350907 พุทธบุตรพรพิชัย โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
350907 พุทธบุตรพรพิชัย โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
พุทธบุตรพรพิชัย (ครบรอบวันตายของพรพิชัย) เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
วันนี้เป็นวันครบรอบวันตายของพรพิชัย เจียมกัลชาญ ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรของพวกเรา ที่เป็นสพรหมจรรย์ที่ได้ปฏิบัติธรรมกับเรา เป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่มีพฤติกรรมเป็นรูปธรรมที่เด่นชัดนะ สำหรับพวกเรา เราเห็นได้ และรู้ได้ สัมผัสได้อย่างชัดเจน ว่าเป็นคนที่เด่นชัด ก็ตรงที่มีแน่วแน่ในจิตใจ ความมั่นคงในจิตใจ อีกจุดหนึ่งที่สำคัญก็คือ เป็นผู้เบิกบาน ร่าเริง อาตมาเน้นกับพวกเรามากในตอนหลังนี่ ในเรื่องของความเบิกบานร่าเริง แล้วก็บอกวิธีว่าจะเบิกบานร่าเริงได้นั้น เราต้องมีจิตใจที่เห็นคุณค่าในความเป็นอยู่ หรือในความเป็นไปของเรา ถ้าจิตของเรานี่ถูกอัตตาครอบงำ ต้องเรียกว่าอัตตาเขาเรียกว่ากิเลสเราเองนั่นแหละ กิเลสเราเอง เป็นความยึด เป็นความเห็นของเราเอง ครอบงำตัวเราแล้ว และก็ครอบงำเราโดยการยึดติด ไอ้ยึดติดตัวนี้ ที่เรียกอัตตา ชัดๆก็คือว่า มันไม่เป็นไปดังใจเรา ใจเรามันจะต้องเป็นอะไรก็แล้วแต่ ที่เราจะนึกคิดอยู่ในใจเรา มันจะต้องเป็นอย่างที่เราคิดน่ะ จะต้องได้อย่างที่เราคิด จะต้องมีอย่างที่เราคิดนะ เป็นภวตัณหาโดยตรง แต่สิ่งนั้นมันก็ไม่เป็นดังเราคิด ไม่เป็นดังเราน่าจะมีน่าจะเป็นนะ ภวตัณหานี่คือ มันลักษณะน่าได้ น่ามี น่าเป็นอยู่อย่างนั้นน่ะจริงๆ เสร็จแล้วเราก็มันไม่สมใจ เมื่อไม่สมใจจะมากหรือน้อยก็ตาม และเราก็ถูกอำนาจอัตตา หรือกิเลสอันนั้นครอบงำ พอครอบงำมันวุ่น มันไม่สมใจมันไม่ยินดี มันไม่เบิกบาน มันไม่ร่าเริง ไม่ว่าจะเป็นปุถุชน ไม่ว่าจะเป็นพระอริยะก็ตาม พระอริยะในระดับต่ำ นี่นะ ในระดับโสดา สกิทา อะไรพวกนี้ จิ
อ่านต่อ
ตเมื่อถูกครอบงำอย่างนั้นแล้ว หรือจิตเมื่อได้สมใจแล้วก็ตาม จะเป็นพระอริยะก็ตาม ยิ่งปุถุชนแล้วไม่ต้องพูด ถ้าเขาได้สมใจแล้ว เขาก็ยิ่งร่าซ่าเลย ยิ่งเบิกบานร่าเริง ตีปีกสมใจ แม้จะเป็นพระอริยะก็ตาม เมื่อสิ่งใดที่มันตรงกับที่เราเจตนา และมันก็เกิด ก็เป็น ก็มี ก็ได้ดังเจตนานั้น มันก็จะสบอารมณ์ มันเคยมาตั้งแต่ปุถุชนโน่นแหละมาเป็นพระอริยะมันก็ยังมีความเคยนั้นอยู่ ถ้าเผลอตัวก็จะมีกิเลสยินดีมากเกิน เป็นอุปกิเลสซ้อน ยินดีตื่นเต้นฟูฟองในใจ เป็นกิเลสผสมเข้าไป ถ้าเผลอตัวเป็นพระอริยะก็ตาม แม้ว่าเราเองเราจะมาปฏิบัติธรรมแล้วนี่ เราไม่ไปยินดีร่าซ่ากับไอ้เรื่องโลกๆ เป็นลาภ เป็นยศ เป็นสรรเสริญ หรือว่าเป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอะไร เราไม่ได้ไปตื่นเต้น กระหายใคร่อยากอะไรในสิ่งเหล่านั้นมาเสพสม สุขสมอะไรนักก็ตาม แม้เราจะทำความดีนี่สมใจ หรือว่ามีความนึกคิด มันน่าจะเป็นอย่างนี้ มันน่าจะได้อย่างนี้ มันน่าจะเกิดอย่างนี้ เป็นภพ เป็นภวตัณหาอยู่ในใจ ซึ่งอาจจะเป็นวิภวตัณหา อาจจะเป็นตัณหาอุดมการณ์ เป็นความน่าได้ น่ามี น่าเป็น เป็นสิ่งที่ดีด้วย เป็นคุณค่าเป็นประโยชน์ส่วนรวมเพื่อผู้อื่นด้วย ไม่ใช่เพื่อตัวเพื่อตนอะไรด้วย เป็นวิภวตัณหา เป็นตัณหาอุดมการณ์จริงๆ มันยังไม่เกิด มันยังไม่ได้ มันยังไม่เป็นตามจิตที่เรานึก เราก็เผลอตัวให้อัตตาตัวนี้ครอบงำ ก็เศร้าหมอง ก็หดหู่ ก็เหี่ยว ไม่เบิกบาน ร่าเริงนั่นเองตรงๆ ไม่ชื่นชม ไม่แจ่มใส ถ้าเราเผลอตัว เราก็จะมีภวตัณหานี่เกาะกิน แล้วมันก็ทำงานไปตามปกติ เกาะกินแล้วมันก็ชิน มันเป็นอัสสาทะอย่างหนึ่งเหมือนกัน มันเป็นรส ลักษณะที่ยังไม่สมใจ ไม่ถึงกับไม่พอใจหรอก มันก็ไม่ทำให้เราเบิกบานได้ ยิ่งอาการมันร้ายแรงกว่านั้น เป็นขั้นไม่พอใจนะ บอกแล้วว่า ขนาดไม่สมใจ มันก็ยังไม่ทำให้เราเบิกบานได้เท่าไหร่ ถ้ายิ่งไม่พอใจด้วยนะ จะเห็นเป็นไปตรงกันข้าม ไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น มันน่าได้ มันน่ามี มันน่าเป็น นอกจากมันไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็นแล้ว มันกลับเป็นสิ่งที่อาจจจะกลับกับความนึกคิดของเรา กลับจากอุปาทาน หรือกลับจากเจตนารมณ์ กลับจากมโนสัญเจตนา กลับจากจิตที่เรากำหนดว่ามันจะเป็นอย่างนี้ น่าได้ น่ามี น่าเป็น อย่างนี้ แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนี้ ย้อนแย้งไปอีกด้วยซ้ำ ลักษณะอย่างนั้นก็ ถ้าเรายึดมั่นถือมั่นมากด้วย มันมีอัตตาสูง มีตัวตนของตนสูง มันก็ยิ่งจะไม่พอใจ นอกจากว่าไม่เบิกบานใจ หรือว่ามันไม่ถึงกับไอ้นั่นก่อนแล้วนี่ มันไม่แรงนัก มันก็จะไม่ถึงขั้นพอใจ มันก็จะไม่สมใจเฉยๆ นะ แต่ถึงขั้นไม่พอใจแล้วนี่ ยิ่งคนที่ไม่ค่อยระมัดระวัง คนที่รู้ตัวออกมาทางสีหน้าสีตา ดีไม่ดีใครพูดไม่ถูกหู ใครทำอะไรไม่ถูกตา ใครมีอะไรไม่ได้ พาลเกเร มันจะพาลเกเรไปอาละวาดข้างนอก จะเบาหรือแรงก็เป็นไปตามอำนาจของกิเลสนั้นๆ ที่จะบงการ และจริตนิสัยของผู้นั้นด้วย จริตนิสัยก็คือกิเลสที่มันอยู่กับตัวเรา เราก็ฝึก บางคนนี่มีความกรุ่นขุ่นเคืองโกรธง่ายในใจ แต่ว่าไม่แสดงออกทางกิริยาข้างนอกมาก มาย หรือว่ารุนแรงนะ บางคนแสดงรุนแรง บางคนแสดงจุกจิก พาลเกเร ยุกๆยิกๆ อะไรต่ออะไรออกไป พอโกรธ พอไม่สมใจแล้ว ข้างนอกก็แสดงออกอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่อะไรแรงจัดนัก แต่ว่ายุกยิกอยู่อย่างนั้นน่ะ กระทบกระเทือนอันนั้น อันนี้ไปเรื่อยได้ ไอ้ลักษณะพวกนี้นี่ ต่างๆอย่างที่อาตมาพูดนี่อีกมากมาย เป็นการแสดงออกที่เราสรุปแล้ว ก็คือว่ามันเป็นการแสดงออกที่เป็นกิริยา ของคนไม่พอใจ ไม่ชอบใจ ซึ่งกรรมกิริยาเหล่านี้ เกิดมาแต่เหตุก็คือ จิตที่มีกิเลสเป็นเจ้าเรือน และก็ไม่เข้าใจในบทบาทของกิเลสที่มันพาล มันพาให้คนนี่ออกมามีบทบาทลีลาพฤติกรรมอย่างที่กล่าวแล้วทั้งนั้น อย่าว่าแต่สีหน้าสีตาที่อาตมาพูดนี่เลย กิริยาดังกล่าว เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าผู้ใดได้ควบคุมฝึกฝน กิริยาเหล่านั้น ก็ควบคุมได้ขึ้นมาบ้าง แม้จิตใจ ยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็จะควบคุมได้ สูงขึ้นไปก็ควบคุมสีหน้าสีตา กิริยาให้มันเบิกบาน แม้มันจะล้างกิเลสยังไม่ค่อยออกทันที แต่มันก็ยังสามารถที่จะฝึกฝน แก้กลับๆ สำนวนนี้ พระพุทธเจ้าท่านก็ใช้ ซึ่งแปลเป็นไทยว่า แก้กลับ เป็นการแก้กลับ หรือทำคืน ทำคืนจากลักษณะที่มันไม่ควรจะเป็น ให้มาเป็นในสิ่งที่ควรจะเป็น มามีสภาพดีในสิ่งที่ควรจะดี อันนี้เกิดจากการไตร่ตรอง จากการตรวจตรา เกิดจากการเรียนที่เรียนทางปรมัตถ์นี่จริง คนที่ไม่ได้เรียนทางปรมัตถ์ เขาจะมีบ้าง มันมีสามัญสำนึกบ้าง ไม่ได้เรียนทางปรมัตถ์ เขาก็รู้มารยาทสังคมนี่ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ว่าเขาเองเขาโกรธ แต่ถ้าพอเวลาเขาจะรับแขก เขาก็ต้องพยายามกลบเกลื่อนความโกรธ ทำเบิกบาน ทำยิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับแขก เรื่องราวที่มันไม่ดีก็ต้องรีบเก็บพักใส่ลิ้นชักเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งให้มันมามีอำนาจ มีฤทธิ์ออกมาทำอะไรกันโดยอัตโนมัติธรรมดา แล้วเขาก็จะทำหน้าตาไปเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส โอภาปราศรัยในเรื่องราว อะไรต่ออะไรกับแขก พอเสร็จแล้ว ก็บางทีก็ลืมได้ พอเสร็จรับแขกแล้ว บางทีก็ลืมผ่านไป บางคนนะ บางคนไม่ละ ไม่ลืม พอเสร็จแขกปั๊บผ่านไป ทีนี้ก็กลับมาขอต่อ บทบาทเก่าเอามาต่อ ดีไม่ดีรุนแรงกว่าเก่าด้วย แหม เสียจังหวะได้ เอามาต่อให้มันหนักกว่าเก่าด้วย คนในโลกๆ เขาก็ไม่เห็นว่า เป็นความสำคัญ เขาจะแก้กลับ เขาจะรู้ตัว เขาก็ไม่รู้ ถ้าเขาไม่ได้ศึกษาธรรมะ เขาก็เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา มันอาจจะลืมไป เออ ก็โชคดีไปนะ ไม่ใช่โชคหรอก เคราะห์ ไอ้การมีกิเลสนะ มันเรื่องเคราะห์ เคราะห์ดีไป มันลืมๆไป พอรับแขกแล้ว รับแขกแล้ว ก็พาให้ลืมๆไปวางไปบ้าง คนที่เป็นอย่างนั้นจริงๆนั้น เป็นคนมีบุญอยู่เป็นสมควร ถ้าธรรมดาแล้วมันไม่มีบุญ ยังไม่เลิกหรอก มันจะเอาเรื่องต่อ มันจะไม่เลิก มันจะมีเวรานุเวรผูกโกรธ มันมีอุปนาหะ การโทสะเข้าไปนี่ ถ้าเผื่อว่ามันมีทั้งโทสะแล้วมันยังแถมผูกโกรธเสริมเข้าไปอีก มีอุปนาหะเข้าไปอีก มันก็ไม่รู้จักพัก มันก็ไม่รู้จักหยุดไม่รู้จักแล้ว ต่อไปอย่างนั้นแหละ ซึ่งไม่ได้ศึกษาอะไรเลย มันก็จะเป็นไป แล้วเขาก็จะนึกว่านั่นแหละตัวกูจะต้องเอาอย่างนี้ จะต้องเป็นอย่างนี้ให้สมใจ โกรธมันจะต้องทำลาย มันจะต้องเฉ้งปี๋ให้ได้แล้ว จัดการให้มันได้ยังไงก็แล้วแต่ คนในโลกไม่ได้ศึกษาธรรมะ เขาจะไม่คำนึง ไม่มีความเข้าใจ ไม่รู้ว่าเป็นบาปเป็นบุญ ไม่รู้ว่าเป็นเสือร้าย ตัวร้าย ผีร้าย ที่ในคนนี่แหละ เขาจะไม่รู้เลย พวกเรามาเรียนจนกระทั่งขนาดนี้แล้ว บางคนก็อาจจะยังไม่เข้าใจดีนัก บางคนเข้าใจดีแล้ว แต่ยังทำไม่ค่อยคล่อง ทำยังไม่ค่อยชำนาญ มันก็จะไม่ค่อยฝึกฝนนา หรือกำลังฝึกฝนอยู่ ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง มันก็ไม่ชำนาญ มันก็ต้องฝึกฝนจริงๆ ฝึกฝนแก้กลับ หรือทำดี หรือว่าเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่มันเจริญ ให้มันเลิก ให้มันเบา ให้มันหายด้วยสมถภาวนา คือการข่มกดมันด้วยฤทธิ์ ด้วยแรง ด้วยอำนาจ ให้มันหยุด ให้มันเปลี่ยนแปลงไปดื้อๆนี่ ผลักหัวมัน เปลี่ยนแปลงสภาพมันดื้อๆง่ายๆ นั่นอย่างหนึ่ง ต้องช่วยต้องทำสมถภาวนาพวกนี้ต้องทำ แล้วก็ต้องวิปัสสนา ต้องใช้ญาณปัญญาหาเหตุหาผล หาความจริง ให้เกิดญาณ ให้เกิดธาตุรู้ที่ลึกซึ้ง รู้จริงตามความเป็นจริง ด้วยเหตุด้วยผลว่า สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่เรื่องสำคัญ มันไม่ใช่เรื่องจริง มันไม่ใช่ตัวจริง ตัวโกรธนี่ มันเป็นตัวปลอม ประเดี๋ยวมันก็หายไป หายไปแล้วมันก็ดูสบายดี ดูตอนที่เราไม่มีอารมณ์โกรธ ดูอารมณ์ที่เราไม่พอใจซิ มันสบายกว่าตอนมีอารมณ์โกรธ มีอารมณ์พอใจ มีตัวกิเลสเข้ามารุ่มร่ามอยู่ในจิตวิญญาณ นี่ มันไม่สบายหรอก และแม้เราไม่ได้ขจัดมัน มันก็ไม่ได้เที่ยงแท้ มันก็จะต้องมียังงี้ไปนิรันดร ก็ไม่ใช่ มันอนิจจัง มันไม่เที่ยง อ่านดูด้วยเหตุผล ด้วยปัญญา ด้วยความจริง มันไม่ได้อยู่กับเรานิรันดร์ แต่มันก็เข้าไปหมกหมัก ไปเป็นอนุสัยนอนเนื่องออกฤทธิ์ได้ บางทีมันก็เอามาผสมร่วม ผสมฤทธิ์ ผสมแรง ได้เหตุได้ปัจจัยได้เชื้ออะไรมามั่ง ก็มาเกิดแรง หรือดีไม่ดี เกิดแรงกว่าเก่า เมื่อได้เชื้อ เมื่อได้เหตุปัจจัย ได้ปัจจุบันใหม่ ไอ้ตัวเก่ายังไม่ตายไป ได้ของใหม่ผสมร่วมเข้า ตอนแรกโกรธไว้ หมักเอาไว้ 5 หน่วย ได้เหตุปัจจัยข้างนอกอีกทีหนึ่ง ผสมเข้าไปอีก เป็น 7 หน่วย 8 หน่วย 10 หน่วย โกรธขึ้นไปอีกแรงกว่าเก่าก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเราไม่เรียนรู้ และไม่เลิกละหน่ายคลาย ไม่วางไม่ปล่อยด้วยการเห็นความจริงเป็นไตรลักษณ์ เป็นลักษณะอนิจจังจริงๆด้วยเหตุผลจริงๆ ด้วยเหตุผลจริงๆด้วย ด้วยความจริงที่เราอ่าน ด้วยการอ่านรู้ตอนที่เราไม่มีอารมณ์โกรธ ไม่มีกิเลสเข้าไปสังขารปรุงในจิตใจ นั่นนะ เป็นจิตที่วางจากการโกรธนั่นน่า เป็นจิตที่ดี เป็นจิตที่สบาย เป็นจิตที่โปร่ง เป็นจิตที่ใส เป็นจิตที่ไม่ทุกข์ แต่ถ้ามีอารมณ์โกรธแล้ว มันทุกข์ จริงไหม อ่านให้เห็นว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ แล้วพิสูจน์ไปเลย ว่าอัตตาตัวกิเลสนี้ๆนะ มันไม่จริง มันไม่ใช่ตัวตน มันไม่ใช่อัตตา มันไม่ใช่ตัวของคุณจริงๆหรอก มันเป็นแขกจร มันเป็นตัวที่จะสามารถที่จะฆ่าทำลายเจ้าตัวนี้ให้ตายลงไปเลย สูญไม่เกิดอีก เป็นธรรมดาได้จนไม่มีตัวตนได้ จับตัวมันให้มั่นเถอะ ตั้งแต่เป็นสักกายะ จนกระทั่งลดละตัวสักกายะ จนกระทั่งหมดอัตตา หมดอาสวะ ไม่เหลือตัวตนแม้เศษธุลีละออง ฆ่าให้ตายลองดูซิ พิสูจน์ อาตมาท้าทายให้เห็นเลยว่ามันตาย มันไม่มีเนื้อไม่มีตัว ไม่มีบทบาท ไม่มีฤทธิ์ ไม่มีแรง ไม่มีอาการเลย อาการอย่างนี้ กับเหตุปัจจัยอย่างนี้นะ ผัสสะเป็นปัจจัยกระทุ้งกระแทกกระเทือนอย่างไร ก็จะไม่เกิดกิเลสตัวนี้ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุอันนี้แน่นอน นั่นน่ะพิสูจน์ได้ว่ามันไม่ใช่ตัวเรา มันไม่ใช่ตัวของรา ไม่ใช่ตัวตนที่เป็นของจริง มันเป็นสิ่งที่ยิ่งฆ่าตายแล้ว เรายิ่งเกิดจิตสะอาด จิตสว่าง จิตสงบ ไม่มีอะไรที่จะมารุกล้ำ เป็นจิตที่เสียสละสร้างสรร เป็นจิตที่มีปัญญา เป็นจิตที่สามารถรู้อะไรต่อมิอะไรได้อย่างดีอย่างจริงไปด้วยนะ ยิ่งจะเห็นว่า ยิ่งไม่มีเจ้ากิเลสนี่ จิตยิ่งดีใหญ่เลย เพราะฉะนั้น นั่นน่ะ พิสูจน์ด้วยความจริงเลย จะเห็นความจริงตามความเป็นจริง คุณจะเกิดญาณ อาตมาแนะไปแล้ว คุณก็ไปพิสูจน์ ไปเห็นความจริงพวกนี้ให้ได้ การเกิดอนิจจัง การเกิดเห็นไตรลักษณ์ที่เรียกว่าไตรลักษณ์เป็นสภาพญาณ ไตรลักษณญาณ ญาณที่เห็นลักษณะไตรลักษณ์นี้ ในสภาพกิเลสที่ชัดเจนนี่ คุณทำจริงปฏิบัติจริง ลดละจริงซิ เกิดไตรลักษณญาณอย่างนี้ขึ้นมาจริงๆ แล้วเมื่อนั้น คุณก็เห็นจริงตามความเป็นจริง มันเป็นวิปัสสนาญาณ เป็นญาณที่วิปัสสนาแท้ๆเลย เป็นวิปัสสนาที่สมบูรณ์ด้วยไตรลักษณญาณ ที่เคยพูดที่เคยสายไหนๆทั้งนั้น ก็แล้วแต่ ถ้าเรียนธรรมปรมัตถ์แล้ว จะยกไตรลักษณ์นี่ขึ้นมาทุกอย่าง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ก็ไม่ได้อธิบายอย่างที่อาตมาอธิบายนี่เท่าไหร่ ไม่ได้อธิบายไปถึงปรมัตถ์อย่างที่อาตมาอธิบายเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า ผู้ทำได้แล้ว มันยิ่งไม่มีกิเลส โดยเฉพาะกิเลสสาย ที่ไม่ชอบใจ สายที่ไม่พอใจ ไม่สมใจ ก็คือมันไม่สบายใจไม่พอใจ และยิ่งไม่มีได้แล้ว มันก็จะโล่ง จะโปร่ง จะว่าง จะเบิกบานร่าเริงเป็นพุทธะ พุทธะนี่ เป็นผู้เบิกบาน ท่านถึงได้แปลความโดยอรรถ โดยลักษณะจริงของมนุษย์ เอาเหตุผลง่ายๆแค่ว่ามะลื่อทื่อ ที่เราคู้อารมณ์โลกนี่ มะลื่อทื่อบูดๆเบี้ยวๆ กับอารมณ์เบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใสนะ นี่ภาษาไทยทั้งนั้น อารมณ์ยิ้มแย้มเบิกบาน แจ่มใส และเป็นลักษณะอย่างไรล่ะ เรามีลักษณะอย่างไร อาตมาว่ามันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์โลก มันทำเป็นทุกคนน่ะ มันไม่ได้เป็นถึงขนาด IDIOT ยิ้มเป็นเบิกบานเป็น ก็ทำอาการอย่างนั้น ฝึกอาการอย่างนั้นแหละ ฝึกแม้กระทั่งกิริยานอก เรียกว่าหน้าตา กิริยาหน้าตาข้างนอก ฝึกแล้วมันก็จะเบิกบานร่าเริง มันจะไม่มีหน้าบูด อาตมาว่าพรพิชัยนี่ มีลักษณะในหน้าในตาอะไร เพราะเราจะไม่เห็นเขาว่าเวลาเขากระทบสัมผัส หรืองานหนัก งานโน่นงานนี่ อะไรต่อมิอะไร เวลาเราไปไถ่ถามหรือว่าอะไรกระทบสัมผัส เขาจะไม่บึ้ง ไม่บูด ไม่แข็งกระด้าง อาจจะเฉยไปเป็นบางครั้งบางคราวบ้างนิดๆหน่อยๆ แต่ถ้าเผื่อว่าสัมผัสกับใครๆ อะไรยังไงนี่ เออ ก็จะยิ้มแย้ม ยิ้มแย้ม อาตมาว่าจุดนี้ จุดที่วิเศษ มันวิเศษยังไง มันวิเศษ เพราะว่าคนเราธรรมดานี่ พอไม่ได้สมใจ แบบเสพสมสุขสมนี่ เป็นกามภพ ก็คือ สมใจในสิ่งข้างนอก ได้ลาภ ยศ สรรเสริญอะไร หรือว่า รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอะไรข้างนอก ได้มาสมใจ พอไม่ได้ เราก็จะเฉยๆ หรือแม้แต่ในทวารจิต เป็นภวตัณหา เราคิดนึกอะไรหรือว่าเราปั้นอะไรไว้ อุปาทานเอาไว้ มโนสัญเจตนาอะไรเอาไว้ กำหนดอะไรเอาไว้แล้วและเราก็คิดว่ามันจะได้อารมณ์อย่างนี้ ได้สภาพความนึกคิดอย่างนี้ แม้เราไม่ได้ เมื่อไม่ได้ เราก็จะรู้สึก อย่างที่อาตมาอธิบายไปแล้ว จะรู้สึกไม่ค่อยสมใจ ไม่พอใจเอาไปหน่อย มันก็เลยมีลีลาของนักปฏิบัติธรรมแต่ละระดับนี่ ระดับแรกนี่ ถ้าเผื่อว่าไม่ได้ เราก็จะเฉยๆยิ่งไม่พอใจ ไม่ได้สมใจ ยิ่งจะจืดจะชืดๆ จะเข้มๆ จะเคร่ง จะรู้สึกหน้าบูดๆ เอาด้วยซ้ำไป มันเป็นความเคยชินของปุถุชน เราเคยเป็นปุถุชนมา เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่แก้กลับนะ กิเลสน่ะ มันพาหน้าบูด ถ้าไม่บูดมันก็เฉยๆ ธรรมดามันก็ไม่น่ากลัว ไม่น่าเกลียดอะไร แต่เราแต่งแต้มนิดหน่อย ไม่ถึงขั้นวิภูสนัฏฐานา ไม่ถึงขั้นตบแต่งอะไรเท่าไหร่หรอก แต่งแต้มนิดหน่อย ให้มีสีหน้าสีตาเบิกบาน ร่าเริง จึงเรียกว่าพุทธะ ที่จริงพุทธะแปลว่า รู้เท่านั้นแหละ เป็นผู้รู้ รู้ตื่นนี่ ก็หมายความเป็นผู้ที่ไม่เป็นไปอย่างโลกเก่าๆ เรียกว่าตื่นจากโลกเก่า แต่ก่อนนี่ เรียกว่าอยู่ในวังวน อยู่ในสังสารวัฏ โลกเก่า หมุนเวียนอยู่ในความโลภ โกรธ หลง อยู่อย่างนั้นแหละ จนกระทั่งเรามาเข้าใจแล้วว่าไอ้โลภ โกรธ หลงนี่ เราเลิกทีละ มาเป็นโลกุตระอยู่โลกใหม่ทีละ ตื่นจากโลกเก่า ก็พยายามปรับปรุงตนเองเป็นคนโลกใหม่ ถึงเรียกว่าตื่น เป็นคนที่ไม่โง่งมโข่ง เป็นคนที่ไม่วนเวียน เป็นคนที่ไม่หมักหมมอยู่กับอย่างเก่า เป็นคนตื่นนะ ไม่ใช่เป็นคนหลับอยู่อย่างนั้น นะ จมอยู่อย่างเก่าๆ ปุถุชน ไม่ใช่แล้ว นั้นจึงเรียกว่าตื่น พุทธะนี่ เป็นธาตุรู้ที่รู้ที่รู้ มันจะมีจิตวิญญาณในตัว มันยังไม่หลับใหล ยังไม่ได้หลับ นี่เรียกว่ายังไม่หยุดยังไม่ดับ มีเวทนา สัญญา สังขาร เจตสิก ทำงานอยู่ตลอดเวลา มันก็จะรู้ๆ รู้สึกยิ่งเวทนา สัญญา สังขารที่ทำงาน เจตสิกทั้ง 3 ครบครัน อย่างที่อาตมาอธิบายเอาไว้ในหนังสือ คนคืออะไร และก็ส่งผลยอดไปสู่วิญญาณ วิญญาณเป็นตัวรู้ผลยอดของเจตสิก 3 ยิ่งจะสมบูรณ์ มีทั้งสังขารด้วย แต่เมื่อจิตของคุณต้องเป็นวิสังขาร หรือเป็นปุญญาภิสังขารแล้ว สังขารปรุงเรียบร้อยแล้ว มีเหตุปัจจัยอย่างชนิดวิสังขาร คือ ไม่มีกิเลสเข้าไปร่วมปรุง สังขารอย่างไม่มีกิเลสเข้าไปร่วมปรุง วิสังขาร เมื่อไม่มีกิเลสไปร่วมปรุงได้ มันเป็นวิญญาณ วิสังขาร เป็นวิญญาณ ไม่มีกิเลสร่วมปรุงนี่แหละ มันจะเป็นตัวงาน เป็นตัววิเศษ และจิตจะเบิกบาน จิตจะเป็นธาตุรู้ ที่ว่าพุทธะนี่แหละ วิญญาณที่ปรุงไปนี่ เป็นธาตุรู้ มันไม่ใช่รู้มะลื่อทื่อ รู้ตื้นๆ รู้ มันมีการมีองค์ประกอบ เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ ข้อมูลใดๆ ปั๊บ มันก็โซ้ลปึ๊บเข้าไป เครื่องคอมพิว- เตอร์ คุณคิดดูง่ายๆ เครื่องคอมพิวเตอร์มันจะไม่โกรธ มันจะไม่โลภ ใช่ไหม แต่มันปรุงเก่ง นะ เครื่องคอมพิวเตอร์ นี่ มีข้อมูลให้มันปั๊บ กดเอาพลังงานเข้าไปให้มันทำงานปึ๊บ มันจะบวกลบคูณหาร SOLVE ออกมาปุ๊บ เป็นผล เป็นความรู้ ยอดรู้ผลรู้ ยอดผลรู้ นัยวิญญาณก็เช่นเดียวกัน นัยวิญญาณก็มีผลรู้อย่างนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าอะไรผิดๆ พลาดๆ มีอะไรเป็นสิ่งแฝง สิ่งปน มันก็จะไปปนอยู่ในวิญญาณ มันเป็นวิญญาณไม่สะอาด มีกิเลสเป็นต้น กิเลสเข้าไปปนมันจะเป็นวิญญาณไม่สะอาด ถ้าเผื่อว่าไม่มีกิเลสเข้าไปปน จะเป็นวิญญาณสะอาด เป็นธาตุรู้ พุทธะ แล้วก็รู้หรือเข้าใจที่มีทิศทางไปอย่างโลกุตระ ที่เรียกว่าตื่น และลักษณะที่แถมให้อีกอันคือเบิกบาน ก็คือลักษณะเรารู้ คนเราในโลกนี่ มันชอบความเบิกบาน มันอาศัยความเบิกบาน จะชอบหรือไม่ชอบก็ตามแต่ ชีวิตควรอาศัยความเบิกบาน ชีวิตไม่ควรอาศัยความบูดเบี้ยว ความหดหู่ ความเศร้าหมอง หรือใครว่าควร ทำเอาเถอะ ใครว่าควร ชีวิตควรจะอาศัยความเศร้าหมอง ควรจะอาศัยความหดหู่ ควรจะอาศัยความบูดบึ้ง ควรจะอาศัยอย่างนี้ ก็เอามันบังคับกันไม่ได้ มันชอบแหละนะ เอาเลยฝึกเอา เพราะฉะนั้น เรารู้แล้ว เราต้องฝึก ล้างความบูดบึ้ง หลายคนนี่ บูดจนกระทั่งข้ามชาติ จริง มันบูดมาเป็นกล้ามเนื้อ บูดมาเป็นเส้นประสาท บูดมาเป็นเซลล์ บูดมาเป็นโครงสร้างของสรีระ หน้าบอกว่าฉันยิ้มแล้วนะ ยังไม่หายบูดเลย ขนาดยิ้มยังเห็นบูดเลย ไม่รู้อาตมาก็ทำไม่เป็น จริงๆนะ สรีระ บุญทำกรรมแต่ง เราเรียกด้วยภาษา บุญทำกรรมแต่ง หน้าไอ้คนนี้นี่ แหม มันหน้าบูด เขาก็พยายามที่จะเบิกบาน จะยิ้มอะไรนี่ มันก็ดูยิ้มอย่างบูดๆ ดูรูปนี่ มันก็น้อยคนหรอกนะ มันก็น้อยคนนะ บุญทำกรรมแต่งขนาดนั้น มันบูดข้ามชาติเลย ไม่รู้ไปสั่งสมอะไรมานักหนา เอ้า เป็นจริงนะ เหตุปัจจัยจากกิเลสนี่ เป็นรากฐาน เพราะฉะนั้น ถ้าเราฝึกเอาไว้ ฝึกเบิกบาน ร่าเริง มันก็จะมีลักษณะหน้านี่เบิกบาน หน้านี่ยิ้มแย้มนะ มันก็มีลักษณะที่เราจะรู้พอรู้สมมุติพอรู้กัน ที่เรากล่าวถึงนี่ก็คงพอเข้าใจด้วยปฏิภาณปัญญาธรรมดา เพราะหน้ามันจะเป็น หน้าบางคนนี่ ตูม แหม ทั้งๆที่จริงๆนะ เอาละ มันเป็นสรีระ ก็มันก็พยายามปรับนั่นซิ มันตูม มันบูด ก็ไม่ให้เบิกบาน เข้าใจต้องปรับปรับสรีระด้วย ปรับอะไรด้วย สรีระอย่างนี้ก็เหมือนกับที่เคยเรียนทางวิทยาศาสตร์ ถ้ามือเราไม่ขยับเขยื้อนเลย มันก็จะแข็ง มันก็จะตายอยู่กับที่ อะไรก็แล้วแต่ ใครจะอยากให้เป็นอย่างนั้นบ้าง มันจะเป็นอย่างนั้นขึ้นมาอย่างแคล่วคล่อง เซลล์ประสาทอะไรทุกอย่าง นี่มันจะเกิดจากเหตุปัจจัย จากตั้งตนและฝึกปรือ มันจะเป็นอย่างนั้นไป สั่งสมลงไปเป็นทั้งรูปลักษณะของยีน สั่งสมลงสังเคราะห์ของยีน โดยเฉพาะลักษณะของวิบาก ของยีน ไปด้วยกันมาด้วยกัน มันจะเป็นรูปนามขึ้นไปสอดคล้องสมบูรณ์หมด ซึ่งเป็นอจินไตย เป็นเรื่องละเอียดลออมาก แต่ก็คิดได้ พอคิดได้สำหรับคนมีญาณปัญญา อจินไตยลึกๆ ไม่ใช่เรื่องคิดเล่น แต่ก็จะต้องหยั่งญาณ หรือพยายามรู้ความจริงพวกนี้อย่างละเอียดลออ และมันก็สั่งสม เพราะฉะนั้น คำว่าพุทธะ ท่านแปลว่า รู้ตื่น เบิกบาน นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ง่ายๆ ตื้นๆ แต่ตื้นๆ ก็พอรู้ได้ ถึงยิ่งลึกซึ้งแล้ว ยิ่งจะทำให้เราเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้ว เราก็จะฝึกฝนปฏิบัติ เป็นคนเบิกบานร่าเริง บอกแล้วว่าโดยสามัญ ในระดับต้น มันยังไม่เบิกบานก่อน พอระดับต่อมาก็เบิกบาน ระดับต่อมานี่ มันต้องฝึกๆ ฝึกในระดับต้น มันเคยไม่สมใจ มันก็จะบูด หรือแม้ว่าเราจะไม่มีกิเลส ในใจจะเฉยๆ มันก็จะค่อยๆ ไปในทางชืดๆ จืดๆ มันก็ไม่ดูน่าปฏิสันถาร บางคนเราจะเห็นหน้าคนจืดๆ เฉยๆ บางทีไม่กล้าทักนะ หน้าจืดๆ เฉยๆ ยิ่งหน้าบูดๆ รู้นี่ แถมตัวไม่พอใจอยู่ในใจแล้วด้วยนี่ โอ๋ย นี่ ยิ่งไม่อยากจะแตะต้อง ไม่อยากจะถามไถ่ มันเกรง ต้องเกรงไว้ก่อน ประเดี๋ยวแตะเข้าไป สปาร์คป๊าบ ซ้ายขวาปุ๊บ ประเดี๋ยวไม่ได้ ต้องระวัง ซึ่งสามัญพวกเราก็รู้อยู่แล้ว สามัญสำนึกปฏิภาณ ธรรมดาก็พอเข้าใจ แต่ถ้าผู้ใดเบิกบานร่าเริง มันจะเกิดกรรมกิริยา มันจะเกิดสภาพที่ว่า เออ หน้าทักทายนะ ดูเบิกบาน ร่าเริง แจ่มใส น่าจะยินดีด้วยกัน เป็นสามัญน่ะ เป็นธรรมดาสามัญนะ เพราะฉะนั้น วงการของพวกเราชาวอโศกนี่ ถ้าเผื่อว่า ปรับขบวนท่านี่ได้มากมายเลยนะ มันก็จะเป็นพุทธะที่ดี มีอารมณ์เบิกบานที่ดี ส่วนลักษณะเด่นของพรพิชัย ที่ว่าเป็นคนอดทน เป็นคนขยัน เป็นคนเอาจริง เป็นคนมั่นคง เป็นคนที่ทำงาน อันนี้เป็นลักษณะของพุทธะที่แท้เลย เป็นตัวอย่างที่ดี พรนี่แปลว่า สิ่งประเสริฐ พิชัยนี่แปลว่าชนะ ผู้ชนะ ใช่ไหม วิชัย พิชัย นี่แปลเหมือนกัน นี่ก็ชื่อวิชัย ลืมชื่อตัวเองหรือยัง ยัง อ้อ ยังดี ผมก็พอยังจำได้ ชื่อวิชัย พิชัย วิชัยนี่ อันเดียวกันนะ ผู้ชนะที่ประเสริฐ ชนะในความประเสริฐ พรพิชัย ผู้ชนะเป็นความประเสริฐ เขาเป็นผู้ชนะในความประเสริฐจริงๆ มีรูปธรรม มีบทบาท มีลีลา ไม่ใช่ว่าแกล้งแสร้งทำเท่านั้น แสร้งก็ได้ ใครจะแสร้งทำความประเสริฐนั้นๆ ให้มันต่อๆกันไป ไม่มีวรรค ไม่มีขาดนะ เป็นความประเสริฐที่ว่ามันเป็นคุณงามความดี เป็นกุศล เป็นสิ่งที่ดี มันน่าได้กิริยาอย่างนี้ อาการอย่างนี้ ความอดทนอย่างนี้ ความขยันอย่างนี้นะ ความเรียบร้อย หรือความดีงามอะไรก็แล้วแต่เถอะ สรุปเป็นความดีงามทั้งหมดอย่างนี้ๆ อย่างไหนก็แล้วแต่เถอะ ใครจะแกล้งเป็นให้ได้ทั้งกาย วาจา ใจ เป็นให้มันต่อเนื่องไป เอาเลยๆๆ แกล้งให้ตลอดชีวิต มันก็คือแกล้งนั่นแหละ ถ้าว่ากันจริงก็คือแกล้งดี ไม่รู้จริงแกล้งทำเป็นชั่วคราว เพื่ออวดโอ่ แต่ในทางธรรมมันไม่ใช่แกล้งทำเพื่ออวดโอ่ แต่เราทำอย่างที่เรียกว่าแกล้งนี่ ทำอย่างตั้งใจ ไม่ใช่อวดโอ่ ทำอย่างตั้งใจ จะต้องให้เป็นจริงอย่างนั้น ให้มันเป็นจริง ฝึกฝนให้มันเป็นจริง ให้มันติด ให้มันชำนาญ ให้มันเป็นอัตโนมัติอยู่ในตัวเราเลยแหละ เพราะกรรมกิริยาอย่างนั้น มันดี เอาซิ ใครจะแกล้ง หรือใครจะอบรมฝึกฝน ก็อันเดียวกัน มันอยู่ที่ความเข้าใจเท่านั้น แกล้งทำแล้วไม่เห็นดี ยินดีอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเรามีความเห็นดียินดีว่าดี และเราก็เจตนาจะทำให้มันบ่อยๆซ้ำๆ จะเป็นอย่างนี้ อัตโนมัติ นานไปจนกระทั่ง แม้ไม่ได้ตั้งใจมันก็เป็นเองเลย อัตโนมัติ ให้มันได้ถึงขั้นนั่นน่ะ ก็เอาเลย ใครจะทำก็ทำ เข้าใจให้มันถูกก็แล้วกัน ว่าดีคืออย่างนี้ ทั้งกาย วาจา ใจ กรรม 3 ที่เรียกว่าสุจริต สุจริตก็คือ จริตดี ทุจริต ก็คือ จริตชั่ว จริตก็คือกรรม กิริยาอีกนะแหละ ที่มันฝังลงไปในตัว คำว่าจริตหมายถึงสภาพที่สั่งสมดำเนินไปให้เป็นไป ที่มีขึ้นเป็นขึ้น ที่ยิ่งฝังลงไปเป็นจริตที่แน่ๆจริงๆ มันก็ยิ่งเป็นจริตสันดาน เขาเรียกต่อกันเลย จริตสันดาน ฝั่งสั่งสมลงไปให้มาก เพราะฉะนั้น สิ่งใดที่เป็นกุศล สิ่งใดที่สุจริต เราก็ต้องสั่งสมสุจริต กุศลนี่แปลว่าดี กุศลนี่แปลว่าฉลาด ในอรรถ ในความหมาย กุศลแปลว่าดี แปลว่าฉลาด คำว่าดีนี่ กินความหมดทุกอย่างแล้ว สิ่งดี ยังกุศล อาศัยกุศล กุศลกรรม มีกุศลกรรม เป็นตัวดำเนินไป เรียกว่าสุคติ ดำเนินไป พระพุทธ- เจ้าก็ดียังมีกรรมกิริยา ถ้าอยู่ก็ดำเนินไปด้วยกรรมกิริยา กาย วาจา ใจ ที่เป็นสุคติ หรือเป็นกุศล แล้วก็ทำให้ไม่หยุดไม่หย่อน ทำให้ถึงพร้อม คือ ทำให้มันสมบูรณ์ ทำให้มันสูงสุด ทำให้มันดีงามยิ่งๆ ไม่มีจบ พระพุทธเจ้าไม่สันโดษในกุศล ยังทำอยู่ สั่งสมอยู่เสมอ มีก็ทำ มีก็สร้าง มีก็ให้มันยิ่งๆขึ้นไป ไม่มีการจบสิ้นหรอก ต่อให้เป็นพระพุทธเจ้าที่ยังไม่ปรินิพพาน ยังไม่หมดรูปนามขันธ์ 5 ก็ต้องทำ พระอริยเจ้าพระอรหันต์เจ้าทุกพระองค์เหมือนกัน ต้องทำ ต้องสั่งสม ให้มีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวแล้วก็ปรับ ปรับได้ กรรมกิริยาปรับได้จริงๆ เปลี่ยนแปลงได้จริงๆ จึงจะเจริญได้ ถ้าเชื่อว่าปรับไม่ได้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive