350629 ตอบปัญหา วันกินข้าวหาด โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
350629 ตอบปัญหาวันกินข้าวหาด โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
ตอบปัญหา วันกินข้าวหาด เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
ถาม : คือ ดิฉันเห็นคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ เขาเป็นราชินีลูกทุ่ง แล้วเขาตายนี่ เป็นอาชีพที่สูงสุด พ่อท่าน : ใครบอกว่า เป็นอาชีพสูงสุด ถาม : เป็นที่สุดในชีวิตของเขาแล้วน่ะค่ะ คือเขาดังสุดขีด แต่ว่าเป็นที่สุดของอาชีพ ที่เป็นนักร้องหรือยังคะ พ่อท่าน : ไม่ ถาม : ถ้าถึงที่สุดนี่ เป็นยังไงคะ พ่อท่าน : มันก็เห่อกันไปตามยุคตามกาล มันเห่อกันน่ะ ไม่นานหรอก เดี๋ยวมันก็หาย ยิ่งเมืองไทยเรา เห่อไม่ยั่งยืนเท่าไหร่หรอก ไอ้อย่างนี้ ที่ยั่งยืนก็เป็นคุณค่า เมืองไทยนี่ เป็นเมืองที่มีปัญญานะ จริงๆลึกๆน่ะ มีปัญญานะ แต่ไว รับอะไรก็ไว รับเห่ออะไรกับเขาก็ไวเหมือนกัน วูบวาบ วูบวาบ แต่ว่าลึกๆแล้ว เก็บสิ่งที่ถูกต้องตามสัจจะ สาระสัจจะไว้ได้นานกว่าเขา ถาม : ถ้าเกิดจุดสูงสุดของอาชีพทุกลักษณะ แต่ละอาชีพอย่างนี้น่ะฮ่ะ ที่สูงสุด พ่อท่าน : อาชีพที่สูงสุด ก็อาชีพที่เราทำอยู่นั่นไง ถาม : ไม่ใช่ค่ะ คือที่สุดของที่สุดแต่ละอาชีพนั่น มันแตกต่าง เข้าลักษณะไหนคะ ตอบ : อาชีพร้องเพลงหากินน่ะ มันอาชีพนรกด้วยซ้ำ เขาไม่เข้าใจเฉยๆ ถาม : แล้วเขาจะมีโอกาสที่จะเวียนกลับมาเป็นนักร้องอีกไหมคะ อย่างนี้ ตอบ : เออ อย่าไปถามเลยอย่างนั้นน่ะ ถ้าเผื่อว่า เขายังผูกยังติดยังยึดอยู่ในใจ เขาก็ยังรัก เขายังชอบ เขาก็เป็น แต่ทุกวันนี้ เขาตายไปแล้ว เขาไม่รู้หรอก เขาไม่รู้หรอกว่า เขาจะมีคนมาฮือฮาอะไรเขานี่ เขาไม่รู้เรื่องหรอก เขาตายไปแล้ว คนเป็นต่างหากที่รู้ เพราะฉะนั้น เขาก็... ถ้าเผื่อว่า เขาเบื่อ ถ้าเขาชอบ เขาผูกเขาติด เขายึด เขาก็ขวนขวาย มัน
อ่านต่อ
ก็จะเป็นเชื้อแห่งกิเลส เป็นเชื้อแห่งความผูกพัน มันก็ติด ก็ยึดของเขาไป แล้วทีนี้ ถ้าเผื่อว่า เขาพากเพียร หรือว่าเขาได้ซักซ้อมไป นี่ก็เป็นความชำนาญของเขา มันก็ติดตัวไปเหมือนกัน เขาเรียกว่าพรสวรรค์นั่นน่ะ มันติดตัวไปเหมือนกัน คนเรามีพรสวรรค์ แต่ก็เลิกได้ เราไม่อยากจะเอาอย่างนี้ ไม่อยากจะทำเราก็เลิกได้ มันเป็นงานที่ไม่น่าทำ เราก็เลิกมา เราก็มาทำงานที่ดีกว่า งานเต้นรำงานร้อง ร้องรำอะไรพวกนี้ เป็นงานนรกปหาสะไง เขาไม่ได้ไอ้นั่นเท่าไหร่หรอก แล้วมันก็ทำได้ที่จะให้มีประโยชน์บ้าง ก็ทำได้ อย่างที่อาตมาก็พาทำอยู่บ้าง เพราะว่าสังคมสมัยนี้ มันติดยึดกันมาก มากจนกระทั่งเราก็จำนนน่ะ ว่า เออ เอา เมื่อมันติดยึดกันมาก เราก็ให้อาศัยไปบ้าง แต่เราก็ต้องพยายามใส่เนื้อ ใส่สาระสัจจะอะไรแซมเข้าไป แซมเข้าไปอย่างที่เรากำลังกระทำอยู่บ้างนี่ เขาฮือฮากันไปอย่างนั้นแหละ คนมันไม่เข้าใจหรอก ตอนนี้เราจะไปขัดไปขวางทำไมล่ะ น้ำเชี่ยวเราเอาเรือไปขวาง ก็ มันก็ มันก็ไม่เข้าท่าเท่านั้นเอง เราก็ไม่ต้องไปขวาง ไปเขวิงอะไร เราก็ปล่อยเขาไป เขาจะฮือฮากันก็ฮือฮา ไม่มีปัญหาอะไรนี่ ก็ปล่อยเขาไป ก็ให้เขาทำกันไปตามเรื่องตามราว ทำไมริษยาเขาเหรอ ถาม : ไม่ใช่ค่ะ คือ อยากทราบว่า อาชีพแต่ละอาชีพน่ะค่ะ ถ้าเกิดบารมีมันเต็มรอบแล้ว มันไม่เวียนกลับ แล้วมันจะเกิดอาชีพใหม่ อาชีพใหม่ แต่ละคนเหมือนกับว่า คืออยากทราบว่าจุดสุดยอดของแต่ละอาชีพ นี่ เป็น... พ่อท่าน : มันไม่ต้องหรอก ถ้าเผื่อว่า เรารู้ทันแล้ว เราจะไปปล่อยปละทำไมล่ะ เราก็ไปสู่อาชีพที่เจริญขึ้น (คนถาม: อ๋อ) อาชีพที่มีคุณค่าขึ้นได้ตามเวลา เรื่องอะไร เรา.....เรารู้เท่าทัน แล้วเราจะไปปล่อยไปทำไม คนไม่รู้เท่าทัน เสียเวลาไปเขาก็ปล่อยไปอย่างนั้นแเอง แต่มันก็ไม่รู้แล้ว ก็ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงด้วย วนอยู่ในไอ้โลกที่มันจมๆ หนักๆ อยู่อย่างนั้นแน่ะ ทีนี้นั่นน่ะ เป็นของโลก มันเป็น นรก เป็นสวรรค์ของโลกไปอย่างนั้นเอง ถาม : แล้วที่น้องสาวของเขาบอกว่าผีพุ่มพวง เฮี้ยนล่ะคะ พ่อท่านมีความรู้สึกอย่างไรคะ พ่อท่าน : มันก็อุปาทานของเขา เป็น ...ทำไมล่ะ คนอวิชชา คนโง่ก็มีอุปาทานอย่างนี้ ถาม : ก็แสดงว่า โง่ทั้งหมดน่ะซิคะ ทั้งนักข่าว ทั้งคนเป็น ทั้งอะไรอย่างนี้น่ะ คนอ่านก็คงจะโง่ด้วย ถ้าไปเชื่อเขา พ่อท่าน : อ้า...ใช่ (คนถาม: อ๋อ) ใช่ ถูกแล้ว (คนถาม: ค่ะ) พูดได้ที่นี่ พูดข้างนอก เขาตามเอากระบองตีกบาลเราแน่ ข้างนอกเขาไปว่าเขาโง่ ใช่ มันเป็นเรื่องของอวิชชา เป็นเรื่องของความไม่รู้เท่าทัน เขาก็ยังงมงาย เขาก็ว่ากันไปอย่างนั้นแน่ะ ไอ้หนังสือพิมพ์ไปพูดทำไมมั้ย มันหาเรื่องหากิน เขียนข่าว มีข่าวอะไร มันก็เอาไปทั้งนั้นแน่ะ บางทีมันก็รู้ว่ามันไม่ถูกเรื่อง แต่มันก็ยังเขียน พอไม่มีเรื่องอะไรจะเขียน มันก็ต้องหาข่าวมาเขียน เพื่อที่จะหาเงิน ไม่อย่างนั้น มันเอาอะไรมาเขียนล่ะ ก็วันหนึ่งทุกวัน มันต้องหาเรื่องพวกนี้พวกยอดคนหาเรื่องเลย พวกนักหนังสือพิมพ์นี่ ก็หาเรื่อง เพราะฉะนั้น มันจะต้องหาเรื่องมาเขียนจนได้ เขียนให้มันได้ ได้อย่างนั้น มันไม่มีอะไรมาเขียน มาพิมพ์ลงไปเต็มหน้า เต็มหน้า เต็มหน้าอยู่ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน ถาม : อย่างนี้ ก็บาปมากซิคะ ในแง่ของให้มิจฉาทิฐิอะไรอย่างนี้ ตั้งแต่เริ่มแรกเลยฮ่ะ พ่อท่าน : ใช่ ถ้าว่าไปแล้ว ก็เป็นมิจฉาทิฐิ แต่ทีนี้ข่าวเขาถือว่า เขาเสนอความจริง เราก็ควรจะมีแนวทางที่ว่า เอ่อ มันไม่ดี มันไม่ถูกอะไร เราก็มีทางที่จะป้องกัน หรือว่า จะสอน จะแนะนำอะไร ถ้าเผื่อว่า ฉลาดที่จะมีความสามารถในการที่จะเสนอ เสนออย่างนี้ มีอันนี้ซ้อน อันนี้ อันนี้ซ้อนอย่างนี้ เพื่อที่จะอธิบาย เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่า อย่างนี้มันไม่ถูกต้อง อันนี้มันถูกต้อง อะไรกก็ อย่างนั้น ก็จะแก้ไขได้ว่า ไม่ไปเที่ยวมอมเมาคนได้ให้มันหลงใหลในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ละเลยไปจริงๆ หรือว่า จริงๆแล้ว เขาก็ไม่รู้เรื่อง เขาก็ไม่แก้ ไม่ไขอะไร แต่เขารู้เรื่อง คนไหนรู้เรื่อง เขาก็แก้ ถาม : แล้วทำอย่างไร ถึงจะออกจากภพร้องเพลงได้ล่ะคะ พ่อท่าน : อย่างไรจะออกได้ ก็มองเห็นให้มันจริงซี มันไม่ใช่เรื่องเอร็ดอร่อยอะไรนักหนาหรอก คนไปหลงอร่อยมันเองน่ะ ไปหลงอร่อยมัน มันก็ต้องชอบ ต้องติดอยู่อย่างนั้นน่ะ เห็นจริงๆ มันก็จะลดจะละมา อาตมาก็ชอบเพลง อาตมาเคยอธิบายให้ฟังว่า อาตมาออกจากทางเรื่องของเพลงกานท์ นี่ หลังสุดเลย ในอะไรๆ ไม่ว่าในรูป ในสี ในกลิ่น ในรส ในทางทวารทั้ง 5 กาม 5 ประการนี้ ในเรื่องเสียงนี่ อาตมาออกหลังเพื่อน เราต้องเห็นความจริงออกจริงๆให้ได้ ถาม : การตายของพุ่มพวงนี้ คนโลกๆ เขาให้ความสำคัญมากอะไรอย่างนี้ แต่ถ้าในทางธรรมเรานี้ ถ้าเราคิดว่าเขาตายไปแล้วนี่ มัน มันเป็นการดีกว่าที่เขาอยู่ ถ้าคิดอย่างนี้ ถูกไหมคะ พ่อท่าน ถาม : บางทีเราก็ยังเสียดายเขาอยู่ (คนถามหัวเราะ) พ่อท่าน : อ้า! ก็คุณก็เห็นว่ามันเป็นค่า เป็นค่าที่ควรเสียดาย หรือน่าเสียดาย แต่เราเห็นว่าไม่ใช่ค่า กลับกลายว่าดีแล้วล่ะ ถ้าอยู่ก็จะต้องมอมเมาคนไปอีกเยอะ เพราะอย่างนั้น ก็ตายเสียก็ดีแล้วล่ะ จะได้ไม่ ไม่ต้องไปมอมเมาเขาต่อไปอีก บางคนเขาก็บอกว่าพุ่มพวงนี่ เพลงของเขาก็มีสาระอยู่บ้าง แต่อาตมาดูแล้วนะน้อย สาระน้อย ส่วนมากก็มอมเมาไปในทางกาม ในทางตลกโปกฮาอะไรไป บางทีบาง อันน่ะ ค่อนข้างจะหยาบๆ ด้วยซ้ำไป มันรู้สึกเลอะๆหยาบๆ อะไรบ้างด้วยซ้ำไป แต่นั่นแหละ เขาไม่เข้าใจกันอย่าง อย่าง ...ละเอียด อย่างเข้าใจอย่างที่เราเข้าใจธรรมะนี่ เขาก็ไป เอา! ที่จริงแล้ว มันก็ไม่ใช่เขาร้องเพลงที่มีคุณค่าประโยชน์ หรือว่าเพลงเพื่อชีวิต เพลงที่มีสารัตถะอะไรนี่ น้อยนะ เพลงของพุ่มพวงนี่ อาตมาเท่าที่ดูเพลงสามสี่ร้อยเพลงที่เขาร้องมานี่ มันมีเนื้อหาที่เป็นสาระน้อย นอกจากนั้น ก็มีแต่เพลงรัก เพลงใคร่ เพลงตลก เพลงหยาบด้วยซ้ำ เยอะมากมาย ซึ่งตามกิเลสของคน คนเขาถึงนิยมไง นิยมชมชอบ แต่เขามีความสามารถ เขามีเทคนิค มีวิธีการ มีศิลปะในวิธีการร้องเริ้งอะไรต่ออะไรต่างๆนั่น เขามีอันนั้น คนอื่นก็คล้ายๆกัน ลามกกว่าพุ่มพวงก็มี เพลงที่มันย้อมมัวเมา ย้อมยั่วเย้ามอมเมาคนมากกว่าของพุ่มพวงร้องก็มี แต่ว่ามันอยู่ที่คน คนพวกนั้นเขาไม่มีศิลปะ ไม่มีความสามารถเท่าพุ่มพวง มันก็เลยไม่ คนไม่ ไม่ต้องใจคนมากเท่าพุ่มพวงเขาทำได้ คนต้องใจมากกว่า ก็เท่านั้นเอง ถาม : มันเป็นเรื่องของกรรมที่เราจะเรียนรู้มากกว่า อย่าง ดิฉันเชื่อแล้วว่า การเติบโตอย่างคนที่มาทางธรรม ธรรมชาติมันจะจัดสรรเองว่า เวลานี้ คุณจะต้องเจออย่างนั้นน่ะ จะต้องเจออย่างนี้นะ มันเป็นลักษณะของการเติบโต การเข้าใจชีวิต ธรรมชาติจะจัดสรร โดยที่เราไม่ได้ไปขวนขวายอะไร มันมีมันมาเอง พ่อว่าจริงมั้ยฮะ พ่อท่าน : มี มันมีมาเองไม่ได้หรอก เองที่ว่านี่ ที่พูดเมื่อกี้นี้ มันอธิบายอย่างหนึ่งก็คล้ายๆ ที่พูดนั้นอยู่บ้าง ตรงที่ว่ามันมีกรรมวิบากนะ มันมีเส้นทางของกรรมวิบาก มันก็จะไปพบ จะไปพบกับกรรม อ่ะ จะไปพบกับเส้นทางวิบาก เรามีกรรมวิบากนั้น มันจะไปพบอันนั้นอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ได้หมายความว่า กรรมวิบากนั้นเที่ยง ยังไงยังไง ก็จะเป็นอย่างนั้นจริงๆเลย เลี่ยงไม่ได้ทีเดียวก็ไม่ใช่ ถ้าเช่นนั้นแล้ว ความเพียรอะไรไม่มีประโยชน์ ไม่มีประโยชน์ ความเพียรอะไรก็ไม่มีประโยชน์ เพราะว่ายังไง ยังไงก็ต้องตามพระเจ้าสั่ง ตามพรหมลิขิตจะต้องอย่างนี้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แล้วเราจะไปขวนขวายทำไม จะไปพากเพียรทำไม ก็ ปล่อยตามบุญตามกรรมก็เท่านั้นเองคนเรา เพราะฉะนั้น ศาสนาพระพุทธเจ้า จึงค้นพบอันนี้ว่า ไม่ใช่พระเจ้ามีอำนาจ ไม่ใช่พระเจ้าสั่ง ไม่ใช่อำนาจพิเศษของกรรมวิบากดัวยซ้ำ จริง มันมีฤทธิ์ กรรมวิบากมีฤทธิ์ มีแรงให้เราไปเป็นอย่างนั้น ไปเป็นตามที่กรรมวิบากได้สั่งสมนั้น เป็นบาปก็ดี เป็นบุญก็ดี เป็นอุปสรรค เป็นความสบาย หรือเป็นความสามารถ ตกต่ำ ได้ดีอะไรก็แล้วแต่ มันจะเจอเหตุการณ์องค์ประกอบอย่างนั้น อย่างนั้น เรื่องราวอย่างนั้น อย่างนั้นอยู่จริงเหมือนกัน แต่เราพากเพียรด้วยความอุตสาหะวิริยะนี่ เสริมข้อมูล เสริมเรื่องราวที่มันจะหักล้าง หรือว่ามันจะต้านสิ่งเหล่านั้นไว้ๆๆ นี่ได้ จึงเรียกว่าเปลี่ยนแปลงได้ ไม่เที่ยง ไม่ใช่อย่างนั้นก็เที่ยงหมดเลย ทุกอย่างก็เที่ยงตรงตามกรรมวิบากหมดเลย ก็แก้ไขไม่ได้ มาเพียรทำไม ทุกคนก็ปล่อยไปตามยถากรรม ไม่ต้องมานั่งคิด ไม่ต้องมานั่งตั้งใจ ไม่ต้องมานั่งพากเพียรอะไรเลย
ถาม : อย่างดิฉัน เจอปัญหานะฮะ อย่างดิฉันสังเกตนะ ตัวดิฉันน่ะ ยังไม่พ้นในเรื่องๆนี้ ใช่ไหมฮะ อย่าง อย่างเรื่องการวางใจอะไรบางสิ่งบางอย่าง นี่ดิฉันสังเกตตัวเองนะ ตอนที่อยู่อเมริกา มันก็จะเข้ามาจนกว่าเราจะวางใจได้ พอเราวางใจได้ เริ่มแก้ปัญหาได้นะ เหตุปัจจัยเหล่านั้น เราก็จะไม่เจอมันอีก มันก็คลายลงไปเอง พ่อท่าน : ก็นั่นแหละ ถ้าเรารู้นี่แหละ เรารู้ เราเข้าใจแล้ว เราก็พยายามเลิกละ หยุด ระงับในสิ่งที่เห็นว่า ไม่ควร ไม่ดีให้ได้ ให้ได้เรื่อยๆ มันก็จะมีผลเหตุปัจจัยจะเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆจริงๆ ไม่ง่าย ถ้าเผื่อว่ากรรมวิบากมันมากก็ต้องยิ่งยาก ถ้ากรรมวิบากมันไม่มากนัก ก็ง่ายหน่อย ถ้ากรรมวิบากมันไม่มากเลย ก็ง่าย พยายามนิดเดียว ก็ได้แล้ว อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ถาม : ดิฉันว่าเหตุปัจจัยของดิฉันนะ มันมาให้ดิฉันเรียนรู้จากตัวเองมากกว่า พ่อท่าน : ก็ทุกคน ทุกคนก็มีเหตุปัจจัยให้เรียนรู้ทั้งนั้นแหละ ถึงบอกว่า พวกเราไม่ต้องไปแสวงหาอะไรที่จะเป็นโจทย์มากมายเท่าไหร่หรอก แต่จริงๆแล้วก็แสวง หาโจทย์เหมือนกัน ตรงที่ว่า เราจะต้องตั้งกรรมฐาน ตั้งศีล ตั้งอะไรต่ออะไรให้แก่เรา กำหนดให้ตัวเราเองได้พากเพียร นั่นก็เป็นโจทย์ที่เราตั้งให้แก่เราด้วย แต่ว่าในองค์ประกอบของชีวิตทั้งหมดแล้ว ตามวิบาก กรรมวิบากนี่ มีโจทย์ให้เรามากมาย ไม่ต้องไปเที่ยวได้ โอ้โฮ! พากเพียร วิ่งไปสร้างโจทย์มาให้แก่ตัวเองมากเกินไป อะไรหนักหนาสากรรจ์นักหรอก ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ทุกคนมีวิบาก มีกรรมที่จะต้องได้กระทำ ได้พัฒนา ธรรมที่มันมาเจอกับเรา แล้วเราก็ขวนขวาย ตั้งกรรมฐาน ตั้งโน่นตั้งนี่ ให้แก่ตัวเองนี่ พอสมควรนี้ทำไปเถอะ ตั้งใจทำไอ้นี่ไปเรื่อยๆ แล้วโจทย์มันจะหนักขึ้นของมันเอง มันจะสูงขึ้นตามสมฐานะของเราเอง อย่างอาตมานี่ ไม่ได้เคยคิดเลยว่า จะต้องไปมีโจทย์ถึงขนาดในระดับประเทศ ในระดับที่จะต้องมาสู้กับอะไรต่ออะไรนี่ ไม่เคยตั้งใจ แล้วมันก็มาเอง ไม่เคยตั้งใจว่าจะต้องสู้กันในระดับนี้ โอ้โฮ! ผู้ที่สั่งฟ้องจับอาตมานี่ คือสมเด็จพระสังฆราชนะ ไม่ใช่เรื่องกเฬวรากธรรมดานะ คนที่สั่งจับอาตมา สั่งฟ้องอาตมานี่ (พ่อท่านหัวเราะ) ที่จริงสั่งฟ้อง แต่ทีนี้เขาไม่เอาสังฆราชไปฟ้องเอง แต่ว่าสั่งให้อาตมาสึกใช่มั้ย นั่นน่ะสังฆราชสั่งให้อาตมาสึก เมื่ออาตมาไม่สึก เขาก็ถึงให้สังฆราชไปเดินเรื่อง เพราะว่าธรรมดาพระ ตามกฎหมาย พระไปฟ้องใครไม่ได้ ไม่ใช่ตามกฎหมายตามวินัย ตามวินัยไปฟ้องไม่ได้ แต่ทางโลกนี่ เขาไม่รู้เรื่องของกฎหมาย เอ๊ย! เขาไม่รู้เรื่องของวินัย พระไปฟ้องเขาก็ยอมรับ นี่ถึงว่าพระไปขึ้นศาล ไปฟ้องเขาอะไรอย่างนี้ แต่เราถูกฟ้องนี่ได้ ฆราวาสเขามาฟ้องเรา หรือว่าผู้ที่มาฟ้องเราน่ะ มันไม่อยู่ในวินัย เขาก็มาฟ้องได้ หรือแม้แต่พระไม่รู้จักวินัย ก็ฟ้องเราได้ เขาก็ฟ้องไป ทางรัฐ ทางกฎหมาย เขาไม่รู้เรื่อง
ถาม : ทำไม ความติดตั้งสามอย่าง คือติดความง่วง ติดเมถุน แล้วก็ติดสิ่งมอมเมานี่ ถึง ถึงไม่รู้จักอิ่มคะ สาเหตุที่ไม่รู้จักอิ่ม เพราะอะไร พ่อท่าน : สาเหตุที่ไม่รู้จักอิ่ม ก็มันแรง มันแรง มันไม่ได้รู้ได้ง่ายๆ คนที่ไม่รู้จักอิ่มนั้น น่ะก็ไม่ได้.....ท่านไม่ได้หมายความว่า มันเป็นความขัดแย้งในคำสอนนะ คนที่อิ่ม คนที่เต็ม คนที่เลิก คนที่ละได้มี ถ้าไม่มี พระพุทธเจ้าก็สอนผิดแล้ว มันก็เลิกมาได้ทั้งนั้นน่ะ เลิกความง่วง เลิกเรื่องเมถุน เลิกสิ่งมอมเมา มันก็เลิกมาได้ทั้งนั้นแน่ะ แต่ก็เลิกไม่ได้ ก็เพราะว่ามันแรง เพราะฉะนั้น ไอ้สามสิ่งนี่มันแรง เมถุนก็ดี แรง อย่าประมาท ต้องพากเพียรออกมา ความง่วงก็แรงจัด ต้องพากเพียรออกมา สิ่งเมาๆ มอมเมาพวกนี้ก็จัด เป็นคำสอน ถาม : หมายความว่า ทั้งสามสิ่งนี้ ถ้าเราจะงดเว้น เราจะทำใจให้อยู่เหนือ เราต้องพากเพียรมาสถานเดียว พ่อท่าน : ต้อง ถ้าเผื่อว่า ในสมควร ในกาละที่จะต้องพรากห่าง ก็ต้องพรากห่าง เราจะไประบุตายตัวว่าจะต้องพรากห่างมาทีเดยว จะต้องพรากห่างไปเป็นภาษาตายเลยไม่ได้ บางอย่างเราต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย เมื่อเวลาถึงฐานะที่เราสมควรจะต้องผัสสะแล้ว ผัสสะเลยเป็นปัจจัย เป็นปัจจุบันนี้ สู้ผัสสะกันอยู่ ไม่ใช่ห่าง มัวแต่ห่างๆ ก็ไม่ได้เกิดผลจริง แล้วมันก็ไม่รู้ว่าเราสู้ได้ แข็งแรงหรือไม่แข็งแรงจริง เพราะฉะนั้น ในฐานะผู้ที่อ่อนแอไง พระพุทธเจ้าท่านถึงบอกว่า ถ้าเราเองนี่ เราเหมือนไม้ที่ชุ่มด้วยยาง กิเลสก็มากแล้วดันผ่าไปชุ่ม แช่ไว้ในน้ำอีก โอ้โห! จะไปรีดยางออกได้ง่ายที่ไหนล่ะ มันชุ่มทั้งสองด้าน กิเลสเราก็ยังเยอะ เราต้องพรากห่างออกมาก่อน ใช่ แต่กิเลสเราลดน้อยลงแล้ว ทีนี้อะ ได้สัมผัสได้ไม่ต้องหนี ในภาคปฏิบัติจริงอยู่ ในฐานะที่สัมผัสได้จริง ก็ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย ต้องสัมผัส ถ้าไม่มีสัมผัสแล้วมันไม่จริง ถาม : ความติด ถ้าเราติดในทุกๆองค์ประกอบนี่ มรรคที่เราจะเดินก็คือ พราก ห่างมาทุกๆ วิธีหรือเปล่า พ่อท่าน : ไม่ ไม่ ไม่ ถาม : ทุกๆ องค์ประกอบหรือเปล่า พ่อท่าน : ไม่ บางเรื่อง เราไม่ต้องไปพรากห่างหรอก หลายเรื่อง เราไม่ต้องพรากห่างหรอก เราพอสัมผัสแล้วเราก็ เรามีบุญอยู่แล้ว เราก็มีอินทรีย์อยู่แล้วสัมผัสแล้วก็พยายามลดละได้เองเลย ไม่ต้องพรากห่างไป ถาม : อย่างนี้ เราก็ตีกินได้บางอย่าง พ่อท่าน : เราตีกินได้ที่ไหนล่ะ ถ้าเผื่อว่าเราเองยังพ้นไม่พ้น เราเองเรายังเราต้องอ่านความจริงให้ออกซิ ไปตีกินได้ยังไง ตีกินไม่ได้ ต้องเอาความจริง ถาม : อย่าง .....อย่าง บางคนนะฮะ ยังตัดสิ่งนี้ไม่ขาดอย่างนี้ แต่ว่า ไม่ ไม่รุนแรงมาก แต่ก็บอกว่า พอจะพรากห่าง เขาบอก เอ ไม่เป็นไร เดี๋ยวต้องเข้าไปหา เพื่อเอาสัมผัสเป็นปัจจัยอย่างนี้ฮ่ะ พ่อท่าน :อ่า! อันนั้นมันก็หลอกตัวเอง อ่านให้ชัดซิว่า เราเองนี่ เราสัมผัสแล้ว เราอ่อนแอ พ่ายแพ้มัน หรือ...หรือว่า เราเองเราชนะมัน ถ้าเราพ่ายแพ้มันอยู่ เราก็หลอกตัวเองว่า...ไปหลอกคนอื่น ไม่ใช่หลอกตัวเอง หลอกคนอื่น เราเองก็พ่ายแพ้มันอยู่ ก็รู้ๆว่า เราพ่ายแพ้มันน่ะ แต่เราไปหลอกคนอื่าน เราก็หลอกเขาน่ะซิ ตัวเองก็เลว ตัวเองก็สู้มันไม่ได้ ก็พ่ายแพ้อยู่ ถ้าเราสู้ได้ พ่ายแพ้บ้าง แต่ชนะมันมากกว่า อย่างนี้เรียกว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สอบได้ อยู่ในเกณฑ์สอบได้พ่ายแพ้มันบ้าง ชนะมันบ้าง แต่ชนะมากกว่าพ่ายแพ้ นี่ เรียกว่าอยู่ในเกณฑ์สอบได้ ธรรมดาก็จะอย่างนั้นแน่ะ จะไปชนะมันทั้งหมดเลยทีเดียว โอ๊ย! ก็เก่งตายซิ พรวดหนึ่งก็ชนะมันได้โดยทีเดียวซะทั้งหมด ไม่มี มันก็สอบตกบ้าง แต่ว่าชนะมากกว่าสอบตกน่ะ ใช้ได้ อย่างนั้น เรียกว่าสู้ไปเรื่อยๆเลย พากเพียรไปเรื่อยๆ เราก็ยิ่งสู้มันได้ยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น สุดท้าย ก็ชนะก็ลอยลำ มันก็อย่างนั้นน่ะซิ
ถาม : คือ เป็นคนที่ว่า ชอบทำ ชอบช่วยเหลือคนอื่นน่ะคะ แต่พอช่วยเขาไป นี่เราจะ เราจะไม่ค้อยมีประมาณน่ะว่าช่วยแค่ไหน คือช่วยตามกำลัง เต็มสติกำลังของเรา ทีนี้มันจะมีวิบากที่ว่าบางคนที่เขาติดใจ เขายังผูกพัน หรือบางคนเขาอาจจะซาบซึ้งอะไรอย่างนี้ เขาก็จะเข้ามา อันนี้ไม่ถือว่าผู้หญิงหรือผู้ชายนะฮะ แต่ทั้งหมดนี่ฮ่ะ พอเขาเข้ามาเหมือนกะว่ามานัวเนีย นัวเนียอย่างนี้ เราจะมีจิตผลักขึ้นมาทันทีฮ่ะ เราคิดว่าไม่ชอบความผูกพันฮ่ะ จะผลักเขาทันที ทั้งที่แต่ก่อนก็เมตตาอยู่ค่ะ อยากช่วย ต่อมาพอเขาเข้ามาใกล้ชิด นี่กลับผลักไปเลย วางทีท่า วางอะไรให้เขารู้มัน มัน...มันรู้สึกว่าความผูกพันนี่ มันเป็นอันตราย
พ่อท่าน : แก้ไข ก็แก้ไข ค่อยๆปรับให้มันได้สัดส่วน ปรับให้มันได้มัชฌิมา ปรับให้มันได้สมดุล ให้มันได้สัดส่วน ผลักก็ไม่ได้ ดูดก็ไม่ดี แต่ว่าเราอยู่ร่วมนี่แหละ แล้วเราก็ดูอาการในใจของเราเองจริงๆเลย ไอ้เราก็ไม่ชอบ หรือว่าเราลักษณะผลักนี่ เกิดก่อนนี่ เราก็รู้แล้ว ต้องรู้แล้วว่า เออ เราลักษณะผลักมันแรงกว่านะ เราก็ต้องให้รู้ว่าไม่ ไม่ต้อง ไม่ต้องผลักหรอก ถ้าความจริงแล้ว ตามสมมุติเราก็ต้องอยู่ร่วมกัน เราก็ต้องอาศัยกันและกัน เราต้องอาศัย เมื่อเรารู้ว่าเราจะต้องอาศัย จะไปผลักมันก็ไม่ได้ซิ มันต้องอาศัย มันก็ต้องอยู่ด้วยกัน เราก็ต้องรู้ความจริงพวกนี้ให้ชัด เพราะฉะนั้น เราจะไปผลัก เราก็ต้องหัดวางสิ่งที่ผลัก อาการผลัก อาการชัง อาการที่มันไม่ยอมให้มาสัมพันธ์นี่ เราต้องหัดวาง อาการใจอย่างนั้นน่ะ ใจอย่างนั้นน่ะ มันสัมผัสสัมพันธ์ เราไม่ดูด และเราก็ไม่ผลัก มันก็ถึงจะจบ ถาม : คือ ตอนแรก ไม่ได้ดูดฮ่ะ แต่ว่าอยากช่วย (พ่อท่าน: อะ! อยากช่วยไม่เป็นไร) อยากช่วยเฉยๆ พ่อท่าน : ต้องให้ชัด ไอ้คำว่าปรารถนา ปรารถนาดี อยากช่วยผู้อื่นน่ะ มันดีแล้วนี่ ปรารถนาดีอยากช่วยผู้อื่นน่ะ ก็ดีแล้วนี่ ก็ดี ก็ช่วยซิ ไม่เป็นไร กรรมกิริยาช่วย มันเป็นบุญ เป็นกุศล เป็นของดีแล้วนี่ เหลือแต่อาการใจเราเท่านั้นแน่ะ เราก็ทำใจในใจนี่ มนสิการให้ดี ให้แยบคาย ให้ถ่องแท้ ให้ถูกสัดส่วน ถูกลักษณะ อาการลิงคะ นิมิตของมันให้ชัด ลักษณะลงตัว ลักษณะไม่ผลัก ไม่ดูดนี่มันวิเศษ อุเบกขานี่ มันวิเศษสูงส่ง ละเอียดลออ หัดไปตั้งแต่เรื่องเหตุปัจจัยเล็กๆน้อยๆไปจนกระทั่งเรื่องลึกซึ้ง ละเอียดลออ เรื่องสูงส่ง ยากเย็นอะไรนี่ หัดไปเรื่อยๆ แล้วมันก็จะเข้าใจสัจจะที่เราทำได้พวกนี้ไปเรื่อยๆๆๆ ก็เจริญเอง ตามคนที่มีความจริง เดาไม่ได้หรอก พวกนี้เดาไม่ได้ อวดเก่ง อวดเก่งไปอย่างนั้นนะ
ถาม : ที่เกิดมาเป็นพ่อ แม่ ลูกกัน ในชาตินี้นะฮะ หรือว่าเป็นพี่ เป็นน้องกัน ในชาตินี้แล้วนี่ ถ้าเกิดว่าคนในครอบครัว หรือว่า ญาติมิตรอะไรที่เขาต้องจากไป หรือว่าเขาเสียชีวิตไปอะไรอย่างนี้ ถ้าเกิดมาชาติหน้า เกิดมานี่ เขายังจะต้องมาเกิดมาสัมผัส สัมพันธ์กันอีกหรือเปล่า พ่อท่าน : มีส่วน เพราะว่าสิ่งที่ร่วมบุญ ร่วมกรรมอะไรกันนี่ ถ้าเผื่อว่า มันยังไม่สมบูรณ์ มันยังไม่หมดเวร หมดภัยกันจริงๆ ไม่หมดเวร หมดกรรม ทั้งผูกพันและต้องใช้หนี้ ใช้สิน ต้องพยาบาทแก้แค้นอะไรกันก็แล้วแต่ มันเป็นไปได้ในรูปต่างๆ ถ้าเผื่อว่า ไม่หมด มันก็ยังต้องผูกพันอย่างนั้นอยู่ เพราะฉะนั้น เราก็ต้องทำเสีย หาทางปฏิบัติวางใจ วางใจจริงๆ แล้วมันจะเป็นไปตามสัจจะความจริงที่ว่า แม้จะต้องมาเกิดร่วมกันอยู่ มันก็ไม่ดูด ไม่ผลักใครอย่างนี้ เป็นต้น มันก็มาช่ายเหลือเกื้อกูล จนกระทั่งสัดส่วนที่สมบูรณ์ สัดส่วนที่ลงตัวได้แล้ว ไม่ต้องวนเวียนมาจองเวร จองกรรมอะไรกันอีก มันก็จะถึงวาระที่ขาดจากกัน หลุดพ้นจากกัน ทั้งพ่อแม่ ลูกเต้า ทั้งคู่รักคู่ใคร่ คู่อาฆาต คู่ต่อสู้ คู่พยาบาทอะไร เหมือนกันหมดน่ะ มันก็มีลักษณะของวิบากพวกนี้ทั้งนั้นเลย ทีนี้มันมีความสูงส่งตรงที่ว่า ถ้าเผื่อว่า ไอ้เรื่องนั้น เป็นโลกๆน่ะ จะเป็นพ่อแม่ ต้องเกิดมาใช้หนี้ ใช้สินกัน จะต้องมาทรมานทรกรรมกัน ดูท่าทีบางทีดูน่าเอ็นดูน้า รักกัน หรือว่าดูดดึงกัน ด้วยเกสรดอกไม้ หรือว่าดูดดึงกันด้วยหยาดน้ำผึ้ง อะไรอย่างนี้ ไปในรูปนั้นน่ะ น่ะ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ติดยึดมาก แต่แท้จริง มันก็เป็นภาระ มันก็เป็นเรื่องวุ่นวาย ในโลกนี้บาง บาง บางทีก็จะต้องอาศัยกันด้วยลักษณะอย่างนี้ เพื่อรังสรรค์ รวมสามัคคีเกื้อกูล มันเป็นแง่ดีบ้าง แต่ในแง่ทำลาย แง่อาฆาตมาดร้าย แง่เบียดเบียนกันนี่ ไม่มีคุณค่า ไม่มีประโยชน์อะไรเลย อันนี้ อาตมาก็เน้นอยู่ให้ฟังอยู่เสมอ ว่าอาการอย่างนี้ ตัดทิ้งได้ แต่ในอาการที่จะต้องสัมพันธ์กันนี้ มันจะต้องใช้ประโยชน์ แล้วมันจะต้องมี จนกระทั่งตราบแม้เป็นพระพุทธ- เจ้า แล้วยังต้องมีความสัมพันธ์นะ สัมพันธ์นะ จะมีคู่บารมีอีกมากมายเลย แล้วคู่บารมีต่างๆเหล่านั้นน่ะ มีทั้งคู่บารมีที่ช่วยเหลือเกื้อกูล พระสารีบุตร พระโมค-คัลลา เป็นคู่บารมีในด้านสายที่จะเป็นอัครสาวกอะไรอย่างนี้ เป็นต้น พระอานนท์ เป็นคู่บารมีในด้านที่จะต้องเป็นผู้ที่เป็นอุปัฏฐาก อะไรอย่างนี้ เป็นต้น หรือแม้แต่ในด้านคู่ทางด้านผู้หญิงผู้ชาย พระนางพิมพา เป็นคู่บารมีได้ คู่บารมีในด้านที่ว่า มีนั่น มีนี่ อะไรต่ออะไรต่างๆนานา อย่างยกตัวอย่างมาบ้างแล้ว นี่ มันมีกัน เกี่ยว ข้องสัมพันธ์กันซึ่งเป็นประโยชน์ อย่างพระนางพิมพานี่ จะมองในแง่ของประโยชน์ก็มีประโยชน์ จะมองในแง่โทษก็มีโทษ ส่วนพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะนั่น มองในแง่ของประโยชน์ มีประโยชน์ แต่มองในแง่โทษไม่มี พระอานนท์อย่างนี้ เป็นต้น ก็ไม่มี ไม่มีในแง่โทษ มีแต่แง่ประโยชน์ เพราะฉะนั้น ในการสัมพันธ์กัน หรือว่าในการที่จะต้องเป็นคู่บารมีที่จะต้องเกี่ยวข้อง เกื้อกูลกันและกันและกันไป โดยไม่เป็นเรื่องของโทษ แต่เป็นเรื่องของคุณค่าประโยชน์ไปตลอด จนกระทั่งสูงสุด แม้เป็นพระพุทธเจ้า ก็จะต้องมีคนเหล่านี้ ที่เป็นคู่บารมี หรือเป็นผู้ที่จะต้องสัมพันธ์กันไป จนกระทั่งถึงขั้นนั้นได้นี่อย่างนี้ เห็นมั้ย มันต้องอาศัยกัน เกี่ยวข้อง การสัมพันธ์ที่ไม่ต้องพรากกันนี่ ไปจนกระทั่ง ถึงวาระสุดท้ายได้ โดยวิบาก โดยรูป แต่โดยใจนั้นน่ะ ทำไปไม่ติด ไม่ยึดให้ได้ วางได้ แม้พระอริยเจ้า พระอรหันต์ พระพุทธเจ้า อ้า! พระสารีบุตรหรือพระโมคคัลลานะ นี่ สุดท้าย ท่านก็ไม่ได้หวงแหนอะไร ท่านไม่ค่อยห่วงอะไรพระพุทธเจ้า แต่ต้องสัมพันธ์ จิตใจลึกๆ ท่านก็เป็นพระอรหันต์ ท่านก็มี อรหัตตผล ไม่ได้ห่วง พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน จะตายจากท่านก็ไม่ต้องร้องไห้ไม่ต้องห่วงหาอะไร ที่จริงพระสารีบุตร กับพระโมคคัลลา ตายก่อนพระพุทธเจ้าตาย หรือว่าองค์อื่นก็เหมือนกัน พระกัสสปะ หรือว่าพระอานนท์ ซึ่งตายทีหลังพระพุทธเจ้าก็ตาม แต่พระอานนท์ นั่นล่ะ ตอนนั้น ยังไม่ได้บรรลุพระอรหันต์ ก็ต้องห่วงหาอาวรณ์ ร้องไห้อยู่บ้าง แต่อย่างพระกัสสปะนี่ บรรลุอรหันต์แล้วก่อนพระอานนท์ ก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ท่านก็ไม่ได้ห่วงหาอาวรณ์อะไร
ถาม : แสดงว่าผู้ที่มาเกิดด้วยกัน จะต้องมีการทำบุญร่วมกันมาอะไร อย่างนั้น ใช่มั้ยค่ะ พ่อท่าน : มีส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันไป ร่วมกันไป ในทางที่ดี ตั้งใจมากๆ แล้วก็บำเพ็ญกรรมวิบากให้มากๆ ก็เป็นไปได้ ถาม : อย่างคุณพ่อนี่ คือท่านเสียไปแล้วนะคะ ทีนี้อยากทราบว่า เราจะ จะช่วยท่านได้อย่างไร ในแง่ที่ว่า พ่อท่าน : ตายไปแล้วช่วยกันไม่ได้หรอก ถาม : ช่วยไม่ได้ พ่อท่าน : ช่วยได้แต่เป็นๆนี่แหละ ตายไปแล้ว จะไปช่วยไม่ได้เลย ผู้ตายไปแล้วก็คือผู้ตายไปแล้ว กรรมใครกรรมของมัน ไม่มีทวาร 5 ทวาร 6 อะไรมารับกันแล้ว มารับรู้อะไรได้ ได้แต่การรับรู้ทางบอกกัน แนะนำทางบุญให้แก่กัน ตายไปแล้ว ไม่มีทวารมารับรู
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive