601231_ทวช.งานเพื่อฟ้าดิน เพื่อฟ้าดิน สร้างคนจนสุขสำราญฯ ตอน3.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์358 KB
วันที่แก้ไข22 กุมภาพันธ์ 2568

เนื้อหาในไฟล์

601231_ทำวัตรเช้า งานเพื่อฟ้าดิน สร้างคนจนสุขสำราญฯ ตอน3

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน อโศกกับพัฒนาการสามเส้า เศรษฐกิจการเมืองสังคม พ่อครูว่า... วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2560 ที่บวรราชธานีอโศก เรากำลังอยู่ในช่วงปีเก่า ที่กำลังจะผ่านสู่ปีใหม่ ปีใหม่จะมีอะไร เรื่องที่จะพูดกันพอสมควรเลย ปี 2561 นี้ สำหรับอาตมา มีความหมายนะ คนอื่นจะรู้สึกยังไงก็แล้วแต่ใคร จะใครของแต่ละคน มีสิ่งที่เกี่ยวข้อง จัดการสัมพันธ์ มีวิบากร่วม จะสังขารปรุงแต่ง ตามสัจธรรม ธรรมชาติ จริงๆก็คือ ผู้ที่มีปัญญา มีธรรมชาติ พลังงานของตน ที่มีทั้งสติ และปัญญา สติเป็นใหญ่ เป็นอำนาจคลุม และก็มี ปัญญาเป็นอุตระ สติเป็นอธิปไตย เป็นอำนาจ เป็นแรง เรียกโดยรูปนาม เรียกโดย อีกภาษาหนึ่ง สติเป็นบวก ปัญญาเป็นลบ ความหมายของคำว่า สติ เป็นความรู้ตัวทั่วพร้อม ทั้งหมด ส่วน ปัญญา เป็น ตัวจัดการ จำแนก แจกจัด สติเป็นตัวรวมอะไรๆเอาไว้หมด รู้รวม รู้รอบ ปัญญารู้ฉลาด รายละเอียด และปัญญานี้มีพลัง รวมทั้งอธิปไตย ความอยู่เหนือ ปัญญา มีพลัง อัญญะ อัญญา เป็นฌาน สามารถที่จะทำลาย จัดการได้ สามารถที่จะสร้าง หรือทำลายไปในตัว เป็นทั้งอำนาจสร้าง หรือทำลาย ในยุคนี้ เป็นกาละที่ทำให้เกิดความสมบูรณ์ คนที่สามารถรู้ได้ เข้าใจได้ สร้างได้ และเอาพลังงานนั้น มาใช้อย่างพวกเรา เป็นต้น สามารถจะเอาพลังงาน มาทำ มาสร้าง ในตัวเรา สามารถกำหนด มีสติปัญญา มีอำนาจ มีอธิปไตย แล้วมีตัวรู้ รู้ได้เกินกว่า มนุษย์โลกีย์ เป็นมนุษย์โลกุตระ และก็มีพลังที่สามารถเอาพลังงานที่เป็นนามธรรม โดยเฉพาะของตนเอง เอามารวมแล้ว จัดการสร้าง เหมือนทางโลกีย์ สามารถเอาพลังงาน ความรู้ พลังงานประดามีในโลก ซึ่งเป็นพลังงานนอกตัว ไม่ใช่พลังงานตัวเอง ทางฟิสิกส์ เอามาทำงา

อ่านต่อ

น ทำปรมาณู หรือพลังงานอำนาจ ที่คนอื่นเอาไปใช้ ทำการแยกแยะ การกระจาย แยกแยะ และรวม อย่างเช่นพลังงานที่เป็นโทรทัศน์ ส่งภาพ และเสียงไป มีทั้งที่แผ่กระจาย และรวม ไม่ใช่เอาแต่ระเบิด ระเบิดก็คือ กระจาย รวมก็คือ แม่เหล็ก ดูด ง่ายๆ คือพลังงานแม่เหล็ก กับพลังงานไฟฟ้า หรือพลังงานของธาตุ เป็นพลังงานลมกับไฟ เริ่มต้น หยาบๆ เรียกพลังงานลม พลังงานไฟ พลังงานจิตนั้น เร็วกว่าแสง จึงละเอียด แรงเร็ว เป็นมุทุภูตธาตุ ได้ละเอียดลออมาก อาตมาพยายาม ใช้พยัญชนะ ภาษา มาจากสภาวะ และนำมาขยายความ อธิบายให้พวกเราฟัง พวกเรา สมมุติ เรียนรู้ตาม และเอามาจับ ถูกฝา ถูกตัว สภาวะอะไร ละเอียดขนาดไหน ใช้พยัญชนะอะไร ใช้พยัญชนะของพระพุทธเจ้า ก็เหลือกินแล้ว เป็นคำบาลี นอกนั้นก็ภาษาไทย ภาษาไทยจะไปบอกความละเอียดของพลังงานเหล่านี้ ภาษาไทยไม่มี ภาษาไทยมีไม่พอ เป็นภาษาบาลีได้ละเอียดกว่า พวกเราก็เก่งพอสมควร มีความรู้ภาษาบาลีพอสมควร ซึ่งเป็นภาษาบาลี แบบธรรมชาติ แบบบ้านนอก ไม่ใช่ภาษาบาลีที่เขาเรียนจบปริญญามา จบด็อกเตอร์มา เรียนระบบไวยากรณ์ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ของเราไม่ใช่แบบนั้น ของเราจะรู้แบบภาษาจีน เป็นตัวๆ แล้วรวมกัน ไม่เป็นระบบ เพราะฉะนั้น ในความหมายของภาษา ภาษาจีน กับภาษาอินเดีย อินเดียเป็นระบบ จีนไม่ค่อยเป็นระบบ ในแนวลึกๆ ที่ใช้ลักษณะของจีน ตัวสิ่งที่ใช้บัญญัติ จีนเป็นบวก อินเดียเป็นลบ พลังงานเคลื่อนเป็นลบ ส่วนจีน เป็นพลังงานหลัก พลังงานคงที่ อย่างนี้เป็นต้น ลักษณะ 2 อย่างนี้ อาตมาพูดไป ใครเข้าใจได้ก็ดี บางคนอาจเข้าใจได้ยาก ก็เอาไว้ก่อน เรื่องนั้น ชื่อเรื่องที่ให้พูดวันนี้คือ เพื่อฟ้าดิน เพื่อฟ้าดิน ความหมายง่ายๆ ชัดๆ คือ เพื่อสิ่งที่จะเกิด อยู่ในสังคมโลก โดยเฉพาะมนุษย์ เจาะความหมายง่ายๆตื้น และละเอียดผสมกัน ก็เป็นเรื่องของสิ่งที่จะเป็นเครื่องอาศัยของชีวิต เพราะฉะนั้น เครื่องอาศัยสำคัญของชีวิต คือ ปัจจัย 4 แต่ตอนนี้ เราเน้นอาหาร อาหาร กับ อุปโภค กับเครื่องใช้บางอย่าง ซึ่งเครื่องใช้นั้น จะเกิดจากสิ่งที่เอามาปรุงแต่งขึ้น แต่ก็ไม่ค่อยชัดเจน พวกเราจะชัดเจนอาหาร ในเรื่องของ กวฬีงการาหาร คือคำข้าวก่อน อโศกเราเน้นอันนี้ก่อน ก็ก้าวหน้าขึ้นพอสมควร กอบกู้ความบรรลัยจักรขึ้นพอสมควร กอบกู้ความบรรลัยจักร ความเลวร้าย เป็นพิษเป็นภัย และเมา วีสะ กับมัชชะ มอมเมา แม้แต่อาหาร การกิน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก สำหรับสัตว์โลก มียา แต่มีแฝงยาเสพติด เข้าไปในยาอีกเยอะ เรามาเน้นอาหาร เน้นสิ่งที่รับประทาน เข้าไปสังเคราะห์ร่างกาย เราสร้างสิ่งนี้ เป็นผลสำเร็จพอสมควร ในพวกเรา อาตมากล้าพูดได้ว่า ชาวอโศกพัฒนาเรื่องอาหาร คือ กวฬิงการาหาร พืชพันธุ์ ธัญญาหาร ไม่ต้องไปเน้นปศุสัตว์ อาหารปศุสัตว์ที่เขาจะทำ ก็เป็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง เขาก็ทำไปตามวิบากของเขา หลายคนรู้ แต่ว่าเขาไม่มีทางเลือก เขาก็เลยต้องทำอาชีพเลี้ยงสัตว์อยู่ พวกปาทาน ฆ่าวัว ควาย พวกนี้ ก็เป็นเรื่องสัจจะในโลก ที่เป็นวิบาก อยู่ในกระแสของอจินไตย ที่อาตมาไม่อาจละลาบละล้วงอธิบาย บางทีเขาดิ้นไม่ออก พวกปาทานก็ดี ประมงก็ดี นอกนั้น ปศุสัตว์ที่ต้องเลี้ยงสัตว์ พวกเลี้ยงสัตว์ เพื่ออาศัยขนมัน อาศัยส่วนภายนอก แต่พวกเลี้ยงสัตว์ ที่อาศัยเนื้อ ฆ่าตาย ก็อีกพวกหนึ่ง วิบากมันละเอียด แยกแยะไป แต่ละคน คนไหนที่เขาแข็งแรง ก็ดิ้นหลุดมาได้ ไม่เอาแล้ว เขารู้แล้ว ไม่เอาวิบาก แบบนั้น พวกที่มาอยู่กับพืชพันธุ์ธัญญาหาร จึงเป็นพวกที่ปลอดภัยกว่า พวกที่ยังเป็นปศุสัตว์ สัตว์ใหญ่สัตว์เล็ก จนถึงสัตว์เป็นปลา สัตว์น้ำ ก็เรื่องของเขา เป็นเรื่องจริง วิบากจัดสรร ศาสนาพุทธ มีเรื่องกรรมวิบาก ของตน ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ความเชื่อ 4 อย่างนี้ เป็นเรื่องลึกซึ้ง ที่สำคัญมาก ที่เราเชื่อกรรมวิบาก และเรารู้กรรมนิยาม แล้วจัดสรรกรรมของเราเองได้ โดยเป็นผู้มีพลัง ที่จะอยู่เหนือกรรม เป็นอรหันต์ เป็นผู้ที่อยู่เหนือกรรม จัดสรรกรรม พ้นอกุศลวิบากได้ รู้กรรมนี้ สังเคราะห์รวมขึ้นมาเป็น อกุศลกรรม ไม่ได้ เราเป็นผู้มีอำนาจอยู่เหนือ เราไม่ทำ ไม่ทำเด็ดขาด ตั้งแต่หยาบภายนอก จนกระทั่งถึง มีอำนาจเหนือข้างนอก เรียกว่า กามภพ เราไม่ทำ มีอำนาจจริง ไม่ทำเด็ดขาด เป็นตายร้ายดี ตายก็ตาย เราจะมีความรู้ลึกเข้าไปอีกว่า ตายก็ไม่เป็นไร เพราะเราเองได้สั่งสมบารมีไว้ ตายแล้วพลังงานกรรมของเรา ตายก็มาเกิดได้สูงขึ้น เรารู้ชัดเจนมั่นใจ พวกนี้ตายไม่เศร้าหมอง ไม่กลัว ตายก็เปลี่ยนร่าง เป็นโครงสร้างให้ดีกว่าเก่า ฉลาดกว่าเก่า แข็งแรงกว่าเก่า มีบารมีมากกว่าเก่า กลัวทำไม แต่อย่าไปฆ่าตัวตาย มันลดกุศลตนเองเยอะนะ อยากตาย ว่าจะได้ร่างใหม่ดีกว่าเก่า ก็เป็นการคิดผิด เพราะการฆ่าตัวตายนั้น มันอำมหิตมาก คนที่ฆ่าตัวเองตายนี้ ซับซ้อน เอาความทุกข์ ความเดือดร้อนข้างนอกมากลบ ว่าฆ่าตัวตายดีกว่า มันก็จะโง่ลง ตายขึ้นมา ก็ลำบากมากกว่าเก่า เป็นไปตามกรรม แม้แต่จะลำบากด้วยวิบาก ก็ทนเอา ฝืนทรมาน จนกระทั่งวางใจ ปล่อยตายได้ก็ดีกว่า อย่าไปฆ่าตัวเองตาย เรามีพลังงาน สามารถที่จะสร้างสิ่งเหล่านี้ เป็นเครื่องอาศัยที่จะยังชีวิต ยังชีพ เลี้ยงตน สร้างผลผลิตต่างๆขึ้นมา จนกระทั่งไปแจกจ่าย เจือจาน อยู่ในหลักเศรษฐศาสตร์ คือหลักของการที่จะแบ่งแจก เกื้อกูล เฉลี่ย กระจายทุกสิ่งทุกอย่าง กระจายทั้งวัตถุ แรงงาน ความรู้ แก่กันและกัน อย่างมีจิตปรารถนาดี คนที่หมดความปรารถนาร้ายแล้ว จะไม่มีความปรารถนาร้ายเลย แม้แต่กับศัตรู ที่ร้ายที่สุด จะทำร้ายเราถึงขั้น อย่างศัตรูของพระโมคคัลลานะ เขาฆ่าเลย เขาไม่ฟังเสียงต่างๆ เขาฆ่าอย่างเดียว พระโมคคัลลานะก็สู้ จนกระทั่งหมดทางสู้ อย่างไรๆ เขาก็ฆ่า เอาชนะได้ช่วงหนึ่ง เขาก็ฆ่า เอาชนะได้อีกช่วง เขาก็ฆ่า หนักเข้า ถ้าไม่ยอมตายเลย มันฆ่าอีก จะเป็นเวรภัยซับซ้อน ท่านรู้ว่าเป็นอนันตริยกรรมของท่าน เขาไม่ยอมหรอก คนที่เป็นอนันตริยกรรมนั้น ก็จะฆ่าต่อไป จะมีช่วงต่อ เป็นแท่ง เป็นก้อน อะไรเขาจะมีมา เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องสุดวิสัยแล้ว ไม่ตายไม่ได้ ถ้าบอกขนาดนั้น ก็ต้องยอมตายซะ เพื่อจะได้บวกลบคูณหาร เรายอมในลักษณะยิ่งพลังงานรุนแรง ถ้าเรามีใจอาฆาตตอบ ไม่ยอม มันจะเป็นพลังงานอย่างแรง Action Reaction โต้ตอบนานไปยาว เพราะฉะนั้นถ้าเราตัดเสีย เรายอมเสีย มันก็สั้นขึ้น เหมือนกับตบมือสองข้าง เราชักของเรา ไม่ตบ ไม่ตอบ คุณตบอย่างไร เราก็หลบ ไม่ให้คุณตบมาถูก แรงนี้ ไม่นานก็หมด แต่ถ้าตบไปตบมา แรงนี้จะชะลออยู่ในโลก อีกนาน ก็จะเกิด Action reaction ภาวะโต้ตอบกันอีกนานกว่าจะหมดแรง หรือใครชนะใครๆ ก็แล้วแต่ เขาจะแก้แค้นต่อไปอีก ลึกเข้าไป เป็นจิตใจที่พยาบาท ก่อเวร ยิ่งช้า เพราะฉะนั้น ใครยอมเสียได้ รายนึง ยอมอย่างไม่มีการโต้ตอบเลย เพราะศาสดาใดๆ ไม่ว่าจะเป็นอิสลาม หรือคริสต์ ก็ไม่ให้โต้ตอบ อย่าโต้ตอบ เป็นดีที่สุด แต่เราจะเห็นได้ว่า ถึงขนาดนั้น มันก็ยังมีการโต้ตอบ อย่าง 3 ศาสนานี้ อิสลาม คริสต์ พุทธ ใครจะเห็นได้ว่าใครมีแรงโต้ตอบ ยึดมั่นมากกว่ากัน เราก็ไม่ต้องพูด จบแค่นี้ ดูสภาพ phenomena แสดงออก ให้เราเรียนรู้ เป็นปรากฎการณ์จริง ให้เราสัมผัสรู้ ไม่ใช่เดา ไม่ใช่คาดคะเน จินตนาการ แต่มันมีของจริงให้เราศึกษา กรรมกิริยา สิ่งจริงของมนุษย์ กรรมกริยา กับกาละเวลา 2 อย่างนี้ อาตมาสรุปได้ว่า Karma and time of continuum ของไอน์สไตน์เขามี space and time of continuum แต่ของอาตมานี้ Karma and time of continuum อยู่กับปัจจุบัน จัดการกับปัจจุบันนั้นๆ เสร็จจบ มันก็เป็นอดีต ยังไม่มาใหม่ เป็นอนาคต มาถึงเรา ก็เป็นปัจจุบัน ปัจจุบันขณะนี้แหละ คุณจะต้องสามารถรู้องค์ประกอบ ของสิ่งที่เป็นองค์ประกอบอยู่ คุณก็จัดการองค์ประกอบ composition อันนี้ จัดการสิ่งที่รวบรวมกันอยู่ เป็นคนจัด เป็น composer เป็นผู้จัดการเองเลย จะปรับปรุงจะทำลาย จะจัดการอย่างไร ก็มีสติ มีอำนาจ มีปัญญาจัดการ ปัญญาเป็นแรงสุด ที่จะสามารถจัดการ ให้เป็นอะไรก็ได้ ความเป็นปัญญา เป็นพลังงานสูงสุด ของจิตวิญญาณ สามารถจัดการให้ ตายหรือเกิด อุปจยะ หรือว่า มรณะ ได้เลย ให้ตายหรือให้เกิดได้ ในสังคมเขามีพยัญชนะ 3 อย่าง คือ เศรษฐกิจ การเมือง สังคม เศรษฐกิจ คือองค์รวมของสิ่งต่างๆ ที่จัดการ เป็นวัตถุธรรม เป็นบุคคลต่างๆ จัดการขึ้นมาเพื่ออาศัย แล้วก็เฉลี่ยแจกจ่ายเจือจานกัน ให้อยู่กันอย่างทั่วถึง ให้อยู่กันอย่างเพียงพอ ให้อยู่กัน ได้กิน ได้ใช้ เป็นเครื่องอุปโภคบริโภค อย่างมากที่สุด ดีที่สุด เพียงพอสมบูรณ์ที่สุด บริบูรณ์ หรือสมบูรณ์ที่สุด มันเป็นเรื่องของหลักเศรษฐกิจ อีกคำหนึ่งคือ รัฐกิจ หรือ การเมือง ก็คือ การจัดการทางอำนาจ รัฐศาสตร์ เขาจะเรียนรู้เรื่องอำนาจ และความเป็นอำนาจนั้น มีพลังอำนาจ ที่ตนเองเบ่ง กับอำนาจที่ประชาชนให้ อำนาจที่ตนเองเบ่งคือ อำนาจเผด็จการ หรือเชิงคอมมิวนิสต์ ก็มีเผด็จการมาเรื่อยๆ จนกระทั่ง อำนาจทางธรรม ใช้ธรรมเป็นอำนาจ สร้างธรรมะ และธรรมะจะมีอำนาจในตัวเอง เป็น ธรรมาธิปไตย อำนาจในตัวเองนี้ โดยที่ตัวเอง ไม่ต้องมีตัวตน ตัวเองไม่ต้องออกแรง ตนเองสร้าง แต่เป็นผู้ให้ประโยชน์แก่ผู้อื่น ทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น ผู้อื่นจะให้อำนาจตนเอง ผู้อื่นจะยกให้เรา เป็นเจ้าเป็นนาย เป็นผู้ใหญ่ ให้เราเป็นผู้ที่เคารพบูชา เชื่อถือ สั่งการ โดยผู้ได้อำนาจนั้น ยิ่งจะไม่บังคับ กดขี่ เป็นคุณธรรมความดี ที่ยิ่งละเอียดสูงส่ง เรายิ่งไม่เอา เรา ยิ่งให้ เป็นผู้รับใช้ เป็นประโยชน์เพื่อผู้อื่นมาก โดยไม่ต้องไปนึกถึง ประโยชน์ตน คนอื่นเขาจะเลี้ยงเรา เขาจะอนุเคราะห์ ช่วยเหลือเราไว้เองจริงๆ แล้วมันก็เป็นอจินไตย สำหรับคนแต่ละคน จะเป็นเจ้าคุณ เจ้าบุญกัน เฉลี่ยมาก หรือน้อย เจ้าบุญ เจ้าคุณ และจะเป็นคนที่มีคุณธรรม กตัญญู กตเวที ในตัวเอง มากหรือน้อย ก็แล้วแต่ละคน จึงเป็นการทดแทนกัน เป็นการสร้าง เป็นการทดแทนกัน แต่ละคนๆ มีมากหรือน้อยแล้วแต่ ก็แสดงกิริยานั้นออกมา เมื่อเหตุการณ์มันเกิดจะต้องกตัญญูรู้คุณ โดยจะต้องให้ จะต้องจัดการ ที่จะเป็นประโยชน์คุณค่าแก่ผู้นั้นผู้นี้ เสร็จแล้ว เราก็ได้บุญคุณ นี่ก็เรียกศัพท์ บุญคุณ คือ สิ่งที่จะต้องทดแทน กรรมวิบากต่างๆก็เกิดนัยเช่นนี้ คนที่รู้ทางวัตถุ และกรรมกิริยาต่างๆ แสดงอำนาจทางวัตถุมากๆ ก็เป็นอำนาจทางการเมือง แสดงอำนาจทางธรรมมากๆ ก็เป็นอำนาจทางเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นี้เป็นความเจริญ เสฏโฐ เศรษฐะ เป็นความเจริญ คนเข้าใจไม่ได้ ไปนึกว่าเศรษฐศาสตร์ คือความเจริญทางวัตถุ นักการเมืองที่ยังเข้าใจไม่ได้ ก็ไปเพ่งที่วัตถุ ไปเก่งที่วัตถุ ไปเก่งที่ตัวตน นักการเมืองที่ไม่มีปัญญา ก็ไปเก่งวัตถุ กับตัวตน ก็เลยแสดงวัตถุ มาเป็นอำนาจ มาเป็นรางวัล เป็นเหยื่อ เป็นของล่อ อามิส เป็นประชานิยม ซึ่งหยาบมาก คนที่รู้แล้วไม่ต้อง มันลึกถึงขั้นว่า คุณสามารถสร้างวัตถุ แต่คุณไม่ต้องสร้างเองเลย อย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 แนะนำให้คนอื่นไปสร้าง คนก็สร้างได้พอสมควร เสร็จแล้วแนวลึกของการสร้างนี้ คือการให้ ก็ต้องมีผู้ช่วยขยายเรื่องให้ อาตมานี้มาขยายเรื่องให้ โดยนามธรรมลึก ในหลวงท่านนำสร้างเรื่องต่างๆ รู้จักดินน้ำลมไฟเยอะกว่าอาตมาเยอะ แต่นามธรรมอาตมารับผิดชอบ ซึ่งมันยากมาก นามธรรมจะต้องรู้เรื่อง รูปด้วย ใช้รูปเป็นองค์ประกอบ รู้รูปนาม เรื่องวัตถุก็จะดูได้ชัดเจน แต่ก็ต้องอาศัยกัน ทุกอย่างจะเกิดความลงตัว ถึงขั้นที่เป็นสังคม เป็นองค์รวมของมนุษยชาติ สังคม ปัญญา หรือองค์รวม เฉกา หรือเฉโก ในสังคมที่มีแต่ความรู้ ความฉลาดโลกีย์ คือเฉโก สังคมแต่ละประเทศ มีมนุษย์ที่ยังอยู่ในสภาพเก่ง แต่เฉโก มันก็จะฉลาดมาก ฉลาดจนมีอำนาจในโลก ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรม America รัสเซีย ก็ตามมา จีนก็ตามมา แต่จีนมีพลเมืองคละกันเยอะ อเมริกาก็ยังไกลจากจีน เทียบจีน อินเดีย อินเดียสงบกว่า อินเดียสงบนิ่งกว่ามาก เหมือนบื้อๆ ไม่ฉลาดเท่าจีน แต่ฉลาดดี ลึกกว่าจีน มีแนวฉลาดลึกซึ้ง สุภาพ สงบ สะอาด กว่าจีน จีนนี่ฉลาดแกมโกงมากกว่าอินเดีย เป็นความซับซ้อนละเอียดเยอะ ต้องใช้สามเส้า เศรษฐกิจ การเมือง สังคม ให้ดี พูดไปแล้ว ก็ยังนึกถึงสวิตเซอร์แลนด์ เป็นตัวที่ยั่งยืน เป็นตัวที่รักษาสภาพ ให้อยู่ได้ อย่างสงบเย็น มักน้อย ซื่อสัตย์ แข็งแรง ทำสิ่งที่ละเอียด ทำนาฬิกา ทำเครื่องใช้กาละ กาละนี้ละเอียดกว่ากรรม ไทยคือตัวกรรม สวิตเซอร์แลนด์คือตัวกาละ เพราะฉะนั้นนาฬิกาสวิส จะต้องดี ไทยทำนาฬิกายังไม่ได้หรอก ยังหยาบ ทำได้ แต่รับรองเดินไม่ค่อยตรงหรอก เป็นอจินไตย จะต้องคำนึงถึง การทำงานละเอียด เมืองไทยกับ สวิตเซอร์แลนด์ ใจสงบเย็น เมืองไทยจะดูสนุกสนาน สำราญ ปรุงแต่ง ไม่ใช่เล่น แต่ถึงอย่างไรไทยก็ไม่จัดจ้าน เหมือนกับอีกหลายประเทศ ที่หลงความจัดจ้าน ความจัดจ้าน เรื่องสนุกสนาน เบิกบานใจมาก เช่น สนุกสนานทางมหรสพ ทางการละเล่น แข่งขัน ไทยสู้เขาไม่ได้ ตอนนี้ก็จะหลงไปกับเขาพอสมควร หลงยกย่องเชิดชู กีฬากับแรงงาน กับพวกบันเทิงเริงรมย์ กับอารมณ์ ก็เอร็ดอร่อยทางอารมณ์ พวกกีฬาก็ใช้แรงงาน อดทน แรงใหญ่ จัดการตัว ม้วนเก่ง หายตัวเก่ง แสดงว่าเก่ง เป็นต้น เขาก็เอาชนะคะคาน เอาเด่นดัง ถ้าแต่ละคน เอาพลังงานมาสร้างสรร นักกีฬาก็ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ นักบันเทิงเริงรมย์ ก็ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ พวกนั้นหยาบ ทำไม่เป็น พวกเราทำสิ่งที่ละเอียด เป็นคุณค่า เอาธาตุ ทำผิดอะไรมาเอาออกไป พวกเรามาทำงานสิ่งนั้นให้เยอะๆ ในมวลประชาชน แต่ทุกวันนี้ยังไม่เยอะเท่าไร พวกเรานี้จะต้องเป็นพวกกสิกรรม เกษตร การเกษตรเขาแบ่งเป็น ปศุสัตว์ สัตว์น้ำ สัตว์บก แต่ของเราไม่เอาปศุสัตว์เลย เอาแต่กสิกรรม เอาแต่เรื่องของพืชพันธุ์ ธัญญาหาร เป็นสิ่งที่ปลอดภัย ให้สมบูรณ์ได้ _ถามแทรกมาเรื่องบารมีกับวาสนาต่างกันอย่างไร แต่ขอยังไม่ตอบตอนนี้ เป็นเรื่องนามธรรม ตั้งแต่ด้านเศรษฐกิจ เราก็ร่วมรู้ ร่วมทำ กับสังคมประเทศชาติ ด้านการเมือง เราก็ร่วมรู้ ร่วมทำ การเมือง คือเรื่องรับใช้ประชาชน เป็นความหมายง่ายๆ รับใช้ประชาชน รับใช้เป็นฝ่ายไหน การเมืองมี 2 ฝั่ง ฝ่ายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมมาก กับฝ่ายที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมาก เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายที่ไม่ดี ก็มีสองฝ่ายง่ายๆ ใครมีปัญญาความเฉลียวฉลาด รู้สัมมาทิฏฐิ ก็จะช่วยผู้ที่ควรช่วย ผู้ที่ฉลาดแท้ จะทำได้ แม้แต่การเมือง ความเป็นกลาง คือเข้าข้างคนที่ถูก คนที่ดี ถ้ามีปัญญาให้สิ่งดี สิ่งที่ถูกต้อง อยู่เหนือสิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง อย่างนี้เป็นความฉลาดที่ถูกต้อง ถ้าไปเข้าใจความเป็นกลางว่า ไม่ต้องเข้าข้างใครเลย ไม่ว่าดีหรือชั่ว อันนั้นคืออัตตา เอาตัวรอด คนปล่อยให้คนดี คนชั่ว เขาเข่นฆ่ากัน แทนที่จะไปช่วยให้เขาหยุดฆ่า ให้เขาอย่าฆ่า เปลี่ยนแปลงแล้ว ก็ไปชี้ถูก ชี้ผิด ชี้ดี ชั่ว ให้ชัดเจน คุณจึงเป็นคนเป็นกลาง ที่มีน้ำหนัก ทั้งสองฝ่าย จะเคารพนับถือคุณ แต่ถ้าคุณไม่ไปทำ คุณก็ได้อำนาจ อำนาจขี้โกง สองฝ่ายก็จะฆ่ากันตาย เป็นคู่ได้ เพราะมันเก่งทั้งคู่ เคยฟังไหม ให้สองฝ่ายถือปืน หันหลังชนกัน เดินออกจากกัน พอเป่านกหวีด ก็หันกลับมายิงกันเลย คนแม่นกว่า และเร็วกว่าก็จะชนะ และมันเร็ว มันแม่น กันทั้งคู่เลย เพราะลูกปืนมันเร็วกว่าเสียง เร็วกว่าชีวของมนุษย์ เพราะฉะนั้น โป้งนี่ ถูกทั้งคู่ ช้าเร็วกว่ากันไม่ถึงเศษเสี้ยววินาที มันปล่อยวัตถุไปแล้ว คนหลบไม่ทัน โป้งตายทั้งคู่ คนฉลาดแกมโกง ก็ปล่อยให้ทั้งคู่ตาย กูอยู่ อัตตาเห็นแก่ตัว หลอกให้เขาฆ่ากัน เป็นความอำมหิต เห็นแก่ตัว แล้วหลอกให้เขาฆ่ากัน ...ก็ต้องช่วย ให้เขาอย่าฆ่ากัน ให้เขาเป็นมิตรกันสิ นั่นต่างหาก คือความเจริญของความถูกต้อง ถ้าแม้ว่าอีกคนหนึ่งไม่ยอม เราก็เข้าข้างคนที่ถูกเลย จะเป็นอำนาจ เป็นแรง ให้ช่วยกัน จนอีกข้างหนึ่งก็ยอม โดยไม่ต้องฆ่า ถ้าหากฆ่ากันอยู่ มันก็ไม่จบ ก็ต้องสอนเขา บอกเขาว่า มันเป็นวิบาก จะแก้แค้นไปกันอีกนานเท่าไหร่ ถ้าไม่มีคนไปบอก ก็จะฆ่ากันอีกนานนับชาติ ไม่มีใครมาเตือน มาบอก ไม่มีใครเอาความรู้ มาให้รู้ว่า หยุดเสีย เหมือนพระพุทธเจ้า ห้ามองคุลีมาล เราหยุดแล้ว แต่เธอสิยังไม่หยุด ก็มีปฏิภาณรู้ได้เลย คุณจะถูกอาจารย์หลอกให้ฆ่าคนพันคน คนสุดท้าย แม้แต่แม่ ก็จะฆ่า พระพุทธเจ้าเห็นว่า ไม่ได้ พระพุทธเจ้าไม่หยั่งรู้ ท่านก็ไม่ไปห้ามหรอก ถ้าหากห้ามแล้ว องคุลีมาลไม่ยอม ก็จะหน้าแตก แต่พระพุทธเจ้ามีปัญญารู้ หากไปห้ามแล้วเสีย ก็ไม่ไปร่วมวิบาก เป็นเรื่องสุดวิสัย ไม่ใช่ใจดำ เข้าสู่ ความเป็นสามเส้า เศรษฐกิจ การเมือง สังคม ในสังคม จะมีการเมือง และเศรษฐกิจ สังคม คือองค์รวมของมนุษย์ มนุษย์ที่ได้รวมกันอย่างเช่นชาวอโศก ถูกคัดเลือกมาแล้ว คนมีเศรษฐกิจเช่นนี้ เปิดเอาตัวตั้งเป็นเศรษฐกิจขั้นสาธารณโภคี สูงสุดแล้ว ไม่มีอะไรสูงสุด ยิ่งกว่าสาธารณโภคีอีกแล้ว ความหมายของ สาธารณโภคี หมายความว่า มีส่วนกลาง บริโภคร่วมกัน กับของส่วนกลาง ไม่ถึงแยกส่วนกลางออกมา เป็นของตัว ของตน ความรู้นี้ เป็นความรู้ของทุกคน ที่มาอยู่ร่วมในสังคมนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อมีทรัพย์ศฤงคาร ที่จะต้องกินใช้ สำคัญและจำเป็น เราก็สร้าง แล้วเอามารวมกัน กินใช้ร่วมกัน สร้างให้มันเหลือ ให้เกินกิน เกินใช้ ในหมู่เรา มากเท่าใดได้ ก็ยิ่งดี เป็นของไร้สารพิษ เป็นของมีประโยชน์ คุณค่ามาก และเป็นความจำเป็น ความต้องการ ของสังคมมนุษยชาติ เราก็รู้จัก Demand ของสังคม เราก็มี Supply ตาม demand ของสังคม เท่าที่เราจะมีเรี่ยวแรง ความสามารถ วัตถุดิบทำได้ ก็ทำไป ด้วยความจริงใจ ไม่ประชด ไม่ให้อกุศลจิตแฝงมา ของใครๆ ล้างอกุศลจิตไปเรื่อยๆ ลดอกุศลจิตของตนเองไปด้วยในตัว ไม่ต้องแยกสถานที่ เวลา บุคคล มันจึงเป็นหมู่ของสังคมที่คัดเลือก มีระบบระเบียบ กฎเกณฑ์ ที่เหมาะสม เข้ามาในนี้ เราขอยืนยันว่าเราใช้กฎเกณฑ์เรานะ กฎเกณฑ์จึงเป็นตัวคัดสรร ผู้สมัครเข้ากรอบกฎเกณฑ์นี้ได้ คนที่เขาไม่สามารถ หยาบกว่านี้ ก็เด้งออกไป สำหรับคนที่พยายาม คนที่ไม่พยายาม ก็อาจจะหายไปนานมาก จนจำไม่ได้แล้ว ถ้าเป็นพระพุทธเจ้า ก็ระลึกได้ อาตมายังไม่เก่ง หายไปสิบชาติ เพิ่งโผล่ อย่างนี้เป็นต้น สรุปแล้ว เสฏฐะ คือองค์รวมของสิ่งใช้สอย การเมือง คือการจัดการ การเมือง คือการจัดการมวลมนุษย์ ให้อยู่รวมกัน ให้อยู่กันอย่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ให้อยู่กันอย่างสงบ อบอุ่น อยู่กันอย่างพอดี อาตมาไม่มีความสามารถบรรยาย ได้ดีกว่านี้ ขอยกตัวอย่างว่า อยู่อย่างชาวอโศกก็แล้วกัน มาดูสิ อย่างชาวอโศกเข้าหลักเกณฑ์พระพุทธเจ้า สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคคียะ เอกีภาวะ พระพุทธเจ้าค้นพบหลักเกณฑ์ต่างๆ อธิบายไว้แล้ว ไม่ยากเลย ยากสำหรับคนไม่เรียนรู้ สาราณียะ คือ ความระลึกถึงกัน มีน้ำใจต่อกัน ไม่ใช่ระลึกถึงแต่ตัวกู ไม่นึกถึงใครเลย อย่างเก่งก็มี กูสองคน ทำไมมันแคบจัง โลกนี้มีกู 2 คน มีเธอกับฉันเท่านั้น ต้องไปอ่านความรัก 10 มิติ ดีขึ้นก็มี 3 คน มีลูก ผัวเมีย กับลูก ดีขึ้นอีกก็มี สี่ ญาติ ญาติหลายชั้นก็แล้วแต่ และมีมิตร แล้วก็สังคม สังคมแล้ว เป็นองค์รวม ประเทศ ชาติ จากนั้น เป็นโลก เป็นจักรวาล ทุกสิ่งทุกอย่าง ในความรัก 10 มิติ ก็อยู่ในเรื่องของ สาราณียะ ปิยกรณะ ปิยะ อันเกี่ยวข้องกับความรักทั้งหลาย คุรุกรณะ คือ รู้จักการเคารพ ด้วยสมมุติ ด้วยปรมัตถ์ ต้องมีการให้เกียรติกัน ในฐานะของสมมุติ เราก็จะต้องใช้ ขณะนี้เราสัมพันธ์กับสังคม สัมพันธ์กับรัฐ การเมือง ก็ต้องรู้สมมุติ อะไรต่างๆนานา ต้องให้เกียรติกัน ผู้นี้เขามีเกียรติกัน ได้รับการแต่งตั้ง กำหนดแล้วนะ ก็ต้องเข้าใจสมมติต่างๆ ไม่อย่างนั้น ก็ไม่รู้จักจัดสรร ไม่รู้จักขั้นตอนของการคารวะ คารวะด้วยวัยวุฒิ คนนี้เป็นพี่ ป้า น้า อา คารวะตามสมมติ คนนี้เขาได้รับแต่งตั้ง ตามกฎหมายอะไรต่างๆ คารวะกันด้วย คุณธรรม คุณวุฒิ ความรู้ ความดีงาม เคารพกันด้วย อาริยวุฒิ หรือปัญญาวุฒิ ที่ลึกซึ้ง ถึงขั้นปัญญา สุดยอดของพระพุทธเจ้าอย่างนี้ ต้องยกให้เป็นหนึ่งเลย ส่วนผู้ที่เป็นรองพระพุทธเจ้า คุณก็รู้ ก็ยกให้ตามลำดับ ถูกแนะนำ คุณก็ยังไม่เชื่อ คุณเชื่อ คุณก็เคารพ ถ้าไม่เชื่อก็ไม่เคารพ เป็นสัจจะ บังคับกันไม่ได้ ภายนอกอาจจะทำเป็นเคารพ ภายในไม่เคารพ ก็บังคับกันไม่ได้ ในสังคมสามเส้า เป็นองค์รวมเศรษฐศาสตร์ เกี่ยวข้องกับสถานะทางโลกเรียกว่าการเมือง เรื่องของความเป็นจริง ทั้งทางเศรษฐศาสตร์ และการเมือง รวมกันอยู่ ทุกวันนี้เราสร้างสังคมก่อน แล้วเรามาให้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ ขณะนี้ อาตมากำลังให้ความรู้ทางการเมืองเพิ่มขึ้น พอเชื่อมการเมืองได้ การเมืองเข้าใจมากขึ้น พวกเราก็จะครบสามเส้าในอนาคต ตอนนี้กำลังเริ่ม แต่ก่อนนี้มีแต่สังคมอโศก มาสร้างเครื่องกิน เครื่องอยู่ เป็นเศรษฐศาสตร์ แจกแบ่งกันจนกว้าง ไปสู่ผู้อื่นเพิ่มขึ้น เสร็จแล้ว ก็จะเชื่อมกับการเมือง เชื่อมกับรัฐ อำนาจรัฐ มากขึ้นไปเรื่อยๆ จะทำอะไรได้กว้างขวางขึ้น เรามีความบริสุทธิ์ใจ มีความจริงใจ เราก็ทำตามความจริงใจ ไม่มีอะไรเสแสร้ง ซ่อนเร้น อกุศล ไม่มีอะไรปรารถนาร้าย แม้แต่เศษเสี้ยว เป็นความบริสุทธิ์จริงๆ ทำได้เท่าไหร่ ก็ทำ เพราะเรามีแกนของการพึ่งตนเองรอดแล้ว มีความเป็นปึกแผ่น เอกีภาวะ หนึ่งเดียว แน่นหนา และมีพฤติกรรมเรียกว่า สามัคคียะ รวมกันแน่นเป็นพลังงาน Static มีพลังงานเคลื่อนไหวเป็น Dynamic แรงงานเคลื่อนไหว ประกอบด้วยพลังงานสร้างสรร และพลังงานปัญญา รู้จักอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรไม่เอา อะไรเอา ชัดเจน เลือกเฟ้นได้ เป็นหนึ่งเดียวกัน ตรงกัน ถ้ามันไม่ตรงกัน ก็จะขัดแย้งกัน ขัดแย้งก็มาอภิปราย เอามวลเป็นใหญ่ เยภุยสิกา โหวตกัน เราก็เชื่อใจกัน ไว้ใจกัน ให้เกียรติกัน และต่างคน ต่างก็มีความฉลาด เราต้องให้เกียรติกัน ยอมรับกัน มันก็รวมกันได้ อย่างสนิทเนียน เป็นพลังงานรวม ที่สมบูรณ์แบบ มีครบครัน ซึ่งรวมกันยาก คัดเลือกร่วมกัน ก็ยาก เพราะมีอำนาจ อัตตา แต่เรามีวิธีการ ล้างอัตตากันจริงๆ ล้างการยึดตัวตน ยึดตัวตน ตั้งแต่ความยังไม่รู้ จนรู้ จนไม่มีวิจิกิจฉา ไม่มีความลังเล สงสัย และก็ไม่มีมานะ และไม่มีเศษเสี้ยวปลาย มานะ อุทธัจจะ ถ้าลึกในอนุสัย ก็ไม่มี แม้รูปราคะ อรูปราคะ ถ้าเป็น อาสวะ เป็นรูปราคาสวะ กับอรูปราคาสวะ กับ รูปานุสัย อรูปานุสัย อนุสัย ลึกว่า อาสวะยังหยาบกว่า รูป กับอรูป นั่นเอง รูป กับอรูป อนุสัยละเอียดสุดท้าย ละเอียดกว่ามานะ แต่อาสวะ รูปราคะ อรูปราคะ ก็หยาบกว่ามานะ อันนี้รูปานุสัย กับอรูปานุสัย อยู่หลังมานะ ใน อนุสัย 7 ซึ่งสลับกันแล้ว พยัญชนะเดียวกัน แต่ว่าอาสวะกับอนุสัย อาสวะหยาบ แต่อนุสัยละเอียด เป็นต้น ในสัจธรรมต่างๆ ศึกษาไป ก็จะเข้าใจละเอียดขึ้น พระพุทธเจ้าตัด curve ตรงที่ปัญญาวิมุติ เป็นอรหันต์ คือ คนจะไม่เจริญขึ้นกว่าอรหันต์ จะช้าเท่าไหร่ก็ได้ แต่ผู้ที่รักความเจริญ ก็ต้องสร้างความเ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน