360826 ตอบปัญหาชาวอโศกเกิดขึ้นได้อย่างไร โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ .docx
เนื้อหาในไฟล์
360826 ตอบปัญหาชาวอโศกเกิดขึ้นได้อย่างไร โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
ตอบ.....ชาวอโศกเกิดขึ้นอย่างไร ตอบแก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุข โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ วันที่ 26 สิงหาคม 2536 ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก
กระผมขอเรียนถามจากเจ้าหน้าที่ของเรานะฮะ ถาม : อยากทราบว่า หลงคำสั่งสอน ถือว่าได้รับสิ่งเสพติดหรือไม่? ในเมื่อที่นี้ ละเลิกอบายมุข
พ่อท่าน : หลงคำสั่งสอน?
ถาม : ครับ อยากทราบว่า หลงคำสั่งสอน ถือว่าได้รับสิ่งเสพติดหรือไม่? ในเมื่อที่นี้ ละเลิกอบายมุข
พ่อท่าน : หลง คำนี้ หมายความว่าอะไร? หลงคำนี้ หมายความว่า Crazy ? หลงใหล ใช่มั้ย? หลงใหลในคำสอน? (ครับ) Crazy? (ครับ) หลงในคำสอน คือมันต้องเข้าใจความหมายกันก่อนว่า หลงในคำสอน คือหลงยังไง? มันมีหลายอย่างน่ะ หลงผิด หลงผิด มันก็ความหมายหนึ่ง หลงคลั่งไคล้ หรือหลง Crazy นี่ความหมายอีกหลงใหลอีกๆความหมายหนึ่ง อาตมาต้องถามให้ชัด ว่ามันหลงอะไรกันแน่ ถ้าหลงอย่างหลงใหล หรือหลง Crazy นี่ก็ถือว่ามันไม่ถูกต้องทีเดียว ควรจะต้องเข้าใจให้ถูกต้อง เข้าใจให้ดี ไม่ใช่ว่าคลั่งไคล้ ไม่ใช่ว่าหลงใหลงมงาย เพราะฉะนั้น เราจะต้อง...ความหลงใหลงมงายนี่ หมายความว่า ตัวคนนั้นไม่ตรวจสอบ ไม่พยายามใช้ปัญญาให้มันลึกซึ้ง ซึ่งเราจะปลุกเสมอ ปลุกเร้าให้ตื่น ให้เข้าใจสิ่งจริงๆพวกนี้ ให้เข้าใจความหมาย ให้เข้าใจความเป็นจริงให้มันชัด เมื่อชัดแล้ว อย่างเช่น เข้ามาอยู่ในนี้ มาอยู่ที่นี่ ให้กินน้อยลงไปนี่ ทำไม มีเหตุผลอะไร มีประโยชน์ หรือมีโทษอะไร เราบอก เราสอน เราแนะนำให้รู้สึกตัว ให้เข้าใจจริงๆเลย และปฏิบัติให้มันลงตัว ให้มันเป็นไปได้ ทำไมต้องไม่กินเนื้อ ทำไมจะต้องไปกินมื้อเดียว ทำไมจึงต้องไปกินน้อย ทำไมจะต้องไม่ไปกิน เขากินเล่นๆ
อ่านต่อ
หัวๆกันเยอะๆแยะๆ ทำไมเรามาอดมาอยากทำไมมาอดมาทนทำไม ทำไมเราไม่กินอะไรอย่างนี้ เป็นต้น หรือแม้แต่มานอน ทำไมจะต้องมานอนอย่างนี้ ทำไมจะต้องไม่ใส่รองเท้าอย่างนี้ ทำไมจะต้องมาแต่งตัวอย่างนี้ อะไรต่างๆนานา สารพัด อะไรทุกๆเรื่อง ทุกกฎ ทุกระเบียบ ทุกศีล ทุกวินัย เราต้องมาเรียนรู้ความเข้าใจให้ได้ ไม่ใช่ว่ามาเรียนรู้อย่างหลงใหล หลงคลั่งไคล้ ไม่รู้เรื่อง ไม่มีปัญญา ไม่ตื่น เป็นคนถูกครอบงำ ถูกล้างสมอง อะไรนี้ เราถือว่ามันไม่ดี มันต้องไม่ใช่ล้างสมอง ไม่ใช่ว่าคลั่งไคล้งมงาย แต่จะต้องเข้าใจ และต้องชัดเจน รู้ว่ามีมรรคมีผลนั้น พิสูจน์เลย ถ้าได้มรรคผลนั้นพิสูจน์ได้ มันก็ยิ่งชัดเจนยิ่งยืนหยัดยืนยัน ถามว่าหลงใหล ถ้าหลงอย่างนั้นล่ะก้อ มันก็ผิด ถือว่าเสพติดได้เหมือนกัน มันมีเยอะ ถามดีเหมือนกัน นี่ลึก ข้างนอก อะไรต่างๆนี่ หลงให้คลั่งไคล้กัน ให้หลงใหลกัน โดยที่ไม่รู้แจ้งรู้ชัด พิสูจน์ที่แท้ถึงจุดถึงสภาวะ ถึงผลที่มันได้มันเห็นจริงอย่างนั้นเลย ถือว่าหลงใหล หลงคลั่งไคล้
ถาม : อีกคำถามหนึ่งนะครับ ถ้าอยากมาอยู่เป็นอาทิตย์ แล้วกลับไปทำงานเหมือนเดิม จะทำอย่างไร?
พ่อท่าน : ก็มา มาแต่ตัวกับหัวใจ มาเลย ไม่มีปัญหาอะไร มาปฏิบัติตามกฎ ตามหลักของที่นี่เท่านั้นเอง กฎหลักของที่นี่เขามี ซึ่งก็ถามดู อาตมาก็จำไม่ได้หมด เขามีกฎมีหลักซึ่งก็ธรรมดา มาที่นี่ก็อย่ามาหวือหวา อย่ามามีอบายมุขอย่างน้อยที่หยาบๆ ง่ายๆ เช่น ไม่ไปดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เฮฮา เล่นไพ่ เล่นการพนัน อบายมุข 6 อบายมุข 7 อะไรก็คงรู้ หรือแม้แต่เรื่องกาม เรื่องโทสะ เรื่องราคะอะไรก็อย่าให้มันจัดจ้าน มาจีบกัน อะไรกันในวัด ไม่เข้าท่า หยาบๆเท่านั้นเอง ก็ปฏิบัติตามกฎพื้นฐานได้ ก็อยู่ได้
ถาม : การกินอาหารมังสวิรัติ เป็นบัญญัติของพระพุทธเจ้าด้วยหรือไม่?
พ่อท่าน : กินมังสวิรัตินี้ ของทางมหายาน ในพระไตรปิฎก ของมหายาน มีบัญญัติของพระพุทธเจัาด้วย แต่ในเถรวาทเราไม่ได้มีบัญญัติอย่างนั้นโดยตรง แต่ในคำสอน แม้ไม่มีบัญญัติบอกโดยตรง ก็มีคำสอนที่ยืนยันชัดเจน ว่ามันเถียงไม่ได้ เลี่ยงไม่ออกหรอก ต้องกินมังสวิรัติ ยกตัวอย่าง เช่น ท่านสอนว่า อย่าฆ่าสัตว์ นอกจากว่าคนว่าเป็นพุทธนะ แต่ไม่ปฏิบัติเลยนะ ศีลข้อ 1 ยังไม่ได้เลย มันก็อีกเรื่องหนึ่งนะ นั่นมันล้มเหลว ตั้งแต่ต้นแล้ว ไม่ได้เป็นพุทธแท้หรอก ศีลข้อ 1 ก็ยังปฏิบัติไม่ได้ 1.ท่านบอกว่า อย่าฆ่าสัตว์ แล้วศีลข้อมิจฉาวณิช ท่านเรียกมิจฉาวณิชาการค้าขาย วณิชา ก็คือการพาณิชย์ที่เป็นมิจฉา ที่เป็นความผิดของทุกคน อย่างสมณะนี่ไม่ต้องไปพูดหรอก ท่านไม่ค้าไม่ขายแล้ว จะค้าขาย ก็ต้องอยู่ฆราวาสนั่นแหละ เพราะพุทธศาสนิกชนนั่นแหละ มิจฉาวณิช คือ การค้าที่เป็นมิจฉา เป็นความผิดอยู่นี่อีกอันหนึ่ง 2.ข้อนี้เท่านั้นแหละ มันก็ยืนยันแล้วว่า เราไม่ต้องกินเนื้อสัตว์ เพราะในมิจฉาวณิชา 5 พุทธศาสนิกชนต้องไม่ค้าขาย ไม่ค้าอาวุธ เข่นฆ่ากัน เรียกว่าสัตตวณิชา ไม่ค้าขายสัตว์เป็น เพราะฉะนั้น ใครทำการค้าขายสัตว์เป็นอยู่ไม่ใช่พุทธหรอก ผิดหลักการธรรมะของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น อย่าค้าขายเนื้อสัตว์ อย่าค้าขายสัตว์เป็น ก็สัตตวณิชา อย่าค้าขายเนื้อสัตว์ ก็มังสวณิชา ก็มังสะนี่แหละ มังสะนี่เนื้อสัตว์ อย่าขายยาพิษ อย่าขายสิ่งมอมเมา เพราะฉะนั้น เมื่อไม่ให้ขายเนื้อสัตว์ ไม่ฆ่าสัตว์ แล้วเอาสัตว์ที่ไหนกินล่ะ ฆ่าก็ไม่ได้ เมื่อไม่ฆ่า ก็ไปซื้อจากตลาด ซื้อจากคน ถ้าไปซื้อจากชาวพุทธ คุณจะไปซื้อจากใครล่ะ? ก็ไปซื้อจากคนอื่นเท่านั้นเอง ซื้อก็ไม่ได้ด้วย อย่าว่าแต่ขาย ซื้อก็ไม่ได้ ขายก็ไม่ได้ พาณิชย์ก็คือการซื้อขาย ไม่ให้ซื้อ เมื่อไม่ซื้อไม่ขายเนื้อสัตว์ ฆ่าก็ไม่ได้ คุณเอาสัตว์ที่ไหนกินละ ไปเก็บที่มันตกหล่นตาย เรียกว่า เนื้อบังสุกุล เนื้อมันตายเอง เนื้อมันทิ้งร่างของมันเอง ได้ ท่านอนุญาต จะกินเนื้อบังสุกุล เชิญ แล้วจะไปเอาที่ไหนมากิน เนื้อตายเอง เราก็ไม่กล้ากินด้วย นี่ ของเถรวาทเองนะ ไม่ได้เก็บมาหมด ของเถรวาทเองมี 45 เล่ม แต่ที่จริง พระพุทธเจ้าสอนมากกว่านั้น มหายานเขาเก็บไว้อีกตั้งเยอะตั้งแยะ ที่เขาบันทึกไว้ ในมหายานเขามีเลยว่า มีคำกล่าวชัดเจนเลยว่า ย่อมไม่ฉันเนื้อสัตว์ มีชัดเจน
ถาม : มีคำถามอีก 2 คำถาม แต่ต้องขอกราบอภัยกับท่านด้วยนะครับ คือว่า บางครั้งคำถาม (เอาเลย - เสียงพ่อท่านบอก) มาจากเจ้าหน้าที่ (เอ้า ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ตามสบาย-เสียงพ่อท่านอนุญาต) บางทีมัน (ไม่ต้องเกรงใจ)
ถาม : 1.มีการทำพิธีเข้าพรรษาหรือไม่ในวัดนี้ 2.สมณะทำไมไม่โกนคิ้ว
ตอบ : เข้าพรรษาต้องเข้าสิ ต้องอธิษฐานพรรษา อิมัสสมิง อาวาเส อิมัง เตมาสัง วัสสัง อุเปมิ ทุกพรรษาล่ะ ต้องเข้า เข้าพรรษาต้องลงปาติโมกข์ ต้องอะไรต่ออะไร ตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ตามพระธรรมทุกหลัก ตามธรรมวินัยของพระพุทธ- เจ้า เข้าพรรษา ออกพรรษาก็ต้องปวารณากัน ปวารณาจริงๆด้วย เรามีปวารณาตามพิธี แล้วก็มีวันมหาปวารณากันอีกจริงๆเลย ต้องมาบอกกันไป มีผิดอะไรกันไป ปวารณาก็คือ ให้ว่ากล่าวกันทักท้วงกัน ติติงกัน เราก็ติติงกัน ในหลายๆเรื่อง เรามีวันมหาปวารณาด้วย ที่นี่ เพราะฉะนั้น พระทุกรูปจะมารวมตัวพร้อมกันเลย สมณะทุกรูปมารวมกัน แล้วก็ปวารณากันจริงๆ เรามีทั้งอย่างนั้น ทั้งทำพิธีเปล่งกล่าวก็มีด้วย เข้าพรรษาก็ต้องเปล่ง ที่ไว้คิ้วนั้นก็เพราะว่า คิ้วนี่พระพุทธเจ้าท่านไม่เคยให้โกน มันมีโกนกันในเมืองไทย นอกจากเมืองไทย ก็มีเมืองที่เอาแบบไปจากเมืองไทย อย่างลาว เขมร อย่างนั้น ก็โกน หรือลังกา ที่เป็นสยามวงศ์ ก็เอาพระมาจากเมืองไทยไปต่อ ที่ลังกา ไปเผยแพร่ที่ลังกา ก็เลยโกนคิ้วไป สยามวงศ์ไปอยู่ที่ลังกาก็เลยโกนคิ้ว แต่ส่วนรามัญวงศ์ อะไรวงศ์ที่อยู่ในลังกาเอง เราก็ไม่โกนคิ้ว ก็มีโกนคิ้ว แต่สยามวงศ์เท่านั้นแหละ เพราะฉะนั้น ในเมืองไทยเท่านั้นที่โกนคิ้ว หรือไปจากเมืองไทย ถือว่าไปจากเมืองไทยเลย จะเป็นลาว จะเป็นเขมร นี่ ตามจากไป ถ้าจากที่อื่น อื่นๆ พระของพระพุทธเจ้าไม่โกนคิ้วหรอก แล้วทีนี้ที่เราโกนคิ้วนี่ก็เพราะเหตุ ที่จริงเราไม่อยากจะไปฝืนแกล้งให้มันแปลกแตกต่าง แต่ก่อนอาตมาอยู่ในเถรสมาคม อาตมาก็โกนคิ้วตามเขา แต่พอประกาศแยกไม่ขอขึ้นกับเถรสมาคมแล้ว อาตมาก็เลยต้องไว้คิ้ว เพราะว่ากฎหมายเขาบอกว่า ถ้าขืนไปแต่งตัวเลียนแบบ ประเดี๋ยวเขาจะมาเล่นงาน ขนาดนั้นยังตามมาเล่นงานเลย ทั้งๆที่เราไว้คิ้วแล้ว แต่งตัวก็ผิดแปลกไปแล้ว ก็ยังตามเล่นงานเลย ก็ไม่รู้จะตามบี้ตามแบนไปถึงขนาดไหนก็ไม่รู้
ถาม : ก็มีปัญหาอีกปัญหาหนึ่งครับ เกิดจากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ก็ตั้งปัญหาถามผมมา ความจริงแล้ว ผมนี่เข้าใจ คือว่า จากเจ้าหน้าที่ของเราตั้งข้อสังเกตว่า 1.ที่นี่ ไม่มีพระพุทธรูป ครับ แต่ว่าได้สอบถามจากผู้ที่อยู่ในที่นี่ ก็ได้ทราบว่า มีการทำวัตรสวดมนต์ ทำวัตรเช้า แต่ผมก็ชี้แจงให้เจ้าหน้าที่ทราบว่า ผมได้ยินคำสอนว่า พระอยู่ที่ใจ อยู่ที่การปฏิบัติ แต่ผมมีความเชื่อครับว่า ที่นี่คือพุทธแท้ แต่ผมก็ไม่ได้แกล้งพูดนะ คือว่าผมเชื่อและก็มีความศรัทธาว่า จากคำสอน หรืออะไรของท่าน และท่านทั้งหลายที่ได้ให้ เราฟังธรรมเราก็เข้าใจว่าท่านเป็นพุทธแท้ แต่ก็ขอคำยืนยันจากท่านว่า พระพุทธรูปมีความจำเป็นหรือไม่ แต่สำหรับตัวผมเองมันก็คิดว่า ยังเชื่อว่า ยังไม่มีความจำเป็น คืออยู่ที่ใจ การปฏิบัติครับ
พ่อท่าน : เรื่องพระพุทธรูปนี่ เราเจตนาเลย เจตนาที่จะไม่เอาพระพุทธรูป นี่มาประดิษฐาน มาตั้งมาอะไรต่ออะไร ให้ยึดถือกัน เราตั้งใจทำเช่นนั้น เพื่อที่จะให้ละวางพระพุทธรูปกันบ้าง เพราะว่าเรื่องพระพุทธรูป นี่ บังพระพุทธกันมานานแล้ว มันหลงใหลเลอะเทอะกันไปจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ไม่ได้เข้าเป็นสัมมาทิฐิกันเลย เราก็เลยเจตนาไม่มีพระพุทธรูป แต่ไม่ได้หมายความว่า เราลบหลู่พระพุทธรูป นี่เขาไปพูดกันเองว่า เราไม่กราบพระพุทธรูป เราไม่โน่นไม่นี่ เขาพูดกันเองทั้งนั้นเลย ใส่ความ ใส่ความอีกเยอะ ข้างนอกนี่ เขาใส่ความเรานี่มากมาย เราก็ไม่รู้จะไปตามแก้ ขนาดพูดไปแล้ว แก้ไปแล้ว กล่าวแก้ไปแล้ว เขาก็ไม่ยอมหรอก เขาก็ยังพูดตามเรื่องของเขานั่นแหละ พวกนี้มันไม่กราบพระพุทธรูป ตั้งแต่บวชมายังไม่เคยมีไอ้นี้ในใจของเลยว่า เราจะไม่กราบพระพุทธรูป ก็เรื่องอะไร ที่เราจะไม่กราบพระพุทธรูป เราก็รู้อยู่ว่า เป็นสิ่งแทนพระพุทธเจ้า รูปพ่อรูปแม่ เรายังกราบได้เลย พระพุทธรูปถือว่าสูงส่งไปกว่านั้นเชียวนะ ถ้าว่ากันจริงก็สูงส่งไปกว่าพ่อแม่เราอีก พระพุทธรูป พระพุทธเจ้าน่ะ ก็รูปแทนพระพุทธเจ้า เราก็กราบได้ ก็รูปพ่อรูปแม่ เป็นตัวแทนของพ่อแม่ เราก็ยังกราบไหว้เลย รูปพ่อรูปแม่ ทำไมรูปพระพุทธเจ้าจะกราบไม่ได้ เราไม่ได้ลบหลู่ เราไม่ได้ดูถูก เราไม่ได้ไปกราบไม่ได้ อะไร เขาพูดใส่ความ แต่ที่เราไม่ใช้พระ- พุทธรูปกันดังกล่าวแล้วว่า เราเองเราต้องการที่จะถ่วงดุลความหลงใหล เดี๋ยวนี้มันยิ่งหลงใหล สร้างกันขายกิน ค้ากัน โอ้โห น่าเกลียด ขายอะไรไม่ขาย ขายสมเด็จพ่อ ไม่ใช่พ่อธรรมดานะๆ ขายกันจริงๆ หรือคุณว่าไม่ใช่ แม้แต่วัดแต่วานี่ ขายกันจริงๆ แต่จะเลี่ยงโดยพูดว่าเช่า บูชา เป็นเงินเท่านั้นเท่านี้ แล้วแต่เขาจะเบี้ยวภาษาก็แล้วกัน แท้จริงก็คือ ซื้อขาย ใช่มั้ย? จะเบี้ยวภาษาไปเป็นว่าเช่าบูชา เช่าไม่เห็นจ่ายดอกเบี้ยกันสักทีเลย ไม่เห็นจ่ายค่าเช่า จ่ายเงินเสร็จก็เป็นของตัวเองเสร็จหมด ก็เบี้ยวภาษาไปเท่านั้นเอง นี่เรื่องของการลบหลู่ การที่ทำทุเรศทุกลังกา แล้วทำขายกัน ค้าขายกัน ให้งมงาย คนก็ซื้อกัน ไม่รู้อะไรต่ออะไรกันมากมาย ถ้าจะว่ากันจริงๆแล้ว พระพุทธรูป พระเครื่อง อะไรก็แล้วแต่ องค์ใหญ่ องค์เล็ก ทุกวันนี้ประเทศไทยเอง คน 56 ล้าน 57 ล้าน นั่นแจกคนละองค์ ในประเทศไทย นี่เหลืออีก 3 เท่าตัว 4 เท่าตัว เชื่อมั้ย? ถ้าจะมีไว้สำหรับเคารพกันนะ แจกกันคนละองค์ 2 องค์ 3 องค์ ก็เหลือเฟืออยู่แล้ว มันหมด demand แล้ว หมดความจำเป็นแล้ว หมดอุปสงค์ที่จะต้องไปสร้างมันแล้วเรื่องเหล่านี้ นี่ 1 ทางด้านเศรษฐกิจ ไม่สมควรจะสร้าง แต่ถ้ายังสร้างอยู่ แล้วก็ยังมอมเมา สร้างกันขึ้นมาเพื่อให้เฟ้อให้เกิน นี่เสีย แรงงานเสียเวลา เสียอะไรต่ออะไรเปล่าๆ ไม่ได้เกิดคุณค่าอะไรๆหรอก กลายเป็นเรื่องเฟ้อ ถ้าว่าจริงๆแล้ว เฟ้อมากเลย ถ้าพูดกันในแง่เศรษฐกิจ แต่เขาไม่มองในแง่เศรษฐกิจ ที่ลึกเข้าไปถึงวัสดุ แต่เขามองเศรษฐกิจในเรื่องเขา ยิ่งสร้าง เขายิ่งได้เงิน นี่สิ มันเป็นร้ายซ้อน ต้องไปค้าไปขายกันอย่างที่ว่าแล้วโกหกหลอกลวงกันๆ อย่างที่อาตมาเทศน์ผ่านไปแล้วว่าไปขายกันองค์ละแสน ละล้านก็ได้ แล้วหลอกลวงกันอย่างที่ว่า แล้วมันไม่จริง คนร่ำรวยมันก็ถูกหลอกนั่นแหละ มีเงินมันก็ซื้อเข้าไป ถ้ามันไม่มีความสามารถ มันก็ไม่มาให้เกิดมหานิยม ร่ำรวยอะไรได้หรอก หรือว่าขลังอยู่ยงคงกระพัน อะไรมันก็ไม่จริงหรอก อย่างที่ว่านั่น แล้วก็ไปเข้าใจว่า อยู่ยงคงกระพันมั่ง มหานิยมมั่ง หรือขลังอย่างอื่นมั่ง ช่วยดลบันดาลอะไรได้บ้างนี่ นอกพุทธเลย ไม่ใช่ศาสนาที่มีพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาดลบันดาลนะ ของพุทธ ศาสนาพุทธนั้น มีกรรมเป็นที่พึ่ง มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นของๆตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นมรดกของตนๆ กรรมเท่านั้นจำแนกสัตว์ ไม่ใช่พระเจ้าจะมาคอยจำแนกสัตว์ ว่าไปแกจะต้องไปเป็นนั่นเป็นนี่ไม่มี เราทำดีนี่แหละ วิบากของกรรมจะนำส่งเราไปดี ถ้าเราทำชั่ว วิบากของกรรมก็จะนำส่งไปเราไม่ดีมันก็จะไปตามวิบากของกรรม ไม่ใช่พระเจ้ามาสั่ง ไม่ใช่พระเจ้ามาบันดาล นี่ ศาสนาพุทธอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ถ้างมงายกันไป ขลัง ไปมีแรงบันดาล มีอะไรนอกเรื่องพุทธเลยนี่ ออกนอกเรื่องพุทธ ออกนอกศาสนาไปเลย อาตมาก็เห็นว่านี้แหละ เป็นประเด็นใหญ่ ประเด็นค้าขายก็ไม่เท่าไหร่หรอก ประเด็นที่ออกนอกความเข้าใจเป็นมิจฉาทิฐิ กลายเป็นศาสนาพระเจ้า ศาสนามีสิ่งบันดาล บันดลศาสนาที่ไม่เชื่อกรรม เลยไม่รู้เลยกุศล อกุศลกรรม สุจริต ทุจริต เลยไม่เชื่อกันเท่าไร ไปเชื่ออำนาจของพระเจ้าพังเลย ศาสนาพุทธถึงได้พัง ตัวนี้เป็นตัวร้ายมาก มีเหตุผลอื่นอีก แต่อาตมาก็บอกเหตุใหญ่ๆไว้ก่อน พวกเราเลยไม่ต้องใช้พระพุทธรูป พิสูจน์ให้ได้ว่า เมื่อไม่ใช้พระพุทธรูป พวกเราก็ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า มี มรรคมีผลได้ มีความเจริญงอกงามได้ ขอยืนยัน เพราะว่าศาสนาของพระพุทธเจ้านี่ จะมีพระพุทธรูปเกิดมานี่ พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วตั้ง 600-700 ปี ถึงค่อยเกิดรูปเคารพ ถึงค่อยเกิดพระพุทธรูปขึ้น พวกกรีกมาเป็นอุตริสร้างรูปเคารพขึ้นมา ชั่วระยะตั้งแต่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปนี่ หลายร้อยปี ยังไม่มีพระพุทธรูปเลย มามี 600 ปี 700 ปีล่วงแล้ว ถึงค่อยมีรูปพระพุทธรูปขึ้นมา มันฝ่อไปตั้งแต่ก่อนแล้ว ถ้าเผื่อไม่มีพระพุทธรูปแล้วศาสนาจะเสื่อม มันเสื่อมไปก่อนแล้ว แต่ยิ่งมีพระพุทธรูปสิ ศาสนากลับยิ่งเสื่อม
ถาม : จากการที่ผมฟังท่าน ได้พิจารณาตัวเองเหมือนกันว่า ผมมีพระพุทธรูป อยู่ในห้องพระของผมนี่ประมาณ 30 องค์ และมีพระเครื่องต่างๆ ประมาณ 500 ชิ้นนะครับ อยู่นี่ก็ต่อๆไปก็เห็นจะต้องครับ แจกไป
พ่อท่าน : อาตมาก็เหมือนกัน แต่ก่อนก็ยังไม่เข้าใจ เยอะแยะ อาตมาก็สะสมพระเครื่อง สร้างตู้ สร้างจริงๆ นะ สร้างเลย สั่งต่อตู้เลย เป็นตู้เป็นอะไรต่ออะไรใส่พระเครื่อง ใส่พระบูชา แล้วอาตมาเล่นไสยศาสตร์ สร้างเองเลย องค์หล่อใหญ่ๆ หล่อเองเลย จะเอาแบบสุโขทัย แบบอู่ทอง เชียงแสน สิงห์ 1 สิงห์ 2 ชอบรูปไหน อาตมาหล่อกันจริงๆเลย แล้วอาตมาปลุกเสกจริงๆด้วย เพราะอาตมาเล่นไสยศาสตร์ สมัยเป็นฆราวาส มีเยอะ พอไอ้นั่นเสร็จแล้วมาแจกหมดเลย หอบกันคนละองค์สององค์สามองค์ องค์ใหญ่ๆ หอบกัน คริสต์ก็ยังมาหอบเลย เพื่อนนี่เพื่อนศาสนาคริสต์ ยังมาหอบไป 3 องค์ อาตมายังจำได้ หอบไปพ่อไม่ให้เอาเข้าบ้าน พ่อไม่ให้เอาเข้าบ้าน ก็เอาไปฝากเพื่อนไว้ ไปฝากเพื่อนอีกคนหนึ่งไว้ ยังขนาดนั้น อาตมาแจกหมดเลย เข้าใจแล้วศาสนา
ถาม : จากเจ้าหน้าที่ของเราว่า ท่านมีความเห็นอย่างไรกับคำว่าบาป บุญ กุศล พ่อท่าน : อาตมาก็มีความเห็นจริง มีความเห็นจริงในบาปและบุญ บุญก็คือกุศลนั่นแหละ บาปก็คืออกุศล เป็นความจริง ที่คนเราไม่ถึงความจริง เรียกว่าไม่ถึงสัจธรม บาปบุญเป็นสัจธรรม เป็นสมมุติสัจจะ ถ้าจะเรียกบาปบุญก็เรียกปรมัตถสัจจะ สัจจะแปลว่าความจริงก็ได้ด้วย คือ ปรมัตถสัจจะ ที่เป็นบาปก็คือ กิเลส ในจิตนี่เรียกว่าปรมัตถสัจจะ ที่เป็นบาป ถ้าล้างกิเลสออกเรียกว่าบุญ บุญที่จริงแปลว่า การล้าง ปุญญะ ภาษาบาลีแปลว่าการชำระ หรือการล้าง เพราะฉะนั้น ถ้าใครปฏิบัติบุญ ก็คือได้ล้างกิเลส นี่เรียกว่าปรมัตถสัจจะ ส่วนสมมุติสัจจะ บาปบุญนั้นน่ะ ก็จริง บาปคือเอาเปรียบ บาปก็ต่อเนื่องมาจากโลภ โกรธ หลง บาปก็คือมีอารมณ์โกรธ บาปก็คือ มีอารมณ์โลภ บาปก็คือมีอารมณ์หลง ซึ่งจริงๆนั่นแหละ เมื่อโลภเห็นแก่ตัว มันก็ไปเอาเปรียบเขา เมื่อโลภจัด เมื่อโกรธทำร้ายเขาได้ เบียดเบียนเขาได้ ฆ่าแกงเขาได้ อะไรต่างๆ นานาพวกนี้ แหม นี่แหละเป็นบาปที่ชัดๆ เพราะฉะนั้น ทุกวันนี้อยู่ได้ด้วยไม่รู้บาป ไม่รู้บุญ แย่งชิงเอาเปรียบ เอารัด ฆ่าแกงกัน วางแผนอะไรกัน นั่นล่ะ สารพัดสารเพ ก็เพราะไม่เชื่อความจริงของบาปและบุญนั่นเอง พอมาเรียนศาสนาหรือมาเรียนสัจธรรม ก็ต้องมาเรียนบาปบุญ ศาสนาไหนก็เรียนบาปบุญทั้งนั้นแหละ
ถาม : คำถามต่อไป จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขนะครับ ท่านมีความเห็นอย่างไรกับการทำสมาธิกรรมฐาน
พ่อท่าน : สมาธินี่ ก็ลึกซึ้ง พระพุทธเจ้าตรัสรู้นี่ ตรัสรู้สัมมาสมาธิของท่าน ซึ่งไม่มีในระบบของศาสนาอื่น เพราะสัมมาสมาธิของท่านนั้นเกิดจากมรรค สัมมา-อริยมรรค มีสัมมาอริยมรรค องค์ 8 ข้อที่ 8 คือสัมมาสมาธิ แล้วในพระสูตร สอนไว้ชัดเจน ปฏิบัติมรรคองค์ 7 องค์มรรคนี่ แล้วสั่งสมลงเป็นสัมมาสมาธิ เพราะฉะนั้น สมาธิของพระพุทธเจ้า จึงไม่ใช่สมาธินั่งหลับตา สะกดจิต แต่เราก็รู้ พระพุทธเจ้าก็รู้ นั่งสมาธินี่ เราก็รู้ จะเรียนบ้างก็ได้ ต้องให้เป็นสัมมาเหมือนกัน ให้ถูกทางเป็นอุปการะได้ แต่ไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้า เป็นแต่เพียงเรื่องเคียง ไม่ใช่เรื่องตรง เรื่องตรงต้องปฏิบัติสัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้า ที่ปฏิบัติหรือ มรรคองค์ 7 ก็จะเกิดสัมมาสมาธิ อันนี้ต้องมาศึกษา อันนี้เป็นเรื่องทฤษฎียิ่งใหญ่ มรรคองค์ 8 นี่ เป็นทางเอกทางเดียว ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องตรัสรู้มรรคองค์ 8 แล้วปฏิบัติธรรมเพื่อไปเป็นพระอริยะโสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ ก็ปฏิบัติมรรคองค์ 8 นี้เท่านั้น ไม่มีอื่น มีทางเดียวเท่านี้ เอเสวมัคโค นัตถัญโญ ภาษาบาลีว่างั้น เอเสวมัคโค ก็คือทางเอก ทางเดียว นัตถัญโญ ไม่มีทางอื่น ทางปฏิบัติไปสู่นิพพาน ไปสู่พระอรหันต์ ของพระพุทธเจ้ามีทางมรรคองค์ 8 มีทางเดียว เพราะฉะนั้น คำว่าสมาธินี่ เรียนอยู่ทุกวัน นี้ส่วนมาก นอกทางพระพุทธเจ้า ไม่ใช่สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่ฤๅษีที่พระพุทธเจ้าไปเรียนกับอาฬารดาบส อุทก-ดาบส ได้รูปฌาน อรูปฌาน ฌาน 7 ฌาน 8 ท่านก็บอกว่า นี่ไม่ใช่ทางก็เลยเลิกมา จนกระทั่ง ท่านมาตรัสรู้มรรคองค์ 8 มาสอนมนุษยชาติ เดี๋ยวนี้มันเพี้ยนแล้ว มันเฝือแล้ว มันหันกลับ มันปฏิรูป มีศาสนาอื่นมาปน เป็นพราหมณ์เป็นฤๅษี เป็นอะไรต่ออะไร มากจนกระทั่งไปหลงยึดสมาธิ ถ้าจะอธิบายกันลึกซึ้งก็ต้องอธิบายกันหลายวัน เดือนๆ ปีๆ
ถาม : อยากจะทราบว่า สมาธิ กับกรรมฐานคงจะไม่เหมือนกัน ใช่ไหมครับ
พ่อท่าน : กรรมฐานนี่หมายความว่า การกระทำตรงฐานะ ฐานะอย่างเรา เราจะปฏิบัติธรรม ก็คือการปฏิบัติ หรือการประพฤตินี่แหละ เราจะทำให้มันตรงกับฐานะของเราอย่างไร เรียกว่ากำหนดกรรมฐาน คนนี้สมมุติว่า คุณมาปฏิบัติใหม่ๆ กินมื้อเดียวนี่ ไม่ได้หรอก ประเดี๋ยวจะเป็นกรรมฐานแรงไป หัด 2 มื้อก่อน นี้เขาเรียกว่า กรรมฐาน เรียกว่ามาอยู่ที่นี่แล้วนี่ ปฏิบัตินั่นๆนี่ อนุโลมขนาดนั้น ขนาดนี้ ก็ต้องเหมาะกับตัวเองพอสมควร เรียกว่ากรรมฐาน ของแต่ละคน ซึ่งไม่เท่าเทียมกัน ก็หลักให้ปฏิบัตินั่นแหละกรรมฐาน
ถาม : ทราบว่า ที่ปฐมอโศกนี้มีการปลงศพกันเอง โดยไม่มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้อง ขอทราบเหตุผล ที่ไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ ก็คำถามนี้ ผมก็ยังไม่ทราบความจริงอะไรต่างๆ
พ่อท่าน : เราแจ้งทุกที เราแจ้งๆ ไปขอใบมรณะ แล้วก็แจ้งต่อผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เจ้าหน้าที่ แจ้ง แล้วเจ้าหน้าที่ต่างหาก ที่ไม่พยายามจะรับแจ้งเรา ไม่ใช่ว่าเราไม่แจ้ง ไปแจ้งแล้ว ก็กระบิดกระบวนๆ อย่างโน้นอย่างนี้ เจ้าหน้าที่บางคนก็ยอมจดรับแจ้งธรรมดา เจ้าหน้าที่บางคน ก็ไม่ยอมรับแจ้ง กระบิดกระบวนบอกว่า เราจะเผา ก็เผาที่นี่ ไม่ได้เผาที่นี่ไม่ได้ ไปโน่น ไปเผาที่วัดพระประโทน ยังไงก็เผาที่นี่ ไปเผาวัดพระประโทนยังไง ไม่เป็นไรหรอกน่ะ จดไปที่โน่น เผาที่นี่ก็เผา เจ้าหน้าที่ยังทำอย่างนี้กับเราก็มี อย่างนี้เป็นต้น หรือเจ้าหน้าที่เล่นแง่กับเราเลยก็มี เราก็ไปหาเจ้าหน้าที่คนใหม่ เพราะว่าเราเผาจะเอาไว้ไม่ได้ เดี๋ยวก็เน่า ก็นานศพแล้วเราก็ไม่ได้ส่วนมากเราไม่ไว้นาน เพราะพระพุทธเจ้าท่านก็สอนไว้ ศพคนตายอย่าเอาไว้นาน ให้รีบเผา ไม่ให้เจอแม้กระทั่งญาติผู้อยู่ทางไกล ยังเดินทางมาไม่ถึง ในคำสอนมีไว้ชัดเจน เพราะว่าศพมันก็เน่าเหม็น มันก็น่าเกลียด เวลาที่เป็นคนนี่ ก็ เออ น่าเอ็นดูกันได้ ศพที่นี่ถ้าปล่อยเอาไว้ เน่าๆเหม็นๆ มันก็ติดรังเกียจ มันก็จะเกิดจิตไม่ดีต่อผู้ตาย ท่านก็รีบให้เผาเสีย ถาม : ที่นี่ เมื่อมีผู้มาบวชนี่ จะถือว่าสมบูรณ์มั้ยครับ?
พ่อท่าน : เอ้า ทำไมจะไม่สมบูรณ์ล่ะ? ถาม : คือมีผิด ผิดจากพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้มั้ย?
พ่อท่าน : พระพุทธเจ้าไม่เคยมีพระพุทธรูป พระพุทธเจ้าบวชมาตั้งเยอะตั้งแยะบอกแล้วว่า พระพุทธเจ้าบวชมาตั้ง 500-600 ปี ก็ยังไม่มีพระพุทธรูป ศาสนาก็มีมาเรื่อยๆ บวชกันก็บวชสืบต่อศาสนาตั้งแต่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ก็บวชสือต่อกันมา จบถึงเดี๋ยวนี้ ในช่วงที่ไม่มีพระพุทธรูปเลย มันก็ขาดสิ มันก็เสียสิ ไม่บริบูรณ์ถ้างั้น? ไม่ใช่ไม่เกี่ยวข้องเลยในการบวช ในพิธีบวชไม่เกี่ยวกับพระพุทธรูป มีหรือไม่มี ก็ไม่เกี่ยว ไม่ได้อยู่ในบัญญัติวินัยเลยพระพุทธรูป
ถาม : ครับ แล้วสถานที่ที่ใช้
พ่อท่าน : เป็นโบสถ์ ก็มีโบสถ์ โบสถ์นี่ อยู่ในบัญญัติวินัย โบสถ์อยู่ชั้น 2 โบสถ์ก็ตาม ธรรมวินัยที่ถูกต้อง มีการทักนิมิต มีการประกาศ สงฆ์รับรู้ว่านี่คือโบสถ์ นี้คือโบสถ์ของวัดนี้ ถาม : อยู่บนนั้นนะครับ?
พ่อท่าน : ชั้นบนเป็นโบสถ์ของที่นี่ เป็นโบสถ์ของวัดนี้ ของปฐมอโศก (ขอบคุณครับ)
ถาม : (เสียงพ่อท่านอ่าน) พระพุทธคืออะไร? ตอบ : พระพุทธคือคุณธรรมชนิดหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ คุณธรรมอย่างนี้ แล้วก็มีคนปฏิบัติได้อย่างนี้ขึ้นมาก่อนเพื่อน เราเรียกว่าพระพุทธเจ้า เป็นเจ้าแห่งพุทธ ท่านได้แล้ว ท่านก็เอา อันนี้มาสอนเรียกว่าพระธรรม เป็นคำสอนให้คนอื่นปฏิบัติตาม แล้วก็ได้พระธรรมเป็นพุทธธรรมตามที่ท่านสอน แล้วให้ประพฤติพิสูจน์ได้ ผู้ประพฤติตามพระพุทธเจ้าก็เรียกว่าพระสงฆ์ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เลย ในคำที่เราสวดกันอยู่ทุกวันนี้ อิติปิโส ภควา นี่ถึงบทพระพุทธ พอถึงสวากขาโต ก็บทพระธรรม พอสุปฏิปันโน ก็บทพระสงฆ์ ในบทพระสงฆ์นั้น ท่านตรัสไว้ชัดเจนแล้วว่าผู้ชื่อว่าสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้านั้นคือ พระโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ นอกนั้นยังไม่ใช่พระสงฆ์ เพราะฉะนั้น พระสงฆ์ทุกวันนี้ ถ้ายังไม่มีมรรค ไม่มีผล ไม่ได้เป็นอริยบุคคลนะ พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้นับว่าเป็นสงฆ์ของท่าน ถ้าจะว่าไปแล้วยังไม่มีสงฆ์ด้วยซ้ำไป พระพุทธรูป เล่นพระพุทธรูป เลอะๆเทอะๆ เลยยิ่งไม่เข้าร่องเข้ารอย ยิ่งไม่มีพระพุทธใหญ่เลย แล้วพระธรรมคำสอนก็ยิ่งออกนอกรีตนอกรอยนอกทางไปใหญ่เลย ไม่รู้ว่าธรรมะอะไรก็ไม่รู้ ธรรมะเดียรถีย์ พูดโดยภาษาเขามี เหมือนกัน เลยไปกันใหญ่เลย ยังงี้แหละยิ่งแสบ ถ้าให้อาตมาอธิบายถึงเนื้อหาแท้น่ะ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วมาบอกว่า พวกอาตมาไม่มี แหม ให้อาตมาขยายแล้วจะแสบ (หัวเราะกะพ่อท่าน)
ถาม : ครับ ขอทราบว่า ประเทศไทยนี่ก็มี พระพุทธศาสนา ประดิษฐานมานานแล้ว ก็มีพระสงฆ์หลายๆรูปด้วยกันที่ท่านปฏิบัติก็อยากจะทราบว่า มีบ้างมั้ยตามที่ท่านทราบว่า สำเร็จบรรลุมรรคผลขั้นต่างๆ อย่างที่ท่านกล่าวมาจนถึงขั้นอรหันต์ มีบ้างมั้ยฮะ ในประเทศไทย?
พ่อท่าน : อาตมาเอง อาตมาไม่อยากจะไปพยากรณ์ ไม่อยากจะไประบุ ไม่อยากจะไปว่าผู้นั้นผู้นี้เป็นพระอริยะระดับนั้นระดับนี้ แต่ก็ต้องว่าต้องเปิดเผย ต้องบอกบ้าง ผู้ที่มีคุณธรรมพอที่จะเคารพได้ อาตมาก็เคยประกาศ เคยบอกมี ในเมืองไทยมี อาตมาประกาศไปก็มีอยู่ 5-6 องค์ ประกาศชื่อไป ว่าเป็นพระอริยะ ก็ควรเคารพ ควรนับถือ ในประเทศไทย ที่เสียชีวิตไปแล้วก็หลายรูป อย่างอาจารย์มั่น สายโน้นมีอาจารย์มั่น ที่อาตมาเห็นว่า เป็นไปได้ อาจารย์หลวงปู่เทศก์ ก็ยังอยู่ เจ้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive