600302_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาหมดสวรรค์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์463 KB
วันที่แก้ไข10 มกราคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

600302_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาหมด สวรรค์ สมณะเดินดินว่า…วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ 2 มีนาคม 2560 ใกล้ๆเมษายนแล้ว ก็มีเหตุการณ์เรื่องราวที่น่าลุ้น ทั้งที่เราจะมีกิจกรรม งานปลุกเสกฯ ตลาดอาริยะ เราต้องทำภูมิทัศน์ เพื่อต้อนรับญาติธรรม ที่จะมาร่วมงานกัน ตอนนี้ถ้าพูดถึงธรรมกาย ก็จะมีคำถามถึงสันติอโศกเหมือนกัน ว่าจะเป็นแบบเดียวกันไหม แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นประโยชน์ คือ ได้ศึกษาเรื่องบุญ ธรรมกายสอนเรื่องบุญแบบนี้ ซึ่งวัดต่างๆ ก็สอนแบบนี้เหมือนกัน ที่จะได้บุญเป็นมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ แต่ทางวัดพระธรรมกาย เจ้าอาวาสสามารถเรียบเรียงคำพูดได้ ทำให้คนหลงมากสุด ถ้าได้ฟังพรรณาคุณวิเศษ ของกฐินวัดพระธรรมกาย ก็จะยิ่งหลงการถวายข้าวพระพุทธเจ้า วัดอื่นก็ทำกัน แต่วัดพระธรรมกายทำได้ยิ่งใหญ่กว่า อลังการมากมาย แต่ก็มีรูปรอยเดียวกัน พระทางเถรสมาคม ก็เลยเข้าข้างธรรมกาย เพราะว่าหลักการเหมือนกัน แต่ทำได้ไม่ใหญ่เท่าธรรมกาย การนั่งสมาธิ ก็นั่งหลับตาเหมือนกัน ทั้งสมาธิ บุญ สวรรค์ ก็มีทิศทางเดียวกัน เป็นทิศทางที่สร้างภพชาติ พ่อครูบอกบ่อย ๆ ว่า โอฬาริกอัตตา เต็มบ้อง มโหฬารมหาศาล เป็นทิศทางของอัตตา เพราะถ้าอนัตตาก็ต้องหายหมด แต่อัตตาก็จะได้รองรับสิ่งที่เขาสร้างกันมา

ถ้าไม่มีเหตุการณ์นี้ขึ้นมา ก็จะไม่มีข้อเปรียบเทียบ ว่าสิ่งที่ทำนี้ ล้วนเป็นอัตตา ทำให้สังคมเสียหายหนัก วันหลังน่าจะมีคนถอดบทเรียน ว่าชาวพุทธได้อะไร เป็นบทเรียนบ้าง ทำแบบวัดพระธรรมกายนี้ ก็ทำกันมานานแล้ว เป็นโอกาสให้ พ่อครูได้ชี้ให้ชัดว่า บุญที่ถูกต้องเป็นอย่างไร สมาธิที่ถูกต้องเป็นอย่างไร สวรรค์ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร พ่อครูว่า...วันนี้เป็นวันตอบปัญหา ใครมีปัญหาก็ส่งมา จะไลน์มาก็ได้ SMS 28 กุมภาพันธ์ 2560

บทปรมะบุคคล

อ่านต่อ

ใต้ตม

0893867xxxธรรมชาติโลกเวไนยสัตว์มีบัว4เหล่า! มีแต่บัวพ้นน้ำกับบัวปริ่มน้ำ เข้าใจสวรรค์นรกในนิยามพ่อครูฯ ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็คือ ใจอยากเมื่อไรจมนรกจริงเมื่อนั้น! ใจพอเมื่อไรพ้นสวรรค์ลวงเมื่อนั้น! บัวใต้น้ำบัวจมโคลนยากเข้าใจ! ผู้น้อยคิดถูกไหม? พ่อครูว่า…บัวใต้ตมคือ ปทปรมะ ปทปรมะคือพระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นผู้ที่ฟังพุทธพจน์ก็มาก กล่าวก็มาก คือพูดสอนอธิบายด้วย จำทรงไว้ก็มาก บอกสอนผู้อื่นก็มาก ฟังให้ดี คือใคร แต่ไม่มีการบรรลุมรรคผลในชาตินี้ พอจะเข้าใจโลกียธรรม อเวไนยสัตว์ ที่ไม่เข้าใจโลกุตรธรรม หรือเข้าถึงธรรมโลกุตระได้ยาก ๑. อุคฆติตัญญู ( ผู้บรรลุมรรคผลได้เพียงท่านยกหัวข้อขึ้นแสดงเท่านั้น) ๒. วิปัญจิตัญญู (ผู้บรรลุมรรคผลได้โดยการจำแนกเนื้อความให้พิสดาร) ๓. เนยยะ ( ผู้บรรลุมรรคผลเป็นชั้นๆ ไป โดยอุทเทส (หัวข้อ) โดยไต่ถาม โดยทำไว้ในใจโดยแยบคาย โดยการสมาคม โดยคบหา โดยสนิมสนมกับกัลยาณมิตร) ๔. ปทปรมะ (ผู้ฟังพุทธพจน์ก็มาก กล่าวก็มาก จำทรงไว้ก็มาก บอกสอนผู้อื่นก็มาก แต่ไม่มีการบรรลุมรรคผลในชาตินี้เลย) พอเข้าใจโลกียธรรม แต่เป็น อเวไนย ที่ไม่เข้าใจโลกุตระ หรือเข้าถึงธรรมระดับโลกุตระได้ยาก (พตปฎ. ล.๓๖/๑๐๘) คนฉลาดปุถุชนมากมายอย่างไรก็โลกียะ เป็นปราชญ์เอกอย่างไรก็คือ โลกียะ พูดถึงผู้ที่ฉลาดเรียนรู้ ผู้เรียนรู้มาก learned man เป็นตู้พระไตรปิฎกเคลื่อนที่เลย บอกสอนก็มาก แต่ไม่มีการบรรลุมรรคผลในชาตินี้ ก็มีเยอะเลย ไม่ใช่หมายถึง คนไม่ได้เรียนรู้ คนที่ไม่ได้เรียนรู้ธรรมะเลย จะไปเหมาว่าเป็น ปทปรมะเลยยังไม่ได้นะ คำตรัสของพระพุทธเจ้าลึกซึ้ง หมายถึง คนที่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า มากหรือน้อย แล้วไม่ได้บรรลุ ก็คือ ปทปรมะ แต่คนที่ไม่ได้เรียนรู้เลยนั่นก็จะบอกว่า เป็นปทปรมะยังไม่ได้ มีคนที่ฟังธรรมะในยุคของพระพุทธเจ้านั้น ฟังธรรมมะแค่ 4 ประโยค ก็บรรลุพระอรหันต์ คือพระพาหิยะ ทารุจริยะ และฟังเทศน์ 2 กัณฑ์ก็บรรลุพระอรหันต์ อย่างพระยสะ แล้วมีองค์อื่นๆอีกที่ฟังแล้วเข้าใจว่า ธรรมะพระพุทธเจ้าคืออย่างไรแล้วเอาไปพากเพียรปฏิบัติตน ในพระไตรปิฎก มักจะไปแปลว่า ผู้ฟังธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วก็ ปลีกหลีกออกจากหมู่ ไปปฏิบัติแต่ผู้เดียว ไม่ช้าไม่นานก็บรรลุพระอรหันต์ นี่เป็นความเห็นสุดโต่ง เข้าใจว่าศาสนาพุทธต้องออกจากหมู่ หลีกไปอยู่ผู้เดียว คำว่าหลีกเร้น แท้จริง คือ พยายามทำความสงบอย่างเอก อย่างยิ่ง แต่ไปเน้นว่า อยู่แต่ผู้เดียว อาตมาไม่รู้จะพูดอย่างไร ศาสนาพระพุทธเจ้าตอนประกาศศาสนา ศาสนาพุทธไม่มีเลย จะพูดความหมายบัญญัติ มันไม่มีพุทธ ท่านจึงต้องจำนน อนุโลมกับสิ่งที่เขายึดถือกัน ไปตามลำดับ แต่ที่อาตมามาพูดนี้ พูดกับพุทธศาสนิกชนชาวพุทธ ที่มีศาสนาพุทธมา สองพันกว่าปีแล้ว ไม่จำเป็นต้องอนุโลม มีแต่ตีเลย เพราะไปหลงผิดกันว่า จะต้องไปปฏิบัติ อย่างที่ฤาษีปฏิบัติ อีกประเด็นคือ อาตมาเจตนามาสอนศาสนา ให้เข้าเป้าโลกุตรธรรม เข้าเป้าเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ เพราะศาสนาพุทธ เป็นศาสนาอเทวนิยมโลกุตรธรรม ไม่ใช่ศาสนาพุทธแบบโลกๆทั่วไป ที่เขาเป็นกันแบบศาสนาโลกีย์ อาตมามาถึงวันนี้ พูดกับพุทธศาสนิกชนทั้งประเทศ มีศาสนาพุทธมาแล้ว 2500กว่าปี ถึงไม่ได้พูดเหมือนพระพุทธเจ้า ที่ตอนนั้นเริ่มต้นมีศาสนาพุทธ คนทั้งหลาย ยังไม่รู้จักพุทธศาสนาเลย ท่านก็จำเป็นต้องต่อสะพานเชื่อมโยงไป อนุโลมให้มีที่ต่อ อาตมามานี่ไม่ต่อแล้ว ตีทิ้งเลย ที่งมงายเลอะเทอะ เอาสิ่งที่ถูก ไปทำสิ่งที่ผิด ก็ต้องมาบอกว่า คำสอนที่ถูกเป็นอย่างไร แต่เขาก็ยังงมงายหลงผิดกัน ทั้งที่เรียนรู้มาก่อน ไปหลงสมาธิ ไปหลงสวรรค์ นรก อาตมาตีทิ้งเลย อาตมาต้องลงน้ำหนัก เพราะว่ามวลความยึดติด มันแน่นมาก ตีให้กระเทือนให้คลายออกบ้าง ถึงต้องพูดอย่างที่เรียกว่า ให้สะดุ้งสะเทือน ถ้าจะพูดไปเรื่อยเรื่อยๆ มันก็ไม่กระดุกกระดิกอะไร เพราะความติดยึด ยึดมั่นถือมั่นมันแรง ถึงต้องถึงขั้นนี้ ทำไมต้องมาพูดซ้ำซาก แรงแล้วแรงอีก เอาหลักฐานพระไตรปิฎกมายืนยัน ก็ต้องทำอย่างนั้น ถ้าพูดภาษาชาวบ้านของคุณ 3867ว่า. ใจพอเมื่อไรพ้นสวรรค์ลวงเมื่อนั้น! บัวใต้น้ำบัวจมโคลนยากเข้าใจ! ผู้น้อยคิดถูกไหม? . คิดถูกแล้ว

อยู่กับคนผิดศีลอย่างไรไม่ให้ถือสา 0839241xxxทำใจยังไงคะ อยู่กับคนไม่มีศีลที่เราต้องทนมากๆ ทำความผิดซ้ำๆ จนรู้สึกท้อแล้วคะ พ่อครูว่า…คุณคือเขา เขาคือคุณหรืออย่างไร ไปแบกเขาไว้ เขาทำผิดศีลธรรม ผิดซ้ำซากก็คือเขา คุณไม่ใช่เขา แต่คุณไปแบกไปยึดถือว่า ทำไมเขาต้องทำผิดศีล ถ้าไปยึดแบบนี้ คนในโลกนี้ไม่มีศีล มีเท่าไหร่ ไหวไหม คุณตายแน่ๆ ถ้าอยู่ด้วยกันกับเด็กที่ผิดศีล ก็บอกผู้ใหญ่ ผู้ปฏิบัติธรรมกัน เด็กที่นี่ปฏิบัติศีล 5 ถ้าจะผิดศีล 8 ก็ต้องอนุโลมเขาหน่อย ถ้าเขาผิดศีล 10 ก็ต้องอนุโลม จะไปยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ฆราวาสเขาปฏิบัติก็ดีแล้ว ภิกษุแค่ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ก็ไม่ได้เรื่องแล้วจะอย่างไร ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วยึดถือ ผู้ผิดศีล ก็ข้างนอกมีคนผิดศีลตั้งมากมาย

SMS วันที่ 1 มีนาคม 2560

0804179xxxกราบนัสการพ่อท่านคะ ยังคงดูรายการประจำทุกวันคะ น้อย ชุดพิมาย

0851614xxxผู้ตั้งใจประพฤติตนเป็นคนโสด เขารู้กันว่าเป็นบัณฑิต,ส่วนคนโง่ ผู้ฝักใฝ่ในเมถุน ย่อมเศร้าหมอง.จากTwitterสมณะบินก้าว อิทธิภาโว

0831819xxx ในหมู่สงฆ์สาวกประคองโลกด้วยธรรมาธิปไตยแบบไหน พระผู้รู้แจ้งจึงบอกผมว่า ปชตมาจากพระในบ้าน คือพระพ่อกับพระแม่ จึงไม่ยกตปส่วนศาสดาสร้างปชต 0831819xxxตปที่อ้างปชตและธรรมนั่นแหละหนุนมดให้กัดกัน ใครจะเปลี่ยนชศกให้เป็นแดงทั้งแผ่นดิน เพื่อเงินอำนาจใหม่ ฉะนั้นรธนและธรรมขวางกั้นจะไม่รับจึงใช้กฏหมู่ต่อสู้ ถ้า44และสำนักพุทธบังคับไม่ได้ ไทยเหนือใต้ธรรมกลายก็แข็งข้อ เกิดแก้วใหม่ที่พรรคแดงเขาประกาศไว้ แต่พุทธสยามเทวาราชประชาหาแพ้ต่ออธรรมไม่ ธรรมคงอยู่ตามตรัส

จากปุถุชนปฏิบัติตนจนถึงอรหันต์ สื่อธรรมะพ่อครู ตอน จากปุถุชนปฏิบัติตน จนถึงอรหันต์ https://youtu.be/H9YFI8YXpUU?si=hiHuBipprsFoaSVd

0831819xxxบุญคือสัมมามรรคไม่ติดดี ว่างจนจิตใสตามข้อสาม ซึ่งบุญบาปย่อมไม่มีในจิตพุทธ ผู้บริสุทธิ์รู้ตื่นตื่นเบิกบานแท้จริง หลวงปู่มั่นจึงไม่มีคำตำหนิ ให้จิตขุ่นพิจารณาจิตพุทธในกายตน จนกายทิพยจิตทิพย์ว่างใสไร้กิเลสสิ้น พ่อครูว่า…เขาก็เข้าใจ มีการตีความสรุปผล เอามาขยายความ ทั้งไปยกหลวงปู่มั่นว่า หลวงปู่มั่นจึงไม่มีคำตำหนิ ให้จิตขุ่น ไม่มีตำหนิ ไม่มีคำตำหนิ หลวงปู่มั่นไม่ตำหนิใคร ให้จิตขุ่น ถ้าตำหนิใครคงจะต้องจิตขุ่นอยู่ คงหมายถึงอย่างนั้น พิจารณาจิตพุทธในกายตน ก็ความหมายง่าย ๆ ดี มีจิตพุทธแล้วพิจารณาในกายตน ก็ดีสินะ คุณที่เขียนมานี่ คุณเข้าใจคำว่า “กาย” กายของตน กายตน นี่ กายนี่มีจิตนะ กับองค์ประกอบที่เกี่ยวทั้งดินน้ำไฟลมด้วย เรียกว่า .กาย” กายต้องมีจิต กายไม่มีจิต ไม่ได้ นี้คุณเข้าใจหรือยัง? พิจารณาจิตพุทธในกายตน กายที่มีรูปกับนาม หรือว่ามีดินน้ำไฟลมกับจิตร่วมรวมกันอยู่นี่ เป็น “ธรรมะ 2” นี่ มันยังไม่เป็นจิตพุทธหรอก พิจารณาจิตพุทธ ก็ต้องศึกษา “ธรรมะ 2” นี้ จนกระทั่งทำ “ธรรมะ 2” โดยเฉพาะเข้าไปถึงกรรมฐาน คือเวทนา “เทฺว ธมฺมา ธรรมะ 2”

เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (พตปฎ. เล่ม 10 ข้อ 60) เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ซึ่งประโยคแค่นี้แหละใน พตปฎ. เล่ม 10 ข้อ 60 สุดยอด เทฺว ธมฺมา ธรรมะ 2 ทฺวเยน เวทนาย จับที่ เวทนายะ นี่แหละ มันมีความเป็น 2 ทฺวเยนะ เอกสโมสรณา แล้วทำความเป็น 2 นี้ให้เป็น 1 เอกสโมสรณา ภวนฺติ ให้สำเร็จ นี่คือตัววิธีสอน เป็นสูตร อาตมาถือว่าเป็นสูตรสำเร็จลย เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ นี้อาตมาถือว่า เป็นสูตรสำเร็จของศาสนาพุทธเลย ธรรมทั้งสองเหล่านี้ แล้วก็ทำธรรมะ 2 นี้ รวมลงเป็นหนึ่งเดียวในเวทนา ซึ่งมันก็ยังมีส่วนสองอยู่ ทำให้เป็น 1 ได้ ให้สำเร็จลงเป็น เอกัคคตา หรือเป็น เอกธรรม นี้เป็นต้น ภวนฺติ ก็แปลว่า ทำสำเร็จ นะ ส่วนที่จะเข้าใจอย่างหลวงปู่มั่นไปนั่งสมาธิหลับตา แล้วก็ไปตั้งอะไรต่ออะไร อาตมาก็ขอยืนยัน ขออภัยนี่เป็นวิชาการ พูดเป็นวิชาการ บอกด้วยความจริงใจว่า อย่าไปหลงเข้าใจผิดว่า หลวงปู่มั่นเป็นพระอรหันต์ เพราะท่านไม่ใช่อรหันต์ ท่านยังไม่ได้บรรลุธรรมที่สัมมาทิฏฐิอย่างถูกแท้ เพราะว่าท่านปฏิบัติดิ่งไปในทางหลับตา แล้วไปในทางเทวนิยมกันไป มีภพ มีชาติ อยู่

การนั่งหลับตาสมาธินี้ คือการสร้างภวภพ : การนั่งหลับตาสมาธินี้ คือการสร้างภพ ไม่ได้ล้างภพล้างชาติ สร้างภพเป็นภพภายใน เรียกว่า ภวภพ มี รูปภพ กับ อรูปภพ แล้วก็ไปสร้าง รูปฌาน กับ อรูปฌาน ที่ รูปฌาน กับ อรูปฌาน นี่ คือ รูปภพ กับ อรูปภพ ไม่ใช่การล้างภพชาติ ล้างภพชาติ ต้องล้างเป็นลำดับ เริ่มตั้งแต่ล้างกามภพให้หมด และลืมตา ไม่ได้หลับตาเลย เมื่อล้างกามภพหมด จะเป็นอนาคามีภูมิ เหลือกิเลสอยู่ในภว ภวตัณหา นะ เมื่อล้างกามตัณหาหมดเกลี้ยงกิเลสแล้ว (ลำดับต่อไป) ภวตัณหาที่มีรูป เรียกว่า มโนมยอัตตา กับ ไม่มีรูป คืออรูปอัตตา เป็นลำดับ ก็ยังลืมตาปฏิบัติทั้งนั้น ไม่ได้มีหลับตาปฏิบัติเลย นี่ของศาสนาพุทธ (มโนมยอัตตา และ อรูปอัตตา ใน การได้อัตตา 3)

การนั่งสมาธิหลับตา มีอานิสงส์ 4 ถ้าจะหลับตาปฏิบัตินั้นก็ได้ แต่ต้องสัมมาทิฏฐิว่าหลับตาไปแล้ว ไม่ใช่เป็นการขัดเกลากิเลส ไม่ใช่ การนั่งสมาธิหลับตา มีอานิสงส์ เป็นอุปการะ 4

1. นั่งพัก สงบ 2. ศึกษาจิตในรายละเอียดขณะหลับตา คือ เป็นจิตในภพ ใช้สัญญากำหนดรู้จิตในภพ ซึ่งจิตในภาพไม่ใช่จิตในปัจจุบัน จิตในภพที่หลับตานั้น มีแต่ภพในอดีต กับอนาคต หลับตาเข้าไปแล้วมีแต่สัญญา ไม่มีปัญญา ความรู้ในระดับปัญญาจะเกิดในการนั่งหลับตาไม่ได้ ปัญญาจะเกิด ต้องมีการลืมตา ตื่น มีสัมผัสเป็นปัจจัย มีตาหูจมูกลิ้นกายใจ เกิดในขณะนี้กรรมกิริยา ตื่น ๆ ทั้งในขณะทำอาชีพ ทั้งขณะมีกัมมันตะ ทั้งขณะพูด ทั้งขณะคิด ต้องมีมรรคมีองค์ 8 ต้องมีสติสัมโพชฌงค์ โดยเฉพาะมีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์อย่างสำคัญ ที่จะเก่ง ธัมมวิจัยนี่จะเป็นธรรมะเก่ง เป็นมุทุภูตธาตุที่จะสามารถทำงานอย่างแววไว มีเวทนา สัญญา สังขาร ที่แววไว คล่องแคล่วในการตรวจสอบธรรมะ 2 ตลอดเวลา จึงเรียกว่า กายปาคุญญตา เป็นธรรมะที่จะมีความคล่องแคล่วของเวทนา สัญญา สังขาร ทำงาน ทั้งปัญญา ทั้งเจโตที่เร็ว เพราะฉนั้น ที่อาตมาพูดเป็นวิชาการอธิบายให้ฟังนี้ ไม่ใช่ไปลบหลู่หลวงปู่มั่น มีประเด็นหนึ่งที่อาตมาอยากจะทำความเข้าใจให้ชัด ว่า ศาสนาพุทธนั้น จริงที่เป็นศาสนามักน้อยสันโดษ ไม่สะสม ไม่มีมาก ไม่มีมาย นั้นจริง แต่แกนปฏิบัติประพฤติมักน้อยอย่างโต่งไปอย่างฤาษี หรือโต่งไปอย่างศาสนาเชน โต่งไปอย่างฤาษีดาบส ที่หนี หนีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หนีลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไม่มีสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่ใช่วิธีของศาสนาพุทธ ไม่ใช่วิธีสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ ของศาสนาพุทธ ผู้ที่ยังไม่เข้าใจสัมมาทิฎฐิ ในวิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้าจริงๆ อย่างที่กล่าวคร่าวๆ นั้น ปฏิบัติไปให้ตาย ก็ไม่มีทางเป็นอรหันต์ ขอยืนยัน เพราะมันไม่ใช่สัมมาปฏิบัติ จะเกิด ศีล สมาธิ ปัญญาไม่ได้ เพราะปัญญามันไม่ได้เกิด ปัญญาจะเกิด ต้องมี ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ที่เกิดจากการปฏิบัติมรรคองค์ 8 และมีโพชฌงค์ 7 ร่วมอยู่ด้วย ทั้งโพชฌงค์ 7 และ มรรคองค์ 8 นี่แหละปฏิบัติเป็นหลักใหญ่ แล้วจะเกิด โพธิปักขิยธรรม 37 ด้วยการปฏิบัติ 3 หลักต้น คือ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 และ อิทธิบาท 4 อิทธิบาท 4 คือการพากเพียร สติปัฏฐาน 4 คือตัวปฏิบัติจริง ๆ เลย และโครงสร้างครบ ก็คือ สัมมัปปธาน 4 ต้องมีสำรวมอินทรีย์ 6 สังวรปธาน มีสังวรอินทรีย์ 6 และอินทรีย์ 6 หมายถึง อย่างลืมตานะ สำรวมอินทรีย์ 6 ไม่ได้หมายถึงหลับตานะ ต้องลืมตานะ เพราะฉะนั้น สัมมัปปธาน 4 นี่เป็นตัวระบุชัดเลยว่า ปฏิบัติธรรมของพุทธต้องมีทวารทั้ง 6 สัมมัปปธาน 4 มี สังวรปธาน สังวรในอินทรีย์ แล้วก็ปหานปธาน แล้วจึงจะเกิดผล เกิดผลเป็นภาวนาปธาน แล้วอนุรักขณาปธาน รักษาผลต่อไป เพราะฉะนั้น สัมมัปธาน 4 นี่ ยืนยันเลยว่า คุณจะต้องมีสำรวมอินทรีย์ มีตาหูจมูกลิ้นกายใจตลอด การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าจึงไม่หลับตาเลย และยังยืนยันใน พรหมชาลสูตร พระไตรปิฎก เล่ม 9 พระสูตรแรกเลย กรรมฐานของศาสนาพุทะต้องมีเวทนา และเวทนาต้องมีผัสสะ เป็นเหตุ มีอายนตะจึงจะเกิดธาตุจิต หรือธาตุวิญญาณ จิต หรือมโน หรือวิญญาณให้ปฏิบัติ จึงจะมีฐานในการปฏิบัติ ไม่เช่นนั้น ไม่มีจิตมโนวิญญาณให้ปฏิบัติ ที่เกิดจากการสัมผัสจากอายตนะ เมื่อสัมผัสแล้ว จึงมีเวทนา เป็นกรรมฐานให้ปฏิบัติ ในปฏิจจสมุปบาท วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา นี่แหละตัวจะปฏิบัติ ถ้าเข้าใจแค่นี้ยังไม่ได้ ก็ปฏิบัติไม่ได้ ตัววิญญาณนี่ต้องปฏิบัติอย่างมีนามรูป นามรูปคือ กาย คือธรรมะ 2 ถ้าไม่รู้จักวิธีให้เกิดธรรมะ 2 คือต้องมีกับนาม แล้วธรรมะ 2 นี่จะต้องเกิดทั้งภายนอกและภายใน เมื่อสัมผัสกันก็จะมีอายตนะเกิดเป็นตัวเชื่อม เมื่อสัมผัสเสร็จก็จะเกิดอารมณ์เป็นตัวรวมลง มันจะปรุงแต่งกันปั๊บ ก็รวมลง สโมสรณา- เป็นเวทนา ก็เกิดความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ 3 อย่าง นะ อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็วิจัยในเวทนา เพราะเวทนาเป็นกรรมฐาน วิจัย “เวทนา 108” โดยวิธี แตก(แจกแจง) ให้ได้ ใน “เวทนา 108” แยกกายแยกจิต ในเวทนา2 รู้จัก กายิกเวทนา รู้จัก เจตสิกเวทนา แล้วจะเกิดเวทนา 3 อารมณ์ สุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ และมันมีดีกรี-ระดับความแรง ความเบา ความมาก ความน้อย เรียกว่า เวทนา 5 คือ สุขมาก ทุกข์มาก สุขน้อย ทุ กข์น้อย เรียกว่า ภายนอก กับโสมนัส โทมนัส ก็คือสุขทุกข์นั้นแหละ ความพอใจภายใน ที่มันมีระดับความมาก-ความน้อย ความแรง-ความเบา เรียกว่าน้ำหนัก และอุเบกขินทรีย์ เพราะฉนั้น เวทนา 5 มี สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัส โทมนัส อุเบกขา เป็นเวทนา 5 รู้จักอาการของจิต ว่า มันเป็นอาหารสุขหรือทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ 3 อย่างนั้น และน้ำหนักมากน้อยเท่าไร ภายนอกเรียกว่า สุข ทุกข์ ภายในเรียกว่า โสมนัส โทมนัส หรือมันไม่มี เป็นอุเบกขา มันเฉยๆ มันไม่สุขไม่ทุกข์ ก็รู้จากอาการที่มีน้ำหนัก ความแรง ความเบา ความมากหรือความน้อย นี่คืออินทรีย์ 5 หรือเวทนา 5

และเวทนา 6 เกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้ง 6 ทวาร นี่แหละ

6 ทวารนี้ เมื่อเกิดทำงานขึ้นมา มันก็จะเกิดสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ทางตากระทบรูป ก็เกิดสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ หูกระทบเสียง ก็เกิด สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ทั้ง 6 ทวารนี้ เกิดได้ทั้ง(เวทนา 3) สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ (6 ทวาร x 3 เวทนา) รวมเป็น 18 เวทนา แล้วท่านก็แยกเวทนา 18 ออกเป็น 2 หมู่ คือ เคหสิตะ 18 กับ เนกขัมสิตเวทนา 18 เวทนา 18 ท่านเรียก มโนปวิจาร 18 ที่ต้องรู้จักพฤติกรรม วิจาระ นี่ รู้พฤติของมัน แบบโลกีย์ เรียกว่า เคหสิตะ และก็อีกหมู่หนึ่งก็มี 18 เหมือนกัน ก็เกิดจาก 6 ทวาร เกิดสุขก็ได้ ทุกขืก็ได้ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ แต่เป็นแบบโลกุตระ ก็ต้องรู้ความต่างของจิต ผู้ที่เนกขัมมะเป็น อ่านเวทนาเป็น ทำให้กิเลสลดลง ก็เป็นความสุข เป็นความทุกข์ที่เหลือ ของโลกุตระ ก็ต้องรู้จักอาการพวกนี้ตามบัญญัติภาษาที่ท่านบอกไว้ชัดเจน หรือแม้แต่อุเบกขาเหมือนกัน อุเบกขาอย่างเคหสิตะ มันเฉยๆ เป็นเฉยพักยก ที่อาตมาใช้คำว่า มันเฉยพักยก มันก็มีความเฉย บางทีมันก็เฉย ๆ ไม่สุขไม่ทุกข์อะไร ได้ แต่อุเบกขาอย่างนั้น ไม่ใช่อุเบกขาอย่างที่เป็นเนกขัมมสิตะ เพราะอุเบกขาเนกขัมมสิตะนั้นคือฐานนิพพาน พ้นโสมนัส พ้นโทมนัส หรือว่าพ้นสุข พ้นทุกข์ เป็นอุเบกขาเพราะทำกิเลสออกได้ มันเฉยเพราะไม่มีกิเลส แต่ไอ้นั้น กิเลสมันไม่ทำงาน เฉยๆ อุเบกขาเคหสิต มันพักยก กิเลสแค่ขอพักยก มันก็เป็นธรรมชาติ แต่ของอันนี้ไม่ใช่ธรรมะ มันเป็นธรรมะ เป็นธรรมะที่โลกุตระ ไม่ใช่ธรรมชาตินะ ปกติธรรมชาติมันยังมีกิเลสเกิดอยู่ แต่ว่ามันอยู่ในอาสวะ อยู่ในอนุสัย ไม่ใช่เป็นอุเบกขาที่เป็นฐานนิพพานคือเอากิเลสออกแล้ว แล้วก็วางได้ จิตมันว่างจากกิเลสไป แต่เคหสิตะนี่กิเลสมันแค่พักยก มันไม่ทำงาน มันกบดาน ไม่ทำงาน มันหยุดพัก เท่านั้น นี่อธิบายเป็นภาษาง่าย ๆ เป็นภาษาของสภาวะ อาตมาเอาจากสภาวะจริงมาอธิบายเป็นหลัก ไม่ได้ไปเอาจากตำราอะไรหรอกนะ เพราะฉะนั้นต้องศึกษาดี ๆ วิจัยวิจารณ์ เพราะได้ติดยึดมา อาตมาก็เห็นใจนะ ติดยึดมาอย่างสายอาจารย์มั่น ก็ดี ติดยึดมากจากสายแบบนั่งลืมตาปฏิบัติ อย่างสายท่านพุทธทาส หรือลืมตาปฏิบัติแบบติช นัทฮันห์ นี้เป็นต้น มีสติ แล้วก็พยายามปฏิบัติ โดยไม่ได้อธิบายเป็นกระบวนการของศาสนาพระพุทธเจ้า ที่มีการปฏิบัติเป็นกระบวนการครบ มีศีล สมาธิปัญญา พร้อมกันอยู่ในเวลาเดียวกันในการปฏิบัติไปตามลำดับ ถือศีล 5 คุณก็ต้องระมัดระวัง อ่านจิต สังวรจิต ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ไม่พูดปด ไม่วุ่นวายกับอบายมุขที่เราติดอยู่ เราต้องดูว่า อบายมุขของเรามีเท่าไหร่ นี่คือกรอบปริเฉท ที่คุณจะต้องทำ ที่ต้องปฏิบัติเบื้องต้น เสร็จแล้วคุณปฏิบัติศีลนี่แหละ เมื่อคุณถือแล้ว มีสัมผัสเป็นปัจจัยเมื่อไร เกิดจิต คุณก็อ่านจิต คุณก็วิจัยกาย วิจัยเวทนา วิจัยจิต วิจัยธรรม วิจัยเป็นสติปัฆฐาน 4 แล้วก็ลด แยก วิจัยให้เห็นตัวเหตุ คือตัณหาหรืออกุศลจิต จิตในจิตที่มันเป็น สราคะ หรือ สโทสะ ก็กำจัดตัวนี้ กำจัดในขณะปฏิบัติมีสัมผัส เห็นของจริงอยู่หลัด ๆ พิจารณามัน ไม่ใช่กดข่ม กดข่มก็ต้องช่วย กดข่มมันเป็นอัตโนมัติอยู่แล้วมนุษย์อ่ะ ก็ไม่ต้องไปกดข่มจนกระทั่งมันดับไปเลย ไม่ใช่ แต่ให้เห็นลีลาอาการ ลิงค นิมิต ให้เป็นว่ามันเป็นกิเลส เป็นอาการอกุศลจิต แล้วพิจารณามันด้วยการเกิดปัญญา พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นเหตุแห่งทุกข์ แล้วมันก็จะลดลง ๆ จนกระทั่งมันหายไป ไม่มีตัวมีตน ถ้าพิจารณาจริง ๆ เห็นว่า มันหายไปชั่วคราว ก็เป็นตทังคปหาน ทำได้เป็นครั้งเป็นคราว โอ้! พิจารณาอย่างนี้ มันดีเฮะ กิเลสมันหายไปด้วยปัญญาว่า ด้วยความเข้าใจว่า ไปยึดมันทำไม มันไม่ใช่ของจริง มันเป็นกิเลส มันเป็นอาคันตุกะจร เป็นอาคันตุกะที่มาสิงในจิตเรา มันไม่ใช่ตัวเรา มันไม่ใช่ตัวตนของเรา แล้วมันก็ไม่เที่ยง มันมาหลอกเป็นครั้งคราว มันไม่ได้ถาวรหรอก ไม่ใช่อัตตาที่เที่ยงแท้อะไร มันเป็นเหตุนะ ตัวการใหญ่เลยนะ กิเลสนี่แหละ คือตัวการใหญ่ เป็นตัวเหตุแห่งทุกข์นะ ทุกข์อริยสัจ แล้วคุณก็ไปหลงสวรรค์หลอก สวรรค์ลวงอยู่นั่นแหละ ซึ่งมันไม่มีหรอก สวรรค์หรอกก็ไม่มี สวรรค์ลวงก็ไม่มี ถ้าดับทุกข์สะแล้ว สวรรค์ก็หมด ทุกขืก็หมด จึงเป็นจิตสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข อทุกขมสุข เป็นพระอาริยเจ้า เป็นพระอรหันต์ อาตมาอธิบายมันเร็ว มันครบ ตั้งแต่ต้นจนจบ อธิบายตั้งแต่ปุถุชน จนถึงพระอรหันต์ คนก็เลยเข้าใจได้ยาก เพราะมันรวบรัด ไม่ไปค้างและก็ไม่ไปหลงหลอกอยู่ในภพไหน ๆ อาตมาอธิบายปั๊บ ผ่านหมดเลย หมดภพจบชาติ มันก็เลยยากหน่อย ก็ต้องขออภัย

มีผู้ถามมา เขาสำนักธรรมกาย สำนักธรรมกาย ไม่มีทางที่จะรู้จักภพชาติ ไม่มีทางที่จะหมดสวรรค์ เพราะมีแต่สร้างสรรค์บานทะโล่โท่ บานออกไปเป็นปากกรวย ออกนอกจักรวาลเลย ธรรมกาย เดี๋ยวค่อยวิจารณ์ อาตมาเตรียมมาวิจารณ์ เขียนมาตั้ง 4-5 แผ่น

0893867xxxนมก.พ่อครูฯกล่าวตรงสัจธ.อันเป็นจริงตามที่เห็นโลกธ.ชัดเจน! ไม่เคยเห็นผู้นำปชธต.ขาเดียวในปท.ไหนสร้างโลกให้สุขสงบสันติภาพได้เลย! มีแต่ปชธต.2ขาในปท.ที่มีสถาบันกษฯสร้างสมดุลโลกสุขสงบสันติฝ่าฟันทุกวิกฤติภัยได้! 0893867xxxพสกนิกรผู้จงรักภักดีล้วนรู้ดีว่า การได้เกิดเป็นคนไทย (มนุษย์1) การได้มาอยู่ใต้ร่มพระบารมีจักรีวงศ์ (ดำรง ชีวิต1) การได้อยู่ในแดน พุทธศ. (พบพระพุทธเจ้า1) การได้ปฏิบัติธ.(ได้ฟังธ.พระพุทธองค์1) เป็นสิ่งที่ได้มาโดยยากที่สุดในวัฎฎจักรวาล! 0893867xxxแต่อดีตว่าที่ปธนธด.รัฐไทยใหม่! ว่าที่ประมุขสาธารณรัฐฤาสปป.เหนือฤามหานนครรัฐใต้?ว่าที่ผู้นำปชธต.ในปฎิญญาฟิลแลนด์! ว่าที่นายใหญ่ลัทธิ1ในTEN COMMANDMENTจากrules for operationไม่เคยคิดว่าการได้เกิดเป็นอยู่คือตามพุทธพจน์4ได้มาโดยยาก!ปลงเอวังหน๊อ

นางอัปสรในสวรรค์จากนันทสูตร

_ จาก Thanadol Kuttadhammo Masrangsarid (พระธนดล คุตฺตธมฺโม มาศรังสฤษดิ์) ถามมาว่า....จากที่พ่อครูได้เทศนาไว้ว่า.... มหานรกสุดเวอร์ คือสวรรค์ที่ Over ผู้ที่เข้าใจบุญไม่ได้ จึงทำให้เกิดศาสนาเลวร้ายหนัก จนเกิดเป็นธรรมกาย เอาธรรมกายมาเป็นชื่อของตัวเอง แต่เนื้อแท้เป็นอภิมหาอเวจี เป็นมหานรก มหานรกสุดเวอร์ คือสวรรค์ที่ Over and over สวรรค์ก็เป็นภพ นรกก็เป็นภพ ไม่มีใครสร้างภพนรกหรอก แต่มีคนโง่ที่สร้างภพนรกอย่าง Over and over มีแต่คนโง่สุดๆเท่านั้น คนโง่ Over โง่ จึงสร้างสวรรค์ Over สวรรค์ สวรรค์มันไม่มีในศาสนาพุทธ ดับสวรรค์ได้คนนั้นบรรลุอรหันต์ ดับสวรรค์ได้นรกก็หายไปด้วย นรกคือตัวปลอมของสวรรค์ เป็นตัวหลอกของสวรรค์ เป็นตัวเงาของสวรรค์ จริงๆไม่ใช่เงา แต่เป็นเนื้อแท้ของสวรรค์เลย นรกคือเนื้อแท้ของสวรรค์ ผู้ใดหลงสวรรค์อยู่ ผู้นั้นมีนรกทั้งนั้น อาตมาพูดนี้ เป็นสิ่งลึกซึ้งเป็นสิ่งที่ดี แต่เขาอาจจะยาก ...............ถ้าอย่างนั้นแล้วที่ พุทธประวัติที่บรรพบุรุษของเรา ได้ยินได้ฟังมาเป็นเรื่องโกหกน่ะสิ (พระพุทธเจ้า ทรงพาพระนันทะไปสวรรค์....พระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ นันทสูตรข้อ๖๗ - ๖๙) พ่อครูว่า...ทั้งหมดนี้รวมที่ธัมมชโย สังเกตง่ายๆ ภาพใน dmc เป็นภาพที่ประดิดประดอย ตกแต่งให้สวยให้งาม ให้พริ้งเพริศ ให้สุด สุดเริศสุดสวยงามหรูหรา เป็นสวรรค์ที่ประดิดประดอย ตกแต่งสุดฤทธิ์สุดเดชของเขา คือคนที่จมดิ่งในสวรรค์ ยังไม่มีโงหัว

๒. นันทสูตร [๖๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระนันทะพระภาดาของพระผู้มีพระภาค โอรสของพระมาตุจฉา ได้บอกแก่ภิกษุเป็นอันมากอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถจะทรงพรหมจรรย์อยู่ได้ ผมจะบอกคืนสิกขาลาเพศ ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระนันทะพระภาดาของพระผู้มีพระภาค โอรสของพระมาตุจฉา ได้บอกแก่ภิกษุเป็นอันมากอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถจะทรงพรหมจรรย์ ผมจะบอกคืนสิกขาลาเพศ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน