601228_ทวช.งานว.บบบ.ครั้งที่ 5 เพื่อฟ้าดิน สร้างคนจนสุขสำราญฯ ตอน1.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์357 KB
วันที่แก้ไข10 กุมภาพันธ์ 2568

เนื้อหาในไฟล์

601228_ทวช.งานว.บบบ.ครั้งที่ 5 เพื่อฟ้าดิน สร้างคนจนสุขสำราญฯ ตอน1

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อธิบาย ญาณ 7 พระโสดาบัน พ่อครูว่า... วันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 28 ธันวาคม 2560 ที่ บวรราชธานีอโศก วันนี้ เป็นวันเริ่มต้น ที่จริงก็ผ่านมาวันหนึ่งแล้ว มันเลทไป แต่ก็ยังน่าชื่นใจ มีมา 502 คน ที่ลงทะเบียนสอบ เลย 500(ครึ่งพัน) ไปได้ 2 คน พอถูไถ เรามันต้องพันกว่าน่า มหาปวารณาเราเคย 2000 กว่า ตอนนี้ก็ยอบแยบ มันก็เป็นไปตามธรรมชาติ มันเคี่ยวข้น จะเหลือตะกอน หรือเนื้อ มันเป็นธรรมดา ธรรมชาติ ดิน น้ำ ไฟ ลม จะต้องเข้าหาแรงที่จะเข้มข้นสูงสุด อาตมาก็ยังตั้งอกตั้งใจ ทำชีวิตให้ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น ให้มีพลังงานทางจิตวิญญาณ มีประสิทธิภาพที่ ยิ่งๆๆขึ้น มีความก้าวหน้า มีอัตราการก้าวหน้า ที่เป็นปฏิภาคทวี ทบทับทวีขึ้น ซ้อนๆๆ ขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ถ้าสามารถที่จะทำได้ ในความสามารถของคนในระดับหนึ่ง เริ่มต้นของ ผู้ที่เข้ามาสู่ความเจริญ ของพระพุทธเจ้าก็ได้ว่า อาริยะ ต้องใช้ศัพท์คำว่า อาริยะ ให้มันต่างจากคำว่า อริยะ ที่ ไปทางเจโต และต่างจากคำว่า อารยะ ที่ ไปทางปัญญา ที่จริงแล้ว ไม่ใช่ปัญญาแท้ มันเป็นความเชื่อ และฉลาดโลกๆ โลกีย์ เรียกว่า เฉกา เฉโก แต่มันผิดเพี้ยนไป หลอกคนอื่นได้ ว่าเป็นปัญญา พยัญชนะคำว่า ปัญญา มาเรียกความ ฉลาด แต่แท้จริงนั้นเป็น โลกีย์อยู่ ถ้ายังเป็นโลกีย์อยู่ มันก็ไม่เข้ากระแส ผู้ที่นับเป็นอาริยะของพระพุทธเจ้านั้น เรากำลังพยายามที่จะรวบรวม หลักฐานวิชาการ อะไรต่างๆนานา เป็นหลักเกณฑ์ที่เขาใช้กันในสมัยใหม่ มีระบบระเบียบอะไรต่างๆนานา ให้พูดกันด้วยภาษาสามัญโลกๆ เอามาพูดกันยืนยันกัน มีเหตุปัจจัยข้างนอก ยืนยันตัวบุคคล พฤติกรรม และมีภาษาชื่อเรียก อย่างนี้นะๆ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม กาย คือ ภ

อ่านต่อ

ายนอกทั้งหมด เลย แต่มีนัยลึกซึ้ง ที่ ไม่ขาดจากจิต ถ้ามีแต่ร่างข้างนอก ดินน้ำไฟลมเฉยๆ ไม่มีจิตเข้าไปร่วมด้วย จริงๆแล้วภาษาบัญญัติพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่ากายนั้น มันไม่ใช่ มันต้องมีจิตร่วมเสมอ ขาดจิต ไม่เป็นกาย พระพุทธเจ้าท่านได้ให้หัดแยกกาย แยกจิต ให้ชัดๆ พิจารณามูลกรรมฐาน 5 ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นองคาพยพภายนอกของเรา ที่ไม่ได้ขาดไปจากกาย แต่อยู่ภายนอก จับต้องได้ ไม่ว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ผิวหนังที่เป็นส่วนภายนอก หนังนี่เจ็บที่สุดแล้ว อธิบายยาก หนังกำพร้า กับหนังกำพลอย นี่มันติดกันจนแยกไม่ออก ถ้าจะไปเอาฟัน มันก็ยาก ต้องหมอฟัน ต้องเจียเข้าไป ส่วนที่เป็นประสาทเข้าไป ก็เป็นกาย แต่ถ้ายังไม่จี๊ด เข้าไปมันก็ยังไม่กลับ ส่วนที่ไม่มีความรู้สึก ก็ไม่ใช่กาย เล็บ นี่ง่ายกว่าเพื่อน เห็นเลยว่าโด่มา ไม่ติดกับประสาท เราก็เอาที่ความรู้สึก ถ้ามันเจ็บอยู่ ก็ใช่กาย ถ้าไม่รู้สึกไม่เจ็บ ก็ไม่ใช่กาย แต่ความรู้สึกของคนทั่วไป กาย นี้คือต้องไม่รู้สึกเจ็บ ถ้ายังรู้สึกเจ็บอยู่ ไม่ใช่กาย อย่างนี้เป็นต้น นี่คือความผิดพลาด เมื่อเข้าใจ กาย คำเดียวนี้ผิด ก็พิจารณาความจริง มันกลับกันไปแล้ว จิตเป็นกาย กายเป็นจิต แต่นี่ไม่เอาอะไรแล้ว กายไม่เกี่ยวกับจิตเลย แล้วจะไปพิจารณาอะไร ได้อย่างไร มันต้องพิจารณาอาการของจิต ต้องดูอาการของจิต ดิน น้ำ ไฟ ลม มันไม่มีทุกข์สุขหรอก จะร้ายหรือดี จะมีคุณมีโทษ ก็อยู่ที่จิต ต้องจัดการกับการบงการจิตเราเอง เราต้องเป็นผู้บงการได้ เริ่มต้นคำว่ากายของตัวเองแท้ๆ คำว่า สักกาย กาย แปลว่า รูป นาม สัก แปลว่า ตัวตน ตัวเรานั่นแหละ สักกาย จึง เป็นสังโยชน์ตัวแรก หากอ่านสักกายไม่ออก ไม่เข้าเขตการศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า เป็นข้อแรกเลย สักกายคืออะไร คือจิตของเรา ตั้งแต่สัมผัส อาการของจิตออก อ่าน อาการ ลิงค นิมิต อุเทส คือคำอธิบาย ที่อย่างอาตมาอธิบาย แล้วเอาไปอ่านอาการ มีเครื่องหมายนิมิต มันไม่มีตัวตน รูปร่าง สีสัน แต่มันมีอาการเคลื่อนไหว อาการไหวไปไหวมา เคลื่อนไปมา มันไม่ได้นิ่งเลย เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรม ทำให้จิตใจนิ่งไปเลย แล้วไปลงอยู่ที่จิตนิ่ง ไม่มีธรรมะวิจัย นิ่งจบ นี่แหละคือสูงสุด นิโรธ ก็ไม่ได้เรียนดูอาการของจิตเลย จิตหมดอาการ ก็เลยออกนอกจากศาสนาพุทธไป มันก็ง่าย สะกดจิตอยู่เฉยๆ คนที่ฝึกฝนเรียนรู้มาพอสมควร ทำจิตให้หยุดนิ่ง มันไม่ยากอะไรหรอก นอกจากคนปุถุชน โลกโลกีย์ ที่ไม่เคยฝึกอะไรเลย จะมาทำจิตให้หยุด เขาก็บอกว่า จิตเหมือนลิง ทำให้มันอยู่นิ่งไม่ได้ ถ้าใครจะกดให้มันอยู่นิ่งได้ ก็ชนะ ก็เป็นเรื่องเบื้องต้น ตื้นๆ ง่ายๆ หยุดได้เก่ง ก็ไปหลงว่า นั่นแหละคือความสำเร็จ เสร็จแล้วเขาบอกว่า จะวิปัสสนา ก็ยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา และเป็นอย่างไร ก็นั่งหลับตา แล้วยกจิตขึ้นมาวิปัสสนา ให้จิตมันนิ่ง ไม่คิดอะไรเลย ให้มันคิดนิดหนึ่ง เรียกว่ายกจิตขึ้นวิปัสสนา แต่อย่าไปคิดมากนะ เดี๋ยวมันเตลิดเปิดเปิง คุมไม่อยู่ ก็ถูกของคุณ คุณยังไม่มีแรง ไม่มีประสิทธิภาพในจิตเลย ก็ทำอย่างนั้น อาตมาทำมาหมด ที่เขาพูดกันทั้งหลาย อาจารย์ใดๆ เขาพูดกัน คำอธิบาย กาย แต่อาตมาทำมาหมด รู้หมดทุกอย่าง เรามาเอาหลักการตามพระพุทธเจ้า โดยมีหลักเกณฑ์ ตั้งแต่เบื้องนอก ต้องมีตั้งแต่เบื้องนอกเสมอ ไม่ใช่ไปเอาแต่อ่านจิต เล่นอยู่กับจิต มันละเอียดเกินไป มันข้ามขั้น มันไม่เป็นไปตามลำดับ เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย เพราะฉะนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ อาตมาอธิบาย ตามหลักวิชาเลย พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัส เอาคำว่า ความรู้ อธิบายความรู้ ธาตุรู้ ท่านบอกว่าต้องมีปัญญา หรือมีความรู้ ที่เรียกว่า เป็นอริยะ ต้องมีความรู้ 7 ประการนี้ เรียกว่า ญาณ 7 แล้ว ญาณ7 นี้จะไปอ่านอะไรหมดหรือไม่ ไม่ใช่ อ่านแค่องค์ประกอบของศีล 5 ศีล 5 นั้น 3 ข้อแรกเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบทางกาย ข้อ 4 องค์ประกอบของ วจี คำพูด ข้อ 5 คือจิต ก็ต้องให้ชัดเจนก็ต้องมาพูดตัวอย่างประกอบคือกาย มี 1. สัตว์ 2. ของ 3.สัมผัสกับสัตว์ กับของ นี่แหละ แล้วเกิดกิเลส กิเลสในการสัมผัส และเกิดทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ห้าทวาร สัมผัสแล้ว เกิดไปติดยึดในอารมณ์ที่สัมผัสนั้น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เสียดสี เย็น ร้อน อ่อน แข็ง นั่นแหละ เอาเท่านี้ก่อน เพราะฉะนั้นเริ่มต้นมาเลย ตามศีล หยาบที่สุด ในการสัมผัสแล้ว หยาบที่สุด การสัมผัสแล้ว ท่านเรียกว่า อบาย อบายภูมิ 6 เอาตามตำราเลย มีอะไรบ้าง 1. เสพของมึนเมาให้โทษ 2. เที่ยวกลางคืน 3. เที่ยวดูมหรสพ การละเล่น 4. เล่นการพนัน 5. คบมิตรชั่ว 6. เกียจคร้าน ถ้ายังมีเรื่องที่คุณยังไปติดอยู่ 6 อย่างนี้ ถือว่าเป็นอะไร หนึ่ง มึนเมา ธรรมดาจิตวิญญาณ ประสาทของคนเรา ก็เมาอยู่แล้ว ปุถุชน เมาในโลกีย์ เมาลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เมากามคุณ 5 เมาอัตตา เมาอัตตาหยาบๆก็เอา กามคุณ 5 ต้องสวยระดับที่ 1 นะต้องไพเราะระดับที่ 1 นะ รสต้องเป็นชั้น 1 นะ แล้วแบ่งเกรด เป็นชั้นสูง ชั้นกลาง ชั้นต่ำ อะไรพวกนี้ เสียงก็ตาม รูปก็ตาม กลิ่นก็ตาม รสสัมผัสทางลิ้น ก็ตาม สัมผัสเสียดสี เย็นร้อนอ่อนแข็ง จัดจ้านหมด นี่เรียกว่า กาม ทีนี้เมื่อจะต้องสัมผัส แตะต้อง เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เริ่มต้น เรื่องสัตว์ แตะต้องกับสัตว์ แล้ว สัตว์ทั้งหลายนี่ คุณจะต้องหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวง อย่าไปหวังมุ่งร้าย มีความเอ็นดูต่อสัตว์ทั้งปวง สัตว์ทุกตัว ตั้งแต่เซลล์เดียว เขามีวิบากของเขา อันนี้ละเอียด เพราะว่าเราเอง เราไม่ต้องไปเกี่ยวข้องอะไร กับสัตว์ตัวใด วิบากของใครของมัน เรามีแต่ฐานะที่จะช่วย เขายินดีให้ช่วยเราก็ช่วย ไม่ยินดีให้ช่วยเราก็อย่าไปยุ่งกับเขา เดี๋ยวจะเกิดวิบากซ้อน เขายินดีให้ช่วยก็ช่วย หว่านไปกลางๆ เขาจะแอบรับเอา ก็ช่างเขาเถอะ เขาได้สิ่งที่ดีแล้ว ก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องหวงแหนหรอก อย่างนี้เป็นต้น อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับสัตว์ใดๆ อย่าไปสร้างวิบาก เชื่อมต่อ มันเป็นวิบาก แก่กันและกันมาทั้งนั้น ที่มันเป็นวิบากแข่งกัน มันจะห่างไกลกัน ไม่เจอกันร้อยชาติ พันชาติ ไม่เคยโคจรมาเจอกันเลย ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนอันหนึ่ง เป็นดาวฤกษ์ แล้ว อีกอันหนึ่ง เป็นอุกกาบาตอยู่ มันจะไปเข้าใกล้กันได้อย่างไร มันก็ต้องอีกนาน ยังไม่เข้าวงโคจร ไม่เข้าแรงดึงดูดอะไรเลย เดี๋ยวก็เข้าไปหาดาว ดวงน้อย ดวงนี้ ถูกถีบออก ถูกดูดไป หลงนึกว่าดี ก็เลยดึงดูดแรง พอรู้ว่าไม่ดี ก็ถีบแรงออกไปเหมือนกัน มันผลักออกกับดูดแรง เป็นอยู่อย่างนี้ สรุปเข้ามาง่ายๆ กิเลส พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่ากิเลส เป็นภาษากลางๆ กิเลสรวมทั้งหมด ตกจมลงในกิเลสเรียกว่า วิติกมะ มันจมมันดักดานมันหยาบ ถูกครอบไว้ทุกๆวัน ถูกหลอกพราง หนาเปรอะเลย เป็นจิตขั้นหยาบที่สุด ถูกหลอกไว้ ตั้งแต่ขั้นที่หยาบที่สุด ท่านเรียกว่ามึนเมา คนเรานั้นสติจะต้องเต็มร้อย แต่ถ้าสติไม่เต็ม ก็เริ่มเมาแล้ว สติมี 99 ก็เริ่ม เมาสติ 90 ก็ไม่เต็มร้อย ร่วมกันอย่างชัดเจนในนอก นอกใน แต่นี่เอาแต่นอก ไม่เอาใน ไม่ได้เรื่องเลย พวกเอาแต่นอก ไม่มีในไม่รู้จักจิตเลย พวกนี้พูดธรรมะไม่รู้เรื่อง ที่นี่เอาแต่ในเลย ไม่มีนอก ยังพอพูดกันรู้เรื่อง ภาวะจิตมันเป็นประธาน เอาแต่นอกเลย ไม่มีจิตนี้ เป็นการออกนอกเขตเทศบาลพุทธ คนละเรื่องเลย พวกนี้ไม่ต้องพูดกัน เพราะฉะนั้น เอาจิตเป็นหลัก เมื่อมีจิตร่วม มีเหตุปัจจัยนอก เรื่องเกี่ยวกับความเป็นสัตว์ ที่มีความรู้สึก มีจิตวิญญาณ มีเซลล์แห่งความรู้สึก แล้วมีจิตนิยาม เริ่มต้นตรงนั้น ต่างคน ต่างเป็นเพื่อนทุกข์ เกิดมานี่ มีแต่ทุกข์ทั้งนั้น ตั้งหน้าตั้งตา ตั้งแต่เป็นเซลล์เดียว ก็มีวิบากต่อไป เราไม่มีเวลาพอ ที่จะไปช่วยสัตว์ในระดับเซลล์เดียว ล้านเซลล์ ยังช่วยเขาไม่ได้เลย กี่ล้านเซลล์ในร่างกายคน กว่าจะเป็นเวไนยสัตว์ ที่สอนกันรู้เรื่อง แล้วระดับโลกุตรธรรมด้วย มันไม่รู้จะเอาเริ่มต้นที่ตรงไหน มันไกลมาก เพราะฉะนั้น ก็มาเอา ตามเขตของพระพุทธเจ้า ว่า 1. สัตว์หมายถึงอย่างนี้ 2.ข้าวของวัตถุต่างๆ ที่มันเป็นวัตถุ ทั้งหลายนอกตัวคือข้าวของ 3. อยู่ที่ความยึดติดต่างๆในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส คุณก็จำต้องรู้เลยว่า มันดูดหรือผลัก ไม่ดูดไม่ผลักจึงจะเป็นกำลังกาย จึงต้องตั้งสติ แล้วมีปัญญาที่จะมีธาตุรู้ ไปทำอะไรได้ นั่นคือ ไม่เอา ก็ต้องให้มีสติเต็มร้อย รู้นอกรู้ใน ขนาดมีสติเต็มร้อย ยังมีปัญญากันคนละขั้น สติเต็มร้อย แต่ปัญญา ความเฉลียวฉลาด ก็ยังมีคนละระดับ ก็เอาระดับที่ 1 คือระดับความรู้ ธาตุรู้ หรือเรียกว่าปัญญา ปัญญาเป็นภาษาพระพุทธเจ้าแล้ว เฉกา แปลว่าความรู้ ก็เอาภาษาไทยกลางๆ ความรู้ที่พ้นจาก วิติกมกิเลส เป็นความรู้ขั้นที่ 2 ได้ ปริยุฏฐาน อันที่ 1 วิตกมกิเลส อันที่ 2 ปริยุฏฐาน อันที่ 3 อาสวะ อนุสัย อันที่ 3 นี้เอาไว้ตัดสินกันที่อนาคามี หรืออรหัตตมรรค เอาหยาบก่อน ละเอียดอย่าเพิ่งไปกังวลมัน เป็นลำดับหลัง ลำดับปลาย สรุปเรื่องเมาในโลกีย์ เมาในโลกีย์ มีอะไรบ้าง 1. กุหนา ของอาชีพ 2. ลปนา ของอาชีพนี่หยาบสุดแล้ว 3. เนมิตกตา เป็นตัวกลางในวิชาอาชีพ 5 ส่วน นิปเปสิกตา แปลว่าบรรลุแล้ว แต่ยังมอบตัวในทางที่ผิด หมายความว่าคุณหลุดพ้นของคุณได้แล้ว แต่คุณยังไปรับใช้คนชั่ว คนดีไม่ให้ความร่วมมือร่วมงานอยู่ จะไปร่วมงานกับคนชั่วเรียกว่า นิปเปสิกตา ไม่ไปเสียแรงงานความคิดให้กับคนไม่ดี ส่วน ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา สุดยอดเลย ทำงานฟรี เราว่างแล้ว ไม่ต้องการอะไรตอบแทนเลย มี ชาวอโศกเรามีทั้งหมด พ้นมิจฉาชีพข้อที่ 5 นี้ด้วย ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตาแล้ว ไม่ยอมมอบตัวในทางที่ผิด ชาวอโศกเรามีเนื้อแท้ในนี้ ไม่ไปช่วยเขาหรอก จ้างอย่างไร ก็ไม่ไปหรอก มันมีจริงแล้ว รับรองว่า ไม่ไปไหน ส่วนเนมิตกตานั้น เป็นระดับกลาง ที่ต้องไปตามลำดับ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี เป็นขั้นตอนเรียกว่า เนมิตกตา สร้างไปตามลำดับ ส่วน กุหนา นั้นชั่วหนัก หยาบหนัก เลวหนัก เช่น อบายมุข6 เมาหนัก ตอนนี้เมาของหยาบ เมาในวัตถุที่ทำให้สติตก สัมปชัญญะไม่มี ยาเสพติด เหล้าที่ทำให้สติเราไม่เต็มร้อย เมื่อสติไม่เต็มร้อย อะไรที่ทำให้ประสาทมีสติไม่เต็มร้อย มันคืออบายมุขทั้งนั้น สอง เที่ยวกลางคืน ยังมีใจไปสนุกกลางคืน กลางคืนเป็นเวลาพักผ่อน กลางวันเป็นเวลาทำงาน กลางคืนเป็นเวลาพักผ่อน ให้รู้พัก รู้เพียร ตามธรรมชาติให้ร่างกายสมดุล ได้สัดส่วน ซึ่งจริงๆแล้วคนไม่ต้องพักผ่อนถึง 12 ชั่วโมงหรอก ทำงาน 12 ชม.พัก 12 ชม.มันก็เกินไป คนเราไม่ต้องถึงขนาดนั้น คนสามัญธรรมดาพัก 6 ชม.ดีแล้ว 8 ชม.นี่สำหรับผู้มีอายุมาก อนุโลมหน่อย 10 ชม.ก็มี ถ้า12 ชม.คุณจะต้องเรียกคืนในสภาวะซับซ้อนอีก ก็ว่าไป อย่างอาตมาต้องพักเติม 12 ชม.บ้าง ที่จริงไม่อยากจะอยู่ถึงหรอก แต่คนก็บอกว่าต้องเติม ดิน น้ำ ไฟ ลม มันไม่รู้เรื่องกับเรา ต้องเติมให้สมดุลบ้าง การเที่ยวกลางคืน ชาวอโศกเราไม่มีใครไปเที่ยวงานกลางคืนหรอก ส่วนพวกเด็กเล็กๆคะนองไปบ้าง ก็โดนลงโทษบ้าง แต่เด็กที่ติดจริงๆ เขาอยู่กับเราไม่รอดหรอก ผู้ใหญ่ก็ตาม ต้องไปเที่ยวกลางคืนอยู่ มาอยู่กับเราไม่ได้หรอก อย่างอบายมุขให้ละเอียด เถิดเทิงเฮที่ไหนไปที่นั่น เราก็ไม่ต้องลงลึกถึงขนาดนั้นก็ได้ สรุปแล้วอบายมุขข้อที่ 2 อันหนึ่งเมา อันต่อมา เที่ยวกลางคืน สาม จะดูมหรสพการละเล่น การละเล่นมหรสพ ก็ต้องอธิบายขีดต่ำ ระหว่างที่ถือว่าไม่ชัด อบายมุขตรงไหน การละเล่น ภาษาบาลีคือ กีฬา หรือ กีฬะ ภาษาไทย มีการละเล่นต่อเข้าไปอีก คือ การเล่น เล่นอะไร มีเกม มีกติกา มีการเล่น ที่เรียกทุกวันนี้ว่ากีฬา ทั้งหมดแหละ ไป เล่นอย่างมีความเสพติด เสพรส กีฬา ถ้าคุณอดไม่ได้ มันมอมเมามาก โปรโมทกันมาก ใน มหรสพ การบันเทิง เริงรมย์ ให้มอมเมา ติดในรสชาติ กามราคะ กามคุณ ส่วนกีฬานั้น เต็มไปด้วยการแข่งขัน เอาชนะคะคาน รุนแรง แต่อันนี้ไปหาทางโรแมนติก รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เป็น กามคุณ 5 สองอันนี้จัดจ้าน มหรสพ กับการละเล่น กีฬา การเล่น คือระดับซาดิสม์ มหรสพคือ โรแมนติก อันนี้เรื่องรักใคร่ อันนั้นเป็นเรื่องเอาชนะคะคาน เอาพลังเข้าว่า สองอย่างนี้ หนึ่งถ้าจะเล่น เพื่อออกกำลังกาย ตามสรีระ ก็พอสมควร มากกว่านี้ ไม่เอา คุณก็ใช้ให้พอเหมาะ ไม่ใช่ให้มันมากเกิน จนเกินไป ถ้าเกินไป มันไม่ใช่แล้ว มันเป็นการผนวก การปรุงแต่ง เพื่อจะเอา ดีเด่นดัง ใหญ่โต โก้เก๋ ก็อยากจะแวะไปถึงคุณตูน ว่ามันเกินไปแล้ว ก็ไม่อยากไปแตะ เพราะมันมีความเสียสละ ซับซ้อน มีการทาน มีการเสียสละ แล้วได้เงินมา เขาก็ไม่เอาอีก เอาเงินให้แก่โรงพยาบาลอีก มันซับซ้อน หลายชั้น มันเป็นคุณค่าหลายชั้น ก็ยังไม่อยากไปขยายความ ให้เขานิยมชมชอบอันนี้ไปก่อน แต่ถ้าลงลึกแล้ว เดี๋ยวหาว่าอาตมาไปเที่ยวริษยาคุณตูนอีก ถล่มเขาอีก ไม่ได้ถล่ม แต่เป็นวิชาการ เริ่มต้นในประเทศไทยนี้ เป็นการวัดค่า อาตมาใช้ตูน บอดี้สแลม เป็นเครื่องวัดค่า status quo เป็น เห็นอยู่หลัดๆ phenomenon ประเทศไทยชื่นชมอันนี้กัน ไม่ละเว้น ระดับตั้งแต่คนไม่มีความรู้ หรือคนไม่รู้เรื่องอะไร ทุกคนไปถึงระดับสูง ร่วมรู้ ร่วมรับรอง ร่วมเข้าใจกันได้หมด ก็ดีแล้ว ถ้าเกิดอย่างนี้ไปแล้ว ค่อยๆเข้าใจ ค่อยๆรู้ ทำออกไป มันยังมีตัวประโลมโลกอีกเยอะ แต่ก็ค่อยๆไปตามลำดับ อาตมาก็ต้องรู้ ตามน้ำ ถ้าไม่รู้ตามน้ำ เราขวางน้ำอย่างเดียว จะอยู่รอดอะไร อาตมาก็ต้องรู้ตามน้ำบ้าง อันนี้ถือว่าเป็นกีฬา มหรสพ การบันเทิง เริงรมย์ เอาแต่รสชาติ สนุกสนาน บันเทิง เริงรมย์ ซาบซึ้งประทับใจอะไร อร่อย สนุกสนาน ก็ไอ้พวกหนึ่ง เรียกว่า มหรสพ ต้องเข้าใจมหรสพจัดจ้าน จัดจ้านด้วยอะไร เรื่องราคา ราคายิ่งสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งเลวเท่านั้น ไม่ว่าจะราคาค่าตัวนักกีฬา ราคาค่าตัวดารา ยิ่งสูงเท่าไหร่ ยิ่งจัดจ้านเท่านั้น นั่นแหละ คือยิ่งเป็นมหรสพการละเล่น ยิ่งเป็นอบายมุข มันต้องแสดง เชิงอิตถีภาวะ ราคะ ถ้าไม่แสดงราคะ ก็แสดงจัดจ้าน ไม่ใช่เป็นกีฬา แต่ต้องแรง ต้องเป็น Hard Rock ตะโกนให้สุดเสียง ตีลังกาหกคะเมน เต้นให้เต็มที่ บอกว่าแสดงเก่ง เก่งชิบหาย ร้องเก่ง คอแตกตาย เต้นหกคะเมน ตีลังกา พลาดท่า คอหักได้ เก่งนะ เก่งมาก อย่างนี้คือ การแสดงที่ทำได้ยาก แต่ไร้สาระ ถึงตายได้ จัดๆ เรียกว่าอบาย ต่อมา การพนัน ข้อที่สี่ พนันขันต่อ ไม่ต้องอธิบายมาก พวกเรานี่ ไม่แล้ว ไม่พนันขันต่อ ไม่เสี่ยงทาย การเสี่ยงทาย ก็เป็นการพนันขันต่อ เล่นหุ้น ก็เป็นพนันขันต่อ ซื้อลอตเตอรี่ เล่นหุ้น ประกันภัย แชร์ ไดเร็คเซล ไดเร็กเซลนี้หยาบมากเลย หยาบอย่างละเอียดมากเลย หยาบอย่างหลอก สูงส่ง กินลึกมาก ซับซ้อน สูงระดับเพชร ทอง เงิน เยอะนะ เอาเปรียบเขา ไม่รู้กี่ต่อ ใช้จิตวิทยาที่มาก คนที่ไปถูก direct sale หลอกนี้ โง่ซับซ้อนมาก โง่อย่างคนฉลาด ที่ tripple โง่ การพนันก็คือ เราต้องได้มากกว่าที่ลงทุน ลงทุน 1 แต่ได้หมื่น แสน ล้าน เอาเปรียบกันชิบหายเลย ลงทุน 1 แต่จะเอาเปรียบได้เป็นแสน เป็นล้าน ตะกละตะกรามเกิน ขี้โลภเกิน มันเอาเปรียบเกินไป เสียสละ กับ เอาเปรียบ คุณยืนอยู่ในมุมของเสียสละเถิด อย่าไปยืนอยู่ ในมุมเอาเปรียบเลย แม้แต่นิดเดียว ให้มันได้เปรียบเลย คุณจะตายไหม ไม่เอาเปรียบ จะตายไหม ก็ไม่ตาย มีแต่พิสูจน์กันแล้วว่า เสียสละนี่แหละ ยิ่งสบาย ไร้กังวล ไม่ต้องมีศัตรู เรามีแต่ให้ มีแต่เสียสละ พออยู่พอกิน ไม่เบียดเบียนใคร พึ่งตัวเองได้ รอดแล้ว ทำให้เหลือเกิน แบ่งแจก ทุกคนมีความสามารถ ทำวัฒนธรรมให้ เกินกิน เกินใช้ แล้วเอามารวมกัน แบ่งแจกกัน แล้วก็ทำ ยังไม่ได้หยุด นอกจากเจ็บป่วย โอกาสต้องพักแล้ว รู้จักพักรู้จักเพียร ความหมายต่างๆของพระพุทธเจ้า ท่านสอนไว้ครบ ห้า คบมิตรชั่ว มิตรชั่ว ไม่ใช่พวกชั่วจัดๆ มิตรชั่ว คือมิตรที่ไม่มีศีล5 เป็นต้นไป กัลยาณมิตโต มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ในแวดวง คนศีล 5 ก็ต้องรู้ว่า จะไปคบกับใคร ต้องรู้ว่า คนนี้ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่มิตรแท้เรานะ มิตร นี้ ร่วมใจ สหาย คือ ร่วมประโยชน์ สัมปวังโก คือ ในวงใหญ่ แล้วแต่จะจัดรอบ เป็นประเทศเลย ก็ได้ เราก็เอาตามที่เรากำหนดมา มิตรที่พามา ในกรอบศีล5 นี่แหละ หากไม่อยู่ในกรอบ อาจเรียกสหาย คือผู้ที่ร่วมประโยชน์ เช่น เราค้าขายกับพวกไม่มีศีล 5 เราก็ต้องร่วมประโยชน์ด้วย ถ้าจะบอกว่า ไม่ไปร่วมขายกับพวกไม่มีศีล 5 ก็ขยายผลไม่ออก มีแต่พวกกันเอง มันก็ไม่พอ มันก็ต้องร่วมกับคนที่ไม่มีศีล 5 ด้วย แต่ถ้ามากเกิน เละเกิน ชั่วหนัก เราก็ไม่เอา บางทีเงินพวกที่เลวจัด ยกตัวอย่าง ถือว่าเลว เขารวยเละ แต่รวยเขาไปทำร้ายคน เขารวยมากเลย แล้วเอาเงินก้อนนี้ มายัดเยียดให้เรา ให้ฟรี เราก็รู้ว่าของคนนี้ เราก็ไม่เอา ที่บอกให้นี้ ไม่อยู่ตรงนี้หรอก รีดนาทาเร้นคนจน ได้เป็นแสนล้าน แล้วเอามาให้เรานึดนึง มาร่วมส่วนเรา เราก็ไม่เอา จะมาเอาเราไปเป็นพวก ซื้อเรา แค่ห้าล้าน แสนล้าน คุณเอามาหมดแสนล้านเลยสิ เราก็จะเอา เพราะคุณมาหมดตัวแล้ว มาอยู่กับเรา ถ้าไม่หมด อย่างนั้นไม่เอา ถ้าเอามาหมดเลย แสนล้านเลย หนอยนี่ เอามาแค่ 5 ล้าน 2 ล้าน แล้วเอาเราไปเป็นพวก บอกว่าเป็นพวกเดียวกันนะ เอาเราไปอ้างอิง เพื่อจะหลอกคนต่อ นี่คือความซับซ้อน จะต้องมีความเฉลียวฉลาด ที่จะรู้ทัน ข้อเกียจคร้านทำงาน อบายมุข ตัวนี้ต้องพ้นก่อนอื่นเลย เริ่มเกียจคร้าน ตัวแรก ก็ไม่ต้องทำมาหากิน ภาษาบาลีเรียกว่า กุสีตะ หรือโกสัชชะ ไม่ต้องทำมาหากินอะไร แล้วพวกเกียจคร้านนี่ มีความแข็งแรงก็ได้ ดีไม่ดี มีความรู้ มีความเฉลียวฉลาด ดีไม่ดี มีสมรรถนะ มีความสามารถ อีกต่างหาก ทำได้ ทำเป็น ทำเก่ง มีความรู้ และแข็งแรงด้วย แต่มันไม่ทำ แต่มันขี้เกียจ คนนี้เหมาะกับการเอาไปเผา แล้วไปฝังนะ เรียบร้อย หรือไม่อย่างนั้น ก็ไปโยนให้เสือกิน มันไม่ได้เรื่องอะไร เป็นภาระสังคม หนักแผ่นดิน เสียดายลม ที่มันต้องหายใจ ไม่งั้นมันก็ตาย เสียดายมันอยู่ทำไม เปลืองดินน้ำไฟเขา ส่วนพืชนี้ มันก็ไม่ไปรุกรานใครเลย มันทำแต่ตัวมันเอง แต่มาเป็นสัตว์นี้ ก็เริ่มเบียดเบียนคนอื่นได้ ตั้งแต่เป็นสัตว์เซลล์เดียว แต่มันก็ยังไม่รู้ตัวอะไร จนกว่าจะมารู้ตัวเองได้ สัตว์ในระดับที่ยังสอนไม่ได้ ก็ปล่อยไป ตามวิบากเขา อย่าว่าแต่สัตว์เดรัจฉานเลย คนที่สอนไม่ได้ ก็ปล่อยไป ตามวิบากเขาเถิด สุดวิสัยแล้ว สอนเขาไม่ได้จริงๆ เป็นบัวใต้ตมจริงๆ ก็หยุดนะ คนในระดับบัวใต้ตมนี้ คนบัวใต้ตมนี้ มีความฉลาดมากก็ได้ แต่สอนไม่ได้ เป็นความฉลาดโลกีย์ หรือแม้แต่จำคำสอนพระพุทธเจ้า ท่องทวนได้เก่ง สาธบายเก่ง สอนคนได้ แต่ไม่สามารถทำให้ตนเองบรรลุธรรม ได้เลย แม้แต่ชาติใด ชาติหนึ่ง จิตเกิดบรรลุ ตัวที่ 1 มันยังทำไม่เป็นเลย มันยังไม่พ้น สีลัพพตปรามาส เลย มันรู้หมดแล้ว แต่ยังไม่ทำ ปรามาสอยู่ ปรามาส นี้ ละเอียดกว่า ประมาท ประมาทคนอื่นยังเห็นด้วย แต่นี่ปรามาสนี้ ตนเองเห็นด้วยตัวเอง คนเดียว แต่มันไม่ทำ ถ้าตนเองทำแล้ว คือได้พร้อมหมดทุกอย่างแล้ว แต่ไม่ทำเสียที จะไปจับโจร แต่ก็เล่นอยู่กับโจร สนุกสนานกับโจรไป ไม่ทำอะไรโจรเสียที 1.ทำได้ 2.โจรไม่มีทางสู้ แต่ไม่ทำ ประหารโจรเสียเลยสิ เอาไว้ทำไม เล่นหัวกับโจร ลูบๆคลำๆ เหลาะๆแหละๆ เล่นๆหัวๆกับโจรอยู่ คำนี้อยากจะบอกผู้บริหารประเทศว่า อย่าไปเล่นอยู่เลย เล่นกับหมา หมาเลียปาก ทำดีไปเถอะ ทำเป็นเล่นไปเถอะ ควรจัดการข้างตัว หอกข้างแคร่นี้ก็ดี อย่านึกว่า จะอาศัยหอกสำหรับใช้เขานะ แต่มันจะแทงตัวเอง คุณเผลอเมื่อไหร่ หอกมันจะเอาคุณ ทำเป็นเล่นไป ขออภัยนะ ไม่ได้ยุส่งอะไร พูดให้ระวังตัว ให้คุณรีบจัดการ ไม่งั้นเสียเวลา เสียสิ่งที่ควรจะได้ดี มันก็จะเสียหาย สรุปแล้วอบายมุข 6 นี้เป็นตัวอย่างที่เอามายืนยัน ผู้พ้นอบาย คือ โสดาบัน เอาหลักการพระพุทธเจ้ามา เดี๋ยวนี้อบายมุข มีเป็นล้าน ละไว้ในฐานที่เข้าใจ อธิบายในหลัก 6 อย่างนี้ก็พอ แต่อบายมุข 6 นี้มีเป็นล้านอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ลาภ ยศ มีลาภเท่าไหร่ ควรพอ ถ้าคุณไม่อยู่ในหมู่ คุณจะมีเงินทองประมาณล้าน สองล้าน ห้าล้าน เท่าไหร่ คุณไม่อยู่กับหมู่ ไปอยู่ข้างนอก อาตมาประมาณไม่ถูกแล้ว ว่าต้องมีเท่าไหร่ แต่ถ้าอยู่ในหมู่ ไม่ต้องมีถึงล้านหรอก มีแสน มีห้าหมื่น นี่ก็ยังแอบมีกันเลย มันอยู่ที่ใจจริงของใคร ใจจริงของใคร บอกว่า ถึงอย่างไร เราก็ไม่เลวไปกว่านี้หรอก ถ้าไม่เลวไปกว่านี้ เรามั่นใจว่า ดีกว่านี้ได้อีก เพื่อนเราก็ช่วยเหลือได้ เราก็ไม่ต้องมีเงินเอง ต้องไปเก็บรักษาดูแล ไปหากุญแจมาใส่ มันจะใช้ด้วยเรื่องอะไร ให้กองกลางดูแลไป ผู้มีหน้าที่เบิกจ่าย ก็ดูแลกันไป เราก็ไม่ต้องไปใช้พลังงาน แคลอรี่อะไร กับเรื่องนั้นเลย ทำงานอย่างอื่น เต็มที่สบาย นี่เป็นความรู้ที่ลึกซึ้ง ละเอียด ซับซ้อน แล้วเราจะรู้ว่า เราไม่ต้องไปดูแลรักษาอะไรส่วนตัว จะกินจะใช้อะไร ถ้ามันเหลือ ก็เก็บไว้ อะไรขาดเหลือ ก็ไปเบิกมาซื้อ เขาไม่ให้เรา ก็ทำเท่านั้น ขอใด้เท่าใด ก็ทำเท่านั้น เราจะซื้อของนี้ 10,000 ได้มา 5,000 เราก็ไม่ต้องเอา ก็ต้องเอาแค่นั้น เรามาทำอะไร เอาข้าวของอุปกรณ์มาใช้ ก็เพื่อทำส่วนรวม แต่เขาไม่เห็นด้วย เราก็ไม่ต้องทำ ทำแค่ไหน ก็แค่นั้น มันจะยากอะไร สรุปเข้าเป้า วิติกมกิเลส หยาบ ตัดไป ปริยุฏฐาน ระดับกลาง อนุสัยกิเลส ระดับท้าย จัดสามขั้นนี้ โสดาปัตติผล วิติกมกิเลส ยังอยู่กับ ปริยุฏฐานกิเลส ที่บอกว่า เรามีจิต ปริยุฏฐานกิเลสใด กลุ่มรุมแล้ว

ทิฏฐิที่เป็นนิยยานิกธรรม เล่ม 4 [543] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทิฏฐิอันไกลจากกิเลส เป็นข้าศึก เป็นนิยยานิกธรรม นำออกซึ่งบุคคลผู้ทำตามนั้น เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนต้นไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างเปล่าก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เรามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสใด กลุ้มรุมแล้ว ไม่พึงรู้เห็นตามความเป็นจริง ปริยุฏฐานกิเลสในภายในนั้น ที่เรายังละไม่ได้ มีอยู่หรือหนอ?

หากมีอยู่ก็คือ โสดาส่วนวิติกมกิเลสไม่มีแล้ว สัมผัสอย่างไรกิเลสหยาบ เราก็ไม่มี เหลือขั้นที่สอง ขั้นกลาง แต่ถ้าไม่รู้เห็นตามความเป็นจริง ในกิเลสกลางนี้ ก็เสร็จมัน แบ่งกันสามเส้า หยาบ กลาง ละเอียด แต่ละเอียดนี้ คุณยังไม่ได้ตั้งศีลไว้เลย ก็เอาแค่ศีล 5 ก่อน ยกตัวอย่างคุณไม่ฆ่าสัตว์ แต่ถ้าคุณกินที่เขาฆ่ามามัน ก็ยังหยาบ มันยังไปเกี่ยวข้อง แต่ถ้าแม้เขาจะฆ่ามา มันไม่ได้ตายเอง หรือแม้ตายเอง ไม่มีใครเจตนาฆ่า ไม่มีความมุ่งหมาย อุทิศ (มุ่งหมาย เจตนา เจาะจง) ไม่มีใครเจาะจงเลย สัตว์นี้มันตายเอง อย่างอุทิศ แต่เขาไปเบี้ยวบาลีว่า เขาฆ่าเฉพาะเจาะจง คนๆนี้ ชื่อนี้ ให้กิน เช่น ฆ่าให้เฉพาะนาย ก. กิน ดังนั้น นาย ก. ก็กินไม่ได้ เขากินเฉพาะคนเดียว แต่อย่างนี้ คนอื่นกินจะไม่บาป หรืออย่างไร บาปคนอื่น กินเนื้อนี้ มันรู้เลยว่า คนนี้เจาะจงชื่อนี้ อย่าไปถือสาเขานะ มันจะไปรู้เรื่องได้อย่างไร พวกสัตว์ทั้งหลายนี้ สัตว์มันไม่รู้หรอก ว่าฆ่าให้เฉพาะคนนี้กิน แล้วจะให้จองเวรเฉพาะคนนี

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน