601229_ทวช.งานว.บบบ.ครั้งที่ 5 เพื่อฟ้าดิน สร้างคนจนสุขสำราญฯ ตอน2.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์357 KB
วันที่แก้ไข16 กุมภาพันธ์ 2568

เนื้อหาในไฟล์

601229_ทำวัตรเช้า งานว.บบบ. ครั้งที่ 5 เพื่อฟ้าดิน สร้างคนจนสุขสำราญฯ ตอน2

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน จำแนกพระอาริยะโดยสภาวะ พ่อครูว่า... วันนี้ วันที่ 29 ธันวาคม พศ.2560 ที่ บวรราชธานีอโศก เป็นวันที่ 3 ของ ว.บบบ. ก็รู้สึกว่าพวกเรามีจิตใจใฝ่ธรรมะกันอยู่ อาตมาทำงานศาสนามาเกือบ 50 ปีแล้ว ที่อาตมาทำงานศาสนา เป็นงานระดับแก่นสาร ระดับที่เข้าถึงวิมุติ เข้าถึงจุดสำคัญของศาสนา เป็นโลกุตรธรรม ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่มี อาตมาพูดได้เต็มปากว่า ในวงการศาสนาพุทธ ทุกวันนี้ ไม่มี ไม่มีที่ไหน ที่เขาอยู่ในวงศ์ของ ความเป็นโลกุตรธรรมตลอดเวลา เขาจะแวะไประลึกถึงโลกุตรธรรม คนที่มีความรู้โลกุตรธรรม ก็แวะไปโลกุตรธรรมบ้างก็มี แต่จะอยู่กับบรรยากาศ หรือวงวน องค์ประกอบของ ความเป็นโลกุตรธรรม ตลอดเวลา เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ นอกจากกิเลสของแต่ละคน เท่านั้น โลกุตรธรรม บางคนก็บัญญัติว่า นั่นคือจบความเป็นอรหันต์ เท่านั้น จึงจะเรียกว่าโลกุตรธรรม บางคนเขาก็ยึดถือเช่นนั้น แต่ความจริง สำหรับอาตมา ไม่ได้เห็นเป็นเช่นนั้น โลกุตรธรรมนั้น เริ่มต้นตั้งแต่ จิตที่เรามีแนวคิด มีสติ มีสัมปชัญญะ แล้วก็ระลึกถึง ความเป็นโลกโลกียะ กับความเป็นโลกุตระได้ แล้วจิตของเราก็ มีกระแส มีแนวโน้มของมัน มีความยินดี ที่จะออกมาสู่โลกุตระ ออกมา หรือออกไป หรือออกจาก ภาษาบาลีคือ เนกขัมมะ ออกจากกามออกจากโลกีย์ ออกจากกิเลส พวกนี้คือ อาการจิต ที่มีเนกขัมมะ มันเป็นจริง ถ้าจิตใจใคร มีความเป็นจริงอย่างนี้ แค่ความอยากออกจาก แล้วเรามาพิจารณา เข้าถึงสภาวะจริงของจิตเรา ว่าจิตใจของเรา จมในโลกียะ สัมผัสอันนี้แล้วอยากได้ อยากมี อยากเป็น มาเป็นของเรา มาหาตัวเร ามาหาอัตตา อัตตานียา น่าได้ น่ามี น่าเป็น ไปหมด ไอ้นั่นเดี๋ยวดี ไอ้นี่เดี๋ยวเป็น อันนี้ไม่น

อ่านต่อ

่าเป็น เอาไปไกล ผลักออกไป มันก็มีพลังงานผลัก และพลังงานดูด นี่แหละ ผู้ใดอ่านจิตตัวเอง เห็นอาการ เห็นลักษณะของมัน อาการของมัน เป็นอาการ เป็นอาการมโน อาการมันผลัก หรือมันดูด มันไม่เป็นอาการกลางๆ ไม่เป็นอาการอุเบกขา จิตมันไม่ได้อยู่กลาง มันไม่ได้เป็น มัชฌิมา คำว่ามัชฌิมานี่ คืออาการ คือสภาวะ มัชฌิมาไม่ใช่แปลว่าทาง ทางนั้นคือ ปฏิปทา แปลว่าทาง แปลว่าวิธี หรือวิถี แปลว่า ลักษณะขององค์ประกอบ ในการไปใช้ปฏิบัติ เรียกว่า ปฏิปทา คือมรรค ส่วน มัชฌิมา มันเป็นผล จิตของเรา เป็นกลางแล้ว นี่คือนัยละเอียด ที่คนไปผิดเพี้ยน บอกว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่าทางสายกลาง คำแปลว่าทางสายกลางนั้น เป็นการแปลที่ผิด เพราะมันเป็นคำ 2 ที่ทิ้งไปไม่ได้ ต้องแปลให้ชัด แปลว่า วิธีปฏิบัติ ให้สู่ความเป็นกลาง ผู้ที่ไม่เป็นอรหันต์นั้น จิตใจยังไม่เป็นกลางหรอก คนที่เป็นอรหันต์แล้ว จึงจะเป็นคนที่ มีจิตเป็นกลาง จิตของคนเป็นกลาง ก็ไม่ใช่จะอยู่กับตัวกลาง ตลอดเวลา จิตไม่ไปทางโน้น จิตไม่คิดไปทางโน้น ไม่มุ่งไปทางโน้น ทางนี้ ไม่ว่าใคร ไม่ไปถล่มความไม่ดี ความไม่ถูกต้อง จิตไม่ไปหลงยกย่องสรรเสริญ ความถูกต้อง นั่นมันไม่ใช่ จิตใจของผู้ที่เป็นอรหันต์ หรือผู้ที่ถึงแล้ว จะต้องไม่ไปว่าใคร ไม่ว่าอะไร เฉยๆ ถึงว่าก็ไม่มีอารมณ์ ไม่มีแนวโน้ม จิตจะมีลักษณะดูดหรือผลัก มันก็พูดจืดๆ กลางๆ ซึ่งมัน สุดโต่งของความเข้าใจผิด ก็คือ คนที่รู้จักดำ รู้จักขาว รู้จักร้อน รู้จักเย็น ร้อนในสามัญปกติ ถ้าไปแตะต้องมันก็ร้อน เราร่วมอยู่ด้วย ก็รีบออกมา มันเย็นเกินไป ก็ไม่ไหว ก็รีบถอยออกมา ไม่อยู่กลางๆ อาการที่ไปแตะความร้อน ความเย็น เกินสามัญ ก็ต้องเคลื่อนไหว ไปมา ก็ไปเห็นอาการของผู้ที่เจตนา ที่จะไปแตะต้อง สิ่งนั้น สิ่งนี้ หรืออยู่ในภาวะที่ บรรยาย อธิบายความเข้าใจ ของทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทั้งความร้อน ความเย็น ทั้งความดี ความชั่ว เมื่อพูดถึงชั่ว ก็ต้องถล่ม นิคหะ ต้องข่ม ต้องกด เมื่อพูดถึงดี ก็ต้องยก มันเป็นธรรมชาติ ที่จะต้องทำเช่นนั้น เมื่อแสดงออกถึงการกด การข่ม ข่มสิ่งนั้น สิ่งนี้ ดูถูกสิ่งนั้น สิ่งนี้ ยกย่องเชิดชู สิ่งนั้น สิ่งนี้ เขาก็หาว่า เป็นคนที่ยังไม่เป็นกลาง เป็นคนที่ยังมี ชอบ ไม่ชอบ เป็นคนที่ยังไม่กลางๆ ซึ่งเขาไม่รู้ในภาวะที่คนทำงาน โดยเฉพาะที่พูด ที่อธิบายธรรมะ ก็ต้องบอกดี บอกชั่ว ถ้าบอกเฉยๆ จืดๆ ก็ได้ ก็เป็นการฝึกจืดๆ เป็นการแสดงออกน้ำหนักที่ไม่ชัดเจนเพียงพอ ลักษณะท่าทาง สุ้มเสียง สำเนียง ก็ดี ถ้าสำเนียงจืดๆ มันเบาเกินไป เขาก็หาว่าอันนี้สงบ ถ้าเบาๆสงบ เรียบๆ ไม่มีคลื่นอะไร สงบ มันก็ถูก มันก็ได้ แต่ว่าสื่อให้คนอื่นรับรู้สึก ให้เข้าใจน้ำหนัก ลงน้ำหนัก สื่อให้รู้ว่าแรงร้อนนะ มันไม่เบานะ มันหนัก เราก็ต้องลงน้ำหนัก ให้รู้ ให้เข้าใจ แล้วก็รู้สึกเร็วๆด้วย เวลาพูดนานๆ ช้าๆ ก็ไม่เป็นไร คนก็พอเข้าใจได้ แต่เมื่ออธิบายมากๆ เร็วๆ นานๆ ก็ค่อยๆ ชะลอไว้ ค่อยๆเข้าใจ มันเร็วก็ต้องพูดให้หนัก ให้เร็ว ให้ผ่านเร็วๆ จะได้ลงน้ำหนักไปในตัว สิ่งเหล่านี้ ผู้ที่ไม่รู้รายละเอียดของสิ่งเหล่านี้ ก็หยิบมาเป็นเหตุปัจจัย ในการวิเคราะห์วิจัย แล้วก็ให้เหตุผลในการวิเคราะห์วิจัยต่างๆ มันก็ถูกทั้งนั้น ถูกต้อง แต่เขาไม่เข้าใจ ปัจจุบันของการปรุงแต่ง เขาปรุงแต่งสิ่งนี้ เหมาะสมกับปัจจุบันนี้ ทุกอย่างที่ปรุงแต่ง ผสมส่วน ให้มันได้น้ำหนัก ตามควร หนักเท่าที่ควร เบาเท่าที่ควร อย่างตอนนี้ อาตมาพูดเบาๆ อีกสักเดี๋ยว ก็จะค่อยๆแรงขึ้น ก็พูดไปคนเขาจะค่อยๆเข้าใจ เข้าใจแล้ว ก็จะค่อยๆ หรี่ลง ยิ่งตอนนี้ เช้าๆ ตี 4 กว่า ก็จะยาก เรามาต่อ อาตมาอธิบายเรื่องของ ญาณ 7 คำอธิบายธรรมะ รู้เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย มากมาย จนกระทั่ง คนอาจแยกไม่ออก แต่ถ้าสามารถแบ่ง เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ก็คงจะไม่สับสนอะไร มีผู้พยายามเอาภาระ แยกเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย คือพระโสดาบันนั้น เป็นเช่นไร มันมีบ้างไหม ซึ่งตอนนี้ ไปเน้นวิธีการกันมาก ที่เน้นมาก ก็คือการทำสมาธิ บางคนก็เน้นที่ปัญญา โดยไม่มีการเน้นศีล เป็นเบื้องต้นก่อนเลย ไปเน้นที่สมาธิ เน้นที่ปัญญา ถือว่าเป็นตัวสำคัญ ก็เลย กลายเป็นวัวลืมตีน วัวไม่มีตีนแล้ว ไปไม่ออกไปไหน ไม่มีท่าเลย ตีนขาด ลืมศีล ลืมบาทฐานพื้นฐาน โสดาบัน นั้น กำหนดโดยศีล 5 เป็นเบื้องต้น ศีล 5 นี้ ครบกาย วาจา ใจ ศีล1 2 3 ก็กาย ศีล 4 วาจา ศีล 5 ใจ แล้วศีล 5 คุณได้บริสุทธิ์อยู่ไหม กาย วาจา แม้แต่ใจ ยังมีลักษณะของโลภ โกรธ หลง ของใจ มันยังเกิดอยู่ในใจเรา มันจะออกมาข้างนอกบ้าง ก็ระดับของ สกิทาคามี ออกมาข้างนอก ลักษณะสกิทาคามี แต่ถ้าอยู่ภายใน สามารถระมัดระวัง ควบคุมได้ เรียกว่า อนาคามี คุณก็อยู่ในลักษณะ โสดาบันที่สมบูรณ์ดี บริบูรณ์ดี ทำได้ แต่คุณก็ต้องลดพลัง ที่มันจะออกมาแสดงออก หรือว่ามีพลังงานของความโลภ โกรธ หลง ในกรอบของศีล 5 ไม่ใช่ว่าได้ทุกอย่าง สัมผัสกับอะไรทุกอย่าง ไม่มีขั้นตอนเลย ไม่มีขีด ก็จะไม่เกิด โกรธ โลภ หลงหมด ไม่ใช่ และในความหมายของศีล 5 จะต้องชัดเจนลงไปเลยว่า สัมผัสกับสัตว์ สัมผัสกับของ สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ข้อ 3 แล้วคุณก็เกิด สังขาร ปรุงแต่ง เป็นอารมณ์ หรือเวทนา เวทนา สุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ หรือข้างในจิต ต้นที่มันจะเกิดเวทนา ที่มีอาการอกุศลจิต เป็นเหตุ อยู่ในจิต คุณก็ต้องพิจารณาเลย ถ้าบุคคลที่ไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้รู้จักจุดที่จะพิจารณา จุดพิจารณาคำว่า กาย คืออะไร จุดที่จะพิจารณาคำว่า เวทนา คืออะไร จุดที่จะพิจารณาความเป็น จิต คืออะไร ความเป็น ธรรม คืออะไร คนที่เรียนรู้มายังไม่สมบูรณ์ ไม่ได้เรียนรู้อย่างถูกต้อง ว่าการพิจารณานี้แหละ ลืมตามีสัมผัสพิจารณา มีสติ มีธรรมวิจัย มีวิริยะ มีโพชฌงค์ ในการปฏิบัติ โพชฌงค์ ในการปฏิบัติองค์สามองค์ สติ องค์ที่ 1 ธรรมวิจัย องค์ที่ 2 วิริยะ องค์ที่ 3 พากเพียรพยายามที่จะมีสติและมีวิจัย ในการประกอบอาชีพ มรรคมีองค์ 8 ในการกระทำกรรมกิริยาทุกอย่าง กัมมันตะ ในขณะที่พูด ในขณะที่คิด สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ นี่คือ ในองค์ประกอบของการจะปฏิบัติธรรม การจะศึกษาเรียนรู้ คุณจะต้องมีสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา แล้วก็ปฏิบัติในอาชีพ ในการกระทำ การงาน กรรมกิริยาทุกอย่าง ในขณะพูดในขณะคิด มีสติ แล้วก็วิจัยเมื่อผัสสะ เมื่อมีผัสสะก่อเกิด ถ้าเผื่อว่า คุณไม่มีกาย ก็ไม่มีจิต กาย ก็คือจิต กาย ตถาคตเรียกว่า จิต มโน วิญญาณ กายต้องเน้นที่จิต แล้วจริงๆแล้ว กายต้องมี 2 มีทั้ง ภายนอก และ ภายใน ต้องมี ผัสสะ เป็นองค์ 3 ขึ้นมา ถึงจะเกิดสภาวะองค์รวม เรียกว่า กาย กายนี้คือ องค์รวมของ สภาวะธรรมะ 2 เทวธัมมา เมื่อสัมผัส เป็นองค์รวมแล้ว ต่อเนื่องจากกายสัมผัส ก็จะมีเวทนา เวทนา คือความรู้สึกอารมณ์ เมื่อมีอวิชชา ก็ปรุงแต่ง เป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ โดยมีจิตเป็นตัวกลาง อกุศลจิตเป็นตัวการ ทำให้เกิดความชอบ ไม่ชอบ ความสุข ความทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็ต้องแยก ให้ออก คุณสามารถแยกออก ดูอาการ จนกระทั่ง แยกได้จริงๆ แยกออกว่า อาการอย่างนี้ เป็นตัวการเป็นเหตุ อาการต้องการ ต้องการผลัก ต้องการดูด มีพลังงานผลัก ดูด ชอบหรือชัง ยกตัวอย่างง่ายๆ เราเห็นสิ่งเหล่านี้ (บนโต๊ะมีผลไม้) สัมผัสแล้ว ใจเราก็เห็นว่ามันเหลืองนวล มันดูดี ดูงาม สดใสดี แล้วก็จบอยู่ที่นั่น สดใสดี น่ากิน น่าอยากได้ น่าเอามาเป็นของกู มันเป็นความหมาย ที่อาตมาพูดแต่ละอย่าง ล้วนแล้วแต่ มีกรรมกิริยา ของความมีตัวตนเข้าไปร่วม ทั้งนั้น เริ่มต้นตั้งแต่ว่าสวย แล้วก็หนักเข้าไปอีก น่าได้ หนักเข้าไปอีก น่าจะเป็นของกู หนักเข้าไปอีก เอาซะเลย โดยไม่คิดเลยว่า มันของใคร เขาหวงไหม ละลาบละล้วงได้หรือเปล่า มันไม่ใช่ของเราอยู่แล้ว แม้แต่อยู่ในนี้บอกว่า เป็นสาธารณโภคี เป็นของทุกๆคน ควรจะหยิบไปไหม? มันไม่ควรจะยึดไปเป็นของเรา เพราะคนเอาไว้ เขาก็มีเจตนาที่จะใช้ประโยชน์ ถ้ามันกองสุมอยู่ตรงโน้น เป็นของส่วนกลาง เราก็มีสิทธิ์แอบไปกินบ้าง ถ้ามีมารยาท ก็บอกว่าใครดูแลอยู่ ใครอยู่ตรงนี้ จะขอไปกินหน่อยนะ ก็บอกกันด้วยมารยาทนิดหน่อย ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าถือวิสาสะ หยิบไปเลย ก็ไม่มีใครเขาว่าอะไร ไม่ได้หวงแหนอะไรมากมาย นอกจากของจะมีจำกัดมันน้อย ก็ต้องสงวนไว้หน่อย ผู้ที่เขาทำงานอยู่ เอาไปแล้วจะไม่พอ เขาก็หวงกัน ก็เอาไว้ทำอย่างนั้น อย่างนี้นะ ประเดี๋ยวมันจะไม่พอ แต่ถ้าฉันอยากจะกินมาก ก็บอกว่าถ้าไม่กินฉันก็จะตาย เขาก็คงจะให้ ฉันอยากจะกินมากไม่ได้กิน ไปขอเถอะ เขาก็คงจะต้องให้ อย่างนี้เป็นต้น อธิบายเป็นตัวเนื้อหา ที่เกิดจากจิตทั้งนั้น จิตที่มันมีอาการอย่างนั้นอย่างนี้

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่ทำเพื่อฟ้าดิน พ่อครูว่า... ทีนี้มาเข้าสู่หัวข้อประเด็น ตอนนี้หัวข้อที่อาตมาเทศน์ ตอนนี้ ระบุชื่อเรื่องให้อาตมาเทศน์เลยว่า เพื่อฟ้าดิน สร้างคนจน สุขสำราญเบิกบานใจ ตั้งชื่อเอาไว้ซะไพเราะ เพราะพริ้ง สะเทือนโลก เพื่อฟ้าดิน รวมหมดแล้ว ทั้งฟ้าและดิน หมดแล้ว ใหญ่เหลือเกินนะ ทำเพื่อฟ้าดินทั้งหมดเลย จะสร้างอะไร สร้างคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ ให้แก่ฟ้า ให้แก่ดิน ไม่ใช่สร้างให้แก่ประเทศไทยเท่านั้นนะ ฟังให้ดี สร้างหมด ไม่ใช่หมดโลกเท่านั้น หมดรวมหมดเลย ทั้งฟ้าทั้งดิน การเทศน์ ตั้งค่าให้เทศน์ใหญ่มาก อาตมาก็ไม่มีปัญหา เพราะอาตมามีปัญญา อาตมาไม่มีปัญหา แล้วอาตมาไม่เอาปัญหา อาตมาก็เอาปัญญากลบเลย อาตมามั่นใจ รัฐบาลไม่มีปัญหา คุณจะมีปัญหาอะไร อาตมาก็เอาก็เอาปัญญากลบ ถ้าปัญหานั้นอาตมาไม่รู้ ก็มีปัญญาตอบอีกว่า ไม่รู้ ก็ตอบความจริงก็จบ คุณจะเอามีดมาผ่า เอาสมองอาตมาออกมา มาค้นหาคำตอบ มันไม่ได้รู้ หัวใจ หรือจะถามว่าไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่ มันเป็นเรื่องของการตั้งขึ้นมาเท่านั้นเอง ว่าให้อันนี้เริ่มต้น ก.ไก่ เริ่มต้น ข.ไข่ ตามมา มันเป็นการสื่อเท่านั้น คุณจะไปยุ่งกับเขาทำไม ภาษาไทยเขาว่าไม่ดีนะ ไปยุ่งกับเขาเกินควร เราได้พยายามอธิบายถึง คนจน ไม่ได้เป็นคนต่ำต้อย เป็นชาวอโศก มาเป็นคนจนได้สำเร็จ สำเร็จอย่างที่อาตมาภาคภูมิใจ เพราะพวกเราเป็นคนจน เพื่อฟ้าดิน เป็นคนจนที่มาอยู่กับดิน แน่นอน เราขึ้นสู่ฟ้าไม่ไหวหรอก แต่ว่าฟ้าก็เป็นของเราหมดแหละ เราอยู่กับดิน ก็สร้างสรรค์เป็น ให้ดี ดินไม่ดี ก็ทำให้ได้สัดส่วน เรียกว่าทำปุ๋ย ทำองค์ประกอบของดินให้มันดี ให้มันเป็นประโยชน์คุณค่า ดินดี คือดินที่คนจะอยู่ด้วย ก็ไม่เป็นพิษต่อคน คนอยู่ด้วย เป็นสัตว์เป็นพืช ก็ไม่เป็นพิษต่อพืช แถมยังเป็นประโยชน์ต่อพืชอย่างยิ่ง เราอยู่กับดิน เราก็เป็นคนมีประโยชน์กับดิน ถ้าดินมันไม่มีอาหารให้พืช ดินมันก็เป็นดินอย่างเรา เอาไปใช้ให้เหมาะสมก็ถูกต้อง แต่ดินที่จะต้องใช้ อย่างมีอาหารให้พืช อย่างเหมาะสม เราก็ต้องให้มี เราเป็นคนจัดสรรให้มันเกิด ก็เป็นประโยชน์ต่อดิน ต่อพืช ก็สร้างผลผลิต สร้างสิ่งที่เกิด ที่ดี อาตมาพาพวกเรามาทำ อาตมาว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า อาหารเป็นหนึ่งในโลก เรามาทำสิ่งที่เป็นหนึ่งในโลก โดยเฉพาะอาหาร กวฬิงการาหาร เรากำหนดใน อาหาร 4 กวฬิงการาหาร เราทำได้แล้ว แต่ผัสสาหาร ศาสนาพุทธทุกวันนี้ ก็ล้มเหลว เพราะไม่มีผัสสะ เป็นอาหาร จึงสูญแล้ว ไม่มีมโนสัญเจตนาหารต่อก็ไม่ได้ ไม่มี เพราะฉะนั้น อย่าไปฝันเลยว่า จะมีนามรูป หรือรูปนาม ที่เป็นวิญญาณาหาร ไม่มีความรู้ แม้แต่พยัญชนะ ไม่มีรูปนาม ในอายตนะ ผัสสะไม่มี อาหารต่อเนื่องไม่มี แม้แต่ อาหารคือคำข้าว ก็เพื่อเรียนรู้ภาษา เรียนรู้มโนสัญเจตนา คุณกินข้าวแตะต้องอาหารคือคำข้าว กวฬิงการาหาร กิเลสอยู่ในนั้น พรึ่บ แล้วก็เรียนรู้ ผัสสะ ในนั้นมีเจตนา เจตนามีสาม คือ กาม ภวตัณหา วิภวตัณหา แน่นอนคุณไม่เป็นวิภวตัณหาแน่ จะมีกามกับภวตัณหา กามจะเป็นมโนสัญเจตนาหารตัวแรก ตักกะ วิตักกะ มี ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ให้รู้ว่าจิตของคุณสัมผัส ก็เป็นตักกะทันที ถ้าผู้ที่มีวิปัสสนา แปลว่าเห็นทันที อยากได้ทันที ธรรมะวิจัย ทันที แล้วเห็นพฤติกรรม วิจารของ ตักกะ ของจิตที่ดำริมา คุณมีวิจัย ธรรมะวิจัย ในตักกะ แยกออก จิตของเราไม่บริสุทธิ์ มีกามผสมมา ก็วิจัย กามในจิต ก็เป็น วิตักกะ เพราะคุณจับอาการ พฤติการณ์ การเคลื่อนไหวของจิตออก แยกออกชัดเจนว่า มันไม่ใช่มีจิตบริสุทธิ์ มันมีจิตตัวจริง กับมีจิตตัวปลอม มันมีกี่ตัวปรุงแต่ง เป็นกิเลสร่วมมาด้วย มันมี 2 มันมากับกิเลส มันไม่ใช่จิตมาตัวเดียว คุณก็แยกมันออก แยกจากวิจาร เมื่อตักกะคุณก็วิมัน คือวิจัย ตักกะ วิตกวิจาร คุณต้องเป็นประธาน เป็นตัวเอง ที่ต้องวิจัย ถ้าคุณไม่มีวิจัย ก็มีแต่ตักกะ กับจาระ ตักกะคือ จิตเริ่มต้นมาแล้ว เป็นพฤติกรรม คือจาร แต่ถ้าคุณไม่ได้มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ไม่ได้เลย ยังไม่เคยใช้แล้ว เอาแต่นั่งหลับตาสะกดจิต ไม่ให้กระดุกกระดิก ไปติทำไม ถ้าไม่ติ ก็ไม่มีใครติ ไม่มีใครเอาภาระ เมื่อไม่มีใครติ ไม่มีใครท้วงติง ก็จมกับสิ่งน้ัน จมไปกับสิ่งผิด ปล่อยให้คนตกน้ำอยู่นั่นแหละ มันน่าสงสารไหม แล้วเราไม่ลงไปช่วย ก็น่าสงสาร คนตกน้ำ คนถูกไฟไหม้ หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เขาเป็นทุกข์อยู่ แล้วเขาไม่เจริญ ก็เห็นอยู่หลัดๆ คาตา แล้วเราก็ผ่านไป ช่างเขาเถอะ วิบากของเขา จะเป็นอะไรก็ช่าง ศีรษะเขา คุณก็เป็นคนใจดำ อำมหิต อาตมาไม่เป็นเช่นนั้นหรอก โดยเฉพาะหัวใจของศาสนาพุทธ คนที่นำพาศาสนาพุทธ ถือว่าเป็นผู้สอน ผู้เผยแพร่ เป็นผู้รู้ แต่พูดผิดๆ เผยแพร่สิ่งที่เป็นผิดๆ สอนสิ่งที่ผิดๆนั้น คุณเป็นบาปนะ อาตมาว่า คุณอย่าทำมันบาปนะ มาศึกษาให้ถูกๆ แล้วค่อยๆเผยแพร่สิ่งที่ถูก ก็ต้องทำ ส่วนเขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อ นับถือ หรือไม่นับถือ ก็ต้องหยุด ให้เขาใช้วิจารณญาณ ใช้ญาณพิจารณาว่า คนนี้พูดถูกต้องไหม พูดดีไหม คนนี้มีประโยชน์ไหม ถ้าคนไหนฟัง ก็ได้ศึกษา คนไหนไม่เห็นประโยชน์ ก็ไม่ศึกษา ก็บอกว่าเป็นเศษสวะ ไม่น่าสนใจ เขาก็ไม่แยแส ก็เป็นธรรมดา อาตมาไม่ได้มีปัญหาอะไร เข้าใจสิ่งเหล่านั้น คนที่จะฟังอาตมา เห็นว่าเป็นสาระ เห็นเป็นประโยชน์ มาถึงจุดนี้บรรยายธรรมะมาเกือบ 50 ปี อาตมานำพาพวกเราไปสู่ความเป็นคนจน ศาสนาพุทธนำพาไปสู่ ความเป็นคนจนที่ประเสริฐ คือเป็นคนที่ 1. เป็นคน ประสบผลสำเร็จ คือ เป็นคนที่ไม่เบียดเบียนใคร ทำงาน เป็นคนมีความรู้ มีความสามารถ ทำงาน แล้วรู้งานที่ควรทำ อนวัชชะ เป็นงานที่ควรทำ งานที่ควรทำอย่างยิ่ง คืองานอะไร คือสิ่งที่เป็นหนึ่ง สิ่งที่เป็นที่หนึ่ง อะไรเป็นที่หนึ่ง อาหารเป็นที่หนึ่ง ในอาหารนี่นะ ไม่มีอะไรที่จะเป็นอาหาร ขั้น 1 ในปัจจัย 4 ยารักษาโรค ที่อยู่ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร อะไรมาก่อน ก็คืออาหารมาก่อน ในชีวิตคน อาหารต้องเป็นหนึ่งมาก่อน ถ้าไม่มีอาหาร คุณก็ไม่มีอยู่ในโลกแล้ว อย่างไรๆ อาหารก็เป็นหนึ่ง อาตมาพาพวกเรามาอยู่กับ การสร้างอาหาร จนกระทั่งทุกวันนี้ เราสามารถทำ อาหารไร้สารพิษ ไม่ใช่แค่ ปลอดสารพิษ พวกเรานี้ มีความเข้าใจชัด แม้แต่คำว่าปลอดสารพิษ กับไร้สารพิษเราก็มีความรู้ ความชัดเจน ไร้สารพิษคือ เราปลูกสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหาร โดยไม่เอาสิ่งที่เป็นพิษเข้ามาเกี่ยวข้องเลย คือไร้สารพิษ ถ้าปลอดสารพิษคือ คนจะใช้ธาตุที่เรียกว่า สารเคมีก็แล้วแต่ หรือแม้แต่ยา จะรักษาสิ่งที่ควรรักษา เขายังใช้ยาใช้สารเคมีอะไรอยู่ แม้แต่ที่สุดใช้สารเคมี เพื่อเร่งเป็นอาหาร จัดไป มากไป ที่มากไปคือ ใช้สารเคมีเร่งเกินไป แล้วจะปรุงแต่งให้ได้ มันไม่สมบูรณ์หรอก มันเป็นการเร่งรัดเกินไป คนที่ใส่สารเคมีมากๆ ให้มันโตเร็วใหญ่ เร็วอะไรก็แล้วแต่ มันพวกจำบ่ม เร่งรัดให้เร็ว แต่มันไม่สมบูรณ์ ถ้าเข้าใจคำว่าจำบ่มคืออะไร โอ้โห เร่งนะ สุกเหลืองเลย แต่ไม่ได้รสชาติ ไม่ได้วิตามินสมบูรณ์ ไม่ได้เนื้อหนังสมบูรณ์ เป็นของธรรมดา เป็นสัจจะของมัน สรุปแล้ว อาตมาพาพวกเรามาหาที่หนึ่งสำเร็จ มาสร้างอาหาร อาหารไร้สารพิษ อาหารปลอดสารพิษ จนเจริญ พูดไปแล้ว เหมือนเราไป ฮุบเอาว่า เรานี่แหละ เป็นเจ้าแห่งการทำอาหารไร้สารพิษ จนหาวิธีการจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ เป็นตัวตั้งต้นทำ ไม่คล้ายหรอก จะเป็นความจริง เราทำอย่างเอาจริงเอาจัง มีความรู้ จนมีผลสำเร็จ เราไม่ต้องใส่ปุ๋ย มันก็งอกงาม งอกงามจนผิดสังเกต งอกงาม และสะอาดบริสุทธิ์ มีเนื้อหา ทั้งดอก ใบ ผล สมบูรณ์ไปหมด ถ้าจะพูดถึงอจินไตย พวกเราเป็นหมู่เดียวกัน กับชาวพุทธที่ตรงกัน เป็นสาระสำคัญ ถ้ามารวม มันก็มาหมดเอง มันเป็นธรรมดา ธรรมชาติ ของอจินไตย มันต้องมา ไม่มาก็ไม่ใช่ ที่มาก็ใช่ เท่านั้นเอง ไม่มีอะไร พูดชัดๆ ก็ต้องมา มาหาพุทธ น้ำก็ไหลไปหาน้ำ น้ำมันก็ไหลไปหาน้ำมัน เป็นของจริง โดยธรรมชาติ จึงรวมครบครัน ไม่ว่าจะทำอะไร ในด้านสังคมศาสตร์ พวกเราก็เป็นสังคม กลุ่มชาวอโศก ที่เป็นกลุ่มสังคมที่อาตมาว่า สงบสุข สันติสุข อิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ เป็นสังคมที่ครบแล้วมี 5 ภาพนี้ สงบสุข สมบูรณ์ ทั้งในระดับของเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ สมบูรณ์แล้ว ทั้งห้าภาพนี้ เศรษฐศาสตร์ ก็สมบูรณ์ มีอยู่ มีกิน มีใช้ มีอาศัย อุดมสมบูรณ์ไม่ขาดแคลน จนเฟ้อเกิน สุรุ่ยสุร่าย ใครว่าชาวอโศกนี้สุรุ่ยสุร่ายไหม ใช่ ทิ้งขว้าง เพราะเหลือเฟือ จนเด็กๆ นิสัยเสีย เพราะผู้ใหญ่ไม่นำพาเท่าไหร่ สอนเขาดีๆ กินแล้ว รู้จักเก็บ รักษา ข้าวของ ภาชนะอะไร ทิ้งขว้างไปหมด มันพอ มันเหลือ เยอะๆ มันก็เลยขี้เกียจ ดูแล เก็บงำ ทำทิ้งๆ มักง่าย นิสัยเสียหมด ก็ต้องช่วยกันดูแล ฝึกฝน อบรมเด็กๆ แม้แต่ตัวผู้ใหญ่ ก็อย่าเป็นคนเช่นนั้นเสียล่ะ ควรเป็นคนที่ดีหน่อย ดูแลเก็บงำ อะไรต่างๆบ้าง ซึ่งอาตมาไม่ต้องพูดหรอก มันเป็นความรู้ที่จะช่วยกันได้ สำหรับอาตมาขอสงวนเวลา แรงงานไว้พูดเรื่องสัจธรรมลึกๆก็แล้วกัน พูดเปรยๆ บอกกันไป ในความหมายของเศรษฐศาสตร์ สิ่งที่อาศัยใช้สอยเผื่อแผ่เกื้อกูลกัน พวกเราคือ ผู้สัมพันธ์ให้ผู้อื่นได้ สะพัดให้ผู้อื่นได้ โดยไม่หวงแหน ไม่ขี้เหนียว สะพัดอย่างเจือจาน แจกจ่าย เกื้อกูล แต่ไม่มีจิตใจ เจตนาเอาเปรียบเอารัดมากมาย แม้จะขายบ้าง จนกลายเป็นคนทุนนิยม ทุนนิยมน้ำเน่า ไม่อยากชมเชยหรอก มันครบครัน ทั้งความตะกละตะกราม ความโลภ ความรุนแรง ครบครัน ตะกละตะกรามเต็มที่ จิตไม่ได้ศึกษา มันจะเป็นเช่นนั้น พวกเรา ทางด้านเศรษฐศาสตร์ ก็สามารถสมบูรณ์แบบ กลุ่มชาวอโศก มีเศรษฐกิจดีที่สุด จะเรียกว่าเศรษฐกิจพอเพียงก็ดี ที่สุดในความพอเพียง จะเรียกว่าเศรษฐกิจที่อุดมสมบูรณ์ ก็เหลือเฟือ อุดมสมบูรณ์ จริงๆ ขาดแคลน ไม่มีเลย เศรษฐกิจของชาวอโศก ไม่มีขาดแคลน แล้วเป็นเศรษฐกิจแบบคนจน อาตมาว่า ดร.สมคิดฟังแล้ว หูหักแน่ เศรษฐกิจคนจน การที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจแล้ว ก็ไปสร้าง Concept สร้าง paradigm เป็นความคิดองค์รวมเรียกว่าConcept เป็นกระบวนทัศน์เรียกว่า paradigm เป็นองค์ประกอบของความคิด เรียกว่า แก้ปัญหาเศรษฐกิจ จะต้องพาคนไปรวย อะไรก็แล้วแต่ ในโลกนี้ ไม่มีทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จ ถ้าจะบอกว่าคุณต้องสร้าง Concept ต้องสร้าง paradigm ไม่ไปรวย คุณใส่อันนี้เข้าไปในจิตของคน ปั๊บ ...แต่คุณเอง ตั้งเขื่อนอะไร ที่ทำอะไรไม่ได้ แข็งหนาใหญ่ คุณตั้งกำแพงนี้ กันคุณเองเลย คุณแก้ปัญหาไม่ตกหรอก คุณใส่ Concept ใส่ paradigm ว่าจะต้องรวย เราจะต้องทำให้คนรวยทั้งประเทศ แสดงถึงความไม่รู้จักสัจธรรมจริงๆ แก้ไม่ได้ ต้องให้คนมาจน โดยเฉพาะคนรวยมากๆ นั้นให้มาจนสิวะ จะได้แก้ปัญหาสำเร็จ นั่นต่างหากเล่า การให้คนจนไปเป็นคนรวยนั้น มันแก้ไม่ได้ คนรวยมันมีแล้ว ออกมามันง่ายจะตาย คนจนมันจะออกมามันยาก มันฝืนสัจธรรม มันเป็นไปไม่ได้ มันจะต้องสลายกำแพงคนรวยเข้ามาหา คุณไม่ต้องไปตั้งหน้าตั้งตา คิดคนเดียว ไม่ได้สักคนจน เมื่อเห็นคนจน ก็เหมือนเข็นเขาขึ้นครก มันไม่ได้ อย่างในหลวงท่านบอกว่า ให้พอเพียง มันมากไปแล้วนะ ท่านเป็นในหลวง ก็ตรัสเช่นนั้น อาตมาก็ต้องพูดอย่างอาตมา พูดทุกมุม ต้องดึงคนรวยลงมา ในจำนวนพวกเรานี้ สามารถมีสมรรถนะ ไปแย่งเอาความร่ำรวยในสังคม เอาเศรษฐกิจเอาข้าวของได้ พวกเรามีประสิทธิภาพแบ่งแย่งเอามาได้ แต่อาตมาดึงคนลงมา มาพอเพียง น้อยๆก็ได้ จนหลายคน ไม่ต้องไปคิดค่าแรงงานเลย ทำงานอยู่ฟรี ในนี้สบาย อาตมาทำสำเร็จ พวกเราก็มาทำสำเร็จแล้ว นี่คืออาตม าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ของประเทศไทย หรือของโลกเลย วิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จ คือมันสงบแล้ว มันหยุดแล้ว แล้วเป็นภราดรภาพ สันติภาพ แล้วอิสรภาพเสรีภาพ ด้วยความเข้าใจของตนเอง คุณมาด้วยปัญญา คนเข้ามาในอโศก ใช้ปัญญาด้วยตัวเอง อิสระเสรีภาพ อาตมาไม่หลอกล่อ ไม่และเล็ม เลียบเคียง ที่มานี้ พูดสัจจะทั้งนั้น มีแต่บอกความจริง มันอาจจะน่าเกลียด เลยบอกว่าความจน มาจน ถ้าจะพูดกันด้วยภาษา เป็นสิ่งที่น่าเกลียด จริงๆแล้ว มันไม่น่าเกลียดหรอก มันน่าศรัทธาด้วยซ้ำ ในด้านเศรษฐกิจ เราก็สำเร็จ ในด้านของการเมือง เราก็สำเร็จ ความเป็นประชาธิปไตยของชาวอโศกนี้ 100% ความเป็น คอมมูน ก็สาธารณโภคีเลย ความเป็นเผด็จการ ก็เรียบร้อยเลย ไม่มีใครจัดการได้ แม้แต่อาตมาก็เผด็จการไม่ได้ อาตมาใหญ่ที่สุดในนี้ แต่อาตมาเผด็จการไม่ได้ พวกคุณจะยอมหรือ? จริงๆอาตมาว่า อาตมาเผด็จการ อาตมาสั่งให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ คุณยอมได้ แต่อาตมาไม่ทำต่างหาก อาตมาไม่เป็นจอมเผด็จการ แต่อาตมาเป็นจอมเผด็จการ ที่ประสบผลสำเร็จ ถ้าอาตมาว่า ขอสั่งให้ทำอย่างนี้ คุณก็ทำตามหมด เพราะว่ามีความศรัทธา อาตมารู้ แต่อาตมาย่อมไม่ทำ ไม่ทำแน่นอน ถ้ามันเป็นความเลวความไม่ดี อาตมาไม่เป็นจอมเผด็จการแล้ว ทั้งๆที่อาตมา เป็นจอมเผด็จการที่สำเร็จ แต่อาตมาย่อมไม่ทำ นี่คือจอมเผด็จการ ที่สุดยอด คอมมิวนิสต์ หรือสาธารณโภคี หรือประชาธิปไตย ที่เป็น อิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ บูรณภาพ 5 ภาพนี้ อาตมาเป็นคนบัญญัติตั้งขึ้นมาเอง อาตมาว่าครบครันแล้ว มนุษยชาติ ที่ฝรั่งเศส เขามีสามภาพ มี ภราดรภาพ อิสระเสรีภาพ เสมอภาพ independence อิสรเสรีภาพ (Independent) มีอิสรภาพพ้นอำนาจกิเลส ภราดรภาพ มีภาวะแห่งรักกว้างออกไปดุจดั่งญาติ สันติภาพ มีภาวะสงบแท้ ไม่มีตัวเหตุเบียดเบียน สมรรถภาพ มีความสามารถสรรสร้างประโยชน์สุข บูรณภาพ ปรับปรุงพัฒนาให้เจริญ ให้เต็มบริบูรณ์ อาตมาทำงานเพื่อให้เกิด 5 ภาพนี้แหละ ในมวลชน แล้วอาตมาว่า อาตมาประสบผลสำเร็จแล้ว ชาวอโศกได้ทำสำเร็จ อาตมาจึงไม่ได้ไปวุ่นวายข้างนอก คุณจะม าก็มาเองนะ มาดูแล้ว จะรู้สึกว่าอบอุ่น ไม่ได้เป็นศัตรู วุ่นวายกัน ลูกหลานก็ดูแล ช่วยกัน เป็น สังคมที่ภราดรภาพ สมบูรณ์แบบ คนเฒ่า คนแก่ ก็ช่วยกัน ไม่เหมือนคนเฒ่าคน งกๆ เงิ่นๆ ไม่ค่อยถนัด คุณจะรู้สึกอย่างไร? ก็ต้องไปช่วยเหลือ ไม่เหมือนข้างนอกหรอก ถ้ามาง่อกๆ แง่กๆ พ่อใคร แม่ใคร ก็ช่างหัว แต่ที่นี่ไม่ใช่ ช่วยเหลือกันเสมอ หรือช่วยมากจนกลายเป็น ตำรวจจับเกินไป ก็เหมือนกัน เด็กมันจะเล่นบ้าง ก็ไม่ได้ ว้ากๆๆ ก็บันยะบันยังบ้าง ตำรวจเอ๋ย ตำรวจไม่ได้จ้าง พวกเราก็มี

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน