360406 ลัทธิประชาชนนิยม ตอน 3 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งานพุทธาฯ ณ ศาลีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2536
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์390 KB
วันที่แก้ไข20 กุมภาพันธ์ 2569

เนื้อหาในไฟล์

360406 ลัทธิประชานิยม ตอน 3 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งานพุทธาฯ ณ ศาลีอโศก

ลัทธิประชานิยม ตอน 3 อบรมทำวัตรเช้า เนื่องในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 17 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2536 ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก นครสวรรค์

การได้พิสูจน์ธรรมะมาเรื่อยๆนี่ ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกว่าเรานี่ เกิดมา แล้วเราจะเกิดมาอีกกี่ชาติ กี่ชาติก็ตาม อาตมาก็ว่า เกิดมาแล้วเราก็ได้พิสูจน์ชีวิต แล้วก็ยิ่งได้เข้าใจชีวิตว่ามนุษย์นี่ มันเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร มันยิ่งชัดขึ้น เกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร อาตมาเชื่อว่า พวกเราได้ปฏิบัติธรรมขึ้นมา มีชีวิตที่ ลงตัว มันลงตัวมาเรื่อยๆนะ เมื่อเราได้ประพฤติปฏิบัติเพื่อละ เพื่อลด เพื่อเลิก เพื่อให้มันตั้งอยู่ได้ โดยที่เราหมดปัญหา มันตั้งอยู่ได้อย่างนี้ ถ้าเผื่อว่าเรายังมีชีวิต อยู่อย่างนี้ จะกิน จะอยู่ จะหลับ จะนอน วันๆหนึ่ง มันก็อย่างนั้นแหละคนเรา หมุน เวียนไปวันๆหนึ่งก็กินอยู่ หลับนอน กินก็คือทำให้ให้เกิด อยู่ก็คือตั้งอยู่นั่นเองหลับนอน ก็คือตายไป หมุนเวียนใหม่ กินกับเกิด แล้วก็มาตั้งอยู่ แล้วก็หลับนอน แล้วก็ตาย หมุนเวียนไป หมุนเวียนมาทุกวันๆวันแล้ววันเล่า ถ้าปัญหาแห่งการกิน หรือปัญหาแห่ง การเกิด เราก็หมดปัญหาเลยนะ ไม่มีปัญหาจริงๆเลยนะ เราจะกินอย่างไร กิน หมดปัญหา กินไม่ต้องว่า โอ้ เดี๋ยวจะต้องไปหากินอันโน้น เขาว่าไอ้โน่นอร่อยต้อง ไปเขาเชิญไปกินที่โน่น ที่นี่ แหม มันหรูมันหรา มันอย่างโน้นอย่างนี้อะไร เราถึง จะไม่มีปัญหา เราหมดการแสวงหาเรื่องการกิน แต่เราก็รู้หน้าที่ว่า อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์ที่ต้องแสวงหาอาหารมาให้แก่ชีวิต มันก็เป็นทุกข์ แต่ เราก็เป็นทุกข์ที่เบา เรียกว่าหมดปัญหาเหมือนกัน

อ่านต่อ

หมอปัญหาว่าทำอย่างไร เราถึง จะมีกิน ทำอย่างไร เราถึงจะไม่มีทุกข์กับการกิน มีข้าวเปล่าไม่ทุกข์ มี กล้วยหวีหนึ่งก็ไม่ทุกข์ มีมันหัวหนึ่งก็ไม่ทุกข์ มีอะไรที่มันเป็นธาตุอาหารที่เรารู้ว่า เราก็กินได้นี่ วันๆหนึ่ง ก็กินอันนี้ไปนี่ ก็ยังชีวิตไปได้ แม้มันจะขาดแคลน มันจะ พร่อง มันจะน้อยไป มันจะไม่สมบูรณ์ตามธาตุอาหารนี่ เราก็รู้ด้วย เราก็ No Problem ไม่มีปัญหา เราก็จะรู้ว่าชีวิตของเรานี่ มันง่ายขึ้นแล้ว การเกิดไม่เป็นปัญหา การตั้งอยู่ละ การกินก็ไม่มีปัญหาแล้ว การอยู่ อยู่ก็ไม่มีปัญหา เท่าที่รู้สึกตัว ขึ้นมาตั้งแต่ตื่นก็ไม่มีปัญหา ตื่นขึ้นมาเบิกบานร่าเริง แล้วเราก็ระลึกได้เลย ระลึก ได้เลยว่า โอ้ เราจะทำอะไรที่เป็นคุณค่า ทำอะไรที่เป็นที่ดี ทำอะไรที่น่าภาคภูมิ ทำอะไรที่จะรู้ว่าวันๆหนึ่ง เราจะดำเนินคติ คโต ดำเนินต่อไปอย่างไร เราก็สั่ง ตัวเรา จัดการตัวเราไปหลายอย่าง เป็นปกติ หลายอย่างเป็นกิจวัตร หลาย อย่างเป็นธรรมดาสามัญ ท ม ด ป ก ต ห ห เป็นปกติ เป็นธรรมดา ไม่ต้องห่วง หายห่วง ก็แปลซ่ะหน่อยว่าไม่ต้องห่วง ไม่มีห่วง ไม่ห่วงอะไรแล้วสบาย มันเป็น ไปตามธรรมดาธรรมชาติ แล้วเราได้พิจารณาด้วยว่า แต่ละความเป็นอยู่ หรือตั้งอยู่นั้น อะไรดีขึ้น อะไรเจริญขึ้น จึงเรียกว่าสุคโต ดำเนินไปดี ดำเนินไปดีขึ้น ดีขึ้นเรื่อยๆ คำ ว่า สุ นี่ ไม่มีทุกข์มาแทรก เรารู้ได้เลยว่า ไม่มีทุกข์มาแทรก เรามีสติสัมปชัญญะ ปัญญา ตรวจวันหนึ่งคืนหนึ่งๆไม่มี ทุกข์มาแทรก ไม่มีทุคติ ไม่มีนรก มีแต่สวรรค์ สุคติ ก็คือสวรรค์ ทุคติก็คือนรก เราเข้าใจคำว่านรก คือการดำเนินไปนั่นแหละ เรียก เป็นภาษาบาลีก็ว่าทุคติ คือนรก เรียกเป็นภาษาไทยก็ว่านรก ตกนรก ไปนรก อยู่ปากนรกอะไรก็แล้วแต่ มันก็ไม่มี เราก็ไม่ได้อยู่ปากนรก เราก็ไม่ได้ตกนรก เราก็ไม่ได้ไปนรก ไปคืออย่างไร ดำเนินไป ชีวิตดำเนินไปตั้งแต่คิดนึก ตั้งแต่ความ รู้สึกทางมโนกรรม สังกัปปะเราก็ตรวจตรรกะ วิตรรกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขารา ตรวจสังขารทั้งหลายที่เรายังสังขารอยู่ สังขารตั้ง แต่เราอ่านจิต เป็นสังกัปปะเราฝึกมาแล้ว มรรคองค์ 8 นี่ เราก็ฝึกสังกัปปะ มี ปัญญา มีมุทุภูตธาตุ มีธาตุที่แววไว อ่านมีธาตุ จิตของเราเป็นฌานเสมอ ฌาน ประกอบไปด้วยมุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต องค์ 4 ของฌานครบ จิต แววไว จิตตรวจอ่านมีสติเป็นสติปัฏฐาน 4 หรือเป็นสติสัมโพชฌงค์ หรือเป็นสติ อาริยะ ไม่ใช่สติอย่างแต่ก่อนแล้ว สร้างอาริยะ เป็นสติที่อยู่ในฐานของสติอาริยะ มีธัมมวิจัย หรือสติสัมโพชฌงค์ ลืมหรือยังวา มันจะต้องมีแขนสองแขนเป็นอย่างไร ต้องมีธัมมวิจัยกับวิริยะ โดยเฉพาะต้องธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ไม่ใช่วิจัยว่าไอ้นี่ อย่างไร มันจะได้เปรียบ วิจัยอันนี้มันทำอย่างไรมันจะได้กำไรมากๆ ทำอย่างไร มันถึงจะแก้แค้นมันได้ ไม่ใช่วิจัยอย่างนี้ นั่นก็วิจัยเหมือนกัน หรือวิจัยที่กลางๆ แต่ว่าก็ดีหน่อยว่า เออ ทำอย่างไร จะสร้างไอ้นี่ให้มันดีขึ้นก็ดี นั่นก็วิจัย ไอ้นี่ทำ อย่างไร ให้มันเรียบร้อยขึ้น อันนี้ทำอย่างไรให้มันกสิกรรมธรรมชาติอย่างนี้ ทำอย่างไรนะให้มันเจริญ ไอ้นั่นก็ดีเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่เข้าข่ายของปรมัตถ์ ยิ่ง วิจัยเละๆเลย ทำอย่างไรฉันจะสมความรักหนอ ทำอย่างไร ฉันจะค้า ขาย อันนี้ได้กำไรสักห้าล้าน สิบล้าน วิจัยอย่างนี้ ไอ้อย่างนั้น วิจัยอย่างนั้นแล้วก็นรก กินหัวไม่รู้ตัว ไม่รู้เรื่อง แล้วก็ให้คนในโลกนี้ เขาจะเป็นอย่างนี้ แล้วคุณคิดดูซิ คุณฟังอาตมาพูดแค่นี้ คนมันลงนรกกันเท่าไหร่ เขาวิจัยอย่างนี้ เขาลงนรก หรือ เขาขึ้นสวรรค์ ไอ้ย่า จริงหรือเปล่าน่ะ จริงหรือเปล่า น่ากลัวไหม น่า กลัวไหม คน 100 คนในสังคมในประเทศในโลกวิจัยกันอย่างนี้ไหมๆแล้ววิจัยอย่างนี้ นี่ วิจัยไปนรก หรือไปสวรรค์ คุณรู้การไปนรก คืออะไร คุณรู้การไปสวรรค์คือ อะไรขึ้นมาบ้างหรือยังนี่ เราเข้าใจปรมัตถ์สูงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าวิจัยแต่แค่พัฒนาอย่าง ที่วา่แล้วเมื่อกี้ กสิกรรมอันนี้ทำอย่างไรดีขึ้นนะ พัฒนาปัจจัย 4 พัฒนาสร้างสรร เราคิดอย่างนี่นะ จะได้สร้างสรรอันนี้ จะได้กอปรก่ออันนี้ขึ้นมา โดยไม่ได้คิดคำนึง ขึ้นมาว่า เพื่อจะเอาไปขาย จะได้เป็นเจ้า แหม จะได้ร่ำรวย แหม คิดวิธีนี้ แต่ ก่อนนี้อาตมาเคยอ่านหนังสือ 10 ชีวิตของมหาเศรษฐีของโลก เคยอ่าน ใครเคย อ่านบ้างประวัติมิสเตอร์ยิลเลส รู้จักไหม มิสเตอร์ยิลเลสนี่ เขาร่ำรวยเพราะ อะไร เขาคิดทำใบมีดโกนยิลเลสนี่ได้ นี่เป็นมหาเศรษฐี แนวคิดของเขา ก็คิดว่า วิจัยไปใหญ่เลยนะ จะทำอย่างไรว้า มันถึงจะได้เงินคนไหลเข้ากระเป๋านี่ อย่าง ไม่หยุดไม่หย่อน นี่คิดอย่างนี้ คนเราจะทำอย่างไร เขาก็หาหลักว่า ทำอย่างไร คนจะต้องจำเป็นจะต้องจำนน ตื่นเช้ามาก็จะต้องควานหาอันนี้น่ะ เสร็จแล้ว ก็บอก ว่าคุณจะต้องใช้อันนี้แล้วเป็นอย่างไรอีก จะต้องทิ้งมันด้วย จะต้องทิ้งมันด้วย แหม อาตมายังจำได้อยู่เจ้าเดียวละนะ ไอ้ชีวิตเศรษฐีนายยิลเลส จำได้อยู่เจ้าเดียว แหม มันคิดร้ายกาจจริงๆ คนตื่นเช้ามาต้องสวัสดีไอ้เจ้านี่ ต้องใช้ไอ้เจ้านี่ เสร็จ แล้ว ต้องทิ้งในระยะไม่นาน ต้องทิ้ง ไม่นาน เพราะฉะนั้น เราผลิตขายได้ตลอดกาลเลยในชีวิต นี่เขาต้องใช้ แล้ว ในชีวิตนี้ก็ใช้แล้วก็จะต้องทิ้ง ไม่ใช่ว่าใช้แล้ว อันเดียวตลอดตาย แหม มันไม่รวย แน่ แหม มันช่างคิดจริงๆ เขาก็ไปคิดไปคิดมา คิดไปได้ ถึงทำอย่างไร จะทำใน มีดโกนนี่ ให้โกนทิ้งแล้วจะต้องทิ้งจะต้องดีกว่าใครเขานะ ต้องดีกว่าใครเขาใบมีด โกนนี่ ดีกว่า แล้วก็จะต้องใช้อย่าง แหม ต้องวิจิตรอย่างนี้ จึงพยายามพัฒนาเป็น ใบมีดโกนยิลเลสได้ แล้วก็ทำออกมาขายรวยเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีทั่วโลกเลย นี่ ขนาดได้เฉพาะผู้ชายนะ ใบมีดโกนยิลเลสนี่ ผู้หญิงไม่ค่อยทุกันนะ ถ้าใครคิดได้ทั้งผู้หญิงผู้ชาย ตื่นเช้าขึ้นมา จะต้องเจอไอ้เจ้านี่ ต้องใช้ไอ้เจ้านี่แล้วทิ้งเร็ว ถ้า ใครคิดได้หลักการนี้อีกรวยมหารวยอีกเหมือนกัน ไอ้คนคิดอย่างนี้นี่ แต่ก่อนเราก็คิด ว่า เป็นของดี นึกว่าวิเศษ เชิดชูบูชา นั่นแหละ คิดอย่างนี้แหละคนมนุษย์ แล้วก็ คิดไปหานรก ตัวเองก็ได้นรกไปจม ยังไม่รู้ว่าตายหรือยังยิลเลส ตายแล้วมั้ง ลงนรกไปอีกกี่ชาติก็ไม่รู้ ถึงแม้ไม่ลงนรก คิดอย่างนี้ จะว่าประโยชน์ว่ารัง สรรค์อะไรอันหนึ่งมาให้คนได้ใช้ได้สอย มันก็ใช่ แต่ว่ามันโดยจิตปรมัตถ์แล้ว เรา เห็นได้เลยว่า โอ้ อย่างนี้มันไม่เข้าท่า เพราะว่าจิตไปคิดเจตนารมณ์แต่ต้นเลยว่า ข้าจะเอาเปรียบเขา แต่ถ้าคุณคิด คิดเพื่อที่จะสร้างสรรอะไรให้คนเขาเอาไปใช้ ประโยชน์ โดยไม่มีจิตตัวนี้ เห็นไหมมันซ้อน เหมือนกับคนมาถามว่า อาตมา เอ๊ ทำไมนะ คุณดินเกื้อนี่ เขาผิด อะไร เขาไม่ผิดนี่นะ เขาจะขยัน เขาจะทำงานแข็งขันนี่ มันไม่เห็นผิดตรงไหน ทำไมจะต้องทุกข์ จะต้องร้อน จะต้องจัดการ จะต้องอกหัก อกพังจนกระทั่ง สุดท้าย แต่ยังดีว่าเหนียว ถ้าไม่เหนียวอยู่ไม่รอดเลย มันผิดอะไรยังขัองใจ เหลือเกิน บอกไม่ผิดหรอก คุณจะทำคนเดียวเลย แต่คุณจะต้อง 1. ประสานหมู่ ไม่ใช่ว่ากูใหญ่ กูเอาอย่างนี้ กูจะต้องอย่างนี้ แล้วมัน แข็งกระด้าง กิเลสมันไม่เข้าท่าเลย คุณจะเก่งอย่างไร คุณจะเลี้ยงหมู่ทั้งหมู่เลย ทั้งหมดนี่ แหม ทำไม มานั่งทำวัตรหลับตาไปเลย 3 มื้อเลยก็ไม่เป็นไร กูจะทำ ผม เลี้ยงเอง ทำไมนะ มันอัตตาเห็นไหม ภาษาที่อาตมาพูดเมื่อกี้นี้ คืออะไร มันหมาย ถึงตัวกูใหญ่ ตัวกูเบ้ง ที่จริงดีนะ ก็ทำไปซิ แต่ทำไมต้องเกิดอาการ เกิดอารมณ์ เกิดความรู้สึกว่าตัวกูของๆกูทำดีแล้ว ไอ้ตัวนี้ให้มันคลาย ให้มันหย่อน ให้มันอ่อนเสีย บ้างว่า เออ นะ ใจเพื่อนนะ เพื่อนเขาไม่ได้คิดอย่างไรานะ อัตตามันแข่งอัตตา น้อยใจ รู้สึกตัวเองด้อยกว่าอัตตา รู้สึกตัวเองใหญ่กว่าอัตตา เพราะฉะนั้น ตัวเรา มีอัตตาได้ เขาก็มีอัตตาได้เหมือนกัน เข้าทำไม่ได้ดีอย่างเอง ข้าทำสู้เองไม่ได้ ข้าก็ไม่ยอมเหมือนกัน ข้าก็น้อยใจ ข้าก็เสียใจ ข้าจะมาข่ม เหมือนทางเถรสมาคม เขาร้อง หลายๆคนเขาร้องเองดีก็ดีไปซิ เองมาข่มท่านทำไม ถ้าอาตมาฮึดฮัดนะ ไม่ประนีประนอม ไม่ทำเป็นยอมเสียบ้างนี่นะ ตาย อยู่ไม่รอดหรอก เขาขจัดออก มาจากความเป็นมนุษย์ในโลก ให้ไปเป็นฝุ่นๆ ให้ตายแหลกไปแล้วดีเสียว่า อาตมา ไม่ดึงดัน ยอมเหมือนคุณดินเกื้อ เขายอมก็เลยอยู่ในนี้ได้พอสมควร อาตมาคิดว่า เขาไม่อยากจับอาตมาเข้าห้องขังหรอก เขาอยากให้อาตมานี่สึกไปเสีย ไม่มาทำงานเรื่องนี้ซ่ะ ได้ไงๆ ไม่ให้อาตมามาทำงานเรื่องนี้ได้ไง อันนี้เขาถึงอย่างไรๆ อาตมาก็ไม่มีทางหยุดหรอก จะทำได้ด้วยลีลาอย่างไหน อาตมาก็ทำทุกลีลาที่จะทำได้ เท่าที่อาตมาจะมีศิลปวิทยายุทธที่จะ...ก็ไม่ใช่หนีนะ แต่ก็ไม่ใช่ไปยวนเขา ไปทำ ประชดประชันเขาก็ไม่ใช่ เรารู้ว่าเราประชดประชันการไปทำดึงดันต่อหน้าฮึดฮัด อะไรอย่างนี้ นี่ มันเป็นลักษณะไม่ดีอย่างนี้ มันละเอียดใช่ไหม อาตมาไม่รู้จะ บรรยายอย่างไร เรื่องอัตตา หรือว่าเรื่องการไม่ประนีประนอม เรื่องการไม่ทำให้ ประสาน ไม่สมานัตตตา ถ้าจะแปลประนีประนอมไปให้ได้ดีมาก ก็ใช้คำว่า สมานัตตตา นี่ ดีมาก ต้องทำให้ได้อย่างเกิดความเสมอสมาน สมานัตตตา ถ้า เราไม่เกิดสมานัตตตาได้นี่ให้สำเร็จ ให้นานาสังวาสอย่างไร ก็ต้องสมานัตตตา ต่อให้สังฆเภท ต่อให้อยู่กันคนละหมู่ กันคนละกลุ่ม คนละลัทธิ คนละก๊ก คนละเหล่า ก็สมานัตตตา ว่ากันจริงแล้ว ถ้าใจคนที่แน่ชัดเลยว่า เองกับข้าคนละลัทธิ เองกับ ข้าคนละฝ่าย ถ้าตัดสินอย่างนี้ ยังรู้สึกสมานัตตตากว่าๆที่ไม่วางใจว่าคนละลัทธิ หรือไม่วางใจว่าคนละพวกแล้ว สังฆเภท คนละหมู่แล่ว วางใจว่าคนละหมู่แล้ว เออ ยังพอเข้าท่า ถ้ายังไม่วางใจ มันก็ยังรู้สึกว่ามันคนละอันๆอยู่นี้ อื้อฮือ มันขบ กันน่าดูเลย ขบกันอยู่นั่นแหละ ขบกันกว่า เพราะฉะนั้น เรามาทำอย่าให้มันสังฆเภท อย่าให้มันคนละลัทธิ แต่ ให้มันอย่าขบกันนี่ซิยาก ยาก ให้มันสมานัตตตาตัวนี้ยาก แต่ยากก็ต้องทำ ให้เกิด สมานัตตตาผลให้ได้ ให้เป็นผลของการเสมอสมาน ให้สมานกันอยู่ให้เกิด Concensus ให้ประนีประนอมกันอยู่ได้ ให้เกิด Compromise ให้ประนีประนอม ให้ประสานให้สอดคล้อง ให้ Agreement ให้มัน Acord โอ้โฮ จำได้ทุกตัวเลย หนอ ใช้คำ Synonym เยอะ หลายคำเลยนะ ตอนนี้ นึกว่ามีอะไรเสนอมาอีก ( มีเสียงหัวเราะ) เพราะฉะนั้น มันยาก เพราะอัตตาทำไมมันผิดหรือ ผิด มี ส่วนผิด แต่ก็มีส่วนถูก ดี คุณจะขยัน คุณจะเอาภาระ คุณจะทำการงาน แม้ที่สุด เพื่อนทำหรือเพื่อนไม่ทำ แต่เราจะทำคนเดียว แต่เราก็มีลีลาท่าทีที่อยู่กับเพื่อนได้ อย่างประสาน อย่างสมาน อย่างเสมอสมาน เพราะฉะนั้น คนเรานี่เด่น ทำเด่น ทำโด่งเกินไป เพราะอาตมาทำ เด่น ทำโด่งเกินไป รู้หรือเปล่าา ถึงโดนเหมือนกันนั่นแหละ แล้วอาตมาก็รู้ทัน ก็ พยายามทำ แต่ถึงอย่างนั้นทุกวันนี้ อาตมาก็ยังทำงานศาสนาอยู่ได้นี่คือผล เหมือน คุณดินเกื้อ เขาก็ยังทำอยู่ได้ ยังอยู่กับหมู่ได้ อาตมายังไม่เคยออกไปถึงกับคุณดินเกื้อนะ ดินเกื้อนี่ ออกไปเลยนะ กลับบ้านไม่รู้จะไปหาเงินเลี้ยงมันทำไมว้า ไอ้ พวกนี้ ก็เลยกลับมาใหม่ แต่อาตมายังไม่เคย ยังไม่เคยออกไปไปเป็นฆราวาส หรือไปทำไอ้นั่นตามที่เขาจำทำ ไม่ ก็อยู่อย่างนี้ มีแต่พยายามบังคับมาให้เป็นอะไร ต่ออะไร ถึงบังคับอย่างไร อาตมาก็ยังเหมือนเดิม ก็ยังทำอะไรต่ออะไรก็ยัง เหมือนเดิม ดำเนินการไม่ได้ขัดข้องอะไร ทำไป แล้วอาตมาก็ปรับกระบวนเท่า เพื่อที่จะเป็นไปจะค้างจะคาอย่างไรก็ค่อยๆจัดการ อาตมาถึงเห็นวา่ ไอ้ความทำให้เกิดสมานัตตตา นี่เป็นตัวยิ่งใหญ่ ทำ ให้เกิดการประนีประนอม ทำให้เกิดการสมาน ทำให้เกิดการอยู่รวมได้ แล้วพวก เราชื่อว่าอโศก ถามใครก็อโศกๆ แต่อยู่อโศกอย่างไร อยู่อย่างอโศก อย่างทำ สมานัตตตาไม่เก่งนี่ ยังไม่มีฝีมือนะ เพราะฉะนั้น ต้องทำสมานัตตตานี่ให้เก่ง ให้ มีฝีมือ อาตมาเห็นว่าเรื่องนี้จุดนี้ประเด็นนี้ อันนี้น่ะสำคัญ สำคัญทีเดียว สำหรับพวก เราในกาละอย่างนี้ จริงๆแล้วเรามีนะ เรามีตั้งแต่อันแรก ขอทวนหน่อยก่อน จะเข้า ที่จริงอาตมาก็เข้าไปเรื่อยๆ เข้าไปสู่ 4-5-7-8 อยู่เรื่อยๆล่ะ ตั้งแต่ ความเป็นเนื้อเดียวกันๆ เราก็มี ใครว่าอโศกไม่เป็นเนื้อเดียวกัน โอ้โฮ มัน เหนียวนะ อโศกนี่ มันแน่น มันเหนียว มันไปกัน เขาพยายามจะสลาย เขา พยายามที่จะตีให้แตก สลายกลุ่ม สลายคณะ สลายสภาพ ไม่ให้ยึด ไม่ให้เกาะ ไม่ให้รวมกัน เขาพยายาม แต่พยายามไม่ได้ไม่ได้ เพราะมันเกิดแล้ว เป็นแล้ว อโศกนี่ อาตมาถึงได้ยืนยันว่า อโศกนี่ ไม่ตายหรอก ต้นอโศกน่ะ เกิดแล้ว ตีไม่ แตกหรอก อาตมาถึงบอกยืนยันมา เพราะความเป็นจริง มันเป็นอย่างนั้นแล้ว แล้วก็ไม่ได้น้อยคน ไม่น้อยๆหรอก เพราะฉะนั้น ในข้อที่ 1 บอกว่า ยังมีความเป็นเนื้อเดียวกัน Populism มีความเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้แต่จะเกิดความ เป็นเผ่าพันธุ์ จะเกิดถึงความเป็นเผ่าพันธุ์ แล้วก็เกิดสภาพไอ้นี่แหละขึ้นมา Equality จะเท่าเทียมกัน อาตมาเท่าเทียมกับพวกคุณ พวกคุณเท่าเทียมกับอาตมา ภาษาซ้อนน่ะลึกซึ้งนะ คำว่าเท่าเทียมกันนี่ ซึ่งอาตมาก็บอกแล้วว่าจะให้มันเท่ากัน แหม ตรงเป๊ะ พาซื่ออย่างภาษาโลกๆ คนพาซื่อ ไม่ได้หรอก มันเท่าเทียมใน สิทธิมนุษยชน พวกเรานี่เรียกว่า เป็นพวกที่ทันสมัย ใหม่เสมอ Modernization ทันสมัยที่สุดแต่ไหนแต่ไรมา และยังจะต่อไปทันสมัย สิทธิมนุษยชน มีสิทธิมนุษยชน เท่าเทียมกัน และเราก็มีปัญญารู้ว่าใครจะเหนือกว่าใคร ใครจะสูงกว่าใคร ใครจะต่ำกว่าใคร อันนี้เขาก็มีในข้อนั้น มีความรับรู้ในสภาพที่เรียกว่า คนไหนมีอะไร เหนือกว่าอะไร รู้จักรับลูก รู้จักรับช่วง รู้จักประสาน รู้จักเข้าใจ มีสัมมา คารวะ รู้ คนนี้มีคุณธรรม คนนี้มีความสูง อายุน้อยก็ตาม แต่มีคุณธรรมสูงกว่า เคารพกันในคุณธรรม คนนี้อายุมาก แม้จะไม่มีคุณธรรมสูง ก็เคารพกันในเรื่องวัยวุฒิ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เข้าใจ รู้จักท่าทีลีลาจะรับกัน เท่าเทียมกันอย่างที่สอดคล้อง อย่างฉลาด มีอะไรสอดรัด มีอะไรที่รับเคารพนับถือเป็นไปกันด้วยดี อย่างนี้เป็น สังคมที่เจริญ เป็นสังคมของคนเจริญ แม้ผู้ที่สูง ที่เขาให้เกียรติ จะด้วยวัยวุฒิก็ตาม หรือคุณวุฒิก็ตาม ก็ไม่ เบ่ง ไม่ข่ม พวกเราศึกษาฝึกฝนให้เกิด ต้องตั้งใจจริงใจ มันยังมีเหลื่อมล้ำ กันอยู่เหมือนกัน ในสังคมเราจนกระทั่ง บางคนเข้ามาในที่นี้ มีบางคนน่ะ เบ่ง มา ในนี้น่ะ เบ่งตัวเองรวย ตัวเองทำบุญมาก มีเงินมากก็เอามาทำบุญมาก มี อภิสิทธิ์หน้าที่เบ่งๆ ใหญ่ๆ ทำใหญ่ ข้าใหญ่น่ะ ข้าฉลาด ข้ามีประโยชน์มาก ข้า นำหน้า ข้ามีท่าทีเบ่งๆ ที่จริงความจริง มันมีความจริง เขาจะเบ่งหรือไม่เบ่ง ตัวเราเองอย่าให้เกิดอัตตามานะ ต้องเข่นมันมากๆ มันไม่ใช่เล่นนะ มันซ้อนเชิง มากเลย ไม่ค่อยรู้ตัวหรอก มันไม่ค่อยรู้ตัวหรอก อาตมาคุมอยู่หลายๆหน่วยนี่ หลายๆงานนี่ จะตายอยู่แล้วนี่ หลายหน่วย แล้วมันไม่ประสาน แล้วมันไม่รวมตัวกัน มันไม่ประนีประนอมกัน แล้วมันเข้ากันไม่ได้ ก็เพราะมันไม่รู้ตัวว่าเราเบ่ง ไม่รู้ตัว ว่าเราทำอะไรในองค์กร บางองค์กร ไม่ใช่ถึงองค์กรหรอก เป็นหน่วยย่อยของพวก เรา นี่ ทำงานอยู่หน่วยนั้นหน่วยนี้ ระวังหน่วยโรงสีนี่หนัก ถ้าหน่วยโรงสีมีอันนี้เกิดขึ้นมากๆ ระวังโรงสี ขอนแก่น ระวัง มีหน่วยบางหน่วย อาตมายังปรับไม่ได้จนป่านนี้ตั้งมา หรือว่า ทำกันมา ดำเนินกิจการกันมาเป็น 10 กว่าปี แล้วยังปรับไม่ได้ เพราะเขา ไม่รู้อัตตา ไม่รู้อัตตามานะ ไม่รู้ แล้วก็นึกว่าเราถูก ไปที่ไหนก็ไปแก้ตัวว่าฉันถูก มาพูดกับอาตมาแล้ว กลับไปก็บอกว่าฉันถูก พ่อท่านไม่ว่าอะไร แล้วไม่ยอมรับตัว เองว่าผิด ไม่ยอมด้อย ไม่ยอมน้อย ไม่ยอมเล็ก ไม่ยอมลด แล้วก็จะทำไป เข้าใจเพิ่มขึ้นเหมือนกันนะ แต่ไม่ยอมรู้ตัว ไม่ยอมละอัตตามานะ เพราะฉะนั้น แก้ไม่ได้ รับรองว่าไม่เกิดจะระแหง ไม่เกิดสมานัตตตาอยู่ต่อไป อาตมาก็จนใจเหมือนกันว่า เอ๊ ก็ว่าฉลาดน่ะ แต่ทำไมฉลาด ไม่ยอมรู้ ตัวเองว่ามีอัตตามานะ อาตมาก็เหนื่อยๆ มาถึงต่อหน้าอาตมา ก็บอกว่านี่ผิด ประเดี๋ยวนี้ผิดๆ เสร็จแล้วก็ยอม รับผิดต่อหน้า แต่กลับไปแล้ว ไปพูดว่าตัวเองถูก ไอ้ส่วนผิดไม่พูด ไม่ยอมรับ ไม่ว่า อะไร พ่อท่านไม่ได้ว่าอะไรว่าน่ะ อาตมาว่าแรงแล้วด้วยนะ ต่อหน้าก็ว่าผิด นี่แหละ พาฉิบหาย แล้วไม่รู้จักแก้ไขประเด็นนี้ จุดนี้ๆ อย่างนี้เป็นต้น ไม่ รับต่อหน้าก็รับ ละ ทำหน้าลาๆ รู้จักไหมละหน้าลาหน้าลา บ่ฮู้แล้วเจ้าคนอีสานหน้าลา ทำ หน้าปุเลี่ยนๆ ไม่ถึงหน้าซีดหรอกนะ หน้าลานี่ ทำหน้าเจี๋ยมๆ ทำหน้าปุเลี่ยนๆ ฟังยอมรับ แต่เสร็จแล้วก็ไม่ยอมว่าตัวผิด ตัวต่ำ ไม่ยอมลดตัวลดตนนั้น นี่ สรุปนี่ คือการปฏิบัติธรรมที่ผิดมา อัตตามานะนี่ ไม่ใช่รู้ง่ายๆ เสร็จแล้ว ก็มากกว่านั้น อะไรมากกว่านั้น ก็ยิ่งแย่อย่างนี้เป็นต้น อาตมาก็ เออ เป็นตัวอย่างที่อาตมาก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ซึ่ง เป็นของจริง นี่เป็นเรื่องของจริง และเป็นตัวคนจริง และก็เป็นจริงแล้วก็ไปอย่าง นี้ล่ะ มันยาก แล้วก็ระแหง แล้วก็ไม่ประสานหรอกขจัดหมู่ ขจัดกลุ่ม แทนที่จะกลุ่ม โต แทนที่จะกลุ่มหนักแน่น หนาแน่น อบอุ่น มีอะไรเบา มีหมู่มีมวล มีโน่นมีนี่ อะไรเจริญนะ ไม่ล่ะ หลายวันหลายปี กี่ปีมาก็ยังยากหนักสุด ขจัดแม้จะต่อสู้กับ สมณะ มันร้ายเห็นไหม อาการมันร้ายแรงนี่ นี่ อาการน่าเป็นห่วง อาการมัน ร้ายแรงเกินไป แบ่งพรรค แบ่งก๊ก แบ่งเหล่า สมณะเป็นอีกพรรคหนึ่ ข้าพรรค หนึ่ง ไปถึงโน่นแน่ะ มันก็แล้วน่ะซิ สมณะก็พรรคหนึ่ง เราก็อีกพรรคหนึ่ง ก็ จบน่ะซิ ทุคโตแน่นอน ดำเนินไปไม่ดีแน่นอน ไปนรกแน่นอน อาตมาไม่เก่ง ก็ไม่ รู้จะว่าอย่างไร บรรยายก็พยายาม อาตมาก็เห็นใจในจุดดีของเขาเหมือนกัน แต่ จุดร้ายพวกนี้ ทำไมเขาไม่ยอมรับ ทำไมเขาลดไม่ลง ทำไมอัตตามานะถึงแกร่งกล้า ไม่พยายาม อาตมาก็ได้แต่เห็นว่าอาตมาไม่เก่ง ไม่สามารถ ทำให้เขาลดได้ ก็ ว่าทำให้เขาเข้าใจอยู่นะ แต่ก็เข้าใจอยู่ ต่อหน้าทำท่าเข้าใจอยู่นะ แต่ก็ไม่ยอมลด ไม่ประสาน ไม่ยอม ฮึดฮัด จะเอาอย่างที่ตัวเองคิด แล้วมันก็แฝงวิธีการซ้อนๆๆ จนกระทั่งอาตมาตามไม่ทัน ตามไม่ทันวิธีการที่เขาทำ อาตมาก็วางใจ แต่ อาตมาไม่ไว้วางใจนะว่าวางใจมานาน คือวิธีการของคนนี่นะ คนเราใครก็แล้ว แต่ จะพยายามทำให้คนอื่นไว้ใจเรา เมื่อเขาไว้ใจแล้ว เราก็ทำอะไรได้สะดวก ถ้าเป็นคนไม่ซื่อ ก็จะซ่อน จนกระทั่งไอ้นี่ไม่ซื่อนั่นไปใหญ่เลยนะ หมกปกปิดไว้ จน กระทั่งเลวร้าย แรงร้ายแล้ว ผลนั่นก็ปรากฏจริงๆ ปรากฏแล้ว อาตมาก็โอ้โฮ อาตมานี่ก็พาซื่อนะ แสดงว่าเขาเก่ง มีฝีมือในการพรางให้อาตมาไว้ใจได้ เป็นฝีมือในความแย่นะ ไม่ใช่ฝีมือความเก่งที่ดีนะ มันซ้อนอย่างนี้ มันซ้อนมากเลย เพราะฉะนั้น ใครสามารถที่จะพยายามพรางความไม่ดีให้อาตมาเชื่อ ได้นี่นะ อย่านึกว่าตัวเองเก่งนะ ถ้าผู้ใดพยายามที่จะให้อาตมารู้ความไม่ดีของคุณ ได้อย่างง่าย เปิดเผยได้ อันนี้อาตมาว่าคุณเจริญแน่เลย เห็นมั้ย มันเข้าใจ กลับไหม เข้าใจกลับกันมั้ย นี่สัจธรรม มันแปลกอย่างนี้น่ะ แล้วยังพยายามอยู่นะ เดี๋ยวพ่อท่านจะรู้ความไม่ดีของเรา เดี๋ยวพ่อท่านจะรู้ความชั่วของเรา พยายามใช้ ลีลาเกลื่อนกลบ แต่คนที่เข้าใจจริงๆ ด้วยสัจจะแล้ว จะมาปิดอาตมาทำไม ก็จะ มาเลิกชั่ว จะปิดชั่วไม่ให้อาตมารู้แล้ว อาตมาจะทำให้คุณหายได้อย่างไร ชั่วนั้น ใช่ไหม มาถึงมาหาหมอเป็นโรคอะไรปกปิดไปหมดเลย ให้หมอลวงหมอ ไม่ให้รู้ โรคเลย ไปไหนๆ ไม่รู้แล้วบอกหมอ อยากหายๆ หมอ แต่หมอถามอย่างไรก็ไม่ตอบ ไม่ตอบให้ตรงพรางหมอ กลัวหมอจะรู้โรคเรา โอ้ย แล้วเมื่อไหร่คุณหายโรละ เป็นหลายโรค ก็ต้องรับให้มันรู้ทุกโรคเลยนั่นแหละ ต้องรีบให้หมอรู้เร็วๆ หลาย โรคนั่นยิ่งดี ก็บอกเลย บอกให้รู้นี่ แหม กลัวจะรู้โรคนี้ กลัวจะรู้โรคนี้ กลัวจะรู้ โรคนี้ โอ้โฮ ไปเลยๆ อย่ามาหาหมอเลย ไปเลย Go To ไปเลย Go To ไปสู่ทุกข์เลย ไปเลย ไม่ทำอย่างไร Go To ก็บอกเลย ไป GO TO GO TO ทุกข์ จะทำอย่างไร ถ้าคนทำอย่างนี้ก็ไป คุณไปของคุณเลย ทุคติไปเลย มันจะช่วย เพราะฉะนั้น ต้องพยายาม โดยเฉพาะสมณะ กลัว กลัวอาตมาจะรู้ บางคนก็ออกไปห่างๆเลยนะ ไม่ค่อยเข้ามารอหน้า กลัวจะรู้ บางคนเข้ามาก็ท่าที ลีลาไม่ให้รู้ มันฉลาด หรือมันโง่ คิดเอา เพราะฉะนั้น เราควรจะต้องเป็น คนจริง เป็นคนตรง แต่ก็ไม่ใช่โง่ซื่อบื่อเสียจนมีชั่วแล้วก็เปิดหมดเลย เปิดโป๊ไปเลย ใครมาก็บอกหมด ฉันชั่วอย่างนั้น ฉันเลวอย่างนี้ ฉันไม่ดีอย่างนั้น ไอ้อย่างนี้ ก็ไปเหมือนกัน มันซื่อบื้อกันถึงขนาด แหม ไม่ปกไม่ปิด ไม่หมก ไม่เม้นอะไรบ้างเลย ไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่รู้จักจังหวะจะโคน โอ้ อย่างนี้ ก็ แหม มันโป๊ มันไม่มีปฏิภาณปัญญาอะไรเสียเลย มันก็ควรจะรู้วาระ เวลา ควรรู้ กาละ ควรรู้ว่า เออ อันนี้ละ เราไม่ต้องไปเปิดมากหรอก เราแค่นี้นะ เราไม่ ต้องอะไร เรารักษาสงวนของเราไว้ อันนี้คนสนิทก็บอกกันช่วยกันหน่อย อันนี้ก็ไป อันนี้บอกผู้ใหญ่ก่อน ผู้ใหญ่จะได้ช่วยได้ อันนี้สมควรแล้ว ขนาดนั้นขนาดนี้ มันก็พอ เป็นไปได้ดี นี่ มันละเอียดนะ มันละเอียด จะบอกไม่เปิดก็ไม่ดี เปิดจริงๆ เสีย หมดเลย มันก็ไม่ดี เปิดทีเดียวเลยก็ยิ่งแย่ มันก็ต้องรู้ความสมเหมาะสมควรนะ เพราะฉะนั้น ในการที่จะปรับตัวปรับตน ในการที่จะประพฤติตนนี่ ไม่ใช่เรื่องตื้น ไม่ใช่เรื่องสั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มันเรื่องเยอะเรื่องยาว เรื่องมาก เรื่องลึกลับซับซ้อน ยืนยันว่ายากก็ยาก แต่มีอะไรให้ทำตลอดไป แม้แต่อาตมาก็ยังมีสิ่งที่ต้องทำสิ่งให้ตัวเองเจริญอยู่ดีอยู่การเจริญไม่สิ้นสุดหรอก ถึง ขั้นปฏิญาณตนเป็นพระพุทธเจ้าก็ยังมีความเจริญ พระพุทธเจ้าไม่เคยสันโดษในกุศล ในสิ่งที่ดี ไม่มีสันโดษ ไม่มีพอ การเจริญนี่ ไม่มีพอ ละเอียด ลึกซึ้ง ซับซ้อน แต่กิเลสเท่านั้นแหละมีจบ ฆ่ากิเลสได้หมดจริง จบจริง ได้ตำแหน่งอรหันต์ เป็นอรหันต์แล้ว ยังเจริญได้อีก ในการที่จะวนเวียนเกิดมาเป็นมนุษย์ ที่ เป็นมนุษย์ประเสริฐ มีโลกวิทู รู้ในความเป็นมนุษย์ นี่ ซับซ้อนมากมาย แล้วก็มี ประโยชน์คุณค่าต่อมนุษย์ได้อีกมากมาย อาตมาเป็นโพธิสัตว์ นี่ ยังจะทำอะไรให้ แก่มนุษย์ที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์อีกมายมาย มีโลกวิทู ที่จะต้องศึกษาอีกเยอะ จะ ช่วยคนให้ได้มากขึ้น ถ้าเรายิ่งศึกษา เพื่อช่วย เพื่อเสียสละ ตัวเราเองนั้นหมด ปัญหา กิน เกิด ก็หมดปัญหา ตั้งอยู่ เป็นอยู่แต่ละวัน หมดปัญหา ตายก็หมดปัญหา นอนก็หมดปัญหา ถึงเวลานอน นอนหลับ หลับตายซ่ะที ตายชั่ววัน ตื่นเช้าขึ้น เกิดใหม่ วนเวียน วันแล้ววันเล่า

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน