351115 เข้าใจอย่างไรในชนชั้น โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์2535 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์359 KB
วันที่แก้ไข18 มกราคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

351115 เข้าใจอย่างไรในชนชั้น โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์

เข้าใจอย่างไรในชนชั้น โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2535

เจริญธรรม ผู้ใผ่ธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย วันนี้อาตมาตั้งใจจะเทศน์ เรื่องเข้าใจอย่างไรในชนชั้น คำว่าชนชั้นนี่มันมีทุกแหล่ง ทุกที่ทุกแห่ง ตั้งแต่เล็กๆไปจนถึงสังคมใหญ่ ยิ่งใหญ่ ยิ่งมีชนชั้นมาก ยิ่งมีการแย่งชิง ยิ่งมีการเอาเปรียบเอารัด หรือว่ามีความสามารถ มีความเฉลียว ฉลาดมากกว่ากัน ต่างกันมากเท่าไหร่ๆ ก็ยิ่งเกิดชนชั้น เกิดระบบวิธี ที่จะให้เกิด ชนชั้นขึ้นในหลายๆลักษณะ แล้วก็เกิดจริงเป็นจริง เป็นบริบทของสังคมขึ้นมา ก็เกิดสภาพอย่างนั้นอยู่ในสังคม ในโลกมนุษย์ เป็นทุกข์เป็นร้อนกันอยู่มากมายที่สุดเลยนะ พวกเราก็คงจะเคยได้ยินคำว่าชนชั้นกลาง อาตมาจะพูดถึงชนชั้นไปหลายๆภาษา ชนชั้นกลาง ก็คงเคยได้ยิน อาตมาให้นิยามเอาไว้เสียก่อนนะ มีชนชั้นต่างๆที่อาตมาจะพูดถึง นี่มีชนชั้นกลาง ชนเป็นกลาง ชนชั้นสูง ชนหัวสูง ชนชั้นต่ำ ชนชั้นกลางนะ อาตมาแบ่งเอาไว้สัก 6 ชั้น 6 อย่าง ก็ลองฟังดู ว่าชนชั้นต่างๆเนี่ยมันเป็นอย่างไรกันแน่ และมันอยู่อย่างไรกันแน่ และมันมีจิตใจอย่างไร และมีพฤติกรรมอย่างไร ชนชั้นกลาง อาตมานิยามเอาไว้ว่า คือคนที่หัวยังไม่ถึงฟ้า แต่อยากถึงฟ้า ฟังใหม่ ชนชั้นกลางคือ คนที่หัวยังไม่ถึงฟ้า แต่อยากถึงฟ้า นี่ก็ ชนชั้นกลาง เดี๋ยวนี้เขากำลังนิยมชมชอบกัน ชนชั้นกลางนะ เยอะ เดี๋ยวจะอธิบาย จะ วิเคราะห์ว่า คนชั้นกลาง มันๆเป็นคนดีกันจริงๆเหรอ ทีนี้ต่อมาอีกอันนึง อาตมาใช้คำว่าชนเป็นกลางๆ คือคนที่รู้จักฟ้า รู้จักดิน และทำความสมดุลให้เกิดทุกสัดส่วน คนเป็นกลาง ต่อมาคนชั้นสูงๆ ก็คือหัวถึงฟ้าและตีนติดดิน คนชั้นสูงก็คือหัวถึงฟ้าและตีนติ

อ่านต่อ

ดดิน คนหัวสูง ทีนี้อีกอย่างหนึ่ง คนชั้นสูงก็ชั้นสูง คนหัวสูง ก็คือคนที่อยากถึงฟ้า ที่เหยียบย่ำทุกชั้น คนหัวสูงนี่ ก็คืออยากถึงฟ้าที่เหยียบย่ำคนทุกชั้น ต่อมาก็ชนชั้นต่ำ ก็คือคนไม่รู้ฟ้าไม่รู้ดิน แต่อยากถึงฟ้า คนชั้นต่ำนี่ คือคนไม่รู้ฟ้าไม่รู้ดิน แต่อยากถึงฟ้า หรือคนทะเยอทะยาน แต่ไร้ปัญญา แต่ไร้ความ สามารถ นี่ก็คือคนชั้นต่ำ ก็คือคนทะเยอทะยาน แต่ไร้ปัญญาไร้ความสามารถ คนอีกอันนึงก็คน ชนชั้นล่างๆ ชนชั้นล่างก็คือถูกคนชั้นต่ำกับชนชั้นกลาง และคนหัวสูงเหยียบย่ำหรือกดขี่อยู่ ชนชั้นล่างๆก็คือถูกชนชั้นต่ำกับคนชั้นกลาง และคนหัวสูงเนี่ยเหยียบย่ำหรือกดขี่อยู่ นี่เรียกว่าคนชั้นล่าง อย่างพวกเราเป็นต้น พวกเรานี่เป็นคนชั้นล่าง คนชั้นล่างนี่ต่างกับคนชั้นต่ำนะ ชนชั้นต่ำนี่บางคนร้วยรวย ชนชั้นต่ำๆ ฟังดีๆนะ ชนชั้นต่ำนี่บางคนร้วยรวยนะ มีอำนาจม้ากมาก บางทีเขาเรียกว่าเจ้าพ่อด้วย เจ้าพ่อเจ้าแม่ คนชั้นต่ำนะ บางทีเขาไม่กล้าเรียกเจ้าพ่อหรอก เขาเรียกอย่างมียศ มีศักดิ์เลย เรียกท่าน เรียกอะไรต่อมิอะไรไปโน่น แต่ก็คือชนชั้นต่ำนะ เราต้องพยายามฟังดีๆ เข้าใจเนื้อหาสัจจะดีๆ และเราจะรู้ว่าเราอยู่สังคม และเราอยู่กับคนอย่างไร และเราเป็นคนอย่างไร ที่พูดไปนี่ไม่ใช่ให้ไปมองแต่คนอื่นนะ มองตัวเองนั่นแหละให้ดีๆ มองตัวเองให้ดีๆเป็นประการสำคัญ และเราก็จะพัฒนาตัวเองได้ ถ้าเรามองตัวเองไม่ออก เราจะพัฒนาตัวเองไม่ได้นะ ทีนี้ พูดถึงคนชั้นกลางก่อน คนชั้นกลางที่อาตมาให้นิยามว่า ก็คือคนที่หัวยังไม่ถึงฟ้า แต่อยากถึงฟ้า ก็หมายความว่า คนชั้นกลางนี่ เขาพูดกันในแง่วัตถุ ธรรมหรือวัตถุรูป ธรรมดาเขาบอกว่าคนที่เขาเอาโลกีย์มาวัด คนที่เขาเอาโลกีย์ มาวัด เอาเทียบง่ายๆ คือคนที่จะพยายามทำตนเองให้เป็นคนมีความรู้ มีความสามารถ และก็มีฐานะทางสังคม มีฐานะร่ำรวย มีเงินมีทอง กินอยู่ดี ดีตามภาษาที่เขาพูดนะ ที่จริงมันกินอยู่เลว กินอยู่ทราม กินอยู่อย่างโง่ๆ กินอยู่ เป็นคนที่มีกินมีอยู่ มีใช้มีสอย มีร่ำรวย มีศักดิ์ฐานะทางสัมคมเจริญงอกงาม และคนเหล่านี้นี่ไม่ถึงที่สูงสักที จะเป็นคนชั้นกลางอยู่อย่างนั้นนะ บางคนนี่ร่ำรวย มีหมื่นล้าน ก็ยังเป็นคนชั้นกลาง เพราะเขายังไม่ถึงฟ้า เพราะเขายังไม่จบ เขายังไม่สุด เขายังไม่พอ เขายังไม่เกมในความโลภ เอาเปรียบเอารัด เอาในความดิ้นรน ดิ้นรนเอามาบำเรอตนนะ ดิ้นรนเอามาให้แก่ตัวแก่ตน เพราะฉะนั้นคำว่าคน ชนชั้นกลาง มันถึงมากเหลือเกิน ชนชั้นกลางนี่ มากกว้าง กว้างและมากแต่ตื้น คนชั้นกลางที่หมาย กำลังอธิบายอยู่นี้นี่ ตื้นมากในสายโลกีย์ธรรมดานี่ เป็นคนที่ต้องการความรู้ ต้องการความเฉลียวฉลาด ต้อง การความร่ำรวย ต้องการศักดิ์ฐานะ ต้องการฐานะทางสังคมสูงๆขึ้นไป ใหญ่เท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ รวยเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ เพราะฉะนั้นเขาไม่ถึงฟ้าสักที คนที่หัวยังไม่ถึงฟ้า แต่อยากถึงฟ้า และเขาก็ไม่ถึงสักที เพราะเขาไม่มีสันโดษ เขาไม่มีความจบ เขาไม่มีความพอ เพราะฉะนั้นคนชั้นกลางจึงมีอยู่ได้ตลอด ตั้งแต่เกิดจนตาย บางคนนี่ตั้งแต่เกิดจนตาย ต่อให้เขาสำเร็จแบบโลกียะ ได้รับฐานะทางสังคมแบบไหนๆก็ตาม ให้ยิ่งใหญ่ล้น เท่าไหร่ๆ เขาจะพูดเลยคำว่าล้นฟ้า แต่ที่จริงเขาไม่ถึงฟ้าโดยความหมายแท้ โดย สัจจะสาระแท้เนี่ย ต่อให้เขารวยล้นฟ้า เขาก็ยังไม่ถึงฟ้าอยู่นั่นเอง เพราะจิตของเขาไม่ได้ถึงฟ้า เขายังต้องการอีก เขายังมีที่ๆจะต้องขึ้นอีก เอาไปอีก ยิ่งไปอีก เป็นความอยากเป็นความโลภ เขาจึงอยู่ในฐานะชนชั้นกลางตลอดกาลนาน ไม่ใช่คนชั้นสูง ต่างกับคนชั้นสูง คนชั้นสูงก็คือคนที่หัวถึงฟ้า และตีนติดดิน คนชั้นสูง ก็คือคนที่หัวถึงฟ้าแล้วตีนติดดิน และฟ้าของคนชั้นสูงนั้นน่ะ เป็นฟ้าไม่ต้องสูงมากหรอก ถ้าพูดถึง ด้านวัตถุแล้ว ลาภก็ไม่ต้องมาก เขามีสันโดษแล้วถึงฟ้าแล้ว ยศศักดิ์อำนาจที่จะ ไปเบ่งไปใหญ่ก็ไม่ต้องมากหรอก เขาแค่นี้เขาก็ถึงฟ้า และเขาก็รู้ดิน รู้พื้น รู้ฐานะทั่วไปของคนส่วนกว้าง ส่วนใหญ่ ของคนส่วนมาก ใครมีทุกข์มีร้อน พวกที่อยู่ติดดินนี่ เขารู้เรื่อง เขาก็เกื้อกูลช่วยเหลือด้วย เพราะฉะนั้นคนชั้นสูงที่แท้จริงนี่หายาก คนชั้นกลางหาง่ายๆ คนชั้นสูงจริงๆนี่หายาก ทีนี้ คนชั้นสูงที่ว่านี่ ถ้ามีสมรรถภาพมาก มีความสามารถมาก มีความรู้เฉลียวฉลาดมาก จะเป็นความรู้ทางโลกก็ตาม แต่เขามีความรู้ทางธรรมะ โดยเฉพาะยิ่งมีความรู้ทางโลกุตระด้วย แล้วเป็นคนปฏิบัติโลกุตรธรรมได้ด้วย คน อย่างนี้ยิ่งเป็นคนชั้นสูงๆจริงๆ สูงยิ่งขึ้น เขาสามารถจะทำงานที่จะเป็นผลผลิต หรือเป็นความสามารถสมรรถนะ ทางแรงงานฝีมือ ความรู้ ความเฉลียวฉลาด เขามีจริงๆแล้วเขาก็เป็นคนขยันหมั่นเพียร ทำงานอุตสาหะวิริยะ สร้างสรรอยู่ในโลก แต่เป็นคนมีสันโดษ และแถมมีมักน้อยด้วย ทางธรรมะเป็นโลกุตรบุคคล ไม่ ต้องกินไม่ต้องใช้อะไรมากมาย เลี้ยงตนอยู่อย่างพอเหมาะพอดี มักน้อยสันโดษ ได้ดี เป็นคนที่มีวรรณะ 9 แม้จะยังไม่สมบูรณ์ยิ่งยอด ก็มีคนที่ฝึกหัดตามวรรณะ 9 อย่างที่อาตมาเอามาขยายความ ตามมนุษย์ของพระพุทธเจ้านี่ มนุษย์มีวรรณะ มนุษย์ชั้นสูง มนุษย์มีวรรณะนี่เป็นมนุษย์ชั้นสูง เพราะฉะนั้นจะเป็นคนที่ จะเป็น เพื่อนของคนจน ไม่มีช่องว่าง ไม่มีช่องห่างอะไร แต่เป็นคนที่เต็ม เป็นคนที่ถึงฟ้า และเป็นคนที่ติดดิน อยู่กับทุกๆคน มีฐานะเท่าเทียมกัน ไม่หยิ่งไม่ผยอง ไม่ข่มไม่เบ่ง มีน้ำใจ มีเมตตา มีความเกื้อกูล เพราะยังงั้นออกมาได้เท่าไหร่ สร้าง สรรรังสรร ก็ยิ่งมีสมรรถนะสูง มีความรู้ มีความสามารถ มีความรู้สูง มีความ เฉลียวฉลาดมาก จะเอาความรู้ความสามารถเหล่านี้ไปสร้าง เพื่อโลภโมโทสัน เพื่อไปแลกเอาเงินเอาทองอะไร จากโลกมาก็ย่อมทำได้ ร่ำรวยได้ ถ้าจะใช้ความฉลาดนั้นไปทำสภาวะซับซ้อน วางกลไกเครือข่ายอะไรต่อมิอะไร เป็นวิธีการอันซับซ้อนของทุนนิยม ที่จะดูดเอามาให้แก่ตัวเอง ให้ได้มากๆๆๆ เขาก็สามารถจะทำได้ แต่เขาไม่ทำ เพราะมันฉ้อฉล เพราะมันทุจริตอยู่ในตัว เป็นบาปเป็นเวรเป็นภัย ทำโดยที่คนไม่รู้ทัน หรือว่าคนโง่กว่าเขาก็จำนน หรือพ่ายแพ้ๆ โดยที่เรียกว่าต้องยอมให้ดูดโดยดุษณีย์ เขารู้แต่เขาไม่ทำ เขาก็มาทำอย่างจริงใจ อย่างบริสุทธิ์สะอาดด้วยความสมัครใจ ด้วยความเต็มใจ ด้วยว่าเราทำอย่างงี้เป็นคุณ ค่าที่แท้ เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องดี เป็นบุญ เป็นกุศล ถูกสัจจะทุกอย่าง และก็เต็มใจ พอใจทำ เพราะงั้นคนชั้นสูงที่เป็นคนที่หัวถึงฟ้าตีนติดดิน จึงเป็นที่พึ่งของมนุษยชาติที่แท้จริง แต่ดูแล้ว ตามสายตาของคนโลกๆ ค่านิยมของปุถุชน ค่านิยมของคนโลกีย์ๆดูแล้ว ไอ้นี่ไม่น่าชื่นชมอะไรหรอก ไม่มีอะไรหรูหราฟู่ฟ่าหรอก ไม่ร่ำรวยศักดิ์ฐานะอะไรแบบโลกๆ เขานิยมกันอย่างค่านิยมโลกๆ มันก็ไม่มีก็เพราะว่ามันไม่ได้มีลาภเป็นเครื่องแสดงว่าร่ำรวย เพราะว่าไม่ได้สะสม มีแต่ทำแล้วก็แจกจ่ายเจือจาน และเอื้อเฟื้อ แล้วมันจะไปมีร่ำรวยอะไร ยศตำแหน่งก็ไม่ได้ไปแย่งไปชิงกะใคร ไปเบ่งอำนาจอย่างโน้นอย่างนี้ มีสายของการทำงานที่จะได้ยศได้ศักดิ์ได้ฐานะ ก็ไม่มี สร้างอำนาจอิทธิพล ในความร่ำรวยหรือว่า กลไกธุรกิจกลไกอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อตัวเองจะมีสิทธิ์ในอิทธิฤทธิ์ อิทธิพล ในกลไกเหล่านั้น ก็ไม่ได้ไปสร้างให้แก่ตัวเองเลย เพราะฉะนั้นคนชั้นสูงอย่างที่ว่าเนี่ย ไม่มีอะไรมีอิทธิพลรองรับ หรือไม่มีอะไรที่รองรับ ตามค่านิยมของสังคมทุนนิยม สังคมโลกีย์ทุกวันนี้เลย จึงดูเหมือนคนกระจอกๆ แต่คนที่มีปัญญาเท่านั้นแหละ คนที่มีญาณปัญญามีความลึกซึ้งที่เข้าใจความลึกซึ้งเหล่านี้ จึงจะศรัทธาเลื่อมใส และก็มองออก และก็ช่วยกันส่งเสริมอุปถัมภ์ค้ำชูกันเข้าไป ถึงอย่างงั้นก็ตาม คนที่อุปถัมภ์ค้ำชูเหล่านั้นยังอยู่ในสังคม ก็ยังเกรงใจสังคมอยู่นั่นแหละ เพราะคนเหล่านั้น อีกจำนวนมาก เขาก็ยังจะถอดตัวถอดตนออกมายังไม่ได้ เพราะ เขาฐานะยังไม่แข็งแรง อินทรีย์พละเขายังไม่แข็งแรง ปฏิบัติธรรมยังไม่แข็งแรง เขาก็จำเป็นจะต้องอยู่ในอาชีพที่เรียกว่าพ้นมอบตนอยู่ในทางผิด พ้นมอบตนออกมาในทางผิด ออกมายังไม่ได้ ยังมีกรรมกิริยาการงานอะไรก็ยังจะต้องยอมทางโลกเขาอยู่ ก็ไม่กล้าเปิดเผยตัวเอง ไม่กล้าแสดงตัว ไม่กล้าจะทุ่มเข้ามาช่วยเหลืออุดหนุนทางด้าน ผู้ที่เขาเข้าใจแล้วละ ว่าควรจะศรัทธา ควรจะยกย่อง ไม่กล้าออกมาเต็มที่ มีอยู่เยอะ คนที่กล้าหาญชาญชัย มั่นใจในตัวเองออกมาเลย มารวมหมู่มารวมกลุ่มคณะนี้ มาโถมกำลังรังสรรค์สิ่งนี้ ทิศทางนี้อย่างนี้กันให้เต็มที่ มีไม่เท่าไหร่หรอก คนกลุ่มอย่างนั้นจะออกมามีเท่าไหร่ เข้ามาก็ยังต้องมาต่อสู้หนักหนาสากรรจ์กันอยู่ แล้วก็ต้องพัฒนากับตัวเองต่อไปอีก เพราะการพัฒนาตัวเองไปในภูมิฐานที่สูงขึ้น มีภูมิธรรม มีวุฒิธรรม ยังมีวุฒิธรรมที่สูงๆอีก ไปทำความเจริญงอกงามขึ้นไปอีกตั้งเยอะ แล้วค่อยๆมาทำกันต่อไป แต่มันก็เป็นความจริงของสังคม เมื่อมันมีสภาพจริง มีคนชั้นสูงจริง เราก็พยายามที่จะเป็นหลักของสังคม แล้วก็แก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลง พัฒนาคนที่อยู่เป็นชนชั้นกลางดังกล่าวแล้วก็ตาม ทีนี้คนเป็นกลางล่ะ คนเป็นกลางกับคนชั้นสูงเนี่ย อยู่ในฐานะที่เหมือนๆกัน คนเป็นกลางก็คือคนที่รู้จักฟ้ารู้จักดิน และทำความสมดุลให้เกิดทุกสัดส่วน เพราะฉะนั้นคนชั้นสูงคือ คนที่หัวถึงฟ้า ตีนติดดิน เพราะฉะนั้นคนชั้นสูงก็คือ คนที่เป็นกลาง ที่รู้จักฟ้า รู้จักดิน และก็รู้จักลำดับของสัดส่วน มีสัปปุริสธรรม 7 ประการ ที่จะประมาณ ในการที่จะประมาณอรรถะ ธรรมะ อัตถัญญุตา ธัมมัญญุตา อัตตัญญุตา ประมาณตัวเอง สังคมเขายอมรับเราเท่าไหร่ เขาให้ค่าเราเท่าไหร่ เราจะแสดงออกได้เท่าไหร่ แสดงออกมากๆๆๆ เขาตีเอาแบน หรือเขาฆ่าเอาตายก็ได้ แสดงออกขนาดนี้ก็พอสมควร กระทบกระเทือน หรือว่าเขาก็จะต้องยอมรับบ้าง แม้จะต่อต้านบ้างๆ เราก็ทำอะไรได้อยู่ ได้หรือไม่ได้แค่ไหนๆ จะต้องมีความเข้าใจ และต้องประมาณจริงๆนะนา เพราะฉะนั้นทำอะไรออกไปจะต้องมีแอ๊คชั่น รีแอ๊คชั่น อะไรต้องเข้าใจจริงเลย มีมัตตัญญุตา มีการประมาณได้สัดได้ส่วน มีกาลัญญุตา มีปริสัญญุตา มีปุคคลปโรปรัญญุตา มีการรู้บุคคล รู้บริษัทหมู่กลุ่ม รู้คณะ รู้นั่นรู้นี่ รู้แม้แต่ทีมนั้นทีมนี้ รู้พรรคฝ่ายค้าน พรรคฝ่ายรัฐบาล รู้พรรคเทพ รู้พรรคมาร รู้ธุรกิจกลุ่มนั้นกลุ่มนี้อะไรนี่ จะต้องมีความรู้รอบ โลกวิทู มีพหูสูตรู้อะไรต่ออะไร ยิ่งรู้ชัดเจน ยิ่งรู้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีข้อมูลมากๆ เราก็ยิ่งจัดสัดส่วนที่มัชฌิมาปฏิ ปทาหรือสมดุลให้กับสังคม คนเรานี่จะแสดงอะไรออกในสังคมนี่ มันก็จะเกิดปฏิสัมพันธ์อยู่ในสังคม เรามีกลุ่มมีหมู่มีอะไรต่ออะไร มันก็จะเป็นรูปร่างของอันนั้น เกิดบทบาท เกิดบริบทของมันไป ตามความเป็นจริงที่มันมีจริงๆ อาตมาเรียกโดยภาษาของอาตมาว่า ทุกคนก็ทำงานบูรณาการอยู่ ตามบูรณภาพของตน และมันก็จะดำเนินบทบาทออกไป สัมพันธ์กับสังคมอยู่ เราก็พัฒนาตัวเราและหมู่กลุ่มเราอยู่ด้วยพร้อมกัน เพราะฉะนั้นคนเป็นกลางก็คือ คนที่มีความลึกซึ้งสูงสุด จะทำความเป็น กลางได้ก็เพราะว่า เป็นคนเป็นชนชั้นสูงได้มากเท่าใด ก็เป็นคนเป็นกลางที่ทำ ความเป็นกลางได้มากเท่านั้น อาตมาได้ขยายความถึงความเป็นกลางไปมาหลาย มาก่อนแล้ว ในหนังสือแสงสูญเล่มที่แล้วก็ขยายความเอาไว้พอสมควร เรื่องความเป็นกลางๆของคนเป็นกลางที่มีภูมิธรรมจริงๆแล้วเนี่ย ความเป็นกลางคือความต้องมีแนวโน้มเอียงไปในข้างคนดีหรือความถูกต้อง นี่คือความเป็นกลาง ถ้าคนเป็นกลางคือความหมายตื้นๆทื่อๆ คนเป็นกลางก็คือคนอยู่เฉยๆไม่เข้าข้างคนดี ไม่เข้าข้างคนชั่ว หนักเข้าคือจริงๆก็คือคนไม่รู้ดีไม่รู้ชั่วเลย มันก็กลางๆ ชั่วก็ไม่รู้ ดีก็ไม่รู้ หรือแม้รู้ดีรู้ชั่ว แต่ก็ไม่กล้าที่จะสนับสนุนคนดี ไม่กล้าที่จะติเตียนคนชั่ว วิจารณ์วิจัยคนชั่ว ถ้าขืนไปวิจัยวิจารณ์คนชั่ว เดี๋ยวเขาหาว่าไม่เป็นกลาง ไม่ยกย่องคนดี เดี๋ยวเขาหาว่าไม่เป็นกลาง แม้จะรู้ก็ไม่พูด ไอ้นั่นคือคนใบ้ ไม่ใช่คนเป็นกลาง เป็นคนใบ้หรือเป็นคนขี้กลัว ส่วนคนที่ไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรควรจะวิจัยข้างไหน ควรจะยอกย่องข้างไหน ควรจะข่มข้างไหน ไอ้นั่นมันคนโง่ ไม่ใช่คนเป็นกลาง และอาตมาก็พูดซ้ำ ก็เคยวิเคราะห์เอาไว้มากแล้ว ไม่พูดมากจะขออธิบายเอาไว้แค่นี้นะ ความเป็นกลางของคนเป็นกลางเนี่ย จะต้องมีญาณปัญญา จะต้องรู้ความ ผิดความถูก ความดีความชั่ว ยิ่งเข้าข้างคนดี ยิ่งถูกต้องไม่ผิดเพี้ยนมากเท่านั้น แต่ถ้าว่าไม่รู้ถูกต้อง มันมีข้อมูลบกพร่อง อาจจะมีได้บ้าง ก็มีได้บ้าง ก็พยายามก็แล้วกัน มีข้อมูลใหม่ มีข้อมูลเพิ่มเติมอะไร ก็จะได้เอาข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นข้อพิจารณา บวกลบคูณหารเข้าไปอีก ว่าค่าของมันเปลี่ยนไป มีข้อมูลใหม่ ค่าของมันก็ต้องเปลี่ยนนะ เพราะฉะนั้นคนเป็นกลางก็คือคนที่รู้จักฟ้ารู้จักดิน และก็ทำ ความสมดุลให้เกิดทุกสัดส่วน เป็นกรรมกิริยาอยู่ทุกๆปัจจุบัน คนเป็นกลาง นี่ เป็นคนชั้นสูงที่มีพฤติกรรมคนเป็นกลางอยู่ในตัว เป็นคนชั้นสูง สูงเท่าไหร่ก็คือเป็นคนมีภูมิธรรม มีความรู้ มีความจริงมากเท่านั้นๆ แล้วก็จัดแจงเป็นคนเป็น กลางอยู่ในสังคม เป็นคนเป็นกลางอยู่ในสังคมต้องมีบทบาท ต้องมีการกระทำ โลกใดไม่มีคนเป็นกลางแสดงบทบาท หรือเป็นคนเป็นกลางอย่างบ้าๆบอๆอย่างที่ว่านี่ คนเป็นกลางคือคนโง่ คนเป็นกลางคือคนเป็นใบ้ เป็นคนขี้กลัวอะไรอย่างงี้ ไอ้อย่างงั้นไม่เรียกว่าเป็นคนเป็นกลางหรอก คนพวกนั้นเป็นคนไม่มีฤทธิ์ไม่มีเดชอะไร ไม่มีประโยชน์คุณค่า ถ้าคนเป็นกลางแล้วจะต้องมีประโยชน์ มีคุณค่าต่อสังคม ต้องเป็นคนชั้นสูงอย่างที่กล่าว ทีนี้คนหัวสูงนี่ๆ โดยมากเขาก็นับกัน ส่วนมากเขาก็นับกันอยู่ในสังคมโลกๆว่าเป็นคนชั้นสูงนะ ที่จริงมันเพี้ยน คนชั้นสูงกับคนหัวสูงมันคนละคน คนชั้น สูงอธิบายไปแล้ว คนหัวสูงก็คือคนที่ อยากถึงฟ้าที่เหยียบย่ำ คนที่ทุกชั้น เขาจะเหยียบย่ำ มากหรือเหยียบย่ำน้อย ก็แล้วแต่เขาละ ยิ่งเหยียบมากเท่าไหร่ ก็เหมือนหัวเราจะสูงกว่า หัวเราจะสูงมากกว่านั้น คือสูงได้เพราะเหยียบย่ำคนอื่น คนหัวสูงเนี่ย ตัวจะสูงได้ก็เข้าใจผิด ตัวจะสูงได้ก็คือตัวต้องเหยียบย่ำคนอื่นลงไป แล้วเราก็หัวสูงขึ้นๆ แล้วตัวจะสูงขึ้นๆ ตัวจะสูงได้เพราะเหยียบย่ำคนอื่น อยากถึงฟ้า แต่คนถึงฟ้าน่ะคือคนที่ไม่เหยียบย่ำใคร แล้วๆเขาก็มีใจสันโดษ แล้วเขาก็พอแล้ว ความสูงของเขาก็คือความพอ ความสูงของเขาก็คือความสมดุลแล้ว สมดุล สมบูรณ์ที่ดีมีมัชฌิมาปฏิปทาแม้สำหรับตน แม้สำหรับสิ่งที่เขาประเมินประมาณ ที่จะประกอบการอะไรขึ้นมาก็ตาม ได้สัดส่วนที่พอเหมาะ อย่างที่อธิบายคนเป็น กลางไปแล้วนั่นแหละนะ ทีนี้คนหัวสูงเนี่ยเป็นคนถ้าจะบอกอย่างโลกีย์ พูดอย่างโลกีย์ ก็คือพวกทำเป็นคน แหม รวยมีลาภเยอะ มีเงินเยอะ ทำตัวเหมือนคนมียศมีศักดิ์ ไม่มีแต่ก็อยากจะให้คนเขามานิยมชมชอบ แกล้ง เช่น เป็นนายสิบ เขาเรียกนายร้อย แหม ชื่นใจ เป็นคนที่ยากๆจนๆ เขาเรียกอาเสี่ยก็ทำภาคภูมิ ทำหัวสูง ทำเป็นคน มันหลงตัวหลงตนนะ และก็อยากจะให้คนอื่นเขาเข้าใจตัวเองว่า เป็นคนมีลาภ มียศ มีสรรเสริญ มีโลกียสุข บำเรอตนปรีดิ์เปรมทั้งๆที่ตัวเองยากจน ตัวเองไม่มีศักดิ์ฐานะ ไม่มีฤทธิ์ไม่มีแรงอะไร หรือมีนิดๆหน่อยๆก็เขื่อง ทำเขื่อง ทำกร่าง ทำโก้ ทำเบ่ง ทำใหญ่ หัวสูง คนพวกนี้จนตาย เดือดร้อน ทุกข์ร้อนตาย คนหัวสูงเนี่ยเดือดร้อนมาก เป็นคนทุกข์ร้อนมาก ทำให้สังคมก็เดือดร้อน ครอบครัวก็เดือดร้อนเพราะเป็นตัวอย่างอันเลวทราม และก็เป็นตัวลวง ที่เป็นตัวจริง อยู่ในสังคมนั้น คือตัวลวง และตัวไม่สูง แล้วก็ไปหลอกเขาว่าตัวสูง แล้วมันไม่ลวงยังไง ดีไม่ดีก็ใช้ทุจริตอะไรต่อมิอะไร ผสมผเสเข้าไปลวงกันอยู่ในสังคม ซึ่งมีตัวอย่างอยู่ในสังคม โอ๊ย ทำรวยทำหรูทำหรา เป็นคุณหญิงเป็นคุณนาย เป็นไอ้โน่นไอ้นี่ มีโน่นมีนี่ติดต่อโอ๊ย...ฉันรู้จักคนโน้นคนนี้หมด ยังโง้นยังงี้อะไร พวกหัวสูง และก็ทำอะไรก็ไม่เข้าเรื่องเข้าราว ถึงแม้จะร่ำรวยจริง จะมียศศักดิ์จริงน่ะ คนหัวสูงนี่ก็เป็นคนต่ำ คนหัวสูงเนี่ยอยู่ในจำพวกคนชั้นต่ำ ชั้นต่ำคือคนไม่รู้ฟ้าไม่รู้ดิน แต่อยากถึงฟ้า แต่ที่จริงไม่รู้ฟ้าไม่รู้ดิน ก็หมายความว่า ฟ้าก็คือความพอ ฟังให้ชัดอีกนะ ฟ้าคือความพอ และไม่ใช่พออย่างทรมานด้วยนะ พออย่างเราพอ อย่างสมดุลแล้ว เรามีเท่านี้เราพอ อย่างอาตมาไม่มีเงินเลยสักบาทเนี่ยพอ และพออย่างอยู่ได้ด้วย พออย่างสบาย พออย่างสร้างสรรได้ จะมีวิธีการมีองค์ประกอบอย่างไรก็เป็นไป ตามบริบทของฐานะอาตมาเป็นไปได้ มันจะมีบทบาทของมันไปตามของมันเลย มีอะไรเป็นยังไง อาตมาก็พยายามใช้ภาษาร่วมสมัยแล้ว มีร่วมอยู่กับสังคมเป็นบริบทของอาตมาอยู่ได้ใช่มั้ย และมันก็จะดำเนินไป ดำเนินไปได้ไม่ต้องมี นี่พอกิน เท่านี้ก็พอใช้ เท่านี้ก็พอเป็นอยู่เท่านี้ก็พอ บ้านช่องเรือนชานที่อาศัย ที่พักที่เดินที่ไปที่มาที่อยู่ที่กิน มีชีวิตอยู่มีงานการขนาดนี้ก็พอ ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ หรือมียศถาบรรดาศักดิ์ก็ตาม อาตมาจะมีหรือไม่มี อาตมาไม่รู้ อาตมามียศหรือไม่มียศไม่รู้ อาตมามีสรรเสริญหรือมีนินทา ถูกถล่มทลายขนาดไหน อาตมาก็มีเท่าที่อาตมามี อาตมาก็พอ พอใจอย่างงี้เป็นต้น นี่ไม่ได้ยกตัวเองนะ อาตมากำลังบอก อาตมากำลังถึงฟ้า และอาตมาว่าอาตมาตีนติดดินนะ ตีนติดดินอย่างนี้ เป็นต้นนะ คือรู้ฟ้ารู้ดินที่ถูกต้อง รู้ฟ้ารู้ดินที่ถูกต้องแล้วก็เป็นคนที่ ถ้ารู้ฟ้ารู้ดินที่ถูกต้อง แล้วก็ทำความสมดุลได้ทุกสัดส่วน ก็เป็นคนเป็นกลาง แต่ถ้าเผื่อว่าไม่รู้ฟ้าไม่รู้ดิน แต่อยากถึงฟ้า หรือว่าทะเยอทะยาน แต่ไร้ปัญญาไร้ความสามารถ ก็ทำบ้าๆบอๆไป เป็นปัญญาก็ไม่เป็นปัญญา ทำไม่ถูกเรื่องถูกราว ทำไปตามภาษาความคิดของตนเองไป มีสารพัดเลยอยู่ในสังคมนี่เยอะเลย คนชั้นต่ำนี่นะ บางคนรวยด้วยนะ ทำบ้าๆบอๆ เอาเงินเอาทองมาใช้ บางคนไม่รวยแต่ว่ามียศมีอำนาจทางโลกนั่นนะ ก็เอามาทำบ้าๆบอๆ จนกระทั่งมันเสียหายไปหมดเลยสังคม มันเลวเละมันเสื่อมมันเดือดร้อน มันเกิดโศกนาฏกรรม ก็เกิดได้เพราะคนชั้นต่ำนี่เอง เพราะคนชั้นต่ำนี่ แล้วตัวเองนึกว่าตัวเองเป็นคนชั้นสูง นึกว่าตัวเองเป็นคนเป็นกลาง แต่แท้จริงแล้ว ตัวเองเป็นคนชั้นต่ำ ฟังดีๆอาตมาพยายามอธิบาย คำว่าชนชั้นที่มันมีอยู่ในสังคมนี่จริงๆเลย ถ้าคุณไม่รู้ก็เหมือนเมืองไทยไม่มีหรอก เมืองไทยไม่มีนะ วรรณะกษัตริย์ วรรณะสมณพราหมณ์ วรรณะแพศย์ วรรณะศูทร ในคน ไทยไม่มีหรอก คนไทยไม่มีวรรณะ ไม่มีแม้แต่รังเกียจกันด้วยสีผิว ก็ไม่มีเลย อย่ามาพ่นให้เหม็นขี้ฟัน ไม่จริงน่ะ มันมีโดยธรรมชาติของมันตามกิเลส ที่ไหน มีกิเลสมันก็มีเรื่องเหล่านี้ทั้งนั้น ไม่ว่าสังคมไหนมีหมด มันมีชนชั้น นี่อาตมาก็พยายามวิเคราะห์ คำว่าชนชั้นเพิ่มเติมขึ้น แต่ก่อนนี่ก็เคยพูดบ้างแล้วนิดหน่อยเรื่องชนชั้นนะ ตอนที่พูดความเป็นกลางชนชั้นกลางอะไร พูดไปบ้างแล้วครั้งนึง ตอนนี้ก็เอาคำว่าชนชั้น เอามาขยายความเพิ่มเติมเข้าไปอีก และยังเหลือคำว่า ชนขั้นล่างๆ ก็คือคนจนที่ถูกชนชั้นต่ำ ถูกชนชั้นกลาง ถูกคนหัวสูงเหยียบย่ำอยู่หรือว่ากดขี่อยู่ เพราะฉะนั้นคนชั้นล่างนี่นะ อาจจะเป็นคนดีเป็นคนชั้นสูงเป็นคน เป็นกลาง แต่ก็ถูกคนเหล่านี้แสดงกิริยา พยายามกระทำอยู่ด้วย พยายามกดขี่ พยายามเหยียบย่ำทั้งคนชั้นต่ำทั้งคนชั้นกลาง และคนหัวสูงนั่นแหละ ยังกดขี่เหยียบย่ำอยู่ แต่ถ้าคนชั้นสูงจริงๆที่เป็นกลางจริงๆนั่นนะ เขาจะรู้เขาจะไม่เหยียบย่ำคนพวกนี้หรอก ก็เพราะว่าเขาไม่ไปแอ๊คอะไรมากมายหรอก เขาทนได้ใครจะกดจะข่ม ใครจะเหยียบจะย่ำ จะดูถูกดูแคลน ใครจะหยามหยันเยาะเย้ยอะไรก็เอา ก็รับฟังได้ ถ้าเราจะแก้ไขได้ก็กล่าวแก้บ้าง ทำความเข้าใจให้เขาถูกขึ้นด้วยซ้ำ ปล่อยให้เขาเข้าใจผิดไปมากนัก ถ้าพอทำได้ก็ทำ ถ้าทำไปแล้วจะมันจะเกิดทะเลาะวิวาทโตัเถียงกันแล้ว ด้วยความโกรธ ความแค้น เกิดความไม่สงบสุข ไม่เป็นไปด้วยดีในสังคม ก็ยอมได้ ทนได้ เป็นคนชั้นล่าง เป็น แต่ไม่ใช่คนชั้นต่ำ แต่เป็นคนชั้นล่าง แต่ไม่ใช่คนชั้นต่ำ ที่เรียกว่าคนชั้นล่างก็เพราะว่า ถูกคนเหล่านั้นกดขี่ เหยียบย่ำดูถูกดูแคลนอยู่ ความเป็นจริงเขาไม่ใช่เป็นคนชั้นต่ำอะไร แต่มันจะตกเป็นเบี้ยล่างเขาจริงๆ ในสังคมมันมีอย่างงี้จริง แต่นั่นแหละคนชั้นล่างๆจริงๆ ก็โดยสังคมกว้างๆ ก็โดยที่เขามีบทบาทโดยที่เขาโฆษณา เผยแพร่ป่าวประกาศ แสดงลีลาอะไรออกไปในสังคม ให้เกิดลีลาท่าทีกระแสสังคมอะไรอยู่ เหมือนกระแสนะ เป็นกระแสที่ข่มคนชั้นล่างข่มคนที่ไม่ควรข่มนะ จะเป็นคนเป็นกลางหรือจะเป็นคนชั้นสูงอย่างสูงจริงๆ สูงมากสูงน้อยและเป็นคนเป็นกลางได้ดีมากดีน้อยก็แล้วแต่ มันก็อาจจะมีหลายชั้นแหละนะ ไม่ใช่อาจหรอก ความจริงมันก็มีนะ มีอยู่หลายชั้น หลายตอน มีหลายชั้น หลายขนาด หลายฐานะ บางคนก็พากเพียร ยังไม่สูงมากนัก เป็นคนชั้นสูงจริงนั่นนะ ยังไม่ได้สูงมากนัก หรือว่าคนเป็นกลาง ก็ยังไม่ได้เป็นชนชั้นกลางที่สมบูรณ์แบบนัก ได้มากหน่อย หรือได้ขนาดความเป็นกลาง หรือได้บ้างอะไรอย่างงี้ มันก็มีหลายฐานะตามความเป็นจริงนะในสังคมมนุษยชาติ ส่วนใครจะได้รับการกดขี่เหยียบย่ำดูถูกมากหรือน้อยแค่ไหนๆ ก็เอามาอธิบาย หรือเอามายืนยันไม่ได้เหมือนกัน อย่างอาตมานี่ถูกเหยียบย่ำขนาดไหน อย่างอาตมาก็ไม่รู้จะว่ายังไง พวกคุณหลายๆคนก็คงจะได้รับซับทราบเอง ตามกระแสจริง มีกระแสสังคมนี่ต่างๆ นานา มันมีอยู่ตลอดเวลา ใครจับกระแสเหล่านี้ได้ ก็รู้เอง ก็เป็นไป เรื่องของ กระแสสังคมหรือเรื่องของความดีความชั่ว เรื่องความควรไม่ควร ความถูกความ ผิด อะไรพวกนี้ หรือว่ากุศลอกุศล สัจจธรรมหรืออสัจจธรรมนี่นะ ในโลกนี่มันบอกความจริงของเราอยู่เสมอ คุณจะมีปฏิภาณปัญญาเท่าไหร่ก็ตาม คุณก็ต้องใช้ปฏิภาณปัญญาเท่าที่คุณมีใช่ไหม คุณจะมีปัญญามากเท่าไหร่ ก็มีเท่าที่คุณโง่นั่นแหละ ปัญญาของใครก็ตาม คุณก็มีปัญญาเท่าที่คุณโง่ หรือก็คุณโง่เท่าที่คุณมีปัญญานั่นแหละ คุณก็โง่เท่าที่คุณมีปัญญาเท่านั้น โง่น้อยคุณก็มีปัญญามาก คุณโง่มากคุณก็มีปัญญาน้อย คุณโง่กลางๆคุณก็มีปัญญากลางๆ คุณมีปัญญากลางๆคุณก็โง่กลางๆ มันก็ธรรมดา เท่าๆที่มันเป็นสัดส่วนแท้จริง ตามสัจจะและคุณก็ต้องใช้ มีใครที่มันไม่พยายามใช้ความฉลาดบ้าง อาตมาว่ามันจะไม่ใช้ความโง่ด้วยซ้ำไป แต่พยายามใช้ความฉลาด ไอ้โง่มันก็แพล็บออกมา พยายามแล้วนะ แหม พยายามใช้ความฉลาดเต็มที่ ใช้ไปใช้มากลายเป็นโง่เสียนี่ โดยไม่รู้ตัว คนเราทุกคนพยายามใช้ความฉลาดทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครที่จะไปหย่อนข้อ ฉันมีความฉลาดเก็บเอาไว้เถอะอย่าใช้เลย ใช้ความโง่ก็แล้วกัน ไม่มีหรอกทุกคน มันก็พยายามใช้ความฉลาดเท่าที่เราโง่ เพราะงั้นเมื่อคุณเองคุณใช้อยู่ คุณก็ต้องมีชีวิตของคุณดำเนินอยู่ไปตรวจตรา หรือประสบสัมผัสสัมพันธ์อะไรไป คุณมา อย่างคุณมาอโศก คุณก็มาศึกษาอโศก ชาวอโศกมีแนวคิดอย่างไร มีความเห็นหรือว่ามีทิฏฐิสามัญญตาอย่างไร มีกรอบในการดำเนินต่อไป ดำเนินชีวิตอบรมประพฤติปฏิบัติ มีความประพฤติมีพฤติกรรมอะไรก็แล้วแต่ มีพฤ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน