360930 ถาม-ตอบปัญหาวัตรเช้า โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ .docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2536
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข17 มีนาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

360930 ถาม-ตอบปัญหาวัตรเช้า โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

ถาม-ตอบปัญหา ช่วงหนึ่งจากการทำวัตรเช้า โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

ถาม : พ่อท่านคะ ของพวกเรามันยากนี่คะ อย่างญี่ปุ่น หรือประเทศพัฒนา เขาก็ทำงาน มีอาชีพ เขาก็ทำตามอาชีพ ใครมีอาชีพอย่างไร ก็ทำอย่างนั้น ต่าง คนก็ต่างสร้างสรร แต่ของเรามันมีงานจร ในขณะที่ทำงาน มันมีงานจรมาอีก เหมือนกับว่าเราจะต้องรับงานมาก ทำให้งานหลักพัฒนาไม่มาก พ่อท่าน : อันนี้มันเป็นความจำนนของเรา บอกแล้วว่า พวกเราบุกเบิก รุ่นหัว งานแรก มันก็เลยงานเยอะ เพราะไอ้โน่นก็จำเป็น ไอ้นี่ก็สำคัญ แล้วยิ่งยุคสมัยนี้ อะไรมันก็สำคัญไปหมด อย่างสมัยพระพุทธเจ้า มันไม่มีอะไรมาก ไม่มีอะไรซับซ้อน ไอ้โน่นไอ้นี่ ก็ไม่ต้องเยอะต้องแยะอะไร เพราะว่ามันมีปัจจัยสำคัญ กิน อยู่ หลับ นอน ชีวิตมันไม่ต้องดิ้นรนอะไร เดี๋ยวนี้ โอ้โห! มันเยอะเรื่อง อาตมาก็ไม่รู้จะขยายความอย่าง ไร สังคมยุคสมัยไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นทุกวันนี้งานมันหลายแขนง หลายกระแส หลายอย่าง หลายอัน มีโน่นมีนี่ ดูเป็นความจำเป็น ดูเป็นความทุกข์ความร้อน เป็นความลำบาก ก็มันเป็นกิจ เป็นการ เป็นงาน มันเยอะจริงๆ อาตมาก็เข้าใจ ทีนี้ พวกเราอยู่ยุคนี้ คุณก็ตาย รอเกิดในยุคสมัยพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน ถาม : คือคนที่เขาไม่เห็นด้วย เขาจะมองว่า พวกที่ทำงาน หรือพวกที่รับภาระอะไร สุขภาพก็ไม่ดี จิตใจก็ไม่ดี คนที่เขาไม่ทำงาน เขาก็จะมองเห็นจุดอ่อนของคนทำงาน อารมณ์ก็ไม่ดี มันก็มีหลายๆอย่าง คนที่ทำงาน ก็ใช่ว่าจะได้ดีเสมอไป พ่อท่าน : ได้ดี คนทำงานได้ปฏิบัติธรรม แน่นอน ได้ดี ถึงแม้ว่าเขาจะแสดงออก ก็เป็นของจริง คนที่ปกปิดเอาไว้ หมกเอาไว้ ไม่ได้แสดงออก นึกหรือว่าตัว

อ่านต่อ

เองได้ดี ตัวเองหมกของที่เลวไว้ต่างหาก ฟังไว้ชัดๆ ตัวเองไม่ได้มีคลี่คลาย ไม่ได้ขยับเขยื้อนเลย หมกของเลวเอาไว้ โดยที่ไม่มีโอกาส... เนิ่นช้าๆ นั่นแหละไม่ได้เข้าฐานของศาสนาของพระพุทธเจ้า ธรรมใด วินัยใด เป็นไปเพื่อความเนิ่นช้า มันชะลอ มันลวงตัวเอง ถ้าหากมันออกมา พวกเราจะมีถูกกระแทก ถูกสัมผัสอะไรออกมา มันก็ออกมาบ้าง ออกมาก็ได้รู้ซิ ของจริงของเราเป็น เราจะได้รู้ตัวของเรา นี่คนที่ไม่ได้กระแทกกระทั้นอะไร สงบอยู่ เหมือนกับคุณสุภาพเรียบร้อย คุณไม่มีอะไร ที่จริงคุณมีอะไร แต่คุณหมักไว้ ถาม : คนทำงานจะออกมาในลักษณะจุ้นจ้าน ติดงาน คนไม่ทำงานก็เรียบง่าย พ่อท่าน : เหมือนกับคนบรรลุแล้วนะ ที่จริง... มันเหมือนกับของหมักดอง ถ้าใครฟังตรงนี้ชัดแล้ว จะสะดุ้ง พวกฤาษีทั้งหลายแหล่ นี่แหละ ลักษณะฤาษี มัน กลบ มันดูแล้ว เหมือนกับสวย แต่ไม่สวยหรอก มันหมัก มันไม่แสดงออก มัน อนุสัย มันนอนเนื่อง นอนนิ่ง มันสิ่งที่เน่าหมัก อาสวะก็แปลว่าของหมักดอง แตกตัว มียีสต์ มีแบคทีเรียเติบโต ไม่ใช่ไม่เติบโต มันอนุสัย อนุสัยก็แปลเป็นภาษาไทยว่า นอนนิ่ง นอนเนื่อง นอน...มันต่อเนื่องนะ ไม่ใช่ว่ามันไม่ต่อนะ มันไม่จบ นะ ถ้านอนตัดไม่ใช่นอนเนื่อง ถ้านอนตัด เออ อย่างนั้นไปได้ มันไม่ตัด ลักษณะพวกนี้ไม่ใช่ของพุทธ มันไม่ตัดหรอก มันนอนเนื่อง มันนอนแล้ว มันก็ต้องต่อเนื่องนี่ ก็คือต่อ มันนอนแล้ว ก็เนื่องต่อไปอยู่ ไม่ได้ขาด อาสวะยังมีหมักอย่างนี้ เพราะฉะนั้นอาสวะลักษณะจิตพวกนี้ หมกอาสวะ หมกอนุสัย มันไม่ได้ถูกกระแทกกระเทือนออกมาหรอก ขอยืนยันนะ อย่านึกว่า แหม พวกนี้สิ ดีกว่า ไม่ดีกว่า ขอยืนยัน ข้อสำคัญพวกเราอย่าทำเกินฐานตัวเองก็แล้วกัน ระวัง! นี่ มันมากไป สู้ไม่ไหวหรอก จะต้องพักบ้าง ให้มันชัดอย่างนั้นเท่านั้นเอง ไม่เช่นนั้น เราเองจะแพ้ภัยตัว โอ๊! ทนไม่ไหวแล้ว ออกมามากก็ละอายมาก หรือไม่ก็สู้ไม่ไหว มันแรง กระทุ้งออกมา กิเลสมันหนักเกินไป เราก็รบรากันไม่ไหวเท่านั้นแหละ ระมัด ระวังไปตามขนาด ยังมีการได้สัมผัส มีกิเลสออกมาแสดงตัว แล้วเราก็ได้จัดการ กับกิเลสจริง เมื่อใดๆ เมื่อนั้น คุณมีหวังได้ มีโอกาส เพราะฉะนั้นลักษณะหมักๆๆๆ แบบนี้ คุณฟังให้ชัด ที่อาตมาบอกนี่ ไม่ใช่โมเม เขาบอกว่า เขาเรียบ ก็ใช่สิ ลักษณะคุณ พยายามกลบเกลื่อน เป็นฤาษี พยายามไม่ให้มันออกมา ก็เป็นอนุสัย เป็นอาสวะอยู่อย่างนั้นแหละ และจะช้านาน ถาม : พ่อท่านคะ เหมือนพ่อท่านเทศน์ในตอนแรก คือ คนที่มาอยู่วัดนานๆแล้วเห็นกิเลสเยอะ คนทำงานมากๆ ก็จะเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ใช่ไหมคะ พ่อท่าน : ใช่ๆ คนไม่ทำงานก็ไม่ค่อยเห็นหรอก จะรู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นคนบรรลุ เพราะฉะนั้นจะมองเห็นคนเลี่ยงๆ หลบๆ คนเฉื่อยๆ เนือยๆ เหมือนตัวสงบจริง ซึ่งมันต่างกัน บอกแล้วว่า อาริยะของพระพุทธเจ้านั้น ยิ่งเป็นอาริยะ ยิ่งคล่องแคล่ว ยิ่งกระตือรือร้น ยิ่งปราดเปรียว ยิ่งชำนาญ ยิ่งสร้างสรร ยิ่งมีคุณค่า เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นพระอรหันต์ก็คือ ผู้ที่มีหน้าที่งานการที่ดี เป็นโพธิสัตว์ อรหันต์คือโพธิสัตว์ โพธิสัตว์คืออรหันต์ โพธิสัตว์ คือผู้ที่ทำงาน หนักเข้าก็จะเป็นอรหันต์จี้กง บ้าๆบอๆ แต่นั่นก็เกินไป อรหันต์จี้กงนี่ เขาคิดเอาส่งไป เลอะ เทอะไปหมด แต่อรหันต์จะคล่องๆเหมือนอรหันต์จี้กง เป็นตัวอย่างที่มันมากไป เขาก็เลยเอามาเป็นอรหันต์จี้กง คือทำงาน อรหันต์ของพระพุทธเจ้า นี่สร้างสรร ทำงานทำการ มหายานนี่ไป แต่ว่ามันเฟ้อ มันเพี้ยนไปเหมือนกัน หลงจนกระ ทั่งไม่รู้จักจิต อรหัตผลไม่มี ก็เลยเฝือไปเลย โพธิสัตว์ไม่มีอรหันต์ อรหันต์ไม่มี โพธิสัตว์ ก็แตกแล้ว อาตมาก็กำลังจับมารวมกัน แล้วให้เห็นจริงเลยว่า อรหันต์กับโพธิสัตว์ไม่ได้เป็นอื่น อันเดียวกัน ขอยืนยันว่าอันเดียวกัน แล้วต้องรู้เลยว่า ผู้ที่บรรลุ ผู้ที่หมดประโยชน์ ก็คือผู้ทำประโยชน์ท่าน ทุกคนเป็นโพธิสัตว์ ถาม : เขามองมุมนี้ว่า เพราะพ่อท่านเป็นพระโพธิสัตว์ จึงมีแนวโน้มสอนพวกเราอย่างนี้ แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ธรรมดาทั่วไป ที่ไม่ใช่พระโพธิสัตว์ เขาไม่สอนแบบพ่อท่านหรอก เขาจะสอนแบบเรียบๆกว่านี้ ไม่ต้องมาวุ่นวายอย่างนี้ เพราะพ่อท่านเป็นพระโพธิสัตว์ พ่อท่านถึงอยากให้พวกเราเป็นอย่างนี้ พ่อท่าน : เพราะไม่วุ่นวาย มันถึงได้เงียบ แล้วก็นิ่ง เงียบฉี่ ศาสนาเงียบฉี่ มันถึงได้เป็นอย่างนี้ มันถึงถูกโลกเขากลบกลืนหมดเลย เพราะเราไม่รู้โลก เพราะเราไม่ทันโลก เพราะเราไม่เป็นคนเหมือนอย่างโลก เขาจึงดูถูก เขาก็ดูถูกนะ ศักดิ์ศรีของศาสนาถูกดูถูก ผู้ที่พัฒนานี่ เขาอวดอ้าง เขาเผลอ บอกว่า สังคมนี่อยู่ได้ด้วยเขา คนโลกีย์ ฉะนั้นแอ๊คไม่ขึ้น ศาสนาอย่าไปนั่งแอ๊ค เขาไม่เคารพ คำ ว่าศาสนาไม่มีทางทันกิน เหมือนอย่างคึกฤทธิ์ เป็นต้น อย่าเอาศาสนาพวกนั้นมา เพราะฉะนั้นเขาก็เลยอ้าง ประเภทอ้างมิจฉาทิฐิ ว่าอย่าเอาศาสนาโลกุตระมาสอนมนุษย์ เห็นมั้ยว่า มันเสื่อมขนาดไหน คนอย่างคึกฤทธิ์ ยังดูถูกด้วย ถาม : ถ้าอรหันต์องค์นั้น องค์ที่ไม่ใช่พระโพธิสัตว์ ในระดับพ่อท่าน เขาจะสอน อย่างพ่อท่านหรือเปล่า คือสอนให้ขยันมากๆ ให้ทำงานมากๆ เขาจะสอนให้ขยัน อย่างพ่อท่านหรือเปล่า พ่อท่าน : ประมาณตนถูก ขยันกว่าอาตมาก็มี อาตมานี่มันขยันอยู่ในรูปของความนิ่ง เพราะขยันในที่จะต้องทำงานบริหาร ทำงานอยู่ในห้อง ทำงานอยู่ในส่วนตำรา หรือส่วนหลักการ หรือส่วนพวกนี้ ไม่เหมือนโสดาบัน เขาไม่มีฐานะเหมือนอาตมา เขาก็ลงลุยเลย จะเห็นรูปขยันของเขาขยันกว่าอาตมา แต่ขยันกว่าอาตมามันขยันซ้อน ขยันแบบบริหาร มันใช้หัว ขยันหัว แต่โสดาบัน เขาจะขยันมือตีน ถาม : เหมือนพรพิชัย พ่อท่าน : จะขยันออกเลย มือตีนของเขาขยัน ทำเห็นชัดเจนเลย เพราะฉะนั้นโสดาบันขยัน โพธิสัตว์ต้องมีมาแต่โสดาบัน พอเข้าอาริยคุณก็เป็นโพธิสัตว์ เป็นอรหัตผล คือมีอาริยคุณเป็นอรหันต์มาเรื่อย โสดาก็มีอรหันต์ของโสดา แล้วก็มีโพธิสัตว์ของโสดา สกิทาก็มีอรหันต์ของสกิทา แล้วก็มีโพธิสัตว์ของสกิทา อนา คาก็มีอรหันต์ของอนาคา มีโพธิสัตว์ของอนาคา ถาม : คือ พ่อท่านนี่รู้สึกว่า ทุกตัวมันขยันทำ แต่จิตบริสุทธิ์ไม่ค่อยเน้น คือ ทัศนะของเขา ต้องจิตบริสุทธิ์นำ พ่อท่าน : ก็ต้องมีบริสุทธิ์ของโสดา จิตบริสุทธิ์ก็ต้องมีอรหัต ก็เขาไม่ถือสิ ถึง ไม่บรรลุธรรมไง ผิดไง มิจฉาทิฏฐิไง จิตนำก็ต้องจิตมีโสดา จิตต้องมีอาริยคุณ ผลมีอรหัตคุณ ต้องมีจางคลาย มีวิมุติ โสดาก็ต้องมีจางคลาย มีวิมุติ มีจาง คลาย มีวิมุติตัวไหน มันก็จะมีตัวอยู่เหนือ อยู่เหนือหมดทุกตัว นอกนั้นก็สัมผัส สัมพันธ์ได้ทุกตัว ถาม : พ่อท่านคะ ในทัศนะที่ว่า งานคือสมถะ เวลาทำงานไม่ได้อ่านอะไร แต่คนที่เขาอยู่เฉยๆ เขาอ่านจิต อ่านใจ เห็นกิเลส พ่อท่าน : ไม่จริง อ่านจิต อ่านใจ ไม่จริง ไม่มีสัมผัส มันก็ไม่ได้อ่านจิตอะไร มันไม่มีอะไรเกิด มันก็มีแต่หยุดๆๆๆ นิ่งๆๆ คุณอ่านใจในขณะที่คุณเจโตสมถะ หรือในขณะที่คุณไม่มีสัมผัส กระทุ้งกระแทก อะไร เมื่อไร จิตของคุณก็รู้อยู่แล้ว เจตนาของคุณ คุณก็รู้อยู่แล้วว่า เราจะสงบๆ นั่นก็คือคาถาสะกดจิต เราจะสงบ ถ้าเราไม่สงบ เราจะอ่านไม่ได้ๆ ใช่ไหมล่ะ? ก็คุณสะกดจิตของคุณอยู่แล้ว คุณนั่งเฉยๆ คุณก็ต้องให้จิตสงบ คุณก็สะกดจิตอยู่แล้ว ถาม : อาจจะไม่สะกดจิตก็ได้ แต่เป็นลักษณะวิปัสสนา พออะไรฟุ้งออกมา ก็ล้างออก พ่อท่าน : ล้างยังไงล่ะ วิปัสสนาล้างออก แล้วฟุ้งขึ้นมา ฟุ้งจัด หรือฟุ้งน้อย ฟุ้งมากล่ะ ฟุ้งน้อยใช่มั้ย มันก็ได้ล้างน้อยๆ ก็เอาซิ ทำทีละน้อยๆไป ถาม : คือมีทัศนะที่ว่าอยู่เฉยๆ ก็เห็นกิเลส พอทำงานก็อาจจะเป็นสมถะ ก็กลบเอาไว้ จิตมันอยู่กับงาน มันก็ไม่เห็นกิเลส กลบกิเลสไว้ พ่อท่าน : ไม่กลบๆ อยู่กับงานคุณก็ไม่กลบ ถ้าคุณเอง คุณฟังให้รู้เรื่อง คุณ ปฏิบัติให้เป็นว่า มีผัสสะเป็นปัจจัย แล้วคุณก็อ่าน คุณกระทบกับวัตถุ คุณก็ยังเกิด กิเลสเลย กระทบกับคน คุณก็เกิดกิเลส มันจะกลบอะไรล่ะ ถาม : พวกเราที่ทำงาน ไม่รู้จะเอาอย่างไร พ่อท่านสอนอย่างหนึ่ง สมณะบางรูป สอนอย่างหนึ่ง พ่อท่าน : จะต้องมีวิบากอย่างนี้แหละ คืออาตมาก็ต้องเข็นสมณะพวกนี้ ถึงบอก ว่า บางองค์ท่านก็อยู่ไม่รอด หรือไม่ก็ต้องแช่อยู่อย่างนี้ แล้วก็ถ่วงอาตมาไป ถาม : ก็พ่อท่านเป็นโพธิสัตว์ งานเป็นของพ่อท่าน อย่างพวกเราไม่ต้องทำก็ได้ พ่อท่าน : ทุกคนเป็นโพธิสัตว์ เริ่มต้นเป็นโสดาบัน เป็นโพธิสัตว์หมด ถาม : ผมมีความเห็นว่า น่าจะให้คำจำกัดความ คำว่า พระอรหันต์ ใหม่ พระอรหันต์ น่าจะเป็นผู้ที่ขยัน ขวนขวาย เอาภาระ เอางานเอาการ พ่อท่าน : ไม่ต้องผมมาเป็นผู้ให้คำจำกัดความ พระพุทธเจ้าจำกัดความมาแล้ว ธรรมใด วินัยใด เป็นไปเพื่อความขยัน ธรรมนั้น วินัยนั้น เป็นของเรา ตถาคต ท่านรวมไว้หมดแล้ว เพราะฉะนั้นธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่เป็นโลกุตรธรรมหรือเป็นธรรมของพุทธธรรม ก็ต้องเป็นไปเพื่อความขยัน ถ้าไม่ใช่ความขยัน มันก็ไม่ใช่พุทธธรรม ก็เป็นฤาษีธรรม เดรัจฉานหรือเดียรถีย์ธรรม ท่านกำหนดไว้แล้ว ไม่ต้องเอาผมกำหนด ไม่ต้องให้ผมนิยาม หรือจำกัดความ ถาม : อรหันต์แต่ละองค์นี่ มีลักษณะขยันเท่ากันไหม พ่อท่าน : เท่ากัน ถาม : อรหันต์แต่ละรูปๆ ก็มีการทำงาน มีรอบจัดอะไร พ่อท่าน : ใช่ ถาม : แต่บางรูป ทำไมรู้สึกว่า เป็นลักษณะนิ่มๆ พ่อท่าน : องค์ไหนล่ะ? (ผู้ฟังหัวเราะ) อรหันต์องค์ไหนล่ะ บอกซิ อรหันต์องค์โมคคัลลา ท่านก็ทำงาน พระอานนท์ ท่านก็ทำงานทั้งวัน พระสารีบุตร ท่าน ก็ทำ ทั้งนั้นแหละ พระองค์ไหนไม่ทำงาน อรหันต์องค์ไหนล่ะ? คุณเอาอรหันต์ขี้เก๊สมัยนี้น่ะหรือ? ไม่ใช่อรหันต์ ที่ตู่ๆ เป็นพระฤาษีสมัยนี้ เขาบอกว่า อรหันต์ที่เข้าใจกัน พระป่าเป็นฤาษี เป็นอะไร แล้วว่าเป็นอรหันต์ ไม่ใช่อรหันต์ ขอยืนยัน แต่เราไปหลงผิดเข้าใจว่าเป็นอรหันต์ ตามที่คนไปหลงกัน ยิ่งไปอ่านหนังสือลานโพธิ์ หนังสือโลกทิพย์ อ่านหนังสือที่เขาระบุอรหันต์ ไม่ใช่อรหันต์หรอกนั่นน่ะ ถาม : อรหันต์บางองค์มีบริวารมาก บางองค์มีบริวารน้อย พ่อท่าน : นั่นอยู่ที่สมรรถนะของแต่ละคน แต่ขยันเหมือนกัน ใช่ เพราะว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้ว คำว่า ขยันนี่ ตรัสไว้แล้ว คุณไปเอามาแย้งสิ ธรรมใด วินัยใด เป็นไปเพื่อความขยัน ธรรมนั้น วินัยนั้น ของเราตถาคต ธรรมใด วินัยใด เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ธรรมนั้น วินัยนั้น ไม่ใช่ของเราตถาคต ตรงนี้แหละ มันเป็นตัวไข ว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น สอนคนต้องเป็นคนขยันขึ้นมา ไม่ใช่ เป็นคนยิ่งอยู่เฉยๆ ยิ่งอยู่สงบ อยู่สงบ คืออยู่เฉยๆ อยู่นิ่งๆ อยู่ไม่ทำงาน ไม่ใช่คนขยัน ไม่ใช่คนขวนขวาย บุญกิริยาวัตถุก็สอนให้ขวนขวาย ความพยายามสัมมาวายามะ คือความขวนขวาย ความพยายามที่จะรังสรรค์ แต่เขาก็ไปแปลว่าความขยันปฏิบัติธรรม คือขยันอยู่เฉยๆ แล้วขยันอยู่เฉยๆ ไม่ค้านแย้งกันหรือ? ผู้ฟัง : ขยันอ่าน ขยันท่อง พ่อท่าน : ขยันอ่าน ขยันท่อง ก็ขยันอ่าน ขยันท่องนั่นแหละ มันได้แต่ปริยัติ ไม่มีปฏิบัติ ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย ตัวปฏิบัติก็อยู่ที่มีตา มีรูป มีวิญญาณ ถาม : ประวัติของพระอรหันต์แต่ละรูป ขณะที่บรรลุธรรม จะมีลักษณะนั่ง พ่อท่าน : เตวิชโช ก็ใช้สิ ก็สอนพวกคุณอยู่ เตวิชโช คุณจะทำเมื่อไหร่ก็ทำ แต่พวกเราก็ไม่ทำเอง เตวิชโชทั้งวัน ไม่ใช่ ถาม : ถ้าอย่างนี้ ไม่ต้องถึงอรหันต์ อรหัตผล คล้ายๆยังไม่ถึงฐานนั่งแล้วก็หลับ ฟุ้งซ่านไปเมืองผี พ่อท่าน : ไม่ใช่ ขอยืนยันว่า อรหัตผลของคนที่จะมีแต่ฤาษีนั้น ไม่ใช่ตัวอรหัตผลแล้ว ถาม : เขาไม่ขยัน เขาไม่สร้างสรร เขาก็จะกลับไปเป็นฤาษี พ่อท่าน : เป็นฤาษี ไม่ใช่อรหัตผล อรหัตผลต้องมีโพธิสัตวคุณ ต้องรื้อขนสัตว์ ต้องมีจิตที่จะขยัน ต้องมีจิตที่จะต้องเห็นแก่ผู้อื่น เพราะตัวที่หมดตน ก็ต้องเห็น แก่ผู้อื่น เมื่อมันไม่หมดตน มันก็ไม่เห็นแก่ผู้อื่น มันก็เลยจะเอาแต่ตน เฮ้ย กูพักดีกว่า กูหยุดดีกว่า มันก็ไม่ใช่แล้ว นี่ได้เชิงแค่นี้แหละ ถาม : ถ้าไม่สร้างต่อ เขาก็กลับไปเป็นฤาษี ไม่ใช่อรหัตผลจริงๆ พ่อท่าน : ใช่ อรหัตผลกับโพธิสัตว์ จะต้องเกิดพร้อมกัน เกิดพร้อมกัน หรือว่าเกิดคนละอย่างก็ตาม เกิดคนละลักษณะก็ตาม แต่มันจะต้องมาลงรวมกันว่าคุณหมดกิเลสคือคุณขยัน ไม่ใช่คุณหมดกิเลส คุณก็เดินแช่ติด ไม่ใช่ นี่นัยมันซับซ้อนลึกซึ้งมาก เพราะฉะนั้นคนของพระพุทธเจ้า คุณฟังดีๆ จะเห็น โอ้โฮ! คนของพระพุทธเจ้านี่ ถ้าเผื่อบรรลุธรรมจริงๆเลยนะ เป็นคนที่ถูกทางอย่างสมบูรณ์แบบเลยนะ จะเป็นคนมีคุณค่าขนาดไหน คุณคิดดูซิ มันยิ่งกว่าเครื่องกล มันยิ่งกว่าหุ่นยนต์ชั้นดี ที่สั่งบงการกำหนดตัวเอง ควบคุมตัวเองได้เอง เป็นหุ่นยนต์ชั้นดี ที่เฉลียวฉลาด รู้โลก แล้วสั่งการได้เอง อะไรเองเลย หุ่นยนต์ชั้นเลิศยอดในโลก ถาม : อรหันต์จริง จะต้องขยัน พ่อท่าน : ใช่ มันเป็นสัจจะของมันเอง เพราะฉะนั้นสัจจะตัวที่เรียกว่า เป็นอรหันต์จริง หรือเป็นอรหัตผลจริง มันก็เป็นสัจจะจริง มีอรหัตผลเมื่อไร ตัว ขยันเข้าไปแทนที่ตัวนั้นเมื่อนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ธรรมใด วินัยใด เป็นไปเพื่อความขยัน ธรรมนั้น วินัยนั้น เป็นของเรา ตถาคต เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ใดบรรลุพุทธธรรมของพระพุทธเจ้าว่าวิมุติ ควรจะมีตัวขยันทันทีไหม ควรไหม เมื่อวิมุติ ไม่ใช่มุด ต้องขยัน ตัวขยัน จะต้องมาเป็นตัววิมุติทันที ตัววิมุติกับตัวขยัน จะต้องมาแทนกันทันทีเลย เพราะตัวตนหายไป มีแต่ตัวผู้อื่นมาแทน แล้วก็รู้โลก มีเมตตา กรุณา มุทิตา เป็นพระพรหมเลย มีจิตเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ในตัวเสร็จเลย แทนที่ขึ้นมาเลย เพราะฉะนั้นอาตมาถึงบอกว่า ทุกวันนี้นี่ พยายามที่จะสอนให้เข้าสัมมาทิฐิ แล้วก็พยายามที่จะเป็นจริงพวกนี้ จึงเห็นว่า ขนาดพวกเรานี่ ยังเข้าใจสัมมาทิฐิยังไม่เจริญสมบูรณ์ ก็ไปได้ขนาดนี้ ถ้าได้จริง เป็นอรหันต์จริง อรหัตผลจริง โสดาก็มีอรหัตผลที่ชัดเจน สกิทาก็มีอรหัตผลที่ชัดเจน โอ้โห! ไม่ต้องอะไรหรอก ภูมิของพวกเราถึงอนาคามีภูมินะ ส่วนใหญ่ ในอนาคามีภูมิ โอ้โฮ! จะเห็นปฏิกิริยาความขยันหมั่นเพียร ความมีน้ำใจ มีอะไรต่างๆนานา จะเห็นรูปร่างของศาสนาพุทธนี่มากขึ้นเลย ทุกวันนี้ พวกเราก็ยังมีฤาษี อาตมาถึงหยิบฤาษีมาตี โอ้โห! ไม่ใช่เรื่องเล่นแล้วนะ ขนาดที่ขยายฤาษีมา 6 ขนาดแล้วนี่ ถาม : ถ้าเน้นเรื่องงานมากๆ ฆราวาสก็ได้เปรียบนักบวช เพราะฆราวาสเขาทำงานได้มากกว่า ในด้านพฤติกรรม พ่อท่าน : จริง แต่ฆราวาสก็จะสู้เราไม่ได้ตรงที่ว่าปริยัติของเขาไม่พอ เพราะเขาไม่มีวันที่จะมีอะไรต่ออะไร ต่างๆนานา ที่แวดล้อมเพียงพอ มันห่าง มันไกล เพราะฉะนั้นความเฉลียวฉลาดเอง ความที่จะรู้ในลักษณะพวกนี้ มีสัปปายะที่ดี มีธรรมสัปปายะหรือมีบุคคลสัปปายะ ที่จะเป็นสัตบุรุษ ได้คอยแนะนำเสมอ ไอ้โน่นไอ้นี่ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เรื่องละเอียดลออ มันก็ช้า ก็นาน ฆราวาสเขาก็อยู่โน่น เขาก็ทำงมงายๆ ของเขา เหมือนเด็กๆ ปล่อยให้ทำ ก็งุ่มง่ามๆไป ดีไม่ดี ก็ทำเสียทำหาย ก็ขาดทุน แพ้ภัยตัวเยอะ แต่ถ้ามาอย่างนี้แล้ว องค์ประกอบของสัปปายะ มันพร้อม มันก็จะเป็นทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี สัมปวังโก มีเสนาสนะ บุคคล อาหาร และธรรมสัปปายะครบ มันก็ได้ดีกว่า แม้คุณจะเป็นฆราวาสนี่ก็เป็นได้ ได้ดีกว่า ฆราวาสอย่างพวกคุณ จนกระทั่งขึ้นมาเป็นนักบวชได้ก็ยิ่งดี ไม่มีปัญหาอะไร แต่นักบวชจะต้องมีวินัย มีหลักเกณฑ์ อะไรต่ออะไรอีกมาก ซึ่งก็ยาก บางคนถึงขนาดว่า อย่าเพิ่งมาเอาวินัยเลย เราค่อยไปตามขั้นตามตอนนี่เถิด เมื่อเป็นฆราวาส ถึงขั้นถึงที่แล้ว การขึ้นมาก็ง่าย มาเอาวินัยก็ง่าย มาเอาหลักเกณฑ์ของวินัยอะไรต่างๆ ก็ง่าย แต่ถ้าเผื่อว่ายังไม่แล้วยังไม่ง่าย ขึ้นมาบวช แล้วมีวินัย โอ้โห! มันลำบากใจ ถึงสึกออกไปไง หลายคนสึกออกไปแล้ว ไม่มีวินัยพระ ก็ไปอยู่เป็นฆราวาส แต่ก็อยู่กับพวกเรานี่แหละ นั่นแสดงว่า มาเอาวินัยนี่ มันเกินตัวไปก่อน ก็ทำอันโน้นมา แล้วถึงขยับขึ้นมา คอยดูในอนาคตสุดท้าย ผู้ที่ออกไปสึกก็อยู่กับพวกเรา จนปฏิบัติ ถ้าได้ขึ้นมา ประเดี๋ยวก็มาบวชใหม่อีกแหละ ในอนาคต ตอนนี้อาตมาก็พูดไปเท่านั้นเอง อีกหน่อยก็เหมือนกัน คอยดูสิ ก็มาบวชใหม่อีกแหละ บวช ตอนนี้ เอาวินัยได้แล้ว เอาหลักเกณฑ์อะไรได้แล้ว เพราะฉะนั้นคนที่บวชแล้ว มันไม่ไหว มันฝืนจริงๆ สู้ไม่ได้ก็ลงไป เพราะฉะนั้นบางทีคนมาบวชแล้วนี่ ไม่ตรงเท่าไหร่ ช้ากว่าเป็นฆราวาส เป็นฆราวาสๆมาแล้ว ปั๊บ ได้บวช พอถึงฐานบวช บวชอันนี้ไวกว่า เพราะฉะนั้นบางคนอยากจะได้ฐานะนักบวชนี่ ก็มาเป็นฤาษีในฐานะนักบวช ก็เลยเลี่ยง เพราะอินทรีย์ไม่ถึงก็ช้า แต่จะสึกไปก็ใช่ที่ อาย แหม บวชแล้วนี่ เราก็ไม่อยากสึกนะ แต่เราก็รู้ว่าเราไม่แข็งแรงเท่า เป็นฆราวาสนี่ ยังมีอะไรต่ออะไรที่โอกาสเขาจำเป็นจะต้องถูกบังคับ วินัยอะไรก็ไม่ต้องคั่น ถาม : พอเขาอยู่ในฐานฤาษี แล้วเข้ามาบวช พอเป็นนักบวช ก็เป็นผู้สอน เวลาสอนก็สอนอีกอย่างหนึ่ง ต่างหากจากพ่อท่าน พ่อท่านสอนอย่างหนึ่ง ลูกๆสอนอีกอย่าง พ่อท่าน : นั่นแหละ ก็เลยยิ่งหลงไปเลย นั่นแหละมันจึงยาก มันจึงซ้อน เป็นความซวยที่เป็นวิบากของอาตมา เพราะฉะนั้นนักบวชบางคน ตัวเองเลี่ยง แล้วตัวเอง ก็เอาตัวเอง อาตมาถึงต้องมาแก้อยู่นี่ แล้วตัวเองก็ช้านะ ไม่ใช่ไม่ช้านะ ถาม : คนที่ทำงานตามพ่อท่านก็ยาก นโยบายใหญ่อย่างหนึ่ง พอเวลาทำงาน มีนโยบายรองมาซ้อน เป็นตัวดัก มันก็เป็นไปไม่ได้ มันก็เหมือนเราผิด เราก็จะผิดในหมู่ของทีมหนึ่ง แต่ไม่ผิดสำหรับทีมหนึ่ง ทำให้สู้กับอัตตาหลายตัว พ่อท่าน : ใช่ นี่อาตมาเอง อาตมาก็เข้าใจอยู่ ก็รู้อยู่ แต่ไม่รู้จะเลี่ยงยังไงเพราะฉะนั้นผู้ที่มาบวชแล้ว ได้ฐานมาแล้ว แล้วตัวเองก็มาถนัด มาตามตัวเอง บางคนก็เลี่ยง สายเจโตก็เลี่ยง ไม่สอน ไม่ค่อยสอนเท่าไหร่ ส่วนสายปัญญา ก็เอาแต่ปัญญามาสอน สอนแล้วก็มาแก้ที่อาตมา อาตมาพูดอย่างนี้ อาตมาแนะอย่างนี้ เอา นี่ก็ไปสอนว่า ไปทำงานมาก ตัวเองขี้เกียจงาน ก็ไปสอนพวกเราว่า อย่าทำ งานมาก อาตมาก็ต้องมาแก้อย่างนี้ อาตมาช่วยไม่ได้ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เป็นวิบากของอาตมา เพราะว่าไม่เอาก็ไม่ได้ จะต้องมีนักบวชบ้าง มีอะไรบ้าง ก็ต้องแก้เอา เพราะฉะนั้นอาตมาถึงบอกว่า บวชก็ไม่ใช่บวชง่ายๆ หรอก ขนาดไม่บวช ง่ายๆ ยังมีช่องเลี่ยงมาง่ายๆเลย เสร็จแล้วก็มาตีกิน แล้วช้านะ คนเหล่านี้จะช้า ช้าตัวเอง เพราะว่ามันแรงนะ ถ้าไม่เถียงอย่างนี้ ตัวเองก็ไม่ได้เหมาะสมกับตัวเอง เมื่อไม่เหมาะสมกับตัวเอง ตัวเองเสียท่า ตัวเองก็ไม่ดีสิ มันไม่ดีกับตัวเอง นี่มันซ้อน ละอายหน้ากิเลสนะ ไม่ใช่หิริโอตตัปปะ เทวดา นี่ มันละอายหน้ากิเลส ป้องกันกิเลสให้แก่ตัวเอง นี่ก็แรง อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะว่าเป็นเหตุการณ์ เป็นภาวะที่อาตมาจำนน อาตมากได้แต่เทศน์ว่า ไม่ได้ว่าตรงๆ หรอก ฟังดีๆ อาตมาก็เทศน์ว่าอยู่เรื่อยๆ นั่นแหละ ไม่ได้ว่าตรงหรอก อาตมารู้ตัวบุคคล ก็รู้ แต่ก็เทศน์ว่าไปเรื่อยๆ เพื่อให้รู้สึกตัว ไม่อยากจะทำแรงนัก เดี๋ยวก็สึกหมด อาตมาก็จะมีพระน้อยไป (ผู้ฟังหัวเราะ) อาตมาก็ได้ขนาดนี้ คือจำนนทุกอย่าง ก็ได้แค่นี้แหละ ไม่รู้จะทำยังไง ถาม : หลักการปฏิบัติ ต้องเอาความเห็นของหมู่ ถ้าเอาความเห็นของพ่อท่านก็อยู่ไม่ได้อีก พ่อท่าน : ความเห็นของหมู่ ยิ่งไม่มีหลักการเลย ยิ่งทะเลาะ ก็ไม่เป็นไรก็ทำไป อาตมาทนได้ไง เพราะฉะนั้นอาตมาจะถูกข่ม ไม่ต้องเอาความเห็นของอาตมานะ ไม่เผด็จการ อาตมาทนได้ อาตมายอมได้ แต่ถ้าเผื่อว่า เอาความเห็นของคนผู้ใหญ่ เป็นหลักนะ อีกหน่อยต่อไป ผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เรื่อง เข้ามายึดหัวหาด เป็นเผด็จการเลย แล้วเบี้ยว แล้วศาสนาจะเสื่อม เพราะผู้เผด็จการนั้นใช้อำนาจแล้ว แล้วก็ ความเห็นไม่ตรงไปกันใหญ่เลย เพราะฉะนั้นตัวเองมีอัตตามาก อัตตาก็เลยมาทำอำนาจ ก็เลยจะไปกันใหญ่ ไปเอาความเห็นของหมู่ นั่นแหละถูกแล้ว โดยหลักวิธี ถาม : เพราะว่าพ่อท่านยกให้หมู่ พ่อท่าน : อาตมายกให้หมู่ อาตมาเอง อาตมาอดได้ ทนได้ อาตมาไม่ว่าอะไร จะมาลบหลู่ ไม่เอาตามอาตมา อาตมายอมได้ ไม่เป็นไร แต่ทีนี้ ผู้ที่ไม่ใช่ ก็มักจะเอาอำนาจบาตรใหญ่อยู่ ก็หัดระวัง เอาตามหมู่ แม้แต่ฆราวาสเองก็เหมือนกัน ก็เอาตามหมู่ อย่าไปเอาอำนาจบาตรใหญ่ของตัว นี่ มันเป็นหลักการ ถาม : ตอนนี้มันไม่เป็นขั้นตอน เพราะว่าคนที่สายทำงาน เขาก็พาไปหาพ่อท่านเลย เขาไม่ปรึกษาเป็นขั้นตอน เพราะว่าขั้นตอนมันถูกตัด ก็เลยไปทางขั้นตอนที่ไปได้ พ่อท่าน : อาตมาเอง อาตมาก็จะใช้วิธีว่า ก็ให้อันนี้เห็นควร อันไหนที่ชัดเจน อาตมาตัดสินไป เอาตามอาตมา บางครั้งบางคราว อาตมาก็โยนให้หมู่ ซึ่งก็อยู่ในดุลย์พินิจของอาตมาอีกเหมือนกัน บางครั้งอาตมาก็ไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนั้นมาทีเดียวหรอก แหม! อะไรมาถึงอาตมา อาตมาก็ตัดสินให้หมดไปทันที ทุกคนเมื่อไร ก็เห็นอยู่ ถาม : ดิฉันมีความเห็นว่า คนที่มีความเห็นไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจในการปฏิบัติงาน ต้องยึดศีลเป็นหลัก การทำงานเป็นหมู่ เราก็ทำตามหมู่ไปได้ แต่เรื่องจิต เรื่องศีล ก็เป็นของเราอีก เป็นส่วนตัว เขาไม่เข้าใจ พ่อท่าน : ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ที่บัวขวัญ ถามว่า ปฏิบัติของตน ศีลของตน กรรมฐานของตน เสร็จแล้วกรรมฐานของตน กับของหมู่ ที่หมู่เขาก็ทำ มันรวมกันไม่ได้ มันก็เลยดูเหมือนค้านแย้ง ที่จริงไม่ค้านแย้งหรอก ศีลของตนนั้นน่ะ ยึดถือของตนก็จริงอยู่ อันใดที่ตนเองมันทำกับหมู่นี้ไม่ไหวเลย เพราะว่าเราไปอนุโลม เช่น ตัวอย่างง่ายๆ กินกระเทียม ตัวเองถือศีลของตัวเอง ไม่กินกระเทียม ตัวเองก็เลยบอกไม่ไหวหรอก เราไปกินกระเทียมยังไง เราถือศีลของเราไม่กินกระเทียม คุณยึดของคุณได้ คุณไม่กินของคุณได้ แต่คุณอย่าไปห้ามหมู่เขา แล้วคุณก็หัดวางใจหมู่เขา นั่นคือวางอัตตาตัวตน วางของตัวเอง เมื่อคุณวางของตัวเอง หมู่เขากินกระเทียม ก็กินไปซิ ดีไม่ดีคุณผัดกระเทียมให้แก่เขา ก็ผัดได้ด้วยซ้ำไป แต่คุณไม่กินนะ คุณก็อย่ากิน เขาไม่ว่าอะไรคุณนี่ คุณไม่กิน เขาก็ไม่ว่าอะไรคุณ แต่คุณอย่าไปค้านแย้งหมู่เขา ส่วนรวมเขาเอาอย่างนี้ เป็นต้น นี่ยกตัวอย่างง่ายๆ อันอื่นก็เหมือนกัน คุณจะอนุโลมทำกับเขาก็ได้ เช่น บอกว่า ตกลงสร้างโรงน้ำดื่มนี่ เราไม่เห็นด้วยหรอก เราไม่เห็นด้วย เมื่อคุณไม่เห็นด้วย ก็ไม่เป็นไร เมื่อสร้างโรงน้ำดื่มมา คุณก็ไม่ต้องดื่มน้ำนี้ก็แล้วกัน แต่คุณไปช่วยเขาทำก็แล้วกัน ไปช่วยเขา ขนอิฐ ขนหิน สร้างอะไรก็สร้าง คุณก็ไม่ต้องกินซิ น้ำดื่ม ก็ไม่ เห็นด้วยนี่ ทำไปทำไมน้ำดื่ม ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าคุณเองคุณก็ไม่ขัดข้อง ส่วนตัวของคุณ คุณก็ไม่เอา เมื่อไม่เอา เขา ก็ไม่ว่าอะไรนี่ คุณไม่กินน้ำดื่มนี่ก็ไม่เป็นไร คุณจะกินน้ำคลองก็ไม่ว่าอะไร แต่ว่านี่เขาจะเอานะ เขาจะสร้างโรงน้ำดื่มละ เอาน้ำดื่มมาให้กินละ คุณไม่เห็นด้วย ไม่จำเป็น ก็ไม่เป็นไร ไม่จำเป็น ก็ไม่ต้องกินของคุณ ถาม : เพียงไม่เห็นด้วยตอนต้น ไม่เห็นด้วย ไม่ช่วยทำ แต่ช่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน