600227_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ รู้อาการใจให้ถึงปฏิฆสัมผัสโส.docx
เนื้อหาในไฟล์
600227_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ รู้อาการใจให้ถึงปฏิฆสัมผัสโส
สมณะเดินดินว่า… วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ที่บ้านราชฯ ชีวิตของคนที่นี่ ก็ต้องเตรียมงานเตรียมพื้นที่ภูมิทัศน์ เพื่อเตรียมตัวต้อนรับพี่น้องจากทั่วประเทศ ที่จะมาในงานตลาดอาริยะ บ้านราชฯก็อาจจะเปลี่ยนไปอีกเยอะ น้ำตกก็ไม่ใช่มีแค่ที่เดียวแล้ว คนในท้องถิ่นนี้บอกว่า ที่นี่มีน้ำตกด้วยหรือ? พ่อครูพยายามทำให้ธรรมชาติ สมบูรณ์ขึ้นมา ก่อนมานี้ได้ถามพวกเรา ที่ได้ร่วมต่อสู้ในถนนการเมืองมา ก็บอกว่ามีคดีความ ไม่รู้กี่คดีแล้วจำไม่ได้ พวกเราไปต่อสู้ เมื่อถูกฟ้องก็ไปขึ้นศาล แม้จะแพ้ก็ตาม ไม่รู้สึกว่าจะเกรงกลัวอะไร ลุงจำลองก็ไม่ได้กลัวอะไร แพ้ก็ถูกยึดทรัพย์ แต่ลุงจำลองนี้ ไม่มีทรัพย์ให้ยึดอยู่แล้ว เทียบเคียง ฆราวาสที่มีอีกหลายอย่าง ก็ไม่กลัว แต่พระที่บอกว่าตัวเองบริสุทธิ์ เป็นต้นธาตุต้นธรรม แต่เมื่อจะให้ไปขึ้นศาล ก็ไม่ยอม เกิดความกลัวขนาดนี้ หาตัวไม่เจอ เทียบเคียงว่าอะไรทำให้คนกล้า อะไรทำให้คน แม้แต่ฆาราวาส ก็ยังไปสู้คดีแม้จะแพ้ เขาไม่ได้รู้สึกกลัวอะไร คนที่ไม่กลัว เพราะเขามีความจริง เขามั่นใจว่าที่ออกไปนี้ ไปเพื่อช่วยบ้านช่วยเมือง จะเป็นผู้ก่อการร้าย แต่ไปแบบมือเปล่า จะเอาอะไรไปก่อการร้ายได้ ที่น่าคิดคือ เวลาเราไปต่อสู้ เขามีอำนาจก็จะตั้งข้อหาว่า พวกเรามาทำร้ายชาติบ้าน ทั้งที่เขาเป็นคนผิด เรื่องของศาสนาก็เหมือนกัน รัฐบาลก็บอกว่า ให้มามอบตัวเสีย แต่เขาก็จะบอกว่า ให้ยกเลิกมาตรา 44 ใครมาต่อต้านพวกเขา ถือว่ามาทำลายศาสนา ก็ไม่ต่างอะไรกับพวกที่ขี้โกงทั้งหลาย จะยึดถือตัวเองเป็นศูนย์กลาง ที่แตกต่างคือ ความกล้ากับความกลัว ผู้ที่อยู่กับความจริงจะไม่กลัว วันคืน พ่อครูพยายามให้พวกเรา อยู่กับความจริง ตำรวจมาก็นั่งหลับตา อา
อ่านต่อ
วุธสงครามจ่อที่หัวเลย ออกหน้าหนึ่ง ลูกเต้าก็ตกใจใหญ่ แต่มหาบุญหนาที่อยู่ตรงนั้น บอกว่าไม่ได้กลัวอะไรเลย เราพร้อมเผชิญทุกสถานการณ์ได้ พ่อครูว่า… เรายิ่งศึกษาก็ยิ่งจะเข้าใจ สิ่งซับซ้อน อาตมาไม่รู้จะตั้งชื่อภาษาความซับซ้อนนี้ว่าอย่างไร ภาษาบาลีที่จะใกล้เคียง แต่จะใช้ภาษาไทยอย่างไร มันไม่ถึงสภาพ สิ่งลึกซึ้งๆที่สุด ที่เราใช้ภาษาไทย คือคำว่า คัมภีรา แปลว่าลึกซึ้ง แต่ที่จริงมันซับซ้อน ในสภาพของสัจธรรม อาตมาจึงเติมว่า คัมภีราวภาโส มีสภาพซับซ้อน เหมือนปัญญา กับโอภาส ความจริงแล้วไม่ได้เป็นปัญญา แต่เป็นเฉโกก็ได้ อย่างธรรมกายฉลาดเฉโก โลกีย์ ซับซ้อนไม่รู้กี่ชั้น ที่หลอกมนุษยชาติ ตั้งแต่ความตื้น ที่บอกว่าฉันสวยฉันหรู และเรียบร้อยระดับโลกีย์ หลอกคนตายใจ แล้วก็บอกว่า ทางด้านการเมืองก็มีผู้สนับสนุนฉัน ตอนนี้ก็แสดงออกมาให้เห็น เสริมให้เห็นจึงยาก แล้วทีนี้ทางด้านนักการเมืองยังไม่พอ อย่างธัมมชโย ยังแถมหลอกนักธุรกิจอีก นักธุรกิจเขายังหลงใหลได้ปลื้มกับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เขาใช้กลเม็ดทุกวิถีทาง ที่จะเอาไปเป็นลิ่วล้อได้หมด ผู้ที่เฉลียวฉลาดทางโลกีย์ ก็อยู่ในสายของเขาหมด ชาวอโศกเรานี่ นักธุรกิจก็ไม่มี นักศักดิ์ศรีสูงสุด ทางด้านฐานะทางทหาร มีแค่พลตรี พล.ตรีจำลอง ที่จะมีพล.อ.ไม่มี ที่จะมาออกหน้าออกตาแสดงตัวช่วยเหลืออย่างเปิดเผย นักธุรกิจไม่มีเลย ทางด้านศาสนาเล่า ไม่มีด้วยเหมือนกัน มีแต่กลุ่มชาวอโศก มีอย่างเดียวเท่านั้น อาตมาเกาะพระพุทธเจ้า แล้วเอาหลักฐานตำราตำนานความรู้ อธิบายเป็นภาษาไทย ความรู้ในปางนี้ของอาตมา ใช้อาศัยหลักฐานพระบาลี เปรียญ อย่างเขาก็ไม่เต็มที่ ก็ได้เท่าที่ได้ นอกจากคัมภีราวภาโส ก็มีอีกคำที่จะใช้ได้คือ ปฏินิสสัคคะ หรือปฏินิสสรณะ นิสรณะคือการหลุดพ้น สลัดออกสลัดคืน ปฏินิสสัคคะ คือสวรรค์ซับซ้อน ในศาสนาของพระพุทธเจ้านั้น หมดสวรรค์หมดนรก คำว่าสรณะคือเรื่องของการประกอบสงคราม การรบ คำว่า รณะ แปลว่าการรบ สรณะคือการประกอบด้วยการรบ ผู้ที่เหนือการรบได้สมบูรณ์แบบ ก็อยู่เหนือสรณะได้สบาย เอาสรณะของโลกีย์ เป็นที่พึ่งได้เลย คำว่าสรณะไม่ใช่โลกุตระ มันเป็นโลกียะเท่านั้น สรณะถ้าเอามาใช้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ มันไม่ใช่ ตัวบัญญัติคือ มันยังมีการรบ (สรณะ)
ประเด็นที่กำลังฮอต คือเอาสมีธัมมชโยไปหลบ มันต้องสมศักดิ์ศรีคู่ชกของ champions จะต้องมีรองแชมป์เปี้ยน หรือว่าคู่ชกที่มันไม่มีวันที่จะเบาหรอก คู่ชกจะต้องสูสี แล้วสูสีคนละทิศ โลกียะกับโลกุตระ สัตว์นรกขนาดหนัก ผู้ที่จะสูงสุด ก็ต้องสูงสุดจริงๆ สัตว์นรกก็ต้องตกต่ำใหญ่โตจริง สรุปแล้วเหมาะสมกับ กลียุคยุคนี้ มันยังไม่ถึงกลียุคเต็มที่หรอก เราก็ต้องชัดว่า นี่กบฏผีบุญ เพราะมันผสมทางจิตวิทยา ทางนามธรรม เรื่องผี เรื่องงมงาย แล้วก็ทางด้านอำนาจโลกมวลชน วัตถุ ยุคนี้มันยุคดี ไม่ใช้อำนาจอาวุธ แต่กลายเป็นอำนาจในสิ่งที่ดูเหมือนความดี เป็นความดีที่เขาใช้มาหลอกซับซ้อน สภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ถ้าเป็นก้นหอยก็จะวนไปสู่สูง แต่ถ้ากลับ ก็จะลงไปยอดก้นหอยได้เหมือนกัน ฐานมันใหญ่ก็ยิ่งไกล ยิ่งลึกฐานก็ยิ่งบาน เป็นธรรมะสอง ซ้ายขวา ดีชั่ว ผิดถูก โลกุตระอยู่เหนือชั่วเหนือดี เหนือผิดหรือถูก สามารถรู้ทัน “ผิด-ถูก ชั่ว-ดี
สงครามครั้งนี้ พลเอกประวิตรก็พูดออกมาแล้ว จะอยู่เป็นปีๆ ก็ต้องจัดการ กับกบฏผีบุญนี้ คือธรรมกาย ก็ต้องจัดการให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็จะยกประเทศให้เขาหรือ ...มันไม่ได้ ยุคนี้เป็นเรื่องสุดยอด ที่จะต้องศึกษากันจริงๆ ศาสนานั้นส่วนรวมดีมาก ในองค์กรศาสนา สมฐานะแล้วทางบัญญัติ ก็มีท่านประยุทธ์ ทางด้านเจโตก็มีท่านอัมพร ชัดเจนสูงสุดแล้ว เป็นยุคที่ต้องมีเช่นนั้น แม้แต่ศาสนา ที่จะลึกซึ้งเหนือกว่านี้ ก็ใช้ขนาดนี้ ยุคนี้ยังไม่ใช่เรื่องของสิ่งที่เหนือกว่านี้ ยังต้องอนุโลมขนาดนี้ ถูกต้องแล้ว ก็ทำไปอย่างนี้ เป็นต้น อาตมาเรียกว่ากบฏผีบุญ นี่คือ มันเรื่องฝีบุญที่กลัดหนอง เป็นฝีที่ใหญ่ เป็นฝีที่เต็มหนอง หนองกลัด ใครเคยเป็นฝีกลัดหนองไหม อาตมาเคยเป็น plague กาฬโรค มีฝีที่ขาหนีบ ตอน 8 หรือ 9 ขวบ ก็ตายไป15 นาที แล้วฟื้นขึ้นมา อาตมาเคยเป็นไทฟอยด์อีกที ที่กทม. ตอน 17 ปี เป็นสองครั้ง หัวโกร๋นทั้งสองครั้งเลย ผมร่วงหมด แล้วผมขึ้นใหม่ จะตั้งชี้ อาตมาเป็น ฝีกาฬโรคนี้ มันกลัดหนอง ธรรมกายเขาไม่ได้มีความรู้ศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธคือศาสนาโลกุตระ เป็นศาสนาเดียว ที่มีโลกุตระ เจริญจะเรียกว่าศิวิไลซ์ แต่คำว่าโลกุตระนี้เฉพาะ เป็นอีกโลกหนึ่ง ไม่ใช่โลกโลกีย แล้วการเกิดโลกุตระนั้น อาตมาได้ใช้ตำนาน เหตุ นิทานสมุทัย ปัจจัย เพื่อยืนยันว่า ปัญญาไม่ใช่เฉกา ที่เป็นความฉลาดโลกีย์ จะเจริญสูงสุดอย่างไร ก็วนอยู่ในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เหมือนอย่างธัมมชโย ธรรมกายทำ ก็หลอกซับซ้อน คนที่ไม่มีภูมิโลกุตรธรรม ก็จะเป็นเหยื่อ จะเห็นได้ว่า พระภิกษุในประเทศไทย เป็นลิ่วล้อไปหมดเลย มีส่วนเหลือโลกุตระจริงนั้นไม่มาก แต่ก็ต้องบริหารนำทางปกครองกันไป อาตมาไม่ไปปกครอง ยุคนี้อาตมาทำหน้าที่ธรรมะ อย่างเดียว ขยายความธรรมะอย่างเดียว ยืนยันว่าไม่ได้หลอกลวง หลงตัวหลงตน อาตมาเป็นสยังอภิญญา เท่าที่อาตมามีบารมี ผู้ที่มีบารมีร่วมกันก็จะได้ แต่มีจำนวนน้อย ผู้ที่เข้าใจแล้ว จะมาขยายความธรรมะโลกุตระ แต่ก็เป็นการสืบสาน เพื่อให้ไปจนครบกัปป์ของศาสนาพุทธ ของพระสมณโคดม จนครบ 5000 ปี อาตมาไม่ได้พูดโดยไม่มีตำนาน หรือบัญญัติ ก็ต้องให้กำลังใจ ทางด้านรัฐบาล และทางศาสนา ที่ได้ร่วมไม้ร่วมมือกัน เขาพยายามอย่างสูงสุดเลย เพราะฉะนั้น ความเป็นภิกษุในประเทศไทยขณะนี้ การบริหารจัดการ จะต้องบริหารจัดการแบบนี้ แล้วก็ได้แต่งตั้ง ผู้ที่มีอำนาจสูงสุด คือใคร ยุคนี้จะต้องแต่งตั้งพระสังฆราช จริงๆไม่ต้องตั้งและตั้งไม่ได้ด้วย ให้เอาธรรมวินัยเป็นสิ่งสูงสุด ให้อิสระเสรีภาพ อิสรเสรีภาพยุคนี้ เป็นแค่นานาสังวาส ก็ยกย่องผู้ควรยกย่องส่งเสริม อาตมาใช้มหาปเทส 4 สัปปุริสธรรม 7 ...บางอย่างไม่มีในบัญญัติของพระพุทธเจ้า แต่ก็ต้องอนุโลมตามสมควร มหาปเทส 4 หรือยุคนี้ ต้องตั้งใครเป็นใหญ่ก็ทำ เพราะฉะนั้น ท่านจงปฏิบัติเต็มที่เถอะ ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จพระสังฆราช ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ผู้ที่มีอำนาจและความรู้ที่เต็ม ต้องช่วยประเทศชาติ การเมืองของโลกนั้น ไม่มีการเมืองที่ยิ่งใหญ่เท่ากับ การเมืองของพระพุทธเจ้า การเมืองของพระพุทธเจ้ายิ่งใหญ่ เพราะเป็นการเมืองที่พระพุทธเจ้าชัดเจนว่า ต้องมีประชาธิปไตย 2 ขา ต้องมีทั้งผู้ยิ่งใหญ่ทางโลก เรียกว่ากษัตริย์ ประชาธิปไตยต้องมีทั้งกษัตริย์ ต้องมีทั้งศาสนา เป็นหลักเลย ต้องมีธรรมะมีศาสนา เป็นผู้รู้ที่จะต้องช่วยกันทำ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) สิ่งเหล่านี้เป็นสัจจะที่ลึกซึ้ง ผู้มีธาตุรู้ในระดับอัญญา จนเป็นสัญญะ จนเป็นอัญญะ ก็ใช้ปัญญาเป็นตัวปฏิบัติ อัญญะ คือธาตุต้นทางของ ความฉลาดแบบโลกุตระ ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญา ที่จะรับได้จริงๆ จะเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องจับแพะชนแกะ
ศาสนาของกบฏผีบุญที่มาหลอก ว่าเป็นศาสนา ที่จริงคือผีบุญ ไม่ใช่ศาสนา ผีบุญต้องงมงายทางนามธรรม แล้วเอาอำนาจบาตรใหญ่ทางโลกด้วย อย่างธรรมกาย ไม่มีความรู้แม้แต่ศีล แม้แต่สมาธิ เรื่องปัญญา เขามีแต่เฉกา ที่เป็นความโลกียะล้วนๆ สุดนรกเลย มันตรงกันข้ามกับสวรรค์ สวรรค์นรกคือโลกียะ โลกุตระนั้นสิ้นสุขสิ้นทุกข์ สิ้นนรกสิ้นสวรรค์ แล้วพระพุทธเจ้าก็แยกชัด ทั้ง เนกขัมสิตะ กับ เคหสิตะ จะเป็นโลกุตระ ต้องแยกชัดใน เนกขัมสิตะ กับ เคหสิตะ อันหนึ่งเป็นโลกุตระ อันหนึ่งเป็นโลกียะ ศาสนาพระพุทธเจ้านั้น มีเวทนาเป็นกรรมฐานอย่างเดียว ขอยืนยัน มีหลักฐาน ในพรหมชาลสูตร หรือสูตรอื่นๆ ท่านพาทำที่เวทนา เพราะว่า สุข ทุกข์ มันอยู่ที่เวทนา สุขทุกข์ไม่ใช่รูปหรือสังขาร สังขารมีหน้าที่ปรุงแต่ง เวทนามีหน้าที่เสพรส ปรุงแต่งเสร็จก็เสพรส แต่คล้ายกัน เวทนา สังขาร ถ้าไม่มีสภาวะทำใจแยกไม่ออก อาการเจตสิก ว่าอย่างไรคือเวทนา อย่างไรคือสังขาร คนที่ไม่มีสภาวะจิตชัดเจน แต่แยกไม่ออก สังขารคือการปรุงแต่ง ถ้าจะว่าไปแล้ว สังขารกับเวทนานี่ ถ้าเข้าใจชัดแล้ว แยกเป็นธรรมะสอง เวทนา เป็นตัวนาม ตัวรับรส สังขารเป็นตัวปรุงแต่ง สังขารเป็นเหมือนแม่ครัว ส่วนเวทนาเป็นอาหาร ใครมาลิ้มอาหาร อย่าไปกินแม่ครัว รสไม่ได้อยู่ที่แม่ครัว รสมันอยู่ที่อาหาร ไม่เช่นนั้น จะกินอาหารแต่ไปเคี้ยวแม่ครัว อย่างนี้ไม่ได้ แม่ครัวปรุงก่อน แล้วมาที่เวทนา ถ้าไม่แม่นสภาวะ สับสนหมดเลย ในแนวลึก โลกุตระจะลำบากยากเย็นมาก อาตมาค่อยๆขยายความให้ฟัง สมีไชยบูลย์ ไม่รู้แม้ศีล ศีลข้อ 1 อาตมาเชื่อว่า เขากินเนื้อสัตว์ เขาจะฆ่าสัตว์ อาตมายังเคยบอกว่า เขาปาราชิกในศีลข้อ1 เพราะเขาฆ่าศาสนา เขาประหารศาสนาพุทธ เขามีโทษกบฏร้ายแรง ที่ทำลายศาสนาพุทธ ศีลข้อ 2 ชัดเจนอยู่แล้ว ก็ไม่ยอมให้พิพากษา ไม่ซื่อสัตย์ต่อการยักยอกขโมย ในศีลข้อ 2 ศีลข้อ 3 อาตมาก็วิจัยว่า ถ้าธัมมชโยไม่เป็นกระเทย จะซุกซ่อน เพราะพระหนุ่มๆแน่นๆ ในนั้นมีเยอะเลยนะ พระหนุ่มแน่น ไม่ใช่จะปลอดภัย ปาราชิกเรื่องศีลข้อ 3 ง่ายๆนะ ศีลข้อ 3 กาเม แล้วอาตมาขอพูดจริงๆ ที่ไปเป็นพระ เป็นร้อยพันหมื่น พวกนั้น สังฆาทิเสสบานเลย จะปาราชิกไม่รู้เท่าไหร่ ไม่ได้เป็นเรื่องที่สะอาดบริสุทธิ์ ของศาสนาพุทธเลย ความสะอาดบริสุทธิ์ แม้กระทั่งปาจิตตีย์ ไม่ต้องพูดถึงถุลลัจจัย หรือสังฆาทิเสส ก็ไปร่วมสังฆกรรมไม่ได้ ถ้ารู้ต้องปลงอาบัติ ถ้าจะเข้าต้องปลงก่อน แค่ศีล 8 มาลาคันธวิเลปน.. วิภูสนัฏฐานา ธัมมชโยเหยียบย่ำเลย เอาดอกไม้ของหอม ให้เหยียบเละเลย มาปรุงแต่งหลอกคนโง่ด้วยกัน ก็ดอกไม้อย่าไปเด็ด ให้เป็นผลหรือเอามาเป็นอาหาร แต่เอามาเหยียบเล่น มันคืออะไร ไม่รู้จักสาระ ที่จะใช้ประโยชน์ เขาไม่รู้หรอกจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แม้กระทั่งพระวินัย เขาก็ยังทำลาย แม้ปาราชิก 4 เขาเละได้ สังฆาทิเสสไม่รู้เรื่องเลย อาตมาเชื่อว่า เขาไม่มีอยู่กรรม มีแต่อโศกนี่พยายามรักษา ตอนนี้ก็มีสมณะอยู่กรรม ขออภัยที่เปิดเผย ก็หลายรูปอยู่ เป็นปีก็มีนะ เราเอาจริง เราทำจริง ธรรมะพระพุทธเจ้า ทำเล่นไม่ได้นะ กรรมเป็นอันทำ ทำแล้วก็ต่อไปอีกกี่ภพชาติ หากคุณสังฆาทิเสส ชาตินี้แล้วสึกหนีไป ไม่อยู่กรรม ชาติหน้าจะไปบวชต้องอยู่กรรมอีก แต่ถ้าหลอกซ้ำซ้อนทางศาสนา แค่การโกหก อวดอุตริมนุสธรรมนี่ปาราชิกนะ ตนเองไม่มี แล้วบอกว่ามีนะ ก็ปาราชิก คือไม่รู้จักสัจธรรม กลับหัวกลับหาง วิบากมากเลย เห็นแล้วก็ได้แต่สมเพชเวทนาสงสาร ก็พยายามช่วยพูดบอก ที่จริงไม่ได้พูดให้ธัมมชโย แต่อาจได้กับพระเล็กพระน้อยที่ไปจม น่าจะเป็นแสนรูป หรือเขาคุยว่าเป็นล้านเลย คนโง่นั้นมากจริงๆ ศีลมหาศีล เขาละเมิดเดรัจฉานวิชชา เขาจะไม่เข้าใจ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แต่ถึงอย่างไร วินัยก็มีศีลในนั้น ซ้ำซ้อนกับศีลมีบ้าง แต่ใน จุลศีล มัชฌิมศีล ก็มีเนื้อแท้ แต่มหาศีลก็ไม่เป็นไร รับกันได้ ไม่มีปัญหา สรุปแล้ว ศีลแท้ของพระพุทธเจ้าไม่มีแล้ว มีแต่วินัย 227 พูดเมื่อไหร่ เขาก็มีแต่วินัย 227 ไม่มี จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ศีลจะไปขัดเกลา กาย วาจา แล้วต้องขัดเกลาจิต ไม่เช่นนั้นก็ นัตถิ ยิฏฐัง ศีลไม่ขัดเกลาให้เกิดอานิสงส์ 10 ของศีล การได้อานิสงส์ 10 ของศีล กุสลานิ สีลานิ อนุปุพเพนะ อรหัตตายะ ปูเรนตีติ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมยังอรหัตผลให้บริบูรณ์ ไปตามลำดับ จะตัดสินอรหันต์ที่ กาย วาจาไม่ได้ ต้องตัดสินที่จิต 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) . 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) . 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) . . 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) . 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208)
ทุกวันนี้สอนกันว่า ปฏิบัติศีลเอาแค่กายวาจา ก็เป็นการขัดแย้งกับพระสูตรนี้ของพระพุทธเจ้า ยังโชคดีที่มีพระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ ใช้ได้ยืนยันชัดเจน สรุป ศีลก็แย่ สมาธิเพี้ยน เป็นสมาธิแบบทั่วไปที่เป็น general สมาธิ ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าที่เป็น supra concentration สั่งสมตกผลึกตั้งแต่ อยู่กับโลก ทำมาหากินอย่างสัมมาอาชีพ จะทำกรรมกิริยา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ก็เป็นผลรวมเป็นสมาธิ จะพูดจาก็รวมเป็นผลสมาธิ ยิ่งสังกัปปะ ก็จะเป็นตัวที่จะจัดการ ให้เกิดสมาธิแท้ จิตจะรู้จักกิเลส ในสังกัปปะ 7 ตักกะ มีกามหรือพยาบาทสั่งสม สสังขาริกัง ปรุงแต่งในจิตไหม คุณจะต้องเลือกเอาเฉพาะ ที่เป็นอาการของ กาม พยาบาท แล้วกำจัด จะเหลือแต่จิตสะอาดที่มีพลังงาน มีอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ไม่ใช่เฉื่อยแข็งทื่อ แต่จะยิ่งแคล่วคล่อง ว่องไว ปราดเปรียว ทำงานได้สัดส่วน เหมาะควร เพราะพัฒนาอุเบกขา 5 พัฒนา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ได้สัดส่วนที่ปโหติ ได้สัดส่วนตามลำดับๆ หลักฐานทุกวันนี้ พยัญชนะในศาสนาพระพุทธเจ้า บาลี อาตมายังอ้างอิงได้ ในพระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ บางอย่างไม่มีในสยามรัฐ แต่มีในอรรถกถาจารย์ เช่น ธรรมนิยาม 5 แต่อาตมาสัมผัสพยัญชนะแล้ว ก็เห็นว่าสุดยอดแล้ว เก็บมาจากที่พระพุทธโฆษาจารย์ ในวิสุทธิมรรคเขียนไว้ ต้องอาศัยหลักฐานความจริง แล้วตัวจริงอย่างพวกคุณ เป็นตัวยืนยัน แม้กระทั่ง ปฏิบัติการรวมกันอยู่ เป็นสาธารณโภคี มีสาราณียธรรม 6 มีจิตวิญญาณ ตาม พุทธพจน์ 7 อาตมาก็ขยายความไป ได้ เราจะอยู่อย่าง เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม สาธารณโภคี พากเพียรไป สร้างสรรค์กันไป แล้วเหลือกินเหลือใช้ แบ่งปันผู้อื่น นี่ก็จะตลาดอาริยะแล้วนะ เดือนเมษายนนี้ก็ต้องทำ อาตมาใช้คำนี้ ต้องทำ ตลาดอาริยะปีนี้ จัดที่เฮือนสวน. ดูว่าจะพอเป็นไปได้ไหม ในพื้นที่ 11 ไร่
สมณะเดินดินว่า… ทุนที่เราต้องจ่าย ซื้อสินค้า 30 ล้าน แต่เสียสละให้ประชาชน ประมาณ 4-5 ล้าน คือขาดทุน พ่อครูว่า...สัจจะพวกนี้ ต้องมีจริงเป็นจริง เป็นการยืนยันความจริงใจ ว่าเราจะต้องขาดทุน ไม่ใช่ไปเอาเปรียบเอารัดสังคม
เศรษฐศาสตร์ที่มีพลัง 4 พ้นภัย 5 เศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้านี้ อยู่ด้วยพลังปัญญา พลังวิริยะ พลังอนวัชชะ พลังสังคหะ แล้วเราจะอยู่รอดพ้นภัย 5 เป็นพลังปัญญาแบบอัญญะ ไม่ใช่โลกียะ แล้วมีวิริยารัมภะ เป็นความพากเพียรขยัน โดยไม่มีใครบังคับ ทำอย่างเต็มใจ มีปัญญา มีความเฉลียวฉลาด รู้ ขยันพากเพียรอุตสาหะ สร้างสรรค์ แม้จะเสียสละ ทำเท่าไหร่ก็ให้เขา ก็ชัดเจนว่าคือสิ่งที่มนุษย์ ควรเป็นควรมี เราก็ไม่ได้เดือดร้อน ลำบากลำบนอะไรเกินเขต อนวัชชะ ก็ทำงานที่ ไม่มีใครติเตียนได้ ถ้าเป็นปราชญ์ แน่นอนว่าคนโง่ๆ ก็ต้องติเตียน ยิ่งเป็นปราชญ์ทางโลกุตระ จะไม่ติเตียนเลย การงานที่พวกเราทำนี่แหละ สุดท้าย มาเพื่อเกื้อกูลช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่มาเสพ มาบำเรอตัวเอง มาเพื่อขัดเกลา ไม่ใช่บำเรอตัว พลัง 4 นี้ครบบริบูรณ์ ผู้มีแล้วจะพ้นภัย 5 คือ 1. อาชีวิตภัย (ภัยจากการดำรงชีวิต หาอาหารเลี้ยงกาย) มีความเป็นอยู่เลี้ยงชีพได้สบาย มีเพื่อนฝูงมีหมู่มวล พึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้จริง มีชีวิตได้ทั้งชาติ ขอให้เรามีภูมิธรรม ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ของเขา ถ้าต่ำไปเรียกพาลชน เขาก็จะเอาออกจากหมู่กลุ่ม แต่ถ้าไม่ต่ำ ก็เป็นบัณฑิตก็อยู่กันไป พิสูจน์ได้ว่า ชีวิตไม่มีโทษภัยอะไร พัฒนาได้ แม้บางคนจะปฏิบัติธรรม แบบหน้านองน้ำตา ก็จะเข้าใจดี หมายความว่า ยังฝืนทน แทบจะทนไม่ไหวจะต้องออก แต่รู้ว่าดี เลยต้องสู้ทนปฏิบัติธรรม หน้านองน้ำตา 2. อสิโลกภัย (ภัย คือ การติเตียนจากคนโลกๆ) โดยเฉพาะปราชญ์ผู้รู้จะไม่ติเตียน นอกจาก คนชั่วโง่ ไม่รู้ก็ติแหลก แม้พระพุทธเจ้ายังถูกติเลย ไปว่าเขาไม่ได้ คนไม่รู้ แต่คนรู้จะไม่ติ เป็นธัมโมหเวรักขติ ธัมมจาริง 3. ปริสสารัชภัย (ภัยคือ การสะทกสะท้านต่อสังคม) ไม่สะทกสะท้าน จะอยู่กับสังคม แม้แต่บริษัทต่างๆ เราบริสุทธิ์ใจก็ไม่กลัว จะไม่ซุกหัวหลบ เหมือน ธัมมชโย จะอาจหาญแกล้วกล้า มีความจริงความสะอาดเท่าไหร่ ก็เทจนสุด หากจะบอกว่าผิดอยู่ ต้องเข้าคุกตาราง ก็ไม่เป็นไร ก็อยู่ให้สบาย เป็นความผิดทางโลกที่มีกฎเกณฑ์ ก็ต้องยอมไป เขาก็ไม่สะทกสะท้าน ในบริษัทในสังคมใหญ่ 4. มรณภัย (ภัยคือ ความตาย) คือ ความตายทางร่างกาย คือสิ่งที่จะต้องวนเวียนในการรบ ยังไม่เสร็จ ไม่เป็นอรหันต์ แต่ผู้ที่เป็นอรหันต์แล้ว ไม่กลัวภัยความตาย ผู้นี้มีอรณะ ไม่ต้องรบแล้ว แต่มรณะนี้รบทางใจ รณ คือสงคราม ก็ต้องรบ จนเป็นพระอรหันต์ จึงเป็นผู้ที่ อรณะ จะต่อภพภูมิก็เป็น สรณะ พึ่งสงครามไปตามลำดับ อาตมาก็ยังมีสงครามไม่ใช่น้อย เราก็พากเพียรไป 5. ทุคติภัย (ภัยคือ ทุคติ เช่น อบายภูมิ นรก เดรัจฉาน ฯ) (พลสูตร พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 209) อันสุดท้ายนี้ เราไม่ตกต่ำแน่นอน ไม่มีปัญหาเลยอันนี้ อรหันต์จะไปเกิด ในร่างของสัตว์ต่างๆอีก ก็เพราะด้วยวิบาก หรือสองจะต้องไปเรียนรู้ เป็นของส่วนตัว จะต้องไปเกิด ผู้ที่ไปเกิดด้วยวิบาก จะเห็นได้ว่า สัตว์เดรัจฉานโพธิสัตว์ มันฉลาดกว่าคนอีกนะ สภาพหมุนรอบเชิงซ้อนนี้ เดาไม่ได้ เป็นอจินไตย สมณะเดินดินว่า… พระโพธิสัตว์นี้ไม่กลัวตาย แต่พระอาริยะอื่น ที่ต่ำกว่า จะทำแบบนี้ไม่ได้ ระดับอาริยะนี้ อย่างไรก็ต้องกลัวตายอีก พ่อครูว่า...อรหันต์ต้นๆ อนุโพธิสัตว์ ก็มีอะไรๆอยู่บ้าง ถ้าตายทรมาน ก็ต้องหวั่นเกรง จึงต้องมีหิริโอตตัปปะ ซับซ้อนหลายชั้น
สิ่งที่พูดไปนี้ มันไม่ใช่สิ่งที่จะด้นเดาเอา อาตมาก็ต้องพูดสิ่งที่มั่นใจ ถ้าพูดไปเป็นสิ่งที่ผิด ก็เป็นวิบาก คนที่ยังไม่สามารถที่จะรู้จักสัจจะ แล้วก็เอาสิ่งเหล่านั้นไปใช้ เช่น ธัมมชโยเอาคำว่ากาย คำว่าบุญไปใช้ จึงเป็นอนันตริยกรรม เป็นมหันตภัยของเขาจริงๆ เพราะเขาไม่รู้เลย หรือเขาจะรู้ก็.. อาตมาเดาไม่ออก แต่เขาใช้ คำว่า กาย กับคำว่าบุญ มาหลอกคนเละเทะเลย จนคนต้องทรมานทุกข์ร้อน คนที่ไม่ประสีประสา ไม่ชัดเจน ในบัญญัติของพระพุทธเจ้า จึงต้องระมัดระวัง แม้ในความฉลาดเฉกะ หรือฉลาดอย่างปัญญา มันคนละตระกูลจริงๆ ในความเป็นศีล สมาธิ ปัญญา หรือวิมุติหรือนิโรธ ถ้าเป็นโลกียะ นึกว่าดับนิ่งเฉยไม่รู้ ที่อาตมาบอกว่า การนั่งหลับตา มีแต่อดีตกับอนาคต ไม่สมบูรณ์แบบ ทั้งภายนอกและภายใน เป็นพหิทา ทั้งอัชฌัตตัง มีทั้งภายนอกภายในเป็นธรรมะ2 ภายนอกหยาบ ก็ต้องรู้ก่อน แต่ถ้าไม่รู้ลำดับ สับสนเอาภายในมา ตีกินวุ่นวาย ขนาดภายนอกยังไม่รู้เป็นลำดับ ทำจริงพ้นจริงไม่ได้ จะไปไหนก็สับสนวกวน ไม่รู้แล้ว พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสยืนยัน ในความเป็นลำดับ ไม่ขลุกขลักตกหล่นตกบ่อ มันราบเรียบ ทำได้เท่าไหร่ มหัศจรรย์เท่านั้น มันหายากนะ แต่ถ้าได้ล่ะ สุดยอด ราบเรียบ ไม่ได้ไม่ขรุขระเลย เป็นนัตถิอุปมา เป็นการเปรียบเทียบที่สุดยอดเลย ไม่ใช่ไม่มีที่เปรียบเทียบ คนจะทำให้ราบเรียบ ดังนั้นไม่ได้ง่าย แต่ก็ต้องพยายาม สรุปแล้ว ธัมมชโย มิจฉาทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ เมืองไทยจะเลิกนับถือพุทธศาสนาไหม ก็ไม่เลิก ถ้าไม่เลิกแล้ว จะเอาเชื้อ ที่ทำลายศาสนาพุทธไหม สมมุติว่าธรรมกาย ธัมมชโยชนะ พุทธศาสนาจริงๆ จะเหลือไหม อาตมาว่า โพธิรักษ์ก็อยู่ยากนะ เพราะฉะนั้น ที่เหลือทั้งหลายแหล่ เอาสมเด็จช่วงลง แล้วเอาใครขึ้นมา จะไปเหลือหรือ แล้วคนพวกนี้ แก้แค้นอย่างเลือดเย็นด้วยนะอำมหิต คนฆ่าตัวตายนี้อำมหิตนะ คนเราจะไปรักใครเท่ากับรักตัวเอง เพราะฉะนั้น มันต้องสะสมความกล้า หรือเอาอะไรมากลบเกลื่อนจนกล้า หรือหลงโลกียะ จนตายแทนได้ เหมือนกรณีธรรมกายนี้ อำมหิตซับซ้อน ฆ่าตัวเองได้ ทั้งๆที่คนมันกลัวตาย ถ้าไม่หลงใหลอย่างหนัก หรือเห็นแก่ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขมาก ก็จะไม่ฆ่าตัวตาย พระพุทธเจ้าให้เรียนศีล สมาธิ ปัญญา อย่างมรรคองค์ 8 ถ้าเข้าใจมรรคองค์ 8 ไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ลัทธิใดไม่มีมรรคมีองค์ 8 ลัทธินั้นไม่มีโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ถ้ายุคใดไม่มีสัตบุรุษ จะเสื่อมมาก สัตบุรุษจะมาอธิบาย สิ่งที่ถูกต้อง ยุคไหนไม่มีสัตบุรุษ ศาสนจักรเสื่อมลง ไม่สามารถพัฒนาได้ มีแต่ชรตา ต้องมีสัตบุรุษ จึงจะทำให้ศาสนา กระเตื้องเจริญขึ้นไป เฮือกหนึ่ง อย่างอาตมานี่ ทำให้ศาสนาพุทธไปอีกครึ่งหนึ่ง จะอยู่ยาวไปอีกหน่อย ที่เหลือ เป็นของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น ถ้าไม่มีพวกคุณช่วยอีก ก็ไม่ถึง อาตมาคนเดียวก็ไม่ถึง ต้องช่วยกันหน่อย จริง มันต้องร่วมมือร่วมไม้ คำว่า มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี กัลยามิตโต กัลยาณสหาโย กัลยาณสัมปวังโก คือ สุริยเปยยาลสูตร ถ้าไม่มีสัตบุรุษเป็นมิตรดี ก็ไม่ได้ฟังธรรมบริบูรณ์ ถ้าคุณคบสัตบุรุษอย่างเสียไม่ได้ ก็ไม่ได้ฟังธรรมอย่างบริบูรณ์ ในอวิชชาสูตร 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรม ที่บริบูรณ์ . . 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคาย ให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะ บริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา ต้องทำใจในใจ ให้รู้เนกขัมสิตะ กับ เคหสิตะ แล้วทำให้เคหสิตเวทนา เป็นเนกขัมสิตเวทนาให้ได้หมด เดาเอาไม่ได้ ผู้มีจริง มีสภาวะจริง จึงอธิบายได้ ต้องมีจริงที่ถึงขั้น ถ้ายังไม่ถึงขั้น สยัง อภิญญา จะบกพร่องเยอะ าดอาตมา สยัง อภิญญา ยังมีตกหล่นเลย ไม่ใช่เรื่องธรรมดา คุณทำจริง กรรมก็บันทึกไว้หมด ไม่มีอะไรที่ทำให้ กรรมทำแล้วไม่เอา หรือแบ่งให้ใคร ขายให้ใครไม่ได้ 1. กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน) 2. กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาท รับมรดกของตน) 3. กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด) 4. กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, พันธุ์เทพ,พันธุ์มาร) 5. กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 581) พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน ให้จงไปแบบสบายเถิด ช้าๆก็ดี ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ใช่ไหม เป็นปปัญจารามตา เป็นความยินดีในความเนิ่นช้า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเลย คำสอนพระพุทธเจ้าสมบูรณ์แบบ ในทุกรูปแบบ แม้แต่ในพระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ อาตมาก็เห็นว่าสุดยอด ผู้ใดดูถูกพระไตรปิฎก โดยเฉพาะพระอภิธรรม ก็ไปไม่ออก เพราะพระอภิธรรม เป็นของพระพุทธเจ้า แต่ตนไม่มีภูมิธรรม ก็ตีทิ้ง ดูถูกดูแคลน ตนเองไม่เอา แล้วยังไปชักชวนคนอื่น ให้ดูถูกอีก ก็เป็นวิบากของคนที่พูด คนที่คิดเช่นนี้ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็เป็นวิบากซับซ้อน อาตมาไม่ได้ลงโทษนะ เป็นกรรมของท่านจริง เป็นสิ่งที่น่ากลัว 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ . . ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive