360808 ความยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิต โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ .docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2536
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข23 มีนาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

360808 ความยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิต โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

ความยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิต โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

พวกเราจะได้เห็นว่าแม้แต่จะมาสัมผัสเพียงไม่กี่วัน จะมาครั้งนี้เป็นครั้งแรกก็ตาม ยิ่งผู้ที่ได้เคยมาหลายๆครั้งแล้ว แล้วก็เคยมาอยู่หลายๆวันแล้ว ก็จะเห็นนะ พวกเราจะมีชีวิตอยู่อย่างนี้แหละ มีชีวิตอยู่เพื่อการศึกษา ชีวิตของเรานี่ต้องตั้งใจศึกษา ต้องตั้งใจใช้เวลาที่เราเกิดมามีชีวิตนี่อบรม อบรมตน ฝึกฝนตน และก็ศึกษาให้เข้าใจ หรือให้เห็นในสัจธรรม หรือในทิศทางที่ดี หรือความเป็นคน ซึ่งมันเป็นสิ่งหนึ่งในโลกนี้ โลกๆนี้มีดิน น้ำ ลม ไฟ มีชีวะ มีดิน น้ำ ลม ไฟ นี่เรียกว่า รวบรวมไว้หมดแล้วล่ะ มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เราก็เป็นสิ่งหนึ่งในโลก เป็นสิ่งหนึ่งในเอกภพนี้ ชีวิตมนุษย์ก็ถือว่าเป็นชีวะ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แม้แต่โลกลูกนี้ที่เราอยู่นี่ เราก็รู้ๆ กันอยู่ว่า ในโลกลูกนี้ ทั้งโลกก็สำรวจกันหมดแล้ว ไม่มีอะไรที่มันจะไปยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ได้ แล้วมนุษย์ก็มีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงหรือ จะสร้าง แม้ที่สุดจะทำลาย ทำลายให้สูญไปเลย คนอย่างพระพุทธเจ้าก็คิดค้นพบ ถ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์ ก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เยี่ยมยอดที่สุด ที่สามารถค้นพบการทำลาย หรือการสร้าง แล้วท่านก็ไม่ไปคิดสร้างอันอื่น ก็มีทั้งการพัฒนาของ ชีวิตที่ว่าเป็นสิ่งหนึ่งในโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนี่แหละให้เป็นชีวิตที่ดีที่สุด เราจะสร้างชีวิตของแต่ละคน รับผิดชอบของตนเอง แล้วตนเองจะเป็นช่างที่จะสร้างตนเอง ให้เป็นชีวิตที่ประเสริฐที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด มีคุณค่าที่สุด สบายที่สุด หรือพ้นทุกข์ทุกอย่าง ไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไรจริงๆ และทำลายก็สามารถที่จะทำให้ชีวิตที่มันวนเวียน เพราะพระพุ

อ่านต่อ

ทธเจ้าท่านตรัสรู้ว่า มันมีวัฏสงสาร มันมีการเชื่อมต่อ มันมีการหมุนเวียนไปจนกระทั่งแม้แต่ดิน น้ำ ลม ไฟ นี่ก็หมุนเวียน ไม่สูญหายไปไหน อย่างกะไอน์สไตน์ เคยว่าไว้ว่า สสารและพลังงานในโลกนี้มันยังไม่สูญหายไปไหนหรอก มันก็หมุนเวียนอยู่ในโลกนี่แหละ นั่นก็เป็นปราชญ์ผู้หนึ่ง ไอสไตน์นี้ก็เป็นปราชญ์ผู้หนึ่งที่ค้นพบ แต่เขาก็ค้นพบสิ่งที่เป็นวัตถุ ไม่ใช่ชีวะ วัตถุก็เหมือนกัน ชีวะก็เหมือนกัน เป็นสิ่งที่วนเวียน ไม่สูญหายไป แต่พระพุทธเจ้าท่านสามารถที่จะค้นพบทางชีวะ และสามารถทำให้มันสูญหายไปได้ อันนี้แหละเป็นจุดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่ไม่มีใครค้นพบ นักวิทยาศาสตร์ไหนก็ค้นพบไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้าค้นพบได้ สามารถสร้าง ท่านรู้ความวนเวียนของชีวะ โดยเฉพาะในชีวะมันมีธาตุเพิ่มจากดิน น้ำ ลม ไฟ ก็มีธาตุแห่งความว่าง เรียกว่า อากาสา หรือ อากาศ กับวิญญาณ ธาตุในวิญญาณ วิญญาณนี่ ไม่ใช่ว่ามีรู้ได้เฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้น ปราชญ์อื่นๆ ที่เป็นศาสดาของศาสนาหลายศาสนาก็ค้นพบว่ามีวิญญาณ หรือแม้ แต่นักวิทยาศาสตร์ทางวัตถุก็ยอมรับว่า มีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าจิต หรือเป็นวิญญาณ หรือเป็นพลังงาน บทบาทพิเศษอยู่ในชีวะ ก็รับรู้ สามารถรู้ได้ เป็นชีวะ ตั้งแต่ชีวะที่เกิดมาเป็นเซลล์ เซลล์เดียว จนกระทั่งมากเซลล์ขึ้น เป็นชีวะ เป็นพืช เป็นสัตว์เดรัจฉาน จนกระทั่งเป็นมนุษย์ สามารถรู้ได้ในวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ หรือปราชญ์อื่นๆ เขาก็รู้ได้ พระพุทธเจ้าก็รู้ได้ และรู้ยิ่งกว่านั้นด้วย ละเอียดลออจนถึงวิญญาณ จนรู้ ต้นเหตุแห่งวิญญาณ วิญญาณแท้ๆคืออะไร วิญญาณแท้ๆ จริงๆแล้ว มันคือสิ่งที่ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่สิ่งที่จะยั่งยืนถาวรอะไร ไม่เที่ยงแท้ถาวร เป็นอนิจจังด้วยซ้ำ แต่มันมีอวิชชา มันมีความโง่ มีตัณหา มีอุปาทาน มีชื่อเรียกเป็นภาษาทาง เทคนิคเป็น Technical term เป็นภาษาทางวิชาการ เราเรียกว่าตัณหา เรียก ว่าอวิชชา อุปาทาน กิเลส อะไรพวกนี้ หรือแม้แต่คำว่าจิตวิญญาณ ก็เป็นภาษาทางวิชาการ ที่เรียกสภาพๆหนึ่ง มันเป็นอย่างไร เราก็จะต้องค้นให้พบเหมือนกับทางวิทยาศาสตร์ ที่พิสูจน์ออกมา รู้เลยว่า อันนี้คืออันนี้ แม้ที่สุดก็ค้นพบว่า นิวเคลียร์เป็นอย่างนี้ ปรมาณูเป็นอย่างนี้ แล้วก็หยิบจับมันมาใช้ได้เลย เอามันมา รู้คุณค่าของมัน แล้วเอามันมาประกอบนั่นประกอบนี่ หรือว่าจะทำให้มันไปทำลายอะไร ไปสลายอะไรอีก การรู้บทบาทหน้าที่การงานคุณภาพ ประสิทธิภาพอะไรของมันอย่างแท้จริง พระพุทธเจ้าก็ค้นพบอย่างนั้น และก็ศึกษา ไม่ใช่ค้นพบโดยเดาๆ ค้นพบอย่างมีหลักวิชา มีวิธีการที่จะเข้าไปค้นพบ เข้าไปรู้ เข้าไปสัมผัส เข้าไปใช้ พระพุทธเจ้าสอนให้พวกเราฝึกฝนตนเองเข้าไปรู้จักจิต จนกระทั่งวิเคราะห์กิเลสออกมาจากจิต อย่างดี อย่างเยี่ยม จนสามารถที่จะใช้จิต สามารถที่จะให้จิตมีพลัง มีอำนาจ มีประสิทธิภาพ แข็งแรงอย่างไร หรือให้มันเป็นคุณภาพที่ดีอย่างไร เป็นจิตที่ขยัน เป็นจิตที่อดทน เป็นจิตที่ปล่อยวาง เป็นจิตดี รู้ รู้อย่างลึกซึ้งและฝึกฝนให้รู้ลึกซึ้งขึ้นไปอีกได้ อยู่ดีๆ จะรู้เอง มีใครบันดาลให้เรารู้ ไม่ได้หรอก ท่านค้นพบวัฏสงสารว่า แม้แต่ในจิต วิญญาณนี่ก็สามารถพัฒนามาได้จริงๆ แต่ละชาติๆ มันก็จะมีความเชื่อมโยงต่อกันไปอีก สั่งสมเรียกว่าวิบากๆ วิบากที่จริงภาษาบาลี วิปากแปลว่าผล สั่งสมผล เพราะฉะนั้นมันเกิดจากเหตุที่เราเอง เราทำ เราฝึกตัวเองให้จิตใจของเราเป็นคนเข้มแข็ง อดทน มันก็จะเป็นวิบากเข้มแข็ง อดทน ฝึกหัดให้เราเป็นคนอ่อนแอ มันก็จะอ่อนแอ ฝึกหัดให้เป็นคนหนักเอาเบาสู้ มันก็จะหนักเอาเบาสู้ ฝึกหัดให้เป็นคนร่องแร่ง เหลาะแหละ หลีกเร้น ไม่เอาถ่าน ไม่เอาการ ไม่เอางาน มันก็จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ใครฝึกอะไร ได้อันนั้นๆ จริงๆ ฝึก แล้วยิ่งเราเรียนรู้เพื่อที่จะควบคุม วิธีการพระพุทธเจ้านี่ ท่านเรียกว่า วิธีการสัมโพชฌงค์ สัมโพชฌงค์ แปลว่าองค์แห่งการตรัสรู้ คือ องค์ประกอบที่จะทำให้เกิดความรู้ที่รู้ยิ่ง ตรัสรู้นี่ เป็นความรู้เหนือชั้นกว่า การรู้ธรรมดา ถ้าจะ อธิบายขยายความไปอีกก็คือ รู้อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอน พระพุทธเจ้า เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณ เป็นครูบาอาจารย์ทางจิตวิญญาณ ในศาสดาทางจิตวิญญาณ แล้วได้สอนๆ มีทฤษฎี มีตำรา มีหลักวิชา มีผลอะไรก็อธิบายบอกไว้หมด บอกไว้จนเกลี้ยง จนพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้กับสาวกว่า เราบอกพวกเธอหมดแล้วเหมือนกำมือที่แบ ไม่เหลืออะไรแล้ว ให้ไว้หมดแล้ว ใครรับได้อะไร รับเอาไว้ แล้วท่านก็ให้ไว้ ก็ผู้รับได้มีพระสาวกที่มีปฏิภาณปัญญา มีความสามารถเรียนรู้ รับเอามาแต่ละแขนงวิชา แต่ละส่วนที่จะถนัด ส่วนที่จะชำนาญ หรือ ว่าส่วนที่จะมีจริตที่จะกับอะไรๆ ไว้ได้ ก็รับไว้ คนละส่วน คนละอย่าง จนครบ จนหมด แล้วก็นำมาถ่ายทอดสอนต่อไปเป็นสายๆ ใครถนัดอะไร ก็เหมือนกับพวกเรา เหมือนกับคนทั่วไป ที่คนนี้ถนัดวิชาช่าง คนนี้ถนัดวิชาศิลปะ คนนี้ถนัดวิชากสิกรรม คนนี้ถนัดวิชาโน่น รักนี่ อะไรก็แบ่งกันไป มันจะชอบ หรือมันจะถนัดก็เอารับไว้กันจนครบ แล้วก็สืบทอดมาจนทุกวันนี้ แม้ทุกวันนี้ก็ยังสามารถเล่าเรียนวิชานี้ได้อยู่ แล้วเอามาพิสูจน์ผล ผลก็คือเป็นคนประเสริฐ ที่จะสามารถสร้าง เป็นคนสร้างที่ดี ก็คือเป็นคนยังกุศลให้ถึง พร้อม ไม่ทำบาปทั้งปวง ไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี ไม่ทำสิ่งที่ชั่วทั้งปวง เป็นคนที่มีกำลังจริงๆ มีธาตุรู้ มีปัญญาที่สุด ว่าอันนี้ไม่ดี ไม่ทำ ถึงคำว่าดี กับคำว่าชั่วนี่นะ ฐานะบุคคลก็ดีต่างกัน ถ้าอย่างเป็นปุถุชน หรือเป็นคนหยาบๆ ต่ำๆ อยู่นี่ เขาก็ บอกว่า เขาได้ไปเล่นไพ่นี่ดี มันสนุกดี มันดี แล้วก็เป็นการท้าทายความสามารถดีนะ เล่นไพ่นี่ ที่จริง เล่นไพ่นี่ มันก็มีการโลภอยากได้ กับพิสูจน์ตัวเองว่า ตัวเองสามารถจะเอาชนะ สามารถที่จะเก่งมั้ย สรุปง่ายๆ จะเก่งมั้ยในเรื่องนี้ แข่งขันกับเขา สู้กับเขา เราชนะเขา เรามีวิธีการทุกอย่าง หนักเข้า อย่าว่าแต่วิธีการธรรมดาเลย วิธีการโกงด้วย กลเม็ดเด็ดพรายอะไรก็แล้วแต่ ที่สามารถเอาชนะคะคานเขาได้ จะทำอะไรก็แล้วแต่ จะเล่นไพ่ จะเล่นกีฬา จะเล่นหรือว่าจะจริง จริงก็ได้ ทำงานที่เป็นสาระเขาก็เรียกว่า จริง ทำงานที่ไร้สาระ เขาก็เรียกว่าเล่น การละเล่น ภาษาบาลีเรียกว่า กีฬา ซึ่งเป็นเรื่องเล่นๆ ไม่ใช่เรื่องที่จะมีคุณค่าอะไรหรอก จนเดี๋ยวนี้ ก็เอามายิ่งมาใหญ่ กีฬานี่ ครองโลกเลย ยิ่งใหญ่กันมาก ลงทุนลงรอนกันเป็นกิจจะลักษณะ เอาแข่งขันกัน เอาเก่ง เอาชนะ ก็ได้ดัง ได้ชื่อเสียง ซึ่งโลกโลกีย์เขาไม่ได้เรียนรู้เรื่องโลกธรรม ลาภ โลกียสุข อะไรพวกนี้ เขาไม่ได้เรียนรู้กันอย่างจริงจัง แล้วเขาก็ไม่พยายามที่จะเข้าใจ เพื่อที่จะไม่ต้องไปเอารัดเอาเปรียบ ไม่ต้องไปโกง ไม่ต้องไปทุจริตอะไรกัน ในเรื่องเหล่านี้ จริงๆแล้ว เราสามารถที่จะสร้างสรร เป็นคนที่มีลาภมาก คนสร้างมาก ผล ได้ที่เกิดขึ้น เขาเรียกว่าลาภ ลาภโดยธรรมด้วย ขยันหมั่นเพียร สร้างสรร มีความสามารถ มีความรู้ ก็สร้างกันขึ้น มันก็เป็นลาภโดยธรรมด้วย สิ่งที่ได้โดยมีสิทธิ มีสิทธิในสิ่งที่เราสร้างนี้ด้วยไม่มีใครจะมาตู่มาโกงได้ ไม่ว่าชาติไหนเขาก็ต้องรู้ เราก็สร้างขึ้น ยศ หมายความว่า อำนาจของตำแหน่งหน้าที่ เรามีฤทธิ์มีเดช มีอำนาจในตำแหน่ง หน้าที่หรือในความสามารถที่เราจะพึงทำ ถนัดอะไร เราก็มีหน้าที่อันนั้น ก็ทำไปสิ คุณจะยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งใหญ่เพราะคุณสามารถ มีประสิทธิภาพในสิ่งนั้น ในพฤติกรรมนั้น ในงานนั้น ในกิจการนั้น ในความรู้อันนั้น คุณมีจริงๆ คุณทำไปเลย คนอื่นเขามายอมรับนับถือ เขาก็จะมาเป็นลูกน้องลูกมือ คุณก็ฝึกหัดเขาสอนเขา แนะนำเขา ให้เขาหัดทำตาม เหมือนอย่างที่เราเก่ง เราสามารถ เราดี คุณก็คือผู้เป็นตำแหน่ง เป็นยศนั้น นี่โดยธรรมเป็นอย่างนี้ ทุกวันนี้ คนไหนไม่เก่งก็โมเม เรียนมาทางนี้ ถนัดทางนี้ ไปกินตำแหน่งนี้ ทั้งๆที่ไม่ค่อยรู้เรื่อง ส่งกันไปเลอะเทอะไปหมดเดี๋ยวนี้ ยศ ตำแหน่ง หน้าที่ การควบคุม การรับผิดชอบอะไรไปกันใหญ่ โดยธรรม โดยสัจจะ เราก็มีตำแหน่งหน้าที่ของแต่ละคน เป็นคนที่ไม่ดูดาย เป็นคนที่ไม่ใช่เหมือนอย่างศาสนาฤาษี ให้ไปนั่งหลับตาเป็นวันๆ ก็วาง ปล่อย เลิก ไม่ยุ่งไม่เกี่ยว หลับตา สะกดจิต หิวขึ้นมาก็ลืมตาก็กิน ลัทธิที่นั่งหลับตา แล้วบิณฑาตก็มี นั่งหลับตา เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธเมืองไทย ชักจะเป็นอย่างนั้นแล้ว มาบวชเป็นพระก็คือ จะมานั่งหลับตา สะกดจิตให้มันดับ ว่าง เลิก หยุด นิพพาน คือไม่คิดอะไร ไม่มีอะไร ว่างๆ ถึงเวลาก็ออกไปบิณฑบาต ได้ข้าว ได้น้ำมา ก็กิน กินแล้วนั่ง ไม่รู้เรื่องอะไร ไม่มีประสิทธิภาพ ศาสนาอย่างนั้นมีมาก่อนพระพุทธเจ้าท่านเกิด อาฬารดาบส อุทกดาบส เป็นต้นเขาก็สอนพวกฤาษีแบบนั้น ของพุทธไม่ใช่อย่างนั้นนะ ของพุทธมีประสิทธิภาพ คนมีประสิทธิภาพ มียศโดยธรรม มีลาภโดยธรรม มียศโดยธรรม มีสรรเสริญโดยธรรม สรรเสริญได้ รับความนิยมนับถือ ยกย่อง เชิดชู ถึงขั้นบูชา บูชาได้ มี แต่ว่าจิตใจพวกเรารู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้ เรียนรู้จริงๆ ไม่ต้องไปเกิดจิตเกิดใจ ต้องจ่ายแคลอรี่ มีพลังงานได้ลาภมาสมใจ ทำได้ สร้างสมใจ แล้วยิ่งเขามาซื้อมาหาได้แล้ว สร้างอันนี้ได้แล้ว อย่างที่อาตมาอธิบาย สร้างอะไรได้สิ่งหนึ่ง แล้วเอาสิ่งนี้ไปให้คนอื่นคิดราคาขี้โกง โก่งราคา เอามาให้มากกว่าทุน โลภโมโทสันได้มาก ได้เท่าไหร่ก็ยิ่งดีใจ ฟูใจ ชื่นใจ จิตใจก็ยิ่งพอง ดีอกดีใจ อย่างนั้นยิ่งผิดใหญ่ แล้วก็ถือว่านั่นแหละลาภของเรา ยศตำแหน่ง อธิบายกันไม่ออกแล้ว ยศตำแหน่ง ใครมีความสามารถอะไรอย่างที่อาตมากล่าวมาแล้ว ก็พอรู้ๆ แต่ก็กลายเป็นยศ ก็คือเขาตั้งให้เราเป็นใหญ่ตรงนี้ กลายเป็นอย่างนั้นไปเลยยศ เขาตั้งเป็นเจ้าบ้าง เป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นกำนัน เป็นผู้ที่ควบคุมดูแลอันนั้น ตั้งให้เป็นผู้คุมดูแล ทั้งๆที่ไม่มีความสามารถ ไม่มีความรู้ ซึ่งมันก็ผิด แต่ถ้าถูกก็คือ ผู้มีความรู้ ความสามารถ เขาก็ตั้งให้ไปดูแลอันนั้น ทำงานอันนั้น รับผิดชอบอันนั้น อันนั้นก็ถูก แล้วคนไหนทำได้ดีเท่าไรก็ตั้งลำดับกัน เก่งเท่านั้น เท่านี้ก็ เอาค่าตัวค่าแรงอะไรไป ให้ค่าตัว ให้ค่าแรง แต่เดิมผู้ใหญ่บ้านก็ไม่มีเงินเดือนนะ ในหมู่บ้านนี่ รู้กัน ใครดี ผู้นี้เป็นผู้ใหญ่ของหมู่บ้าน เป็นผู้ที่น่าเคารพนับถือ มีความสามารถที่จะพึ่งพาอาศัยกันได้ ก็ไปเป็นผู้ใหญ่บ้าน ก็เรียกว่าผู้ใหญ่บ้าน ไม่มีเงินเดือนเงินดาวน์อะไรหรอก มีเกียรติ รับผิดชอบ เอาภาระดูแล เป็นที่พึ่งพาของหมู่บ้าน เพราะเป็นผู้ใหญ่ ช่วยคิด ช่วยนำทำ หรือว่ารับใช้ทดแทน ช่วยเหลือเฟือฟาย มีความสามารถ มีความรู้ สามารถช่วยเหลือ เฟือฟายลูกบ้านได้ หรือว่าคนในย่านนั้น กลุ่มนั้น สังคมนั้น สามารถเป็นผู้ที่จะพึ่งพาอาศัยได้ เขาก็ยกให้เป็นผู้ใหญ่ แล้วก็ผู้ใดมีความสามารถจริง เป็นผู้ใหญ่จริง ก็มีประโยชน์ คุณค่า ต่อคน กลุ่มนั้น โดยสุจริตใจ ไม่มีเงินดาวน์เงินเดือน จะได้รับความนับถือ บูชา เคารพ เพราะมีคุณค่า มีประโยชน์ต่อหมู่บ้าน อย่างนี้เป็นต้น นี่โดยสัจจะ แต่เดี๋ยวนี้ เอาไปเอามา ก็กลายเป็นเรื่องสร้างอำนาจ สร้างทรัพย์ศฤงคาร อะไรต่ออะไร อย่างโลกๆไปหมดเลย สังคมเลยเห็นแก่เงินทอง เห็นแก่อำนาจ ยศ ศักดิ์ เห็นแก่ความโด่งความดัง แล้วก็หลงในความสุข โลกียสุข ที่ได้มาเสพสม มาสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เลยมีแต่แสวงหาเพื่อที่จะมีความสุข คือจะต้องเสพสมใจ ได้ลาภมาสมใจก็สุข ได้ยศมาสมใจก็สุข ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ก็สุข อำนาจบาตรใหญ่ได้มากเท่าไหร่ก็สุข ได้โด่งดัง สรรเสริญ เยินยอ ยกย่อง จะถูกจะผิดไม่รู้ จะดีจะงามอะไรไม่รู้ ขอให้มันดังอย่างเดียว ก็เลยหลงตัวดังอย่างที่อาตมาอธิบายไปเมื่อวานนี้คร่าวๆ ดังด้วยความลามกจกเปรตอะไรก็เอา ดังด้วยความพิลึกพิเรนอะไรก็เอา ขอให้ดัง ดังแล้วก็มีคนมารับช่วงด้วยนะ ถ้าดังแล้วเขาก็มาจ้างเสียอีก ไปเป็น Presenter อย่างที่ว่า ไปเป็นผู้ที่จะเสนอนำพาสินค้าของเขาออกมาขายได้ เลยไปกันใหญ่เลยเดี๋ยวนี้ จะดังอะไรก็ดังได้ แล้วก็นำพาให้ตัวเองเป็นอยู่อย่างได้เงิน เงินตัวเดียวเป็นฤทธิ์ใหญ่เลย เป็นแก้วสารพัดนึก เพราะฉะนั้นอะไรเป็นทางที่จะได้เงิน จะใหญ่ทั้งนั้น วิเศษวิเสโสไปหมด ได้มาด้วยอะไรก็ไม่รู้เรื่อง แล้วก็หาวิธีการเชิดชูกัน ยกย่องกัน เพื่อที่จะมาเป็นตัวเด่น ตัวเงินตัวทอง พูดมาถึงตัวเงินตัวทองแล้วรู้จักไหม เขาเรียกตัวอะไร บางคนไม่รู้ นั่งเด๋อๆ รู้ไหมตัวเงินตัวทอง เขาเรียกตัวอะไร รู้มั้ย หา? ไม่รู้จริงๆ ใครรู้บ้าง ยกมือขึ้นซิ เขาเรียกตัวอะไร ตะกวดเหรอ? เหี้ยต่างหากเล่า ตะกวดนั่นอีก มันอาจจะเป็น Species เดียวกันนะ ว่ามันแยก มันอาจจะเป็นหา? Species เดียวกัน แต่คนละ Phylum แหม อาตมาก็ไม่ค่อยจะถนัด บางทีก็สลับกันนะ ภาษาไทย ภาษาฝรั่ง อะไรกันแน่ ภาษาไทยว่าไง เอาล่ะ ผ่านไป คือมันอาจจะหมู่เดียวกัน ตระกูลเดียวกัน แต่ว่าแยกแตกแขนงไปอีกหน่อย เช่นว่า พันธุ์คนเป็นต้น แต่ก็ยังแยกคนในตระกูลต่างๆออกไปอีก หลายๆตระกูล พวกเรานี่ พวกมองโกลอยด์ พวกอื่นเขาก็มีพวกอะไร พวกคอเคเชี่ยน พวกนิกรอยด์ มีอีกหลายเผ่าหลายตระกูลคล้ายๆกัน ตะกวด ก็เหี้ย นี่ก็เป็นใกล้ๆกัน จะเรียกว่าตระกูลว่าพันธุ์ ก็ว่าไป มันก็อันหนึ่ง แต่ก็แยกกันไป มันคล้ายกัน พวกคำที่ภาษาไทยเขาเรียกว่าพวกตัวเงินตัวทองนี่ เขาเรียกเหี้ย ฟังแล้วพูดไปพูดมาวนไปถึงต่ำ เพราะฉะนั้นก็กลายเป็นตัวเงินตัวทอง กลายเป็นคนที่ทำเงินทำทอง เอาหมดก็สมมุติกันไป ก็ชอบเงินแพงๆ ก็ซื้อ สามารถซื้อเพื่อมาประดับเป็นสุข ได้รับรสความพอใจ เปลืองเปล่า ผลาญพร่า เสียเวลา เสียทุนรอน เสียแรงงาน แรงทางกาย แรงทางความคิด มันก็เป็นชีวิตที่เปลืองเปล่า เกิดมาชาติหนึ่ง ทุนรอนก็เอาลงไปในเรื่องที่เราติดยึดอุปาทาน อะไรเพื่อเสวย เพื่อเสพ มันเป็นสุข หลงว่ามันเป็นสุข เอามาเสพสม สุขสม ได้อะไรมาสมใจอะไร ก็เป็นสุขไปหมด เมื่อมาเรียนรู้สัจธรรมดีๆแล้ว ถ้าเรารู้จักสาระแก่นสารแล้ว เราก็ทำตนให้เป็นผู้ที่เป็นไปได้ จิตวิญญาณนี่เข้าใจก่อน แล้วก็ฝึกฝนให้มันได้ตามความติดยึด ที่เรียกว่าอุปาทาน ความติดยึดอย่างนั้น ความเป็นตัณหาอยากได้อย่างนั้น ความมีกิเลส ความโง่เง่า กิเลสก็คือตัวโง่เง่า ตัวที่หลงไป ต้องผลัก ต้องดูด อยู่อย่างนั้นแหละ เรียกว่ากิเลส เราก็มาเรียนรู้ความจริงเสีย นี่อาตมาพูดสรุปๆนะ จนกระทั่งเราฝึกฝนเป็นคนสามารถสร้างได้จริง ลาภก็เกิดจริง เป็นคนมีลาภเพราะเราสร้างสรร เป็นคนไม่งอมืองอเท้า ขยันหมั่นเพียร แต่ละวันๆ อดทนแข็งแรง มีฝีมือ มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพจริงๆด้วย มีความรู้ มีความสามารถ แล้วก็ สร้าง สร้างอย่างที่เรียกว่าไม่แลก อย่างที่อาตมาว่านี่ สามารถสร้างขึ้นมาได้โดยสัมมาอาชีพ สร้างแล้วไม่ต้องไปแลกเปลี่ยน เอาอะไรตอบแทนคืนมา ลาเภน ลาภัง นิชิคิง สนตา ไม่ต้องเอาอะไรจะแลกกัน ลาภแลกลาภ ไม่ต้องเอาอะไรแลกอะไร ให้เขาได้ฟรีเลย จะเป็นวัตถุ ก็ให้วัตถุ จะเป็นแรงงาน ก็ให้แรงงาน เป็นความรู้ ก็ให้ความรู้ ไม่ต้องคิดค่าความรู้ ไม่ต้องคิดค่าแรงงาน ทางกาย ทางสมอง ไม่ต้องคิด ใครเขาจะให้ตอบแทน ไม่ให้ตอบแทน เลิก เลิกคิด ผู้จะให้ตอบแทน แต่ถ้าคนที่จะตอบแทนบุญคุณ เป็นคนดีมั้ย? ก็ดี เพราะฉะนั้นเราเองเราจะต้องเป็นคนที่ต้องรู้จักบุญคุณคน แล้วก็ตอบแทนบุญคุณคน เป็นเรื่องดี คนที่เขาทำประโยชน์ให้แก่เรา เราไม่ตอบแทนเขา ไม่เกื้อกูล ไม่มีผลประโยชน์อะไร แม้แต่ธรรมดาก็เป็นหนี้ โดยศัพท์ธรรมดาก็คือ เป็นหนี้ เขาให้เรา เราไม่ให้อะไรตอบแทน ก็คือเป็นหนี้อยู่แล้ว ถ้าเราได้ให้เขา โดยเขาไม่ให้เราตอบ เราก็เป็นเจ้าหนี้ เป็นเจ้าหนี้กับเป็นลูกหนี้ อะไรดี? เป็น ลูกหนี้ดีนะ มีเครดิต (พ่อท่านหัวเราะ) เอาละ แย้งไปได้คนจะแย้ง จะดำน้ำแย้ง เป็นลูกหนี้ดีนะ มีเครดิต ถ้าไม่มีเครดิต เป็นลูกหนี้ไม่ได้หรอก นี่เป็นลูกหนี้ 200 ล้าน นี่เขาให้เลยนะ เขาเชื่อถือ แล้วเราก็สามารถมาซอกๆๆ หาตั้งร้อยล้านไปใช้หนี้เขาได้ ก็ทำซิ สมัยนี้เขาเครดิตกันเก่ง เขาก็พยายามเป็นคน เป็นลูกหนี้ที่สามารถ สมัยโบราณ เป็นเจ้าหนี้ดี เดี๋ยวนี้เขาเป็นเจ้าหนี้ไม่เก่งหรอก เป็นลูกหนี้เก่ง ให้ธนาคารเถอะเป็นเจ้าหนี้ เราสามารถ ธนาคารนี่ ยกโทรศัพท์ นี่ขอสักพันล้านซิ เที่ยวได้ตามทวงหนี้กันยุ่ง แต่เป็นลูกหนี้นี่ไม่ต้องไปตามทวงเขา เป็นลูกหนี้ เขา มาตามทวงเอง ยิ่งใหญ่กว่า นี่มันคิดกลับกันไปหมดแล้ว แต่ที่ถูกที่ต้องโดยสามัญ ก็คิดออกว่า เป็นเจ้าหนี้ดีกว่า เป็นความยิ่งใหญ่กว่าเป็นลูกหนี้ใช่มั้ย? เราก็เป็นเจ้าหนี้ ฝึกตนเป็นเจ้าหนี้ หรือฝึกตนเป็นผู้ให้ เป็นผู้มีคุณค่าเหลือ จะเป็นเจ้าหนี้ข้ามชาติไปอีกกี่ชาติ ก็เป็นไปสิ ไม่ต้องไปทวง เขามาคืนหรอก คนดีเขาก็ตอบแทนบุญคุณคืน คนไม่ดีเขาไม่ตอบแทนบุญคุณก็เป็นสัจจะ คนไม่ดี เขาก็ไม่ตอบแทนบุญคุณ ไม่กตัญญูกตเวที ก็ไม่เป็นไร เราก็ไม่ต้องไปติดยึดอะไร ถ้าเราร่ำรวยพอ เราเป็นเจ้าหนี้พอ เป็นคนมีบุญมีคุณมาก แล้วเราก็เป็นคนกินน้อยใช้น้อย เป็นคนไม่เปลือง ไม่ผลาญ ไม่ไปหลงในโลกียสุขอะไรมากมาย ชีวิตเกิดมากี่ชาติๆ ก็ไม่มีปัญหา มีสันโดษ มีความพอ ง่ายๆ ชีวิตง่ายๆ กินใช้ง่ายๆ ไม่ต้องมากต้องมาย แต่เรามีประสิทธิภาพมาก ประสิทธิ ภาพสูง สามารถสร้างสรร แจกจ่ายเจือจาน โอ้โห เจ้าหนี้ เป็นเจ้าบุญเจ้าคุณ แต่อย่าไปหลงตนเองว่าเป็นเจ้าบุญเจ้าคุณ มันเป็นมานะ พระพุทธเจ้าสอนไว้หมด มานะสังโยชน์ ความหลงตัวใหญ่ หลงดีตนเอง แล้วก็ไปเบ่ง ไปข่ม ไปทวงหนี้ ทวงบุญ ทวงคุณเขา ไปติดยึดตัวเองว่าตัวเองมี ตัวเองดี ก็ไม่ต้องไปทำตัวเองเป็นตัวเป็นตน ไม่ต้องนึกว่าเราเองนี่มีดี และก็เอาดีนั้นไปเที่ยวได้สร้างอิทธิพลอะไร ไม่ต้อง สร้างดี ทำดี ใครจะเห็นว่าเป็นอิทธิพลหรือไม่ มันก็เกิดเองของมันโดยสัจจะ ซับซ้อนลึกซึ้ง อาตมาพูดไปอีก มันจะยิ่งซ้อนๆ ก็คงจะยิ่งเข้าใจยาก ก็ขอตัดไว้แค่นี้ สรุปแล้วชีวิตเกิดมานี่ ก็เพื่อมาเรียนรู้ เพื่อมาศึกษา บอกแล้ว และก็เพื่ออบรมฝึกฝนตนให้เป็นคนที่เข้าใจอะไรได้ดี แล้วก็รู้จักปล่อย รู้จักวาง รู้จักติด จักยึด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนไม่มีพลัง ไม่มีความปรารถนาดี ไม่มีความต้องการ เป็นคนเฉยๆ เฉื่อยๆ ไม่ใช่ มีความปรารถนาดี มีความมุ่งหมาย มีความต้องการดี สร้างดี โดยไม่ต้องเอามาบำเรอตน เอามาสนองอารมณ์ตน ไม่ต้อง ฝึกเข้าไปเถอะ แล้วจะเป็นคน โอ้โห วิเศษ จนกระทั่งไม่เหลือตน ไม่เห็นแก่ตน ไม่เหลือตัว ไม่เห็นแก่ตัว เป็นคนที่มีแต่เห็นแก่ผู้อื่น เห็นทุกข์ของผู้อื่น ช่วยเหลือผู้ที่เป็นทุกข์ โดยตนเองเบิกบาน แจ่มใส สบาย ยิ่งอยู่กับหมู่ที่มีทฤษฏีเดียวกัน มีหลักการเดียวกัน ความเห็นตรงกัน เรียกว่าเป็นพวกที่มีศีลสามัญตา มีทิฐิสามัญตา มีหลักการของสังคมชีวิตเหมือนกันเรียกว่าศีลสามัญตา มีความ เห็น ความเข้าใจ มีปัญญาสอดคล้องกัน เรียกว่าทิฐิสามัญญตา ก็ยิ่งจะอยู่ด้วยกันอย่างมีระบบ มีจารีต มีประเพณี มีวัฒนธรรม มีพฤติกรรม มีกิจกรรม มีพิธี กรรมอยู่ร่วมกัน เป็นสังคม นี่ชาวอโศกเรามีพฤติกรรมอย่างนี้แหละ มีกิจกรรม หรือมีกิจการอย่างนี้แหละ อย่างบุญนิยม มีพิธีกรรมอย่างนี้แหละ ตื่นเช้ามา ก็สวดมนต์ สวดอย่างนี้ มีพระบาลีนำแล้วก็สวดหน่อย เรามีบทสวดมากกว่านี้อยู่ แต่ว่าพาสวดพวกคุณ สวดแต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เท่านั้น แต่ก็ไม่สวดมากนักหรอก แต่เราเรียน ที่เราสวดก็สวดเป็นคำประณามคาถา เป็นคำที่ยกย่องเชิดชู บูชา ประณาม แปลความหมายได้ 2 อย่าง ประณาม แปลว่า ประจาน ดูถูก ดูแคลน แต่ที่อาตมาพูดนี่ ประณามคาถาแปลว่า คาถา ประณามคาถา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ได้มาประจาน ไม่ได้มาดูถูกพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่มายกย่องเชิดชู ประณามแปลว่ายกย่อง เชิดชู บูชา ประณาม แปลได้ทั้ง 2 อย่าง หลายๆอย่าง ที่จริงแล้ว คำภาษานี่ จริงๆแล้ว คนเราใช้จนกระทั่งเป็นทั้ง 2 อย่าง พอถึงเวลามันพลิกกลับ มันก็จะเอามาใช้อย่างหนึ่ง เวลาพลิกกลับ มันก็จะใช้อีกอย่างหนึ่ง คล้ายๆกะดีกับชั่ว ดีมีความหมายอย่างหนึ่ง ชั่วมีความหมายอย่างหนึ่ง พอมันพลิกกลับแล้ว ทุกวันนี้ รู้มั้ยว่า ดีนี่เกือบจะแปลว่าชั่ว ชั่วก็ไปแปลว่าดี เดี๋ยวนี้นะเกือบแล้ว กงจักร แปลว่าดอกบัว ดอกบัวแปลว่า กงจักร เดี๋ยวนี้คนเราไม่รู้เรื่อง มันสับสนอย่างนี้ อาตมาพูดไปมันยิ่งจะไปซับซ้อน นึกประเดี๋ยว คุณจะยิ่งเมา ยิ่งจะงง เพราะฉะนั้นอาตมาก็เอาไว้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน

ถอดเทปโดย รัศมี ตรวจทาน 1 โดย สม. ปราณี 13 ต.ค. 36 พิมพ์โดย สม. มาบรรจบ ตรวจทาน 2 โดย โครงงานถอดเทป 15 ต.ค. 36 เข้าปกโดย สมณะพรหมจริโย คุณพอจริง เขียนปกโดย สมณะตถภาโว

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน