351110 สัมพันธ์สร้างสรรอบอุ่น โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
351110 สัมพันธ์สร้างสรรอบอุ่น โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก
สัมพันธ์ สร้างสรร อบอุ่น โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ก่อนฉัน วันที่ 10 พฤศจิกายน 2535 ณ พุทธสถานสันติอโศก
หนาวมาแล้วนี่...ก็ยิ่งจะต้องเตือนกันนะว่า ขอให้อบอุ่นขี้นเยอะๆนะ พวกเรานี่เดี๋ยวก็ยิ่งหนาวมาก็ยิ่งไม่อบอุ่นกันอีก ก็ยิ่งจะแห้งจะแล้งกันไปอีก ก็ยิ่ง แหม เหน็บหนาว...ก็ยิ่งจะแย่กันใหญ่น่ะ ทำอย่างไรเราจะอบอุ่น อาตมาก็พยายามบอกแก้ไข...บอกถึงจุดที่สำคัญๆ กับพวกเรามากขึ้นแล้ว แม้แต่ในเชิงให้เข้าใจแล้วทั้งที่พยายามที่จะบอกจุดที่แก้ไขนะ ที่แก้ไขให้ประพฤติ ให้ปฏิบัติ ให้เข้าใจ ก็หมาย ความว่า ความจริงของพวกเรานี่ บอกแล้วว่า กิริยา อาตมาก็ขอพูดอีกครั้งหนึ่งนะ กิริยาของคนพวกเรานี่ มันจะไม่เป็นกิริยา อย่างชาวบ้าน มันไม่เป็นกิริยาอย่างชาวบ้าน คือ กิริยาที่จะปฏิบัติต่อกัน มีพฤติ กรรมที่จะปฏิบัติต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นภาษาคำพูด หรือกิริยากายกรรม ที่เราสัมพันธ์กันนี่ ทางโลกเขา โดยเฉพาะทางโลกที่เขาสัมพันธ์กัน ที่เขาแสดงความรัก ความอบอุ่น ความสัมพันธ์อันสนิทกันอย่างคนโลกๆ โลกีย์นี่นะ ผู้หญิงกับผู้หญิง ผู้ชายกับผู้ชาย หรือผู้หญิงกับผู้ชายก็ตาม เท่าที่เขาจะนัวเนีย แตะต้อง มีกิริยาคำพูด ทั้งคำพูด ทั้งกิริยากาย อะไรต่ออะไรต่อกัน อย่างคนโลกๆนี่นะ เขาก็แสดงของเขาได้อย่างนั้นแหละ แสดงการสัมพันธ์ที่มากกระดิ๊กกระดี๊ดิ้นๆดีดๆ อะไรต่ออะไรต่างๆนานา สัมพันธ์อันแน่นแฟ้น จะกอดจะรัด จะแตะจะต้อง จะเสียดจะสี จะว่าจะกล่าว จะพูดอะไรต่ออะไรกันเล่นๆ หัวๆ อย่างโน้นอย่างนี้อะไรกัน จะมีมากน่ะ คนในโลก ทางโลกเขานี่ กิริยาเหล่านั้น มันแสดงถึงค่าของกิริยาของกายกรรมก็ดี วจีกรรมก็ดี ที่มันมีลักษณะที่จัดจ้านมากหลายลีลาที่มันแสดงอย่างนี้ เป
อ่านต่อ
็นสมมุติของความสัมพันธ์ เป็นความสมมุติของความสนิทสนม เป็นความสมมุติของการผูกมิตร ผูกสหาย แสดงความรัก ความ...สัมพันธ์อันสนิท อะไรก็แล้วแต่เถอะ อาตมาพยายามอธิบายนะ คุณฟังดู คือลีลาของเขามันมีมาก ทีนี้ในระดับต่อมา ในระดับไม่ถึงขนาดโลกุตระนะ ไม่ถึงระดับโลกุตระ เขาก็จะสงวนท่าทีเหมือนกัน ท่าทีที่จัดจ้านเหมือนอย่างโลกียะทั่วไปก็จะน้อยลง ท่าทีที่จัดจ้าน ก็ มันก็ไม่จัดจ้านเท่าแล้ว ในผู้ดีหรือในผู้ที่เป็นกัลยาณชน ในผู้ที่สุภาพเรียบร้อยนี่ เพราะฉะนั้นกิริยาเหล่านี้ ก็จะไม่จัดจ้าน จะไม่กระดิ๊กกระดี๊ จะไม่กอดรัดฟัดเหวี่ยง หรือว่าแสดงลีลาภาษาอะไรจัดจ้าน อะไรต่ออะไรนี่ ในลักษณะผู้ดี กัลยาณชนขึ้นมา ก็จะมีกรรมกิริยาลักษณะหนึ่งขึ้นมา แล้วจะไม่จัดจ้านเท่า เพราะฉะนั้นคนที่เขาบอกว่า เพื่อนสนิท หรือว่าความรักอันสนิท อย่างคนโลกๆนี่ เขาก็จะดูว่ากิริยาเหล่านั้น เป็นการแสดงออกที่ทุกคนก็เข้าใจ แล้วทุกคนก็เอาอันนั้นเป็นการวัดค่าว่า นี่เขารักกัน เขาอบอุ่นนะ เขาสนิทสนม เขามีความสัมพันธ์อันแน่นหนา เลิศยอดอะไรก็แล้วแต่ เขาก็จะเอาอันนั้น กิริยาทางรูปนอก กายกรรม วจีกรรม นี่มาเป็นเครื่อง เป็นรูปแบบ ลีลาท่าที สมมุติสัจจะ ที่เขาเอามาไว้สำหรับวัดค่ากัลยาณชนขึ้นมาอย่างที่ว่าแล้ว ผู้ดี หรือผู้ที่สงวนท่าทีแล้ว เขาก็จะน้อยลง เขายังดูเห็นว่าอบอุ่น แต่ก็จะดูว่าจืดจางลงไปเหมือนกัน ความสัมพันธ์อันสนิทของมารยาทสังคม เขาก็จะอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่เหมือนกับพวกที่เป็นธรรมชาติ เขาว่าเป็นธรรมชาติเลยนะ รักกัน สนิทสนมกัน อะไรกัน เขาก็จะแสดงอาการอย่างนั้นแหละ อย่างโลกๆ ที่จัดจ้านน่ะ จัดจ้านมากเท่าไหร่ ก็ทำกันเข้าไป บางทีบางอันก็ โอ้โห เลยเถิดอะไรไปก็มี อย่างนี้ ก็แล้วแต่ เขาก็ทำ ทีนี้มาถึงด้านโลกุตระ โลกุตระจะระงับเลย กิริยาเหล่านั้นนี่ จะระงับไปถึงขั้น คนละขั้วกันเลย กิริยาทางกาย ทางวาจานี่ มันจะแห้ง หรือว่ามันจะน้อง มันจะจืด มันจะดูไม่นัวเนีย ไม่ดูกระดิ๊กกระดี๊ ไม่ดูสัมผัสสัมพันธ์ ไม่ดูจะต้องทั้งกิริยาทางกาย ทั้งวาจานี่ มันก็จะดูแข็ง จะดูสั้น ดูห้วน ดูไม่รัดรึง ดูไม่เกี่ยวเกาะ ดูไม่นัวเนีย อะไรมากขึ้น จนคนละขั้ว แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เป็นอย่างนั้นจริงๆน่ะ ถึงเวลาฝึกหัดอบรมที่เป็นคนที่ยิ่งเคร่งๆนี่ ก็จะพยายามทำให้มันเคร่ง ใช่ไหม คน ที่ปฏิบัติอบรมฝึกฝนตนเอง จะสัมผัส แตะต้อง เกี่ยวข้อง กิริยาท่าทีก็จะสุขุม แข็ง ขาด ห่าง ตัด ไม่ไปสัมผัส ไม่ไปสัมพันธ์ ไม่ไปนัวเนีย ไม่ไปอะไรอย่างที่ว่านี่ มากขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ ยิ่งเคร่งเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะเป็นลักษณะนั้นจริงๆ ขึ้น เพราะฉะนั้นการเอากิริยาเหล่านี้ กิริยากาย วาจา ที่มันส่อแสดงถึงความสัมพันธ์ ความอบอุ่นแบบโลกๆ นี่ เอามาตีค่า หรือเอามาวัดค่าชาวโลกุตระ โดยเอากิริยากายกับวาจานี่มาวัด จึงดูเหมือนว่า ชาวปฏิบัติธรรม ในลักษณะที่แสดง ออกอย่างทั้งปฏิบัติ ประพฤติ ฝึกหัดเคร่ง ถึงแม้ไม่เคร่งแล้วก็ตาม ทำได้แล้ว ดีแล้วละ เราละวางได้แล้ว เราจะปฏินิสสัคคะ สลัดคืน อนุโลม เหมือนอย่าง อาตมานี่ จะเล่นหัวลงไปบ้าง กระดิ๊กกระดี๊ลงไปบ้าง จะมีการสัมผัสเกี่ยวข้อง มี กิริยากาย วาจา ลงไปบ้าง อะไรอ่อน อนุโลมอะไรลงไปบ้าง ก็ได้ไปขนาดหนึ่ง ก็ยังไม่ถึงกับขนาดขั้นโลกๆ ไอ้โลกอย่างจัดๆจ้านๆนั่นน่ะ ไม่ถึงแน่ กิริยาเหล่านั้น ไม่ถึงแน่ ก็จะมาหาอย่างกัลยาณชน ในระดับกัลยาณชน ก็ยังมีระดับสูงอยู่พอสมควร ยิ่งอยู่ในฐานะอย่างสมณะอย่างนี้ ก็สูงในฐานะนักบวช หรือฐานะคนที่ เคร่งในขณะปฏิบัติอยู่นี่ มันก็จะดูกิริยากาย วาจา ไม่ดูนัวเนีย พัวพัน กระดิ๊ก กระดี๊ มีรสทางภาษา มีรสทางกิริยากาย ท่าทีลีลาอะไรอย่างนี้ มันก็จะไม่ดูสัมพันธ์ ผูกพันที่เราเห็นว่า กิริยาเหล่านี้แสดงถึงความอบอุ่น แสดงถึงความสัมพันธ์อันสนิทอะไรนี่ ซึ่งเอากายกับวาจา เอากิริยานอก กิริยารูปนอกมาวัด มันจะไม่เป็น เพราะฉะนั้นถึงทำให้คนเข้าใจผิดได้ แม้แต่พวกเราเอง ก็รู้สึกเข้าใจผิด เข้าใจผิดว่าพวกเรานี่ ไม่สัมพันธ์สนิทกัน ไม่อบอุ่น ซึ่งอาตมาก็เคยกล่าวหลายครั้งแล้วน่ะ พยายามอธิบายนี่ จุดนี้ มุมนี้ว่าไม่ใช่นะ อย่าเข้าใจผิด ว่าชาวอโศกไม่สัมพันธ์สนิท ไม่อบอุ่น หรือไม่แนบแน่น จริง กิริยาหรือลักษณะอบอุ่นแบบ โลกๆนะ อบอุ่นแบบดูดดึง ผูกพันใจนั่นน่ะ มีรสชาติ ความผูกพันใจแบบโลกๆ มีความใคร่ ความอยาก ความกระหาย ความรัดรึงพอใจ จี๋จ๋าอะไรน่ะ แน่นอน มันไม่มี หรือว่ามันลดลงแล้ว แม้ทางใจก็ลดลงด้วยจริงๆ ใช่ไหม ลดลงด้วยจริงๆ แต่เราผูกพันด้วยความรู้ ผูกพันหรือสัมพันธ์กันด้วยความรู้ เกื้อกูลกันด้วยความรู้ เกื้อกูลกัน อุดหนุนกัน ช่วยเหลือกัน ซึ่งอาตมาได้อธิบายแล้วว่า มันเป็นญาติธรรม เป็นการพึ่งพาอาศัยที่อบอุ่น แต่ไม่มีลีลา หรือว่ามีท่าทีของทางกาย วาจา แม้แต่ทางจิตก็บอกแล้วว่า มันก็ลดลง มันจะไม่เหมือนกับชาวโลกที่เขาเข้าใจเลย เพราะฉะนั้นยิ่งเข้าใจผิดแล้วก็เอาค่าที่มันผิดพลาดเหล่านั้นมาวัด โดยไม่เข้าใจความเป็นจริงตามจริง ที่อาตมาบอกแล้วว่ากิริยามันจะไม่เหมือนแน่นอน แต่อย่าไปตีค่าว่าคนเหล่านี้นี่ เขาไม่สัมพันธ์อันสนิทๆ หรือไม่อบอุ่น ใช้ภาษาสำนวนว่า ไม่อบอุ่นก็ตาม อยู่ด้วยกันอย่างนี้แหละ แห้งแล้ง แล้วก็พึ่งพากันไม่ได้ รู้สึกว่า จะแตกจะร้าว จะแยก จะระแหง จะไม่สนิทสนม ความจริงไม่ใช่เลยนะ ฟังดีๆ อาตมาพูดนี่ ไม่ได้แก้ตัวนะ ไม่ได้กำลังพูด กำลังทำความเป็น จัญไรอะไร ไม่ได้กำลังพูดสิ่งที่ว่าเป็นความจัญไร แต่กำลังพูดในความจริงที่มันซับซ้อนลึกซึ้ง ที่เราจะต้องเข้าใจว่า เออ จะต้องเป็นอย่างนี้นะ เราก็ต้องได้อย่างนี้ เพราะฉะนั้นในความหมายของจิตวิญญาณนี่ ที่อาตมากำลังจะอธิบายนี่ ก็จะต้องเห็นให้ดีเลยนะว่า จิตวิญญาณของพวกเรานี่ มีความหมายหรือมีความจริง ที่อยู่ในความหมายว่า สนิทสนมเกื้อกูล สัมพันธ์สนิทนี่ ไม่รู้จะใช้ภาษาไทยว่ายังไง ให้มันหมดจด ให้มันครบครับ สัมพันธ์สนิทนี่ คนเราจะสัมพันธ์กันไปเพื่ออะไร สัมพันธ์กันด้วยเพื่อช่วยเหลือกันนะ คนเรานี่จะสัมพันธ์กันไปเพื่อช่วยเหลือกัน แต่ถ้าโลกียะแล้วเขาสัมพันธ์กันเพื่อเสพสุข ในโลกียะนี่เขาสัมพันธ์กันเพื่อเสพสุขด้วย ทีนี้โลกุตระเรานี่ ไม่สัมพันธ์ไปเพื่อเสพสุข แต่สัมพันธ์ไปเพื่อช่วยเหลือกัน จะร่วมมือกันสร้างคุณค่า หรือสร้างบุญสร้างกุศล ซึ่งจะเป็นไปเพื่อผู้อื่นด้วย เพราะฉะนั้นไม่ใช่เพื่อเสพสุข สัมพันธ์กันไม่ใช่เพื่อเสพสุข คำว่าอบอุ่น หรือคำว่าสัมพันธ์อันสนิทนี่ จึงมีนัยลึกๆ เราไม่ใช่สัมพันธ์แล้วก็จะมีการแสดงถึงความเป็นรสชาติ หรือว่าเป็นความสุข เป็นความอร่อยอย่างนั้นนะ เพราะเราลดจริงๆ เราลด ลดรสอร่อย ลดเสพสุขโลกียะอันนั้นลงจริงๆด้วย เพราะฉะนั้น ความรู้สึกของพวกเราเองก็ตาม เรารู้สึกว่าเราลดอันนี้ลงไป แล้วเราก็เข้าใจผิดว่า โอ๊ย ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่สัมพันธ์สนิท หรือไม่อบอุ่นแบบโลกๆสิ เพราะว่าเราไม่มีรสอร่อยแบบโลกๆ สัมพันธ์แล้วเราก็เสพรส นัวเนียสนิทกัน อะไรไม่อะไรละ อธิบายง่ายๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า เราได้กอดกันนี่นะ บอกว่า โอ๊ แหม คิดถึงกัน จังเลย แหม คิดถึงจังเลย เราสนิทสนมกันก็ได้กอดกัน อื้อหือ ชื่นใจ ชื่นใจนะ จาก กันไปตั้งหลายวัน แหม เจอกัน โอ๊ย กอด เข้ากอดกันเลย พอได้กอดกัน ก็รู้สึก ชื่นใจ นี่ละเป็นรสเสพ ใช่ไหม เป็นรสเสพความสนิท แต่ของเราตัดรสอันนั้น ตัดรสอันนั้น ไม่ได้แสดงกิริยาอย่างนั้น แม้มาเจอกันที่เราก็ เออ เราสัมพันธ์สนิท กันแล้วนี่นะ แต่แบบโลกุตระนี่ เราสัมพันธ์สนิทกันแล้ว พอเจอกัน เราก็ไม่ได้ แสดงอาการกอดกัน แล้วก็โอ๊ย คิดถึงจัง แหม เจอกัน แล้วก็ พบกันก็ผวากอดกันเลย ก็ได้ชื่นใจ มีความสุข รู้สึกมันเป็นรสเป็นชาตินั่นน่ะ เราไม่มีอันนั้นก็จริง แต่ในใจเราจะรู้สึกว่า โอ๊ ดีนะ มันมีความรู้สึกอบอุ่นในใจ มันรู้สึกออกมา เอาง่ายๆว่า อาตมาไปนี่นะ อาตมาไปปฐมฯ เอ๊อ พ่อท่านมาแล้ว ก็ไม่ได้ไปกอดกับใครล่ะนะ อาตมาก็ไม่ต้องไปกอดกับใคร แต่เขาก็ชื่นใจได้นะ แล้วเขาก็อบอุ่นใจขึ้นไปได้ กิริยาไม่ต้องแสดงกาย อาตมาก็ไม่ต้องไปพูด แล้วหลายคนก็ไม่ต้องพูดด้วยวาจา จะต้องพูด หลายคนก็จะสังวร สำรวมวาจาด้วย คนที่พูดว่า โอ๊ย พ่อท่านมาแล้ว แสดงลักษณะลีลาคำพูด หรือเสียงสำเนียงกระดิ๊กกระดี๊อยู่บ้างนี่ เห็น มั้ยมันเป็นโลกๆอยู่บ้าง แต่ก็เป็นความจริงอันหนึ่งของแบบโลกๆออกมา แล้วก็มีความรู้สึกรสอันนั้นน่ะ ถ้าแม้บางคนไปพูดอย่างที่ว่านี้ ลักษณะ โอ๊ย พ่อท่านมาแล้ว กระดิ๊กกระดี๊ มีลีลาสำเนียงเป็นอย่างนี้ คือ ในใจเขาก็รู้อยู่แล้วว่า เขาเอง เขาก็ชื่นใจ เขาก็รู้จักความสัมพันธ์อันสนิท เออ ก็ได้มีอะไรขึ้นมาอย่างนี้ เขาก็รู้สึกแล้ว หรือในสันติอโศกก็เหมือนกันน่ะ อาตมามาอย่างนี้ เออ รู้สึก เออ ก็เหมือนสัมพันธ์สนิท ที่มันจะชื่นใจอะไรนี่ แต่ก็ไม่ต้องแสดงกิริยากาย ไม่ต้องแสดงกิริยาวาจา แต่ใจก็สัมพันธ์สนิทได้ อย่างนี้เป็นต้น อาตมายกตัวอย่างตัวเองนี่ ก็คงพอได้น่ะ คนอื่นก็มีเหมือนกันนะ พวกเรานี่ ว่า เออ คนนี้ไปโน่นมานี่ จากกันอย่างโน้นอย่างนี้ พอมาเจอกัน มันก็ มันก็มี ความสนิทอย่างนี้ แต่กิริยาคุณอาจจะมากกว่าอาตมาก็ได้นะ กิริยาคุณสัมพันธ์กันดัวยกายกรรม วจีกรรม ก็อาจจะทักทาย โอภาปราศรัยอะไรกัน หรือว่าแตะต้อง เกี่ยวข้อง กิริยากายกรรม จะจับไม้จับมือ จะกอด จะโอบ อะไรก็ตามแต่ แล้วก็อาจจะมีกิริยาแบบโลกบ้างมากกว่าอาตมา อย่างนี้เป็นต้น แต่ก็ไม่ได้หมาย ความว่า รสชาติที่เราระลึกถึง หรือว่าเราสัมพันธ์สนิทอันนั้น ไม่มี ก็ไม่ใช่ มันก็มี หรือแม้แต่ไม่ได้แตะ ไม่ได้จับ ไม่ได้ต้องเลย เหมือนอย่างอาตมา มันก็มี มันก็มีความสัมพันธ์อันสนิทนั้น ยิ่งปฏิบัติกันไปมากแล้ว หลายผู้หลายคนจะเข้าใจว่า เออ มันไม่ถึงขนาดจะมีความชื่นใจ เห็นอาตมาก็ไม่ได้ชื่นใจเป็นรสโลกีย์อย่างนั้นทีเดียว แต่ก็รู้ว่า เออ ก็ดีนะ มันรู้สึกอบอุ่นอะไรขึ้นมา บอก มาก็ดีแล้ว พ่อท่านมา ก็ดีแล้วละ ดีแล้ว แต่ก็ไม่มีรสชาติแบบโลกีย์นะ แต่ก็รู้สึกอบอุ่น ฟังดีๆนะ อาจจะลึก คำว่า อบอุ่น คำเดียวกัน ในภาษาไทยนี่แหละ จะอบอุ่นอีกอย่างหนึ่ง อบอุ่นว่า เออ มีอะไรที่จะได้พึ่งพา มีอะไรจะได้เกื้อกูล มีอะไรจะได้ช่วยเหลือสร้างสรร ทำอะไรที่เป็นคุณค่า แต่ไม่มีกิริยากาย วาจา และก็ไม่ต้องมี แต่ก็ลึกๆได้ ลึกๆว่า มันอบอุ่น ลึกๆได้ว่าสัมพันธ์สนิท ลึกๆได้ว่าจะได้มาร่วมสร้างสรรกันอีกแล้ว ในตัวคนมาใกล้กัน อย่างนี้เป็นต้น จะมีกรรมกิริยา หรือมีอาการทางใจ อาการทางกาย วาจาก็ไม่มี ก็ตาม อาการทางใจก็ลึกและแน่นด้วย อาตมาขอยืนยันว่า ลึกและแน่นได้ด้วย ทางโลกุตระมีอย่างนั้นจริงๆ แล้วจะเป็นการสัมพันธ์สนิทที่มีคุณค่าขึ้น มีคุณภาพกว่าสัมพันธ์สนิทแบบโลกๆ บางทีก็ ทางโลกๆ คิดถึง ไม่มีเรื่องอะไร มาก็จะไปร่วม ร่วมกัน จะไปทำสร้างสรร หรือว่าไปมีคุณค่า หรือว่าเป็นที่พึ่งที่เกื้อกูลอะไรที่ดีหรอก ใกล้ชิดกันก็พอ มาแล้วก็ เออ ดีแล้วละ แหม มาใกล้ชิดกันอยู่อย่างนั้น ดีไม่ดีพากันทำในเรื่อง พากันไปสนุกสนานเละเทะไปทางโลกเสียด้วยซ้ำ ทำอะไรต่ออะไร บางทีก็ ร่วมไม้ร่วมมือกันไปทำอะไรเลวทรามเสียด้วยซ้ำ แต่ทางธรรมะ หรือว่าทางโลกุตระขึ้นมานี่ มันจะต่างกันอย่างนี้ มีค่าขึ้นมามากมาย ที่อาตมาพยายามอธิบายไป จนกระทั่งขนาดนี้นี่ พอเข้าใจได้ไหมว่า ชาวอโศกเรานั้นน่ะ มีความสัมพันธ์อันสนิท หรือมีความอบอุ่นหรือเปล่า มีหรือเปล่า ฮึ เข้าใจไหม มีลักษณะจริงอย่างนี้ขึ้นไหม เพราะฉะนั้นอย่าเผินๆ เหมือนคน โลกๆ โดยกิริยา ไม่เหมือนกับคนโลกก็ตาม กายกรรม วจีกรรม ไม่เหมือนชาว โลกแล้วก็ตาม แล้วอย่าเข้าใจผิดไปทีเดียว เพราะคุณค่าต่างๆ หรือลักษณะ ละเอียดลออ ที่อาตมาพยายามอธิบายเปรียบเทียบให้ฟังนี่ เป็นลักษณะที่พัฒนา ความเป็นอยู่ของมนุษย์ หรือเป็นพฤติกรรม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่รวมเรียกว่าพฤติกรรมนี่ พฤติกรรมของมนุษยชาติ ท่าทีลีลาอะไรนี่ มันจะเกิดขึ้นอย่างนี้แหละ มันพัฒนาอย่างนี้ มันมีพัฒนาการของมัน แล้วก็จะเกิดสภาพพวกนี้ขึ้นมา ไม่ใช่ตกต่ำๆ เป้าหมายลึก จิตเราต้องการความอบอุ่น หรือสัมพันธ์อันสนิทที่ได้เกิดแรงพลัง เกิดความเหนียวแน่น เกิดเกื้อกูล เกิดการรังสรรค์ เป็นคุณภาพอีกชนิดหนึ่งของการรังสรรค์นี่ ยิ่งมีจริงเลย โลกุตระยิ่งจริง ยิ่งเป็นเนื้อหาสมรรถนะ สมรรถภาพ ที่สูงกว่าชาวโลกด้วย ชาวโลกสัมพันธ์สนิทไป ก็อย่างนั้นๆแหละ แล้วก็ยังวิเคราะห์วิจัยด้วยว่า ความสัมพันธ์อันสนิทนั้น จะเอาพลังความสนิทสนมเป็นพลังรวมที่มีนั่นน่ะ เอาไปสร้างสรรสิ่งดี หรือสิ่งไม่ดี ทางโลกยังรู้ไม่ชัดเท่าโลกุตระด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นต่อให้เขารวมกันเป็นปึกแผ่น มีคนรวมกัน 100 คน อย่างนี้เป็นต้น ถ้า 100 คนของโลกุตระ กับ 100 คนของโลกียะนะ โอ้โห! ถ้ามีความสัมพันธ์อันสนิท หรือว่ามีความอบอุ่นในทางจิตวิญญาณ ในคุณภาพแบบนี้ เกิดขึ้นแล้ว 100 คนของโลกุตระนี่ อื้อหือ มหาศาลเลย ที่จะมีกำลังแรง และคุณภาพที่จะสร้างสรรขึ้นไปได้ เป็นประโยชน์ต่อสังคมมนุษยชาติ แต่ทางโลกยัง ไม่รู้เลยว่า 100 คนที่สัมพันธ์อย่างนั้นน่ะ ถ้ายิ่งมีความโง่เง่า แล้วมีกิเลสมากๆ 100 คนนี่จะพาไปทำลายสักเท่าไหร่ ยังนึกไม่ออกเลย สัมพันธ์สนิทนั้นน่ะแล้วโง่เง่าด้วย เป็นแบบโลกียะด้วย จะร่วมหมู่กันไปเอะอะมะเทิ่ง ไปสร้างกรรมกิริยา ไปทำบทบาทเรื่องราวอะไรที่เขาชอบเขา... เห็นว่าดีงาม อะไรไปตามประสาของเขา จะทำลายไปอีกเท่าไหร่ ยังไม่รู้เลย เกิดจากความสัมพันธ์อันสนิท หรือเกิดจากความอบอุ่น ตามที่เขามีทิฐิสามัญญตา ศีลสามัญญตาของเขา หรือว่ามีความเข้าใจ ความเห็น เป้าหมาย กับกรอบที่เขาจะดำเนินชีวิตไปกันนั่นน่ะ มันก็จะไปอย่างที่เขาเป็น โลกุตระก็จะไปอย่างโลกุตระเป็นน่ะ ธรรมะมันลึกซึ้งอย่างนี้ แล้วก็มีอะไรที่ซับซ้อน ที่อาตมาพยายามที่จะแนะนำบอกให้พวกเราได้ศึกษา แล้วมันมีของจริง พอได้เป็นตัวอย่าง ที่อาตมาอธิบายแล้ว คงไม่อ้างว้าง คงจะไม่ เอ๊ะ แล้วมันอยู่ไหนละ ตัวอย่างมันมีด้วยหรือ เราเข้าใจไม่ได้เลย ในกลุ่มในหมู่ บางกลุ่มบางหมู่ ที่อาตมาอธิบายตอนนี้นี่ เขาคงฟังไม่ออกหรอก ฟังออกบ้าง ก็อาจจะเดาๆ ไปแล้วก็คิดไม่ได้ว่า มันเป็นยังไงกันล่ะ ไอ้ที่ว่านี่ สัมพันธ์สนิทที่ว่า มันลักษณะยังไง มีข้อเปรียบเทียบ มันจะชัดขึ้น ก็ไม่ชัดกว่าที่เรามีกันแน่ เพราะพวกเรามีลักษณะ มีรูปแบบ มีพฤติกรรม มีความเป็นจริง เมื่อเปรียบเทียบกัน อธิบายให้ฟังแล้วนี่ พวกคุณก็จะเห็นชัดขึ้น จะเข้าใจได้ดีขึ้น จริงไหม ว่ายังไง ดอกบัวน้อย เห็นเลยหรือ นึกภาพเห็นเลยหรือพอเห็นนะ มันมีลักษณะจริงของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม หรือพฤติกรรมของพวกเรา มันพอเห็น และอาตมาอธิบายขยายความไปถึงคุณค่าที่ว่า หรือความอบอุ่น ความสนิทใน สนิทสัมพันธ์ สนิทในๆ ที่ว่านั่น พอเข้าใจนะ มันมี แล้วมันไม่มีกิริยานอกที่หยาบๆ เอามาโชว์ เอามาเป็น มันตัดจริงๆ ตัดหลายอย่าง ตัดกิริยานอก กิริยาใน หรือแม้แต่ตัดบางสิ่งบางอย่างออก ตัดกายกรรม วจีกรรม หรือแม้แต่มโนก็ตาม ก็ตัดออกในบางส่วนบางอัน เป็นรส ตัดรสอัสสาทะ ตัดรสโลกๆ ออกไปแล้ว อย่างนี้เป็นต้น เราไม่ต้องมีก็ได้ แต่เราก็อบอุ่น แต่เราก็สามารถที่จะรู้ แล้วเราก็อยู่กันอย่างมีพฤติกรรมที่สัมพันธ์สนิท มีพฤติกรรมที่อบอุ่น มีพฤติกรรมที่มีคุณค่าในตัวมันด้วย การเกี่ยวข้องสัมพันธ์นี้มีคุณค่า ด้วยโลกุตระที่ดียิ่งขึ้น ที่มีคุณภาพของโลกุตระสูงขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะมีอันนั้นดีขึ้น เพราะฉะนั้นบางทีบางอัน บางโอกาส หรือหลายกรรม หลายกิริยาทางกาย ทางวาจา เราไม่ต้องพูดออกมา ไม่ต้องแสดงลีลาสัมพันธ์ด้วยกาย ไม่ต้องแสดงลีลาสัมพันธ์ด้วยวาจา ให้เขาเข้าใจว่า เออ ก็อบอุ่นๆ เหมือนอย่างอาตมานี่ ไม่ต้องอะไรมาก พอเดินผ่าน บางทีก็ไม่ได้ทำอะไร บางทีคนนั้นเขายกมือไหว้ก็เฉยเหมือนกับแข็งๆนะ แต่แท้จริงก็รู้สึกอบอุ่นได้ว่า อาตมาก็มีอะไรเล็กๆน้อยๆนิดๆ ว่าอาตมาก็ไม่ได้เป็นคนกระด้าง เป็นคนชิงชัง หรือเป็นคนตัดรอน แต่บางคนนี่ต้องการรูปแบบ ต้องการกรรมกิริยาทางกาย ทางวาจา ที่มีลักษณะส่อถึง แหม ไม่ทักทาย ไม่พูดไอ้แบบภาษาที่เกี่ยวพันสัมพันธ์ หรือว่าได้แสดงกิริยาเกี่ยวพันมากๆแล้วเขาก็เอากิริยาชัดๆอย่างนั้นละ เป็นการยืนยันว่า อาตมาจะต้องสัมพันธ์กับเขา เพราะแสดงกายกรรมกับวจีกรรมออกได้ขนาด มีภาษา หรือมีการกระทำทางกาย แสดงความสัมพันธ์ถึงขนาด ถ้าให้อาตมาไปแสดงอย่างนั้นมากๆ แต่ละคนๆ อาตมาหมดแรงก่อนแล้วทุกวันนี้ อาตมาไม่ไหว ต้องเสียเวลาแน่นอนเลย แต่ดูง่ายนะ เข้าใจง่าย แล้วก็รู้สึกว่ามีน้ำใจ มีการทักทายปราศรัย มีการสัมพันธ์อันมาก เหมือนอย่างท่านยันตระกำลังจนทางอยู่ตอนนี้ ท่านยันตระนี่ ท่านกำลังเจอมรสุมอันนี้ เพราะว่าท่านเอง ท่านสร้างลีลาท่านให้คนเขาเข้าใจว่า ถ้าไม่ทัก ก็แสดงว่าไม่สัมพันธ์ ก็อาตมาว่าถ้าไม่ทักนี่ อาตมาก็ว่าได้สัมพันธ์แล้วนี่ อาตมาพยายามแสดงลีลาพวกนี้ ให้พวกเราเข้าใจกันได้มากขึ้นนี่ ก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร แล้วพวกเราก็ได้ คนที่เข้าใจยังไม่ได้ก็ไม่ได้ แต่คนเข้าใจได้ก็เข้าใจขึ้น ถ้าจะขืนไปทำอย่างหยาบๆ อย่างนั้นๆน่ะ เราก็จะแสดงไม่ได้มาก เราก็จะเกื้อกูลกันไม่ได้มาก สาระมันยังมีอีกมาก เพราะฉะนั้นจะเอาแต่เวลาแรงงานแคลอรี่มาจ่าย แต่ไอ้กรรมกิริยา กาย วาจา ที่จะบอกว่าฉันสัมพันธ์นะ ฉันมีน้ำใจนะ ฉันแสดงความสัมพันธ์เห็นไหมมีรูปธรรม ก็ครบนะ ไม่ไหว ฟังไหวไหมนี่ ที่อาตมาพยายามอธิบาย ขยายอะไรเข้าไปให้เห็นมากๆนี่นะ แต่นั่นแหละ ถ้าอธิบายอย่างนี้แล้ว คนกิริยาหยาบที่ไม่มีน้ำใจจริงๆ หรือว่า พวกฤาษีนี่ชักชอบเหมือนกันนะ พูดแบบ นี้ ก็บอก หวานเลยเรา ก็เลยเอาแบบพ่อท่านก็แล้วกัน เอาแบบพ่อท่าน อย่าพึ่งตีกินนะ อย่าพี่งตีกิน อาตมาพยายามอนุโลมลงไปด้วยซ้ำไปนะ ว่าพยายามจะทัก ทาย พยายามจะมีกิริยาอะไรที่เป็นความสัมพันธ์ ด้วยกิริยาที่แสดงความสัมพันธ์นี่แหละ พยายามอนุโลมลงไปนะ ทั้งๆที่มันก็น้อย เวลาก็น้อย กรรมกิริยาอะไรก็คงแสดงมากไม่ได้ อะไรนี่ ก็ต้องพยายามเหมือนกัน เราต้องเข้าใจว่าคนที่เขายังรับไม่ได้ หรือว่าคนที่เขายังต้องการในสิ่งที่เขาต้องการอยู่นี่ มันมีอยู่จริงๆในโลก มันมี เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าต้องให้เขาบ้าง ถ้าคนที่เขาเองเขารู้แล้ว เขาไม่ต้องการรับแล้วล่ะ กิริยาสัมพันธ์อย่างนี้ กิริยาแสดงออกถึงความสัมพันธ์ด้วยกาย ด้วยวาจาอย่างนี้นี่ ว่าอย่างนี้ที่แสดงออกสื่อว่าเป็นความสัมพันธ์ เป็นความอบอุ่น เป็นความสนิทชิดเชื้อถึงแสดงออก ไม่ใช่ไม่แสดง ถึงแสดงออกเขาก็ไม่ต้องการแล้ว เขาก็ไม่เป็นไร เขาไว้ใจแล้ว เขาแน่ใจแล้ว เขาพอใจแล้วล่ะ ไม่ต้องแสดงกิริยากาย วาจา อย่างนี้ เขาก็เชื่อมั่นแล้ว ผ่านไปได้เลย แม้อาตมาแสดง เขาก็รู้แล้วละ เขาก็ไม่ได้ต่อรองอะไร แล้วเขาก็ไม่อยากจะให้ทำด้วยซ้ำ ไม่ต้องเสียเวลาหรอก ไม่ต้องไปเปลืองแรงงานทางกาย ทางวาจาอย่างนี้หรอก อะไรอย่างนี้ เป็นต้น จะเข้าใจสอดซ้อนกันขึ้นมา เพราะฉะนั้นถ้ามีคนที่ละเอียดลออ แล้วก็ไว้ใจ หรือมั่นใจอย่างนี้มากขึ้นๆๆ สังคมของเราก็ยิ่งจะมีกิริยา ที่มันดูไม่มีกิริยาเหมือนชาวโลก กิริยาสัมพันธ์ทางวาจา ทางกายมากขึ้น แต่กระนั้นก็ดี มันก็จะมีคนมากขึ้น ที่แสดงกิริยาเหล่านี้ทดแทน อาตมาไม่ทำ องค์อื่นๆ ก็คงจะทำ หรือพวกเราในชาวพวกเรานี่ ก็จะมีระดับหลายระดับ แทรกซ้อนๆๆๆๆมา ยังทำอยู่ มันก็จะมีกิริยาเหล่านี้ผสมผสานอยู่บ้าง แต่ค่ารวมแล้ว มันก็จะน้อยกว่าโลกีย์ เพราะเราไม่เอากิริยาอย่างโลกีย์ที่แสดงถึงความสัมพันธ์อันสนิท หรือแสดงสัมพันธ์ ความสนิทสนม ความอบอุ่น หรือกิริยาการเกี่ยวเกาะกระดิ๊กกระดี๊ะอะไรแบบโลกีย์ แบบแสดงออก บางสิ่งบางอัน เป็นมารยาทที่ฟุ่มเฟือย เป็นมารยาทที่เยิ้ม เป็นมารยาทที่เหยิมเหยอะในโลกีย์นี่ เขาทำมาก แหม ทำอย่างตะวันตกเขาอย่างนี้ ไปทำจะต้องมีกิริยามารยาทท่าที แหม จะต้องไปกอดกัน แล้วก็จะต้องมีผู้หญิงผู้ชาย ต้องมีหอมกันอะไรด้วย ถึงจะแสดงว่า นี่เป็นมารยาทที่สัมพันธ์สนิท อบอุ่นอะไรอย่างนี้ล่ะนะ อาตมาว่า มันเหยิมเหยอะไปแล้ว มากไปแล้ว คนไทยเราไม่มี แต่ก่อนนี้ไม่มี ไม่มีมากมายอะไร ไม่มีเหมือนยังกับตะวันตก ไม่มี เดี๋ยวนี้เหมือนใครก็เอากันมาก โอย เยอะแยะ ภาษาก็เหมือนกัน ท่าทีลีลา อาตมาอธิบายไม่หมดหรอก พูดมันไม่ครบหรอกนะ คุณฟังแล้ว คุณก็ไปคิดเอาเอง กิริยามันเยอะกว่าที่อาตมาพูดใช่ไหม ยกตัวอย่างได้ที่ยกได้ พูดได้ จัดๆจ้านๆ นอกนั้นมีเล็กๆน้อยๆ กิริยาอ้อนแอ้น กระดิ๊กกระดี๊ อย่างโน้นอย่างนี้ อะไรนี่ มีมากมายไป อาตมาพูดไม่ถูก พูดไม่หมดน่ะ กิริยาอย่างโลกโลกีย์พวกนี้นี่นะ เราตัดออก ฟุ่มเฟือย เหยิมเหยอะ มันไม่มีจริงๆ เพราะฉะนั้นมันจึงจะไม่มีทุกขั้นตอน มันจะมีขั้นกัลยาณชนขึ้นมาหาการแข็งๆ กระด้างๆ สะอาดๆ แบบลักษณะชั้นโลกุตระนี่มากขึ้น ผู้ที่เคร่งอยู่ ก็จะเป็นลักษณะพวกนั้นมากขึ้นจริงๆ ก็คงเข้าใจนะว่า กาย วาจาข้างนอก กับจิตใจนี่ เมื่อเวลาถึงสัมพันธ์สนิทหรืออบอุ่นสูงๆสุดๆ ไปแล้วนี่ มันจะไม่เหมือนชาวโลกเขา แต่จิตใจก็สัมพันธ์สนิท ด้วยธาตุรู้ ธาตุปัญญาญาณที่ลึกซึ้งว่า สัมพันธ์สนิทอันนี้ เป็นสาระสัจจะอะไร เพราะฉะนั้นถ้าสัมพันธ์ด้วยกรรมกิริยาที่เราจะบอกว่า โอ๊ย ถ้าอย่างนี้ต้องเกื้อกูลกัน อย่างนี้ต้องช่วยเหลือกัน ถ้าอย่างนี้ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ได้ ไอ้อย่างนี้ต้องปรารถนาดีต่อกันจริงๆแล้วละก็ โลกุตระมีมากกว่าโลกียะ เชื่อ ไหม เข้าใจไหมๆ โลกียะนี่ มันไม่เทียบเลย จะสนิทสัมพันธ์ยังไงก็เถอะ ปรารถนาดีของเขาก็เกินเลย แต่ปรารถนาดีของโลกุตระนี้ เป็นปรารถนาดีที่ไม่เกินเลย ได้เนื้อแท้ เพราะฉะนั้นจะเกื้อกูล จะสัมพันธ์อันสนิทไปเลย มีการจะเกี่ยวข้อง ก็เกี่ยวข้อง ก็ช่วยเหลือกันนั่นแหละส่วนมาก หรือร่วมกันสร้างสรร ช่วยเหลือกัน หรือร่วมกันสร้างสรร ถ้าเกี่ยวข้องกันในคนในโลกนี่ ถ้ายิ่งไม่มีอะไรจะเสพ เป็นคน 2 คน 3 คน 4 คน ต่างคนต่างเกี่ยวข้องกัน สัมพันธ์กันเพื่อสร้างสรร หรือเพื่อช่วยเหลือกันนี่ จะไม่มีลักษณะเสพ เช่นว่า เราช่วยเหลือคนนี้ ก็เพื่อเราจะได้รับคำชมเชยจากคนนี้ อย่างนี้เป็นต้น เราก็ไม่ๆ ไม่หวังแล้ว ไม่ต้องการแล้ว ไม่ปรารถนา แม้แต่คำชมเชย แต่เป็นความบริสุทธิ์ใจ ที่เราจะช่วยเหลือคนนี้ ด้วย ความเข้าใจว่ามันเป็นคุณค่า มันเป็นคุณงามความดีของมนุษย์ เราก็ช่วยเหลือเขาจะชมเชย หรือไม่ชมเชย ก็ไม่เป็นไรเลย มันมีค่า แล้วก็ทำได้จริง คนที่ปฏิบัติถึงภูมิธรรมอย่างนี้ ทำได้จริง มีคุณค่าจริง และการช่วยเหลือที่ยิ่งไม่ต้องการคำชมเชยนี่แหละ มันจะดูห่างเหินจากโลกๆเขา ไม่ต้องเอาอะไรมาก เอาแต่แค่บอกว่า คนนี้ช่วยเหลืออันนั้นปั๊บ ทำกิริยากาย ช่วยเหลืออย่างนี้ละ เอ้า หกล้ม ก็ช่วยเอาให้ลุกขึ้น พอลุกขึ้นแล้ว คนนั้นก็ เออ สบายขึ้นแล้วละ คนที่ช่วยเหลือนั้นก็วางเฉยๆ แม้แต่ลักษณะที่จะสัมพันธ์ให้มันมากกว่านั้น คนนี้ก็ทำช่วยเหลือให้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive