็น ภยตูปัฏฐานญาณ คนอื่นเขายังไม่รู้ก็ทำอย่างน่าระรื่น หลอกกันเต็มโลกเลย ชื่นอกชื่นใจไม่เห็นเป็นภัยเป็นโทษ กว่าจะได้รู้ตัวเช่นนี้มันลึกซึ้งก็มี อาทีนวานุปัสสนาญาณ ก็เกิด นิพพิทานุปัสสนาญาณ มันน่าเบื่อมันทรมานเรามานานก็เกิด มุลจุติกัมมยตาญาณ เป็นความเห็นแจ้งอย่างพลังไฟปัญญา เป็นไฟฌาน ละลายกิเลส เป็นอุณหธาตุ ไปละลาย กาม ราคะ โทสะ ที่เป็นพลังก็ถูกพลังฌานทำลายได้ ด้วยความรู้ๆไม่ได้กดข่มเลย พลังงานมันเหนือชั้น นี่คือการจบการดับ จากนั้น ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ก็คือทำทวนทำซ้ำสั่งสม ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา เราไม่ได้หนีโลกเลย เราอยู่กับโลก แต่ก็อุเบกขาได้อย่างแข็งแรงขึ้น เก่งขึ้นทนทานต่อสังขาร เป็น อเนญชาภิสังขาร ไม่หวั่นไหว กระทบโลกธรรมที่หยาบเท่าใดก็ไม่หวั่นไหว ผุฏฐัสสะ โลกธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ น กัมปติ เมื่อแข็งแรงก็จะสามารถ มีพหุชนหิตายะ เป็นประโยชน์แก่หมู่ชนทั้งหลาย พหุชนสุขายะ เกิดเป็นสุขแท้แก่หมู่ชนทั้งหลาย โลกานุกัมปายะ เป็นไปเพื่อรับใช้อนุเคราะห์โลก จิตทำได้เจริญเป็นมโนเสฏฐา เจริญเรื่อยๆ เป็นมโนมยา คืออันสำเร็จด้วยจิต วิเศษเจริญขึ้น สุดท้ายจิตมาจบอยู่ที่มโนมยอัตตา ต่อไปเป็นการตอบประเด็น _โลกเก่ากับโลกใหม่คืออย่างไร? พ่อครูว่า … โลกเก่าคือความหมุนวนสุขทุกข์กับสิ่งเก่าโลกเก่า เช่น เราติดท็อฟฟี่ เราติดมัน พอเราได้กินมันก็ได้สุข พอได้สุขแล้วก็หยุดพัก พอไม่ได้ก็ทุกข์ พอได้ก็สุข หรือหยุดพัก วนเวียนไปมา แต่พอโตขึ้นก็ไปติดยึดสิ่งใหม่ตามวัย ทั้งที่ข้ามไปในสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ล้างก็ติดในอนุสัยไปข้ามชาติ เกิดมาใหม่ก็ติดใหม่อีก เสพสุขทุกข์ลงนรกขึ้นสวรรค์วนไปมาตลอดกาล พระพุทธเจ้าสอนให้ล้างกิเลส คุ้ยให้มันขึ้นมาแล้วล้างมันไปๆ ล้างกิเลสได้คนที่ทำให้หยุดวน พอกิเลสตาย แล้วมันก็ไม่พาเราวนอีก นั่นคือโลกใหม่โลกหยุดวน ไม่ต้องเสพแล้วไม่ต้องติดตุ๊กตาท็อฟฟี่หรือระดับไหนที่เขาติดกัน เราก็เข้าใจไม่ติด ล้างกิเลสอยากได้ จริงๆแล้วเราอยากได้ เราก็สร้างด้วยสุจริต แล้วเราก็ไม่ต้องหวงแหนไว้ เราสร้างมาอาศัยใช้ประโยชน์ สรุปคือโลกเก่าคือโลกที่บำเรอกิเลสอย่างเก่า โลกใหม่คือโลกที่ไม่บำเรอกิเลสแล้วหยุดแล้ว -ความจริง ความจำ การยึด อุปทาน วิบาก ต่างกันหรือเกี่ยวพันกันอย่างไร พ่อครูว่า… ความจริงคือสภาพปัจจุบันที่เหตุปัจจัยครบพร้อมทั้งนอกและใน ส่วนความจำคือไม่มีเหตุปัจจัยภายนอกแล้วแต่คุณนึกเอาความจำที่เคยเกิด แล้วก็ดึงขึ้นมาจากความจำ หรือว่าไม่ได้เอาจากความจำแต่ว่าเนรมิตขึ้นมาเองเลย ได้แต่คิดปรุง จะเป็นได้จริงหรือไม่ก็ไม่รู้ ก็ไม่ใช่ความจริงอยู่ดี ความจำกับความจริงมันต่างกันเช่นนี้ เรารู้เช่นนี้เรามีกิเลสดูดหรือผลักกับความจริงหรือไม่ เรารู้แล้วก็ล้าง ส่วนเราเอาความจำไปปรุงอีก หรือเพิ่มอีกก็คือคนบ้ากับความจำ พระพุทธเจ้าตรัสว่าความจำนี่ทิ้งได้ยากกว่าความจริงภายนอก ทั้งความจำที่เก่าหรือเอามาปรุงใหม่ นี่แหละยาก แล้ววิบากกับอุปาทาน นั้นอุปาทานคือการยึด แล้ววิบากคือผล แต่ผลที่เกิดแล้วคุณจำได้ก็ไม่เป็นไร ต่างกับอุปาทานที่คุณยึดเป็นเราเป็นของเราอย่างพระพุทธเจ้าท่านจำได้เยอะแต่ว่าท่านไม่ยึด การยึดนี่จึงยากที่สุดที่คุณจะรู้ แต่ว่าคุณจะรู้ว่าอาการปล่อยวาง กลางๆ นี่แหละคือที่ว่าเราไม่ยึด แล้วน้ำหนักของความไม่ยึดก็มีละเอียดเยอะ ความจำที่เป็นวิบากไม่เป็นไร ที่เป็นผล ผลดีหรือชั่วก็ไม่เป็นไร ผลดีเราควรจำแต่ผลชั่วไม่ควรจำหรือแบบดูดดึงก็ไม่ควรจำ จำแค่จะเอาไว้ใช้ประโยชน์ ต่างกับรสสุขทุกข์ อร่อย ซึ่งต่างกับรสประโยชน์ ไม่มีรสโลกีย์ เราจำสิ่งนี้จึงไม่เป็นพิษภัยกับเรา มันเหลือแต่อย่างเดียวคุณค่าประโยชน์ก็มีมานะถือดีเป็นอัตตาที่ว่าเราทำแล้วมีคุณค่าประโยชน์ แต่ไม่เป็นภัยมากมาย มันจะไปอวดดีถือดีก็เป็นอุปาทานไม่วาง แต่ก็เป็นระดับสูง ยึดดีถือดี แต่สิ่งโลกีย์นั้นไม่ยึดแล้ว การยึดกับวิบาก เราล้างเหตุโลกีย์ได้ มันก็เหลือแต่ความจำกับวิบาก เราหนีมันไม่ได้หรอก พลังงานที่จองเวรเราห้ามไม่ได้ เราสร้างแต่วิบากกุศลมาก มันจะเป็นกำแพงกั้นเราให้อกุศลวิบากตามมาได้ช้าลง แต่ขนาดพระพุทธเจ้ายังมีเศษวิบากไล่ตามท่านทันเลยแต่ก็เบาลง มันฤทธิ์แรงลดลง เรื่องกรรมวิบากเป็นอจินไตย เรื่องอุปาทานเราควรเรียนรู้ที่จะวางปล่อย แต่วิบากมันแก้ไม่ได้ เราทำได้แต่กรรมใหม่ล้างอุปาทานให้หมดแล้วสร้างแต่กุศล ราคากุศลของอรหันต์จะมีค่าสูง เมื่อเทียบกับปุถุชน คุณภาพกุศลจะต่างกัน ท่านทำอย่างสะอาดกว่าปุถุชน ต่อให้กุศลเรื่องเดียวกันก็มีผลต่างกัน _สักกายะ อัตตา ต่างกันหรือเกี่ยวข้องกันอย่างไร พ่อครูว่า… สักกายะคือตัวตนขั้นแรกขั้นก่อน คำว่าสักกะนี่แปลว่า ตัวเรา อัตตาก็คือตัวเรา แล้ว ตัวเราของสักกะคือกำหนดว่าเราต้องมีญาณกำหนดรู้อัตตาตัวนี้ คำว่าอัตตาเป็นคำกว้างสามัญนาม แต่ว่าสักกะคือจำเพาะเลยว่าของคุณ ตัวนี้ที่จับได้นี่แหละ -พระอาริยะนั้นย่อมไม่แสวงหากาม ไม่แสวงหาภพ วันนี้พ่อครูก็ได้อธิบายการไม่แสวงหากาม ไม่แสวงหาภพ ช่วงนี้บ้านราชฯมีงานหลายจุด อีกไม่กี่วันพ่อครูก็จะเดินทางไปกทม.ยาวด้วย มีคนตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อพ่อครูไม่อยู่ จำนวนนิสิตก็จะน้อยลง พ่อครูว่า… ชีวิตของคนเรานั้นน้อยมาก ถ้าไปถามคนอายุ 90 ว่ารู้สึกว่าอยู่มานานไหน...เขาจะบอกว่าไม่นานเลย แล้วเวลาชีวิตเรา 100 ปีก็ไม่นานเลย เวลาที่จะอยู่กับภพของเขามีอีกนาน งานที่เราจะทำตามภพนั้นทำอีก 100 ชาติก็ไม่ครบ แต่ว่าที่บ้านราชฯมีจุดแข็งที่เราจะออกจากภพมาทำงานร่วมแรงร่วมใจ อย่างการทำงานเจ เป็นต้น เมื่อเราออกจากภพ เราจะมีความสุข เช่น มีแขกมาเราจะยิ้มแย้มแจ่มใส แต่พอแขกไปเราก็กลับเข้าภพ แต่เรามีอาริยภูมิ เราจะไม่แสวงหากามหรือภพ และในงานก็มีภพอย่างหนึ่งที่จะทำให้เราออกจากภพมาพบกันไม่ได้ ทำให้พลังรวมไม่มี อยากให้นึกตอนชุมนุม เราต้องวางภพ เราหมดเลยทำตามเหตุปัจจัย แต่พอชุมนุมเลิก เราก็เหมือนภาระกิจจบวางแล้วพร้อมกลับมามีความสุขต่อไป อาตมาคิดว่างานบ้านราชฯไม่ต้องคิดวางแผนเลย เราทำตามเหตุปัจจัยไป ให้เทวดาเป็นผู้จัดสรร อย่างข้าวเหลือ เราก็มีกทม.มาให้เราส่งข้าวไปขาย ทุกอย่างพระเจ้าจัดสรรกันมา แต่ต้องออกจากภพมาพบกัน ทำงานอย่างพระเจ้ากำหนดจะมีความสุขกว่าทำงานตามภพ อาตมาจะต้องไปกทม.หลายวัน ราว 2 อาทิตย์ แล้วก็จะสิ้นปีแล้ว งานว.บบบ.จะเริ่มแต่ 28 ธ.ค. แล้วงานอื่นก็มากอยู่ ยังไง ผู้อยู่ช่วยกันได้ก็ช่วยกันหน่อย แม้ว่าอาตมาจะไม่ได้สอน มันก็มาเรียนได้ จัดกันขึ้นบรรยายกัน หรือเอาเทปมารีรัน ก็ได้ คิดกันดูว่าเราจะเรียนกันอย่างไร? จริงๆแล้วไม่ใช่เราทำเล่นนะ วนบ.นี่ -มีคนถามว่า แนวคิดช่างยนต์ ข้าวกล้องเหมือนน้ำมันเครื่อง ก๋วยเตี๋ยวเหมือนน้ำมันเบรก ส่วนขนมนี่เหมือนน้ำมันดีเซล แนวคิดแบบนี้เรียกว่าภพหรืออัตตา… พ่อครูว่า ...ก็มีทั้งภพทั้งอัตตา.. จบ