360823 ฝึกเรื่องอาหารสู่อรหันต์ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ .docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2536
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์358 KB
วันที่แก้ไข15 มีนาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

360823 ฝึกเรื่องอาหารสู่อรหันต์ โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

ฝึกเรื่องอาหารสู่อรหันต์ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้าวันที่ 23 สิงหาคม 2536 ณ พุทธสถาน สันติอโศก

มาฟังธรรมะกันต่อนะ เราเรียนไปน่ะ เรียนปริยัติแล้วก็ปฏิบัติ พยายามถ้าเราปฏิบัติ มี 4.5.7.8 มีโพธิปักขิยธรรมกันได้จริง แล้วสามารถที่จะปฏิบัติให้เกิดสมาธิ หรือเป็นฌาน เป็นองค์ของสมาธิที่เป็นฌาน องค์ความละเอียดลออที่เป็นมุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต เป็นองค์ธรรมของความเป็นฌานในสมาธิ มีสมาธิแล้วก็มีสภาพจิตอ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ดังที่ท่านแปลในพระไตรปิฎกนี่ ซึ่งเราก็ได้เอามาขยายความที่อาตมาหยิบมาอธิบายสภาวะให้พวกเราได้รู้ได้เข้าใจกัน ถ้าไม่เกิดสภาพพวกนี้จริง เราก็ไม่มีความสามารถจริง เมื่อไม่มีความสามารถ ผลจริงก็ไม่เกิด แต่เราปฏิบัติอยู่นี่ เราจะรู้ได้ว่ามันไม่ใช่เรื่อง อยู่ดีๆ แล้วมันก็จะเป็นง่ายๆขนาดเราเข้าใจนะ ได้พูด อาตมาอธิบายๆพูดมาตั้งหลายปีแล้ว แล้วเราก็พยายามไปฝึกกัน มันก็ยังไม่สามารถที่จะเป็นไปได้ หรือว่าทำได้สำเร็จ มีประสิทธิภาพที่เด็ดขาด ที่เรียกว่าแววไว ดัดได้ง่าย พอรู้ก็รู้เท่าทันเร็ว วิจัยออกนี่เป็นเวทนา นี่เป็นตัณหา ในเวทนามีลักษณะอย่างไร วิจัยออกไปอีกได้อีก ชัดเจน เราจะวิจัยได้ เราจะแยกแยะออกได้ จะแววไว จะชาญฉลาด ประสิทธิภาพของจิตวิญญาณ ประสิทธิภาพของญาณ วิจารณ- ญาณ ด้วยธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ที่มันจะสามารถวิจัยออก แล้วก็ยังทำให้มันหยุด ทำให้มันลด มันละ มันจาง มันคลาย มันตายอย่างชัดเจน มีญาณรู้ชัดเจน ว่ามันลดมันละมันตาย มันก็ไม่ใช่ง่ายๆนะ แต่เราก็เรียน แล้วก็เพียรละ อาตมายังไม่เห็นเลยว่า ชีวิตคนเรานี่มันจะเพียรอะไรไปได้ดีกว่าการศึกษาที่พระพุทธเจ้าท่านพาเ

อ่านต่อ

ป็น ไตรสิกขานี่ ศีล สมาธิ ปัญญา นี่ แล้วมันก็จะมีผลวิมุติ เรามองไม่เห็นทางไหนที่จะประเสริฐ เกิดมาเป็นคนแล้ว เราก็ได้ทำงานทำการสร้างสรร จะขยันจะเพียรกันขนาดไหน จะมีประสิทธิภาพขนาดไหน ก็เป็นความจริงที่เราทำได้เหมือนกันกับโลกที่เขาดิ้นรน ต้องการ เขาดิ้นรนต้องการความเจริญ ความสามารถ แต่เขาไม่รู้บาป ไม่รู้บุญ ทำไปทำมา เขาก็มีแต่เป็นหนี้ เป็นบาป เขาไม่รู้ตัว เพราะว่าไม่ได้อยู่ในหลักของทาน ศีล ภาวนาอะไร ไม่ได้อยู่ในหลักนั้น เพราะฉะนั้น เขาไม่มีทาน นอกจากไม่มีทานแล้ว ยังก่อให้เกิดจิตโทสะ จิต โลภ จัดจ้านขึ้นไปด้วย จิตโทสะ จิตแข่งดี แข่งเด่น เอาชนะคะคาน เอาเปรียบเอารัด หนักเข้าก็โทสะแรง รุนแรง ฆ่าแกง ทำร้ายทำลายกัน เป็นบาปซ้อนๆๆเข้าไปอีก แล้วเขาไม่เข้าใจ ส่วนพวกเรานี่ จะพัฒนาความสามารถเหมือนกับอย่างโลกๆเขาก็ได้ ลาภมากก็ได้ แต่เราก็ไม่ต้องไปเอาลาภแลกลาภอะไร เราไม่ต้องได้ลาภ ลาภได้มาเราก็ทาน แจกจ่ายเจือจานเกื้อกูลไป ชีวิตเราก็เป็นสุขนะ ถ้าเข้าใจ แล้วเราสร้างสรรได้ เราก็แจกทานได้ เกื้อกูลได้ เสียสละได้ แล้วเราก็เข้าใจว่านี่เป็นคุณค่าของจริงๆเลย มันหมดค่าอย่างไร อาตมาก็อธิบายแล้ว ค่าลด เพราะว่าเราเอาไปแลกเปลี่ยนกลับคืนมามันหมด แล้วยิ่งไปเอาเปรียบเขามา ก็ยิ่งเป็นบาป เป็นหนี้เข้าไป ไม่ได้เป็นค่าเป็นเค่ออะไร ไม่ได้มีค่าของบุญอะไร หมดบุญไปตั้งไหนๆแล้ว ยิ่งขยัน ยิ่งสร้างสรร ยิ่งมีลาภ มีอะไรมาก็ยิ่งหมดบุญ บุญยิ่งลด ไม่ใช่บุญยิ่งมาก ได้แต่บาป ได้แต่หนี้ เขาไม่เข้าใจนะ ซึ่งพวกเราฟังแล้ว อาตมาเชื่อว่า พวกคุณจะเห็นชัดเห็นเจนยิ่งขึ้น อาตมาพูดซ้ำพูดซาก ยกตัวอย่าง ยกเรื่องราว องค์ประกอบอะไรที่มันเป็นสภาวะ มันเป็นประสบการณ์ มันเป็นเหตุปัจจัยที่เกิด ที่เป็นที่มีอยู่ในสังคมมนุษยโลก พวกเราก็มีประสบ ก็ผ่าน หรือแม้แต่เราไม่ไปทำ คนอื่นเขาทำ ก็เห็นอยู่หลัดๆ มันหยาบอย่างไร มันชัดเจนอย่างไร ก็รู้อยู่ว่า นั่นน่ะเป็นเรื่องของบาปของบุญยังไง เราได้รู้ชัดรู้เจนน่ะ ได้ทำแบบฝึกหัดมาให้พวกเราได้ฝึก แล้วลองไตร่ตรองทบทวน สังเกตสังกาอ่าน แล้วก็บันทึก ทำขึ้นมาแล้ว แล้วเราก็ได้ทำกันไปแล้ว ผู้เอาใจใส่ก็ทำ ผู้ไม่เอาใจใส่ ก็แล้วไป เพราะว่าอันนี้เป็นของฟรี เป็นเรื่องของส่วนตัวบุคคล ผู้ใดใฝ่ใจขวนขวายเอาก็เอาอยู่ในวงแคบนะ ทำกันไม่ได้มากได้มายอะไรหรอก ไอ้นี่ทำออกไป 300 แผ่น กลับคืนมาไม่ถึงครึ่งหรอก ที่ส่งคืนมา ที่อาตมารับคืนมา มาอ่าน มาตรวจดูบ้าง ส่งคืนมาไม่ถึงครึ่ง เอาวันนี้ก็แจกอีก 300 แผ่น แบบฝึกหัดต่อไป ลองทำกันดู แบบฝึกหัดมันเป็นอย่างนี้ เทศกาลเข้าพรรษา 2 สัปดาห์แห่งการฝึกกำหนดรู้ในเรื่องกิน ใน 7 วันต่อไปนี้ทุกขณะที่ท่านเลือกหยิบ ตักอาหาร ขอให้ท่านมีสติกำหนดรู้ในอายตนะดังนี้ เพราะอาศัยตา (อายตนะภายใน) และรูป (อายตนะภายนอก) เกิดจักษุวิญญาณ (ความรู้สภาพนั้นๆได้ด้วยตา) เกิดจักษุวิญญาณนี่ คือความรู้สภาพนั้นๆ ได้ด้วยตา รวมธรรมะทั้ง 3 ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม (อทุกขมสุขเวทนา) เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา (ความใคร่อยาก หรือต้องการ) ขอให้ท่านตามกำหนดรู้จิตของตนว่า มีการสืบต่ออย่างไร จนกระทั่ง เกิดกรรมกิริยาในการเลือกที่จะกินในสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรืออ่านจิต อ่านใจของเราเลย แล้วก็มีกรรมกิริยาของเราอย่างไร อ่าน แล้วมันจะเกิดยังไงจริงๆ เราจะตัดสินยังไง เราจะทำยังไง เรียนรู้สภาวะจริงๆ กติกาก็คือกติกาในมื้ออาหารของท่าน ขอให้ท่านตักในสิ่งที่ท่านชอบที่สุด และไม่ชอบที่สุด (ถ้าไม่แน่ใจว่าอันไหนคือสิ่งที่ไม่ชอบที่สุดก็ให้ตักสิ่งที่ไม่ชอบเผื่อไว้หลายๆอย่าง) จะได้อ่านชัดว่า ไอ้สิ่งที่ไม่ชอบนี่ เวลาเราจะตักเข้าปาก เวลาจะอะไร จะได้รู้อาการมันชัด เพราะผัสสะไม่จริง บางทีเราไม่รู้เรื่องหรอก มีภาวะจริง ผัสสะจริงนี่ ถึงจะเกิดรู้กิเลสที่แท้จริง บทฝึกต่อไปนี้คือ ขณะที่ท่านฉัน หรือรับประทานอาหาร ขอให้ท่านมีสติกำหนดรู้ในอายตนะดังนี้ เพราะอาศัยลิ้น (อายตนะภายใน) และรส (อายตนะภายนอก) เกิดชิวหาวิญญาณ (ความรู้สภาพนั้นๆได้ด้วยลิ้น) รวมธรรมะทั้ง 3 ประการ เป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม คำข้าวใด ที่ท่านได้เคี้ยวกินแล้ว รู้สึกเป็นสุข อร่อย เพลิดเพลิน มีความกำหนัด (เคหสิตโสมนัส) เกิดเป็นเวทนาที่มันเป็นสุขเป็นรสอร่อย เป็นเพลิดเพลินแล้วละนะ เป็นเคหสิตโสมนัส คืออร่อยละ อร่อยอย่างชาวบ้านละ คำข้าวใดที่ท่านได้เคี้ยวกินแล้ว รู้สึกเป็นทุกข์ไม่อร่อย จะไม่อร่อยอย่างไร ก็แล้วแต่ จืดไป จัดไป หรือว่า เกิดความไม่ชอบ ไม่ยินดี (เคหสิตโทมนัส) คำข้าวใดทีท่านได้เคี้ยวกินแล้วรู้สึกเฉยๆ ไม่สุข ไม่ทุกข์ เคหสิตอุเบกขา เดี๋ยวจะได้อธิบายกันนะ เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา (ความใคร่อยากต้องการที่จะกินอีกเยอะๆ ต่อไป ก็จะกินอีก หรือว่าความไม่ต้องการที่จะกินอีกต่อไปแล้ว มันไม่ชอบ มันก็ไม่อยากจะกินต่อ ถ้ามันชอบ มันก็อยากจะกินต่อไปเยอะๆอะไรก็แล้วแต่) ขอให้ท่านตามกำหนดรู้จิตของตนเองว่า มีการสืบต่ออย่างไร กำหนดรู้ความกำหนัดเพลิดเพลิน และความไม่ยินดีว่ามันไปทางลบ หรือทางบวก อย่างไรก็อ่านดูดีๆ บรรเทาเวทนาเหล่านี้ วิเคราะห์วิจัยในเวทนา เวทนาเราเรียนมาแล้วถึง 108 ด้วยความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา (4.5.7.8 เท่ากับเนกขัมมะ แม้จะเป็นโสมนัส หรือโทมนัส ควรรู้ให้ชัด) ในเมื่อมันเป็นเคหสิตะอย่างไร ก็อ่านเวทนาเหล่านั้น ด้วยความรู้ที่เราเล่าเรียนมานั่นแหละ เอามาเอาใช้ตอนนี้ ว่าเราได้เนกขัมมะในเคหสิตะนั้นหรือไม่ มันเกิดอาการเคหสิตะเหลืออยู่ไหม มันเป็นรสชอบใจ ก็เป็นโสมนัสเคหสิตโสมนัส หรือว่ามันเป็นรสไม่ชอบใจ เป็นเคหสิตโทมนัส อย่างไร หรือว่ามันเฉยๆ แล้วเฉยอย่างไร ละ เคหสิตอุเบกขา หรือเฉยเพราะเรากำลังสังวรระวัง เมื่อใดไม่สังวรระวัง เมื่อใดสังวร เมื่อใดไม่สังวร ก็บางทีก็ไม่รู้เรื่อง เฉยๆ อะไรก็ไม่รู้ ชอบหรือไม่ชอบก็ไม่รู้ แต่ถ้ารู้ถึงขนาดว่าเราก็ไม่ชอบ เราก็ชอบหรือไม่ชอบ โดยที่เราเอง มีสติสัมปชัญญะพิจารณานี่นะ เราจะรู้ละเอียดลงไปเลยว่า ในขณะที่เราพิจารณาอุเบกขา นี่ หรือว่ามันเกิดอุเบกขาจริงๆนี่ มันอุเบกขาเพราะว่าเราเอง กำลังเนกขัมมะ หรือว่า อุเบกขาเคหสิตเราจะรู้ ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะ อย่างที่บอกไปแล้วนี่ ถ้ามีสติสัมปชัญญะแล้ว เราจะวิจัย แล้วมันจะอ่านออก เออ นี่มันเฉยนะ เราไม่อร่อย หรือว่าไม่รู้สึกชอบ ไม่รู้สึกเราได้ระงับได้แล้วไม่รู้สึกชอบ หรือยังรู้สึกชอบอยู่หน่อยๆเออ มันชื่น มันชอบ มันดูด มันดึง หรือว่ามันยังชังๆ มันยังรู้สึกว่า แหม มันไม่ค่อยอยาก มันไม่ค่อยอยากจะ มันผลัก มันเป็นโทมนัส หรือมันเป็นโสมนัส ถ้าในขณะที่เรารู้นี่ ถ้าเราฝึกมันมีสติสัมปชัญญะ ปัญญาวิจัยจริงๆ ก็เป็นขณะกำลังเนกขัม-มะ ขณะที่เรากำลังปฏิบัติทีเดียว ทำเนกขัมมะ กำลังทำออก มันสู้ได้บ้าง ไม่สู้ได้บ้าง ก็ถือว่ากำลังเนกขัมมะ กำลังทำออก มันออกไม่ได้ หรือออกได้ สลัดได้ หรือไม่ได้ ระงับได้ หรือไม่ได้ ทำได้จริง พยายามทำความแยบคายให้เพิ่มขึ้นทุกวันๆนะ ทุกวัน ทำแบบฝึกหัด ที่ 1 คือโทสะ ควบไปกับแบบฝึกหัดแบบฝึกนี้ ตลอด 7 วันนี้ แบบฝึกหัดที่ 1 ก็ให้ไปแล้ว ทำมาแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่า กระดาษแผ่นนั้นทำมาแล้ว แล้วก็จะจดแล้ว ส่งแล้ว ทิ้งแล้ว ลืมแล้ว ทำแบบฝึกหัดที่ 1 ไม่ได้ มันก็ไม่ใช่อย่างนั้น ขี้เก๊อย่างนั้น ก็เอาก็แล้วไป ถ้าขี้เก๊ ก็สอบตกอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้น ใครได้แบบฝึกหัดที่ 1 แล้วนี่ ทำแล้วก็ทำต่อ ทำไปด้วยโทสะ ไอ้นี่เป็นราคะ หรือเป็นโลภะ นี่เป็นราคะที่แท้จริง หรือเป็นกำหนัดที่แท้จริง ท่านได้ทำการปฏิบัติในเรื่องโทสะอย่างไร ในสัปดาห์ ข้างหลังนี่ ก็มีที่ไว้ให้เขียนต่ออีกหน่อย มีการกำหนดรู้ และวิจัยสภาวทุกข์อย่างไร โทษของโทสะเป็นทุกข์อย่างไร ก็ในกระดาษแผ่นนี้มีไว้ เตือน มีไว้ให้ด้วย ท่านบันทึก ทุกข์ให้ท่านได้เห็นทุกข์อริยสัจอย่างไรบ้าง จากการกำหนดรู้ในเรื่องกิน ก็บันทึกลงไปน่ะอันนี้ เป็นแบบฝึกหัดที่ 2 นี้ เอาเรื่องกินนี่ทำดู ทีนี้ฟังดูนะ ทุกขสูตรในพระไตรปิฎก เล่ม 18 เก่ง ทำเก่ง เอาเถอะจะมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ เป็นซึ่งคนมีปัญญารู้ก็รู้ แต่มันต้องอ่านให้ออก ว่าชอบหรือไม่ชอบ คุณเองคุณแน่ใจแล้วหรือ คุณไม่ชอบแล้ว หรือชอบแล้ว คุณเป็นกลางๆน่ะ ถ้าคุณเป็นกลางๆ แล้วนะ จิตของคุณว่างจากอาหาร จากกิเลสในอาหารแล้ว คุณก็ตักเอาแต่ประโยชน์ที่สุด ก็เชิญเถอะ เป็นพระอรหันต์แล้วในเรื่องนี้ก็เชิญ ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าคุณยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ คุณก็จะต้องอ่านให้ออกเลยว่าคุณชอบ หรือไม่ชอบ ไอ้ประโยชน์คุณจะประกอบคิดอ่านไปด้วยก็ได้ แต่ตอนนี้ อาหารเราถือว่า เราเอามาให้กินนี่ เป็นอาหารที่เป็นประโยชน์แล้ว แต่ถ้าคุณจะเรียนรู้ด้วยว่า เออ อาหารนี่ มีประโยชน์ ไม่มีประโยชน์ จะเลือกเอาที่มีประโยชส์อีกก็ตามใจ ถ้าคุณจะเลือกอย่างนั้น คุณก็ต้องอ่านว่า ใจคุณชอบ หรือไม่ชอบในอาหารที่ทำมานั่นแหละ มีประโยชน์ ไม่มีประโยชน์ มันจะมีซ้อน อ่านไปเถอะ แล้วจะรู้ ในความจริงที่คุณถามนี่ มันมีมานะ มีการอวดดีอยู่อย่างหนึ่ง มันอวดดีว่า เอ๊ แล้วพิจารณาทำไม ชอบไม่ชอบ พิจารณามีประโยชน์ไปเลย ให้มันรับไปเลย เอาเถอะ คุณไปลองดู คุณจะเพ่งว่า อันไหนมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ คุณก็จะมีชอบ หรือไม่ชอบเหลืออยู่ด้วย ไปเรียนรู้ดีๆเถอะ นอกจากว่าคุณเป็นกิเลสเรื่องอาหารนี่ คุณมีอรหัตผลแล้ว เรียกว่าอุเบกขาแล้ว อทุกขมสุขแล้ว ไม่มีชอบ ไม่มีไม่ชอบแล้วจริงๆ นอกจากจะเป็นอย่างนั้นจริง คุณก็จะพิจารณาแต่ประโยชน์ได้จริงๆ แต่คุณในฐานะที่คุณเอง คุณยังไม่ถึงขั้นอรหัตผลในเรื่องอาหาร สภาพของชอบ ไม่ชอบมันจะมีอยู่ คุณไปเรียนรู้ได้ แล้วคุณจะพิจารณาเรื่องให้มันสูงกว่า ถึงขนาดพิจารณาประโยชน์ด้วยเลยก็เอา แน่จริงถึงขนาดในระดับต่อไป ในระดับขั้นสูงต่อไป ว่า เออ นี้ เราพิจารณาแต่ประโยชน์หรือไม่ประโยชน์ เพราะว่าเรื่องที่ชอบไม่ชอบเราไม่มีแล้ว สบายแล้ว เรื่องอาหารนี่ ผัสสะทางตา ผัสสะทางลิ้น ผัสสะทางกลิ่น ชิวหาวิญญาณ ฆานวิญญาณ จักขุวิญญาณ อะไรก็แล้วแต่ วิญญาณทางเห็นรูป มันได้กลิ่น มันได้รส หรือว่าได้สัมผัสแล้วก็เราก็สบาย เราไม่มีแล้ว ถ้าอย่างนั้น ก็จบ คุณก็พิจารณาเป็นประโยชน์ เราเชื่อว่า อาหารที่เอามาให้กินขณะนี้นี่ พวกเราที่เอามารับประทานกันนี่ มีประโยชน์ทั้งนั้นแหละ ไม่ขาดหรอก คุณกินเฉลี่ยไปพิจารณาในแง่ว่า มันชอบจัด หรือมันไม่ชอบจัด ให้มันชัด เป็นบทฝึกหัดต้นๆ ให้มันรู้ว่าอะไรที่มันชอบไม่ชอบชัดๆ เพราะฉะนั้น มันจะเลือกอันนี้มา เพื่อพิสูจน์ตัวเองก่อน ได้กลางๆนี่ มันจะพิสูจน์ยาก อาหารที่มันไอ้นี่เราจะว่าชอบก็ไม่เท่าไหร่ จะว่าไม่ชอบไม่เท่าไหร่ เพราะฉะนั้น เวลาเราจะเอามากินจริงๆนี่ มันจะไม่ค่อยชัด เพราะฉะนั้น อาหารไหนชอบมาก อันไหนที่ไม่ชอบมาก เลือกมา 2 อันนี้ พอเวลาตักเข้าปากแล้ว จะรู้ว่า แหม ไอ้นี้นี่นะ ไม่ได้อยากตักมาเลย แต่ต้องตัก เอ้า กิน กิน นี่ตอนนี้ เอามาแล้ว ไอ้ไม่ชอบจัดนี่ หรือว่า ไอ้ชอบจัดนี่ เอากินเข้าใจไหม ถ้าคุณไม่ทำแง่นี้มันจะช้า ตอนเลือกคุณก็ตักเอาประโยชน์ บางทีไอ้นั่นคุณชอบบ้างก็ไม่รู้ คุณมีอุปาทานมันไว้แล้วว่าอันนี้เราชอบมาก หรืออันนี้เราไม่ชอบมาก คุณมีอุปาทานนั้นอยู่จริง อุตส่าห์แนะให้คุณก็ไม่เกี่ยว แนะวิธีปฏิบัติคุณก็ไม่เกี่ยว ชอบไม่ชอบ ฉันจะตัก อันที่มีประโยชน์เท่านั้น คุณไปเพ่งแต่มีประโยชน์ คุณก็เลยไม่ได้รู้ว่า ไอ้ที่เราชอบมากอยู่ มีอุปาทานอยู่ มีตัณหามากอยู่ คุณก็ผ่านมันไปเฉยๆ คุณก็ได้แบบฝึกหัดที่มันไม่ชัด แต่ถ้าคุณอย่างที่บอกนี่ เออ ลองสังเกตซิว่าเราชอบ อาหารที่ผ่านตามานี่ ที่เขามีมาให้วันนี้นะ อันนี้ โอ้โห เราชอบ พอสัมผัสพั้บนี่ เราชอบ แหม อันนี้ อาหารนี้ชอบ ชอบน้ำพริกสะเดา บางคนบอก ว้า สะเดาไม่ไหว เอ้า ไม่ชอบมาก ตักเอาสะเดาไว้กิน ไม่ชอบนี่ เลือกไว้ เพื่อจะได้รู้แรงดูด แรงผลักของตัณหานั่นเอง ความชอบ ความชัง มันเป็นผลักหรือดูด เป็นโทส-มูล หรือ โลภมูล โทสมูลก็คือผลัก โลภมูลก็คือดูด มันจะอะไรชัด เพราะฉะนั้น ที่บอกนี่ ก็คือให้หาแบบฝึกหัด ไอ้สภาวะจริงที่ชัด เราจะได้เรียนรู้ในเบื้องต้นนี่ให้ชัดๆ เพราะฉะนั้น เรื่องประโยชน์ยังไม่ต้องคำนึง ก็ได้ตอนนี้ ก็เชื่อว่าอาหารที่เอามาถวายหรือเอามาประเคนที่เอามาเลี้ยงกันนี่ อาหารพวกนี้ เราไม่มีพิษ แล้วก็เป็นอาหารที่ยังชีวิตได้แล้ว ไม่มีพิษมีภัยอะไรหรอก มีประโยชน์พอสมควร ครบครัน ตามที่เราก็ รับรู้มาแล้ว มีข้าว มีถั่ว มีงา มีผัก มีพืช มีผลไม้อะไรต่างๆนานานี่ มันก็มาในนี้หมดแล้ว คุณก็เลือกเอาส่วนที่มีนี่ ปฏิบัติไปพลางก่อน ดีซักแทรกอย่างนี้จะได้ชัดเจนขึ้นเหมือนกัน ก็ดีเหมือนกันน่ะ ไม่เช่นนั้นก็เลย ถ้าไม่ถามนะนี่ จะไม่อวดดี คนอวดดีนี่นะมี นะ บอกให้ทำ ก็ไม่ทำหรอก บอกให้ทำอย่างนี้ อื้ย เด็กๆ เรารู้แล้ว เราไม่ต้องไปทำ อย่างนี้ เหมือนเด็กๆ ก.ไก่ หรือแม้แต่ลงศาลาก็ไม่ลง ฟังมั่ง ไม่ฟังมั่ง ก็ได้ อะไรอย่างนี้เป็นต้น คนพวกนี้ มีมานะ มีอัตตา ช้าน่ะ ถือดี มีอัตตา มีมานะถือตัว เรารู้แล้ว เราเก่งแล้ว หรือว่าเราเองเราไม่ต้องอะไรมากหรอก เราหรือไปเกี่ยงอันอื่น มันขี้เกียจ เกี่ยงอื่นเราก็ไม่ได้ทำ หรือไม่ได้ฝึกหัด หรือไม่ได้ศึกษา ไม่ได้ฟังปริยัติ หรือไม่ได้ปฏิบัติ ปฏิบัติให้มันครบครัน เป็นนักเรียนที่คือเป็นนักเรียนที่ ก็รู้ว่าในโรงเรียนจริงๆ ก็ครูสอนยังไง ก็ตั้งใจฟังคำสอน สอนเสร็จแล้ว ครูให้ทำการบ้าน ครูให้ทำนั่น หรือว่าเราทำพิเศษ เพิ่มเติมอีก ก็ยิ่งดี แล้วเป็นนักเรียนที่เอาใจใส่ มันก็ดี นี่ก็คล้ายๆ กันละ เป็นนักเรียนที่ไม่ค่อยเอาใจใส่ แล้วเล่าเรียนไม่ได้เรียนวันเดียว เราเรียนทั้งชีวิต พวกเราก็นึกว่ามันมาก เรียนทั้งชีวิตโอ๊ย เยอะนะ เพราะฉะนั้น ปล่อยทิ้งๆ ขว้างๆ บ้างก็ได้ ไม่ต้องลงก็ได้หรอก ทำวัตร ไม่ค่อยฟังก็ได้ปริยัติ ฟังๆ ตกๆหล่นๆ ฟังนิดๆหน่อยๆก็เหลือแล่ อู๊ย ท่านเทศน์เยอะมีเยอะ ฟังเอากะปริดกะปรอย เมื่อนั้นเมื่อนี้ ตั้งใจอยากจะฟังเมื่อไหร่ ก็ฟังเอาก็เหลือแหล่ ครบ คือมันประมาทไปหมดน่ะ ฟังแล้วทำบ้างก็ได้ ไม่ทำบ้างก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก ก็เป็นนักเรียน ไม่เอาใจใส่นั่นเอง ก็เหมือนนักเรียนที่ไปโรงเรียน แล้วก็ฟังครูมั่ง ไม่ฟังมั่ง ไม่ฟังมั่ง แล้วยิ่งเป็นนักเรียน โรงเรียนมหาวิทยาลัยเปิดนะ เขาเล็คเชอร์เราก็ไปเล่นเสียบ้าง เอ๊อ เราติดไปเล่นโน้นเล่นนี่ ไม่ฟังเล็คเชอร์ ฟังมั่ง ไม่ฟังมั่ง นะ บางทีก็บอกเอาชีทตามไปเอาชีทก็ได้ ได้ชีทมา อ่านมั่งไม่อ่านมั่ง ก็เป็นนักเรียนไม่เอาถ่าน การบ้านนี่ให้ทำ ทำบ้าง ไม่ทำบ้าง คล้ายๆอย่างนั้น มันมีได้เหมือนกันน่ะ ก็ดีน่ะ ก็นั่นแแหละ ให้เรียนรู้อร่อยยังไง กิเลสมันอยู่ที่อร่อย ประโยชน์นั่นมันไม่ได้มีเป็นประโยชน์มันไม่ได้เป็นกิเลสอะไร ประโยชน์มันเป็นสัจจะแท้ ที่จะเป็นคุณค่า ประโยชน์ของความจริง ตามความเป็นจริง มันเป็นธาตุที่ไปสังเคราะห์ร่างกาย มันเป็นประโยชน์ มันไม่ได้เป็นกิเลสอะไร แต่ระวัง แม้แต่เรื่องประโยชน์นี่ มันก็ยังแฝงนะ ไอ้กิเลสของคนนี่ เอ๊ ไอ้ประโยชน์นี่ มันพอๆกันนะ อันไหนชอบ ไม่ชอบน่ะ ทีนี้ถ้า CONSTANT ประโยชน์มันพอๆกัน ถ้าเรา ของนี้มัน CONSTANT แล้วมันเท่ากันนะ ประโยชน์มันเท่ากัน ตอนนี้ เราจะรู้ว่ากิเลสหรือไม่กิเลส แต่ถ้าเผื่อว่า เราไม่ละเอียดถึงขนาดนั้นละนะ เราก็ไม่รู้ว่ามันมีกิเลส หรือไม่มีกิเลส เพราะฉะนั้น ต้องเรียนรู้กิเลสนี่ จะได้ประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์อะไรก็ตาม ถึงแม้คุณจะเลือกมีประโยชน์ด้วย คุณก็ให้อ่านชอบ หรือไม่ชอบ ที่เป็นกิเลสนี่ นี่เป็นการฝึกเรียนกิเลส ถ้าไม่อย่างนั้น เราก็ไม่ได้ละ มันก็เผินๆ ผ่านๆ มีแต่ว่าเป็นประโยชน์ เป็นประโยชน์อย่างเดียว ก็ดีน่ะ มันก็ได้ดีอยู่อย่างหนึ่ง ได้ถูกต้องกับสังขารเรา หรือได้ประโยชน์ในสรีระเรา ในสังขารเรา แต่ว่าเราก็ไม่ได้เรียนรู้กิเลสอยู่นั่นแหละ ถ้าเผื่อว่าเราไม่ชัดเจนในเประเด็นที่ว่านี่ เข้าใจใช่ไหม เพราะฉะนั้น จะเลือกประโยชน์ก่อน ก็ต้องให้อันนี้ มีอันนี้ด้วย มีลักษณะอ่านชัดเจนให้นี้ด้วย แต่ทีนี้ที่พูดไปที่ให้ทำนี่ ไม่ได้ไปเน้นประโยชน์ ประโยชน์ก็เน้นอยู่แล้ว แต่ถ้าเผื่อว่า ผู้ใดละกิเลสหมดแล้ว ต่อไปไม่ต้องบอกก็รู้ มันจะเลือกประโยชน์ ถ้าใครละชอบไม่ชอบ กิเลสที่มันดูด มันผลักนี่ มันหมดกิเลสแล้วจริง เวลาคุณกินอาหาร คุณเป็นพระอรหันต์ คุณก็ต้องกินอาหาร ไอ้เรื่องอาหารนี่เป็นเรื่องสำคัญ เป็นหนึ่งในโลก บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ยังต้องกินอาหารเลย เพราะฉะนั้น กิเลสมันหมด หรือไม่หมด มันจะตรวจได้ตรงนี้ เดี๋ยวฟังสูตรนี้ แล้วจะรู้ว่า จะเข้าใจว่าเรื่องปฏิบัติในเรื่องกินอาหารนี่ มันสำคัญมาก อย่างไรนะ อย่างอื่นบางที เราก็ไม่ได้ไปมีประสบการณ์อย่างนั้นหรอก แต่เรื่องอาหารนี่ มันจะมีประสบการณ์ทุกคน ปฏิบัติธรรมในเรื่องอาหารนี้ ได้ตลอด ตั้งแต่เป็นโสดาเลย จนกระทั่งถึงเป็นอรหันต์ได้เลย การเกิดขึ้นแห่งทุกข์ สูตรทุกขสูตรนี่ การเกิดขึ้นแห่งทุกข์ พระไตรปิฎก เล่ม 18 ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ก็ความเกิดแห่งทุกข์เป็นไฉน ความเกิดแห่งทุกข์นั้นคือ เพราะอาศัยตา และรูป เกิดจักขุวิญญาณ รวมธรรมะทั้ง 3 ประการ เป็นผัสสะ ดูกระดาษนั่นไปพลางนั่นน่ะ กระดาษแผ่นที่ให้นั่น มันมีเหมือนกันนี่ เพราะอาศัยตา เกิดจักขุวิญญาณ รวมทั้ง 3 ประการ เพราะอาศัยตาและรูปนี่ เกิดจักขุวิญญาณ รวมทั้ง 3 ประการเป็นผัสสะ นั่นน่ะ อันนั้นในนั้น ดูตามๆไปพลาง ก็จะรู้คร่าวๆ อันนี้อ่านเฉพาะพระสูตรเลย เพราะอาศัยตา และรูป เกิดจักขุวิญญาณ รวมธรรมะทั้ง 3 ประการ เป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา นี้แล เป็นความเกิดแห่งทุกข์ ต่อมาท่านก็ตรัสต่อไปอีก จนครบ เพราะอาศัยหู และเสียง เกิดโสตวิญญาณ รวมทั้ง 3 ประการ เป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา นี้แล เป็นความเกิดแห่งทุกข์ อันต่อมาก็เหมือนกัน นัยเดียวกัน แต่ว่าเปลี่ยนอายตนะเท่านั้น เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น เกิดฆานวิญญาณ รวมทั้ง 3 ประการ เป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา นี้เป็นความเกิดแห่งทุกข์ อันต่อไปก็เหมือนกัน เพราะอาศัยลิ้น เและรส เกิดชิวหาวิญญาณ อันนี้แหละ เกี่ยวข้องอาหารนี่มาก รวมทั้ง 3 ประการ เป็นผัสสะ ฟังดีๆนะ ผัสสะมันอยู่ที่ไหน ผัสสะมันรวมทั้ง 3 ประการ นี่เป็นนัยที่ชัดลึกสมบูรณ์ ประกอบไปด้วยลิ้น ประกอบด้วยรส และประกอบไปด้วยชิวหาวิญญาณ 3 ประการนี้ 3 ประการนี้เกิดปฏิกิริยาพร้อมกัน เกิดปฏิกิริยาครบ มีลิ้น มีรส ไม่ใช่ว่าไปหุบลิ้นเอาไว้ รสก็ไม่ได้รับ มีแต่ชิวหาวิญญาณไม่ใช่ ปฏิบัติธรรมอย่างนั้น ยังไม่เกิดผัสสะที่แท้ จะเกิดผัสสะที่แท้ต้องมีลิ้น แล้วก็รับรสได้ แล้วก็เกิดชิวหาวิญญาณ นั่นเรียกว่าผัสสะ 3 องค์นี่ รวมกันแล้วเกิดเรียกว่าผัสสะ พอผัสสะเกิดตามปฏิจ- จสมุปบาท จึงเกิดเวทนาน่ะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา อันนี้แหละชัดยิ่งขึ้นเลยว่าพระพุทธเจ้าเรียนให้รู้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ อะไรพวกนี้อริยสัจ 4 นี่ เพราะต้องมีผัสสะเป็นปัจจัยอย่างนี้ ต้องมีตา หู จมูก ลิ้น กาย อย่างนี้ ก็ต้องกระทบสัมผัส แล้วก็ต้องเกิดพวกนี้ แล้วก็เกิดสังขาร มันจะอยู่ในนี้ก่อนตามปฏิจจสมุปบาท อวิชชา จึงเกิดวิญญาณ วิญญาณจึงเกิดสังขาร สังขารจึงเกิด เอ๊ สังขารนี่เกิด สังขารจึงเกิดวิญญาณ วิญญาณเกิดแล้วก็มี วิญญาณถึงจะเกิดนามรูป นามรูป สฬายตนะ สฬายตนะ จึงเกิดผัสสะ ผัสสะจึงเกิดสฬาย-ตนะเกิด จึงเกิดผัสสะ ผัสสะจึงเกิดเวทนา เกิดเวทนา เกิดตัณหา ตัณหาจึงเกิดอุปาทาน ตามปฏิจจสมุปบาท แล้วจึงเกิดภพ เกิดชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะนั่นไป น่ะ อันนี้ก็เหมือนกัน รวมทั้ง 3 ประการ เป็นผัสสะ ลิ้น และรส แล้วก็เกิดชิวหาวิญญาณ รวมทั้ง 3 ประการ เป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา นี้แลเป็นความเกิดแห่งทุกช์ เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ เกิดกายวิญญาณ รวมทั้ง 3 ประการ เป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา นี้แลเป็นความเกิดแห่งทุกข์ เพราะอาศัยใจ อายตนะที่ 6 และธรรมารมณ์ เกิดมโนวิญญาณ รวมธรรมะทั้ง 3 ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา นี้แล เป็นความเกิดแห่งทุกข์ นี่ เป็นทุกขสูตรให้รู้ทุกข์ เราเรียนรู้นี่แล้วก็พิจารณาสภาวะ เกิดการเรียนรู้ พิจารณาสภาวะ จริงๆว่า เมื่อเรามีตา แล้วก็มีรูป เกิดจากตา เมื่อรูปเกิดจากตา นี่ มันก็จะมีสภาพรวมขึ้นมาทันที ในสภาพที่เราเองเรายังเป็นปุถุชนนี่ มันจะปรุงเร็ว มันจะสังขาร มันจะเกิดสภาพเป็นวิญญาณเลย รูปก็จักขุวิญญาณ กลิ่นก็ฆานวิญญาณ รสก็ชิวหาวิญญาณ เสียงก็โสตวิญญาณ อะไรอย่างนี้ มันจะเกิดเลย กาย ก็กายวิญญาณเกิด หรือแม้แต่ใจ ก็เป็นมโนวิญญาณเกิด มันจะปรุงพรึ้บขึ้นมา เพราะฉะนั้น เมื่อปรุงนี่แหละ เรามาวิจัย วิจัยสภาพพวกนี้ ถ้าคุณเร็ว จน กระทั่งต่อไปในอนาคตแล้ว คุณจะเร็ว พอเวลาสัมผัสพั้บนี่ ดับได้ทันทีเลย ว่าไม่ให้มันปรุงก่อน ไม่ให้มันสังขาร เพราะฉะนั้น ดับได้สภาพที่เป็นตัณหาก่อนเลย แต่ตอนแรกๆ ใหม่ๆนี่ เราจะเกิดวิญญาณก่อน เพราะว่าเวทนา สัญญา สังขาร 3 เจตสิกนี่ มันจะทำงานพรึ้บ ถ้าใครเคยอ่านคนคืออะไร แล้วเข้าใจกลไกของจิตวิญญาณ เจตสิกชัด คนคืออะไรนี่ เป็นหนังสือที่เรียกว่า วิจัยให้รู้ถึงสภาพ แยกเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณให้รู้อาการของพวกมีพฤติกรรมของเจตสิก พฤติกรรมของจิต พฤติกรรมของเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ออกมาชัดที่สุด ถ้าใครเข้าใจได้แล้ว แล้วก็รู้ตัวเอง จนกระทั่ง ตัวเองมีสภาวะไล่เลียงได้อย่างนั้นจริงๆจับเวทนาก็คืออย่างนี้ จับสัญญาก็คืออย่างนี้ จับสังขารก็คืออย่างนี้ จับได้ว่าทั้ง 3 เจ้าตัวนี่ ผสมกันเมื่อไหร่ มาเป็นวิญญาณ แล้วจะรู้ด้วยว่าวิญญาณนี่ จะบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ ก็เพราะว่า ตัวสังขารกับวิญญาณนี่ มันตัวสังขารเป็นตัวที่รู้เลยว่าเป็นปุญญาภิสังขาร หรือว่าเป็นสังขารที่อปุญญาภิสังขาร มันปรุงโดยที่เรียกว่า เราไม่รู้เรื่อง เราปรุงไปก็เป็นบาป เป็นกรรม เพราะมีกิเลสประกอบ แต่ถ้าปรุงโดยกิเลสไม่ประกอบ เป็นเนกขัมมะ ก็จะรู้ว่า ปุญญาภิสังขาร คือสังขารอย่างที่เรียกว่า เรากำลังชำระกิเลส เนกขัมมะ จนกระทั่งกิเลสออกหมด ก็ไม่ต้องชำระ ก็เป็นบุญญาภิสังขาร เรียกโดยภาษาของเรา ในฐานะเราสาวกภูมิ ถ้าพระพุทธเจ้าก็เรียกอิทธาภิสังขารเลย เป็นสังขารที่มีฤทธิ์เด็ดขาด อิทธาภิสังขาร ก็อิทธ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน