360817 กรรมกำหนดโชคชะตา โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2536
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์357 KB
วันที่แก้ไข14 เมษายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

360817 กรรมกำหนดโชคชะตา โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก

กรรมกำหนดโชคชะตา (อาริยสัจ 4) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2536

ตอนนี้เราก็มาเรียนรู้เรื่องทั้งโพธิปักขิยธรรม มาเจาะลึกในเรื่อง"อาริยสัจ 4" อย่างสำคัญ โพธิปักขิยธรรม ถ้าเราเรียนรู้ แล้วก็เข้าใจความหมาย เข้าใจหลักการอะไรดี แล้วเราก็ปฏิบัติจริงในการฝึกฝนทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะเป็นการคิดนึก การใช้ทางด้านความคิด ทางด้านทางจิต เรียกว่าสังกัปปะ เราสามารถที่จะมีความรู้ มี มุทุภูตธาตุ มีธาตุจิตที่ธาตุหัวอ่อน มุทุก็อ่อน ภูตก็จิต ภูตินี่ก็จิตวิญญาณ จิตวิญญาณอ่อน หรือจิตวิญญาณหัวอ่อน แต่ไม่ใช่ใจอ่อน ไม่ใช่จิตอ่อน จิตดี แต่ว่ามุทุมันหัวอ่อนอย่างที่ว่านั่นแหละ มีทั้งความแข็งแรง ที่ว่าหัวอ่อนนี่ มีทั้งความแข็งแรงของประสิทธิภาพทางญาณ ทางไหวพริบ ทางความแววไว ที่จะใช้ทั้งสัมผัสแตะต้อง แล้วก็เอามาอ่านตัวเอง อ่านไปถึงข้างใน อ่านทั้งกาย วาจา ใจ เมื่อเราฝึกปรือได้มากๆแล้วนี่ คุณสมบัติของมุทุภูตธาตุ มุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต นี่เป็นองค์ธรรม 4 ของสภาพฌาน แล้วเป็นฌานของพุทธด้วยนะ ฌานที่อื่นจะไม่มี ฌานที่อื่นจะอธิบายองค์ธรรมของฌานเดียวมีวิตก วิจาร มีปีติ มีสุข มีเอกัคคตา เสร็จแล้วก็อธิบายฌานองค์ธรรม 4 นี้เท่านั้น ฌานในที่ไหนๆ ก็อธิบายกัน จะไม่เอาฌาน มุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต ไปอธิบาย เพราะเขาไม่รู้ เรียนเดี๋ยวนี้ เรียนฌาน เรียนสมาธิ ก็เรียนกันมาแค่ฌานสมาธิของฤาษี เป็นตำรามาจากฤาษีเสียส่วนใหญ่ เป็นตำรามาจากผู้ที่เพี้ยนไปจากฌานพุทธ แต่คำว่ามุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเตนี่ มีอยู่ในคำอธิบาย ในพระไตรปิฎกของพระพุทธเจ้า พอบอกฌานหรือสมาธิอะไรพวกนี้ ท่านก็จะอธิบายลักษณะพวกนี้ไปแต่คน

อ่านต่อ

ไม่สะดุด ที่ไม่สะดุดเพราะว่า ไม่เข้าใจสภาพนี้ ไม่มีปัญญารู้พวกนี้ เพราะลักษณะฌานฤาษีนี่จะนั่งสะกดจิต จะไม่มีเอาลักษณะพวกนี้ และขยายคำว่ามุทุภูเตก็ไม่ออก มุทุภูตธาตุนี้ก็ไม่ออก ขยายไม่ออก แปลก็ไม่ออก ภาษาก็เลยมาเป็นภาษาไทยดื้อๆ เพราะฉะนั้นในพระไตรปิฎกจะได้อ่านแต่คำว่าจิต เมื่อจิตอ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว นี่คือคำ 4 คำ จากคำว่ามุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต จิตอ่อน ฟังแล้วก็อ่อนใจเหมือนกัน พอฟังจิตอ่อน จิตเป็นฌาน เมื่อจิตอ่อน ควรแก่การงานก็คือกัมมนิเย ตั้งมั่น ฐีเต ไม่หวั่นไหวก็อเนญชัปปัตเต เขาก็แปลสำนวนนี้ติดไว้หมดเลยในพระไตรปิฎกเมื่อพระพุทธเจ้าท่านอธิบายถึงตัวนี้เมื่อไร ใช้สำนวนศัพท์ 4 ตัวนี้เมื่อไหร่ เขาก็จะแปลจิตอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอยู่เท่านี้ไม่มีการขยายความไม่มีใครหยิบออกไปอธิบายได้ อาตมาเป็นคนสะดุดเองว่า อ้อ ฌานที่มันเป๋ไป เพราะอันนี้เองเขาอธิบายไปแค่ถ้าจิตเป็นฌานก็คือจิตจะต้องมีฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 แต่ไม่มีคุณลักษณะยิ่งใหญ่ 4 ตัวนี้เข้าไปอธิบายเลย 2-3-4 จะเป็นอย่างไร ไปอธิบายกันแยกไปเป็นพระอภิธรรม แบ่งเป็น 5 วิตกตัวหนึ่ง วิจารตัวหนึ่ง ปีติตัวหนึ่ง สุขตัวหนึ่ง เอกัคคตาหรืออุเบกขา อุเบกขาก็เอาไปร่วมอะไรต่อเมื่อเป็นฌาน 3 ขึ้นไปถือว่าเป็นอุเบกขา เรียกว่าวางได้ ปล่อยได้ หรือว่าเฉย วางเฉยได้ ก็มีคุณลักษณะที่มันเริ่มเฉยละ พอล่วงเข้าสภาพธรรมของฌานที่ 3 มันจะมีความวางเฉย สงบไปได้มาก จึงเรียกว่าเมื่อสงบลงได้พอสมควร ก็เป็นสุขมีอุเบกขาอยู่ รวมว่าเป็นวางเฉยอยู่ ก็เอาอุเบกขาไปอธิบายร่วม ตั้งแต่ว่าจะมีคุณลักษณะอีกอย่างหนึ่ง วางเฉยได้อยู่ตั้งแต่ฌาน 3 ไปจนหาฌาน 4 อย่างนี้ เป็นต้น ก็ถูก ลักษณะอย่างนั้น ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แล้วก็มีความหมายที่ดี เพราะฉะนั้นเมื่อเราไปฝึกทางพุทธดีแล้วนี่ เราจะเข้าใจ มุทุภูตธาตุ ฌานของพุทธ ฌานลืมตานี่ จิตจะแววไว จิตจะหัวอ่อน แววไว มีสภาพที่รับรู้ได้เร็ว วิจัยได้เร็ว มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์คล่อง หรือมีสัมมัปปธาน 4 ได้คล่องแคล่ว มีกำลังของอิทธิบาท หรือกำลังของวิริยสัมโพชฌงค์สูง มีวิริยะ มีการเอาใจใส่ มี วินิจฉัย พิจารณาวิเคราะห์ มีธัมมวิจัยพร้อมสรรพอยู่ในนั้น เพราะฉะนั้นการสังวร การปหาน การทำให้ได้เกิดผล มีสังวรปธาน มีปหานปธาน มีภาวนาปธาน ทำให้เกิดผลได้สมบูรณ์แบบแล้ว ก็ยังสามารถรักษาผล อนุรักขณาปธานพร้อม มีอิทธิบาท มีความยินดี มีความเบิกบานร่าเริง ใจยินดีที่จะปฏิบัติธรรม ใส่ใจ ไม่เฉื่อย จิตเป็นจิตผู้ที่บันเทิงในธรรม หรือรื่นเริงในธรรม ร่าเริงในธรรมนี่ เบิกบานในธรรมนี่ จะเป็นจิตที่หนักก็สู้ เหมือนกับคนในโลกๆโลกีย์นี่ เมื่อเขาได้ลาภ ยศ สรรเสริญ เขาได้ว่า โอ กำลังรุ่งเรืองเลยนะ เจริญด้วยลาภ เจริญด้วยยศ เหนื่อยเท่าไหร่เขาก็ยินดี เพราะว่ามัน แหม มันฟูใจเมื่อได้ลาภ ได้ยศ ทำงานขยันหมั่นเพียร เหนื่อยเท่าไหร่ก็ โอย อุตสาหะ วิริยะ จิตใจขมีขมัน กระตือรือร้น ขวนขวาย เป็นคนไม่ขี้เกียจ ไม่เฉื่อย ไม่เนือย ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมได้ผล มีประโยชน์ก็จะรื่นเริงในธรรม เบิกบานในธรรม จะเรียกว่าฟูใจก็ได้ เป็นวิภวตัณหา มันจะเป็นอิทธิบาท เจริญอิทธิบาทนี่จะเจริญเลย วิภวตัณหานี่นะสภาวะของมัน สภาวะของวิภวตัณหานี่ เมื่อเข้าใจวิภวตัณหาดีๆแล้ว สภาวะวิภวตัณหาของผู้มีสัมมาญาณ คือมีญาณที่ถูกทาง มีปัญญา มีญาณที่ถูกทาง เฉลียวฉลาด เข้าใจ แล้วก็จับสภาวะอ่านสภาวะได้ลึกซึ้งละเอียดแล้วนี่ สภาวะวิภวตัณหาของผู้มีสัมมาญาณนั้น เทียบได้กับอิทธิบาท 4 มันจะนำ พาไปให้เจริญด้วยกัมมนิยะ จนถึงขั้นกัมมัญญา มันจะทำให้จัดสรรในเรื่องของ การงานก็พร้อม ปฏิบัติธรรมก็พร้อม เหมือนโคแม่ลูกอ่อนที่เล็มหญ้าไปพลาง ชำเลืองดูลูกไปพลาง เลี้ยงลูกไปพลาง มีประโยชน์ตน มีประโยชน์ท่าน มีประโยชน์ผู้อื่นพร้อมไปในตัว การงานนี่ เราทำสร้างสรรขึ้นมา มันเป็นประโยชน์ผู้อื่น ที่เรียกว่าประโยชน์ผู้อื่น เพราะว่ามันสร้างสรรการงานขึ้นมาแล้วมันมีมาก มีผลมาก เราก็แบ่งกินแบ่งใช้ในการงานที่เราทำนี่แหละ แต่เราเป็นคนกินน้อย ใช้น้อย เพราะฉะนั้นผลผลิตของเราจะเหลือเยอะๆ ก็เป็นบุญเป็นกุศล ก็เกื้อกูลแจกจ่าย เจือจาน คนอื่นก็ได้ใช้ ได้กิน จากผลงาน หรือผลแรงงาน ผลจาก ประสิทธิภาพที่เราใช้ เราทำจริงๆ เพราะฉะนั้นคนที่เข้าใจการงานแล้วก็เอาใจใส่การงาน เป็นคนมีอิทธิบาท ยินดีในการงาน วิริยะพากเพียรในการงาน ไม่เบื่อไม่เซ็งการงานแล้วยิ่งมีปัญญาแหลมลึกด้วย รู้จักเศรษฐศาสตร์ของการงาน รู้จักดีมานด์ (demand) รู้จักซับพลาย (supply) อย่างถูกต้อง ตามยุค ตามสมัย ตามหมู่กลุ่ม ตามสถานที่สิ่งแวดล้อม คือกาโย รู้จักกาย รู้จักองค์ประชุมที่ดี องค์ประชุมกว้างด้วยไม่แคบ องค์ประชุมกว้างไปจนถึงสังคมส่วนนอก สังคมที่เราอยู่ส่วนในก็รู้ซ้อน สังคมส่วนลึกส่วนตื้นรู้ดี เพราะองค์ประชุมส่วนลึกส่วนตื้นซับซ้อนอยู่อย่างไรรู้ได้ดี เป็นคนมีภูมิปัญญาในกาโยหรือกาย กายในกาย กายนอกกาย กายในระดับนามธรรม ระดับวัตถุธรรม รูปธรรม สัมผัสแตะต้อง เกี่ยวข้องทั้งพฤติกรรม ทั้งกิจกรรม ทั้งพิธีกรรม พฤติกรรมก็รู้หมด กายกรรม วจีกรรม รู้เท่าทันแม้แต่มโนกรรม มีเจโตปริยญาณในนั้น โดยเฉพาะวิจัยเวทนาออกได้ดี เวทนา 2 เวทนา 3 เวทนาในระดับกาย เวทนาในระดับจิต เรียกว่าเวทนา 2 นี่ทบทวน ฟังหมดหรือยังล่ะ เวทนา ก็ฟังมาแล้วแหละ อธิบายมาหลายเที่ยวแล้ว แม้ตอนนี้จะเอากลับมาอธิบายไล่เรียงอะไรอีกก็ส่งมาจากโน่นอยู่แล้ว เริ่มต้นไปอย่างกับหลายม้วนแล้ว เวทนา 2 กายกับจิต เวทนา 3 ก็สุข ทุกข์ แล้วอทุกขมสุข หรืออุเบกขา เวทนา 3 เวทนา 5 ก็เป็นกำลังของเวทนา เรียกว่า ทุกขินทรีย์ สุขิน ทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ อินทรีย์ แปลว่ากำลัง อินทรีย์ของสภาวทุกข์ อินทรีย์ของสภาพโทมนัสก็คือทุกข์ มันก็เป็นกำลังหรือน้ำหนักของความทุกข์อันหยาบ อันมาก อันแรง เราก็รู้ในทุกข์น่ะ ทุกข์มาก ทุกข์ปานกลาง โทมนัส ทุกข์อยู่แต่เพียงนัยๆหรือไม่ทุกข์อุเบกขา ไม่ทุกข์ไม่สุขเฉยๆหรือสุข สุขินทรีย์ หรือแค่โสมนัส หรือไม่สุขไม่ทุกข์อุเบกขา ก็รู้ลำดับของมันหมด รู้น้ำหนักของมันหมดว่าจะเป็นทุกข์ ทุกข์จะหนัก ทุกข์แรง ทุกข์กำลังสูง ทุกข์ฤทธิ์มาก แรงมาก หรือทุกข์ขนาดไม่แรง ไม่หนักนัก หรือไม่ทุกข์เลย เฉยๆ หรือสุข สุขอย่างแรงหรือไม่แรง เป็นโสมนัสเท่านั้น หรือว่าอุเบกขา นี่เป็นกำลังของสุข ทุกข์ เวทนา วิจัยออกว่าเวทนานี้ เป็นเวทนาที่มีสุขินทรีย์เวทนา โสมนัสสินทรีย์เวทนา หรือทุกขินทรีย์เวทนา หรือโทมนัส สินทรีย์เวทนา หรืออุเบกขินทรีย์เวทนา เวทนา 6 ก็จากทวารทั้ง 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จักขุ โสตะ ชิวหา ฆานะ ผัสสะ จนถึงธรรมารมณ์ในทวาร ทวารทั้ง 6 มันเกิดมาจากทวารนี้ เกิดสุข เกิดทุกข์จากทวารตา มันก็จะรวมกันไปเลยทีนี้ แล้วก็มาวิเคราะห์ไปแค่ 3 เสียก่อน แค่สุข ทุกข์ กับอุเบกขา จะเอาทั้ง 5 ก็ได้ถ้าจะให้มันละเอียด แต่เราอย่าไปเก่งกว่าพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธเจ้าไม่ได้อธิบายไว้ถึงขนาดนั้น เราเอา 5 กับ 6 คูณกันเข้า มันก็จะมากกว่า 18 พระพุทธเจ้าเอาแค่ทวารทั้ง 6 คูณกับทุกข์ สุข อุเบกขา เป็น 18 ก็เรียกว่าเวทนา 18 ถ้าเราจะไปแยกเป็นทุกข์ สุข นั่นไปเป็นละเอียด เป็นโทมนัส เป็นโสมนัสอีกด้วย เป็น 5 ก็เอา 5 ไปคูณ 6 เป็น 30 เอาเลย อาตมาว่าไม่ผิด พระพุทธเจ้าก็คงไม่ว่าอะไร แต่ว่าท่านไม่ได้แบ่งถึงขนาดนั้น แบ่งทุกข์กับสุขไม่ทุกข์ไม่สุข ท่านแบ่งไว้แค่ 3 แล้วเอา 3 มาคูณกับทวาร 6 เป็นเวทนา 18 ก็ใช้ได้ จริงๆแล้วเราพิจารณาเวทนา 3 ที่อาตมาสอนเสมอๆนี่ แค่ 3 เท่านั้นแหละ วิจัยให้เป็นก็แล้วกัน วิจัยให้ออก ใช้มุทุภูตธาตุ ฝึกมุทุภูตธาตุของคุณให้เก่ง มุทุภูตธาตุคุณเก่ง พร้อมพรักไปกับกัมมนิยะ พร้อมๆกันไปกับกัมมันตะ การกระทำทั้งหลาย เมื่อกัมมันตะนี่ฝึกเพียรไปทั้งสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ แล้วก็อาชีพการงาน การกระทำประจำวันของเราไปเป็นชีวิตประจำวัน สัมมาอาชีพ ทำไปแล้วก็เก่ง ทำงานได้หลายชนิดเสียด้วยก็ยิ่งดี เป็นคนมีความสามารถมาก ทำงานอยู่อย่างเดียวก็ดี มันก็ชำนาญอย่างเดียว แคล่วคล่องอย่างเดียว ผลัดแบ่งไปทำงานอื่น ชำนาญงานอื่นอีกก็มีความสามารถอื่นอีก ก็ได้ประโยชน์มากกว่านั้นอีก เราก็เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่สามารถที่จะทำงานอะไรอื่นๆได้หลายด้าน ทำงานอื่นๆได้หลายด้านเหมือนกัน แต่ชำนาญอย่างเดียว ก็ดีเหมือนกันน่ะ เวลามันมีเท่ากัน เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราแบ่งไปทำงานอย่างเดียว มันก็ได้อันนั้นมาก ถนัด ชำนาญ แคล่วคล่อง เก่ง แค่แบ่งไปได้ถ้าจริงๆแล้วคนเราสามารถที่จะฝึกงานอื่นเพิ่มเติม เชี่ยวชาญในชีวิตนี้ทั้งชีวิต ไม่ใช่ว่ามาฝึกได้งานเดียว ถ้ามันไม่มีใครทำงานนี้ได้เลยจริงๆ เราก็ต้องรับผิดชอบ ก็เข้าใจ ถ้าเราทำงานหลายด้านอย่างนี้เป็นต้น มันก็ฝึกฝนไป ในการทำงาน หรือในการมีคุณภาพ ที่คนอื่นได้พึ่งแล้วเราก็จะเกิดมานะได้ หรือเราเองทำงานแล้ว เราก็รู้ว่าเราปฏิบัติธรรม อ่านปรมัตถ์ อ่านจิต อ่านกิเลส ละลดกิเลสได้ด้วย เกิดญาณ ปัญญา เฉลียวฉลาดขึ้นมา การเฉลียวฉลาดที่ว่านี้ เกิดญาณปัญญานี่ เฉลียวฉลาดในการเรียนรู้กิเลสในใจ แล้วเราก็ทำได้เก่งขึ้นมา เกิดมานะก็ได้ คนทางโลกเขาก็เรียนรู้ เขาจะเรียนรู้เรื่องความรู้กับการกระทำ คนที่มีความรู้มากๆ เกิดมานะ ทำไม่ค่อยเป็นดอกก็มี คนที่ทำเป็น ทำเก่งๆ ไม่ค่อยมีความรู้ทางทฤษฎีมากมาย ความรู้ ความเฉลียวฉลาดทางทฤษฎี ไม่ค่อยคล่อง แต่ทำเป็น ทำเก่ง เฉลียวฉลาดกับงานจริงๆ มีงานประกอบเลย ถ้าไม่มีงานประ กอบ เอาแต่คิด เอาแต่ทฤษฎี เอาแต่หลักการ มีแต่คำนวณในเรื่องความคิดไม่เก่ง แต่ถ้ามีองค์ประกอบของวัตถุรูป ได้ทำกายกรรมอะไรประกอบด้วย แคล่วคล่อง ชำนาญเก่ง คนหนึ่งเก่งปฏิบัติ คนหนึ่งเก่งคิด ก็เป็นมานะได้ทั้งคู่ในทางโลก ใน ทางธรรมก็เหมือนกัน ถ้าแบบมิจฉาทิฏฐิ ปฏิบัติธรรมก็ไปเอาแต่นั่งเจโตบ้าง หลีกลี้หนีผู้คนไปบ้าง ไม่ค่อยทำงานทำการอะไร เอาแต่ปฏิบัติอย่างฤาษี ทฤษฎีไม่เก่ง เป็นพระเขาก็เรียกพระป่า เป็นพระป่า อรัญญวาสี ส่วนพระอีกชนิดหนึ่งหรือนักปฏิบัติอีกชนิดหนึ่ง ก็เอาแต่อยู่กับบ้านนั่นแหละ เรียนรู้แต่แค่ปริยัติ แค่ ทฤษฎีภาษาอะไร เก่ง ชำนาญ ก็เหมือนกันกับนักวิชาการ กับนักลงมือทำ คนที่ทำงานด้วยมือ คล้ายกัน นี่ก็ได้แต่วิชาการ เป็นคามวาสี เจริญ ก็มีมานะได้ทั้งคู่ มีมานะได้ทั้งคู่ มีค่อนๆทั้งจะมิจฉาทิฏฐิอยู่ ค่อนๆจะไม่สัมมาทิฏฐิ ค่อนๆจะไม่ตรงนัก ปฏิบัติธรรมที่ยังเพี้ยนอยู่บ้าง เป็นพระป่าไป เป็นพระบ้านไป ไม่เข้าเรื่องกัน ทีนี้มาเป็นพุทธ พุทธถูกทางด้วย ก็ยังมีมานะได้ พุทธถูกทาง ทฤษฎีก็ศึกษาได้ ปฏิบัติก็ปฏิบัติดี ทำงานได้ ทำงานดี อย่างที่พวกเราพาทำนี่ แต่ก็ยังมีส่วนเอียงหรือมีจริต จริตที่บางคนก็ชอบทำงาน เพราะฉะนั้นทฤษฎีก็หย่อนหน่อย จริตบางคนก็ชอบแต่เรียนทฤษฎี งานก็หย่อนหน่อย ก็มีมานะตีกัน นอกจากจะไปตีชาวบ้านเขาแล้ว มานะนี่ใหญ่กว่าเขาหมดน่ะ พวกพุทธนี่ พุทธถูกทางด้วย สัมมาทิฏฐิด้วย นี่ใหญ่กว่าเขาหมด ตีชาวบ้านที่เป็นฆราวาส เอ็งก็แย่งลาภ แย่งยศกัน เอ็งก็เป็นนักวิชาการ เอ็งก็ดูถูกกรรมกร หรือนักปฏิบัติ นักลงมือทำ เอ็งเป็นนักลงมือทำ เป็นนักผลิต เอ็งไม่ค่อยคล่องในเรื่องของปัญญา ในเรื่องความแววไวในจิตวิญญาณ เอ็งก็ไปเที่ยวว่านักวิชาการเขา ก็ว่าชาวบ้านเขา มานะก็ใหญ่นะ พุทธน่ะมันรู้มาก เที่ยวไปว่าชาวบ้านเขาได้ หรือนักปฏิบัติธรรมที่ผิดๆน่ะ ไปว่าฤาษี ไปว่าพระอรัญญวาสี ไปว่าพระคามวาสีเขา พวกนั้นน่ะ ไม่ถูกหรอก เพี้ยน เป็นนักปฏิบัติเพี้ยน แล้วก็เพี้ยนจริงๆด้วย เอ็งรู้มาก ฆราวาสปุถุชนก็ว่าเขา นักปฏิบัติอาจจะเป็นกัลยาณชนน่ะ ในระดับกัลยาณชนก็ว่าเขา หรือไม่กัลยาณชนพวกนักปฏิบัติธรรมนี่ เป็นจอมโจรบัณฑิตด้วยก็ได้น่ะ เป็นจอมโจรบัณฑิตทั้งพระป่า เป็นจอมโจรบัณฑิตทั้งพระบ้าน หรือพระโยคาวจร ไม่เป็นพระก็ตาม เป็นฆราวาสก็ตาม เป็นฆราวาสแล้วปฏิบัติธรรมเป็นพระโยคาวจร ก็เป็นอย่างฤาษี เป็นผู้เพี้ยนออก พุทธมีปัญญาพอรู้ก็ไปว่าเขา ข่มเขา ดูถูกเขา ยกตัวยกตน ก็เป็นมานะอย่างนั้นทั้งหมด ใหญ่กว่าเขาทั้งหมด ทั้งฆราวาส ใหญ่กว่าเขาทั้งปฏิบัติผิด มาใหญ่กว่าหมู่กันเองอีก มันใหญ่มากกว่าเขาเยอะนะ พุทธที่ถูกต้อง ถูกทางด้วยก็ตาม ถ้าไม่รู้ตัวแล้วก็จะใหญ่กว่าเขาหมด เหมือนอย่างทางด้านนอกเขาหมั่นไส้อาตมา มันรู้อยู่คนเดียว มันเก่งหมด มันถูกทั้งหมด มันว่าเขาไปหมด นี่อาตมาโดนเขาว่า จริง มันถูกอยู่คนเดียว อาตมาก็ว่าอาตมาถูก คนเดียวนะ ทีนี้ พวกเราเองก็ดูถูกดูแคลนกัน จริตต่างกัน จริตเจโต จริตปัญญา หรือจริตศรัทธา จริตปัญญา คนถนัดทำงานก็ทำงาน เสร็จแล้วก็หลงมานะในงานของเรา แล้วเราก็ไม่ถนัดทางด้านทฤษฎี เล่าเรียนภาษาปริยัติ ก็ว่าพวกปริยัติเขา ว่าพวกทฤษฎีเขา ว่าพวกนักคิดเขา ก็ว่าพวกนี้ว่า คิดเอาแต่ข้างนอก เห็นไหม? ประเดี๋ยวก็สึกแล้วๆ ไม่รู้ว่าใครสึกมากกว่าใคร พวกนักคิดกับพวกลงมือทำงาน นี่ก็เห็นสึกกันไปทั้งนั้นแหละ แต่เสร็จแล้วก็มองเอียงไปข้างที่ตัวทำงานที่ตัวเองถนัด ทีนี้ไอ้เรื่องทำงานนี่มันเห็นรูปชัด ลงมือทำนี่มันเห็นรูปชัด ไม่ใช่เอาแต่คิด ก็ใช้ได้เอาแต่แค่คิด ก็เห็นรูปชัดเหมือนกัน พวกลงมือคิด พวกเอาแต่คิดๆนี่ก็เห็น พวกคิดๆนี่ขึ้นมาจะพูดเก่ง พวกเอาแต่คิดนี่จะมักพูดเก่ง สอนเก่งทั้งนั้นแหละ ลงมือทำก็ไม่ค่อยทำ พูดได้ดี พูดได้เก่ง สาธยายได้เก่ง เพราะฉะนั้นพวกคิดกับพูดนี่จะอยู่ด้วยกัน พวกคิดกับพูด แต่ลงมือทำนี่ไม่ค่อยจะไปเข้ากับภายนอกเขาดอก ได้แต่คิด ได้แต่พูด ทีนี้ ทั้งนักคิดทั้งพูดนี่มันย่อมจะมีกำลัง มันสอง คิดก็เก่ง พูดก็เก่ง มันก็เลยได้พวกเยอะ ส่วนพวกเอาแต่ทำ คิดไม่ค่อยเก่ง มันก็เลยมีพวกน้อย เพราะมันทำเหมือนลงมือทำอย่างเดียว พวกนี้แพ้มาแต่ละคนๆ พวกเอาแต่ทำ พูดไม่เก่ง คิดไม่เก่ง แพ้มาแต่ไหนๆ พวกคิดก็ไม่เก่ง แค่คิคก็ช้า ทำก็ไม่ค่อยเก่ง ไม่ค่อยเอาถ่าน ไม่ค่อยแข็งแรง ไม่ค่อยคงทน ทำไปก็ไม่ค่อยสู้ พวกนี้จะช้ากว่าเพื่อน จะช้ากว่าเพื่อน มันไม่แววไวสักอย่าง ไม่มีอินทรีย์พละสักอย่าง เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดเอาแต่ทำเก่งก็จะมีผล แล้ว พวกที่คิดก็ไม่เก่ง ทำก็ไม่เก่ง พูดก็ไม่เก่งนี่นะ จะไม่ค่อยสึก จะอยู่ทน ทำก็ไม่ค่อยเก่ง เขาไปถึงไหนๆแล้ว พวกนี้ไม่ค่อยสึกหรอก อยู่ได้นาน อย่าหลงว่าแน่ละ ไม่แน่หรอก ช้าเนิ่นช้า ยังไม่เข้าหลักของพระพุทธเจ้า เท่าไรหรอก ธรรมใด วินัยใด เป็นไปเพื่อความเนิ่นช้า ธรรมนั้นวินัยนั้นไม่ใช่ของเราตถาคต บางทียังไม่เข้าเขตพระพุทธเจ้าด้วยซ้ำ ยังไม่ใช่ธรรมะของเราตถาคต แสดงว่ายังไม่เข้าเขตของพระพุทธเจ้านะ พวกนี้ช้าแล้วไม่ค่อยสึกหรอก ฝากไว้กับอโศกก็พอได้ ไปฝากไว้กับฤาษีก็พอได้ ไปฝากไว้กับวัดในคามวาสี ในเมืองนี้ก็ได้ พวกนี้นี่ ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไรๆ ทำงานก็ไม่ค่อยเก่ง ไปอยู่เป็นฤาษีก็พอได้ เพราะว่างานก็ไม่ค่อยมาก มาอยู่กับอโศกนี่ กลับจะอยู่ยากกว่าด้วย ถ้าอยู่กับฤาษี อยู่กับทางสายโน้นเขาก็ทำงานเหมือนกันนะ สายคามวาสี แต่เป็นงานที่มันก็นอกเรื่องมากหน่อยละ ก็เยอะ ก็งานแบบโลกๆ ของเขามีลาภ มียศ เขามีกาม มีอะไรต่ออะไรมากเหมือนกัน ล่อแหลมกว่าอยู่กับพวกเรา นับซับซ้อน พวกนี้ มีอีกเยอะ มีมากมาย สรุปแล้วอาตมาอธิบายมา แม้แต่คนที่เขาไปมอง ถ้าเผื่อว่าเราเกิดเรียนรู้แล้วไปมองปุถุชนเขา ไปมองฆราวาส ไปมองคนธรรมดาพื้นฐาน ก็ว่าเขาต่ำ ไปมองผู้ที่ปฏิบัติผิด จะเป็นสายทำงาน หรือสายนักคิด สายวิชาการกับสายกรรมกร เรียกให้ชัดๆเสียเลย สายนักวิชาการกับสายกรรมกรก็ไปมองเขา มีมานะ ข่มเขา มาอยู่ในหมู่ผู้ปฏิบัติถูกปฏิบัติดี ก็มามีมานะในนี้อีกด้วย เพราะฉะนั้น ผู้ที่ใหญ่ๆอย่างนี้ส่วนมากจะอยู่ไม่ค่อยได้ ใหญ่มาก อย่างนี้อยู่เป็นหนึ่งในคลองไม่ได้ก็ไปเป็นสองในทะเล ออกไปอยู่กับหมู่ส่วนนอกเขา เป็นสองในทะเลก็นึกว่าตัวเองเป็นหนึ่ง เป็นหนึ่งในคลองไม่ได้ก็ไปเป็นสองในทะเล ก็ไปยกตัวยกตนเป็นหนึ่งในทะเลอยู่นั่นแหละ นี่มันซ้อนอย่างนี้ ถ้ามีมานะก็อยู่ได้เลย ในโน้นเป็นทะเลก็เราเก่งนี่ก็จากนี้ไปแล้ว ก็ทำไมมันจะไม่เก่งล่ะ แต่ก็ไม่รู้ตัวดอกว่าตัวเองอยู่อย่างนั้น แต่ถ้าเผื่อผู้ใดดูดีแล้วว่าเอ๊ นี่มันไม่ไร้ประโยชน์นะ เรามีเวลาเราก็ไปทำงาน ลาภ ยศ สรรเสริญอยู่กับเขานั่นแหละ แต่ที่จริงแล้วมันมีอยู่ทั้งนัยที่ดีและไม่ดี ถ้านัยไม่ดีก็คือไปเป็นใหญ่ในทะเลนั่นแหละ ได้เป็นใหญ่ในฐานะนักปฏิบัติธรรม มีภูมิธรรมพอสมควรแล้วเราก็เป็นใหญ่ ใช้วิธีที่เฉลียวฉลาดของตนเอง จะถนัดทางลงมือทำหรือถนัดวิชาการก็ตาม ก็ไปเป็นระดับอยู่ในนั้น ก็เป็นใหญ่ได้ จะเป็นสายวิชาการหรือจะเป็นสายนักลงมือทำ กรรมกรเลย ก็เป็นใหญ่ เป็นหัวหน้าสมาพันธ์กรรมกรไปได้ หรือเป็นนักวิชาการก็เป็นหัวหน้าในนักคิด เดี๋ยวนี้ก็มีนักคิดระดับนำหน้าอยู่เยอะ แสดงออกคิดโอ้ย นักวิชาการคิด แล้วก็ผนวกเอาเนื้อธรรมเข้าไปด้วย ก็เลยเป็นนักคิดชั้นสูง ผนวกเนื้อธรรมะเข้าไปเยอะ เป็นนักคิดของสังคม เป็นนักวิชาการของสังคม หรือนักลงมือทำจริงๆ แบกหามทำจริงๆ แต่ก็ซ้อนเชิงอยู่ในนักคิดนั้นแหละ ก็เป็นนักคิดอยู่ในนักกรรมกร เป็นหัวหน้าสมาพันธ์กรรมกร เยอะด้วยน่ะ ก็เป็นหัวหน้าใหญ่เลย สมาพันธ์กรรมกรก็มีมากสมาพันธ์ แล้วแถมเป็นผู้นำสมาพันธ์หัวหน้าสมาพันธ์กรรมกรกี่สมาพันธ์ก็แล้วแต่ อยู่ในประเทศแน่ะ ใหญ่ไม่ได้ ซ้อนพวกนี้ซ้อน แล้วจะเอียงไปข้างไหน ก็เอียงซ้อนไปอีก หัวหน้าสมาพันธ์แต่ก่อนก็เป็นกรรมกรลงมือทำ หนักเข้าเป็นนักคิดทางกรรมกร หนักเข้าไม่ได้เป็นแค่นักคิดกรรมกร ก็ไม่ต้องลงมือทำเหมือนกับอย่างกรรมกรแท้อะไร อย่างนี้ ก็ได้น่ะ อาตมาวิเคราะห์ให้เห็นอัตตามานะตัวร้ายพวกนี้ แทรกซ้อนอยู่เยอะแยะ เพราะฉะนั้นเราจะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม ถ้าเราเรียนรู้อัตตามานะไม่ได้ อาศัยอัตตามานะอยู่ และได้สมใจนะ อยู่รอด นั่นแบบโลกีย์ อาศัยอัตตามานะอยู่ แล้วเอาชนะเขาได้ นำได้ ก็อยู่รอด เป็นหัวโจก ก็อยู่รอดไม่ว่าจะสายฤาษี ไม่ว่าจะสายนักวิชาการ ไม่ว่าจะสายกรรมกร ไม่ว่าจะสายอะไรก็แล้วแต่ ทีนี้จะอยู่กับพุทธนี่รู้หมดๆ ที่อาตมาอธิบายนี่ พวกคุณจะค่อยๆรู้ไปเรื่อยๆรู้หมด ที่พูดไปนี่หลายๆอย่างเราก็พลาด พลาดในแนวที่พูดทั้งนั้นแหละ เอาไปคิด เอาไปไตร่ตรอง เอาไปตรวจตรา เสร็จแล้วก็เรียนรู้ในนี้นี่แหละมีครบ จะเป็นสายนักวิชาการ จะเป็นสายลงมือทำ จะเป็นอรัญญวาสี เป็นคามวาสี เป็นพระโยคา วจรปฏิบัติด้วย หรือว่าเป็นฆราวาสลงมือทำงานอย่างเดียวก็ตาม มันจะพร้อมอยู่ในมุทุภูเต กัมมนิเย กัมมนิเยคือการงาน มุทุภูเตก็คือนักธรรมะ ฟังให้ดีนะ ถ้าเราแยกเป็นสัจจะ มุทุภูเตก็เป็นปรมัตถสัจจะ ส่วนกัมมนิเยก็คือสมมุติสัจจะ เพราะฉะนั้นสัจจะ 2 อย่างนี้นี่อยู่ในนี้มีหมด เพราะฉะนั้นการงานสมมุติสัจจะ จะเป็นกุศลทางโลก เป็นคุณค่าทางโลก เป็นประโยชน์ทางโลกของการงานอยู่ในนี้หมด รู้การงานดี รู้จักเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ รู้วิชาการเรื่องนี้ การงานนั้นการงานนี้พร้อมอยู่ในกัมมนิยะทั้งนั้น ส่วนมุทุภูตะก็สภาพของปรมัตถ์ เรียนรู้ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เรียนรู้อ่านจิตอ่านใจ วิเคราะห์จิตวิเคราะห์ใจออกพร้อม รวมกันแล้วเป็นสองสัจจะอยู่ในอันเดียวกัน เพราะฉะนั้นผู้ที่เรียนรู้ดี รู้จริง ก็รู้ทั้งการงาน รู้ทั้งจิตวิญญาณ รู้ทั้งพฤติกรรมกาย วาจา ใจ รู้ทั้งผัสสะที่เป็นกาโย องค์ประชุมนอกใน วัตถุ พฤติ กรรม รูปร่าง การงาน จนกระทั่งถึงพิธีกรรมต่างๆ พฤติกรรม กิจกรรม พิธี กรรมรู้ เข้าใจกรรมหมด เพราะฉะนั้นรวมลงแล้ว จริงๆมันรวมลงที่กรรม มุทุภูตธาตุก็กรรม กัมมนิยะก็กรรม เพราะฉะนั้นกัมมันตะนี่ จึงบอกแล้วไม่รู้กี่ครั้งว่า กัมมันตะไม่ได้หมายความว่า กายกรรมเท่านั้น ก็ถ้าเผื่อว่าจะบอกสังกัปปะ วาจา กายกรรมก็ได้ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากายาก็ได้ ถ้าท่านจะบอกว่ากรรมนี้คือกาย แต่ท่านไม่ ได้ใช้ศัพท์คำนี้ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมาวาจาก็รู้อยู่แล้ว วาจาคือคำพูดตรงธรรม สัมมากายะ หรือสัมมากายาก็ได้ ไม่ต้องเอาสัมมากัมมันตะ กรรมก็คือกรรมนี่ล่ะ ไม่ใช่คำอื่นดอก รากศัพท์มาจากกรรม พยัญชนะตัวนี้ นักบาลี อย่างไรก็แล้วแต่ แต่เขาขยายไม่ออก เขาก็บอก กัมมันตะ รวมแปลเป็นการงาน เป็นการกระทำ แต่เขาขยายการงาน การกระทำไม่ออก มันเป็นการงานการกระทำรวมหมด ทั้งการงานทางกาย ทั้งการงานทางวาจา ทั้งการงานทางใจ เพราะฉะนั้น กัมมนิเยนี่ก็รวมลงไปในกรรม เพราะพระพุทธเจ้าท่านได้เน้นกรรมทุกอย่าง กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กรรมนี่แหละพาเกิด กรรมนี่แหละพาเป็น กรรมนี่แหละสะสมเผ่าพันธุ์ เผ่าพันธุ์ก็คือเชื้อทุกเชื้อ เชื้อปุถุชน เชื้อสัตว์เดรัจฉาน เชื้ออสุรกาย เชื้อสัตว์นรก เชื้อเปรต หรือเชื้อเทวดา เชื้อพรหม เชื้อจริงๆเลย เป็นเชื้อของสัตว์โลก พันธุ์ของสัตว์โลก เผ่าพันธุ์ของสัตว์โลก คุณจะเป็นสัตว์โลกชนิดไหนล่ะ เป็นพรหมสัตว์ เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ชั้นสูง จิตวิญญาณสูง เป็นเชื้อวิญญาณทางจิตวิญญาณเลย เป็นเผ่าพันธุ์จริงๆ แล้วคุณก็ได้อาศัยกรรม กรรมเป็นที่พึ่ง เป็นสรณะ ปฏิสรณะ ปฏิสรโณ ก็คือสรณะ เป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้นกรรมใดเราสร้างได้เป็นพุทธ กรรมใดเราสร้างได้เป็นธรรมะเป็นสัจธรรมของพระพุทธเจ้า เราก็เป็นสงฆ์ที่มีพุทธธรรมเป็นกรรม กรรมที่เราสร้างนั้นเป็นพุทธธรรม เราก็ได้พึ่งพุทธธรรมที่แท้ คุณพึ่งอื่นไม่ได้ดอก คุณได้พึ่งกรรมทั้งนั้น กรรมเป็นสรณะนะ เพราะฉะนั้นเมื่อ กรรมเป็นสรณะ คุณมีเนื้อของพุทธอยู่ในกรรม กรรมที่คุณได้สั่งสม ได้กระทำ ได้ฝึกฝน ได้ทำเองเป็นของของตน คุณก็พึ่งของของตน คุณจะไปเอากรรมของคนอื่นมาพึ่งไม่ได้ คุณทำอะไร กรรมอันนี้เป็นพุทธ คุณก็ได้พึ่งกรรมที่เป็นพุทธ คุณทำกรรมนี้เป็นของปุถุชน คุณก็ได้พึ่งกรรมที่เป็นของปุถุชน คุณทำเป็นกรรมของฤาษี ได้ขนาดแค่ขั้นฤาษี คุณก็ได้พึ่งกรรมที่เป็นฤาษี ธรรมเป็นแค่ฤาษีธรรมะ เป็นฤาษีของนักปฏิบัติในระดับนั้น ตามความเห็นนั้น ทิฏฐิอย่างนั้น แล้วก็สั่งสมได้อย่างนั้น คุณก็ได้พึ่งอันนั้น เพราะเป็นของของคุณ เป็นกัมมัสสกตาที่สั่งสมไว้แล้ว เป็นมารดกของคุณ เป็นกัมมทายาท คุณก็ได้พึ่งอันนั้น กัมมัง สัตเต วิภัชติ กรรมจะจำแนกสัตว์ไปตามกรรม เพราะ ฉะนั้นคุณจะได้อะไร คุณก็จำแนกไปตามความจริงของคุณ สั่งสมเป็นแล้วคุณก็ได้พึ่งอันนั้นเป็นของของคุณ พาเกิด พาเป็น พาไปหมด กรรมจึงเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นคำว่ากัมมนิยะ หรือว่ากัมมันตะ หรือว่ากัมมัญญา พวกนี้มันขยายความชัดเจน กัมมันตะ กรรมทั้งหมดทั้งมวลรวมไว้แล้ว กัมมนิยะก็เป็นคุณค่าที่คุณกำลังฝึกฝน กัมมัญญาก็มีอัญญาในกรรม อาตมาเคยอธิบายคำว่าอัญญานี่มันเป็นตัวธาตุรู้ที่สูง ที่ลึก ที่ละเอียด ที่เป็นตัวตรัสรู้ เป็นอัญญะแปลว่าธาตุเริ่มต้น เป็นธาตุอื่นหรือเป็นธาตุอัญญะแท้ อัญญะแปลว่าอื่นๆก็ได้ หรือเป็นธาตุรู้ที่แบ่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน