351112 ตอบให้ถึงพุทธะ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
351112 ตอบให้ถึงพุทธะ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
ตอบให้ถึงพุทธะ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2535 แสดงแก่เด็กนักเรียนโรงเรียนสัมมาสิกขา ปฐมอโศก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์
เด็กถาม : คำถามนี้พ่อท่าน ตอบได้ไหมครับ ตอบ : ไม่รู้ซิ ยังไม่เจอคำถาม จะตอบได้หรือไม่ได้ก็ไม่รู้ ถาม : พ่อท่าน คิดว่าจะตอบได้ไหมครับ ตอบ : อาตมาตอบได้เกือบทั้งหมดนะ ถาม : มันลึกซึ้งนะ ตอบ : เอาเถอะน่า (เสียงหัวเราะ) ลึกซึ้งขนาดไหนก็เถอะ ว่ามาก่อน มันจะลึกซึ้งขนาดไหน ถาม : ท่าน นรวีโรนะ ท่านเคยก่อนจะไปจากนักเรียนนี่นะฮะ เทอมที่แล้วนี่นะฮะ บอกนะแหละ จะไปนะ ท่านบอกว่า นักเรียนนี่มาอยู่ที่นี่ รู้ไหมว่า พ่อท่านเป็นใคร และก็มาอยู่ที่ฐานผลิตภัณฑ์ถั่วนะครับ อาหินก็เล่าให้ฟังอีก น้าฟ้า ก็เล่าให้ฟังอีก อาหินก็เล่าให้ฟังอีกว่า พ่อท่านเป็นใคร อาหินก็ไม่รู้ อาฟ้าก็ไม่รู้ครับ ก็อยากถามว่า พ่อท่านเป็นใคร แต่ลึกซึ้งนะครับ ห้ามตอบว่า พระโพธิรักษ์ แล้วก็ท่าน รัก รักพงษ์ นะครับ ตอบ : โอ้โฮ! (หัวเราะ) อ้าวๆ บอกให้ฟังนะ ในฐานะที่เราเป็นคนใน อาตมาเป็นคนทำงานศาสนา แล้วก็ไม่ได้เป็นคนทำงานศาสนาแค่ชาตินี้เท่านั้น อาตมาทำงานศาสนามาหลายชาติแล้ว ชาติหน้าก็จะยังทำงานศาสนาต่อไป ไม่พูดถึงชาติที่แล้วหรอก เขาไม่พูด เขาพูดในชาตินี่ ไม่มีในพระไตรปิฎก ไม่มี ในพระไตรปิฎกนั่น มันสองพันกว่าปีโน่น พระไตรปิฎก มันสองพันกว่าปี ไอ้นี่มันไม่ใช่ชาติแค่นั้นๆ ไม่ใช่ชาติที่แล้ว ไม่ใช่ชาติที่กี่ปี ร้อยปี สองร้อยปี สามร้อยปี ห้าร้อยปี แปดร้อยปี ผ่านมานี่ ก็มีตั้งเยอะตั้งแยะน่า อาตมารู้ แต่บางอันอาตมารู้ไม่ละเอียด มันลึก มันระลึกไม่ได้ อาตมาระลึกไม่ได้ละเอียดทั้งหมดหรอก ระลึกได้นิดๆ หน่อยๆ ระลึกได้พอสมควร แต่ว่า อาตมาไ
อ่านต่อ
ม่ใช้สิ่งคนที่คนไม่รู้ด้วย ไม่สามารถรู้ด้วยเอามาพูด เพราะว่าถ้าพูดแล้วเป็นตัวอย่าง ประเดี๋ยวพวกเราเดี๋ยวได้ใช้บ้าง เดี๋ยวมันหลอกกันก็มี มันไม่จริงมันไม่ได้ไม่ๆเอา ก็นี่นิดเดียวแล้ว เอาๆ อย่างนี้ ถ้าใครอยากรู้ว่า ตัวเองได้เคยเป็นลูกศิษย์กะอาตมา ในชาติที่แล้วนี่ เอาอย่างนี้ เราพิจารณาตัวเอง จงอ่านตัวเองออกว่า ฟังอาตมาพูดรู้เรื่อง พูดรู้ภาษา เข้าใจอาตมาพูดแล้ว นี่ลึกซึ้ง เราก็รู้ลึกซึ้งตามนี่ ได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าคนฟังภาษาที่อาตมาพูดนี่ลึกซึ้ง และก็รู้ลึกซึ้งตามนี่ได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าคนฟังภาษาที่อาตมาพูดนี่ รู้ลึกซึ้งแล้ว บอกว่าลึกซึ้ง และเข้าใจลึกซึ้งไปตามได้ คนนั้นแหละ ได้เรียนมากับอาตมามาแล้ว ไม่ใช่ชาตินี้ชาติเดียว แต่ถ้าใครที่ฟังอาตมาพูดแล้ว แสนที่จะไม่รู้เรื่อง แสดงว่า เพิ่งจะมาเจอกันชาตินี้
ถาม : พ่อท่านครับ เมื่อตอนที่เด็กชายเก่งอยู่นะ พี่เก่งเขาถามบอกว่าพ่อท่าน ระลึกชาติได้ไหม เขาบอกว่า ตอบคำเดียวนะ บอกระลึกชาติได้ แล้วถึงจะถามต่อครับ ตอบ : ถามต่อ ถ้าเผื่อว่าอาตมาบอกว่าตอบ อาตมาไม่ตอบมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว อาตมาก็ไม่ตอบ (ไม่เป็นไรนะฮะ) เอา
ถาม : จะถามพ่อท่านครับ ว่าพ่อท่านตอนที่มาอยู่ตอนที่พ่อท่านยังไม่รู้จักปฐม-อโศกนี่นะฮะ พ่อท่านเคยเดินมาที่ๆ เจดีย์ ใช่ไหมฮะ ที่ปฐมเจดีย์นะฮะ และมีชายคนหนึ่ง ที่เอาสถูปของพระพุทธเจ้ามาให้นั่นน่ะ (พระบรมสารีริกธาตุ) กระดูก (นั่นแหละ กระดูกของพระพุทธเจ้า เราเรียกว่าพระบรมสารีริกธาตุ) นั่นแหละครับ เอามาให้และตอนนี้พ่อท่านรู้ไหมว่า ท่านเป็นใคร ตอบ : ไม่รู้ ไม่ใช่ผู้ชาย ผู้หญิงเป็นผู้หญิงที่เอามาให้ ที่เอาพระบรมสารีริกธาตุมาให้ที่ๆหน้าพระปฐมเจดีย์ นี่นะ เป็นผู้หญิง เขาเอาใส่บาตรไปบิณฑบาตแล้ว เดินบิณฑบาตกำลังจะข้ามสะพานที่หน้าเจดีย์ไปทางด้านโน้น ไปทางด้านตรงข้ามไปทางด้านโน้นเลย กำลังเดินๆอยู่บนสะพาน อยู่ขอบสะพานนะ ก็เขามาถึงเขาก็มาใส่บาตร เอาสตางค์แบงค์ยี่สิบมาใส่ๆ แล้วอาตมาก็รับแล้วๆ อาตมาก็อนุโมทนาสาธุกะเขา และก็ฝากบอกว่า อาตมาเป็นพระแล้ว อาตมาไม่ได้ใช้เงินใช้ทองแล้ว อาตมาก็ฝากคืนไปทำบุญด้วยนะ เอาไปทำทานก็ได้นะ เอาไปทำทาน คนที่ยากที่จนกว่าเรา คนที่ยากจนกว่าเรา เขาจะได้เอาเงินนี่ ไปใช้เป็นประโยชน์มีคุณค่าก็ฝากไปด้วยน่า เสร็จแล้ว เขารับเงินคืนไป เขาก็มองหน้าอาตมา แล้วก็บอก พบแล้ว ว่ายังงั้น ดิฉันหามานานแล้ว พบแล้ว แล้วเขาก็ควักกระเป๋า เปิดกระเป๋าแล้วควักกระเป๋าออกมา เขาก็เอาพระธาตุมันเป็นตลับพลาสติก ไอ้ที่เขาใส่ไอ้สร้อยอะไรนั่นน่ะ ตลับใส่ทอง ตลับนั่นน่ะ พลาสติกอย่างนั้นน่ะ สีชมพู เขาชอบสีชมพูๆ นั่นน่ะตลับอย่างนั้นนะ ไม่สีชมพู ไม่ใช่ส้ม สีชมพู ตลับสีชมพูอันนี้ เขาก็ใส่เขาก็เอาออกมา ควักออกมาแล้วเขาก็บอกว่า ขอถวายท่าน อาตมาก็ถามว่าอะไร อาตมานึกว่า สร้อย เพราะไอ้กล่องนี่อาตมาเคยเห็นแต่เขาเอามา อาตมาเคยใช้ สั่งซื้อสร้อยเมื่อไหร่ เขาก็ใส่ตลับอย่างนี้มาให้เสมอนะ อาตมาก็นึกว่า สร้อย อาตมาก็ถามว่าอะไร เขาก็บอกว่า พระบรมสารีริกธาตุ อาตมาก็บอกว่า อ้าว พระบรมสารีริกธาตุทำไมเล่า เอามาให้อาตมาทำไมๆ เขาบอกว่า ท่านต้องเป็นผู้รับไปรักษา ต้องเป็นผู้รับไว้แล้ว เพราะว่าตอนนี้ หมดเวลาของเขา ของดิฉันที่เก็บเอาไว้แล้ว ถึงเวลาที่จะต้องให้แก่ท่านไปแล้ว อยู่ๆที่สันติ เป็นใคร ไม่รู้เขารึ จะมาอาตมาได้อย่างไร ต้องไปถามเขา ทำไมเขารู้ ไปถามเขาซิ จะมาถามอาตมาได้อย่างไร ทำไมเขารู้ ก็ต้องไปถามเขาซิ ถามอาตมาทำไม ไปถามเขาอีกเขาบอกว่าเจอแล้ว ถามเขา ก็ไม่มีปัญหาอาตมา ตัดปัญหาไปตั้งนานแล้ว ก็รูปปั้นของพระพุทธเจ้านี่ ก็รูปปั้นของพระพุทธเจ้าใช่ไหม และมันเป็นพระพุทธเจ้าหรือเปล่า พระพุทธรูปน่ะ ไม่ใช่สักรูป และเหมือนรูปไหน เหมือนก็ยังไม่รู้เลย รูปไหนหน้าเหมือนพระพุทธเจ้า ก็ยังไม่รู้เลย เราถือว่าเป็นรูปพระพุทธเจ้า ได้กราบเคารพบูชากันอยู่ตั้งเยอะแยะ แบบนั้น แบบนี้ แบบสุโขทัย แบบอู่ทอง แบบอยุธยา ตั้งเยอะแยะไป และกราบเคารพเป็นรูปแทนพระพุทธเจ้า อันนี้เขาบอกว่าเป็นกระดูกใกล้ชิดกว่ารูปพระ- พุทธเจ้าอีกก็อย่างนั้นยังเชื่อ อันนี้นะน่าเชื่อกว่า อ้าว ก็ถือว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุ ไม่มีปัญหาอะไรนี่ ก็เก็บไว้ ให้แล้ว ทำไม อาตมาก็ถามเขาว่า ถามอีกว่า ทำไมไม่ถึง เอามาให้ ถามอีกยาว อีกพอสมควร อาตมาก็ซักไซร้ไล่เลียง ทำไมถึงเอามาให้อาตมาเล่า บอกว่าถึงเวลาที่จะต้องให้แล้ว นี่เป็นชุดสุดท้าย เขามีมาก พระบรมสารีริกธาตุ เขาได้และเขามีไว้มาก และเขาได้แจกไปและเขาก็ได้ทูลเกล้าถวายไปหมดแล้วด้วย ยังเหลือชุดนี้เป็นชุดสุดท้าย ต้องพบผู้ที่สมควรจะต้องให้ เขาได้มาพบแล้ว เขาบอก เขาพบแล้ว เขาจะต้องถวายไป อาตมาก็ถามว่า คุณแน่ใจหรือ เขาบอกเขาแน่ใจ อาตมาก็บอกว่า ตกลง ถ้าคุณแน่ใจ อาตมาก็รับ ไม่ได้ถามหรอก อาตมาก็รับมา พอรับมารู้ไหม ไปที่นั่น อยู่ที่พออาตมารับมา พอบิณฑบาตเสร็จก็เข้าไปในบริเวณพระปฐมเจดีย์ ที่อาตมาปักกลดอยู่ใต้มะม่วงแถวนั่นน่า พอไปเดี๋ยวแผ่นดินไหว ไม่มันไหวทั่วไป ไม่ใช่อยู่ที่นั่นหรอก มันไหว แผ่นดินมันกระเทือน อาตมาจำไม่ได้ พ.ศ.อะไร ไม่ แต่เดาเอาเท่านั้นเอง ไม่ตรง ไม่เดา เขาเดากันเขาก็เดากันใหญ่เลย คนนั้นคนนี้ เขาก็เดากันไปเยอะไป พูดต่อปากต่อคำ อาตมาก็ห้ามไม่ให้พูดมาก ฮ๊ะ ก็ในราวอายุราว ก็ยังไม่แก่นะ ก็คงราวในไม่ 30 คงไม่ถึง 40 ผู้หญิงอายุ 30 กว่า ยังไม่ถึง 40 หรอก ไม่รู้จำไม่ได้แล้ว สวยไม่สวย ไม่รู้ ไม่หายไปหรอก เขาก็เดินไป อาตมาก็ไม่ได้เดินตาม ก็เพราะอาตมาเดินบิณฑบาต จะไปเดินล็อกแล็กมองๆ ล็อกๆ แล็กๆ มองดูอย่างนี้ยังไงละ อาตมาก็เดินสำรวมบิณฑบาตไป แต่ก่อนนี้ สำรวมมากกว่านี้ เดินบิณฑบาต เมื่อก่อนนี้ สำรวมเรียบร้อยมากกว่านี้ เดี๋ยวนี้มันเร็ว เดินจากนี่ไปโน่น โอ้โฮ! มันไกลนะ และไปเดินในเมืองมันก็ อาจจะช้าได้ เดินอยู่ในเมืองเดินอยู่ข้างนอกนี่ มันเร็ว จ้ำๆๆ มันก็หลุกหลิกๆ มากหน่อย 12 องค์ มันมีพระธาตุอยู่ 12 องค์ หลายสี มีสีดำ สีเหลือง สีชมพู สีแดง สีอะไรหลายๆสีเลย เหมือนเม็ดพลอย ไม่เป็นรูปเม็ดข้าวสารหรอก เป็นเม็ดรูปร่างต่างๆ หลายรูปร่าง เขาว่าอย่างนั้น พระธาตุนี่ เขาว่าเอาไปแช่น้ำ แล้วจะลอยได้ จะลอย ไม่ได้ลองๆเหมือนกัน ลองก็ลอง ก็เยอะแยะ ก็อาตมาไม่ได้บิณฑบาตที่เดียวนี่ หลายรูป อยู่เรียงกันหลายรูป พระรุ่นเก่าๆ ตอนนั้นมานานๆ แล้วตั้งแต่ออกจากพุทธสถาน 17 หรือไง นี่จำไม่แม่น 2517 หรือไง นี่ ก็เป็นประวัติ ตอนหลังๆนี่ ได้อีก ตอนนี้พระธาตุอยู่ร้อยกว่ารูปตอนนี้ ร้อยกว่าองค์ อันนี้มี 13 รูป นี่เอง และตอนหลัง ก็ได้มาอีก สองชุด สามชุดได้มา เดี๋ยวนี้มีตั้งเยอะ เพราะฉะนั้น ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร พอเราสร้างศาลาวิหารสันติอโศกเสร็จ มีสถูปทั้งหมด เอาพระธาตุนี่ ไปไว้ทั้งหมดเลย หายอะไรยังไง เอาไปไว้ที่สถูป รวมเอาไว้ที่ดีเลย จะหายยังไง โน่นอยู่ข้างบนนี่ ศาลาวิหารเสร็จแล้วก็ ไม่เหมือนกัน ชุดแรก ชุดสอง ชุดสาม ได้มาก็ไม่เหมือนกันนะ ชุดแรกจะมีสีสันมากกว่า ชุดอื่นๆมีแต่ชุดแรกนี่ มีสีสันมาก ชุดอื่นๆ ก็ไม่ค่อยมีสันอะไรมากมาย เม็ดเล็กมากกว่า ชุดอื่นได้เม็ดเล็กๆ ไม่ทุกสี หรอก ไม่กี่สี
ถาม : มาตอนแรก ทำไม ถึงไม่ตบยุง หมายความว่ายังไง ตอบ : ถือศีลเคร่ง ก็ศีลธรรมดาก็บอกว่าไม่ฆ่าสัตว์ ตบมันก็ฆ่ามันน่ะซิ ตบมันทำไมเล่า โอย พระข้างนอก ก็พระข้างนอก ก็เรื่องแค่นี้ คุณไม่เข้าใจได้ยังไง ตอบ : ก็อยู่ข้างนอก ก็ข้างนอกซิ อาตมาคิดยังไง ก็รู้ด้วยปัญญาธรรมดา ตบยุง มันก็ตายนะซิ จะไปตบมันทำไมล่ะ มันก็ตาย มันก็ฆ่าสัตว์ทำไมล่ะ ก็ธรรมดาตบยุง มันก็คือตายๆ ก็คือ ฆ่าสัตว์และไปฆ่ามันทำไม ก็รู้อยู่แล้ว ฆ่าสัตว์ และเราก็เข้าใจด้วย ปัญญาเราๆก็ไม่ตบ ก็รู้ๆ อยู่ตบยุงๆมันก็ตาย ก็รู้ๆอยู่ เราฆ่าสัตว์ เราจะไปฆ่ามันทำไมล่ะ เรื่องของพระข้างนอกเขาก็ช่างของเขาเป็นไรล่ะ ขนาดศีลบอกว่า อย่ากินเหล้า แล้วไปดื่มเหล้า แล้วจะให้พูดยังไงนะ ก็เขาไม่ปฏิบัติศีล ปฏิบัติธรรม และเราปฏิบัติก็ปฏิบัติ มันรู้มันก็เข้าใจแล้ว มันก็ง่าย มันก็เข้าใจแล้ว เราไม่ฆ่าสัตว์ ก็คือเราไม่ตบยุง เราไม่ฆ่าสัตว์ เขาบอกว่าไม่กินเหล้า เราก็ไม่เอาเหล้าเข้าปาก เราก็ไม่ดื่ม มันก็ตรงๆ มันก็ไม่เห็นยากตรงไหนเลย อาตมาไม่ได้ติดเหล้า เห็นพระข้างนอกกินเหล้า ก็ผิดอยู่แล้ว อาตมาไม่ได้ติดเหล้า ก็รู้อยู่แล้ว ยิ่งไม่มีปัญหาใหญ่เลย อย่างนี้ มันต้องหัดฝึกนะ หัดฝึกมีสติ หัดตั้งใจก่อนนอน ตั้งใจ เออว่าเราจะนอน เราจะนอนท่าไหน ถ้าเรารู้สึกตัวแล้ว เราจะต้องตรวจตัวเองดูให้ได้ มีสติพอเรารู้สึกตัว เราก็ดูว่าเรานอนท่าไหน ที่เราก่อนนอนท่าไหน พอเรารู้สึกตัว เราหยุดอยู่ในท่านั้นหรือเปล่า ถ้าไม่อยู่ในท่านั้น จะต้องตั้งใจใหม่ เราจะต้องอยู่ในท่าเดิมให้ได้ จะพลิกตัว หรือว่าจะขยับเขยื้อนตัวเมื่อไหร่ ต้องตั้งใจว่า รู้สึกตัวจะขยับเขยื้อนแขนขา ตัวอะไร จะขยับไปทางไหน จะต้องรู้สึกตัว นั่นแหละ ต้องตั้งใจฝึก ถ้าไม่ขยับเขยื้อนไปที่อื่น นั่นแสดงว่า เก่ง ถ้าตื่นมาไม่ได้เปลี่ยนท่านั่นเก่ง ท่าเปลี่ยนไปแล้ว นั่นเราแสดงว่า เราเลอะไปแล้ว ขาดสติ ถ้าตื่นมาแล้ว ที่จะต้องรู้สึกตัวว่า เราจะเปลี่ยนเมื่อไหร่ นอนหลับนี่แหละ แม้แต่จะขยับกายจะเปลี่ยนๆ แขนเปลี่ยนขา จะเปลี่ยนท่าอะไร จะต้องให้รู้สึกตัว ขยับตัวมันไม่ปลุกหรอก ไม่เกี่ยวกับนาฬิกาปลุก ความรู้สึกตัวเวลานอนนี่ เราจะต้องตั้งใจบอกตัวเอง เราฝึกเลยว่าเรานอนท่าไหน ส่วนมากเรานอนท่าอะไร รู้ไหม ฝึกท่าที่สำคัญ นอนตะแคงขวา ท่านอนสีหไสยาสน์ นอนหงายท่าเปรตไสยาสน์ นอนตะแคงซ้าย กามโภคีไสยาสน์ นอนคว่ำ เดรัจฉานไสยาสน์ และมีอีก ไสยาสน์หนึ่งๆที่เรียกว่าจะนอนตะแคงขวา หรือจะนอนหงายก็ตาม หรือนอนคว่ำ นอนตะแคงซ้ายก็ตาม มันมีสี่ท่าเท่านั้นแหละ นอนนั่นน่ะไม่ตะแคงขวา ก็ตะแคงซ้าย ก็นอนหงาย หรือนอนคว่ำ มันก็มีสี่ท่าเท่านั้นแหละ กลับหัวกลับหางไปไหน มันก็สี่ท่านั่นแหละ ไม่คว่ำก็หงาย ไม่ตะแคงขวาก็ตะแคงซ้าย เอาเดี๋ยวจะอธิบายความหมาย เอ้า ฟังดีๆ และเขามีอีกภาษาหนึ่งเรียกว่า พุทธไสยาสน์ หรือตถาคตไสยาสน์ ไม่ใช่นั่งนอน ไสยาสน์ แปลว่านอน ไม่ใช่ว่านั่ง เฮ้ยไปเรื่อยเลย ดำน้ำไปเรื่อยเลย แหม เถียงไปเรื่อย พุทธไสยาสน์ หรือตถาคตไสยาสน์ ตถาคตหมายถึงใคร พระพุทธเจ้า พุทธไสยาสน์ หรือตถาคตไสยาสน์อันเดียวกัน ท่านหมายความว่า ถึงจะนอนท่าไหนก็ตาม นอนอย่างเป็นพุทธะ หรือนอนอย่างพระพุทธเจ้า เป็นผู้ตื่น เป็นผู้รู้สึกตัว เป็นผู้ที่ไม่หลงใหล ไม่นอนหลับใหล ไม่มีกิเลส ถ้านอนอย่างนี้ ถ้าจะนอนท่าตะแคงขวา จะตอนท่าหงาย จะนอนตะแคงซ้าย จะนอนคว่ำอะไร ก็ถ้ามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมจริงๆนี่ เรียกว่าพุทธไสยาสน์ หรือตถาคตไสยาสน์ เป็นการนอนที่รู้ตัวดี แต่ทีนี้ ท่านก็อธิบายว่า ถ้านอนท่าตะแคงขวานี่ มันเหมือนสิงห์สีหะ หรือสิงห์ๆ เป็นเจ้าป่า เวลานอนนี่ จะนอนตะแคงขวา นอนเหยียดตะแคงขวา มันสัตว์สี่ขา มันก็นอนเหยียดขาไปยังงี้ มันก็นอน ก่อนจะนอนนี่ มันจะตรวจดูรอบทิศก่อน เรียบร้อย ไม่มีอะไรนะ แล้วมันก็นอน นอนเสร็จแล้ว มันก็จะนอนอยู่ท่านั่นน่ะ สิงห์นี่ พอนอนมันก็นอนท่าตะแคงขวา พอนอนเสร็จแล้วถ้าตื่นขึ้นเมื่อไหร่ พลิกตัวขึ้นเมื่อไหร่ สิงห์นี่ พอรู้สึกตัวจะยกหัวขึ้นนำก่อน แล้วก็มองดูรอบทิศๆ มองดูตรวจดูให้รู้ว่ามีอะไรต่ออะไร ไม่ใช่ว่า งมงายพรวดๆพราดๆ หรือว่าดิ้นไม่ใช่ว่านอนเวลาลุก ไม่ใช่ว่า เวลาตื่นรู้สึกตัวแล้วว่า ตั้งสติแล้วก็มองรอบตัวรู้ได้ ไอ้นอนลุกขึ้นมายังไม่รู้เลย งุ่มงัวๆเงียๆ (เสียงหัวเราะ) เหมือนเลย ชนดะเลย งัวเงียๆๆ ยังงี้ มันก็ใช้ไม่ได้ มันไม่ได้เรื่อง เพราะฉะนั้น เราจะต้องมีสติ ตั้งแต่ยังไม่ลุกขึ้นมา หรือยังไม่เขยิบกายขึ้นมาด้วยซ้ำไป แม้แต่พอลืมตาแล้ว ก็จะยกหัวขึ้นมาดูรอบทิศ เหมือนสิงห์ก็ได้ เสร็จแล้ว ถึงค่อยเขยิบลุกตัวลุกขึ้นมานะ สิงห์ทำอย่างนี้ พระพุทธเจ้าก็เอามาเปรียบเทียบให้คนนี่ ให้ฝึกหัดว่า คนนี่ ที่นอนหัดฝึก มีสติ ถ้านอนด้านนี้แล้วเป็นได้ เป็นการนอนที่สุขภาพดี นอนตะแคงขวานี่ คนเราธรรมดานี่ หัวใจมันอยู่ข้างซ้าย น้ำหนักมันลงไปข้างนั้น เพราะฉะนั้น ท่าลงทางนี้ หัวใจมันอยู่ทางซ้ายมันก็ดี นอนข้างนี้แหละ คนเรานี่ ถนัดขวา เรานอนข้างนี้แล้วนี่ ทับขวาแล้วนี่ หมายความว่า เราเองเราไม่กังวลแล้ว ถนัดขวาเราเอง เราไม่กังวลแล้ว คราวที่จะใช้ขวานี่ จะหยิบจะจับ จะจับคว้าไอ้โน่นไอ้นี่ จะกินจะใช้ ใช้มือขวาเป็นตัวๆเก่ง เพราะฉะนั้น เรานอนข้างนี่แล้ว มือนี่อยู่ข้างซ้าย มันจะไม่กระไรมากหรอก ก็เพราะว่ามือซ้ายมันไม่ค่อยถนัด ก็เรียกว่าเป็นการนอนที่ปล่อยวางโลกีย์ ปล่อยวางกาม ปล่อยวางโภคี หมายความว่า มือนี่ไม่ไขว่คว้าอะไร เพราะมือซ้ายมันไม่ใช่ตัวต้องคว้า มือขวา เรานอนข้างนี้ มือขวาก็ข้างนี้ ก็หมายความว่า เก็บมือแล้ว แต่ถ้านอนข้างซ้ายนี่ ไม่ค่อยถูกลักษณะ เพราะว่าหัวใจอยู่ข้างซ้าย อีกอย่าง หนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง มือขวา เรียกว่าข้างซ้ายนี่ นอนทับ ข้างซ้ายนี่ เขาเรียกว่ากามโภคี ก็คือ ผู้บริโภคกาม เพราะฉะนั้น มือขวานี่ แหม คว้าอะไรเอามาบริโภคได้หมด อะไรๆ ก็มือขวานี่ เป็นมือเปิดแล้ว ไม่ค่อยดีนัก เรียกว่า กามโภคี นอนหงายนี่ มันสบาย เสพ พอนอนหงาย มันไม่ต้องรักษาศูนย์ถ่วง ไม่ต้องรักษาอะไรนะ มันนอนตะแคงนี่ มันต้องรักษาศูนย์ถ่วง ใช่ไหม ไอ้ที่รองรับนี่ มันก็สันนี่ มันนอนยาก เพราะไอ้นี่มันต้องระวังรักษา อย่าพลิก ไม่ล้มไปหน้ามันก็ล้มไปหลังใช่ไหม แต่ถ้าเรานอนงอขา มักน็ค้ำเอาไว้ให้ แต่ถ้าไม่งอขา มันจะไม่ค้ำ นอนเหยียดตรง ท่านหัดให้ๆ นอนให้เหยียดตรง เท้าเหลื่อมเท้าๆ ซ้อนเท้า ไม่ใช่นอนแล้วขาสะเปะสะปะ ไปแยกอะไรไม่ เท้าซ้อนเท้านะ ยากนะ ใครนอนแล้ว รักษาเท้า ซ้อนเท้าเอาไว้ได้แล้วรู้สึกตัวเท้าซ้อนเท้าได้นี่ ชั้นหนึ่ง ขนาดอาตมายังยากเลย นอนเท้าซ้อนเท้า นี่ ส่วนมากนะ ยาก นอนเท้าซ้อนเท้านี่ ไม่ยังงั้นแล้ว มันจะตก จะไม่อยู่ละ เท้าซ้อนเท้า มันยาก เรานอนอย่างนี้ เราต้องใช้กำลังงานส่วนหนึ่ง กำลังงานรักษาว่าเวลาเรานอนนี่ เรานอนนี่ ไม่ให้มันพลิกคว่ำลง ไม่ให้มันพลิกหงายลงไปยังไงล่ะ มันยากนะ นอนตะแคง แต่ถ้านอนหงาย มันไม่พลิกไปไหนหรอก แบนเลย มันก็นอนราบน่ะ ถ้านอนหงายนี่นะ มันก็เสพเลย สบาย ถึงเรียกเปรตไสยาสน์ นอนไม่ต้องรักษาแหละ ไม่ต้องใช้พลังงานควบคุมเลย นอนแบหลาเลย นี่สบาย แม้แต่เวลาจะนอนหงาย ก็หัดระวัง เท้าก็ให้ชิด มือก็ให้แนบ ไม่ใช่ว่า นอนหงายก็ แหม ไม่รู้ท่าไหน ไม่รู้น่าเกลียด อย่าว่าแต่ผู้หญิงเลย ผู้ชายก็น่าเกลียด นอน แหม แบหลาเลย ไม่รู้ท่าไหน เท้าขาไปยังไงก็ไม่รู้ ไม่เข้าเรื่องเลย เดี๋ยวซิ อาตมาอธิบายยังไม่จบเลย เปรตไสยาสน์ ก็ยังไม่จบ เดรัจฉานไสยาสน์ เมื่อกี้ทำไมจึงเรียกเดรัจฉาน พอเราหัดนอนนี่อย่างกาม ตะแคงขวาสิงหะ ตะแคงซ้ายกามโภคี นอนหงายเป็นเปรตไสยาสน์ สบาย แล้วก็หัดนอน ถึงแม้จะนอนหงายก็ระวัง อย่าให้มันดีดดิ้น แหม มือเท้าอะไรไปท่าไม่เข้าเรื่องอะไรไม่เข้าราว นอนให้เรียบราบ เท้าชิดเท้า แล้วก็นอนให้มันเรียบนะ เหมือนคนนอนในโลงศพ เห็นไหม ไม่ถึงขนาดพนมมือเหมือนโลงศพหรอกนะ คนนอนในโลงศพ นี่เขามีท่าให้นอนประณมมือ เรานอนก็ให้มือเหยียดไปตามลำตัวธรรมดา แล้วนอนตื่นมาก็ไม่รู้สึกตัวว่า เอ๋ นี่ขาเราไปดิ้นไปเบี้ยวไปมา แขนดิ้นไปเบี้ยวไปมา อันไหนหรือเปล่า ถ้ารู้สึกตัวว่า มันไม่อยู่กับที่ สำทับตัวเองด้วย เราจะต้องนอนให้เรียบร้อย มีสติ จะขยับเขยื้อนตัวเมื่อไหร่ เราจะไม่ให้มันเขยิบขยับ ไปโดยที่เราไม่รู้สึกตัวไม่ได้ ถึงจะต้องขยับตัว ก็ให้รู้สึกตัว และเราก็จะมีสติรู้ตัว เราจะเอาแขนไปในรูปร่างนั่น รูปร่างนี่ มันไม่สุภาพ ไม่ดี เราต้องสังวร ระวังนั่น หัดอย่างนี้แล้ว ไม่ต้องกลัวว่า นอนแล้ว ผ้าห่มก็ไม่ไปข้างๆตัว ไม่ไปข้าง ไม่ต้องกลัว ถ้าหัดอย่างนี้ นี่ๆมันไม่เข้าท่าเลยยังไม่ได้ฝึกเลย ก็แน่นอน ระวังที่นุ่งผ้าถุงผ้าเถิง ระวัง น่ากางเกงก็นั่นแหละ ถ้าไม่หัด ไม่ฝึก จะนุ่งผ้าถุง หรือจะใส่กุงเกงอะไรก็แล้วแต่ สมควรหรือที่เราจะต้องไปดิ้น ไปเดิ่นไปอะไร ถ้าเผื่อไม่หัด ไม่ฝึกเหรอ ระวังเถอะนะ พวกอาตมาก็นุ่งเหมือนพวกคุณ ผ้าสบงก็เหมือนผ้าถุงนั่นแหละ ถ้านอนดิ้นๆ หรือนอนไม่ระมัดระวังตัว มันก็โป๊หมดเหมือนกันนะ แต่ก็ต้องนอนฝึกปรือกัน ถึงจะไม่โป๊ เรียบร้อย ต้องหัดฝึก เอ้า ทีนี้ก็นอน เดรัจฉานไสยาสน์ นอนคว่ำ เดรัจฉานไสยาสน์ มันเหมือนพวกสัตว์เขานอน สัตว์นอนก็เหมือนสัตว์เดรัจฉานไสยาสน์ มันก็ตามรูป นะ เขาก็เรียกเดรัจฉานไสยาสน์ก็เท่านั้นเอง ฮ่า ลิงนอนท่าไหนนะ มันก็นอนทุกท่าแหละนะ แต่ละตัวก็นอนไม่เหมือนกัน ลิง นอนทุกท่า เอาที่ถามเมื่อกี้นี้
ถาม : (เด็กชาย ดินดำ) พ่อท่านครับ ตอนที่พ่อท่านก่อนๆที่พ่อท่านจะมาๆอยู่ ปฐมอโศก นี่นะฮะ ยังไม่รู้อโศกยังไม่รู้จักอโศก ตอบ : อะไร อาตมาเป็นคนตั้งอโศก อาตมาจะไม่รู้จักอโศกได้ยังไง ถาม : ไม่ใช่ฮะ แต่ก่อนนะฮะ ยังไม่รู้จักอะไรเลย บวชแบบพระข้างนอกครับ ยังไม่เป็นพระข้างในนะฮับ แล้วพ่อท่าน เอาคำสอนจากใครมา ในคำถามที่หนึ่งนะครับ เอาคำสอนจากพระพุทธเจ้ามาใช่ไหมครับ ตอบ : เอา ตอบเองเสียอีก ถาม : ไม่ใช่ครับ แอ๋ แต่ทำไมพ่อท่านเปลี่ยนหลักคำสอนของพระทั่วไปล่ะครับ ตอบ : ไม่ได้เปลี่ยนหรอก ถาม : เปลี่ยนจากพระทั่วไป ตอบ : ไม่ได้เปลี่ยน ถาม : เอาตามพระพุทธเจ้าหรือครับ ไม่ใช่ครับ ก็อยากทราบว่าพ่อท่านเอาแนวคิด เอาแนวอะไรมา ตอบ : ถามอย่างนี้ก็ดี เข้าใจไหม เข้าใจที่สื่อเขาถามกันใช่ไหม ถาม : พ่อท่านลอง เอาแนวคิดมาจากไหน ตอบ : เอาๆ อาตมาจะสรุปคำถาม หรือว่า ทวนคำถามของเดชเขานะ เขาถามอย่างนี้ เขาหมายความว่า อาตมานี่ พอมาบวชแล้ว อาตมาก็อาตมายังไม่ได้เป็นอย่างนี้น่ะ แรกๆ ใหม่ๆ ก็ตาม อาตมาไปเอาคำสอน ทำไมอาตมาถึงเป็นอย่างนี้นั้น ก็เพราะว่าอาตมาก็บอกแล้วว่าไม่ก็เล่ามาแต่ตอนต้นแล้วว่า อาตมาเป็นคนทำงานศาสนามาหลายชาติแล้วๆ ก็ถึงบอกว่า อาตมามาชาตินี่ อาตมาไม่ได้เรียนธรรมะจากใครนะ อาตมาไม่ได้มีครูบาอาจารย์ ฟังธรรมะ อาตมาไม่เคยมีอาจารย์สอน ความรู้ทางศาสนาของพุทธธรรมนี่ให้อาตมา ซึ่งอาตมามีความรู้จากอาจารย์นั่นสอน อาตมาได้มาเอง ของตัวเองมีมาเองมาตั้งแต่ปางก่อน ชาติก่อนนี่ ถึงบอกว่าเล่าให้ฟังไม่ได้ว่าชาติก่อน อาตมาเรียนมายังไง อาตมาเล่าไม่ได้ มันเป็นเรื่องใครจะมาถามรู้กับอาตมาไม่ได้ นิดก็ไม่ได้
ถาม : พ่อท่านครับ งั้นพ่อท่านก็เป็นแบบปัจเจกแต่สอนได้ นั่นแน่ะปัจเจกนี่ แปลว่า รู้ด้วยตัวเอง แต่ไม่สอนใคร และปัจเจกรู้เสียด้วยว่า รู้ด้วยตัวเอง และพ่อท่านรู้ตั้งนานแล้ว ไม่ใช่คุยนะ ถ้าพ่อท่านไม่เป็นปัจเจกแล้ว เขาเรียกว่า ยังไงครับ พ่อท่านรู้เอง แต่สอนคนอื่นได้ ตอบ : เอาอย่างนี้ ดีเหมือนกัน ถามยังงี้ อาตมาจะขยายความให้ฟัง ในเมืองไทยนี่นะ เขาเข้าใจว่าปัจเจกกับพุทธะนี่ คือผู้ที่รู้เอง แต่สอนใครไม่ได้ เขาว่าอย่างนั้นนะ เขาว่าปัจเจกพุทธะนี่ ในเมืองไทยนี่นะ ทางเถรสมาคม หรือส่วนใหญ่นี่ เขาเข้าใจว่า ปัจเจกพุทธะ นี่รู้เอง ด้วยตนเอง แต่สอนใครไม่ได้ เขาว่าอย่างนั้นนะ แต่อาตมาเองนี่ อาตมามาค้านแย้งกับเขาว่าปัจเจก ถ้าของพระพุทธเจ้านี่นะ สายของพระพุทธเจ้าโดยตรง นี่ ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ปัจเจกของพระพุทธเจ้านี่ สอนได้ๆ ของพระพุทธเจ้านี่ แต่ที่บอกว่า ปัจเจกพุทธเจ้า หรือว่าคนทั่วไปหรือว่า ที่เขาพูดกันที่ว่า ปัจเจกพุทธเจ้านี่คือปัจเจกพุทธเจ้าสอนไม่ได้นั้น หมาย ความว่า รู้แต่ของตัวเอง ปัจเจกพุทธเจ้านี่แปลว่า ของตัวเอง รู้ของตัวเองเท่านั้น และบอกคนอื่นไม่ได้ เขาอธิบายความหมายปัจเจกหรือปัจจัตตังนี่ หรือปัจเจกหมายความว่า ของตัวเองน่ะ เฉพาะตัวเอง เขาแปลว่า เฉพาะตัวเอง มันเป็นส่วนเฉพาะตัวเอง ปัจเจกนี่ ภาษาอังกฤษเขาว่า Individual General มันต่างกัน General มันทั่วไปเป็น General ทั่วไป อันนี้มันตรงกันข้ามอันนี้มันของเฉพาะตัวเองนั่นมันทั่วไป General มันทั่วไป มัน Individual มันเฉพาะตัว เพราะฉะนั้น ของพระพุทธเจ้านี่ต้องรู้ด้วยตนแล้ว รู้แล้ว ก็สามารถบอกให้คนอื่นได้ จึงเรียกว่ารู้ ส่วนคนรู้ของตนนั่น อธิบายไม่ได้ นี่หมายความว่า มันรู้อย่างไสยศาสตร์ มันรู้อย่างงมๆงายๆ มันรู้ที่อย่างไม่รู้เหตุ ไม่รู้ผล เมื่อไม่มีเหตุ ไม่มีผล เป็นลำดับที่ว่า เหตุนี่จึงเป็นเพราะเหตุนี่ เพราะเหตุนี้ จึงเป็นผลนี้ เหตุอย่างนี้ เป็นอิทัป-ปัจจยตา เป็นภาษาบาลีท่านเรียกว่า อิทัปปัจจยตา เพราะเหตุนี้ จึงเป็นผลเหตุนี้ เพราะเหตุนี้ จึงเป็นผลเพราะเหตุนี้ ไม่เป็นเหตุ เป็นผลกันอย่างนี้ ศาสนาของพระพุทธเจ้า นี่สอนว่าทุกอย่างมาแต่เหตุ ผู้ใดที่ไม่มีเหตุ ไม่มีผลครบ พระพุทธเจ้าถือว่าไม่รู้จริง เพราะฉะนั้น ถ้าเป็น ปัจเจกอย่างไม่ใช่พุทธก็แน่ละ ลูกตัวเอง งมๆ งายๆ อยู่และบอกใครไม่ได้อย่างนั้น ไม่ใช่สายพุทธแท้ อาตมาก็เลยอธิบายของพุทธแท้ ปัจเจกนี่ก็คือตัวเองรู้เองจริงๆด้วย แล้วตัวเองก็สามารถบอกคนอื่นได้ เพราะฉะนั้น จึงเหนือชั้นกว่าปัจเจกของที่เขารู้เองแล้วไม่สอนใครไม่ได้ เหนือกว่าของที่จะไปเป็นของพระพุทธเจ้า คือปัจเจกะพุทธ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าๆ นี่ รองของพระพุทธเจ้า เหนือกว่าปัจเจกที่สอนใครไม่ได้ ปัจเจกที่สอนใครไม่ได้ มันยังงมงายอยู่ ปัจเจกของพุทธะนี่ สอนได้ ปัจเจกของพุทธ อาตมาก็เป็นปัจเจกของพุทธ
ถาม : ถามว่า ผลธรรมะของพระพุทธเจ้า ชื่อว่าพุทธ ทำไมจึงต้องเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นความหมายเลยว่าถ้าพุทธะแล้วจะต้องเป็นคนที่รู้ นั่นความหมายหนึ่ง สองตื่นนั่นความหมายหนึ่ง นั่น อาตมาอธิบายอีกความหมายหนึ่ง ตื่นสาม เบิกบาน จะต้องมีคุณลักษณะนี้ ถ้าเรียนธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้ว จะต้องมีคุณลักษณะอันนี้ จะต้องมีคุณลักษณะที่รู้มีปัญญา รู้เหตุ รู้ผล รู้ของจริงตามความเป็นจริง ก็หมายความว่า ยังไง มันต้องมีของจริงรองรับ เช่น บอกว่า มีอะไรสักอย่างหนึ่งนี่ มันก็ต้องมีอันนั้นก่อน แล้วเราก็รู้อันนั้นได้สัมผัสอันนั้นน่ะ ความจริงอันนี้นี่ รู้ของจริง ตามที่มันเป็นอย่างนั้น เช่น อาตมาจะบอกว่า เรารู้จักดาวพระอังคารไหม นั่นรู้ของจริงอย่างไม่ตามความเป็นจริง เดาเอา เรายังไม่เคยไปเห็นจริง ดาวพระอังคาร ยังไม่เคยไปลูบคลำ นั่น เรียกว่ารู้ ไม่ตามความเป็นจริงนะ เรารู้จมูกของเราไหม เห็นหรือไม่เห็น เขามีคำถาม ว่าอะไรเอ่ย อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล แต่ไม่เคยเห็น อยู่ใกล้ๆ เราที่สุดเลย แต่เราไม่เคยเห็น คิ้วเหรอ จมูกก็เห็นรำไร คิ้วนี่ แหม ลูกตานี่ แหม ส่องกระจกก็เห็นหมด ทุกอย่างแหละ แหม พูดอย่างนั้น หนอยยิ่งไม่เห็นไส้เห็นพุงอะไรอย่างนี้ ไม่เห็นนี่ คอมันยิ่งหนักเข้าไป เอาข้างนอกซิ อย่าเอาข้างใน เอาๆละเห็นความจริงตามความเป็นจริงในสิ่งนั้น แล้วก็เห็นสิ่งนั้นนะ เรารู้จักส้มเขียวหวานไหม เพราะเคยเห็นรูปส้มเขียวห
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive