321027 กำลังพุทธ หยุดภัยผอง (ตอน 2) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
321027 กำลังพุทธ หยุดภัยผอง (ตอน 2) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
กำลังพุทธ หยุดภัยผอง (ตอน 2) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2532 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
ทำไม่เป็นโล้เป็นพาย ไม่เป็นเรื่องเป็นราวอะไรเลย มันก็ไม่ได้เรื่องอะไรเลย ไม่ได้สาระแก่นสารอะไรเลย พูดกันธรรมดาๆ ใครก็เข้าใจ แต่เราก็ไม่เอา ไม่อบรม ไม่ฝึกฝน ถ้าอบรมฝึกฝนแล้วก็มีญาณปัญญารู้ว่า เออ! มันเป็นความประเสริฐของมนุษย์นะ วันแต่ละวัน แต่ละคืน แต่ละเดือน แต่ละนาที แต่ละชั่วโมง แต่ละนาที เออ! เราก็ได้มีคุณค่า มีประโยชน์ เป็นความดี มันเป็นความดีที่สอดคล้อง มันเป็นความดีที่เถียงไม่ได้ เป็นความดีที่จริง มันเป็น”ความเป็นมนุษย์ที่เกิดมาแล้วมีคุณค่าที่จริง” ที่จริง เรามีชาญฉลาด เรามีปัญญาที่จะวิเคราะห์วิจัย อย่างที่เราได้เรียนแล้ว กำลัง 4
กําลัง 4 1. ปัญญาพละ (กําลังของปัญญา) 2. วิริยพละ (กําลังของความเพียร) 3. อนวัชชพละ (กําลังของการงานอันไม่มีโทษ) 4. สังคหพละ (กําลังของการสงเคราะห์) เมื่อมีกําลัง 4 นี้ย่อมพ้นภัย 5 (จิตหลุดพ้นความกลัวภัย 5) คือ 1. อาชีวิตภัย (ภัยเนื่องด้วยการเลี้ยงชีพ) 2. อสิโลกภัย (ภัยจากการถูกติเตียน) 3. ปริสสารัชชภัย (ภัยที่สะทกสะท้านในบริษัท) 4. มรณภัย (ภัยจากความตาย) 5. ทุคคติภัย (ภัยที่ไปสู่นรกทางเสื่อม) (พระไตรปิฎก เล่ม 23 “พลสูตร” ข้อ 209)
กำลังแรกคือ กำลังแห่งปัญญา เราวิเคราะห์วิจัยว่า ไอ้นี่ดี ไอ้นี่ชั่ว ไอ้นี่ควร ไอ้นี่ไม่ควร ไอ้นี่มีโทษ ไอ้นี่ไม่มีโทษ ไอ้นี่เป็นกุศล ไอ้นี่ไม่เป็นกุศล ไอ้นี่เป็นของควรเสพย์หรือไม่ควรเสพย์ ไอ้นี่เป็นของที่ไม่ สามารถทำความเป็นอริยะได้ หรือว่าไอ้นี่เป็นของที่สามารถทำให้เกิดความเป็นอริยะได้ นี่มันลึกซึ้งขึ้นไปถึง
อ่านต่อ
ปรมัตถ์ เราจะรู้ว่าอริยะคืออะไร อริยะคือการลดกิเลส ลดกิเลส ลดความเห็นแก่ตัว ลดจริงๆ ลดโลภ- โกรธ-หลง นั่นแหละ ตัวปรมัตถ์ชัดๆ จากจิตวิเคราะห์ วิจัยกิเลสออกแท้ แล้วก็ลดกิเลสนั้นได้จริง นี่เราจะต้องวิจัยอยู่เสมอ มีธัมมวิจัย มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม แล้วก็วิจัยๆๆ อย่างนี้เรียกว่า”กำลังปัญญา”
เพราะฉะนั้นเราก็วิจัยดูว่า เราจะมีฉันทะอยู่หรือไม่ เรามีวิริยะอยู่หรือไม่ เราเอาใจใส่หรือไม่ เอาใจใส่ในการงาน ที่จริงก็คือการงาน บอกแล้ว คนเราเกิดมา ชีวิตคือการงาน วันเวลาผ่านไป คือวันเวลาผ่านไปแห่งการงาน เราจะมีเพียร เราไม่พักคือเพียร “ เราไม่พัก เราไม่เพียร” คนนั้นแหละคือคนที่ถึงนิพพาน คำว่า”ไม่เพียร” ก็ขยายความให้ฟังแล้วว่า เราสมควรจะพักในเวลากาละที่สมควร ซึ่งเราจะรู้ สมควรจะผ่อนหน่อย ตอนนี้เมื่อยจัดแล้ว จะค่อยๆ ชะลอหน่อยหนึ่ง ตอนนี้ควรพักจริงๆ แล้ว ต้องหลับต้องนอนแล้ว ต้องพักหลับนอนให้มัน เราก็รู้ว่าชีวิตของเราก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ วนเวียน วนเวียนไป เกิดมาก็วนอย่างนี้จนกว่าจะตาย เราจะขยันหมั่นเพียรสร้างสรรไป เสร็จแล้วเราก็ค่อยๆ ผ่อน เมื่อเวลาเรามันรู้สึกว่าเครื่องมันร้อน หรือรู้สึกว่ามันสมควรจะผ่อนหน่อย ชะลอหน่อย ก็เรียกว่าเพียรผ่อนๆ เรียกว่าพักผ่อนหรือผ่อนพัก พักผ่อน พักๆ ผ่อนๆ ไปหน่อย ผ่อนก็คือให้มันชะลอลง เรียกว่าผ่อนใช่ไหม ชะลอลงไปหน่อย หรือเวลาพักจริงๆ เราก็รู้ว่ากาละที่พักจริงๆ พักอย่างผ่อนๆ พักอย่างผ่อนมากผ่อนน้อย เราก็เข้าใจของเราเอง เราก็ทำให้มันได้ประโยชน์ ประโยชน์สูง ประหยัดสุด ทำให้มันได้ประโยชน์สูง ประหยัดสุด เราก็รู้ประโยชน์สูง ให้มันได้ประโยชน์สูง ประหยัดสุด วันๆ คืนๆ เกิดมาก็เป็นคนงาน เป็นการงาน เป็นตัวประโยชน์สร้างสรร สร้างประโยชน์แล้วเราก็ให้แก่ผู้อื่น ประโยชน์ตนสูงสุดน่ะ ประโยชน์ตนสูงสุดคือ ตนเป็นประโยชน์ท่าน เป็นประโยชน์ผู้อื่นน่ะ ประโยชน์ตนสูงสุดคือตนเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น อย่างไม่เห็นแก่ตนจนสูญสุดประโยชน์ ประโยน์ตนสูงสุดนี่ มีคำว่าสูงสุดด้วย ประโยชน์ตนสูงสุดคือ ตนเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ อย่างไม่เหลือความเห็นแก่ตนจนสูญสุด นี่สรุปแล้ว ประโยชน์ตนที่แท้ที่จริงนั้นก็คือ เราเป็นตัวประโยชน์ท่าน อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์เลย ประโยชน์ตนสูงสุดคือ ตนเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ อย่างไม่เหลือความเห็นแก่ตนจนสูญสุด สรุปแล้ว ประโยชน์ตนสูงสุดก็คือ ประโยชน์ท่านอย่างไม่เหลือความเห็นแก่ตนจนสูญสุด นั่นเอง นี่สรุปแล้วมันเป็นภาษาอยู่แค่นี้ เพราะฉะนั้นเราเกิดมาเป็นตัวการงาน เป็นตัวบทบาท เป็นตัวก่อประโยชน์ ไม่ใช่เป็นตัวผลาญ ไม่ใช่เป็นตัวหนักแผ่นดิน ไม่ใช่เป็นตัวไม่เข้าท่าอะไร ทีนี้มันจะเป็นอย่างนั้นได้ ก็คือตัวเราจะต้องเรียนรู้ บำเพ็ญทฤษฎีของพระพุทธเจ้า โพธิปักขิยธรรมนี่วิเศษที่สุด วิเศษที่สุด สมาธิเราก็ต้องรู้ ความจริงแล้วเวลาเราจะลองจะสงบเจโตสมถะนี่ เราต้องลองต้องฝึกบ้าง เพราะว่าพวกเรานี่บารมีไม่ได้สูงนัก เพราะฉะนั้นควรทำทั้ง 2 ด้าน หัดนั่งนิ่งก็หยุด หยุดคิด หยุดฟุ้งซ่าน หยุดอะไรต่ออะไรในความคิดบ้าง หยุดกาย หยุดมือ หยุดพูด หยุดให้ได้พอสมควร หยุดกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมนั่นเอง หยุดโดยซื่อๆ แบบสมถะ หยุดมือ หยุดกาย หยุดกายก็พอทำได้ ถ้าหยุดนานๆ นะ ให้หยุดอยู่ในสภาพที่มันจะต้องสังวรระวัง คือนั่ง ถ้าหยุดในทางนอน เออ! ได้ ได้นาน แต่ถึงขนาดนั้นมันก็ไม่แน่หรอกนะ ให้นอน ให้หยุดน่ะ มันก็ดิ้น ประเดี๋ยวมันก็พลิกข้างซ้าย พลิกข้างขวา กระดกนั่น กระดกนี่ไปมา เขยิบขยับไปมา ให้มันอยู่ท่าเดียวนี่ แน่ๆ ไม่ค่อยจะได้ง่ายๆ โดยเฉพาะนอน ท่านถึงให้นอนฝึกหัด ให้นอนเอียงข้าง อะไรอย่างนี้เป็นต้น ไอ้นอนในท่าที่มันไม่ต้องระมัดระวังอะไรเลย มันก็ง่าย อย่างนั่งนี่ยากกว่า นอนตะแคงก็ยาก แต่ง่ายกว่านั่งด้วยน่ะ ถ้านอนหงายเลยยิ่งง่ายใหญ่ ขนาดง่ายมันยังไม่อยู่กับที่เลย ขนาดนอนหงายให้มันอยู่กับที่ มันยังไม่อยู่กับที่หรอก ยังพลิกข้างนั้น พลิกข้างซ้ายไปข้างขวาได้ งอไปงอมา อย่างโน้นอย่างนี้ มันยังไม่ค่อยอยู่กับที่ได้ เพราะฉะนั้น กายกรรมจะให้หยุด มันก็จึงไม่ง่ายนัก วจีเราเคยฝึกกัน หยุดลองดูซิ ระงับ มีสติรู้ตัว แล้วก็หยุด ไม่ต้องพูดนัก ไม่ต้องอยากพูดนัก เราก็ลองดู มันเป็นพลังอันหนึ่งเหมือนกัน ที่พลังที่เราสะกดใจเรา ไม่ให้มันสั่งกาย สั่งวาจา หรือไม่ให้สั่งให้ใจเองคิด ให้ทางใจเองนี่ปรุงฟุ้งซ่านวุ่นวายอะไรมากมายนัก เป็นกำลังเสริม ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว เราไม่ได้หัดหยุดเลย ไม่ได้มีเบรคเลยนั่นเอง ไม่หัดเหยียบเบรคเลยนี่ รถขี่ตะพึดตะพือโดยไม่ได้หัดเหยียบเบรคเลย ไม่ได้หรอก เวลาจวนแจ เวลามันเร็วๆ เวลาที่ต้องการจะหยุด เราต้องเหยียบเบรคด้วย ถึงเวลาจำเป็นที่จะต้องเหยียบเบรคก็ต้องเบรค เพราะเวลาที่มันชุลมุนชุลเก ไอ้โน่นไอ้นี่มาสัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจมามากๆๆๆ มันแรง บางทีมันแรงๆเหมือนกับขับรถเร็วๆนี่ ถ้าไม่เหยียบเบรคเลย ต้องการจะหยุดนี่ หยุดไม่ทันหรอก หยุดไม่อยู่ด้วย หยุดไม่อยู่ เหมือนกัน ฉันใดก็ฉันนั้น คนขับรถจะรู้ วิ่งเร็วๆ แรงๆ มีอะไรสิ่งแวดล้อมวุ่นวายมากๆนี่ การกระทบทางหู ตา จมูก ลิ้น กายมากๆ ไอ้โน่นไอ้นี่มาเยอะๆนี่ เราจะหยุดนี่หยุดไม่ทัน ความคล่องแคล่ว ความชำนาญของเรา เหยียบเบรคไม่ถูก ดันไปเหยียบเอาคันเร่งเสียอีก ไปกันใหญ่เลย จะเหยียบเบรคผ่าไปเหยียบคันเร่ง ชนแหลกเลย เลยบรรลัยเลย เหยียบไม่ถูก แล้วมันก็ มันเหมือนมีปุ่มมีปมนะ ความชำนาญของคนนี่ จะต้องฝึกหัดจริงๆ มันเหมือนมีปุ่มมีปม แต่มันไม่มีหรอก มันไม่มีรูปร่างตัวตนหรอก ในจิตวิญญาณนี่ แต่มันเหมือนมี เพราะฉะนั้นถ้าเราฝึกเราหัดเรากระทำซ้ำซ้อน ซ้ำซากทำบ่อยๆ มันจะเกิดความชำนาญ มันจะเกิดความชำนาญอย่างแท้จริง แล้วมันก็จะได้สภาพอันนั้นขึ้นมาจริงๆ เพราะฉะนั้นการฝึกหัดอบรม พากเพียรอบรม อบรมกันจริงๆ จึงเป็นภาคปฏิบัติจริงๆ ตราบใดที่เราไม่มั่นใจ ไม่รู้ว่าเราเองทำได้แค่ไหน มีความชำนาญขนาดที่ว่า เออ! เราทำหยุดก็หยุดได้ เราทำกาย ทำวาจา ทำใจ ใจของเราจะร่าเริงเบิกบานอยู่เสมอ ก็ทำได้ คือมีความแข็งแรง มีสมรรถภาพที่จะทำได้จริงๆเลย เพราะฉะนั้นเราฝึกอันนี้ จึงเรียกว่าฝึกให้เกิดกำลัง ให้เกิดพลัง มันสั่งสมลงไปมันก็เป็นอินทรีย์ หรือเป็นพละ เรียกว่ากำลังทั้งนั้นแหละ เป็นอำนาจ เป็นกำลัง เป็นฤทธิ์แรง มันเป็นฤทธิ์แรง เป็นอำนาจ เป็นพลังในตัวเรานี่ จิตวิญญาณเรามีอำนาจ จิตวิญญาณเราเป็นพลัง จิตวิญญาณเราเป็นตัวรู้ แล้วก็เป็นตัวสั่งให้ทำได้โดยไม่ติดขัด เรียกว่าเป็นอำนาจ เป็นพลัง จะให้มาก จะให้น้อย จะให้กลางๆ จะให้ขนาดนั้นขนาดนี้ ทำได้ แล้วมีได้มากๆ ด้วย เป็นกำลังที่แรง เป็นกำลังที่สูง กำลังแห่งปัญญาสูง กำลังแห่งความเพียรสูง กำลังแห่งการทำการงานที่ไม่มีโทษ เห็นไหมว่า ถ้าเรารู้กำลัง 4 นี่นะ พระพุทธเจ้าท่านหมายอะไร คำสอนของท่านไม่ได้หมายความว่า ให้หยุดอยู่เหมือนฤาษี คนเราต้องมีการงาน แล้วเป็นการงานที่ท่านขยายความกำกับเงื่อนไขไว้ชัดเลยว่า เป็นการงานอันไม่มีโทษ คำว่า การงานอันไม่มีโทษ นี่นะ มันเป็นการงานที่เราจะต้องเรียนรู้ว่า โทษคืออะไร ต้องรู้เศรษฐศาสตร์ของงาน รู้ เศรษฐศาสตร์ของงาน ที่อาตมาก็เคยพูดบ่อยๆ เราทำงานนี้เหมาะสมกับกาลเวลา เหมาะสมกับสถานที่ เหมาะสมกับบุคคล เหมาะสมกับความต้องการ เหมาะสมกับคุณค่าประโยชน์ในขณะนั้นๆ มั้ย เหมาะสมจริงๆ เลยว่ามีความจำเป็น มีความสำคัญจริงๆ มีความต้องการขึ้นมา จะได้ประโยชน์คุณค่าสูงสุดตามหลักเศรษฐศาสตร์ เราเองจะต้องมีปัญญารู้ว่า เออ! อย่างนี้ๆ นี่มันจะต้องทำอันนี้ กาละนี้ ขณะนี้ อันนี้แหละ อย่างที่ยกตัวอย่าง แม้แต่งานตักส้วมนี่ เป็นงานที่สำคัญ เมื่อมันมีเวลากาละที่สำคัญ ต้องลงไปช่วยกันตักส้วม ตักส้วมนี่เป็นการงานที่สูงส่งสำคัญยอด เป็นศรษฐศาสตร์ที่จำเป็นแล้วตอนนี้ มันไม่ไหวแล้ว มันทำพิษทำภัย หรือว่าไม่เกิดคุณค่าที่จะเป็นอยู่กันแล้ว อย่างนี้เป็นต้น จะเป็นงานอะไร ไม่ใช่งานต่ำ งานสูงอะไร ถ้าเห็นสำคัญแล้ว เราจะรู้เศรษฐศาสตร์ของงาน จะเกิดปัญญา เกิดความเข้าใจ เมื่อเกิดเข้าใจแล้วเราจะทำงานอันไม่มีโทษ แต่มีคุณ นอกจากไม่มีโทษแล้ว จะต้องเป็นงานที่มีคุณค่าประโยชน์สูงสุด ตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่กล่าวแล้วเมื่อกี้ ไม่มีโทษนี่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสในด้านที่ตรวจผลเสีย แต่อาตมาขยายความเป็นการที่คำนึงถึงผลดีสุด เมื่อกี้นี้พูด พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่า การงานอันไม่มีโทษนี่ ตรัส อยู่ส่วนตรัส ด้านล่างด้านที่ว่าผลเสียมันจะเกิดนี่ ตรวจตราอย่าให้มันเกิดเสีย แต่เมื่อเราไม่ให้เกิดผลเสียแล้ว เราก็ต้องรู้ว่า ถ้าการงานที่ไม่มีผลเสียแล้ว ถ้ามันมีผลดีล่ะ ผลดีมากที่สุด เป็นงานที่มีคุณค่าที่สุดในขณะนั้น สำหรับบุคคล สำหรับกลุ่มหมู่ สำหรับภูมิประเทศน่ะ ในเวลานั้นด้วยน่ะ แล้วโดยคุณภาพของมันด้วย คุณลักษณะของมันด้วย มันเป็นคุณค่าที่สุดอย่างไร นี่เราจะต้องเข้าใจในหลักเศรษฐศาสตร์พวกนี้ด้วย จะเห็นได้ว่า ตัวการงาน ถ้าเราเข้าใจแล้วว่า เราจะมีอะไร มีปัญญารู้ กำลัง 4 นี่ 1.มีปัญญารู้ ปัญญานี่เป็นของแน่อยู่แล้ว ปัญญารู้ เมื่อรู้แล้วเป็นยังไง ปัญญารู้แล้ว เราก็ทำได้ เรียกว่ามีความเพียรจนชำนาญ เพียรจนเป็นตัวเอง เพียรจนเป็นอัตโนมัติ เพียรจนไม่ต้องไปขับเคลื่อนมันเลย พอนึกจะเพียรมันก็เดินเครื่องเลย ตัวเพียรตัวขยันนั้นเป็นตัวปกติ เป็นตัวอัตโนมัติ พอจะ พอธรรมดา เป็นเลือดของคนขยันเลย เห็นได้เลย บอกขยันหรือเพียรนี่ เป็นเครื่องแสดงของสมณะที่ 1 เป็นอิทธิบาท เห็นเลย ออกมาเลย เป็นตัวบทบาท แล้วเพียรอะไร เพียรทำการงาน ทำการงานไปทำไม ทำไปสงเคราะห์ เห็นไหม ถ้าเราเรียนแล้ว 4 ข้อนี่ ทำไปให้เขา ทำไปให้ผู้อื่น เกื้อกูลคน เกื้อกูลโลก เกื้อกูลมนุษยชาติ เกื้อกูลดิน น้ำ ไฟ ลม พืช สัตว์ มนุษยชาติ ทั้งนั้นแหละ เกื้อกูลผู้อื่น สงเคราะห์ เห็นไหม สรุปลงง่ายๆ 4 หลักนี่ กำลังทั้ง 4 ไม่ให้มีน้อยๆ นะ ให้มีเป็นกำลัง ให้มีเป็นพละกำลัง มีการสงเคราะห์เป็นกำลัง กำลังแห่งการสงเคราะห์ กำลังแห่งการงาน กำลังแห่งความเพียร กำลังแห่งปัญญา เป็นกำลัง เป็นอำนาจ มีฤทธิ์แรงนั่นเอง มีฤทธิ์แรงแห่งการสงเคราะห์ ไม่ใช่มีธรรมดา เราให้จนกระทั่ง หรือเราสงเคราะห์ผู้อื่นจนกระทั่งเป็นฤทธิ์แรงเลยนะ แม้เราจะกลุ่มน้อย หรือแม้เราจะ ตัวเราก็กระจ้อยร่อยเท่านี้นะ แต่เรามีการให้เป็นกำลัง มีการสงเคราะห์เป็นกำลัง มีการทาน มีการก่อสังคหวัตถุ 4 นี่แหละ ทาน เปยยวัชชะ อัตถจริยา สมานัตตตา นี่แหละ
สังคหวัตถุ 4 คือการช่วยเหลืออันเป็นน้ำใจยึดเหนี่ยวกันไว้ 1. ทาน (การแบ่งปันให้กัน) 2. เปยยวัชชะ (การพูดติให้เป็นของที่ควรดื่ม) หรือ ปิยวาจา (การพูดวาจาเป็นที่รัก) 3. อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) 4. สมานัตตตา (การทำตนเสมอสมานเข้ากันได้) (พระไตรปิฎก เล่ม 21 "ลังคหสูตร" ข้อ 32) ทำจนได้จริงๆ เลย สงเคราะห์ เป็นผู้สงเคราะห์อยู่จนเห็นเป็นกำลัง คนเราเห็นได้นะว่าเป็นกำลัง เป็นอำนาจ เป็นฤทธิ์ เป็นแรง เป็นบทบาทที่ เอ๊อ! คนนี้มีราศี มีรังสีออกด้วยนะ อย่าว่าแต่มีแรงธรรมดาเลย แรงยิ่งกว่าปรมาณู แรงจนกว่ามีราศี รังสีน่ะ รูปร่างหยาบๆ บทบาทหยาบๆ เป็นพลังของการงาน เป็นพลังแห่งการให้รูปร่างหยาบๆ ถ้าให้อยู่เรื่อยๆ ก็คือให้อย่างนี้ ให้ผู้อื่นรูปหยาบ มันก็ให้อยู่อย่างนี้ แล้วใครจะมาทำให้อยู่อย่างนี้ได้ตลอด ตลอดเวลา แต่มันก็มีการให้ด้วยบ่อย มีการให้ด้วยมีน้ำเนื้อน้ำหนัก มีการให้ ให้ทางกาย ทางวาจา ให้ทั้งใจ ใจเป็นตัวสละ สละที่รู้เลย แม้จะมีภาวะซับซ้อน หรือมีภาวะย้อนทวน มีภาวะแย้งอยู่ในตัวเล็กๆ น้อยๆ เช่นว่า ให้ เอ๊ะ! ทำไมให้แล้วไม่ให้หมด ให้ทำไมไม่ให้ เขาจะต้องอย่างนั้นอย่างนี้ไปทั่วไปทุกบุคคล ทำไมต้องมีเงื่อนไขว่า คนนี้ให้ คนนี้ไม่ให้ ทำไมคนนี้ให้น้อย ทำไมคนนี้ให้มาก เหมือนกับเราไม่ได้ให้ ถ้าให้ก็ไม่ต้องไปคิดซิ ให้ตะพึดเลย อะไรๆ ก็ให้ตะพึด มีอะไรก็ให้ใครเขาไปหมด ไอ้อย่างนั้นน่ะให้ไม่มีปัญญา การให้ การทาน พระพุทธเจ้าท่านก็สอนเราว่า ให้ด้วยมีปัญญา ถ้าให้เขาอย่างไม่มีปัญญา การให้คน ให้หรือสละ หรือทาน ทานนั้นมีผลเสียด้วย ทำให้คนเสื่อม คนตกต่ำ ตกต่ำได้ด้วย แล้วไม่เกิดคุณค่าประโยชน์อะไรเลย สูญเสียเปล่า ประโยชน์ไม่สูง ประหยัดไม่สุด นี่ก็มี ต้องมีปัญญาละเอียดลึกซ้อน ไม่ใช่ว่าเพราะเราหวงแหน แต่ถ้าอ่านใจเราออก ไม่ใช่เพราะเราหวงแหนนะ แต่เพราะเราคำนวณประมาณแล้วว่า เออ! คนนี้นี่ควรได้เท่านี้แหละ ตอนนี้ไม่ควรได้หรอก คนนี้ควรได้กว่า คนนี้ไม่ควรได้กว่า ไม่ใช่ลำเอียงนะ ไม่ใช่ลำเอียงว่าคนนี้ควรได้น่ะ ลำเอียง ไอ้การพิจารณามันมี มันยากนะที่จะรู้ว่าลำเอียงหรือไม่ลำเอียง คนนี้นิสัยไม่ดี เราอ้างนิสัยไม่ดีแล้วเราก็ไม่ให้เขาเลย ได้นะ แต่ไม่ใช่นะ เราต้องให้เขาบ้าง กาลเวลาที่ควรจะให้เขา ก็ต้องให้เขาบ้างนะ บางครั้งนี่เขาควรได้ยิ่งกว่าคนที่นิสัยดีด้วยซ้ำ มันจะได้รังสรรค์กันบ้าง จะไม่ให้เขาได้เสียเลย ไม่ให้กันเลย ไม่เกื้อกูลกันเลย ไม่ได้สัมพันธ์สัมผัส ไม่ได้มีประโยชน์คุณค่าแก่กันและกันเลย ไม่ได้นะมนุษย์ อย่างนี้เป็นต้นน่ะ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องละเอียดลออมากเลยนะ ธรรมะนี่ แต่ที่อาตมาสรุปแล้ว กำลัง 4 ประการนี่ เราจะหมดภัย 5 ประการ กำลัง 4 พ้นภัย 5 ภัย 5 ประการนี่มันก็หมดเลยแหละ ไม่มีอะไรเหลือล่ะนะ ภัยที่เนื่องด้วยความเป็นอยู่ของชีวิตนี่ เมื่อมีกําลัง 4 นี้ย่อมพ้นภัย 5 (จิตหลุดพ้นความกลัวภัย 5) คือ 1. อาชีวิตภัย (ภัยเนื่องด้วยการเลี้ยงชีพ) 2. อสิโลกภัย (ภัยจากการถูกติเตียน) 3. ปริสสารัชชภัย (ภัยที่สะทกสะท้านในบริษัท) 4. มรณภัย (ภัยจากความตาย) 5. ทุคคติภัย (ภัยที่ไปสู่นรกทางเสื่อม) (พระไตรปิฎก เล่ม 23 “พลสูตร” ข้อ 209) ภัยอันเนื่องด้วยชีวิต ที่มันเกี่ยวข้องกันอยู่ในชีวิตของเรา ตั้งแต่หายใจเข้าหายใจออก ก็ไม่มีภัยน่ะ หายใจเข้าหายใจออกก็ไม่มีภัย ลืมตาก็ไม่มีภัย ได้ยินเสียงก็ไม่เกิดภัย ทุกวันนี้ภัยที่เกิดที่เสียงนี่เยอะนะ ภัยที่เป็นมลพิษทางเสียง เสียงที่มันดังมากมาย จนกระทั่งทำคลื่น คลื่นต่างๆ นี่ ทำให้เสีย ทำให้บกพร่อง ประสาทเสีย ประสาทก็เสีย อวัยวะก็เสีย ความรู้สึกก็เสีย เสียงนี่มันเป็นมลพิษนะ กลิ่นเป็นมลพิษ นั่นแน่นอนอยู่แล้ว ก็รู้ๆ กันดี ตาก็เป็นมลพิษ ตานี่ดูแต่ไอ้สิ่งที่มันไม่ได้สดชื่นรื่นรมย์ เขาถึงบอกว่า คนเรานี่จะทำให้ตาดีขึ้นมานี่ ให้มามองใบไม้ ให้มามองความเขียวบ้าง ทุกวันนี้ในเมืองมันไม่มีความเขียว มันมีแต่คอนกรีต มันมีแต่แสงสี มันมีแต่อะไรต่ออะไรแย่ไปหมดเลยนะ แย่ไปจริงๆ ข้อสังเกตง่ายๆนะ คนชนบทกับคนในกรุงนี่ ใครใส่แว่นตามากกว่ากัน เหอ! เดา จริงหรือเปล่า หือ! ก็คนบ้านนอกมันไม่มีสตางค์ซื้อแว่นใส่น่ะ ใช่ไหม หือ! ก็มันไม่มีสตางค์ซื้อใส่น่ะ แว่นมันแพงน่ะ ไม่มีคนวัดด้วย ร้านที่จะวัดสายตาก็ไม่ค่อยมีด้วย บ้านนอกน่ะ อ๋อ! ทำไม ไปถามบางคนอยากใส่แว่นจะตายยะ เท่ เก๋ออก ใส่เพราะความเท่นะ มันมีความบ้าอย่างนี้ของคนเยอะไป นี่ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ สายตาคนบ้านนอกน่ะ มันไม่ค่อยมีพิษมีภัย เพราะฉะนั้นตาไม่ค่อยเสีย คนในกรุงสายตาเสียหมด เกิดมานี่มันยีนส์มันก็เสียแล้ว สายตามันก็เสียตั้งแต่เด็กแต่เล็กแล้ว ไม่ช้าไม่นาน เกิดมามันดูทีวีตั้งแต่แบเบาะแน่ะ พ่อแม่อุ้มมาดูทีวีตั้งแต่แบเบาะ ดูไปมันเหมือนลิงน่ะ ลิงมันก็ดูเป็น ใช่ไหม เด็กมันก็ดูเป็น เด็กมันก็มีปัญญา คนน่ะ สมองของคนมันไม่ใช่จะโง่ที่ไหน มันรู้นะ เด็กเล็กๆ มันก็ดู มันก็รู้ไอ้โน่นไอ้นี่อะไร มันศึกษาไป ได้ยินเสียง ได้เห็นภาพอะไรไป ตามทวารทั้ง 6 นี่ มันก็ศึกษาไปตามทวารทั้ง 6 ดูทีวีมาตั้งแต่แบเบาะ ว่ากันไปเรื่อย พอโตมาสักหน่อยหนึ่ง ใส่แว่นแล้ว ไม่ทันไร ใส่แว่นแล้ว เพราะมันดูทีวีมาตั้งแต่เด็กตั้งแต่เล็กนะ นี่เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องธรรมดาที่มันเกิดเหตุปัจจัยมันทำให้เกิด ถ้าเผื่อว่าเราได้ฝึกฝนศึกษา รับอะไรต่ออะไร ไม่มีมลพิษ ไม่มีอะไรต่ออะไรด้วย มันก็ยิ่งดี เพราะฉะนั้นภูมิประเทศก็สำคัญ เราทำอยู่ทุกวันนี้ พยายามที่จะเป็นอยู่ เราไปเลือกเอาไม่ได้นะ บุญของเราเท่านี้ เหมือนกับเราได้ อู๊! ดินของเราก็ไม่ค่อยดี เหมือนพวกที่เกิดในไอ้ทะเลทรายนี่นะ ดินของเขาไม่ดี เขาก็ดิ้นรนเอาของเขา จนกระทั่งเขาทำทะเลทรายปลูกพืชปลูกผักได้ เราเองน่ะดีกว่าเขาตั้งเป็นกอง 2 กองแล้ว ก็ได้ดินขนาดนี้ก็ปรับปรุงกันไป ทำให้มันดีขึ้นได้ไป ดิน น้ำ ไฟ ลม ของเราได้ขนาดนี้ก็ทำไปเถอะ อาตมาน่ะมีคนถามเหมือนกันว่า ทำไมมาเอาที่นี่ ทำไมไม่ไปหาที่ดีกว่านี้ ทำไมมาเอาปฐมอโศกที่นี่ บอก โธ่เอ๊ย! เราไม่ได้คิดหรอก อาตมานี่หลายๆ อย่างอาตมาไม่ได้วางแผนนะ มันเหมือนพระเจ้าจับยัด จับยัดทำนั่น เป็นนี่ สร้างไอ้โน่น ก่อไอ้นี่อะไร ไม่ได้นั่นเลย ไม่ได้คิด ไม่ได้ฝัน ทำไมจะต้องไปเอาที่สันติอโศก ที่สถานที่ตรงนั้นน่ะขยายไม่ออกเลยล่ะ ทำไมเอาที่ตรงนั้น เอ้า! ก็มันได้ตรงนั้นน่ะ ที่จริงมันขยายออกนะแต่ก่อนนี้ ถ้ามีสตางค์ก็ซื้อไว้ ไร่นาแถวนั้นก็ซื้อไว้ได้ ก็มันไม่มีสตางค์น่ะ ก็เขาบริจาคให้แค่ไร่ 2 ไร่ 3 ไร่ แค่นั้นก็บุญแล้ว ทุกวันนี้มีขยายออกมาได้ขนาดนั้นก็บุญแล้ว มันไปตามบารมี มันไปตามความเป็นน่ะ ทุกวันนี้อยากได้แทบตาย แล้วจะขยายออก ก็ไม่มีเงินซื้อแล้ว ที่แถวนั้นมันจะไปอะไรล่ะ มันแพงกว่าเขาหมดแล้ว ซอยข้างๆ อโศกนี่ ที่ข้างๆ อโศกนี่ ข้างหลังนี่บอกตารางวาละหมื่นนะ หมื่น เอาไว้ขายให้อะไรไปเถอะ เราไม่มีปัญญาซื้อ ไอ้สวนกล้วยข้างหลังข้างหลังต่อไป หน็อย! ข้างหน้าติดถนนเขายังขายหมื่น หมื่นเศษๆ หน่อยๆ นี่อยู่ป่ากล้วยข้างหลังโน่น อยู่ในซอยจะขายตารางวาละหมื่น เออ! หมื่น เอาไว้เถอะน่ะ เอาไว้ก่อน เราไม่มีญาณปัญญา เราไม่มีภูมิ เราไม่มีเงิน ไม่มีปัญญาจะซื้อได้ เขาว่า เขาไม่เดือดร้อน เขาก็ว่าของเขาไปอย่างนั้น เขาก็ไม่ขาย โก่งเอาไว้ พวกเรานี่มันอยากได้ เลือดอยากได้ขึ้นมานี่ หมื่นก็หมื่นล่ะวะ ตามืดตาบอดเอาเลยน่ะ ของก็เลยราคาแพง เพราะเราเองเราไม่เสียดายเงิน เราต้องการที่จะอยู่ใกล้กันชิดกัน อะไรต่างๆนานา เลือดความไม่เสียดาย เลือดของความไม่ขี้เหนียว ความโลภมันลดลงได้ ไอ้ความโลภของเราลดลงนี่ มองไปมุมกลับ มันก็ทำให้คนอื่นขึ้โลภจัดขึ้นเหมือนกันนะ ความไม่โลภของเรานี่ ทำให้คนอื่นขี้โลภจัดขึ้นเหมือนกัน เห็นไหม นี่บางทีมันต้องใช้ปัญญาไปทั้งนั้นเลย บางทีเราต้อง บอกว่าทำไมเราไม่ให้เขาหมดล่ะ ทำไมต่อรองเขาบ้าง ทำไมจะต้องไปขี้เหนียวอยู่ล่ะ ทำไมไม่ให้เขาไปล่ะ ก็เราไม่ขี้เหนียวแล้ว เขาอยากได้ก็ให้เขาไปหมดซิ เราก็ทำให้เขาตกต่ำ ให้เขาขี้โลภจัด อย่างนี้เป็นต้น เราก็ต้องพิจารณาทั้งนั้นน่ะ เราจะเนื่องเกี่ยวชีวิตของเรานี่ อาชีวิตภัยนี่ มันเป็นภัยที่เนื่องเกี่ยว เราจะต้องรู้ทั้งนั้น สัมผัสสัมพันธ์กับชีวิตมนุษย์ สัมผัสสัมพันธ์กับสุ้มเสียง ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส สัมผัสทางกาย มันเนื่องเกี่ยวกับชีวิตทั้งนั้น จนกระทั่งเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม จนกระทั่งถึงพืช ผัก สัตว์ มนุษย์ด้วยกัน เนื่องเกี่ยวทั้งนั้นแหละรวมแล้ว อาชีวิตภัยนี่ ศึกษาทุกทวาร สำรวมอินทรีย์พละ เรียนรู้ทั้งนั้นเลยน่ะ แล้วเป็นตัวรวมอยู่ทั้งหมดในอาชีวิตภัย ถ้าเราเรียนรู้จนกระทั่งรู้ เกิดปัญญา เกิดญาณรู้อย่างดีเลยว่า สิ่งที่มันเนื่องเกี่ยวกับชีวิตเรานี่ เราก็รู้เท่าทันว่าอะไรดี มีปัญญาเป็นกำลัง วิเคราะห์ ไอ้นี่เป็นกุศล ไอ้นี่เป็นอกุศล ไอ้นี่มีโทษ ไอ้นี่ไม่มีโทษ ไอ้นี่เป็นขาว ไอ้นี่เป็นดำ อะไรก็แล้วแต่ ไอ้นี่ควรเสพย์ ไม่ควรเสพย์ ไอ้นี่สามารถที่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องแล้วเรากระทำด้วยแล้ว มันจะทำให้เกิดความเป็นอริยะ อ้นี่ไม่สามารถทำให้เกิดเป็นอริยะ เราจะวิเคราะห์วิจัย มีกำลังแห่งปัญญา มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ รู้ได้อย่างดีเลย เมื่อเรามีกำลังปัญญาอย่างนั้น เราก็วิเคราะห์สิ่งที่มาเกี่ยวเนื่องกับชีวิตได้รวมหมดเลยนะ ในชีวิตเราจะต้องเกี่ยวเนื่องกับดิน น้ำ ไฟ ลม กับพืช สัตว์ มนุษย์ทุกระดับ เราจะเกี่ยวเนื่องจริงๆ เราเกี่ยวเนื่องกับชีวิตต่างๆ นานา อันเนื่องด้วยชีวิตต่างๆ นานา เมื่อกระทบสัมผัสกับเราแล้ว ทางตา หู จมูก ลิ้น กายแล้ว เราได้ศึกษา เรียน สำรวมสังวรอินทรีย์ 6 มีสติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 พัฒนามาเรื่อยๆ ด้วยอิทธิบาทมาเรื่อยๆแล้วนี่ เราก็จะเกิดกำลังแห่งปัญญา รู้จักการกระทบสัมผัส แล้วก็เกิดวิเคราะห์วิจัยอะไรได้ กำลังแห่งปัญญาเหล่านั้นเราก็เลือกก็เฟ้นทำ หรือสร้างสรร ปฏิบัติสิ่งที่เป็นประโยชน์คุณค่าได้อยู่ทุกๆ ลมหายใจเข้าออก กับสิ่งแวดล้อม กับสิ่งที่เนื่องเกี่ยวในชีวิตน่ะ เป็นอย่างนั้น อสิโลกภัย ทีนี้เป็นเรื่องของนามธรรมขึ้นไปแล้ว เป็นเรื่องของนามธรรมแล้ว เป็นเรื่องภัยในการติเตียน เป็นเรื่องของการสมมุติ เราเองจะเป็นผู้ที่ไม่กลัว ไม่เป็นภัย ใครจะติเตียนเราก็วางได้ ทุกวันนี้นี่พวกเราเก่งนะ ทนในการติเตียนได้นะ เก่ง ทนในการติเตียนได้พอสมควรทีเดียว เราจะทนได้ หรือว่าเราจะไม่เฉย เฉยๆ นะ ติเตียนแล้ว เราก็จะไม่ไปเกิดมานะ ไม่เกิดการตัด ประเภทตัดวาง ใครด่ามาเฉย ฉันไม่รับรู้ ไอ้วิธีสมถะแบบนั้นน่ะ มันก็หัดด้วย แต่ว่าจริงๆ แล้วไม่ต้องใช้สมถะเลยก็ได้ ใครจะติเตียนมา รับรู้ ทำความเข้าใจกับคำติเตียน ใครจะติเตียนมาหยาบมาคายอะไรก็รู้ เอามาศึกษา พอศึกษาแล้ว มีกำลังปัญญาวิเคราะห์วิจัยให้แหลกเลย อ๋อ! อันนี้เขาติเตียนอย่างสาดเสียเทเสีย มันด่าฟรีนี่ มันไม่มีเหตุผล ไม่มีอะไรเลย ไม่มี มีแต่ใส่ไคล้ใส่ความ ไม่ได้เข้าเค้า เข้าเงื่อนอะไร เราก็ปล่อยวาง เราก็โยนทิ้ง เราก็ปล่อยวางโดยไม่ต้องไปติดใจที่จะต้องโกรธ ต้องเคือง ต้องถือสา รู้ มีความรู้ รู้เขาว่า เออ! คนนี้เขาด่าได้เก่งนะ ด่าได้แหลกลาญ ด่าแล้วแถมใส่ไข่นกกระจอกเทศด้วย ไข่นกกระจอกเทศโตที่สุดในโลก ใส่ไข่นกกระจอกเทศหลายฟองด้วย อะไร เราก็รู้ เรารู้แล้วเราก็ไม่โกรธ ไม่เคือง ไม่ถือสา ส่วนใครที่ติเตียนมามีเค้าเงื่อนแห่งความจริงบ้าง มีแนวคิด มีประโยชน์คุณค่า เออ! ติเตียนนี่ เขามีแง่คิดดีนะ เราคิดไม่ถึง บางทีนี่เขาให้ความหมาย ให้ขยายความอะไรขึ้นมา ได้ประโยชน์คุณค่า เพราะฉะนั้นถ้าเราเองเราเห็นว่า การติเตียนไม่เป็นภัย แต่กลับจะเป็นประโยชน์ อสิโลกภัย กลับเป็นประโยชน์ด้วยซ้ำนะ เขาติเตียนนี่ พระพุทธเจ้าถึงได้สอนเราว่า คำติเตียน ผู้ใดติเตียนเราคือผู้ชี้ขุมทรัพย์ให้แก่เรา นี่ถ้าเราไม่ศึกษาจริงๆ เลยนะ แล้วก็ไม่หาประโยชน์ในสิ่งเหล่านี้นะ ไม่ได้หรอก ไม่เจริญ เราติเตียนตน เราวิเคราะห์วิจัยส่วนที่ไม่ดี ส่วนน่าติเตียนของเราเอง มันก็เก่งเท่าที่เราจะมีกำลังปัญญาวิเคราะห์วิจัยของเราเอง เขามองอยู่ข้างนอก เขามองเราได้หลายๆ อย่าง แล้วมันก็สัมพันธ์ก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive