571121-สรรค่าสร้างคน(๑๙)วนบ.เรื่อง นิยามความจริง ๑๐ ประการ ๒.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข23 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

571121-รายการสรรค่าสร้างคน( 19 )วนบ.เรื่อง นิยามความจริง 10 ประการ (2) วันนี้วันที่ 21 พ.ย. 2557 พ่อครูเทศน์เรื่อง นิยามความจริง 10 ประการ ตอนที่ 2 ในรายการสรรค่าสร้างคน ครั้งที่ 19 วนบ. พ่อครูว่า… วันนี้เราจะมาเรียนสรรค่าสร้างคน ตอนเดิมอาตมานำเอานิยามความจริงมาอธิบายในสรรค่าสร้างคนหน้า 90 ได้เกริ่นถึงนิยามของความจริงว่ามี 10 ข้อ 1 .เป็นความดี 2 .เป็นความถูกต้อง 3 .เป็นคุณค่าประโยชน์ 4 .เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์(อาริยสัจ) 5 .เป็นไปได้ 6 .รู้ได้แม้ขั้นนามธรรมระดับสูง ที่สุดถึงอนัตตา นิพพาน 7 .เข้าถึงความจริงนั้น หรือตนเองเป็นได้ตามจริงนั้นแล้วก็รู้ตามความรู้ที่มีมาอย่างเต็มใจแม้ไม่สมบูรณ์ ยิ่งได้สมบูรณ์ก็ยิ่งจริงแท้ 8 .เป็นเรื่องที่ผู้ฉลาดหรือปราชญ์จำนนต่อเหตุผลและสิ่งจริงนั้น 9 .ไม่เป็นอื่นอีกแล้ว อวิปริณาธัมมัง 10 .เป็นสภาพที่ท้าทายให้มาพิสูจน์ได้ เมื่อวานได้พูดเรื่อง “ความจริง” กับ “ความจำ” ความจริงคือสิ่งที่เกิดในปัจจุบัน คุณมีทวาร 6 สัมผัสขณะปัจจุบัน รู้เห็นทนโท่ ทั้งนอกและใน เป็นพหิทารูปานิปัสสติ รู้ทั้งนอกและในลืมตา อ่านได้เป็นของจริง แต่ถ้าไม่มีทวารตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสแล้วไม่มีความจริง มีแต่ความจำ มีแต่อดีตคือความจำ อย่างมะละกอนี่ไม่มีความจำหรอก มันจองเวรจองกรรมใครไม่ได้ แต่จิตวิญญาณจะมีความจำ กำหนดหมายรู้ได้ แล้วมีกิเลสบงการว่าอันนี้ชอบหรือไม่ชอบ แต่เมื่อคนตายไปจะไม่มีความจริง มีแต่วิบากจิต ที่ทำแล้วก็เป็นผลวิบากสะสมในสัญญา ความจำ แต่ความจริงเป็นปัจจุบัน ใครอยากเป็นวิญญาณจริงต้องเห็นขณะลืมตา แต่ไปหลับตาก็ไม่เห็นวิญญาณ แต่ทีนี้พวกมโนมยอัตตาที่นั่งอุปาทานเกิดเห็น ลืมตาเห็นเทวดา เห็นผีได้อย่างมีรูปร่างเลย ลืมตาเห็น นี่เกินกว่าความจริง มโนม

อ่านต่อ

ยอัตตา มันหลอก ปั้นเอาเป็นตัวตน ที่ว่าได้ยินหรือได้เห็นผีข้างนอกหรือว่าได้กลิ่นมาเลยก็แล้วแต่ พวกนี้เป็นความหลอกไม่ใช่ความจริง เป็นความหลอก ปั้นเอง จิตวิญญาณมันโง่ได้ระดับหนึ่ง ไม่มีมันก็สร้างให้มีได้ เหมือนมีตัวตนจริงเลย หรือว่าคนไปยึดมั่นถือมั่นในพลังงานชีวะ มีอัตตาตกผลึกแน่น แม้ร่างตนตายจากจิตนิยามแล้ว พลังงานมันตกลงตายแล้ว แต่จิตวิญญาณยึดมั่นถือมั่นในร่างตน ก็เหลือพีชะปรุงแต่งอยู่ หนังก็ไม่เน่า ยังมีพลังงานไปหมุนเวียน เล็บ ผม ก็ยังยาวอยู่ เขาก็ไปกราบไหว้บูชา เอาใส่โลงแก้วกราบกัน แท้จริงคือคนตกต่ำเกินสามัญยึดติดกว่าคนธรรมดา เขาปล่อยวางแล้ว แต่นี่ไม่ยอมปล่อย อาตมาว่าแม้แต่ (อาตมาเดาว่า) พลังงานของคนหลงยึดเช่นนี้แม้มีพลังงานเหลือมาเลี้ยงต่อได้เป็นแรงเฉื่อย เราไม่ได้ให้อาหารแล้วหรือให้อาหารทางสายยางก็อาจเป็นได้ แต่ถ้าไม่ให้อาหารก็หมดพลังแห้งเหี่ยว แล้วจิตวิญญาณจะยังยึดอยู่กับร่างนี้แม้ว่าร่างนี้จะแห้งเหี่ยวหมดพลังงานไปเรื่อยๆจะยังยึดอยู่ไหมนะ ถ้าตอนเป็นๆคุณมีอุปาทานว่า เห็นผี เทวดาแบบมโนมยอัตตา แล้วคุณตายไป ไปเกิดใหม่ก็ยึดติดแบบเดิม จะนึกเอาเองก็ระลึกสิ่งที่อุปาทานไว้ เป็นสัญญาเท่านั้น ความดีเป็นสมมุติในโลก ส่วนกุศลอกุศลก็คือวิบาก ตายไปก็ไปตามวิบาก หากคุณมีสวรรค์แบบมโนมยอัตตาก็จะสร้างสวรรค์นรกตามนั้น และสวรรค์นั้นมันสั้นคุณต้องกำหนดสร้างขึ้น เสพแล้วหายวับ มันก็หยุด แต่ความอยากนี่มีมากเหลือเกิน ในอนุสัยอาสวะ คุณมีนับกระบุงไม่ถ้วนในความอยาก เราไม่รู้หรอกว่าความอยากในแต่ละเวลามีขนาดไหน ทุกเวลาก็อยากทั้งนั้น ไปหาให้ได้ดังอยาก อยากนั่งอยากนอน อยากไปอยากมา อยากบิดขี้เกียจ สารพัดอยาก แล้วเราก็ไม่รู้ว่าจริงๆตลอดเวลาเราอยากอย่างนั้นทำเองเป็นสัญชาตญาณ มันกระทบใครไม่ง่ายก็ทำไป แต่ถ้ามันกระทบคนอื่นก็ไม่ง่ายหน่อย คุณอยู่ในห้องคนเดียวจะทำอย่างไรก็ทำคนเดียว ไม่ต้องระวังเลยด้วย มันไม่รู้ตัวว่าคนเราอยู่ด้วยความอยาก แล้วบำเรอความอยากใหญ่ ต้องแย่งชิง ต้องต่อสู้ ต้องฆ่ากันจึงจะได้ แต่ที่อยากน้อยๆไม่กระทบใครมันอยากทั้งนั้น บำเรอตนเอง นี่ก็คือสิ่งที่มันเป็นสมมุติมันบำเรอ ในระดับสัญชาตญาณที่ไม่กระทบใคร มันอยากเดิน ยืน นอน ควรพอขนาดนี้ จะทำอย่างไหนควรพอ ศึกษาแล้วเราก็ทำให้พอเหมาะพอดีในสัดส่วนชีวิตที่ควรเป็นก็ว่าไป ในสมมุติหากเราไม่รู้ความอยาก โดยเฉพาะมีชีวิตเป็นๆ เราสมมุติกันว่าดีหรือไม่ดี หากเราไปละเมิดชีวิตสัตว์ก็ถือว่าไม่ดี เป็นวิบาก ฆ่าสัตว์ เอาของเขา ละเมิดศีล 5 โกหก ก่อวุ่นวายในโลก การจะไปฆ่าเขาอยากทำร้ายนี่แรงนะ หรืออยากจนต้องทุจริตนี่ก็แรง หากอยากได้ไม่แรงมากก็ไม่ทุจริตก็ไม่เดือดร้อน แต่ว่าที่อยากเกินศีล 5 นั้น ทุกข์ร้อนทั้งนั้น แม้คุณทำศีล 5 ภายนอกได้ กายวจีไม่ละเมิดก็ลดเดือดร้อนแล้ว แต่ถ้าทำได้ถึงจิต อ่านจิตได้ รู้ตัวเหตุปัจจัยที่จะพาผิดศีล 5 จิตหยาบถึงขนาดนี้อยู่ เราก็เรียนรู้ล้างจิตตัวนี้ ถึงมันไม่มีในจิต หรือเหลือนิดหน่อยจนพลังมันไม่พอที่จะมาเป็นชีวิตทำให้เราทำไม่ดีได้ พลังปัญญาก็มากพอ เจโตก็มากพอที่จะไม่ทำให้เราละเมิด มันวิมุติทั้งคู่ หลุดพ้นแม้ระดับอนาคามี สมมุติกับปรมัตถ์ เขาเรียกว่าสัจจะทั้งนั้น เป็นสองความจริง สมมุติสัจจะนั้นเกี่ยวกับภายนอก ที่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่ปัจจัยเหตุใหญ่คือปรมัตถ์ หากล้างปรมัตถ์กิเลสได้ก็จะเหลือแต่สมมุติ เช่น แต่ก่อนเราสัมผัสแล้วปรุงแต่งอยากได้ต้องเอา แต่ตอนนี้ไม่มีอาการจิตแล้ว ไม่มีความจริงทางสมมุติแล้ว หลุดพ้นแล้วในสมมุติสัจจะ ที่เป็นความจริงของโลก ท่านนิโรธได้แล้วในโลกภายนอกของสมมุติสัจจะ พระอรหันต์จึงเป็นคนของโลกแล้วเอาตามสมมุติสัจจะโลกว่าประมาณไหนถึงดี คนเคร่งๆจะไม่ทำอย่างโลกทำ เช่น เราจะไม่อนุโลมอย่างนี้ มันเหมือนคนโลกๆ ตัวเราเองไม่มีแล้ว ก็อนุโลมคนอื่นเขา เราก็ทำอย่างคนโลกๆได้ปรุงแต่งมีพฤติกรรม กาย วาจา เหมือนกับทางโลก อย่างอาตมาร้องเพลง เหมือนโลก คนดูแต่อาการ อาตมาสอนเขาว่าเพราะอย่างนี้ร้องอย่างนี้นะ พระอรหันต์จะทำให้ถูกต้องตามสมมุติ เป็นประโยชน์ให้พ้นทุกข์แบบโลกก็ต้องให้เขาได้ และพ้นทุกข์ปรมัตถ์ด้วย (อาริยสัจจ์) ความจริงนั้นต้องเป็นไปได้ด้วย และลึกถึงสุญญตา ถึงนิพพานด้วย ตนเองเป็นได้ตามความรู้นั้นๆได้ ยิ่งจริงแท้ เป็นเรื่องที่ผู้ฉลาดรู้จำนนต่อเหตุผล อาตมากำลังอธิบายสมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ อาตมากำลังอธิบายว่าอรหันต์ท่านมีแต่สมมุติ ผู้เป็นปราชญ์ก็จำนนต่อเหตุผล ท่านไม่บำเรออารมณ์ตนแล้ว ท่านก็จะอนุโลมให้คนอื่น ผู้มีปัญญาก็เข้าใจ แต่คนไร้ปัญญาจะถือสา 8 .เป็นเรื่องที่ผู้ฉลาดหรือปราชญ์จำนนต่อเหตุผลและสิ่งจริงนั้น 9 .ไม่เป็นอื่นอีกแล้ว อวิปริณาธัมมัง 10 .เป็นสภาพที่ท้าทายให้มาพิสูจน์ได้ การล้างกิเลสเป็นบุญนี่เป็นความดีที่ยิ่งใหญ่ เป็นความดีที่จะพ้นทุกข์ ประเสริฐเป็นอาริยะ จะสูงกว่ากุศลธรรมดา หากปฏิบัติธรรมตามพระพุทธเจ้าแล้วจะมีทั้งกุศลและล้างกิเลสได้ด้วย เช่น เราให้อันนี้ ก็เป็นความดีในโลก เราให้ทาน ยิ่งเป็นปรมัตถ์ จิตเราทำใจเราได้ จิตก็เป็นบุญด้วย ยิ่งทำได้แล้วจิตไม่ได้อยากได้อะไรของเขาให้ก็ให้ไป ทำมนสิการใจเราอย่าไปมีอาการอยากได้ ยึดเป็นเราเป็นของเราว่าเขาต้องมาตอบแทนเรา มันไม่มี จิตไม่มีก็ทำได้ ก็ได้ทั้งสองส่วนเลย อุภยถะ เป็นความดีมีผลทั้งโลกียะโลกุตระ แต่โลกียะเขาไม่รู้จักโลกุตระหรอก บางทีเขาทำทานไป เขาไม่ได้อยากได้อะไรตอบแทนหรอก เพราะว่าเขามีมากมายเป็นแสนล้าน ทำทานไปแสนหนึ่งก็ไม่ต้องตอบแทนหรอก หรืออย่างคุณนายรวยมาก บอกว่าตนเองพอแล้วฉันไม่มีแล้วความโลภ ฉันมีแต่ความโกรธอยู่น่า แต่อย่าไปบอกว่านี่มีของชิ้นเดียวในโลกนะ จะไปประมูลเอาเลย สมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะจะกลับไปกลับมา พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าอย่าไปนึกเอาตามอาการ ไปกำหนดรู้พระอาริยะไม่ได้หรอก มีคนอยากให้อาตมาอธิบายเรื่องหลวงพ่อดีเนาะ ที่เป็นคนมองโลกในแง่ดี หลวงพ่อดีเนาะ ผู้มองโลกในแง่ดี ขอให้ทุกท่านลองอ่านดูเนาะ.. (big happy smile) มีหลวงพ่อองค์หนึ่งซึ่งเลื่องลือกันว่าเป็นพระที่มีแต่ความสุข ไม่เคยมีความทุกข์ วันหนึ่ง โยมมานิมนต์ท่านไปเทศน์ที่บ้าน บอกท่านว่าจะมารับแต่เช้า หลวงพ่อก็นั่งรอจนสายโยมก็ไม่มาสักที ท่านจึงว่า “ไม่มาก็ดีเหมือนกันเนาะ เราฉันข้าวของเราดีกว่า” ท่านฉันข้าวได้ไม่กี่คำ โยมก็มารับพอดี กราบกรานขอโทษที่มาช้าเหตุเพราะว่ารถเสีย หลวงพ่อจึงหยุดฉัน “ก็ดีเนาะ ไปฉันที่งานเนาะ” หลวงพ่อนั่งรถไปได้สักพัก เครื่องรถก็ดับ คนขับบอก “รถเสียครับ” หลวงพ่อก็ว่า “ดีเนาะ ได้หยุดพักชมวิวเนาะ” คนขับง่วนอยู่กับรถพักใหญ่ ทำอย่างไรเครื่องก็ไม่ติด จึงออกปากขอร้องให้หลวงพ่อช่วยเข็นรถ ความจริงหลวงพ่อก็แก่แล้ว ข้าวก็ฉันได้ไม่กี่คำ แต่แทนที่จะบ่น ท่านกลับยิ้มแล้วบอกว่า “โอ้ดีเนาะ ได้ออกกำลังเนาะ” แล้วท่านก็ขมีขมันออกแรงช่วยเข็นรถจนวิ่งได้ ปรากฏว่ากว่าจะถึงบ้านงานก็เลยเที่ยงแล้ว หมดเวลาฉันอาหารไปแล้ว เป็นอันว่าวันนั้นหลวงพ่ออดข้าวทั้งสองมื้อ แต่เนื่องจากได้เวลาเทศน์แล้ว เจ้าภาพจึงนิมนต์ท่านขึ้นเทศน์ทันที หลวงพ่อก็สนองด้วยดี “ดีเนาะ มาถึงก็ได้ทำงานเลยเนาะ”ว่าแล้วท่านก็ขึ้นธรรมาสน์เทศน์จนจบ มีคนชงกาแฟถวาย แต่เผลอตักเกลือใส่แทนน้ำตาล หลวงพ่อจิบกาแฟไปได้หน่อยก็บอกโยมว่า “ดีเนาะ”แล้วก็วาง ธรรมเนียมของญาติโยมที่ศรัทธาเกจิอาจารย์ เวลาท่านฉันอะไรเหลือ ลูกศิษย์ก็อยากได้บ้าง ถือเป็นสิริมงคล แต่ลูกศิษย์ดื่มกาแฟแค่อึกแรกเท่านั้นก็พ่นพรวดออกมา “เค็มปี๋เลยหลวงพ่อ ฉันเข้าไปได้ยังไง !” “ดีเนาะ ฉันกาแฟหวานๆ มานาน” หลวงพ่อว่า “ฉันเค็มๆ มั่งก็ดีเหมือนกัน” ไม่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับท่าน จะแย่แค่ไหน หลวงพ่อก็มองเห็นแต่แง่ดี ท่านจึงไม่มีความทุกข์เลย เคยมีลูกศิษย์ใกล้ชิดคนหนึ่งไปทำผิด ถูกจับติดคุก ท่านก็ว่า “ก็ดีเนาะ มันจะได้ศึกษาชีวิต” หลวงพ่อดีเนาะมิใช่เป็นหลวงตาธรรมดาๆ หากเป็นพระผู้ใหญ่ที่มีชื่อของจังหวัดอุดรธานี ที่ใครๆ ก็รู้จัก ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาและผู้เคารพนับถือทั่วประเทศ การประพฤติปฏิบัติของท่านเป็นที่เล่าขานกันมากมายหลายเรื่อง เช่น มีผู้เล่าว่า กุฏิของท่านเป็นที่จับตาของโจรผู้หนึ่ง เพราะเห็นว่ามีสิ่งของมีค่ามากมายที่ญาติโยมนำมาถวาย วันหนึ่งได้โอกาสบุกเข้าประชิดตัวหลวงพ่อบนกุฏิ พร้อมปืนในมือ “นี่คือการปล้น อย่าได้ขัดขืนนะหลวงพ่อ” หลวงพ่อแทนที่จะตกใจหรือโมโห กลับยิ้มให้โจรด้วยอารมณ์ดี และกล่าวกับโจรอย่างนิ่มนวลว่า “ปล้นก็ดีเนาะ” โจรแปลกใจในคำพูดและท่าทีของหลวงพ่อ จึงพูดว่า “ถูกปล้นทำไมว่าดีล่ะหลวงพ่อ” หลวงพ่อตอบว่า “ทำไมจะไม่ดีล่ะ ก็ข้าต้องทนทุกข์ทรมานเฝ้าไอ้สมบัติบ้าๆ นี้ตั้งนานแล้ว เอ็งเอาไปเสียให้หมด ข้าจะได้ไม่ต้องเฝ้ามันอีก” โจรตอบว่า “ไม่ใช่ปล้นอย่างเดียว ฉันต้องฆ่าหลวงพ่อด้วย เพื่อปิดปากเจ้าทรัพย์”หลวงพ่อก็ตอบเหมือนเดิม “ฆ่าก็ดีเนาะ” โจรแปลกใจจึงถามว่า “ถูกฆ่ามันจะดีได้อย่างไรล่ะหลวงพ่อ” หลวงพ่อตอบ “ข้ามันแก่แล้ว ตายเสียได้ก็ดี จะได้ไม่ทุกข์ร้อนอะไร” โจรรู้สึกอ่อนใจเลยบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันไม่ฆ่าหรอก” หลวงพ่อก็พูดเหมือนเคย “ไม่ฆ่าก็ดีเนาะ” โจรถามอีก “ทำไมฆ่าก็ดี ไม่ฆ่าก็ดีอีก” หลวงพ่อตอบว่า “การฆ่ามันเป็นบาป เอ็งจะต้องใช้เวรทั้งชาตินี้และชาติหน้า อย่างน้อยตำรวจเขาจะต้องตามจับเอ็งเข้าคุก เข้าตะราง หรือไม่ก็ถูกฆ่าตาย ตายแล้วก็ยังตกนรกอีก” ได้ยินเช่นนี้โจรเลยเปลี่ยนใจ “ถ้าอย่างนั้นฉันไม่ปล้นหลวงพ่อแล้ว” หลวงพ่อก็ตอบอีกว่า “ไม่ปล้นก็ดีเนาะ” มีผู้เล่าต่อมาว่า ในที่สุดโจรคนนั้นก็สำนึกบาปเข้ามอบตัวกับตำรวจ เมื่อพ้นโทษออกมาก็ขอให้หลวงพ่อบวชให้และอยู่ในผ้าเหลืองเป็นเวลานาน ส่วนหลวงพ่อมีคนให้ฉายาท่านว่า “หลวงพ่อดีเนาะ” มาจนทุกวันนี้ หลวงพ่อดีเนาะ แห่งวัดมัชฌิมาวาส อุดรธานี เป็นผู้ที่มองเห็นข้อดีของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับท่าน อีกทั้งท่านยังมองคนอื่นในแง่ดีเสมอ ไม่เคยว่าใครหรือจับผิดใคร เจอปัญหาอะไรๆ ก็พูดว่า “ดีเนาะ” ในที่สุดจึงได้รับพระราชทานสมณะศักดิ์ เป็น “พระเทพวิสุทธาจารย์ สาธุอุทานธรรมวาที” ซึ่งแปลว่า ผู้สอนธรรมด้วยการเปล่งคำว่าดีเนาะ*** อ่านแล้วชอบมากเลยขอนำมาแชร์ต่อเนาะ.. _พระ องค์นี้สัมมาทิฏฐิไหม เป็นอรหันต์ไหม พ่อครูว่า… อาตมาว่าตอบยาก อาจเป็นอรหันต์ก็ได้ แล้วท่านก็ไปตามสมมุติสัจจะ มีปฏิภาณใช้วาจาภาษาจนคนโกรธไม่ลง ทำร้ายไม่ลง อาตมาจะไปตอบว่าท่านเป็นอาริยะ อรหันต์หรือไม่ก็ไม่ได้ แต่คนที่จะเอาสมมุติสัจจะมาใช้ได้อย่างนี้ก็เป็นอรหันต์ที่เยี่ยมเลย เอาเรื่องดีมาใช้ได้มากเลยก็เก่งมาก แต่ถ้าธรรมดาสามัญ แม้พระพุทธเจ้าก็จะว่าสิ่งไม่ดีเหมือนกันไม่ใช่ว่าดีเนาะอย่างเดียว พระพุทธเจ้าว่าสิ่งนี้ไม่ดีก็ตำหนิ บริภาษดุด่าว่าตามสมมุติ การจะใช้สมมุติก็อยู่ที่คนจะใช้ ส่วนจิตนั้นเดาเอาไม่ได้เลย เพราะอรหันต์แต่ละท่านมีสัปปุริสธรรมตามภูมิท่าน พระพุทธเจ้าจึงออกกฎวินัยไว้ว่าอย่าไปเอาผิดอรหันต์ ไม่ว่าจะสมมุติหรือปรมัตถ์ ท่านไม่ได้ผิดหรอก แม้บางทีผิดวินัย ละเมิดวินัยก็ถือว่ามีสติวินัย เป็นความซับซ้อนลึกซึ้งมากเลยนี่คือความจริง ความดี สัจจะ ที่ต้องศึกษากันอย่างสำคัญ ไม่ง่าย ความจริงนี่เป็นความถูกต้องด้วย ทั้งสมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ คนมีปัญญาระดับสูงจะไม่เพ่งโท ษ ใครง่ายๆ เช่น เรามีภูมิปัญญาเช่นนี้ เขาทำเราก็ไม่รู้ว่าเขาทำด้วยจิตอย่างไร แต่เราว่าไม่ดี แต่เขาทำ ถ้าเราเห็นว่าควรแย้งก็แย้ง แต่ถ้าไม่ควรแย้งเราก็ไม่แย้ง ก็เป็นเรื่องของเขา แต่ใจเราไม่เพ่งโท ษ ยิ่งคนนี้ท่านทำด้วยความประมาณของท่าน เราไม่รู้หรอกว่าท่านทำนี่พอเหมาะพอดีหรือไม่ แต่บางทีเราก็เห็นว่าเกินไปไม่น่าทำ แต่ท่านก็ทำ จึงยากจะไปประมาณตาม ใครยึดอยู่ เราเองยึดก็ทุกข์ หากเราไม่ชอบใจล่ะ เช่นเรายึดกฎระเบียบ แต่แล้วผู้นั้นเราก็เคยศรัทธา แต่ถ้าเรายึดเราก็จะเสื่อมศรัทธา ทั้งที่ท่านทำตามสมมุติที่ท่านประมาณ แต่ใจเราเสื่อมแล้ว ถ้าถือสา ในหมู่เราต้องทำการศึกษา หรือแม้แต่ความดี เป็นประโยชน์ การถูกหรือผิดก็เป็นสมมุติ ของอเมริกาก็ออกกฎหมายอย่างนี้ หรือมาเมืองไทยก็ไม่ถูก เช่น บางประเทศว่าทำแท้งได้ แต่ไทยว่าไม่ได้ผิดกฎหมายหรือบางที่เขาแก้ผ้าได้แต่บางที่ไม่ได้ก็สมมุติกันไปจะถูกต้องก็อยู่ที่สังคมนั้น สมมุติแปลว่ารู้ร่วมกัน ว่าอย่างนี้ใช่ ไม่ใช่ ถูกหรือไม่ถูก ในกลุ่มไหนก็ต่างกันไป มีพังเพยว่า เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม แล้วความจริงต้องเป็นคุณค่าประโยชน์ อย่างคนที่ชงเหล ้ าเก่งๆ เขาก็ได้ค่าตัวสูงไปทำงานในที่ๆเขาต้องการคนแบบนี้เงินไหลมาเทมา ก็เป็นประโยชน์เขา แต่เราต้องมีปัญญารู้ว่าสมควรหรือไม่ จริงๆแล้วง่ายนะ เป็นประโยชน์นี่ ความจริงต้องเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ อย่างอรหันต์จะอนุโลมให้เขา ก็จะไม่ปล่อยให้ตามสบาย จะต้องแทรกยาทิพย์เข้าขุมขนให้เขาได้มีการฝึกหัดอดทน มีการตั้งตนบนความลำบาก แต่ก็เป็นโลกียะก็อนุโลมให้เขาได้ แม้ยังไม่เข้าปรมัตถ์ก็ให้เขาได้ เช่น คุณมีราคะต้องมีเพศสัมพันธุ์ก็อนุโลมผัวเดียวเมียเดียวแต่ถ้ามาศีล 8 ก็วิรัติขัดเกลามากขึ้น เรียกว่าเป็นความพ้นทุกข์ไปตามลำดับ ถ้ามีวิธีเรียนปรมัตถ์ให้ได้ด้วย เช่น เราถือศีล 5 ละอบายมุข ไม่กินเนื้อสัตว์เมื่อมาข้างในนี้ แต่ถ้าไปข้างนอกก็แล้วแต่คุณก็ว่าไปแต่มาข้างในก็มีกรอบช่วยนะ ให้ฝืนเท่าที่คุณทนได้ในโลกีย์แต่ถ้าสอนโลกุตระด้วยก็พ้นทุกข์ได้ทั้งสองอย่าง ผู้รู้จะสอนได้ทั้งสองอย่าง ส่วนผู้ไม่รู้ก็พ้นทุกข์แต่โลกีย์คือบำเรอ เลี้ยงลูกก็บำเรอลูกไปส่งลูกลงนรกแท้ๆเลย ถ้าไม่เรียนโลกุตระก็เป็นความซวย กลายเป็นทำให้อัตตาโต ซวยมากๆ แม้อนุโลมต้องทำให้ตั้งตนบนความลำบาก ความจริงต้องเป็นไปได้ด้วย อย่างพวกเราเป็นไปได้อย่างสาธารณโภคีเช่นนี้ พวกนักปรัชญาหลายคนไม่เชื่อว่าเราเป็นโลกุตระแท้ โดยปรัชญาเขารู้ว่าดีมาจนนี่ดีแต่ว่าเขาไม่เชื่อว่าจริงไหม เขาก็จะว่าเรากดข่มโชว์ออฟไป จะได้กี่ปีกี่วัน เขาไม่รู้ว่าได้ปรมัตถ์นี่จะได้แท้ถาวร หรือว่าบางคนเคร่งแต่ไม่ถาวรไม่จริงไม่ยืนนานทำไปๆ อาจารย์ที่พาทำอาจจะกดข่มเก่งหรือมีความทนได้มากมีภูมิธรรมสูงหน่อยแต่พออาจารย์ตายไป พวกนี้จะไม่นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ไม่มีแม้โสดาบัน ไม่มีนิยตนะ ไม่มี โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ คือสัจจะที่แท้ เลยขีดตกต่ำแล้ว เข้าหานิจจัง ทุวัง สัสตังแล้ว เป็นจริงได้ แต่คนไม่เข้าปรมัตถ์จะเวียนวนกดข่ม หลายสำนักที่ดูดีมักน้อยสันโดษเหมือนโลกุตระ แต่ต้องรักษาความเคร่งไว้นะ อนุโลมไม่ได้จะพัง พวกนี้ส่วนใหญ่อาจารย์ตายไปก็จะไปต่อกันไม่ได้เพราะไม่มีโลกุตระแท้ แม้แต่พวกคุณนี่จะมาหลงอาตมาหรือไม่ นี่ขนาดอาตมาไม่อยู่ไปกทม.นี่จะเหลือกี่คน ถ้าอาตมาตายไปล่ะ...บางทีมันมีสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน แม้ยากก็เป็นไปได้ อย่างพวกเรานี่จะอยู่อย่างไม่ขายเลย ไม่ได้ เราขายบ้างพอสมควร แต่ยาก บางทีต้องเอาให้พอ ขนาดนี้พวกเราก็ยังไม่ได้คล่องตัวมากเกินเลย มันซับซ้อนเรื่องบารมี องค์ประกอบของมวล ที่ยอมรับอุปภัมภ์ค้ำชูอีก ก็ซับซ้อน เช่น อาตมาพามาหมดเนื้อหมดตัวหนักเข้ามาอยู่ในนี้ก็หมดตัวแล้วจะเอาอะไรมาช่วยอาตมา แต่บางคนก็มีมุบมิบไว้หรืออยู่ข้างนอกที่เขามีเงินทองมีรายได้ก็อาศัยหมุนเวียน ถ่ายเทมา จากคนที่เขาศรัทธาอโศก แล้วเขาก็ยังเอารายได้จากภายนอกมาก เขาก็มาทำทาน ก็เป็นกุศลของเขา หากเขายิ่งเรียนปรมัตถ์ ใจเขาก็ทำใจเป็น เขาจะทำมากเท่าไหร่ อโศกนี่ยังไม่เคยมีทำทีละ 10 ล้านเลย มี 5 ล้านก็เจ้าเดียวมั้ง นอกนั้นก็ลดหลั่นลงไป แต่ไม่ต้องพูดถึงอสังหาริมทรัพย์นะ ในชีวิตนี้ทำงานศาสนามา หรือบางคนทยอยมาให้ถึง 10 ล้านก็มี -เรื่องความเป็นกลางเป็นอย่างไร? พ่อครูว่า… ความเป็นกลางที่แบบเข้าข้างคนดี เอาพฤติกรรมมาวัด ให้รู้ว่าที่ว่าไม่เข้าข้างใครเลยนี่มันมีผลเสียหายต่อสังคมนะ มันมิจฉาทิฏฐิ อาตมาแบ่งเป็น 1 . ไม่รู้เลยว่าใครดีใครชั่วหรือโง่ ไม่มีปัญญา ไม่รู้เลยเข้าข้างไม่ถูก 2 . รู้ มีปัญญาเข้าใจ แต่กลัว กลัวจะเสียลาภยศสรรเสริญ มีเยอะเลย คนนี้เห็นแก่ตัวมากเลย กลัวเสีย ลาภ ยศ สรรเสริญ ตำแหน่ง รู้ว่าอะไรผิด แต่ว่าบางทีต้องยอมเข้าข้างคนผิด คนผิดมันมีอำนาจใหญ่เดี๋ยวมันปลด คนประเภทนี้มีเยอะมากเลย ตั้งแต่สูงจนถึงต่ำ 3 . ประเภทมิจฉาทิฏฐิ คือความเป็นกลางต้องอยู่เฉย คือสอนมาผิดๆ เข้าใจผิด ว่าเป็นกลางต้องไม่เข้าข้างใคร สังคมเลยแย่เพราะว่าความเป็นกลาง 3 แบบนี้ โดยเฉพาะคนที่รู้ว่าอะไรดี หรือไม่ดี ควรเข้าข้างคนดี อาจเข้าใจด้วยว่าช่วยคนดีจะเป็นพลัง ยิ่งคนมีทุนทางสังคม เป็นที่ยอมรับของสังคม ยิ่งเข้าข้างใครจะมีน้ำหนักเยอะ ถ้าไม่ติดยึดโลกธรรม และอย่ามิจฉาทิฏฐิว่าเป็นกลางอย่าเข้าข้างใคร ถ้าทำได้ถอดถอนได้ สังคมจะพัฒนาเร็ว ส่วนที่ไม่รู้ว่าอะไรดีหรือชั่วก็แล้วไป ทุกวันนี้อาตมาว่าสังคมไทยกำลังจะพัฒนาปฏิรูป ผู้รู้อยู่ว่าอะไรถูกหรือผิด มันน่าจะลุยช่วยคนถูกให้เต็มที่เลย พ่อครูว่า… พูดถึงเรื่องเห็นภาพแล้วประทับใจ อาตมาประทับใจคุณสุรัตน์ ที่เก็บแผ่นซีดีไปขายแล้วถูกจับ แต่เขาได้รับคำสอนจากใครนะ เขาได้รับเงินบริจาค แต่เขาไม่เอา เขาว่าเอาผมออกจากคุกได้ก็ดีนักหนาแล้ว ส่วนเงินอื่นนอกนั้นเขาเอาไปบริจาคต่อ คนอย่างนี้มีคุณธรรมเช่นนี้ แล้วคนรวยที่มีเกินนี่เห็นไหม คนจนแต่ก้าวหน้าเป็นเช่นนี้ คนเราเรื่องคุณธรรมไม่ได้อยู่กับอาชีพใด แต่คนเก็บขยะกับมีคุณธรรมสูง น่าชื่นชม อาตมาก็ชมคนที่ควรชม คนนี้เก็บขยะก็ชมได้ เป็นคนที่เขารู้ร่วมกันทั่ว จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน