360404 "ลัทธิ" ประชาชนนิยม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2536
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์413 KB
วันที่แก้ไข14 มีนาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

360404 ลัทธิประชาชนนิยม (ตอน 1-2) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศาลีอโศก

ลัทธิประชาชนนิยม (ตอน 1) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2536 ณ พุทธสถานศาลีอโศก เนื่องในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์

สุขกาย สบายใจดี อาตมาเอง อาตมามีความสุขจริงๆนะ มีคนเคยถามอาตมาว่า เป็นไง สุขสบายดีหรือ? แต่ก่อนนี้ อาตมาเคยตอบยวนๆว่า ใครจะเป็นสุขเท่าอาตมา ใครสุขเท่าอาตมา ไปหามา แล้วบอกอาตมาด้วย ไอ้ที่พูดท้า ทายอยู่นี่ เป็นการพูดที่อาตมามั่นใจจริงๆนะ อาตมาปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้ามา แล้วนี่ "ความทุกข์" เป็นยังไง อาตมารู้นะ หายใจเข้าก็ทุกข์ หายใจออกก็ทุกข์ จริงๆ ทุกข์ทั้งหลายแหล่นี่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ความทุกข์" นี่รู้ได้ยาก ความ ทุกข์ที่รู้ได้สิ้นได้หมดนี่ ยากยิ่งกว่ายิงลูกศรจากที่ไกลไปเสียบรูกุญแจ 100 ดอก แล้วให้ลูกศร 100 ดอกนี่ เสียบที่รูกุญแจรูเดียวนั้นแน่ะ มันยากขนาดไหน ความ รู้ทุกข์ การรู้ทุกข์ให้ละเอียดลออ ให้หมดสิ้นนะ เป็นการรู้ได้ยากกว่านั้น ยังไม่ พอ อุทาหรณ์เดียวยังไม่พอ ท่านยังบอกอีกว่า การจักเส้นผมให้ได้ 100 แฉก ให้แต่ละแฉกนี่ เท่าๆกันด้วย ยากไหม? มันยากแน่นอน ต้องใช้แสงเลเซอร์มั้ง สมัยนี้นะ สมัยก่อนนี่คิดไม่ออกเลย จะเอาอะไร จะเอามีด เอามีดโกนขนาดไหน มาจักเส้นผมออกเป็น 100 แฉก แล้วให้แต่ละแฉกเท่าๆกันด้วย วัดให้ดี (หัวเราะ) มันยากแน่ อุทาหรณ์นี้เทียบได้ยากเหลือเกิน แต่การ "รู้ทุกข์" ได้ถ้วนทั่ว ได้รอบ ได้สมบูรณ์หมดนั่นน่ะ ยากยิ่งกว่า ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป ตราบใดที่ยังมีการเกิด ชาติปิทุกขา การเกิดทั้งสิ้นทั้งปวงเป็นทุกข์หมด แล้วเขาก็มาเรียนกัน มาเรียนรู้ทุกข์ แล้วก็ดับทุกข์ให้ได้ จนหมดทุกข์ เป็นพระอรหันต์ คือผ

อ่านต่อ

ู้ไม่มีทุกข์ เสร็จแล้วเขาก็หลงทิศหลงทางกัน ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้หมดนะ ชาติปิทุกขา อะไรก็ทุกข์ๆ ทั้งนั้น มันยังเกิด แล้วเขาก็เข้าใจความเกิดกันไม่ชอบ หายใจเข้าเกิด หายใจออกตาย เป็นความเกิด ความตายชนิดหนึ่ง เสร็จแล้วก็เกิดใหม่ต่ออีก หายใจเข้าอีก มันยังไม่สุดน่ะ น้อ? มันยังไม่สุด สุด เหมือนอย่างท่านชินธโรว่า เข้าห้องส้วมแล้วมันยังไม่สุด มันก็ยังเกิด (ซ้ำ) ยังดับๆอยู่นั่นน่ะ แล้วมันก็ยังมีทุกข์อยู่นั่นแหละ แต่ทุกข์ใดที่มันมีประโยชน์ ทุกข์อะไรที่เรียกว่าทุกขอาริยสัจ ที่พระพุทธเจ้าท่านสอน แล้วก็แนะให้ดับทุกขอาริยสัจนี้ให้สิ้นน่ะ อาตมาได้นำเรื่องของ "ทุกข์" 10 ข้อ 10 เหตุผล 10 หลักการ มาแจกแจงไปแล้วในงานพุทธาภิเษกฯ ปลุกเสกฯ พุทธาภิเษกฯ ก็ขยายความไปแล้ว ครั้งที่ 10 อธิบายเรื่องทุกข์ เพราะฉะนั้นผู้ใดได้ฟังแล้วก็ไปทบทวน ทุกข์ที่มันเลี่ยงไม่ได้ แม้เป็นพระ พุทธเจ้าแล้วก็ยังทุกข์ ที่อาตมายกตัวอย่างขึ้นมายืนยัน ก็คงเข้าใจได้นะ มันยังทุกข์ ไม่ใช่พระอรหันต์ ไม่มีทุกข์ ดับทุกข์หมดแล้ว พระอรหันต์ก็ไม่ทุกข์ อาตมาก็เคยบอกมา พระอรหันต์รูปไหนที่เก่งๆ ไม่ทุกข์น่ะมา จะทำให้ และถ้าตอบไม่ได้ว่าทุกข์ก็จะได้ไม่พูดกัน ว่ามันทุกข์มั้ยอย่างนี้นะ หรือไม่ต้องไปทำอะไรท่านหรอก ถามว่าปวดขี้น่ะ มันทุกข์มั้ย เป็นพระอรหันต์ยังไม่ตาย ปวดขี้น่ะ มันทุกข์มั้ย ถ้ายังไม่ทุกข์ ก็อั้นไว้ อย่าเพิ่งไปขี้ อั้นไว้ๆ นานๆ ปวดขี้นี่แหละ อั้นไว้อย่าเพิ่งไปขี้ มันจะทุกข์มั้ย? มันก็ต้องทุกข์ มันเป็น"ทุกข์" ซึ่งก็ได้อธิบายไปแล้ว มันเป็นอะไรทุกข์ มีเสียงตอบ โอ๊ เก่งนะ จำ Technical term ได้เลยนะ จำภาษาหัวข้อทางวิชาการเป็นภาษาบาลีเลยนะ นิพัทธทุกข์ เป็นทุกข์อันยังเกี่ยวยังเนื่อง พัทธ นี่มันแปลว่า สืบต่อ มันยังเกี่ยว ยังเนื่องอยู่ เป็น Relative น่ะ พัทธนี่ Relative มันยังไม่ขาด มันยังสัมพันธ์อยู่ มันยังเกี่ยวยังเนื่องอยู่ เรายังมีชีวิต เรายังมีร่างกาย เรายังมีขันธ์ 5 มันยังไม่ไปไหนหรอก มันยังต่อเนื่องอยู่ มันยังไม่สูญ มันยังต้องปวดขี้ปวดเยี่ยว มันยังต้องทุกข์ เพราะไอ้นั่นไอ้นี่ อะไรมันยังไม่ขาด มันยังจำเป็น มันยังมีอยู่ หรือแม้แต่อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์ที่จะต้องแสวงหาเครื่องอาศัย เครื่อง อาศัยอันดีงามของผู้ที่ยังมีชีวิตนั้น ก็คือคุณค่าประโยชน์ ทุกคนต้องแสวงหาคุณ ค่าประโยชน์ เราควรเป็นคนมีคุณค่า เราควรเป็นคนมีประโยชน์ ไม่ใช่หลงตน แต่มนุษย์ควรเป็นสัตว์โลก ที่มีประโยชน์คุณค่า มากกว่าสัตว์โลกใดๆ เราทำได้ พระพุทธเจ้าก็สอนเรา ปราชญ์ก็สอน คนทางโลกเขาก็สอน อันนี้เป็นความจริงที่สอดคล้องกันหมดนั่นแหละ อาหาระ แปลว่า เครื่องอาศัย ปริเยฏฐิ แปลว่าการ แสวงหา การแสวงหาเครื่องอาศัยด้วยปัญญา เพราะเราแสวงหางาน แสวงหากิจ ที่ควรทำ บัดนี้เวลากำลังล่วงไปๆ บัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ เรากำลังเสพย์หรือ เรากำลังซน หรือเรากำลังหลบ กำลังเลี่ยงอะไร กำลังขี้เกียจอะไร ถ้าเราระลึกได้ เอ้อ เราก็ควรจะหากายกรรม วจีกรรม ที่ดีกว่านี้ยังมีอยู่อีก ใจเรามันยังเสพย์อยู่ จัดการกับมัน มันจะเสพย์ภพ มันจะเสพย์นั่นเสพย์นี่ แสวงหาสิ่งประสงค์ที่ต้องการมาบำเรอใจ อย่าไปให้มันนัก ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร มันก็สมใจสมกิเลสเรา เราก็ขัดใจมันบ้าง ขัดใจมันเกิดปัญญาว่า โอ๊ย อย่าไปตามใจมันเลย เราไปตามใจมันก็ไอ้เท่านั้น มันก็จะอ่อนแรงลงๆ จนกระทั่งมันเข้าใจ เห็นในความจริงว่า เอ้อ ชีวิตนี้ก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แล้วเราก็พยายามพากเพียร ให้กรรมกิริยาที่เป็นคุณค่า ประโยชน์ กายกรรมก็ดี วจีกรรมก็ดี จิตจริงๆใจจริงๆนั้น เมื่อจิตจริงๆ มันอยู่เหนือแล้ว มันไม่เสพย์ ไม่ติดอะไรแล้วนี่นะ มันไม่ต้องไปเสียเวลาอะไรมากหรอก เราจะรู้ว่าเวลานี้ควรพัก มันเมื่อย เมื่อยจริงๆ เราจะรู้สมควรพัก หรือมันเจ็บป่วย หรือมัน "สมควร" มันมีเวลาเหมือนกัน เมื่อยก็ไม่เมื่อยหรอก ป่วยก็ไม่ป่วยหรอก แต่สมควรพักแล้ว สมควรนอนแล้ว แล้วยังมาคุยกัน อยู่เสียจนให้ท่านประกาศ ถึงเวลาสมควรจะหลับนอนแล้ว เสียงประกาศเมื่อคืนนี้ 3 ทุ่ม คนไม่เชื่อมั่งนะ ฟังแล้วก็ยังเฉยๆ โหล่ยโท่ยหน่อย ไม่เอาถ่าน โหล่ยโท่ย นี่เรียกว่าไม่เอาถ่านนะ ประกาศแล้วก็ประกาศไป เหมือนม้าตด รู้จักม้าตดมั้ยล่ะ ม้าตดนี่ มันทำเป็นไม่รู้เรื่องเลย ทำเฉย มันตดป้าด นี่นะ ม้าตดนี่เสียงดังนะ มันก็ทำไม่รู้ไม่ชี้นะ เหมือนคนนั้นน่ะ เหมือนม้าตด เฉย ทำเฉย เขาจะว่าอะไรก็ทำเฉย ไม่รู้ ไม่ชี้ เหมือนม้าตด อย่าทำอย่างนั้นเลย ควรจะรู้สึกสำนึก สะดุ้งบ้าง ว่าเขาว่าอะไรนะ เออ มันควรมั้ย? ถ้าควรก็ปฏิบัติให้มันดีขึ้นบ้าง ตื่นเช้ามาก็มีคนมา คือพวกเรานี่ เป็นตำรวจชั้นหนึ่ง ติงกัน อะไรนิดอะไรหน่อย ติงกัน แต่ ดี อาตมาว่า หลายคนนี่ติงกันจนกระทั่ง มีอัตตามานะ ติไม่ได้ ติงไม่ได้ละ รำคาญ ติจริงเชียว ติงจริงเชียว เอาน่า ถ้าเขาขยันติ ขยันติงนะ ดีแล้วล่ะ มันจะได้ไม่ขาดตกบกพร่อง อันไหนใครติมาเราก็รับฟัง แล้วเราก็เอามาไตร่ตรอง พิจารณา อีก ตรวจสอบว่า เออ อันนี้เขารู้ข้อมูลไม่ครบ เรารู้ข้อมูลครบ มันพอดีแล้วล่ะ เราก็ดำเนินต่อไป ถ้าหากมันไม่พอดี เขาติติงมานะ เราก็ เออ ควรลดบ้าง ควรเพิ่มบ้าง เขาติว่า มันน้อยไป เราก็เพิ่ม เขาติว่ามันมากไป เราก็ลด เอ้อ จริง ของเขา มันก็จะได้ช่วยกันสอดส่องดูแล บางทีมันก็เผลอๆ เสพย์มั่ง อะไรมั่ง บางทีเขาติมามันไม่มี อย่างเมื่อเช้านี้มาบอกว่าด่วนด้วย อาตมานึกว่าเรื่องอะไร บอกว่าด่วนที่สุดด้วยนะ บอกว่าเย็นเมื่อวานนี้ ดิฉันผ่านไปที่ห้องน้ำ ได้ยินเสียงพวกสาวๆ อาบน้ำเปิดฝักบัวกันใหญ่เลย เปิดซู่ซ่าๆ นานด้วย ว่างั้น ถึงแม้จะมีน้ำดี มันก็ไม่น่าจะฟุ่มเฟือย มันก็ไม่น่าจะใช้เปลือง คนอื่นเขาก็คอยนาน ก็ถูกของเขาอีกแหละ อาตมาว่าถูกของเขานะ เพราะไอ้ที่พูดไปแล้วนี่ก็ติดต่อ จบ จบการติดต่อ ก็ปรับให้มันดีน่ะ ไม่ได้กลัวน้ำเปลืองหรอก ฟังเสียงท่านสันตจิตโต นั่นเกินไปนัก แหม อาบให้เต็มที่ น้ำเรามีมาก มันก็เกินไป คนบ้าจี้ก็มีด้วย แล้วมันยิ่งร้อนๆ ด้วยซี่ แล้วสบม ทมด ปกต หห จจ ก็อาบใหญ่ มันก็เกินไป ก็เอาพอดีๆ บ้างนะ เอาล่ะ นั่นนำร่อง คราวนี้มาเข้าเรื่อง เมื่อวานนี้ อาตมายังค้างอยู่ในเรื่องของผู้ที่ทำวิทยานิพนธ์ ยังไม่รู้เลยนะว่าหัวข้อเรื่องอะไร อาตมายังไม่รู้ ทำแน่ แล้วก็ปรากฏว่า แบบสอบถามที่อาตมาเอามา 480 ชุด หมดภายในพริบตา โอ้โห อาตมาชื่นชมจริงๆ ใครเอาไปแล้วไม่เขียน เอาคืน เอาไปเฉยๆ นี่เอาคืน ถ้าใครเขียนแล้วเสร็จก็ส่งไปเลย ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องเสียค่าแสตมป์ ไม่ต้องเสียเวลาไปส่งตรงนั้นตรงนี้ เพราะว่าเจ้าหน้าที่หรือว่าเจ้าตัวเขาก็มาอยู่ตรงนี้แล้ว ที่นี่ แผนกทะเบียนนั่นแหละนะ ใครยังไม่ได้เขียน ก็ฟัง อาจจะได้ปฏิภาณไปเขียน ได้รายละเอียดดีขึ้น จะได้ตอบได้ดีขึ้น จะได้วิทยานิพนธ์ ได้ข้อมูลที่ดีไปทำวิทยานิพนธ์ออกมาได้ดี วิทยานิพนธ์ในโลกนี้มาก อาตมาเคยพูด เอาวิทยานิพนธ์ที่เขาทำนี่นะ ไปถามทะเลนี่ ทะเลตื้นเลย ทั่วโลกนี่โอ้ย ทำจังเลย ปริญญาตรีนี่ทำวิทยานิพนธ์ ยังมีเลย ปริญญาโท เอกนี่ ต้องทำวิทยานิพนธ์ทั้งนั้น ทำแล้วเอามาใช้งานน้อยเหลือเกิน ทำแล้วเอาปริญญา ไปตีราคาค่าตัว ไปหากินได้มากมาย ร่ำรวย ได้เงินได้ทอง ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อกันไปเยอะแยะมากมาย แต่เอามาใช้ประโยชน์จริงๆน้อย ได้เรื่อง เอาเรื่องที่ทำมาใช้กันนิดๆหน่อยๆ ไม่ได้ใช้กันจริงจังมากมาย ทำกันไปเยอะ เสร็จแล้วก็ใช้กันไปบ้างเท่านั้นเอง แต่ก็ดีนะช่วยกันคิดอ่านดี วิทยานิพนธ์ดีๆ น่าจะเอามาใช้กันให้มากๆนะ เอ้า เมื่อวานนี้ ได้อธิบายไปถึงข้อที่ 7 แล้วนะ ข้อที่ 7 ที่ศาสตราจารย์ Andreal ได้บอกว่า Popular Rule Model ตัวอย่าง หรือตัวแบบของลักษณะสังคมที่อยู่ในกฎเกณฑ์นี้ กฎเกณฑ์ที่เป็น Popular หรือ Populism ที่เป็น อาตมา ที่มีคนแย้งมาว่า น่าจะตั้งเป็น "ประชา ชนนิยม" นั่นน่ะ ก็ดี ก็ฟังดูดี เอ้า ใครจะใช้อะไรก็ลองใช้ดู อาตมาบอกแล้วว่า เหตุผลส่วนตัวของอาตมาว่า ทำไมอาตมาถึงตั้งว่า "ประชาชนนิยม" ซึ่งคำว่า "ประชา" มันก็ควรจะคิดได้ก่อนว่า "ประชาธิปไตย" มันนำร่องมาแล้ว ใช่ไหม? ประชาธิปไตยก็ ประชา+อธิปไตย อันนี้ก็ใช้ประชา คำว่าประชา มันก็กินความถึง "ผู้คน" อยู่แล้ว ประชา=ผู้คน ประชาชนก็หมายถึงผู้คน เต็มรูปขึ้นไปอีก แล้วคนไทยเรานี้ก็ใช้คำว่า ประชาชน มามาก คำว่าประชาชนนี่ ติดหูมากกว่าประชา ประชานี่ มันเหมือนกับยังไม่เต็มเท่าไหร่ "คุณเป็นประชาใช่มั้ย?" พูดยังไม่ครบนี่หว่า คุณเป็นประชาชนใช่มั้ย? เอ้อ ครบๆ ถ้า "คุณเป็นประชา" ต้องมองหนักกันหน่อยหนึ่งแล้ว ไอ้หมอนี่ มันยังไม่ค่อยเต็มคนหรือไงวะ? ถามได้ว่าเป็นประชาหรือเปล่า "ข้าเป็นประชาชน" คำว่าประชาชนนี่ เราชินใจกันดี ครบกว่า อาตมาจึงเห็นว่า ลักษณะคำว่า "ประชาชน" นี่มันจะครบ มันจะสมบูรณ์กว่า อาตมาจึงใช้คำว่า Populism นี่ว่า "ประชาชนนิยม" แต่ถ้าใช้คำว่าประชานี่จะกะทัดรัด ไพเราะ "ประชาชนนิยม" รู้สึกว่ามันเชยๆ ไปนิดหนึ่งนะ คำว่าประชาชนนิยม นี่เอาคำมาต่อกัน สนธิกันเข้าแล้ว รู้สึกเชยๆไปนิดหนึ่ง "ประชาชนนิยม" เหมือนกับตั้งชื่อหนังแน่ะ คำมันฟุ่มเฟือยไปคำหนึ่งรู้สึกว่ามันเชยๆนะ แต่ถ้าคำมันกระทัดรัด ดูรัดกุมดี มันก็ไพเราะ ดูเข้าท่าไปยังงั้น คำว่า "ประชานิยม" ดูไพเราะ คำว่า "ประชาชนนิยม" ดูเชย ไปนิดหนึ่ง แต่อาตมามุ่งถึงเนื้อหาว่า มันจะได้อะไร ลึกๆกว่า ก็เลยเรียก ส่วนใครจะเรียกอะไรก็ไม่ว่า อาตมา Frank และ Fair พอน่ะ ที่คุณจะเรียกคำใด คำใดจะนิยม ก็คำนั้นติดตลาดก็แล้วกันนะ มีรายละเอียดที่รวบรวมมา ของศาสตราจารย์อินเดรียลด้วย แล้วก็ของผู้อื่นด้วย เมื่อวานนี้ ก็ผ่านไปข้อ 6 ที่ว่า สมาชิกสังคม Populism จะมีความเอาใจใส่ในเรื่องต่างๆ ทุกเรื่อง ที่เกิดขึ้นในสังคม และจะมีผลกระทบต่อสังคมนั้น คือ (เป็น Humanistic man) เป็นคนที่ Human= คน Humanistic ก็เรียกว่า มีลักษณะที่ลึกของความเป็นคน ถ้าจะแปลกันง่ายๆ ตื้นๆนี้นะ ก็ซ้อนกันขึ้นไป เป็นคนที่มีความลึกในความเป็นคนมากขึ้น ไม่จำกัดความใส่ใจของตนเอง เฉพาะในงานที่ตนเองถนัด นี่เป็นของหมอประเวศ วงเล็บไว้ เอามาเติมเข้าไปอีกก็ดี ข้อ 7 สมาชิกที่มีสำนึก สำนึกอันนี้ วงเล็บไว้ว่า Sense of Community Sense นี่ พวกเราก็คงเข้าใจนะที่รู้ภาษาอังกฤษมาบ้าง จะเรียกว่าสำนึกหรือความ รู้สึกที่ดี หรือรู้สึกที่ไม่ดี ก็ตามใจ มันรวมอยู่ใน sense หมด ถ้าความสำนึกแล้ว เรามักจะหมายความไปในทางที่ดี สำนึกนี่ เป็นไหวพริบ มีการระลึกรู้ มีการไหวตัว มีการรู้ทันอะไรขึ้นมา สมาชิกของ Populism นี่ ประชาชนในระบบอย่างนี้นี่ จะมีความสำนึกในการรับผิดชอบชุมชน มีไหม? มีบ้างนิดๆ ระวัง ควรจะมีเยอะ ซึ่งเกิดจากอย่างนี้ ก. ความรู้สึกผูกพันกับคนในสังคม ฐานะญาติพี่น้อง อันนี้เราก็ตั้งหัวข้อไว้ก่อนแล้ว ว่าเรามี Fraternity คือภราดรภาพ เรามีอยู่แล้ว ของของเรานี่นะ มันเป็นความผูกพันในหมู่พวกเรา เหมือนญาติ เหมือนพี่ เหมือนน้อง ไม่เหมือนล่ะ ให้เป็นจริงเลยด้วย ไม่แต่เพียง "เหมือน" ให้เป็นจริงเลยด้วย เอ้า ค่าหรือความหมายลึก ของความเป็นพี่น้องคืออะไร คลอดตามกันออกมาด้วยสายเลือด เรียกว่าพี่น้องตามสายเลือด แต่พฤตินัย ความเป็นจริง เขาพึ่งกันไม่ได้เลย พี่น้อง พึ่ง "เกิด" กันก็ไม่ได้ พึ่ง "แก่" กันก็ไม่ได้ พึ่ง "เจ็บ" กันก็ไม่ได้ พึ่ง"ตาย" กันก็ไม่ได้ พึ่งเงิน พึ่งทอง พึ่งการกิน การอยู่ก็ไม่ได้ ไอ้อย่างนี้ มันคลานตามกันออกมา ตามสายเลือดเฉยๆ มันไม่ได้เป็นพี่เป็นน้องกันหรอก อันนี้รู้ทั่วโลก มันควรจะพึ่งกันได้จริงๆเลย ความเป็นพี่เป็นน้องนี่เนื้อหาหลัก อาตมาเอาว่า ความเป็นพี่เป็นน้องอันนี้เป็นเนื้อหาหลักน่ะ เพราะฉะนั้นเราเอง เรามาทำความเป็นพี่น้องอันนี้ได้ แม้ว่าเราจะเกิดมาคนละมุมโลก คนหนึ่งเกิดมาที่เอสกิโม นะ ยินดีต้อนรับ คนหนึ่งเกิดที่ขั้วโลกใต้ มันประเทศ? ขั้วโลกใต้ไม่ค่อยพูดถึงกันล่ะนะ (หัวเราะ ถามคนฟัง) ประเทศอะไร ใครเก่งภูมิศาสตร์? ออสเตรเลียอยู่ขั้วโลกใต้เหรอ? เอาเถอะ ประเทศอะไรก็ว่ากันไปเถอะ ให้มันเต็มๆ ก็แล้วกัน เกิดจากประเทศไหนก็ได้ มาที่นี่แล้วเราก็ทำพฤติกรรมของเรา ให้มีจิตวิญญาณเลย มีจิตใจเลยว่า เราเห็น มอง พวกเรานี่ เป็นมิตรดี สหายดี หรือว่าเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ถือเป็นพี่ เป็นน้องกัน อันพึงช่วยกันได้ เกื้อกูลกันได้ มีน้ำจิตน้ำใจ มีความสามารถอย่างนั้นจริงๆ คนเราถ้าพูดไปแล้ว มันก็ช่วยกันได้ เท่าที่เรามีเวลาและเรี่ยวแรงนะ จะมีความสามารถเท่าใดก็ตาม เวลาและเรี่ยวแรงเป็นข้อจำกัด หมดแรง มันก็ช่วยไม่ได้ เวลาไม่มี มันก็ช่วยไม่ได้ ต่อให้มีความสามารถเท่าใด เวลาและเรี่ยวแรง ก็เป็น ข้อจำกัดอันหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราก็ต้องรู้อันนี้ด้วย เพราะฉะนั้นเราบอกว่า มีอะไรช่วยกันได้หมด พอมาถึงแล้ว ไม่มีแรงจะช่วย ก็ตายพอดี หรือเราไม่มีเวลานะ เรามีกิจนั่นกิจนี่ อันสำคัญก่อนที่เราเองเราก็ต้องรับผิดชอบ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ไม่มีเวลาจริงๆ ก็จะมาให้ช่วยๆๆ โธ่ ก็มันช่วยไม่ได้ ข้อจำกัดพวกนี้ ก็จะต้องเข้าใจอีก เพราะฉะนั้นเราก็ช่วยกันได้ แต่ถ้าเรามีน้ำใจจริงแล้วล่ะก็ เราไม่ได้เป็นคนรังเกียจที่จะช่วยจริงๆ อันนั้นมันก็สูงสุดล่ะ และเราก็ฝึกปรือให้เป็นคนเช่นนั้นให้ได้ อันนี้ขยายความนิดหน่อย อาตมาเห็นว่ามันเป็นความสำคัญ ความรู้สึกผูกพันในสังคม ในฐานะญาติพี่น้อง หรือชื่อว่าสืบสายโลหิตมาจากชนเผ่าเดียวกัน หรือมีบ้านเรือนอยู่ในละแวกเดียวกัน พูดภาษาเดียวกันได้ ขยายเป็นภาษาตื้นๆ แต่ความหมายของเราลึก ข้อ ข. มีความเชื่อในทางศาสนาเหมือนกัน อันนี้แน่ๆอยู่แล้วนะ พวกเราเข้าใจดี ข้อ ค. การให้การยอมรับนับถือ บุคคลอันมีลักษณะดีเด่นในชุมชนร่วมกัน อันนี้พวกเราก็มีอยู่ แต่ก็ยังไม่ลึก บางทีก็มีจะมาให้ ให้สูงมาก ให้แต่อาตมาคนเดียว คนอื่นไม่ อันนี้เป็นกิเลส อัตตามานะ ระวัง เราจะต้องรู้ แม้แต่สมมุติ สมมุตินี่ ว่าเป็นสมณะ แม้ว่าเราเอง เราเป็นฆราวาส เราจะมีคุณธรรมมากสูง เราปฏิบัติได้ลึกกว่าก็ตาม เราต้องรู้สมมุติด้วย แล้วเราก็ปฏิบัติท่าทีกิริยา มีสัมมาคารวะ ตามรูปธรรมที่สมมุตินั้นๆ ให้สมเหมาะสมควร ตามแก่สิ่งที่สมมุติกันและกัน ต้องทำนะ ยิ่งเราเอง เราเป็นฆราวาส และไม่มีภูมิธรรมสูงกว่าท่านเลย เสร็จแล้วเราก็หมิ่น หยาม ไม่ยอมรับนับถือ ไม่เกิดคุณค่า พวกเรามันยังมีอัตตามานะ ข้อนี้มันไม่ค่อยรู้ตัวหรอก มันได้ดีอะไรขึ้นมาบ้าง แล้วมันก็ชักถือดี ชักหยิ่งผยอง บางคนมานาน ก็ถือความนาน ว่าฉันเก่านะ ฉันนี่รุ่นเชียงแสนนะ (หัวเราะ) แกรุ่นอะไร รุ่นรัตนโกสินทร์ หรือไม่ฉันก็รุ่นทวาราวดีนะ ยิ่งหนักใหญ่เลยนะ ฉันรุ่นทวาราวดีนะ แกน่ะ มันแค่รุ่นอยุธยา หรือไม่ก็รุ่นอู่ทอง ปัดโธ่ อู่ทองหน้าแก่ด้วย (หัวเราะ) นี่พูดภาษาเล่นพระเครื่อง พระบูชา อาตมาสมัยก่อนก็เล่น แต่เดี๋ยวนี้เลิกแล้ว แต่ก่อนก็เล่น เดี๋ยวนี้ ไม่เอาแล้วนะ และอย่าไปถือรุ่นอะไรมากนัก ดูสาระความจริง ถ้าเราอ่อนน้อมถ่อมตนได้ ถ้าเป็นความจริงนะ ถ้าเราอ่อนน้อมถ่อมตนได้ มันเป็นกิริยาท่าทีที่ยากนะ ใช่ว่าพอเราอ่อนน้อมถ่อมตนแล้ว กลายเป็นคนไม่มีท่าเลย ลีลาท่าทีเลย เป็นคนต่ำไปเลย เหมือนกับคนกระจอก ก็ ไม่ใช่ มันมี แหม มันอธิบายยากนะ พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัส แหม สูงส่ง อย่าให้สมณะนี่นั่งต่ำกว่าฆราวาส ให้มีที่รองรับที่สูงกว่า มันเหมือนศักดินานะ แต่ไม่ใช่ ต้องให้มีท่าทีลีลา เวลานั่งเสมอกัน ก็มีอยู่ แต่มันจะมีสัมมาคารวะ ที่เมื่อเป็นฆราวาสที่เรายอมรับ เราเคารพ เรายกย่องจริงๆ ถึงแม้จะนั่งกับพื้น เสมอกัน เราจะรู้เลยว่า ความจริงเกิดแล้ว คนที่เป็นฆราวาส ที่รู้สึกเราเองว่าอยู่ในฐานะฆราวาส อยู่ในฐานะผู้น้อยกว่า เราเคารพนับถือผู้นี้จริงๆนะ มันจะมีท่าทีที่เคารพคารวะอยู่ในที อันนี้ลึกซึ้ง และคบคุ้นกันนานๆจึงจะเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นผู้ใดที่ไม่จริงนะ มันจะเห็นเลย นานๆไปมันจะชัก เล่นกับหมา หมาเลียปาก เล่นกับสาก สากตีหัว มันจะเห็นแล้ว ลายออก ที่ไม่มีความเคารพนับถือ ยกย่องจริงนี่นะ ถ้าได้โอกาสนะ พวกนี้ชักนานเข้า ลามนะ ไหม้ มันจะเป็นจริงเลย ไอ้พวกนี้ เป็นรายละเอียดลึกซึ้ง มันจะมีได้ เพราะฉะนั้นลักษณะการเคารพกัน การให้เกียรติกัน การนับถือกัน ผู้ที่สูงส่ง ดีเด่น หรือผู้ที่มีคุณค่าอะไรนี่เคารพกัน ยิ่งเข้าใจละเอียด มีขั้นมีตอน มีอยู่ในที พวกเราในสังคมนี้มี ลักษณะในโลกเขาก็มี ยิ่งมีศักดินาใหญ่ด้วย มาก มายด้วย ใน "ธรรม" ก็มี แม้จะบอกว่า เราไม่ถือเนื้อถือตัว ไม่มีศักดิ์ฐานะ ไม่มีติดยึดในศักดินาก็ตาม มันก็มีสัมมาคารวะ มีการรู้ที่ต่ำที่สูง มีการรู้ที่ควรไม่ควร จะเป็นวัยวุฒิก็ตาม มีในทีนะ วัยวุฒิ เราจะมีคุณวุฒิมากกว่า เราอายุน้อยกว่า แต่ว่าผู้นี้มีวัยวุฒิ เราก็เคารพในวัยวุฒิ มีท่าทีเคารพในวัยวุฒิ มีท่าทีสอน ผู้น้อยที่อายุน้อยกว่า จะมีคุณธรรมมีความรู้กว่าสอน ก็สอนอย่างมี "ทีท่า"ไม่ใช่ว่าสอนกันอย่างพาซื่อดื้อๆ เป็นผู้น้อยสอนผู้ใหญ่ อย่างไม่มีศิลปะ เชยแหลก เลย และรับกันไม่ได้ด้วย ดีไม่ดี จะทะเลาะกันเอา แต่ถ้ามีศิลปะนะ ผู้ใหญ่ก็จะว่าเด็กคนนี้ สอนเรามีศิลปะ ก็ชื่นชม จะมีจริงๆนะ เรารับได้ และบางที ผู้น้อยสอนผู้ใหญ่ ให้ไม่รู้ตัว นี่ผู้ใหญ่ที่มีกิเลสนะ มีอัตตามานะ ผู้น้อยก็ฉลาด มีศิลปการสอนไม่ให้ผู้ใหญ่รู้ตัว ผู้ใหญ่ก็รับได้ วิเศษ หรือถึงแม้ว่าผู้ใหญ่จะรู้ทีรู้ทัน ว่าผู้น้อยสอน ก็รับได้ มันก็ไปด้วยกันได้ สังคมอย่างนี้ล่ะวิเศษ (ซ้ำ) และยอมรับกันและกันได้บ้าง แต่ยังไม่เชี่ยวชาญนัก แต่ก็ดีนะ อาตมาว่า ดีเพราะว่าเราฝึกฝนจริงๆ ไอ้ที่อื่นอาจจะมีมากกว่านี้ เราเองเราก็ยังไม่รู้รายละเอียดว่าที่อื่นเขาจะมีดีไปกว่าเรามั้ย ว่าการเคารพนับถือกัน การยอมรับกัน การสอนกันได้ การละอัตตาตัวตนกันได้ พวกนี้น่ะ นี่ความหมายในข้อ ค. ข้อ ง. อันนี้เขาว่าเป็นภาษาอังกฤษมาเลยนะ เป็นของศาสตราจารย์ แอน เดรียล Unity of diversity ซึ่งอาตมาก็ตั้งข้อสังเกตเมื่อวานนี้ว่า เอ๊ เรามานึกถึงคำภาษาที่จะแปลตรงๆ นึกถึงคำว่า "นานาสังวาส" ทันทีทันใด เอ้อ มันตรง เมื่อวานนี้ ดร.อภิชาติ ก็ว่า เอ๊ อันนี้นะ ฟังดูได้ ฟังเข้าท่า ไอ้ Unity of Diversity นี่ มันก็คำ 2 คำน่ะนะ คำว่า Unity กับคำว่า Diversity นี่ มันก็ชัดๆอยู่ Unity มันก็แปลว่าหนึ่งเดียว แปลว่าเอกภาพ นะ Diversity มันก็แปลว่า ต่างๆนานา แปลว่า หลากๆหลายๆ ประการต่างๆ แตกๆต่างๆกัน คล้ายๆกับคำว่า Variety = หลากหลาย เหมือนกัน คล้ายๆกันน่ะ มันเป็นคำ Synonym นะ คงจะใช้แทนกันได้ Diversity กับ Variety มันหลากหลายต่างๆกันนะ มันแตกต่างกัน แต่มันก็อยู่หนึ่งเดียวกัน รวมกัน เป็นความหนึ่งเดียวที่หลากหลายๆ เราจะไปเอาอะไรที่มันเหมือนกันเปี๊ยบเลย เป๊ะ เท่ากัน ระดับเท่ากัน ดำขาวที่เท่าเหมือนกัน ตัวอ้วนผอมเท่ากัน นิสัยเหมือนกัน จริตเหมือน กัน อะไรเหมือนกัน ต่อให้มีเขากระต่าย ต่อให้หนวดเต่า ไอ้นี่ก็ยังไม่มี ต่อให้เต่ามีหนวด ไอ้นี่ก็ยังไม่เกิดได้ ไม่มีเท่าเทียมกัน เสมอกัน เท่ากันไป เปี๊ยบไปหมดไม่มี แต่มันก็รวมกันได้ ไอ้นี่สำคัญทีเดียว โลกนี้มันไม่มีอะไรที่จะไปเหมือนกันไปเปี๊ยบ ไปหมดหรอก เพราะฉะนั้นเราจะต้องเข้าใจคำหนึ่ง ว่าเราอยู่ร่วมกันขนาดนี้ มีหลากหลายจริต หลากหลายนิสัย หลากหลายความยึดถือบ้าง แต่ค่ารวมแล้ว เราก็เข้าใจอยู่แล้ว แล้วเราก็พากเพียรกัน คนต่ำคนสูง ต่ำสูง หมายถึงภูมิธรรมด้วย เรามีภูมิธรรมที่ต่ำสูง มากน้อยกว่ากัน แต่เรากะกันแล้วว่า มาตรฐานต่ำ ต่ำกว่านี้คือต่ำกว่าศีล 5 แล้วต่ำกว่าศีล 5 อย่างหยาบๆ ด้วย เดี๋ยวก็ด่างพร้อย เดี๋ยวก็ด่างพร้อยเกินไป หยาบด้วย อย่างนี้เราก็ไม่เอาแล้ว แต่ถ้าเผื่อว่า ศีล 5 นี่ล่ะ หรือไม่ต่ำกว่าศีล 5 นัก ด่างพร้อยบ้างก็ไม่ได้เจตนา พยายามสังวรอยู่ แต่สุดวิสัยอะไรบ้างก็เอ้า เราก็ขนาดนี้เป็นต่ำสุด ว่างั้นนะ ก็อยู่รวมกันไป ส่วนใครดี คนนั้นได้ไปดีไปเท่าไหร่ๆ ก็ดี สุดยอดได้เลยยิ่งดีใหญ่ แล้วเราก็จะเข้าใจ ผู้ที่เข้าใจได้คือผู้ที่ยิ่งสูงขึ้น ยิ่งเข้าใจ ยิ่งอนุโลม ยิ่งเข้าใจฐานะ อาตมาเคยพูดว่า คนเรานี่ อยากจะแสดงอะไรออกกายกรรม วจีกรรมก็ดี หรือมโนกรรมก็ตาม แสดงออกมา เขาแสดงความจริงของเขา ไม่ใช่ อาตมาเคยท้วงว่า ทำไมนะ ถึงเป็นคนอย่างนี้ อ้าว ก็เขาเป็นคนอย่างนี้ ก็จะไปถามทำไม เขาก็เป็นอย่างนั้นน่ะสิ ทำไมนะ เขาถึงต้องพูดอย่างนี้ อ้าว เขาก็ต้องพูดอย่างนี้น่ะสิ เขาเป็นคนอย่างนั้นน่ะ ไปเจอคนปากตลาดอยู่ที่ตลาด อู๊ย ทำไมเขาพูดอย่างนี้ล่ะ อ้าว ก็เขาเป็นคนอย่างนี้น่ะ แม้แต่ในพวกเรานี่แสดงออกอย่างไรล่ะ เขาบอกตัวเขา เขาจะเข้าใจตรงนี้ให้ดี คำนี้ใครเขาจะแสดงอะไร เมื่อไรเมื่อนั้นคือความจริงของเมื่อนั้น "เขาเมื่อนั้น" เพราะฉะนั้นขณะใดคนเราตั้งใจดี ก็จะแสดงดีออกมา เขาก็คือเขาเมื่อนั้น เขาก็แสดงความจริงเมื่อนั้นดี ขอให้มันดีอย่างนี้นานๆ เกิดบ่อยๆ ทำได้น้อยเดียว ส่วนต่อไปเวลาอื่นๆ ไม่เป็นอย่างนั้นเลย ก็แสดงความจริงของเขาอีกแหละ เมื่อใดก็เมื่อนั้น ความจริงของเขา เมื่อใดก็เมื่อนั้น เพราะฉะนั้นผู้ใดแสดงความจริงออกได้ "จริง" และก็ "ดี" ดีได้ต่อเนื่อง ดีได้มาก ดีได้ซะจนกระทั่งตัวเราเอง แสดงไอ้ "ตัวดี" ตัวนี้อย่างง่าย แสดง"ดี" ตัวนี้อย่างเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องไประมัดระวัง ไม่ต้องไปสำรวม ไม่ต้องไปบังคับอะไร มันเป็นเอง เรียกว่า "ตถตา" มันเป็นเช่นนั้นเองแหละ ท่านพุทธทาสบอก มันเป็นเช่นนั้นเองแหละ มันเป็นตถตาแล้ว (ตถ=ความจริง) คำว่าตถตานี่ มันเป็นอย่างนั้นแหละ คือ มันเป็นจนเป็นเอง คือมีความเป็นอัตโนมัติด้วย ตถตานี่ ผู้ใดฝึกฝนตนจนเป็นอัตโนมัติ ในความดี มีความถูกต้อง ถูกสัจธรรม ดีด้วย ไม่มีใครปฏิเสธ นอกจากคนโง่ คนฉลาดต้องยอมรับ แล้วได้เป็นอัตโนมัติ เราไม่ต้องสังวรระวัง ไม่ต้องควบคุม มันก็เป็นตัวของมันเองเลย นั่นล่ะคือตัวตถตา ทุกวันนี้ "ตถตา" อธิบายกันเลอะไปก็เยอะ น่ะ ไอ้ตัวนั้นเป็นตถตา เราจะต้องพยายามทำตัวนั้นให้ได้ให้มาก สรุปแล้วข้อที่ 4 หรือข้อ 3 (ก.ข ค.ง) อันนี้ ก็นานาสังวาส มีเอกภาพในความหลากหลาย ข้อ 8 สังคม Populism เอื้ออำนวยให้สมาชิกในสังคมมีสำนึกของการมีส่วนร่วม Sense of Participation เป็นความสำนึก (Sense ก็อย่างเดิมน่ะ) เอื้ออำนวยให้สมาชิกในสังคม มีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นถ้าเราเอง เราอยู่ในสังคมไหนก็ตามแต่ โดยเฉพาะในสังคมเรานี่ เป็นผู้ที่ เราฝึก ฝึกสำนึกจริงๆ ให้มีความเข้าใจเลยว่า เราต้องพยายามเปิดโอกาส พยายามที่จะทั้งตัวเราก็จะไปเป็นผู้มีส่วนร่วม ทั้งผู้ที่อยู่ที่นั่น ยึดอยู่ที่นั่น ประจำอยู่ที่นั่น ทำอยู่ที่นั่น ก็ต้องพยายามเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้มามีส่วนร่วมน่ะ เอื้ออำนวยให้สมาชิกในสังคม มีสำนึกของการมีส่วนร่วม ในการเปลี่ยนแปลงสมาชิกในสังคม ในทางที่สมาชิกส่วนใหญ่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน