571119_ก่อนฉันที่ศีรษะอโศก โดยพ่อครู เรื่อง แบบคนจนให้ถึงนิพพาน.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข23 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

571119_รายการเทศน์ก่อนฉัน เรื่อง แบบคนจนให้ถึงนิพพาน ที่ศีรษะอโศก โดยพ่อครูโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… วันนี้วันที่ 19 พ.ย. 2557 วันนี้ สัญ จรมาที่ศีรษะอโศก ก็มาเป็นธรรมเนียมแต่ละเดือนก็จรมาที่นี่ ที่อื่นๆก็อยากให้ไปแต่มันไปไม่ถึง ปีนี้ก็ตั้งใจจะไปเชียงใหม่ ไม่ได้ไปหลายปีแล้ว คุณจุ้ยก็เตรียมที่ไว้ เห็นว่ามีน้ำแร่ ก็อยากให้ไป ไปก็ยังไม่ถึงสักที เหมือนคนเล่นตัวงานมากแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เท่าที่ได้ วันนี้เรามาพูดเรื่องสำคัญของไทยเรา มี สิ่ งสำคัญประเสริฐคือในหลวงร. 9 บางคนหาว่าอาตมาโหนในหลวงเพื่อเอาตัวรอด เพราะว่ามีความผิดเป็นชนัก คนก็มองไป แต่ความจริงอาตมาไม่ได้กลัว ไม่ได้โหนด้วย แต่เห็นความจริงว่าในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ และทรงภาระอันเป็น ภารกิจ ประเสริฐ อาตมาก็นำมาขยายความจริงว่าพฤติกรรมมนุษย์ควรเป็นเช่นนี้จึงประเสริฐ เช่น มักน้อยสันโดษ มาจนนี่ดีกว่ามารวยนะ คนเราก็กระแสสามัญว่ารวยย่อมดีกว่าจน แต่คนที่มองเห็นว่าจนนี่ดีกว่ารวย จนอย่างมหัศจรรย์ไม่เป็นโทษภัยไม่ทุกข์ร้อน จนอย่างสบายซึ่งย้อนทวนกระแสสามัญ นี่ก็ใกล้วันที่ 5 ธ.ค. แล้ว ก็เป็นวันพระราชสมภพของในหลวงเรียกง่ายๆว่าครบรอบวันเกิด เกิดพ.ศ. 2470 ก็จะครบ 87 ปี เราเริ่มโรงบุญมังสวิรัติ ก็ยังไม่ค่อยได้กล่าว เราละเลยไปหน่อย ก็น่าจะได้บอกข่าวกัน เราเคยระดมโรงบุญได้ถึงกว่า เจ็ดร้อยโรงบุญในวาระที่ท่านอายุ 70 ปี เราระดมได้เกิน 700 โรงอีก ก็ส่งข่าวว่าใครจะจัดโรงบุญก็ส่งข่าวมานะ เดิมเรียกว่าโรงทาน แต่เรามาแก้ไขว่าเป็นโรง บุญ เพราะคำว่าทานกับบุญเขาเข้าใจผิดกัน เขาทานกันให้แต่ของ แต่ใจไม่ได้ให้ ใจกลับเอามากโลภมากกว่าเดิมมากๆ ไม่มีจำกัดเลย เอาให้ได้ ก็เลยทำข้างนอกเป็นการให้ แต่ข้างในใจกลับเอาอย่างหนักเลย นี่คือภาวะไม่เป็นสัจจะ ไม่เ

อ่านต่อ

ป็นบุญ

บุญคือลดกิเลส แต่นี่กลับทำให้ใจมีกิเลส เพิ่ม ก็เลยเป็นทานที่ไม่เป็นบุญ ทานไม่ชำระกิเลส ทั้งผู้ให้และผู้รับต้องทำใจให้เป็นบุญทั้งคู่ ให้แล้วต้องเป็นบุญ ผู้รับของทานต้องทำใจในใจอย่าหลงติดใจในสิ่งทาน แล้วย่ามใจจะเอาของเขามากขึ้น มันจึงสอดคล้องกับการสละออก หรือแม้แต่ผู้ทำทานเอง ก็อย่ายึดติดว่าเราเป็นเจ้าของทาน เป็นผู้ให้เขาต้องมาตอบแทนเรา เป็นหนี้เรา เราอย่าทำใจในใจเช่นนั้น ถ้าใครไม่รู้อาการใจว่าเราเอาออกหรือไม่หรือเราเอาเข้าเราโลภ ตระหนี่ คนที่อ่านอาการใจไม่ออกก็คือคนไม่มีโลกุตรธรรม คนที่มีโลกุตรธรรมจะอ่านอาการจิตออก ว่าอาการตระหนี่ถี่เหนียวเป็นอย่างไร อาการจิตไม่มีสีสันเส้นเสียงให้ดูได้ นอกจากรู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส คือเราหมายเอาว่าอาการเช่นนี้เป็นสภาพของวิญญัติที่มีการไหว ของมโนวิญญัติ อันนี้ต้องศึกษานามธรรม ผู้ที่มีญาณหยั่งรู้อาการนามธรรม ว่ามันมีลักษณะอย่างไร มากหรือน้อย ด้านหรืออ่อน อย่างไร ก็จะรู้อาการจิตเรา รู้ว่าเศร้าคืออย่างไร ดีใจคืออย่างไร รื่นเริงใจ เสียใจ น้อยใจ อ่านอาการออก โดยใช้ภาษามาสื่อสภาวะจริง ผู้อ่านอาการจิตเป็นก็เป็นผู้ที่เข้าถึงจิตเจตสิกรูปนิพพาน คือผู้ทำใจในใจ แล้วปรับให้จิตเป็นอย่างไรได้ อย่างกดข่มก็ทำได้ แต่ไม่ได้ถาวร ต้องทำได้อย่างมีปัญญา สามารถทำให้จิตที่มีก้อนกิเลสมันจางคลายบางเบาจนมันหายไปได้หมดเลย ไม่มีสีสันรูปร่าง แต่มีอาการให้อ่านรู้ได้ คนไม่รู้ว่าอาการจิตมันมี ลิงค มีความต่างกัน ทั้งปริมาณ คุณภาพ มันดี มันชั่ว กุศล อกุศล ก็ต่างกัน ผู้อ่านจิตใจออก ก็คืออ่านกายออก จิตคือกาย อันนี้คนเขาเข้าใจผิดไปตัดจิตออกจากกาย คนไทยใช้คำว่ากายคือร่างของดินน้ำไฟลม ไม่เกี่ยวกับจิต คำว่านามกายคือองค์ประชุมของจิตโดยตรงเลย แต่ถ้ารูปกาย ก็คือมีร่างภายนอกประกอบด้วย แต่ถ้ามีแต่รูปไม่มีจิตเลยก็เรียกว่ากายไม่ได้ ดังนั้น ผม ขน เล็บ ฟัน ผิวหนัง ไม่ใช่กาย ฟันก็ไม่ใช่กาย แต่ตรงประสาทกลางฟันนั่นมีกาย แต่ถ้าผิวหนังออกมาชั้นนอกไม่มีประสาทก็ไม่ใช่กาย แต่ว่าถ้าลึกเข้าไปถึงประสาทก็เป็นกาย แต่เล็บมันไม่ค่อยรู้เรื่อง อาตมานำมาเป็นตัวอย่างให้รู้ว่าอะไรคือจิต อะไรคือกาย เพราะคำว่ากายนี่ถ้ารู้ผิดก็ปฏิบัติผิด อย่างคำว่า สักกายะ นี่ เป็นสังโยชน์ข้อแรกเลย ถ้าเข้าใจผิด เช่น กายนอกกาย ก็ตัดจิตออกเลย หรืออย่างกายในกายก็ตัดเอาแต่จิตไม่ต่อเนื่องระหว่าง ภายนอกและภายใน เป็นการเข้าใจผิดเพราะว่ากายนั้นต้องต่อระหว่างนอกกับในมีการเชื่อมต่อกัน เวลาไปปฏิบัติก็ก้าวหนอย่างหนอ เอาแต่กายแตะ กายย่างเหยียบไป อย่างนี้เป็นต้นก็เลยพิจารณากายคตาสติไม่ได้ ตัดกายคตาสติออกจากอาณาปานสติ หรือตัดสติปัฏฐาน 4 ออกไม่ได้ต้องสัมพันธ์กัน กายคือองค์ประชุม มีทั้งกายวิญญัติ กายสังขาร มีกายวิญญาณ เข้าไปประชุมร่วมด้วย เคลื่อนไหวภายนอกคือกายวิญญัติ แล้วมีอะไรปรุงแต่งร่วมตั้งแต่ภายนอก แล้วเราก็สัมผัส มี จิตเข้าไปร่วมกระทบแล้วปรุงแต่งด้วยความรู้ รู้คือรู้ตัว มีธาตุรู้ทำงาน ต้องมีอาการ ชอบ ชัง เป็นอย่างไรหรือเฉยๆ มากหรือน้อยเป็นอินทรีย์ ว่าชอบมากหรือชอบขนาดพอสมควร ชอบน้อยเดียว อาการเหล่านี้ถ้าเราเข้าใจไม่ละเอียดพอก็จะไปตรวจอรูปฌานก็ไม่มีทางเลย นี่แค่ขั้นแยกรูปกับนามเท่านั้น รูปคือตัวถูกรู้ นามคือตัวที่เป็นตัวรู้ ในรูป 28 รูปภายนอกมี 4 แต่รูปภายในมีตั้ง 24 เพราะมีประสาทนั้นรับรู้ระหว่างกึ่งกลาง มีประสาทรับรู้ได้หรือไม่ก็ได้ ระหว่า งปสา ทรูปและโคจรรูปก็ตัดออกอย่างละครึ่งแทนที่จะเป็น 10 ก็เหลือ 9 ต้องรู้ทั้งสภาวะและบัญญัติภาษาจึงครบถ้วน เมื่อไม่รู้จักสักกายะ ก็พิจาณากายในกายไม่ได้ ที่จริงมันต้องต่อเนื่องกันนอกเข้าหาในตามวิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิ ปัสสติ คือเห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่เราสัมผัสอยู่ แล้วเราต้องเห็นต้องรู้ กำหนดรู้ทั้งนอกและใน รู้ไปหมดต่อ เ นื่ องจากภายนอกคือกามภพ หรือกามาวจร และต่อเนื่องเข้าไปภายในเป็นรูปาวจร และต่อไปถึงอรูปาวจร ก็ต้องต่อเนื่องรู้ไปหมดได้ ในวิโมกข์ 8 ที่ว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายนั้นสำคัญมาก พระมหากษัตริย์ ร. 9 เป็นพระโพธิสัตว์ ท่านตรัสแบบคนจน แล้วบอกว่าก้าวหน้าอย่างประเทศอุตสาหกรรมนั้นเป็นการถอยหลังอย่างน่ากลั ว แต่คนก็เข้าใจคำตรัสท่านกันไม่ค่อยได้ อาตมาได้แต่งโคลง พระปรมาภิทาวาท (คือคำตรัสที่ยิ่งใหญ่ของในหลวง) เป็น A Great Word

พระปรมาภิวาทะ

๏ วันพิเศษพสกทั้ง ไผทไทย รำลึกน้อมภูวไนย ผ่านเผ้า เทิดทิตอิศเรศไอ- ศุริยะ ยิ่งเทอญ คุณค่าฟ้าปกเกล้า เลิศล้นบารนี ๏ ไทยมีกีรติก้อง ด้วยพระ วิริยะกรุณมหะ กว่าพร้อง ปรมาภิวาทะ ยิ่งวิเศษ สุดเลย คือ“แบบคนจน”ต้อง ทึ่งอึ้งคำสวรรค์ ๓ ทรงสรรคำอีกย้ำ ชัดเจน “อาว์ล็อสอิสอาว์เกน” ยิ่งซ้อง เสริมพระอริเยนทร์ เปรื่องปราชญ์ ปรีชญาณพฤทธิ์พ้อง พุทธแท้เธียรธรรม ๔ พระคำวิเศษนี้ อาริยะ ใช่ตรัสแต่วาทะ แค่ถ้อย ราชจริยวัตระ ประจักษ์สิทธิ์ พิสูจน์เทอญ ทรงกิจไว้ไม่น้อย กว่าร้อยเกินพัน ๕ พระสรรพระสฤษฎ์ให้ โลกระบือ คำใหญ่ยิ่งนั้นคือ ทิฏฐิฟ้า เคยมีฉะนี้หรือ ในโลก ที่ตรัสให้คนกล้า มักน้อยมาจน ๖ ปกครองคนด้วยแบบ ขาดทุน ปรมัตถ์นี้คือบุญ แน่แท้ ชำระกิเลสคุณ ใหญ่ยิ่ง โลกวัดมิได้แม้ ฉลาดด้วยปริญญา ๗ วาทะนี้กว่าพื้น ปุถุชน ทั้งขาดทุนทั้งจน สุขได้ สละชี้อัศจรรย์คน อาริยะ ประหลาดแน่แต่จริงไซร้ เพราะแท้พุทธธรรม ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า น.ส.พ.เราคิดอะไร (สไมย์ จำปาแพง ประพันธ์) ๒๘ ต.ค. ๒๕๕๗ ก็ขอบอกไปสู่ผู้ที่เป็นชาวอโศกหรือไม่ใช่ชาวอโศกก็ตามที่ต้องการจัดโรงบุญหรือโรงทานดังกล่าวให้มีการสละออกเป็นบุญได้ลดกิเลส เนื่องในวันมหามงคล ขอเชิญชวนพี่น้องทุกท่าน ร่วมจัดโรงบุญมังสวิรัติ 5 ธันวามหาราช แจกอาหารมังสวิรัติพร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 5 ธัน วาค ม 2557 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจริญพระชนมายุ 87 พรรษา ขอความกรุณาแจ้งการจัดโรงบุญมาที่ ปะพัดชา โทร. 088-585-9108 และคุณใบแก้ว โทร. 087-391-8449 ก่อนการจัดงาน และเมื่อจัดงานเสร็จแล้วกรุณาแจ้งบรรยากาศของงาน และภาพถ่าย มาที่ แผนกธรรมโสต พุทธสถาน สันติอโศก 65 / 1 ซอยนวมินทร์ 44 ถนนนวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม. 10240 หรือ e-mail : [email protected] เพื่อการเก็บสถิติ และลงบรรยากาศการจัดงานในหนังสือสารอโศก และ ข่าวอโศก เรารณรงค์ให้เกิดการเคารพบูชาส่งเสริมในหลวงที่มีพระคุณอันล้ำเลิศ จะทำแค่ข้าวหม้อแกงหม้อก็ได้หรือจะทำใหญ่ขนาดไหนก็ทำได้ ว่าเราจะทำการแจกอาหาร สละเกื้อกูลกัน ก็มีทั้งผู้รับผู้ให้ ไม่ต้องเกี่ยงรวยจน แต่ให้มีปฏิกิริยาแห่งการให้ อันเป็นพฤติกรรมวิเศษของมนุษยชาติ การให้แก่กันนี้แหละสุดยอด ให้มากกว่าเอา ถ้าโลกนี้เต็มไปด้วยการให้มากกว่าการเอาโลกก็สงบสุข แต่ถ้าโลกจะมีการเอามากกว่าการให้โลกก็เดือดร้อน คนที่กล้าประกาศ สอนให้คนมามักน้อยมาจน ก็ต้องมีพระปัญญาธิคุณสูงส่ง และคนก็อาจมองในหลวงว่าท่านก็รวย มองยากเพราะท่านมีทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่สืบทอดมา และท่านก็ต้องรักษาต่อ และผู้ที่จะให้โดยเสด็จพระราชกุศลก็มีมาตลอด ก็เลยมีมาก คนก็หาว่าท่านเอามาออกดอกผล คนเพ่งโท ษ แม้สื่อต่างชาติ ก็เป็นเรื่องยาก ท่านเป็นในหลวง แล้วจะให้ท่านมาเหมือนคนพื้นดินไม่ได้ ก็ต้องให้เหมาะควรตามเหมาะสม

จะให้มาจนเท่ากัน มากินกลางดินกลางทรายท่านก็ทำได้ ทำอยู่เป็นอยู่ ใจท่านติดยึดแค่ไหนไปรู้ใจท่านได้อย่างไร แต่โดยเฉพาะท่านกล้ากล่าวต่อประชาสังคมโลกที่กระจายทั่วโลกได้ ท่านก็เจตนาไม่ได้เหนียมอายเลย เป็นเรื่องประเสริฐควรกล่าว มารวยนี่ไม่ควรกล่าวชวนกันมารวยนี่หน้าด้าน รวยก็ต้องเอาของคนอื่นดูดมากองไว้ แต่คนมีน้อยแล้วกล้าเสียสละให้คนอื่นอีกนั้นยิ่งใหญ่ เป็นสัจจะของพฤติกรรมมนุษย์ที่ประเสริฐ เรามีสมรรถนะและขยันเราก็ทำได้มาก แล้วเราไม่ยึดติดว่าจะต้องได้มากได้สมใจได้เสพรสมากขึ้น เราก็ไม่แล้ว เราได้แค่นี้ก็พอ ได้แค่นี้ก็เต็มแล้วชื่นใจแล้ว คนมาสร้างจิตให้มีความพอ น้อยก็พอเป็นเรื่องของจิตแท้ๆ อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ นี่คือคุณสมบัติสุดยอด แล้วก็ไม่ต้องอสังสัคคะ ไปหลงสวรรค์เท็จ อย่างนั้นไม่ต้องมี เป็นจริงได้ ก็ต้องอาศัยจิตเช่นนี้ อย่างอาตมาก็อาศัยจิตเช่นนี้ไม่ต้องแบกน้ำหนักไม่ต้องมีไขมัน ถ่ วง อาตมามีวิบากเป็นโรคไอ หมอผู้เชี่ยวชาญก็รักษาไม่ได้ คนก็ส่งโสมมาให้บ่อย ซึ่งอาตมาก็ขอบอกว่ารักษาไม่ได้ด้วยโสมหรอก ไม่ได้รังเกียจนะ อนุโมทนาที่ส่งมา ขอบคุณที่ส่งมาให้ แต่ไม่ได้หายด้วยการกินโสมหรอก ไม่ต้องส่งมาแล้วนะ ก็คิดว่าสร้างกุศลวิบากให้มากขึ้นจะรักษาได้ คนอื่นอย่าเอาอย่างอาตมานะ ถ้าฟังเป็นจะเข้าใจ โดยเฉพาะเรื่องในหลวงเรา ผู้ใดจะเตรียมทำโรงบุญก็บอกข่าวมานะ แล้วมีเรื่องถามมาว่า … mind soul spirit มีความหมายต่างหรือเหมือนกันอย่างไร? พ่อครูว่า ...ก็ตอบตามภูมินะ mind เอาเทียบกับบาลี คือ คำว่า มโน , ส่วน soul ก็น่าเป็นคำว่า วิญญาณ ,ส่วน spirit น่าจะคือ จิต นะ วิญญาณคือกว้างๆองค์รวมทั้งหมด ส่วนจิตก็คือภายใน ส่วนมโนก็คือส่วนลึกของจิตล้วนๆเลย เหลือแค่แกนเชื่อมระหว่างสมถะกับปัญญาหรือ kinetic กับ dynamic เป็นอันสุดท้ายที่ต้องเรียนรู้แล้ว ส่วนวิญญาณคือธาตุรู้ที่จะต้องเรียนรู้ได้ ผู้ที่เข้าใจว่า ตายแล้ววิญญาณล่องลอยจากร่าง นั่นก็เป็นได้แต่ว่าเราไปเรียนรู้ไม่ได้ตรงนั้น ตายแล้วจิตมีแต่จะไปตามวิบาก แต่ถ้า จิตก็เป็นตัวกลางๆ ส่วนมโนคือตัวในตัวละเอียดตัวปลาย ละเอียดแทรกอยู่ทุกอย่างจะหยิบมาใช้ไม่ได้ จนกว่าจะมีญาณละเอียดคุณถึงมาหยิบเล็กในใหญ่ เช่น อนาคามีก็หยิบรูปอรูปในกามภพได้ ถ้าคุณหยาบก็หยิบไม่ติดหรอก ตะแกรงคุณตาห่างก็หยิบของละเอียดไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงให้ปฏิบัติหยาบก่อนซึ่งมีทั้งเล็กและใหญ่ในนั้นก็เรียนวิญญาณก่อน แล้วก็ให้มีผัสสะแล้วเกิดธาตุรู้ เกิดเต็มรูปเรียกว่าวิญญาณ แม้มีวิญญาณใหญ่ ถ้าคุณเหนือมันแล้วมีตาละเอียดก็หยิบจับ สิ่ งละเอียดได้ ยิ่ง กว่าที่คนอื่นๆเขาทำไม่ได้ วิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้าจึงต้องมาใช้ผัสสะเป็นปัจจัยไปตามลำดับ ตั้งแต่ปุถุชนมีอบายแล้วก็ดับกิเลสหยาบ แม้เป็นสกิทาคามีก็สัมผัสกามภพ เกิดกิเลสชัดๆ แต่กิเลสระดับรองลงมาแล้ว มีกามราคะน้อยลงก็จัดการ และรู้รูปราคะ อรูปราคะ ยิ่งเป็น อนาคามีเหลือแต่อรูปราคะ รูปราคะภายใน แต่ภายนอกกระทบสัมผัสเหมือนคนทุกคน หยาบใหญ่ก็สัมผัสได้แต่พลังอธิปไตยมี ยิ่ งใหญ่อยู่เหนือสภาพกิเลส กามราคะทำอะไรท่าน ไม่ ได้แล้วก็ไม่ต้องหนีเลย สัตว์นรกทำอะไรท่านไม่ได้ เหมือนผู้ใหญ่จับหัวเด็กน้อยไว้ เด็กจะทำอย่างไรก็ไม่ถึงตัวผู้ใหญ่ได้ นี่คือสภาพอนุตตระ เรียนรู้ต่อแม้เศษเป็นมานะ อุทธัจจะ อวิชชา ก็สัมผัสได้ เป็นอรูปราคะแล้ว เลยจากนั้นสำรวจด้วยอรูปฌานต่อไปอีก มานะสังโยชน์คือถือแต่ดี เรื่องชั่วไม่ติดใจถือสาทั้งนั้น แต่ถือสาเรื่องดี หยาบ ไม่ มีแล้วมีแต่ละเอียด ก็ฮึดฮัดอึดอัดตนไม่ว่าใครหรอกแต่ใจตนมี ขั้นนี้ไม่เรียกกิลมถะแล้ว มันเลยกิลมถะแล้ว ถ้ากิลมถะในระดับรูป อรูป ยังมีอยู่ คือหมดกามราคะแล้วก็มีแต่กิลมถะแท้ๆ ซึ่งก็ไม่มากด้วย เป็นทรถะ คือกระวนกระวาย รำคาญ เป็นมานะ อุทธัจจะ ยุกยิกในใจเท่านั้น เป็นอาการใจที่เราจะรู้เลยว่าเราอนาคามีขั้นไหน? 1. อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) คืออนาคามีที่กิเลสน้อยที่สุด 2. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) 3. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ) ไม่ต้องปรุงแต่งปล่อยมันไปก็สูญได้ 4. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่งอภิสังขารให้มากนัก) 5, อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว) ขั้นละเอียดขนาดนี้คือของตนเท่านั้น จึงเรียกว่า อุปปาติกะ เป็นเฉพาะตนเท่านั้น ละเอียดบางเบาของตนเท่านั้น แล้วพระพุทธเจ้าไม่ให้ประมาท ต้องตรวจสอบด้วยอรูปฌานต่ออีก ตรวจล้างให้หมด แล้วต้องรู้ว่าตนเองสมบูรณ์ไหม จะว่ารู้ก็ได้ไม่รู้ก็ได้ไม่ใช่ ต้องรู้ๆๆๆๆให้หมด มีการกระแทกกระเทือนเท่าไห ร่ ๆก็ไม่กระเทือน จะพันล้าน พันแสนล้าน แสนๆล้าน ล้านๆๆ ก็ไม่กระเทือน จิตเราก็ไม่กระเทือนเลย จิต spirit คือตัวกลาง ปฏิบัติด้วยวิญญาณ แล้วจะมีจิต และมโนซ้อนครบ แต่ถ้าไปนั่งหลับตาปฏิบัติก็จะจมอยู่ในภพ ได้แต่ ร ะลึกเอา มโนเอา ซึ่งการนั่งสมาธิ เป็นประโยชน์แง่ได้สงบ ได้ศึกษาจิต แต่ก็ไม่ได้กระทบสัมผัสจริงกับของจริง ได้แต่นึกเอามโนเอา แต่คนที่สัมผัสของจริงจะรู้ดีกรีของอาการใจว่าแรงหรือเบาแค่ไหนอย่างไร แล้วก็จะทำการจัดการใจได้ พระพุทธเจ้าให้รู้วิญญาณ รู้ soul ก่อน แล้วทำจากกิเลสภายนอกให้อยู่เหนือ เหตุแรงขนาดไหนก็ทำอะไรเราไม่ได้ ไม่ต้องหนีผัสสะเลย แม้เหลือเศษเล็กน้อยขนาดไหนก็ต้องอยู่กับผัสสะแต่ว่าต้องตรวจให้ละเอียดว่าเหลือน้อยอย่างไรก็ตรวจเข้าไปให้หมด จนกว่าจะเป็นสัญญาเคล้าเคลียอารมณ์ เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ทำทุกปัจจุบันเป็นศูนย์สั่งสมเป็นอดีตที่สูญ ทุกปัจจุบันทำซ้ำย้ำทวนไปจนอดีตเป็นสูญแน่ปัจจุบันก็เป็นสูญ พยากรณ์อนาคตได้ว่าสูญ พ้นเนวสัญญานสัญญายตนะ เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ พ้นอวิชชาสวะ พ้นอวิชชานุสัย หมดสิ้น พ้นหมดทั้งอนุสัยและอาสวะ เพราะพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนภพแล้ว ไม่เหลือความเป็นสัตว์ ไม่เหลือความเป็นภพแล้ว จิตเป็นกตญาณแล้ว สังคมชาวอโศกเป็นสังคมที่ปฏิบัติตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า และในหลวง จะเรียกเศรษฐกิจพอเพียงหรือแบบคนจนหรือขาดทุนคือกำไร เราก็ทำอย่างชัดเจน และได้ผลจริง มีรูปธรรม มีนามธรรม เกิดวัฒนธรรม เกิดเศรษฐกิจบุญนิยม ซึ่งบุญนิยมนี้ลึกถึงสาธารณโภคี คือวิถีชีวิตที่ลดกิเลสเป็นหลัก จะรู้อะไรมากมายก็แล้วแต่ แต่ต้องมีความรู้อันนี้เข้าไปทุกศาสตร์และทำได้จริงด้วย ละกิเลสได้ในทุกกรรมกิริยา ในทุกศาสตร์ คุณต้องมีความรู้ของพุทธธรรมเข้าไปด้วย ไม่ว่าการศึกษาระดับไหนของอโศกจะเป็นแนวนี้หมด ไม่ว่าหลัก ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา, ศีลเคร่ง เก่งงาน ชำนาญวิชา , ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา

การศึกษาที่เราทำเช่นนี้จึงเกิดคนที่กล้าจนมักน้อย มีระบบสาธารณโภคี จะเป็นในระบอบไหนก็เสียภาษี 100 % กินใช้ร่วมกันกับส่วนกลาง แม้คนในอโศกจะมีทุจริตอกุศลตามฐานะของเขาก็ตาม แต่ก็เพียรลดกิเลสไปเรื่อยๆ คนที่ลดได้มากเป็นอรหันต์ก็เป็นแกน ส่วนคนคุณธรรมต่ำลงมา เช่น โสดาบันเราก็ต้องรับไว้ เขาก็ต้องมีทุจริตกันบ้าง เราก็ต้องดูแลกัน สรุปแล้วในวงการคนอาริยะก็มีคนทุจริตไหม?ก็ต้องมีบ้าง แต่ไม่หยาบเท่าโลกียะ ซึ่งจะเลื่อนไหลจากปุถุชนมาหาโสดาบัน เลื่อนไปเรื่อยๆ สังคมก็จะไม่สะอาดหมดจดหรอก แต่มีคนจะไม่ให้มีการโกงเลย ก็ทำไปสิ แต่เป็นไปไม่ได้ เราก็ทำตามจริงแล้วก็พัฒนากันไปลงโทษกันไปหากผิด แต่คุณต้องลดละระดับหนึ่งที่จะอยู่ได้ แต่ถ้ากดข่มไว้ก็รอวันออกไปเท่านั้น เราก็ลงโทษกันตามฐานะ ผู้ใดจะมาเพ่งว่าแม้แต่การเงินก็จะให้เต็มร้อย แต่ก็ต้องพัฒนากัน ต้องขอบคุณคนทำที่ให้คนชังน้ำหน้า เพราะเขามาขันชะเนาะให้ ก็ทำให้คนเสียประโยชน์ ก็ต้องถูกต้านหน่อย ดีกว่าคนดูดาย ที่ปล่อยให้คนทำผิด ตนก็เสวยผลนั้น มันเป็นบาปซับซ้อน กินแรงเขาแล้วรับผลเสวย คนออกแรงแล้วมีวิบากยังเป็นกุศล แต่ว่าคนกินแรงทั้งวิบากบาปอกุศลถ่ายเดียว มุดอยู่คนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร ขออาศัยคนอื่นกิน พวกนี้บาป พวกเหลือบปลิง สังคมพวกเรามันได้ธรรมะ ว่าอบายมุขไม่มี ในทางโลกมีการแย่งชิงฆ่าแกงกัน แต่พวกเราไม่มี มีบกพร่องบ้างก็เคี่ยว เ ข็ญ กั นไป ของเราไม่มีโทสะแรงจนทำร้ายกัน ฆ่ากัน ตีกันจนเลือดตกยางออกเราก็ไม่มี มีแต่พยาบาลช่วยเหลือกัน ราคะทางเพศผู้หญิงชายก็มีบ้างไม่จัดจ้าน อโศกเรามา 40 ปีกว่าแล้ว ก็ทำได้ มีหลักฐานจริงให้พิสูจน์ เราทำได้ถึงสาธารณโภคี อันคอมมิวนิสต์ก็ต้องการแต่บังคับคนไม่ชอบ แต่ว่าประชาธิปไตยก็ปล่อยอิสระแต่ก็คนก็เลี่ยงได้หลบได้กิเลสมีนี่ แล้วคอมมิวนิสต์ผสมสังคมนิยมก็ให้มีสำนึกขึ้นก็เจริญกว่าคอมมิวนิสต์อย่างสแกนดิเนเวียน เขาก็บริหารได้ดี อย่างบรูไน เผด็จการแต่ท่านสุลต่านท่านแจกจ่าย ก็เลยไม่ยาก ทุกคนฐานะดี คลอดมาปุ๊ปมีเงินเดือนทุกคนในบรูไน ทุกคนพอกินพอใช้ แต่สมรรถนะการทำงานมันไม่มีอะไรบีบบังคับ ก็เป็นการติดสบาย ไม่เจริญ เป็นสัจจะสองด้าน พวกเราต้องเข้าใจเมื่อไม่มีอะไรบีบบังคับเราต้องสำนึกขวนขวายตัวเอง ผู้เป็นอรหันต์จะไม่ท้อถอยในการทำงาน เป็นกำไรในสัจจะ ไม่ขาดทุนหรอก แม้จะขาดทุนทางโลกนะ ให้เ ร าเสียเปรียบเขา แต่เราได้กำไรในสัจจะ เราจะเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่อวดดีอวดอ้างแต่เป็นจริงโดยสัจจะทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ว่าทำแล้วจิตเราเป็นได้เราก็อยู่ในนี้เป็นคนจนมหัศจรรย์ไม่ผลาญพร่าทำลาย แต่ขยันสร้างสรรเผื่อแผ่เกื้อกูล ถ้าประเทศไทยเป็นดังในหลวงตรัส เป็นคนจนขยันสร้างสรร อะลุ่มอล่วย ทำสัมมาอาชีวะ กัมมันตะ แต่เรากินน้อยใช้น้อยไม่ผลาญพล่าแต่ส่วนได้ส่วนเหลือมากแม้เราไม่ขายเรามีแต่แจกเราก็จน แต่ไม่ลำบากไม่ขาดแคลน พึ่งตนรอดอยู่ ถ้าประเทศไทยสามารถไม่เป็นหนี้ พึ่งตนเองรอด ทำเกิ น กินเกินใช้เหลือ และไม่กักตุน แจกทั่วโลกเลยไม่กักตุน เราพอมีหมุนเวียนไม่ติดขัดก็พอแล้วไม่ประมาท แล้วเรามีนโยบายต่างประเทศที่เราเป็นคนจน ไม่รวย แต่เราจะช่วยคนจน ไม่ช่วยคนรวยหรอก เราจะมี ทูต ที่ไปดูว่าจะช่วยใครไม่ใช่ว่าเป็นขี้ ทูด ที่จะไปสอดส่องว่าจะกินหูกินนิ้วมือใครได้ แต่เราจะไปช่วยเขา เป็นนโยบายต่างประเทศ เพราะเราเหลือกินเหลือใช้แล้ว ไม่ผลาญพล่า สร้างสรรแจกจ่ายไป โลก ทั้ง โลกจะได้ประโยชน์จากไทยเราหากเราทำได้มากพอ แต่ถ้าเราไม่มากนักก็ช่วยประเทศรอบข้าง ถ้าเราทำได้จะทำไหม? ไม่เสียหายอะไรนี่ ไม่ได้พูดแค่โก้ๆนะ แต่จะพากเพียรทำให้เป็นได้ จะฝืนสังขารให้อยู่ไป 151 ปี ใครจะช่วยอาตมาทำบ้าง...มันเหลืออยู่อย่างเดียวคือกิเลสคุณ ที่ยังเอาไม่ออก มันก็เล่นงานคุณอยู่เช่นนี้ เราต้องเอาให้ออก เราเรียนรู้กิเลสแต่เราก็ไม่ได้เลิกเรียนรู้โลกนะ เราไม่เรียนรู้โลกที่จะเอาชนะคะคานกันเสพอารมณ์แรงๆ หรือได้โลกธรรมเราไม่เอาแบบนั้น ที่คนหลงติดอยู่ เราทำอย่างเหมาะควร กัมมนิยะ ในเสขบุคคล สูงขึ้นไปก็เป็นกัมมัญญา เป็นอรหันต์ เลยอรหันต์ก็มีปโหติ คืออาศัย มี สมบูรณ์แล้วสัดส่วนพอดี มีสัปปุริสธรรม 7 ได้เร็ว มีมุทุภูตธาตุ จิตหัวอ่อนมีกัมมัญญตาสูงสุด เป็นการงานอันเหมาะควร เป็นกัมมนิยะ เป็นกัมมัญญา เต็มด้วยความ รู้ เป็นการทำอุเบกขาให้แข็งแรง เป็นสัจจานุโลม มิ กญาณยิ่งขึ้น เป็นปโหติ มากขึ้นๆ เมื่อสัมมาทิฏฐิดีเหมาะควรจึงทำให้สัมมาสังกัปปะดีเหมาะควร จึงทำให้สัมมาวาจาดีเหมาะควร จึงทำให้สัม มา กัมมันตะดีเหมาะควร จึงทำให้สัมมาอาชีวะดีเหมาะควร จึงทำให้สัมมาวายา มะ ดีเหมาะควร จึงทำให้สัมมาสติดีเหมาะควร ทำให้สัมมาสมาธิดีเหมาะควร ก็จะเป็นผลอีก 2 ได้ ทำให้เกิด พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) อาการอารมณ์ เรามีญาณไปหยั่งรู้อาการของตน ไม่เกี่ยวกับคนอื่น เราอ่านมัน มันถูกรู้ จริงๆมันเป็นนาม เป็นสุข เป็นทุกข์ แล้วเราก็มีญาณไปอ่านมันได้ ก็อยู่ที่ญาณของแต่ละคน ตัวถูกรู้ที่เป็นนามธรรมก็เป็นนามรูป ของเราเอง ไม่ใช่ของหลอกเป็นของจริง จนทำได้ไม่เกิดอาการทุกข์สุขอีก ไม่เกิดกิเลส แม้กระทบกาม โลกธรรม ทุกอย่างขนาดไหนก็เฉยไม่ทุกข์ไม่สุข สบายมากปกติหายห่วงจริงๆ (สบมทมดปกตหหจจ) ผู้มีความจริงของตนจะรู้ได้เป็นปัจจัตตังของตน เมื่อได้แล้วก็มาอยู่รวมกัน มาอย่างนี้เป็นได้มีรูปธรรมแล้ว ยังไม่ใหญ่ไม่โต ไม่ชนตาคน คนตาถั่วมองไม่เห็น เราต้องทำให้คนตาถั่วจนคนตาบอดเห็นได้ เราจะทำ จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน