320629 นานาสังวาส 2 สมมติเหตุการณ์อนาคต...จะทำอย่างไร โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
320629 นานาสังวาส 2 สมมติเหตุการณ์อนาคต...จะทำอย่างไร โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก
มันเป็นนานาสังวาส ให้ฟังน่ะ ... นี่เรียบเรียงขึ้นมา อาตมาอ่านจบไปก่อน แล้วได้ทบทวน มีอะไรที่จะปรับปรุงแก้ไข หรือมันจะอะไร ก็จะได้... เอาใช้ไว้ ศึกษากันน่ะ ทั้งนักกฎหมาย ทั้งพวกเรา จะได้ไว้ใช้ศึกษากันเพิ่มเติม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว คือมันเป็นสภาพที่หมู่คณะ เป็นคนเดียวก็ได้ที่จริง แต่ว่ามันยิ่งเป็นหมู่คณะ มันก็ยิ่งชัด เป็นหมู่คณะที่มันเกิดนานาสังวาส คือ เกิดเป็นพุทธด้วยกัน นี่ สังวาส หมายความว่า อยู่ร่วมกัน คำว่าสังวาสนี่ อยู่ร่วมกัน ก็เป็นพุทธอยู่ร่วมกันนี่แหละ แต่ว่ามันนานา มันมีเกิดความแตกต่างขึ้นมา นานา แปลว่าแตกต่าง นานานี่ นานาสังวาส ไม่ใช่สังฆเภท สังฆเภท หมายความว่า มันแตกคณะสงฆ์เลย มันเป็นคณะสงฆ์ที่แตกกันแล้ว แตกกันเรียกว่า มันคนละพวก คนละฝ่าย มันไม่มีโอกาสที่จะประสานเข้าหากัน มันไม่ปรับเข้าหากันแล้ว สังฆเภท แต่นานาสังวาสนั้น หมายความว่า มันแตกต่างน่ะ มันไม่แตกแยก สังฆเภทนั้นแตกแยก นานานั้นคือ แตกต่างเท่านั้น มันมีอะไรต่างกัน ต่างกันมีหลักอยู่ 3 ประการ ที่มันต่างกัน 1. กรรมต่างกัน 2. อุเทศต่างกัน 3. ศีลไม่เสมอสมานกันน่ะ กรรมต่างกัน ก็หมายความว่า การกระทำนี่แหละกรรม การกระทำทางพิธีกรรมมั่ง พฤติกรรมมั่ง กิจกรรมมั่ง อะไรพวกนี้ มันก็ไม่เหมือนกัน เช่น สวดมนต์ ก็ไม่เหมือนกัน พิธีกรรมน้อยๆนั่นนะ พิธีกรรมอย่างนี้เป็นต้น หรือว่าพฤติกรรมนี่ พฤติกรรมพวกเรา... การกระทำต่างๆนานา ที่เป็นสิ่งที่เรากระทำ เรามามักน้อยสันโดษ เรามาปฏิบัติประพฤติอย่างนี้ ...ปฏิปทาอย่างนี้น่ะ พฤติกรรมนี่มันเยอะแยะ กิจกรรมก็คือการงาน ที่ทำอะไรต่ออะไรต่างๆ นานา ที่เป็นการงานที่บางอย่าง
อ่านต่อ
บางอัน ทางโน้นก็เห็นว่าไม่สมควรจะทำ สมควรจะนั่งหลับหูหลับตา ทางเราบอก เอ๊อ. ไม่นั่งหลับหูหลับตา... ต้องมาทำ มีกิจกรรมโน่นนี่ อะไรก็ควรทำ อะไรยังงี้ เป็นต้น อุเทศก็คือการชี้แจง ข้อที่ยกขึ้นแสดง เพราะฉะนั้น ข้อที่ยกขึ้นแสดง มีการชี้แจงข้อที่ยกขึ้นแสดงต่างๆนานานี่ มันอธิบายไม่เหมือนกัน อย่างที่ถกเถียงกันอยู่ หาว่า เราบัญญติเองมั่ง ทำให้ธรรมวินัยวิปริตอะไรนี่บ้าง... นี้เป็นหลัก... โดยเฉพาะนี่เรื่องนี้ เขาว่าการชี้แจง หรือข้อที่ยกขึ้นแสดงนี่ มันต่างกัน มันอธิบายต่างกัน มันสาธยายต่างกัน ขยายความต่างกัน จับประเด็นก็แล้วแต่ จับเนื้อหาก็แล้วแต่ ชี้กันคนละอย่าง ชี้แจงกันคนละอย่าง ต่างกันน่ะ ศีลไม่เสมอสมานกัน ไม่เสมอสมาน หมายความว่า ศีลนี่ มันเข้ากันไม่ได้ ศีลทางโน้นก็อธิบายอย่างหนึ่ง ก็เข้ากันอย่างหนึ่ง เมื่ออุเทศของศีล การชี้แจง การยกข้อศีลขึ้นแสดง ก็แสดงกันคนละอย่าง อย่างศีลข้อ 5 เราแสดงว่า สุราเมระยะ มัชชะ นี่มันเมาคนละเมานะ ไม่ใช่เมาเดียวกินแต่เหล้าเท่านั้นเอง เมาอื่นด้วยนะ ไอ้เหล้า เราก็เอาด้วย อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันไม่เสมอสมานกันแล้ว มันพันกัน ลักลั่นกันแล้ว มันเคร่งต่างกัน มันมีความลึกซึ้งต่างกัน มีความขยายที่เอานำไปปฏิบัติประพฤติต่างกันน่ะ มันเกี่ยวโยงกันยังงั้น มันไม่เสมอสมาน... ด้วยน่ะ สิกขา ขออภัยน่ะ สิกขา ไม่เสมอสมานกัน ขออภัย ไม่ใช่ศีลเท่านั้น สิกขาไม่เสมอสมานกัน ศีลก็ไม่เหมือนกัน เพราะอุเทศมันไม่เหมือนกันแล้ว มันชี้แจง การชี้แจง ยกข้อขึ้นแสดงอะไรนั่น มันไม่เหมือนกัน จะว่าศีล ว่าสมาธิ อธิจิต ก็อธิบายไปคนละอย่าง นี่เราก็คงเข้าใจ พวกเราสมาธินี่ ก็อธิบายกันคนละ... ไม่ค่อยเหมือนกัน สัมมาสมาธิ เราก็ว่าอย่างนี้ ของเขาสมาธิเขาก็ว่าอย่างนั้น ปัญญาก็ยังไม่เหมือนกันเลย ปัญญาของเขาจะได้ก็ต่อเมื่อนั่งหลับตา สะกดจิต เป็นสมาธิเข้าไป จึงจะเกิดปัญญาญาณ เราก็บอก... อย่างนั้น มันก็ใสเหมือนกันละ มันก็เห็นอะไรได้เหมือนกัน ระลึกรู้อารมณ์ของตนเองในขณะนั้นก็ได้ ก็ดีเหมือนกัน ก็เป็นญาณ แต่ไม่ใช่ญาณแท้ ญาณแท้ ต้องลืมตาโต้งๆ นี่แหละ เห็นของจริงตามความเป็นจริง โดยจับปรมัตถสัจจะ หรือปรมัตถธรรม อ่านอาการ ลิงคะ นิมิต จับจิต เจตสิกของเราได้ สิ่งที่ถูกรู้ มันก็เป็นนามธรรม เป็นอาการนั่นแหละ อาการเหล่านั้น มันมีเครื่องหมายให้เรารู้ มีนิมิตให้เรารู้ว่า อันนี้โลภมูล อันนี้โทสมูล อันนี้โมหมูล อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เมื่อกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เรา ก็จับอาการเหล่านั้นได้ รู้ได้ว่าเป็นกิเลส เรารู้จักกิเลสนี่ ก็เป็นปัญญาแล้ว เป็นญาณแล้ว เห็นของจริงตามความเป็นจริง ไม่ใช่ไปนั่งคิดเป็นตรรกศาสตร์ เห็นแล้ว เห็นของจริงตามความเป็นจริง ญาณทัสสนะแล้ว แล้วเราก็มีวิธีทำให้กิเลสลดอีกด้วย การรู้ตัวว่า มีกิเลส นี่ก็เป็นญาณชนิดหนึ่งแล้ว รู้ เราก็ต้อง จำนนตัวเราเองว่า โอ๊ อย่างนี้กิเลสนะ กิเลสสายไหนล่ะ โลภมูล โทสมูล โมหมูล ไล่ออกเป็นเจโตปริยญาณ ทำให้มันลดลงได้ ลดมันก็ยังอึดอัดอยู่ ยังไม่เก่ง มันยังเป็นสังขิตตจิต เป็นวิขิตตจิต อะไรก็เข้าใจ ทำให้มันยิ่งขึ้นไปอีกน่ะ ดีขึ้นอีก เป็นมหัคคตจิต ได้อีกจริงๆ ทำจนกระทั่งมันเป็นสอุตตรจิต เออ มันดี แต่มั้นยังมีดีๆกว่านี้ ยังมีอีกนะ แต่มันยังไม่ดีสุดยอด ก็ทำมันเข้าไป จนเป็นอนุตตรจิต อย่างที่กล่าวน่ะ อย่างที่อธิบายกันมาแล้ว แล้วจิตเหล่านี้ของเราพิสูจน์ได้ว่าเป็นสมาหิตจิต ไม่ใช่เป็นจิตระงับ แต่ระงับประเภทที่ไม่มีประโยชน์ไม่มีคุณค่น่ะ ไม่ตั้งมั่น ไม่แข็งแรง ประเภทที่จะสู้ทนต่อการกระทบสัมผัสได้ อยู่เหนือโลกียะได้ ไม่ใช่เป็นอย่างนั้น กลายเป็นหนีโลกียะ เป็นสมาธิ... เป็น... มันไม่ใช่สมาหิตะ มันเป็นสมาธิเหมือนกัน มันตั้งมั่น แข็งแรงเหมือนกัน แต่ว่ามันหนีโลก มันไม่ใช่สมาหิตจิตที่แข็งแรงอยู่เหนือโลก กระทบสัมผัส รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส โลกียะ ลาภ ยศ สรรเสริญ อะไรก็อยู่เหนือมัน โดยที่ไม่มีวิมุติ โอ๊ะ ขออภัย ไม่มีอวิมุติ เห็นรู้เลยว่า มีเศษจรที่จะกระทบกระเทือน สัมผัสสัมพันธ์แล้ว มันมีอะไรกระแทกกระทุ้ง มีอาการอุทธัจจะ มีอาการมานะ มีอาการ มีรูปราคะ อรูปราคะ อะไร อ่านสังโยชน์ชั้นสูงอีกจริงๆเลย เป็นสภาพสังโยชน์ชั้นสูง เราจะเห็นด้วย ญาณทัสสนะของเราจริงๆ เป็นญาณทัสสนะแท้ เห็นว่าความเกิดความดับ มีจุตูปปาตญาณ รู้...ว่า อาการเกิดเป็นอย่างไร อาการดับสนิท ไม่เกิดอีก ไม่มีอวิมุติจร ไม่มีอะไร อย่างชัดเจนเลย เป็นอนุตตระ จิตที่สูงสมบูรณ์ นี่ เราเห็นของจริงอย่างนั้น เรียกว่า ญาณ นี่ ก็อธิบายต่างกัน แล้วเราพิสูจน์กัน เมื่ออธิบายไปแล้ว เอาไปปฏิบัติ เอาไปพิสูจน์ว่ามีจริง เป็นจริงไหม ถ้ามีจริง เป็นจริงแล้วนี่ นั่นแหละ แน่ แน่รู้จริงเลย เราจะ รู้จักกิเลส รู้กิเลส ดับกิเลส ไม่ดับ เห็นอยู่ เป็นปัจจุบันนั่นเทียว ฌานโต ปัสสโต วิหรติ ... เห็นอยู่ รู้อยู่เป็นปัจจุบันนั่นเทียวว่า โอ นี่ อาสวักขยญาณ ก็ดับสนิท ถอนอาสวะ เห็นอยู่ รู้อยู่เป็นปัจจุบันนั่นเทียว ไม่ได้หมายความว่า มันต้องหนีหายไปอยู่นอก หนีหลบไปอยู่นอกโลกียะอะไร อยู่เหนือโลกียะ อยู่เหนือโลกเขานี่ อย่างนี้ เป็นต้น มันไม่เสมอสมานกันน่ะ มันเข้าใจสิกขา สิกขาก็ศึกษาต่างกัน นี่เรียกว่า นานาสังวาสโดยสัจจจะ มันเกิดแล้วขณะนี้ มันเกิดจริงแล้ว 2...2 ส่วนใหญ่เขาอธิบายกัน เราก็รู้นะ เราก็เรียนที่เขาอธิบายกัน สอนกันอย่างไรๆ การประพฤติปฏิบัติอย่างไร ยิ่งพิธีกรรมต่างๆ อะไรต่ออะไรต่างๆนานา เราก็รู้ เราก็เลิกมาแล้ว ไม่เอาตั้งหลายอย่างมากมาย... การชี้แจงก็ตู่กันอยู่ เดี๋ยวนี้ ทางโน้นก็ว่าเราอธิบายผิด ทางเราก็ว่าทางโน้นอธิบายไม่ค่อยถูกล่ะ เราก็ไม่ต้องไปว่าเขาผิดอะไรมากมายนัก อะไรยังงี้ ก็ว่ากันไป มันเกิดเป็นความจริงแล้ว แต่เขายังไม่ยอมรับว่า เป็นนานาสังวาส เขาจะเอาเราเป็นสังฆเภทบ้าง จะเอาเป็นอะไรต่ออะไรไปตามเรื่องตามราว สังฆเภทนั่น มันบาปนะ อนันตริยกรรมนะ คนทำสังฆเภท แต่นี้ไม่ได้ทำหรอก มันเกิดตามธรรม มันเกิดความเห็นที่ต่างกันขึ้นมาแล้ว มีความเข้าใจที่ต่างกันขึ้นมาแล้ว มีความรู้สัจจะต่างกันขึ้นมาแล้ว ก็เลยต้องต่างคนต่างพิสูจน์ นี่เรียกว่า นานาสังวาสมันเกิด แล้วมันก็ไม่ร่วมที่จะตกลงตัดสินอะไรกัน... ประเดี๋ยวจะทะเลาะกันไปมาก พระพุทธเจ้าถึงได้มีระเบียบของท่าน ว่าเมื่อเกิด นานาสังวาสขึ้นมาแล้ว ท่านไม่ถือเป็นสังฆเภท แต่มันเยียวยาได้น่ะ นานาสังวาสนี่ เยียวยาได้ แต่ถ้าสังฆเภทแล้ว เยียวยาไม่ได้น่ะ เยียวยาได้ค่อยๆ ประสาน สมานกันไปใหม่ รับกันไป ค่อยๆอธิบาย อธิบาย... ก็ค่อยๆพิสูจน์กันไป เพราะฉะนั้น อะไรมันดี คนที่แสวงหาไม่มีมานะ ไม่มีทิฏฐิ อะไรเกินการ เขาก็จะเลือกเฟ้น เขาก็จะปรับเอา ญาติโยมจะทำบุญทำทาน ก็ทำทั้งสองฝ่าย อันไหนเป็นธรรมวาที ก็เลือกเอา ไปพิสูจน์เอา พิสูจน์แล้ว มันไม่จริง ก็ไปพิสูจน์อีกฝ่ายหนึ่ง... จะต้องอุดหนุนกัน จุนเจือกันไป อยู่อย่างนั้น...น่ะ
ลองฟังดูซิ ที่เราจะนี่ เกริ่นความนานาสังวาสให้ฟัง ทีนี้ก็ฟังความดู… ความหลากหลายในพุทธศาสนา อันเป็นนานาสังวาส จากทัศนะของ นักรัฐศาสตร์ ดร.สมชัย รักวิจิตร ต่อพุทธศาสนานั้น เขาเห็นว่า "ธรรมะของพระพุทธองค์นั้นลึกซึ้งมาก ความเข้าใจของพระที่เป็นปุถุชนนั้น เข้าใจได้ตามภูมิปัญญาของแต่ละบุคคล หรือตามจิตใจว่า ใครมีจิตสะอาดบริสุทธิ์เข้าใจ ได้แค่ไหน แม้แต่สงฆ์บางองค์ ที่บวชนานหรือคงแก่เรียน ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเข้าใจธรรมะของพระพุทธองค์ทั้งหมด หรือบางคนอาจจะเรียน แก่ตำรามาก แต่จิตใจไม่บริสุทธิ์ ก็เข้าไม่ถึงอีก การที่จะกำหนดให้ใครมีอำนาจในการตัดสินนั้น มันจะก่อให้เกิดความแตกแยก และดีไม่ดี คนตัดสินใจ อาจจะเป็นที่ประพฤติไม่ถูก ไม่ถูกธรรมวินัยเสียเองน่ะ คนที่ตัดสิน ... ทำไมคนที่ตัดสินใจ หรือไม่ใช่คนที่ตัดสินหรือ...ดีไม่ดี คนที่ตัดสิน.... ตัดสินใจเหรอ อ้อ..น่าจะป็นคนที่ตัดสินนะ และดีไม่ดี คนที่ตัดสินใจ อาจจะเป็นคนที่ประพฤติไม่ถูกธรรมวินัยเสียเอง น่าจะเป็นคนตัดสินเฉยๆ ใช่ไหม ไม่น่าจะมีใจ จะทำให้สงฆ์ที่ปฏิบัติดี ถูกกำจัดออกไปได้ มันยิ่งชัดขึ้นใหญ่ว่านี่ไม่ใช่ตัดสินใจตัดสินเฉยๆ... กำจัดออกไปด้วย ท่านก็เลยไม่มอบอำนาจให้ใคร ใครเห็นคำสอนของพระพุทธองค์อย่างไร ก็ปฏิบัติไปตามนั้น ก็แล้วกัน บุญของใคร คนนั้นก็...ก็ได้เอง ไม่ต้องไปเบียดบัง หรือบังคับฝ่ายอื่น อันนี้ สมัยที่ผมเรียนทางรัฐศาสตร์อยู่เมืองนอก ชาวต่างประเทศเขายกย่อง...ว่า พระพุทธองค์ เป็นนักปกครองประชาธิปไตย ที่เยี่ยมยอดที่ถือว่า ทุกคนที่ต้องการทำความดี มีสิทธิทำความดีในสิ่งที่ตนคิดว่ามันดี แต่ไม่มีสิทธิที่จะบังคับความเชื่อ หรือบังคับในการสร้างความดีของผู้อื่น และด้วยเหตุผลนี้ ศาสนาพุทธเรา จึงไม่มีการฆ่ากัน ถ้าจะฆ่ากัน ก็แค่แย่งตำแหน่ง เจ้าอาวาส (หัวเราะ) แต่ไม่ได้ฆ่ากันด้วยความเข้าใจในพุทธธรรม ไม่เหมือนกัน" (จากหนังสือสู่อนาคต ฉบับที่ 390 เมื่อ 30 สิงหาคม 2531) แล้วตัวอย่างที่นักรัฐศาสตร์ เขายกย่องว่าพระพุทธองค์เป็นนักปกครอง ประชาธิปไตยที่เยี่ยมยอดนั้นก็คือ กรณีที่พระภิกษุเมืองโกสัมพีทะเลาะกัน จนแตกออกเป็นสองฝ่าย ถึงขนาดไล่ทุบตีกันตามโรงภัตต์บ้าง โรงภัตต์ ก็คือโรงอาหาร ใช้โรงภัตต์ ไม่ใช้โรงอาหารน่ะ โรงภัตต์ ก็ผู้อยู่ในวัด ถ้าโรงภัตต์ ออกไปข้างนอก เขาบอก มันเป็นยังไง โรงภัตต์ โรงภัตต์ ใช้ออกไปข้างนอก เราก็ต้องคำนึงถึง... ถึงขนาดไล่ทุบตีกันตามโรงอาหารบ้าง ในละแวกบ้านบ้าง แล้วต้นเหตุในเรื่องนี้ แทบจะเรียกได้ว่า มาจากน้ำหยดเดียว เนื่องจากปัญหาการเหลือน้ำชำระส้วม ค้างไว้ในหม้อชำระ ฝ่ายที่ได้กระทำไปนั้น เห็นว่าไม่เป็นอาบัติ แต่ฝ่ายที่จะเอาเรื่อง เห็นว่าเป็นอาบัติ แม้พระพุทธองค์จะทรงพระชนม์อยู่ในขณะนั้น ก็ไม่ทรงตัดสินชี้ขาดไปว่า ฝ่ายใดถูกฝ่ายใดผิด นอกจากพยายามเกลี้ยกล่อมให้แต่ละฝ่ายได้สละทิฏฐิของตน แล้วเมื่อมีภิกษุ ภิกษุณี เช่น พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี หรืออุบาสก อุบาสิกา ที่เป็นกลางๆ เช่น อนาถบิณฑิกเศรษฐี ขออภัย อนาถบิณฑิกคหบดี นางวิสาขา มาทูลถามว่า จะปฏิบัติอย่างไรต่อสงฆ์สอง ทั้งสองฝ่าย สุดยอดประชาธิปไตยของพระพุทธองค์ ก็คือ ให้พุทธบริษัท 4 ไปตัดสินกันด้วยตนเอง โดยการให้ไปฟังธรรมในภิกษุทั้งสองฝ่าย ฝ่ายใดกล่าวเป็นธรรม ก็พึงให้ความเชื่อถือในภิกษุฝ่ายนั้น ความขัดแย้งทางศาสนาของภิกษุโกสัมพี นับว่าเป็นนานาสังวาส อันเป็นการแตกต่างทางความคิดเห็น ที่ยังไม่ถึงกับแตกแยกจนเป็นสังฆเภท เมื่อใดก็ตาม ที่ยังเข้ากันไม่ได้ พระพุทธองค์ ก็ทรงให้ต่างฝ่ายต่างแยกกันอยู่ เป็นนานาสังวาส แล้วเมื่อใด ที่สามารถปรับทิฏฐิเข้ากันได้ ก็ให้กลับเข้ามารวมกันอย่างเดิม เป็นสมานสังวาส ก่อนอื่น เราควรจะได้มาเข้าใจ คำว่า สังวาส นานาสังวาส และสมานสังวาส กันเสียก่อน ว่าท่านหมายถึงอะไร จากพระไตรปิฎกฉบับหลวงเล่ม 3 ข้อ 3 ที่ชื่อว่า สังวาส ได้แก่กรรม... สังวาส ได้แก่กรรมที่พึงกระทำร่วมกัน อุเทศ คือหัวข้อเอาคำว่าการชี้แจงนี่ ใส่เข้าไป...เพราะว่า อุเทศ ก็หมายถึงการชี้แจงด้วย การชี้แจง หรือหัวข้อที่ยกขึ้นแสดง คำว่าคำชี้แจงมันชัดกว่าน่ะ การชี้แจง หรือหัวข้อ ที่ยกขึ้นแสดง อุเทศ (คือการชี้แจง หรือหัวข้อที่ยกขึ้นแสดง) ร่วมกัน และความเป็นผู้มีสิกขา คือมีอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เสมอกันอีก 1. เสมอสมาน อย่าเอาแต่แค่เสมอ สมะ นี่ มันสมานด้วย และจากพระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่ม 8 อธิบาย คำนานาสังวาสไว้ว่า การอยู่ร่วมไม่ได้ การทำสังฆกรรมร่วมกันไม่ได้ สมานสังวาสคือ ผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ร่วมกันได้ ผู้ทำอุโบสถ สังฆกรรม ร่วมกันได้ นี่ ก็แตกต่างกันยังงั้นน่ะ สภาพการณ์ในปัจจุบันนี้ คณะสงฆ์ของมหาเถรสมาคม กับคณะสงฆ์ชาวอโศก ต่างก็เป็นพุทธอยู่ร่วมกัน (สังวาส) แต่มีความเห็น (ทิฏฐิ) ไม่เหมือนกัน (นานา) มีกิจกรรม พฤติกรรม พิธีกรรม ที่ต่างกัน (นานา) มีการชี้แจง คืออุเทศ น่ะ อันเป็นข้ออธิบาย ให้ปฏิบัติต่างกัน (นานา) มีการศึกษาไตรสิกขา (อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา) ต่างกัน (นานา) รูปธรรม อันเป็นความต่างกัน (นานา) ของกรรม (การกระทำ) อุเทศ คือการชี้แจง และสิกขา การศึกษา ที่พอยกให้เห็นได้เช่น สมณะชาวอโศกไม่จับจ่ายใช้สอยและสะสมเงินทอง บริโภคอาหารวันละมื้อ ในที่นั่งแห่งเดียว งดเว้นการบริโภคเลือดเนื้อและชีวิตของสรรพสัตว์ทั้งปวง ด้วยความเชื่อว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นนักมังสวิรัติ มีจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล อันเป็นอริยศีลขันธ์ เป็นข้อสมาทานในการปฏิบัติ นอกเหนือไปกว่าพระวินัย 227 ข้อเท่านั้น นอกจากนี้...พิธีกรรม บวงสรวง อ้อนวอน ที่เป็นอัคคียัญ ใช้ไฟเป็นสื่อ การจุดธูปจุดเทียน หรือการทำสิญจนยัญ ยัญนี่ ยันตระนะ ถ้าไม่ยัน ไม่ยัน ย.ยัน ยัน..ญ หญิง อัคคียัญ ไม่ใช่ยันตระ นะ ยัญ ญ หญิง ยัญพิธี ยันตระนั่นมันเครื่องยนต์ แปลว่าพาหะ หรือการทำสิญจนยัญ (การใช้น้ำเป็นสื่อ เช่นการหยาดน้ำ อุทิศส่วนกุศล) ชาวอโศก ก็ได้พากันงดเว้น โดยให้เน้นการปฏิบัติบูชา (ศีล สมาธิ ปัญญา) ทดแทนพิธีกรรมทั้งปวง ที่ไม่เข้าหลักอัตตา หิ อัตตโน นาโถ และเชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม คือ ใครทำดี ดี ใครทำชั่ว ชั่ว... จะแบ่งบาป แบ่งบุญให้กันไม่ได้ ในกรณีที่มีความต่างกันมากมาย หลายประการ (นานา)เช่นนี้ พระพุทธองค์ ก็ทรงอนุมัติให้ต่างฝ่ายต่างแยกกันอยู่ เป็นนานาสังวาส ให้ต่างฝ่ายต่างพิสูจน์ความเชื่อของตนไป โดยให้แยกกันทำอุโบสถ (จากพระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 4 ข้อที่ 199) และให้แยกกันทำปวารณา (พระไตรปิฎกเล่ม 4 ข้อที่ 241) หากมาทำอุโบสถ หรือทำปวารณากันเมื่อใด ให้ถือว่าเป็นความผิด (อาบัติ) และในพระไตรปิฎก ฉบับหลวงเล่ม 5 ข้อที่ 187,188,189,190,191 การทำสังฆกรรมใดๆ เช่น ลงปาฏิโมกข์ ปวารณา อัพภาน หรืออุปสมบท ฯลฯ ซึ่งต้องใช้สงฆ์ตั้งแต่ 4 รูป 5 รูป 10 รูป 20 รูป หรือตั้งแต่ 20 รูปขึ้นไป จะเอาภิกษุนานาสังวาส แม้แต่เพียงรูปเดียวมาใหัครบ 4 ครบ 5 ครบ 10 หรือครบ 20 เข้าร่วมด้วย เพื่อให้เต็มจำนวน การทำสังฆกรรมนั้น ถือว่าใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ การทำให้ครบเต็มจำนวนนี้ เขาเรียกคณะปูรกะ คณะปูรกะ การให้สงฆ์ขึ้นทำ... มี... เอาสงฆ์มาเพิ่มให้เต็มจำนวน นี่เขาเรียกคณะปูรกะ การทำสังฆกรรมนั้น ถือว่าใช้ไม่ได้ และไม่ควรทำ ในข้อที่ 193 เล่ม 5 กล่าวถึงภิกษุ ผู้เป็นนานาสังวาสนั้น ย่อมไม่สามารถเป็นผู้คัดค้าน เป็นผู้ประท้วง (ปัตติกะโกสนา) ในท่ามกลางสงฆ์ได้ หมายความว่า นานาสังวาสนี่ ไม่ให้เถียงกันเลย ไม่ให้เข้ามาคัดค้านกัน ไม่ให้มาประท้วงกัน ในข้อที่ 555 พระไตรปิฎก ฉบับหลวงเล่ม 8 กล่าวถึงภิกษุผู้เป็น นานาสังวาส นั้น แม้จะมีพรรษาแก่กว่า แต่ถ้าเป็นอธรรมวาที ภิกษุก็ไม่ควรไหว้ จะเห็นได้ว่า ในกรณีที่เป็นนานาสังวาสกันเช่นนี้ แม้เพียงแค่การไหว้ในบางกรณี ท่านก็ไม่ให้กระทำต่อกัน ไม่สามารถคัดค้านกรรมใดๆ ของสงฆ์ได้ หรือแม้แค่ร่วมลงปาฏิโมกข์ด้วยกัน ท่านก็ห้ามทำ และการทำสังฆกรรมใดๆ ถ้ามีภิกษุ นานาสังวาสแม้เพียงรูปเดียว เข้าไปร่วมด้วย สังฆกรรมนั้น ก็เป็นอันถือว่า ใช้ไม่ได้ จึงไม่ได้ จึงมิต้องกล่าวเลยไปถึง การเข้าไปตัดสิน พิจารณาความใน คณะสงฆ์ที่เป็นนานาสังวาสกัน (เพราะแค่ค้าน ท่านยังห้าม) เนื่องจากการ กระทำการศึกษาและการชี้แจง...ที่แตกต่างกัน (นานา) ย่อมก่อให้เกิดความเห็น และการตีความต่างกันออกไป เช่น ชาวอโศกเห็นว่า การบริโภคอาหารมังสวิรัติ เป็นการปฏิบัติ...ศีล ข้อที่ 1 ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ เป็นการตัดกิเลส คือความอร่อยทางลิ้นโดยตรง ทำให้สุขภาพกาย สุขภาพใจ และเศรษฐกิจดีขึ้น เป็นการดำเนินรอยตาม พระศาสดา แล้วย่อมได้ชื่อว่า เป็นผู้เลี้ยงง่าย แต่ของคณะมหาเถรสมาคม กลับเห็นว่า การบริโภคอาหารมังสวิรัติ เป็นข้อปฏิบัติของพระเทวทัต เป็นการทำตนให้เป็นคนเลี้ยงยาก ถ้ากินผัก ตัดกิเลสได้ วัวควาย ก็คงหมดกิเลสกันไปแล้ว การยึดมั่นในอาหารมังสวิรัติ เป็นการสร้างความแตกแยกในพระศาสนา หรือ เรื่องพระพุทธรูป ชาวอโศกเห็นว่า คนในศาสนาเอามาใช้เป็นเครื่องมือสร้างความร่ำรวยให้กับตน ทำศาสนาพุทธให้กลายเป็นพุทธพาณิชย์ ทำให้ชาวพุทธกลับไปเข้าลัทธิเทวนิยม ออกนอกแนวทางอัตตา หิ อัตตโน นาโถ ชาวอโศก จึงไม่ส่งเสริมการมีพระพุทธรูป แต่ก็ไม่รังเกียจพระพุทธรูป เพราะ พระพุทธรูป ก็เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า ที่ชาวอโศกกราบไหว้เคารพบูชากันตลอดมา ...หือ เอ้อ ด้วยดีน่ะ มันจะชนะความด้วยความนี่แหละ เอ้า จริงนะ ม้นจะชนะความด้วยความ มันจะแพ้ความก็ด้วยความ แต่ทางคณะของมหาเถรสมาคม มีแนวโน้มที่จะปลุกเสกพระพุทธาภิเษก พระพุทธรูปออกมาให้มากๆ เมื่อชาวอโศกไม่ส่งเสริม การมีพระพุทธรูป ก็เลยเข้าใจผิดว่า พวกชาวอโศก ไม่พากันกราบไหว้พระพุทธรูป และหัวหน้าคณะ ของชาวอโศก กำลังจะตั้งตัวเป็นศาสดาเสียเอง นับว่ามีพฤติกรรมที่เป็นเสี้ยนหนามของศาสนาโดยตรง จากตัวอย่างที่ยกมาให้เห็นถึงความแตกต่างทางทิฐิเช่นนี้ ถ้าจะเอามาตัดๆ ตัดสินคดีความกัน ฝ่ายที่ถูกตัดสิน จะไปเหลืออะไร ดังคำสั่งให้ประหารชีวิต (สึกจากความเป็นพระเสียดีๆ) อย่างที่พระชาวอโศกกำลังได้รับอยู่ในปัจจุบันนี้ นี่ต้องไปเกลาความแล้วนี่ กำลังท้าชกกันน่ะ เอาไม่เป็นไร เดี๋ยวไปเกลา เพราะประวัติศาสตร์ ก็เคยมีมาแล้ว เพียงแค่ความผิด เพราะเหลือน้ำชำระส้วมค้างเอาไว้ ซึ่งเป็นความผิดเล็กๆน้อยๆ (ทุกกฏ ทุก ไม่ใช่ทุ ทุกกฎ ก็ ก.ไก่ 2 ตัว ทุกกฏังน่ะ ทุกกฏังเสยโย ซึ่งเป็นความผิดเล็กๆน้อยๆ (ทุกกฏ) แต่เพราะความถือสา จะเอาเรื่องกันให้ได้ สุดท้าย ก็ถึงขั้นลงมือทุบตีกัน จนพระพุทธเจ้าต้องจับแยก ทำเป็นกรรมการเลยนะ ห้ามทำอุโบสถ ทำปวารณา และทำสังฆกรรมร่วมกัน แต่ถ้าแต่ละฝ่าย จะทำสังฆกรรมกันเอง พระพุทธเจ้าก็ถือว่าเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย เป็นความถูกต้องของแต่ละฝ่าย มิใช่จะมาเอาตัดสินอีกฝ่ายหนึ่งว่าผิดว่าถูกกันไปได้ ดังคำตรัสของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 5 ข้อที่ 214.. "ดูกรภิกษุ ถ้าภิกษุพวกสนับสนุน ผู้ถูกกล่าวหานั้น จักทำสังฆกรรม ภายในสีมานั้นเอง ถูกตามญัตติ และอนุเสาวนา ที่เราบัญญัติไว้ กรรมของพวกเธอนั้นเป็นธรรม ไม่กำเริบรุนแรง (อกุปปา) ควรแก่ฐานะ ถ้าพวกเธอเป็นภิกษุ พวกกล่าวหา จักทำอุโบสถทำสังฆกรรม ภายในสีมานั้นเอง ถูกต้องตามระเบียบ (ญัตติและอนุเสาวนา) ที่เราบัญญัติไว้ แม้กรรมของพวกนั้น เป็นธรรม เป็นกำเริบรุนแรง (กอุปมา) ควรแก่ฐานะ ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุพวกนั้น มีสังวาสต่างจากพวกเธอ และพวกเธอ ก็มีสังวาสต่าง จากภิกษุพวกนั้น" ข้อปฏิบัติในเรื่องของนานาสังวาส จึงเป็นนิติประเพณี และพฤติประเพณี ของพระพุทธศาสนา ที่มีกล่าวไว้มากมาย หลายกรรม หลายวาระต่างๆกัน เพื่อระงับความกำเริบเสิบสานเกินการ เกินเรื่อง จนเกิดความเคลื่อนไหว หวั่นไหว กระทั่งสะเทือนเป็นความรุนแรง (อกุปปา) และแตกแยก เป็นสังฆเภทในที่สุด ศานาพุทธ ไม่เคยมีสงครามศาสนา ในประวัติศาสตร์ที่เป็น ที่ผ่านมา เพราะเรามีนานาสังวาสเป็นตัวยืดหยุ่นอย่างดีที่สุด เป็นความแตกต่าง ที่ยังไม่ถึงกับแตกแยก กรรมของผู้สร้างความแตกแยกนั้น ย่อมเป็น อนันตริยกรรม ที่เราทั้งหลาย ควรจะได้หลีกเลี่ยง ให้ห่างไกล น่ะ สำนวนจบดี สำนวนที่ยกตัวอย่างนี่ รู้สึกว่า จะต้องไปเกลาอีกนิดหน่อยน่ะ ได้ฟังบทความ หรือว่า คำที่ได้พยายามเอามาเรียบเรียง รวบรวมนะ เรามีตัวอย่างในพระไตรปิฎก มีผู้ที่ดึงในจากพระไตรปิฎกออกมาต่างๆ เกี่ยวในนานาสังวาสน่ะ ก็ดึงออกมาแล้ว... นี่ ก็เป็นบทความที่ผสมผเสกันเข้าไป เราจะเข้าใจนานาสังวาสได้ดีขึ้นมากทีเดียวน่ะ เท่าที่เราจะเก็บความได้ ในนานาสังวาส ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังไม่เคยเกิดในเมืองไทย ที่จริง มันเกิดแล้ว ยังไม่ได้ศึกษากันเอาจริงเอาจังในเมืองไทย อาตมายกตัวอย่างให้ฟังแล้ว อย่างธรรมยุต กับมหานิกายในเมืองไทย นี้คือ นานาสังวาส ทุกวันนี้ เขาพยายามประสานกัน แล้วก็กลืนกันได้...ประสานกันไปแล้ว เป็นบุคคล เป็นกลุ่มหมู่ บางกลุ่มหมู่ บุคคลบางบุคคล โดยที่เรียกที่เรียกว่า ไม่ติดยึดความเป็นธรรมยุต ไม่ติดยึดในความเป็นมหานิกายแล้ว ก็เป็นไปได้ มันก็เริ่มสมานขึ้นมา ส่วนพวกที่ยังติดยึดอยู่ ยังมีอะไรต่ออะไรที่ยังเข้ากันไม่ได้อยู่ ก็เป็น นานาสังวาสอยู่จริงๆ อย่างนี้ ไม่ใช่สังฆเภทน่ะ อย่างนี้ ไม่ใช่สังฆเภท อย่างนี้เรียกว่า นานาสังวาส แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจกันว่า ธรรมยุต กับ มหานิกาย เป็นนานาสังวาส เดี๋ยวนี้ เขาก็ยังเข้าใจว่าเป็นนิกายอยู่ นี่คือความไม่เข้าใจต่อสภาวะ ต่อพฤติกรรม ต่ออะไรต่ออะไร ที่มันเป็นจริง นี่เรียกว่า ยังไม่ได้ศึกษา อาตมาขึ้นมาชี้นี่ เขาจะได้สำนึกกันแค่ไหน เขาจะได้ศึกษากันแค่ไหน ก็ ก็คงจะต้องได้ศึกษากันต่อไป เพราะเรื่องนี้ มันยังไม่เคยเกิด ยังไม่เคยนำเอามาใช้ นานาสังวาส สมานสังวาสนี่ ยังไม่เคยนำมาใช้นะ ทั้งๆที่มีกัน ศึกษากัน จบเปรียญ 9 กัน หลายร้อยหลายพันคนแล้ว เขาก็ไม่ได้เอามาใช้ เอามาศึกษาอะไร น่ะ ทั้งๆที่มันเป็น มันเป็นมานานแล้วนะ มันเป็นมาดังชุดนี้ ที่มันเหลืออยู่ ก็อย่างธรรมยุต กับมหานิกาย นี่ มันก็เป็น แต่ก่อนนี้ ทะเลาะกันยิ่งกว่านี่ แต่เสร็จแล้ว ด้วยความแน่นเหนียวของศาสนาพุทธ ในเมืองไทย ก็เลยพยายามปรับกันมา จนกระทั่งมาเป็นอย่าง ทุกวันนี้นี่ ก็น่า น่านับถือน่ะ ทั้งๆที่เป็นไปโดยธรรม ยังไม่ค่อยเข้าใจ นานาสังวาส แต่ก็มีความมุ่งมั่น ที่จะพยายามสมานกันให้ได้ ให้เป็นสมานสังวาสให้ได้ จนกระทั่งอย่างอยู่ลักษณะทุกวันนี้ ไม่แตกเป็น 2 เสี่ยง กลายเป็นสังฆราช 2 องค์ อะไรยังงี้ ยังเป็นอยู่อย่างนี้ ยังพยายามประสานกันด้วยๆด้วยความเป็นจริง แต่กระนั้นก็ดี เขาก็ยังไม่ลงโบสถ์กันอยู่ก็เยอะแยะ ไม่ยอมร่วมพิธี ยอมร่วมพิธีเหมือนกัน กลับไปวัด ไปทำเองใหม่ มันเกิดจากจิตวิญญาณ จิตใจมันไม่ยอมรับกันจริงๆ มันก็ไม่ยอมรับกัน
*B.* มีกรรม มีอุเทศ มีสิกขา... ซึ่งมันก็เป็นเรื้องไม่เสมอสมาน หรือมันก็ต่างๆกัน ดังที่ได้กล่าวแล้ว แล้วก็ทำกันไป เราก็ไม่ได้หมายหมายความว่า เราไปบังคับว่า ไม่ให้พวกเราไปศึกษาทางโน้น เราก็ส่งเสริมไปศึกษาทางโน้นด้วย ศึกษาทางนี้ด้วย เราไม่เคยบังคับนะ แต่คนใจแคบนี่ จะเป็นลักษณะสังฆเภทนี่ มันจะไม่ยอมให้ไปอีกฝ่ายหนึ่งหรอกน่ะ จะอยู่แต่ฝ่ายเดียวนี่อย่าไปฝ่ายอื่นนะ ยังโง้นยังงี้ อะไรต่ออะไร ต่างๆนานา ส่วนสิทธิในการจะบอกว่า ของเราถูก อันอื่นที่ต่างจากเรานั้นผิด นั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ ใครก็ต้องบอกอย่างนั้นน่ะ ฝ่ายโน้น ก็ต้องบอกว่าทางนี้ผิด ทางเขาถูก ฝ่ายเราก็ต้องบอก อย่างงี้แหละถูก ก็เราเอาอย่างงี้ เราก็ต้องบอกว่าไอ้นี่ถูกซิ ไอ้ที่มัน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive