600828_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ นัยต่างกันของเอกัคคตาจิตกับเอกจิต.docx
เนื้อหาในไฟล์
โ 600828_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ นัยต่างกันของเอกัคคตาจิตกับเอกจิต
สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม 2560 ราชธานีอโศก เหลืออีกไม่กี่วันก็สิ้นเดือนสิงหาคมแล้ว เดือนกันยา ก็มาฟังกันใหม่ เดือนสิงหาผู้ต้องหาไม่อยู่ เดือนกันยา ก็คงจะไม่อยู่ มีผู้เปรียบเทียบ วันที่ 25 สิงหาที่ผ่านมา อดีตนายกรัฐมนตรีไทยไม่มารับฟังคำพิพากษา ที่เกาหลีใต้ อดีตประธานาธิบดีหญิงเกาหลีใต้ก็ถูกใส่กุญแจมือเดินเข้ารับฟังคำพิพากษา เขาบอกว่าเป็นความประมาทของเขา เป็นความผิดที่ไม่สามารถให้อภัยได้ ลองเปรียบเทียบกัน อันหนึ่งยอมรับผิดและขอโทษประชาชน อีกอันหนึ่งไม่ยอมรับผิดอะไรและหนีไปอย่างนั้น อันหนึ่งมีความจบความหยุด ยิ่งถ้าได้อ่านบทสัมภาษณ์ของอดีตรัฐมนตรีรักเกียรติ สุขธนะ บอกว่าชีวิตที่ต้องหนี เป็นชีวิตที่ประสาทจะกิน เดือดร้อนมาก ทุกข์ทรมานมาก แต่เมื่อถูกจับได้ชีวิตรอด โล่งเลย อยู่ในคุก ก็อ่านหนังสือธรรมะ ถูกพิพากษาให้จำคุก 15 ปี แต่อยู่ในคุกก็ได้ลดโทษลงเรื่อยๆ เขาบอกว่าเขาน่าจะได้รู้จักธรรมะก่อนหน้าที่จะทำผิด คนที่เข้าใจชีวิตก็จะมีตัวจบ แต่คนไม่เข้าใจชีวิตก็จบไม่ได้ อย่างที่ว่า พี่ชายคุณยิ่งลักษณ์บอกว่า ยอมให้น้องสาวติดคุกแม้แต่วันเดียวไม่ได้ ก็เป็นชีวิตที่ไม่รู้จักยอม เพราะไม่ได้พบธรรมะ ชีวิตจึงติดคุกตารางแต่คุกคงไม่ได้มีแต่ในลูกกรง ยังมีคุกภายใน มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และอัตตาที่ทำให้ จิตวิญญาณเราไม่มีอิสรเสรีภาพ คุณรักเกียรติว่า เพราะไม่มีศีลธรรม จึงเป็นบันไดทำให้ทำผิดกฎหมายได้ เราก็มาเรียนรู้ออกจากคุกภายใน ให้หัวใจเรา เป็นอิสระเสรีภาพ พ่อครูว่า...นำด้วย sms SMS วันที่ 25 สิงหาคม 2560
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ยุคเจโตและยุคปัญญาของประชาธิปไตยไทย _ 3867 สมัยรัฐป๋าเ
อ่านต่อ
ปรมตอนลุงจำลองเป็นเลขาธิการนายกฯและตอนลุงจำลองเป็นผู้ว่าฯกรุงฯก่อน พค.ทมิฬ35 ยุคนั้นบ้านเมืองสงบสุข!ลงใต้ร่มเย็น!ขึ้นเหนือสุขสันติ!ปชช.รักใคร่กลมเกลียว!ไม่มีแบ่งสี!ไม่แบ่งพวกแยกพ้อง!ไม่ยึดติดพรรคใด!ไม่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น! รัฐลุงตู่เขียวจะทำให้กรุงฯเหนืออีสานใต้ออกตกสงบสุขสันติคืนความร่มเย็นทุกภาคได้ไหม?ก็คงมีแต่ราษฎรใต้ร่มพระบารมีฯร่วมกับไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินคืนความสุขให้ปชช.ในชาติสัมประสิทธิ์สมประสงค์ได้จากใจจริงที่ทำจริงจัง! โลกกำลังเผชิญวิบากกรรมจากภัยธรรมชาติภัยน้ำมือมนุษย์แย่งชิงผลปย.อำนาจความเป็นใหญ่สงครามทำลายล้าง?ไทยรวมพลังตั้งมั่น!รวมกันเราอยู่! แยกกันเรามลาย! พ่อครูว่า... ตอนเป็นเลขาธิการนายกฯ คุณจำลองมียศเพียงพันเอก ซึ่งปกติแล้ว จะต้องเป็นพล.อ.ถึงได้เป็น คุณจำลองจึงเป็นคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่มียศพันเอก แต่ได้เป็นถึงเลขาธิการนายกฯ ยุคพล.อ.เปรม บริหารประเทศ 8 ปี อยู่ในความสงบเรียบร้อยดี เป็นความสงบระดับเจโต เป็นยุคที่พล.อ.เปรม แสดงความจริง ขอกล่าวเชิงความรู้ของอาตมา เชิงอจินไตยว่า ยุคพล.อ.เปรม แสดงยุคร่มเย็น ในการบริหารประเทศ โดยการใช้สมถะ สุภาพเรียบร้อย ไม่พูดมากไม่มีเรื่องอะไรก็กลับบ้านเถอะลูกมีเจตนามุ่งหมาย เพื่อประเทศชาติ ใครจะมีอะไรก็เป็นประเภทตบมือข้างเดียวเพราะเป็นเชิงเผด็จการในที และพล.อ.เปรมคุมทหารได้ดี แม้ในยุคนี้ ทหารยังยอมรับพลเอกเปรม คุณจำลองก็ทำงานตามฐานะ เป็นรูปธรรมยืนยันชัดเจน เท่าที่อาตมามองทั้งรูปและนาม มาถึงวันนี้แล้ว ตอนโน้นเจโต ตอนนี้มันปัญญาแล้ว มายุคทักษิณ เป็นความฉลาด แต่เป็นความฉลาดที่เลวร้ายมาก ยุคพล.อ.เปรม แสดงความฉลาดไม่ได้ เป็นยุคเจโต และต้องมีความตั้งใจดี ซื่อสัตย์สุจริตทุกอย่าง พอมาถึงยุคทักษิณ เป็นยุคที่กล่าวแล้วว่า ขอสำทับว่า ประเทศไทยเป็นตัวอย่าง ทั้งแง่สมถะและปัญญา แสดงออกซึ่งวาระที่ไม่ไกลมานี้ วาระเจโตผ่านไปแล้ว ตอนนี้เป็นวาระปัญญา ส่วนยุคทักษิณ ไม่ใช่ปัญญา แต่เป็นเฉโกที่เลวร้ายมาก จากนี้ไปจะเป็นยุคปัญญาแท้เกิดขึ้น ประชาธิปไตยของประชาชน คนไทยยังไม่ตื่นตัว ตอนนั้น ยังลิงลมอมข้าวพอง ยังไม่รู้เรื่องไม่ชัดเจน จนกระทั่งมาถึง ที่ในหลวง ทรงงานมา 70 ปี คนไทยก็ยังไม่ตื่นตัว มาตื่นตัวในตอนหลัง ในหลวงทรงงานต้องอย่างนี้หรือคือประชาธิปไตย ต้องทำอย่างไม่มีตัวตนอย่างนี้หรือ เป็นเรื่องที่ ตื่น คนไทยตื่น ปัญญาขึ้นมา เพราะฉะนั้นจึงชัดเจน ในหลวงชัดเจนมาก ปัญญาตื่นตัวมา ชาคริยะ ตื่นตัวมาชัดเจน เข้าใจ รู้ จึงเกิดลักษณะที่คงอยู่ เพราะฉะนั้นตอนนี้คนไทยตื่นหมดแล้ว คนไทยทั้งประเทศตื่นรู้ตัวหมดแล้ว การทำงานเชิงปัญญา เชิงประชาธิปไตยเป็นการทำงานเพื่อมวลประชาชนที่แท้จริง ขอให้พลเอกประยุทธ์ทำเต็มที่เลย มันจะต่างกัน พล.อ.เปรม เป็นเจโต เจโต นี้ทำงานช้าใช้พลังงานมาก แต่ตอนนี้ประชาชนจะทำงานร่วม ได้เร็วได้มากเลย เพราะถึงเวลาที่จะต้องทำงานให้แก่โลก อาตมามองตามภูมิว่า ไม่มีประเทศไหนในโลกที่จะตื่นตัวมี activity อย่างประเทศไทย ในเรื่องของการเมือง บทบาท กิริยา กรรม พฤติกรรมของการเมือง ในขณะนี้ประชาธิปไตย ส่วนสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ก็ไม่มีบทบาทอะไรเป็นที่ยอมรับ ประชาธิปไตยที่สะอาดบริสุทธิ์จริงใจ ประชาธิปไตยที่ทำเพื่อมวลชนอย่างบริสุทธิ์ จะมีสมรรถนะ มากเท่าใดๆ ก็เป็นเงื่อนไขหลัก มีสมรรถนะ ความรู้ ความสามารถ มีนักวิชาการที่มีความรู้ความสามารถก็ร่วมมือกันให้ดี ร่วมมือทำงานกับ พลเอกประยุทธ์ ให้ดี จะไปได้อย่างงดงาม
จากเฟซบุ๊ค สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน เจ้าคุณนรฯคือเจโตผู้บำเพ็ญธัมมานุสารี _ภัสราภรณ์ นิลโท · อยากรู้ค่ะว่า พ่อครูมีความเห็นอย่างไร เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติํธรรมของท่านเจ้าคุณนรฯ พ่อครูว่า... เจ้าคุณนรฯ เป็นสายเจโตที่พยายามหาปัญญาแต่ไม่มีมิตรดีสหายดี โดดเดี่ยวแล้วไม่มีใคร ขออภัย อาตมาก็ไม่โผล่ พออาตมาโผล่ เจ้าคุณนรฯ ก็เลยเสียชีวิตก่อน ดีนะ อาตมายังได้คุยกับเจ้าคุณนรฯ เลยได้รู้อะไรที่ลึกซึ้ง เจ้าคุณนรฯ ก็เป็น ผู้มาบำเพ็ญของเฉพาะตน อย่างจริงจัง เป็นเจโต ทางศรัทธา เต็มรูปและมีลักษณะปัญญา แสวงหาปัญญา และมีอัญญะ อัญญาแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในวาระที่ไม่มีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อม สัมปวังโก จึงไม่มีหมู่คณะอาจารย์เลย เป็นตัวอย่างที่โดดเดี่ยวมาก แต่เป็นผู้ที่จะเรียกว่าโพธิสัตว์ก็โพธิสัตว์ เป็นธัมมานุสารีแล้ว
_หินแสง ....ขอน้อมกราบแทบเท้าพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงครับ กระผมขอรายงานความเข้าใจของกระผมเรื่อง"อัญญะ"ครับ "อัญญะ" คือ การผุดเกิดของ"มโนวิญญาณโลกุตระ"ที่ได้หยั่งลงใน"จิต" ทำให้เกิด"ความรู้ความรู้สึก"แบบอื่น อันใหม่ขึ้น ที่แตกต่างไปจาก"ความรู้ความรู้สึก"เก่าๆ เดิมๆที่เคยผ่านมา เป็น"จิตวิญญาณโลกุตระ"ตัวแรก ที่จะเริ่มพัฒนาต่อยอดต่อภูมิเชื่อมต่อกับคำสอนทฤษฏีของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ได้อย่างน่าอัศจรรย์
"อัญญะ"นี้เป็น"ต้นเชื้อDNAโลกุตระ"ที่จะพัฒนา"ความรู้ความเฉลียวฉลาด"นี้ต่อไป จนเกิดประสิทธิภาพขั้น"สัมประสิทธิ์" คือสามารถแสดงจาก"นามธรรม"ออกมาเป็น"รูปธรรม" เป็น"กายวิญญัติ วจีวิญญัติ"
"อัญญะ"นี้เป็น"ความฉลาดโลกุตระ"แรกที่ต่างไปจาก"ความฉลาดเก่าๆเดิมๆแบบโลกียะ" ชนิดกลับขั้ว"ทวนกระแส" สวนทางกันคนละทิศ คนละทาง คนละโลกอย่าง 180 องศา "อัญญะ"นี้จึงไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นกับคนที่ยังเป็น"ปุถุชน"เป็น"โลกียชน" จะเกิดขึ้นเฉพาะกับ "อาริยชน"หรือ"โลกุตรชน"เท่านั้น
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ต้องมีปริยัติแต่เน้นที่ปฏิบัติ Kor Chobtang แล้วทำไมต้องมีการแยกเป็นคู่ๆ เป็น ... ปัตติมรรค กับ .... ปัตติผล มรรค กับ ผล มีความเหมือน และ แตกต่างกันอย่างไร ในกรณีนี้ พ่อครูว่า...ธรรมะพระพุทธเจ้า ถ้ามีตั้งแต่ 2 เป็นต้นไปไม่มีอะไรเหมือนกัน จึงต้องตรวจตั้งแต่ หยาบใหญ่ให้รู้ได้แล้ว พยายามรู้ความต่างกัน เมื่อต่างกัน ต้องมีอะไรดีและไม่ดี อะไรถูกอะไรผิด อะไรควรแล้วไม่ควร เราก็เลือกเอาความควร ไม่ต้องไปพูดคู่ที่หยาบ เพราะฉะนั้นต้องใช้ 2 เสมอ เพื่อปฏิบัติ คนใดที่ดันแต่หนึ่งไม่เอาสอง คนนี้ปล่อยเขาไป คนนี้ไม่มีทางเจริญ จมดิ่ง ไม่มีปรโตโฆษะ ติดกับอันนั้นตลอดกาล ถ้าเขาเจริญก็เจริญไปแล้ว คนที่เจริญทางปริยัติ แต่ไม่รู้สภาวะไม่รู้ปฏิบัติ อย่างอาตมานี่พาทำทั้งปริยัติและปฏิบัติ แต่เน้นปฏิบัติมากกว่าปริยัติ คนที่หลงว่ารู้กว่าอาตมา อาตมาไม่เคยบอกว่าเลยว่า ปริยัติ อาตมาเก่งกว่า อาตมาไม่เก่งปริยัติไม่ใช่ learned man เราเป็นคนใช้สภาวะสร้างความเป็นจริงเป็นหลัก ผู้ที่ยึดติดภาษา บัญญัติ ไม่มีปรโตโฆษะก็จะจมอย่างนั้น แค่สัมมาทิฏฐิ จะมี ปรโตโฆษะ กับโยนิโสมนสิการ จะทำใจในใจอย่างไร ศีล สมาธิ ปัญญา จะทำอย่างไร ก็ไม่งมคลำกับอันเก่า ต่อให้คุณพอรู้ปริยัติ ที่อาตมาพูดบ้าง แต่ถ้าไม่ตามปฏิบัติ ได้แต่รู้มาก เต็มหูเต็มหัว และที่เต็มหูเต็มหัว อาตมาอธิบายแยกแยะไป หรือบางอย่างคุณรู้มากกว่าอาตมา อาตมายังไม่ได้ไปถึงไม่ได้แยกแยะ ก็นึกว่าตนรู้มาก จริง รู้มากหัวโตเลย อาตมาหัวลีบ สรุปแล้วต้องมีธรรมะ 2 ไม่ต้องตะกละ ทำให้เป็นหนึ่งไปเรื่อยๆ ก็จะเจริญสั่งสมไปตามลำดับเท่าที่ทำได้
_ลอย แคนาดา ขออนุญาตเรียนถามพ่อครูว่า ตามความรู้พื้นฐาน สังขาร ที่เป็นการปรุงแต่ง เกิดก่อนเวทนาแต่การที่สังขาร เกิดขึ้นตามเจตนาบางชนิด เช่น ความชอบใจต่ออารมณ์นั้น (ต่อเวทนานั้น) แสดงว่า เวทนา ทำให้เกิดสังขาร ที่ในแบบหนึ่ง ที่มีทั้งกิเลส และปัญญา ใช่หรือไม่ครับ พ่อครูว่า...สังขารธรรมดาเป็นโลกียะ สังขารอีกอย่างเป็นอภิสังขาร พวกสังขารโลก ก็จะยินดีที่ได้ปรุงแต่งสำเร็จตามโลกโลกียะ ส่วนโลกุตระก็มีอุปกิเลสซ้อนได้ มีปีติ อย่าให้สูงจนอุพเพงคาปีติ จะร้อนจะเวอร์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อจินไตยทำไมบางสมัยมีพระพุทธเจ้า _จางคลาย จากการฟังธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับยุคของพระพุทธเจ้าสมณะโคดม ซึ่งมีอายุทั้งสิ้น 5 พันปี หลังจากนั้นจะมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่อุบัติขึ้น และก่อนหน้ายุคของพระพุทธเจ้าสมณะโคดมก็เคยมียุคของพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ มาก่อนแล้ว ผมเข้าใจว่าสัจจะความจริงของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทุกยุคสมัยนั้นตรงกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ใช่มั้ยครับ? แต่โลกนั้นแปรเปลี่ยนอยู่เสมอ เปลี่ยนไปตามกาล ตามยุคสมัย การเปลี่ยนแปลงของโลกดำเนินไปอย่างช้าบ้าง เร็วบ้าง แล้วแต่ช่วงแห่งกาลสมัย ทำให้ยุคของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มีความเสื่อมไปตามเหตุแห่งยุคสมัย หรือจะเรียกว่าศาสนาเสื่อมก็ได้ แต่สัจธรรมนั้นเที่ยงแท้แน่นอนไม่มีเสื่อม ใช่มั้ยครับ? เพียงแต่ว่าสัจธรรมที่พูดกันตามคำสอนของพระสมณะโคดม ตามพยัญชนะในยุคพุทธกาลนั้น ยังเป็นที่เข้าใจได้ง่ายสำหรับคนในยุคเดียวกันหรือยุคใกล้ ๆ ที่สืบต่อมา แต่เมื่อผ่านกาลยุคสมัยมาไกลถึง 2600 ปี ภาษาและพยัญชนะเดิมนั้นได้กลายเป็นสื่อกลางที่เข้าใจได้ยากขึ้นสำหรับคนในยุคนี้ และคงจะเข้าใจได้ยากยิ่งขึ้นไปอีกในยุคต่อ ๆ ไป จนถึงสิ้นยุคศาสนาของพระสมณะโคดม ก็อาจจะเสื่อมจนแทบไม่เหลือใครที่พอจะเข้าใจได้อีกแล้ว จึงถึงคราวที่ต้องมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่อุบัติขึ้น เพื่อสร้างคำสอน บัญญัติ หรือสื่อกลางที่จะเป็นเครื่องมือถ่ายทอดสัจธรรมหนึ่งเดียวของจักรวาลให้มนุษย์ได้เรียนรู้กันต่อไป อันนี้ผมคิดตามความเข้าใจของผมเองนะครับ หากผมเข้าใจผิด ขอนมัสการพ่อครูช่วยอธิบายแก้ไขให้ด้วยครับ หรือช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้เข้าใจถึงยุคสมัยของศาสนาและความจริงแท้ของสัจธรรมด้วยครับ พ่อครูว่า...โลกุตระนั้นไม่มีสิทธิ์ที่ปุถุชนจะรู้เอง พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ถือว่าเป็นธรรมสามีเป็นเจ้าของธรรมะ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 จะไปบอกว่าเป็นเจ้าของธรรมะยังไม่ได้ ยังไม่อยู่ในฐานะสุดยอด เพราะฉะนั้น ธรรมสามีคือพระพุทธเจ้าเท่านั้น ในยุคนี้อาตมาเจอคนหนึ่ง ตอนอาตมาเริ่มปฏิบัติธรรม เขาใช้นามปากกาว่า ธรรมสามี คำว่า ธรรมสามี คนอื่นไม่มีสิทธิ์ใช้ เขาก็เลยได้รับวิบาก คำว่าธรรมกายก็ไม่ควรใช้ คำว่าธรรมสามีก็ไม่ควรใช้ ขี้กลากกินหัว ไม่ดี ภัทรกัปป์นี้ มีพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ แล้วจะมีพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป ที่ถามมานี้ อาตมาจับความได้ว่า หากศาสนาพุทธจะหมดลง ก็จะมีพระพุทธเจ้าองค์ต่อมา มาสืบทอดต่อเลย บางกัปป์ บางยุคเป็นได้ เช่นในภัทรกัปป์ เมื่อพระพุทธเจ้าองค์นี้จบ องค์ต่อไปก็ต่อมา ท่านก็ยังไม่ได้บอกว่าชื่ออะไร ก็มีคนเดาว่า เป็นพระอชิตะ บางคนก็เดาว่าพระกัสสปะ ก็เดาทั้งคู่ แต่เพราะพระพุทธเจ้าสมณโคดม นี้ไม่สอนใบ้ไม้ทั้งป่า ท่านก็เลยไม่ตรัสอันนี้ ท่านก็เลยตรัสแต่ว่า ก็จะมีผู้m เราเก่งกว่าเรา ที่จริงเป็นโวหาร เป็นสมมุติสัจจะ ประวัติพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เก่งเท่ากัน เช่น พระพุทธเจ้าศรีอริยเมตไตรย เป็นตำแหน่ง ที่จะมาเกิดในครั้งหน้าเป็นองค์ต่อไป ที่จะมาต่อยุคพระสมณโคดม พระสมณโคดมเป็นยุคที่น้อยที่สุดแล้ว แล้วก็จะสิ้น เมื่อจบสิ้นน้อยที่สุดแล้วก็กลียุค กลียุคนี้โลกจะฉิบหายวายป่วง ต้องการรักษาทั้งผืนแผ่นดิน มวลมนุษยชาติ เซลล์เชื้อชีวะ จึงใช้เวลายาวนาน ศาสนาพุทธในยุคนี้ ของพระสมณโคดมจบลง จะทิ้งระยะพุทธันดรนานกว่าจะสะสมอะไรต่อไป ในโลกยุคนี้แหละเพราะว่าโลกยุคนี้ยังไม่แตกง่าย อีกนานกว่าจะมีพระพุทธเจ้ามาเกิด พระพุทธเจ้ามาเกิด จะเกิดได้สองนัย นัยหนึ่ง พระพุทธเจ้ามาเกิดเพราะสมควรจะเกิดแล้ว อีกนัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าเกิดมาเสวยผล แต่นัยที่พระพุทธเจ้าต้องมาเกิดนั้น อย่างยุคนี้ เกิดมาเสียของ ต้องให้โพธิสัตว์มาเกิด อาตมานี่แหละ ไม่ค่อยจะมีความครบพร้อมเท่าไหร่ ขาดๆวิ่นๆมาเกิด จึงจะเหมาะสม แต่ก็จะได้ประโยชน์เท่าที่ควรจะได้ อย่างพวกคุณได้ ซึ่งอาตมาอธิบายไม่เก่ง มีนัยลึกซึ้งกว่านี้ แต่รู้ว่าอธิบายยังไม่ครบบริบูรณ์ สรุปแล้ว พระศรีอาริยเมตไตรยจะทิ้งช่วงยุคพุทธันดรไปอีกนาน ไม่รู้ตัวเลข แต่นานเป็นแสน เป็นล้านปีกว่าจะมีศาสนาพุทธเกิดขึ้นมาใหม่ ในกลียุค เดือนร้อนจริง ก็จะมีพระโพธิสัตว์เกิดมาเพื่อศึกษา แต่ท่านช่วยคนอื่นไม่ได้ รักษาตัวเองให้รอดจากลียุคไฟไหม้โลก ก็ต้องมาฝึกที่จะสู้กับไฟนรก ต้องมาสัมผัสของจริง เดาเอาไม่ได้ จินตนาการไม่ได้ อตักกาวจรา ก็เป็นหน้าที่ อาตมาต้องถึงขนาดนั้นหรือไม่ ในยุคที่จับยอดหญ้าก็เป็นดาบ ฆ่ากันอย่างแหลกราญ เป็นสำนวนโบราณ แต่สมัยนี้มันยิ่งกว่าดิจิตอลเป็นนาโนแล้ว ยิ่งกว่าหนังกำลังภายใน ยิ่งกว่าเด็ดหญ้ามาเป็นดาบได้ อธิบายตามยุค
_กูรู อุลตร้าแมน ขอกราบพ่อท่านด้วยความเคารพ มาถึงปีนี้ ผมขอฝึกเป็นอรรถกถาจารย์ต่อหน้าพ่อท่านสักครั้งนะครับ เผื่อจะมีประโยชน์สำหรับผู้เอาใจใส่ศึกษา ว่าด้วยเรื่อง สองลำดับสุดท้ายก่อนจะเป็นผู้หมดบุญ ในขั้น "รูป" ก็คือ วิธีการให้เป็นผู้หมดบุญนั้น ก็จะไปกองกระจุกกันเป็นคอขวด อยู่สองขั้นสุดท้าย คือ สัมมาสติ และส่งไปยัง สัมมาสมาธิ เมื่อทุกๆ มรรค จะทำการสังขาร (ทิฐิ วายามะ สติ สังขารไปกับ มโน วจี กายกรรม อาชีวะ) เป็นปุญญาภิสังขาร ลงไปที่ไหน ก็ลงไปกองกันที่คอขวด คือ สัมมาสติ แล้วสัมมาสติที่คอขวดนี้ ก็ยังไม่ใช่สติที่บริสุทธิ์ดีนัก จนกว่า สติจะพาสิ่งที่สัมมาทั้งหลายสั่งสมลงเป็น สมาธิ เกิดฌาน 1 2 3 4 ผลสุดท้ายแล้ว การได้ฌานที่ 4 ก็พ้นสุข พ้นทุกข์ เพราะเหตุมาจาก "รูปต่างๆ ในโลก" คือ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสของโลก จะเกิดอานิสงส์เจาะจงลงไปที่ สติ จึงมีสติบริสุทธิ์ด้วยอุเบกขาอยู่
จะเห็นว่า สัมมาสติ ที่คอขวด พาไหลลงสู่ปากขวดเป็นสัมมาสมาธิ คือได้อุเบกขาที่ฌานอันดับที่4 แล้วความน่าน่าอัศจรรย์ก็มีให้รู้ตรงที่ ก็สัมมาสมาธินั่นแหละ เป็นเหตุให้สติ บริสุทธิ์อยู่ (มรรคที่7 ก่อเกิดมรรคที่8 แล้วมรรคที่8 ก็ย้อนกลับไปสร้างอานิสงส์ให้แก่มรรคที่ 7)
ดังนั้น สติที่บริสุทธิ์แล้วนี่แหละ ที่จะเป็นยาดำไปในทุกๆ เรื่อง คือ เมื่อหมดบุญที่จะชำระ เรื่องรูป แล้ว ก็ใช้สติที่บริสุทธิ์แล้วนี้แหละ ไปตรวจเรื่อง ความสะอาดหมดจดเรื่องบุญ หมดงานแล้วในเรื่องรูป
แม้จะย้อนกลับไปหา การปรุงแต่งวจีสังขารอีก ว่า อะไรน่าพูด ไม่น่าพูด ก็สติที่บริสุทธิ์แล้วนี่แหละครับ ที่จะมีอำนาจ เป็นฝ่ายประสานงานนำหน้าปัญญาไปหา การปรุงแต่ง ใดๆ ในล้านๆ เรื่องแห่งการสังขาร
มีเท่านี้แหละครับ ว่า สติบริสุทธิ์ที่ได้มาจากฌานที่4 แล้วเท่านั้น จึงจะมีสติรู้ดีว่า หมดบุญแล้ว เรื่องรูป จบโดยทำรูปฌาน หมดบุญแล้วเรื่องรูป
ยังเหลือแต่ต้องไปชำระในขั้นละเอียดกว่ารูป ก็คือ ล้างสัญญา ในรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา ก็อาศัยสติที่บริสุทธิ์นี้อีกนั่นแหละ ที่จะพาวนกลับไปปฏิบัติกับการเปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย อีก แต่มันไม่เหมือนเดิม เพราะ รอบนี้ จะล้างสัญญาม ไม่ใช่ล้างรูป
ขอสรุปว่า สติที่บริสุทธิ์แล้วเท่านั้น จึงจะเป็นสติที่มีอำนาจ จะยืดจะหด จะถ่วง จะอืด จะทน ยังไงๆ ก็มีอำนาจที่จะใช้ทำการปรุงแต่ง อย่างมีวสี คือ มี เจโตวสิปัตโต / จบข่าวครับ พ่อครูว่า...ปฏินิสัคคะ ทวนไปทวนมา แล้วจึงมี ปฏิปัสสัทธิ คือไม่มีนิ แล้ว มี Action reaction อยู่ในโลกแต่อยู่เหนือ แทงทะลุหมดเลยเป็นปฏิเวธ สมบูรณ์แบบ
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน สัปปุริสธรรมของผู้น้อย อาตมาก็ใช้สัปปุริสธรรม 7 เลือกเฟ้นองค์ประกอบทำงาน อาตมาทำขนาดนี้ดูแรงต้องแรง ถ้าไม่แรงขนาดนี้ อาตมาข่มริปูไม่อยู่ ที่แรงขนาดนี้ ข่มริปูอยู่ อาตมาเคยยกตัวอย่างหลายครั้ง เหมือนหมาน้อย ถูกหมาใหญ่ขย้ำ หมาน้อยร้องเสียงดัง ดังไว้นะ แยกเขี้ยวด้วย กันไม่ให้หมาใหญ่ทำ ฉันเดียวกัน อาตมาก็ต้องกันไม่ให้หมาใหญ่ทำ แต่มีเขี้ยวแล้วมีพิษนะ ถ้าไม่งั้นหมาใหญ่คะนองนะ อาตมาต้องพูดนี้ไม่ได้พูดธรรมดานะ เขี้ยวอาตมามีธรรมฤทธิ์ อาตมาพูดเหมือนอวดอ้างตนเอง อวดอ้างอโศกคือหมาน้อยร้องส่งพิษ ธรรมฤทธิ์กันไม่ให้เขามาทำ ก็เราทำดีเสียสละต่อสังคมไหม เราออกไปประท้วงจนชนะ แม้เขาจะไม่เชื่อก็ตาม แต่มีคนเข้าใจเลยว่ากองทัพธรรมออกไปจึงเป็นผลสำเร็จ ไม่เกิดความรุนแรง คุณประยุทธ์จึงได้บอกว่าผมขอยึดอำนาจได้สบาย เพราะทุกอย่างพร้อม นี่คือสัจจะที่เป็นจริง อาตมายืนยัน เห็นว่าทุกอย่างลงตัวมันเป็นไปได้ มีเท่านี้แหละครับ
SMS วันที่ 27 สิงหาคม 2560 (วิถีอาริยธรรม)
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน โรคไบโพล่าที่น่ากลัวที่สุด 3867ความอยุติธรรมใช้กฎหมายมิชอบสะท้อนผลวิบากกรรม!ความยุติธรรมใช้กฎหมายชอบธรรมประจักษ์ผลกฎแห่งกรรม(กัมมัสสกตาสัทธา)! พ่อครูว่า...กรณียิ่งลักษณ์ เกิดมาเป็นคณะ ตั้งแต่ทักษิณ จนเขาตั้งเป็นระบอบทักษิณ เป็นความซับซ้อนที่ยิ่งยอดยิ่งเยี่ยมก็เลยยิ่งยากที่จะปราบ และแก้ไข ผู้รู้ก็เลยว่ายิ่งน่าเหยียด น่าหยาม น่าแหยง น่าเหยียบย่ำ เพราะเขาสร้างรูปธรรมที่หลอกคนเป็นตระกูลเดียวกันแนวคิดเดียวกัน เลือดสุพรรณไปด้วยกันมาด้วยกัน ก็ก็ยกยิ่งยอดยิ่งเยี่ยม ก็เลยแก้ปัญหายิ่งยาก นี่ก็ยังไม่เสร็จไม่จบนะ เขาถือว่า สงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร มันก็ยิ่งยอดเยี่ยมเหยอะหยะ จึงจำเป็นต้องน่าย้ำ เอามาอธิบายกันให้คนรู้ มันเป็นรูปธรรม อจินไตย เขาจึงได้ฉายาเหลี่ยม ไม่รู้กี่เหลี่ยม ถ้าเป็นเหลี่ยมของเพชรแพรวพราว แต่นี่ก็เป็นความแพรวพราวที่น่ากลัว จนคนรู้ไม่ทัน นี่เป็นเรื่องทางโลกทางการเมือง ส่วนทางศาสนา ธัมมชโย เป็นเหลี่ยมทางธรรม อธิบายได้ยากมากกว่า ทักษิณ ทางโลก การเมืองนี้ก็คือที่เป็นตัวอย่างในสังคมยุคนี้ก็มียิ่งลักษณ์ทักษิณ ยิ่งลักษณ์มีลักษณะที่เป็น bipolar มนุษย์สองเหลี่ยม เขาไม่ใช่เหลี่ยมมาก แต่เร็วมาก ที่กลับไปกลับมานี้นับเหลี่ยมไม่ได้เลย เกือบกลม เขาพลิกไปมาสองเหลี่ยมเร็วมากจนคนไม่รู้ นึกว่ากลม นี่ล่ะ bipolar ที่ไร้เหลี่ยม แกแสดงออกจนวินาทีสุดท้ายว่าแกไม่ผิดๆ ขนาดคนในก็ไม่รู้ นึกว่าถูกแท้นะนี่ อกหักอกพังยังคิดไม่ถึง ไปยืนออกันหน้าศาลเลย เช่นคุณเต้น แม้แต่คนใกล้ชิดเขาก็ยังไม่แพร่งพรายยังปิดบังว่าเขาถูก แน่ใจว่าตนเองผิดก็เลยหนี หากแน่ใจว่าตนไม่ผิดจะหนีทำไม ถ้าแน่ใจว่าตนเองไม่ผิดจะหนีทำไม เหมือนโพธิรักษ์ไม่ถอยแม้ก้าวเดียว ไม่ลงใต้ดินแม้ครึ่งเมล็ดงา นี่มันน่ากลัวที่สุดเป็นมนุษย์ bipolar ที่น่ากลัวที่สุด คำว่าประชานิยมก็ดี คำว่าประชาธิปไตยก็ดี คนที่อยู่ในฝั่งของพรรคเพื่อไทย ฝ่ายทักษิณ เขาเชื่อว่าเขาเป็นประชาธิปไตยที่ดีที่สุดที่แท้จริง จริงๆนะ เท่าที่เขามีปัญญา ไม่ใช่ปัญญาแต่เฉกา เท่าที่เขามีความเฉลียวฉลาดว่าเขาเชื่อว่ามีประชาธิปไตยอย่างนั้นดีที่สุด เขาออกจากกรอบโลกียะไม่ได้ เป็นประชาธิปไตยโลกียะ ทำได้สูงสุดแค่นี้ เหลี่ยมคูของทักษิณ โดยเฉพาะโดนัลด์ ทรัมป์ ห่างโยชน์เลย เรื่องการแสดงออกว่า เป็นประชาธิปไตยซับซ้อน เอาความดีมาล่อ ทำอย่างใครก็รู้ว่าโธ่เอ๊ย หยาบอย่างนี้ไม่ทำหรอก แต่นี่ทำแบบดูดีทั้งนั้น สวยสดงดงามเยี่ยมยอดทั้งนั้น ขนาดปู้ยี่ปู้ยำประเทศชาติ กว่าจะกอบกู้ขึ้นมาไม่ใช่เล่นเลย ขนาดนั้นประชาชนคนไทยยังบอกว่า ประยุทธ์ ทำนี่เศรษฐกิจไม่ขึ้นเลย คนไปลงโทษคน ปู้ยี่ปู้ย้ำ แล้วเมืองไทยรวยขนาดไหนเชียว เอาไปทำลายผลาญขนาดนี้ กว่าจะเก็บเล็กผสมน้อยขึ้นมาได้ ไม่เห็นใจกันบ้างเลย กอบกู้ขึ้นมาได้ขนาดนี้ อาตมาว่าดีมากแล้ว ต้องรักษาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นมาและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองด้วยมันง่ายที่ไหน คำว่าประชาธิปไตยที่เขาเอามาขายมาเปิดเผย โดยใช้ประชานิยม เป็นตัวอวดอ้าง เป็นตัวสินค้าขาย เพื่อสร้างประชาธิปไตยของเขา เป็นประชาธิปไตยที่หลอก หมุนรอบเชิงซ้อน สนิท ใช้เพียง 2 เหลี่ยม แต่ที่จริง นับเหลี่ยมไม่ถ้วนเลย ทางด้านธัมมชโยธรรมกาย ยิ่งยาก มันละเอียดสุขุม งาม ซับซ้อน ไม่มีคำอธิบายด้วย คุณเอาอโศกไปศึกษาเทียบกับธรรมกาย จะเห็นนัยยะซับซ้อนอย่างตรงกันข้ามชัดเจน ไม่ต้องเอาอะไรอย่างการพูดจาระหว่างโพธิรักษ์กับธัมมชโย หรือหน้าผ่องต่างกันเลย สินค้า คำว่า ประชาธิปไตยเป็นสินค้า คำว่าธรรมะ ระดับพระพุทธเจ้า ระดับสวรรค์ เขาเอานิพพานไปแปะกับสวรรค์ไม่รู้กี่เฟส คนรู้ไม่ทัน เพราะหยาบมากโง่มากก็ไม่ทันเขา แต่อาตมาเชื่อว่า พุทธศาสนิกชนคนไทย 95% ในประเทศไทย เขาไม่ใช่จำนวนมาก ธัมมชโย แต่เขาเก่งที่ไปเอาเถรสมาคมเป็นพวกได้ จึงเกิดน้ำหนักทำให้คนยอมรับนับถือ เพราะคนต้องยอมรับนับถือเถรสมาคม เพราะเป็นกระแสหลักของประเทศ มันก็ต้องใช้ ูดเถอะ จะให้อาตมาโพธิรักษ์ เข้าไปบริหารศาสนาพุทธตอนนี้ทำไม่ได้ อย่างไรก็ไม่รับ ทำไม่ได้ ต้องอาศัยท่านที่ทำนี่แหละ ขณะนี้เหมาะสมที่สุดเลย เถรสมาคมบริหารไป ขอให้จริงใจกับธรรมะพระพุทธเจ้า อย่าอคติ ปรโตโฆษะบ้าง ศึกษาให้ดี ประคองไปถือว่าใช้ได้ โดยเฉพาะเดรัจฉานวิชา ให้เลิกเสียมันเป็นอบายมุขของศาสนาอย่างยิ่ง ในมหาศีลเอามหาศีลไปทำ ถ้าเถรสมาคมเลิกรดน้ำมนต์ เลิกจุดธูปเทียนบูชาไฟ สวดมนต์ก็เพลาลงบ้าง จะเป็นราชพิธีก็ต้องทำ แต่อย่าทำแบบ สวดมนต์ล้านเที่ยวแล้วไม่ต้องให้ติดคุกไม่ต้องถูกจับ อย่างที่ธรรมกายเขาเอาไป ให้เลิกได้เลย ในสังคมยุคภัทรกัป ปลายนี้ สังคมมนุษย์ยิ่งเป็นความซับซ้อน ของผู้ที่ใช้สภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ที่จะใช้แง่ดีงาม เหมาะสมกับยุค ที่จะเอามาหลอกล่อ ทำให้คนเข้าใจผิด เชื่อถือ เขาก็เอามาทำเท่าที่เขาทำกันได้
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน เอกัคคตาจิตกับเอกจิตนั้นต่างกัน เมื่อกี้นี้ พูดกับคนที่บอกว่า สมาธินี้ ทำให้เกิดฌาน 4 จะเกิดเอกัคคตาจิต คือจิตที่เป็นหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ เลิศยอด เป็นหนึ่งอย่างวิเศษจริงๆ คนหลงผิด มิจฉาทิฏฐิ เข้าใจเอกัคคตา หรือสมาธิ อย่างมิจฉาสมาธิ เขาก็ได้เอกัคคตาจิต แต่ความเป็นหนึ่งของจิตเหมือนกัน จิตที่สำเร็จความเป็นหนึ่งของจิตอย่างวิธีสะกดจิตหลับตา ก็มีอีกเยอะเลย แต่นี้เขาไม่ปรโตโฆษะ เขาเชื่อมั่น นั่งหลับตาสะกดจิตไม่คิดไม่นึก ให้สงบลงไป สำรวมให้เป็นหนึ่ง เรียกว่าสมถะซึ่งไม่ใช่แบบพุทธเลย เป็นวิธีสากล ยังทำกันอยู่ตลอดที่ไหนก็มี นั่งหลับตาสะกดจิตนี้มีอยู่ตลอดกาลนาน ไม่มีขาดเว้นในโลก ในกัปป์ทุกกัปป์ อาศัยได้อย่างยุคพุทธก็อาศัยได้ ผู้ที่อาศัยมากก็มีผู้ที่อาศัยน้อยก็มี อย่างอาตมาไม่ต้องอาศัย ที่จริงควรใช้บ้าง หมอก็มาบอกว่าอาตมาธาตุไฟเยอะไป การนั่งสะกดจิตหลับตาไม่ใช่ของพุทธ ไม่ใช่ของสากล ทำได้ตลอดกาลเป็นแบบสามัญ พื้นๆ เพ่งกสิณ ทำสมาธิ แบบ Meditation ไม่ต้องอาศัยพระพุทธเจ้าสอน ไม่ต้องเรียน นั่งหลับตาสะกดจิตก็เป็นได้เอง โดยไม่ต้องมี ธรรมะสามี ทุกคนเป็นเอง นั่งหลับตาสะกดจิตอย่างไรก็ ทำได้ จิตเป็นหนึ่งอย่างนี้ไม่ต้องมีอาจารย์สอนก็ได้ สมาธิ ที่มีจิตเป็นหนึ่งเอกจิต จิตเป็นหนึ่งจริง แต่ไม่กระดุกกระดิกอะไรเลย ดีไม่ดี นิ่งดำ แล้วหลงความดำเป็นสุภะ เป็นสิ่งน่าได้น่าเป็น เรียกว่าสุภกิณหา ไม่รู้อะไรเลย แข็งเป็นพรหมลูกฟัก คือรูปพรหม เหมือนลูกฟังกลิ้งไปได้เลย คือแข็งจริงๆเลย นั่งขัดสม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive