360403 บทนำลัทธิประชาชนนิยม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งาน พุทธาภิเษกฯ ณ ศาลีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2536
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์1.67 MB
วันที่แก้ไข20 กุมภาพันธ์ 2569

เนื้อหาในไฟล์

360403 บทนำลัทธิประชาชนนิยม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งานพุทธาภิเษกฯ ณ ศาลีอโศก

บทนำลัทธิประชาชนนิยม เนื่องในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 17 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2536 ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก นครสวรรค์

พ่อท่านว่า… ที่นี่คือศาลีอโศกนะ ศาลีอโศก โดยเฉพาะหน้าแล้งเดือนเมษายน เราจัดงานที่นี่เดือนนี้มาเรื่อย แล้วก็เห็นว่า มันลงตัว มันเหมาะ มีคนขอให้เลื่อนไปจัดเอาเดือนอื่น อาตมาเห็นว่า พิจารณาดูหมดแล้ว ดูหมดแล้ว มันไม่สมควรจะย้ายไปเดือนอื่นเลย เดือนนี้ละเหมาะที่สุด มันจะได้รีดกันออกมาให้หมดดี ๆ ไปที่ศีรษะอโศก เราได้ปลุกเสกฯ เรามีสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่ง บรรยากาศภูมิประเทศก็อย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น สิ่งที่ได้ที่เป็นก็อย่างหนึ่ง อาตมาก็เคยพูด ก็เคยบอกว่า ที่ศีรษะอโศกนั่น มันชั้นประถมนะ มาที่นี่ชั้นมัธยมนะ เคยบอกไว้ เพราะฉะนั้น ใครมาที่นี่แล้วละก็ อยู่ได้ 7 วันท้องไม่เดิน เจ๋ง ไม่วิงเวียน เจ๋ง ยิ่งไม่ต้องบ่นเลย ยิ่งเจ๋งใหญ่ นอกจากไม่ท้องเดิน ไม่วิงเวียน ไม่บ่นแล้ว ยังแถมจิตใจเบิกบานร่าเริงด้วย ยิ่งมหาอภิมหาเจ๋งเลย ที่นี่

หมายเหตุ ภาพจาก “30ปี ชุมชนศาลีอโศก จ.นครสวรรค์” https://www.youtube.com/watch?v=N7JEahsI_fY แล้วก็งานที่เป็นที่มานี่นะ ตั้งแต่ครั้งที่ 1 มาเรื่อย ๆ จนถึงครั้งนี้ ปีนี้ ปีที่ 17 เข้ารูปเข้าร่างมาก ลงตัวกันเยอะ พวกเราก็มีสำนึก รู้จักหน้าที่ รู้จักการงาน รู้จักความเอื้อเฟื้อเจือจาน เกื้อกูล ประสานให้เกิดกิจการกิจกรรมนี้ขึ้นมา อย่างได้รูปแบบขึ้นมาเยอะ ไม่ต้องไปโหวกเหวกโวยวายเรียกหาอะไรกัน โน่น ๆ นี่ ๆ อะไรมากขึ้น ชักรู้บ่อน รู้ที่ รู้แหล่ง รู้ว่ามีอะไรบ้าง เราจะมีอะไรบ้าง มันชักลงตัวหมดแล้ว กองทะเบียนมี กองฝ่ายที่จะจัด

อ่านต่อ

แต่ก่อนนี้ มีฝ่ายส่งน้ำ ตอนนี้ฝ่ายส่งน้ำที่นี่จะต้อง โอ้โห หนักลดลงไป มีแท็งก์น้ำแล้ว คิดว่าจะปลอดภัยนะ ยิ่งมีปลัดมาปวารณาเรื่องน้ำไว้ด้วยแล้ว แหม อุ่นใจขึ้นอีกเป็นกอง ถ้าเผื่อว่าเกิดแท็งก์น้ำเรานี่นะ มีน้ำใช้ เราไม่พอเพียง หรือน้ำกินของเราขาดอะไรนี่ ซึ่งน้ำกินเราก็พยายามหากันอยู่ เราไม่ได้กินน้ำพวกนี้หรอก กินไม่ไหวหรอก น้ำพวกนี้ คงท้องไส้ไม่ดีแน่ ก็พอเป็นไป ปีนี้มาได้ระดับนี้นี่ มีส่วนหน่วย หน่วยครัว หน่วยครัวนี่แหละหนัก ทำกันทั้งวัน วันยันค่ำ ก็คนเป็นพัน ๆ นี่ แหม กินจริง ๆ ขนาดมื้อเดียวนะนี่นะ ขนาดเรากินมื้อเดียวนะ มีเล็ด ๆ ลอด ๆ เด็ก ๆ เราก็เอื้อบ้าง 2 มื้ออะไรนี้ไปบ้าง สำหรับเด็กละนะ ปีนี้เด็กมากขึ้นด้วย โอ ขนาดกระเจี๊ยบๆ ก็มีนะ โอ๋ นี่ มันจะวงจรมันสมบูรณ์ อีกหน่อยต่อไป คงอุ้มกันคนละตักสองตักละนะมา (ผู้ฟังหัวเราะ) อุ้มอยู่ในตักก็มี นี่คงจะ แหม เสียงประเดี๋ยวบรรยายไปก็ อุแว้ ๆ อะไรกันนี่นะ โอ๊ คงจะน่าดูเลย อีกหน่อยในอนาคตนี่ จะถึงบทนั้นหรือเปล่าไม่รู้ ก็งานพุทธาภิเษกฯ แท้ ๆ นี่ แหม มันไม่ถึงวัย จะต้องเอาเด็กมาทรมานอย่างนั้นหรอก เราเคยพูดนะว่า เด็กที่มาที่นี่แล้วนี่นะ ถ้าเด็กกระจองอแง อย่าเอามาเลย คุณเสียโอกาส ถ้าจำเป็น คุณอยากมีลูกทำไม ว่ากันจริง ๆ ที่นี่ ไม่ได้ส่งเสริมนะ คนมันจะล้นโลกอยู่แล้ว พูดไปประเดี๋ยวก็โดนอีกละ คนโดนละนะ โดนแล้วโดนเล่า แต่คนที่ไม่โดน ก็แล้วไป น่ะ คนที่รอดพ้นมาได้ ระวังให้ดี อย่าให้ผีมันดึงไปก็แล้วกัน ให้ดีๆก็แล้วกันนะ เพราะฉะนั้น เราเองเราก็เกิดระบบ เกิดสภาพเป็นชุมชนที่มีระบบของมัน ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมา ถ้าใครมีรายละเอียด มีปัญญา ปฏิภาณดี ๆ สังเกตอาตมาหยิบมาพูดทุก ๆ ปี หยิบมาให้พวกเราสังเกตอ่าน มันมีอะไรพัฒนาขึ้นมาบ้าง แม้ทางวัตถุ แม้ทางพฤติกรรมของแต่ละคนในพวกเรา พวกเราจัดงานกันเอง เป็นเจ้าภาพกันเองหมดแหละ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ จ้างวานที่ไหนกัน ไม่มีใครได้รับค่าจ้างกันหรอก ในนี้ไม่มีใครได้หน้าได้ตาอะไรกันนักกันหนาหรอก คนนั้นคนนี้จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แหม คนนี้ทำเสร็จแล้ว ได้หน้าบาน ไม่ใช่ ต่างคนต่างก็ช่วยกันทุกคน ก็ไม่ได้พยายามที่จะมา ยกเด่น ยกเอา คนนั้นเชิดคนนี้อะไรต่ออะไร ไม่หรอกนะ เพราะฉะนั้น พวกเราก็เข้าใจขึ้นมา เห็นขึ้นมา อาตมาก็หยิบมาพูด หยิบมาแนะนำให้สังเกต บางคนอาจจะช้า แต่คนไหนที่มีปฏิภาณไว ก็ดีแล้วละ รู้ล่วงหน้า ที่อาตมาจะแนะด้วย ดี ไม่เป็นไร แต่ข้อสำคัญ อย่าเอาแต่รู้ ลงมือด้วย แหม นี่ดีจังเลยนะ คนนั้นช่วยมุมนั้นมุมนี้ดี แต่เราไม่ช่วยสักที เดี๋ยวก็เอากระบองตีกบาลให้เท่านั้นเอง ได้แต่รู้ รู้ ๆ ๆ เพราะฉะนั้น เรารู้จุดสำคัญ จุดนั้นจุดนี้ จะต้องช่วยนั่นช่วยนี่อะไรต่ออะไรทำนะ ผู้ที่มันมีกิจนะ ผู้ที่จะมาช่วยเดินอาหาร จะต้องมาช่วยทำโน่นทำนี่ จะมาช่วยปอกพืช ปอกผัก อะไรก็แล้วแต่ จะช่วยล้างตรงนั้น เช็ดตรงนี้ มันอะไรต่ออะไร มันใช้เทคนิค หรือใช้อะไรมันลงตัวดีขึ้นมาแล้ว ก็แล้วไป ก็เบาแรงเรา เราก็เอาแรงงานของเราที่เหลือนี่ ไปใช้อื่นนะ ทุกคนมานี่ พยายามจะต้องทำงาน ทำงานนี่เป็นเรื่องหลักเลยพวกเรา ชาวอโศกเรา ขอย้ำยืนยันเลยนะ ทำงาน แล้วต้องทำให้เป็น แล้วต้องเป็นคนทำงาน เป็นคนขยันหมั่นเพียร เป็นคนที่ไม่หนีงาน ความเจริญ หรือความอยู่รอดได้ สังคมยิ่งต่อไปในอนาคตนี่ วัตถุดิบ ทรัพยากรของโลกพร่อง พร่องแล้วก็ถูกผลาญมากขึ้น ทางวิทยาศาสตร์ เขาก็พยายามที่จะเร่งรัดพัฒนาให้มันมีวัตถุดิบ หรือว่า ทรัพยากรเกิดขึ้น แต่มันจะไม่ทัน เพราะคนไม่ได้เรียนรู้ในการประหยัด ไม่เรียนรู้ในการมักน้อย สันโดษ แล้วก็ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย เอาไปอวดอ้าง เอาไปผลาญพร่า เอาไปอวดเบ่งอะไรกันด้วย กินเบ่ง ใช้เบ่ง มีอะไรก็ฟุ่มเฟือย คิดดูง่าย ๆ ก็ได้ ผู้หญิงนี่ มีเสื้อผ้า 400 กว่าชุด นี่มันคืออะไร มันบ้าไหม คนเรา 400 กว่าชุดนี่ บางชุดนั่นนะ 5 ปี ยังไม่ได้เวียนมาถึงมันเลย ยังใส่ไม่หมดเลย แล้ว 400 กว่าชุดนี่ คนที่มี 400 กว่าชุดนี่ ไม่ได้หยุดการซื้อเสื้อผ้านะ ยังจะซื้อต่อไปอีกนะ นี่แหละคือความเห่อ คือความมอมเมากัน จนกระทั่งบ้าเลือดกันไป มันมาก มันมายอะไรกันนักกันหนา อย่างพวกเรานี่ มารู้ความเหมาะความสมแล้ว แม้แต่เสื้อผ้า หน้าแพรที่จะใช้ เรามีกันคนละไม่กี่ชุด พอหมุนเวียน พอซัก พอเปลี่ยน มันก็พอแล้ว ขาดแล้วก็ปะก็ชุนใช้ ยังได้เลย อย่างนี้เป็นต้น แม้แต่เรื่องการกินก็บ้า ๆ บอ ๆ เหลือเกิน เหลือกิน กินกันฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย กินจนฆ่าตัวเอง ขอใช้ำคำว่า กินแล้วอย่างฆ่าตัวเอง แต่เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเขาฆ่าตัวเอง อย่างพวกเรามากินอย่างเรียนรู้สัจจะขึ้นมานี่ จนสุดท้ายมากินมื้อเดียวก็พอ กินมื้อหนึ่งวันหนึ่ง ก็ไม่เห็นจะมากเท่าไหร่ด้วย อย่างอาตมานี่ก็ทำงานน้อยกว่าพวกคุณที่ไหน มาวัดกันก็ได้นะ วันหนึ่งอาตมาใช้แคลอรี่ไปเท่าไหร่ แล้วอาตมากินอาหารเท่าไหร่ วัดได้ อาตมาท้าได้นะ คนที่แบกหามนี่ก็ตาม กินแคลอรี่เท่าไหร่ อาตมานี่ใช้วันหนึ่งใช้แคลอรี่เท่าไหร่ อาตมาว่าอาตมาใช้แคลอรี่ไม่ได้น้อยกว่าคนเหล่านั้น ซ้อนเชิงนะ คนที่ใช้แคลอรี่ไปในทางที่ผลาญเปลืองเปล่า ใช้แคลอรี่ผลาญไปในทางที่บำเรอตน สนุกสนาน เอร็ดอร่อย อะไรก็แล้วแต่ เขาก็ใช้แคลอรี่ พวกนี้เปลืองเปล่า อาตมาไม่ได้ใช้แคลอรี่ไปเพื่อผลาญ ไปเพื่อบำเรอตนเอง อาตมาใช้แคอลรี่ไปเพื่อสร้างสรร เพื่อที่จะให้ไปเป็นประโยชน์ผู้อื่น ตัวเองไม่เท่าไหร่เลย ที่จะใช้แคลอรี่ ใช้แคลอรี่ในการกิน อาตมาก็ต้องใช้แคลอรี่เพื่อที่จะกินอาหารใส่เข้าไปบ้าง ใช้แคลอรี่ ในการที่จะพักผ่อนนอน หรือใช้แคลอรี่ในการออกกำลังกายให้แก่ตัวเอง เพื่อให้สรีระมันแข็งแรงอะไรบ้าง อาตมาใช้แคลอรี่จริง ๆ ไม่เท่าไหร่ เพื่อตัวเองล่ะนะ ส่วนมากแคลอรี่ที่จ่ายออกมาสังเคราะห์กรรมกิริยาแรงงานออกมา มันเป็นการสร้างสรรเพื่อผู้อื่นสะเยอะ จะว่าไปแล้วก็เกือบทั้งหมดล่ะ แล้วมันก็ใช้ มันก็อาจจะดู แล้วไปวัดกับพวกที่เขาใช้แคลอรี่มากๆ แต่เขาบำเรอตน ต้องหักออก เอาแคลอรีที่ใช้เพื่อประโยชน์คนอื่นดูซิ ซ้อนลงไป อาตมาใช้แคลอรี่ออกไปแล้ว แลกเปลี่ยนกลับคืนมาไหม นี่อีก โอ้โห ทางโลกแล้วไม่ต้องพูดเลย เขาไม่ได้ใช้แคลอรี่เพื่อคนอื่นเลย เพราะอย่างน้อยใช้แคลอรี่ไปแลกคืนกลับมาหมด ไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรให้แก่ผู้อื่นเลย ดีไม่ดีตัวเองน่ะใช้แคลอรี่ไปเท่านี้ เอาคืนมาเกินด้วย ตีราคาค่าแรง ค่าตัวอะไรอย่างเกิน เฟ้อ เอาเปรียบเอารัดมากมายด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ถ้าคิดให้ละเอียด อย่างที่อาตมาพาคิดพาศึกษา เห็นสัจจะความจริงพวกนี้แล้ว จะเห็นว่าพวกเรานี่ เรียนรู้สัจจะ แล้วก็เป็นคนมีประโยชน์คุณค่า แล้วก็ถนอม สงวน ถนอมทรัพยากร สงวนทรัพยากรอะไรต่ออะไรให้ นี่ มันเป็นการปรับ การเรียนรู้โดยชีวิตนะ แม้จะมาอยู่ 7 วันงานพุทธาภิเษกนี่ ก็ฝึกเรียนรู้ ใครฉลาดจะเรียนรู้รายละเอียดไปได้มาก ใครไม่ฉลาดก็ได้น้อยหน่อย ก็เอา จะมีกันทุกปีแหละ เราก็ศึกษา ฝึกฝน แล้วก็บอกรายละเอียดเพิ่มเติมกันไปทุกปี ลัทธิการปกครองแบบต่างๆ ในหมู่กลุ่มสังคม : วันนี้ ก็อยากจะมีรายละเอียดบอกพวกเราให้ทราบว่า กลุ่มชนพวกเรานี่เป็นกลุ่มชนของสังคมชนิดหนึ่ง อาตมาขอขยายกว้างนิดหนึ่งว่า โลกเรานี่นะ มันมีอะไรกว้างนะ กว้างแล้วมันก็ปกครอง หรือบริหาร หรือเป็นอยู่ รวมสังคมกลุ่มเป็นอยู่ อย่างลัทธิ หรืออย่างที่มีกิจกรรม กิจการ มีพฤติกรรม พฤติการ มีพิธีกรรม พิธีการอะไรอยู่นี่ รวมเป็นสังคม มีจารีตประเพณี วัฒนธรรมอยู่กัน แต่ละกลุ่ม แต่ละหมู่ ที่รวมกันอย่างชัดเด่น จนยืนหยัดยืนยันรูปแบบ ยืนหยัดยืนยันวัฒนธรรม ยืนหยัดยืนยันการเป็นอยู่ เป็นลัทธิ หรือเป็นระบบ มีต่างกัน ในประเทศเดียวกัน ก็มีลัทธิต่างกันที่มากและน้อย เหลื่อมล้ำซ้อนกันอยู่มี แต่โดยรวมแล้วก็มีอย่างหนึ่ง เช่น ในประเทศไทย บอกว่ามีลัทธิประชาธิปไตย ลัทธิประชาธิปไตยนี่ ในประเทศไทยมีหลายสภาพ ที่เข้าใจแต่ละหมู่ แต่ละกลุ่มไม่เท่าเทียมกัน ประชาธิปไตยคำเดียว ยังแยกออกในแนวความเห็นนี่ ก็ยังมีละเอียดลออแทรกซ้อนอยู่ตั้งเยอะตั้งแยะนะ อาตมาจะไล่ให้ฟังนะว่าโลกนี้มันมีลัทธิอะไรบ้างนะ ใครตามโน้ตได้ก็โน้ต ใครตามโน้ตไม่ได้ มาขอลอกทีหลังก็เอา อาตมาว่าอาตมาเก็บมาได้มากเหมือนกัน อาตมาไม่ได้ใส่ตัวเลขเอาไว้ว่า อาตมาได้มากี่ลัทธิ (พ่อท่านนับเลข 1, 2, 3,..,11.) 11 ลัทธิแน่ะ ลัทธิการบริหาร หรือการปกครอง สังคม กลุ่มหมู่นี่ ลัทธิที่ 1 อาตมาไม่ได้ไล่เลียงลำดับเท่าไหร่หรอกนะ อาตมาคิดอะไรได้ ก็เขียนมันเรื่อยไปแหละนะ ค้นหามาได้บ้าง ดูจากหลักฐานโน่นนี่บ้าง ก็มาเขียนไปตามประสา ไม่ใช่นักวิชาการ ผิดบ้าง ถูกบ้าง ก็ว่าไปก่อน นักวิชาการมาเรียบเรียงอีกที ค่อยว่ากัน ลัทธิแรกนี่ Absolutism หรือว่า Despotism นะ ต้องใช้ภาษาฝรั่งหน่อย มันถึงจะโก้ ใครที่รู้ภาษาฝรั่ง พอฟังแล้วรู้แล้วว่าอะไร Absolute นั่นแหละ หรือ Absolutism กับ Despostism ลัทธิสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นี่เป็นภาษาไทย ต่อมาก็ ลัทธิชาตินิยม Nationalism นี่เรายกให้ญี่ปุ่น ชาตินิยมชั้น 1 ไทยเรานี่ไม่ได้เรื่อง ชาตินิยม เดี๋ยวค่อยวิจารณ์ ตอนนี้ว่ากันไปก่อน หัวข้อ Nationalism อันนี้ก็คงพอเข้าใจ ลัทธิชาตินิยม ลัทธิจักรพรรดินิยม หรือว่า จักรวรรดินิยม ผู้ที่รู้จักภาษาอังกฤษ คงพอนึกออกแล้ว Imperialism ลัทธิจักรวรรดินิยม ลัทธิจารีตนิยม หรือลัทธิอนุรักษ์นิยม ก็ Conservatism ผู้รู้ภาษาอังกฤษก็คงไม่งงเท่าไร พอเข้าใจ ลัทธิประชาธิปไตย ก็คงรู้กันแล้ว Democratism ลัทธิเผด็จการ นี่ ก็ Totalitarianism หรือ Dictatorship เผด็จการ Dictator ลัทธิคอมมิวนิสต์ (Communism) ลัทธิสังคมนิยม (Socialism) สังคมนิยม ลัทธิเสรีนิยม (Liberalism) ลัทธิอาณานิคม (Colonialism) ทีนี้มีลัทธิอีกลัทธิหนึ่ง ลัทธินี้แหละ จะพูดกันอย่างสำคัญคือ ลัทธิประชาชนนิยม (Populism) เดี๋ยวจะได้บอก จะได้อธิบายกันนะ เอาละ บอกชื่อลัทธิต่าง ๆ อาตมาจะไม่ขยายความลัทธิต่างๆ เหล่านี้สักเท่าไร ได้เวลา ได้โอกาสดี ๆ อาตมาอาจจะขยายบรรยายกันในบางโอกาส แนวคิด ลัทธิประชาชนนิยม Populism : Populism อาตมาตั้งลำลองว่า ลัทธิประชาชนนิยม ไม่ใช่ประชาธิปไตยทีเดียว เหนือชั้นกว่าประชาธิปไตยนะ ประชาธิปไตยนี่ มันก็ดีในระดับหนึ่งนะ แต่มันก็ยังไม่ได้ดีสมบูรณ์แบบเท่าไหร่หรอก ประชาธิปไตยในโลกนี้ ก็มีอเมริกา มีอังกฤษ อังกฤษนี่เป็นต้นฉบับของประชาธิปไตย โดยระบบที่มีในหลวง มีกษัตริย์ของอังกฤษ ส่วนอเมริกานี่ พัฒนามาจากอังกฤษ มาเป็นประชาธิปไตยที่ไม่มีในหลวง มันก็เป็นอีก 2 แบบ ก็ว่ากันไป โดยอุดมการณ์ โดยหลักการแล้ว ดี ประชาธิปไตยก็ใช้ได้ แต่ก็ยังไม่ถึงที่สุดของประชาธิปไตยทีเดียว ยังไม่พอ ยังมี Populism ซึ่งเหนือชั้นกว่าประชาธิปไตย ประชาชนนิยม ซึ่งมันลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณ อาตมาใช้คำว่า ประชาชนนิยม หรือว่า ลัทธิอาศัยความนิยมจากประชาชน (กลุ่มคำ เช่น)คำว่า popular (เป็นที่นิยมแพร่หลาย), populace (ประชาชน พลเมือง), popularise (ทำให้เป็นที่นิยม), popularity (ความเป็นที่นิยม), population (ประชากร พลเมือง ราษฎร) มันมาจากรากศัพท์ของคำว่า People มันมาจากรากศัพท์ของคำว่า ประชาชน เมื่อประชาชนมีปัญญา ก็ใช้ปัญญานี้พัฒนามาเรื่อย ๆ ขอบอกก่อนเลยว่า ลัทธิ Populism นี่ มันมีเป็นอุดมการณ์เท่านั้น แม้แต่นักวิชาการจริง ๆ เขาก็บอกว่า ในโลกนี้ยังไม่มี ลัทธินี้นี่ ในโลกนี้ยังไม่มี เขาก็ว่าอย่างนั้นนะ เดี๋ยวอาตมาจะอธิบายให้ มีอะไร ๆ หลาย ๆ อย่างเกิดขึ้นแล้วนะ สังคมชุมชนชาวอโศก : ก่อนอื่น อาตมาขอเท้าความถึงพวกเราเสียก่อน พวกเรานี่ได้พัฒนาหมู่ฝูงกันจนกระทั่งมาเป็นกลุ่มเป็นหมู่ เป็นคณะ มีรูปแบบที่อาตมาพอใจนะ จะว่า อโศกเราช้า อาตมาว่าไม่ช้านะ เจริญได้เร็ว ท่ามกลางลัทธิที่บ้า ๆ บอ ๆ นี่เยอะนะ ลัทธิอีกลัทธิหนึ่ง อาตมาไม่ได้ใส่เข้าไป ก็คือ ลัทธิทุนนิยม Capitalism ที่จริงน่าจะใส่ลงไปอีกอันหนึ่ง ที่จริงก็ไม่ลืมหรอก แต่ว่าทำไมไม่ใส่ก็ไม่รู็ ยังไม่อยากพูดถึงมากเท่าไหร่ ถ้าพูดถึงมาก ประเดี๋ยวมันจะเข้มนะ มันจะอื้อหือ หมายความว่า จับคู่ต่อสู้ตรงตัวเลย Capitalist (นายทุน นักทุนนิยม) แม้แต่ในคอมมิวนิสต์ ในสังคมนิยมนี่ยังมี Capitalist อยู่ เป็นทุน ทุนนิยมน้อย ทุนนิยมกลาง อะไรตามใจ ส่วนประชาธิปไตยนั้น ทุนนิยมใหญ่เลย ไม่ใช่ทุนนิยม(เฉยๆ) ทุนนิยมยักษ์เลย ผงาดมาก แล้วมีภาวะซับซ้อน ลึกซึ้งมาก “เลวร้ายมากด้วย” (พ่อท่านทำน้ำเสียงดุและเข้ม) พูดอย่างนี้แหละ มันหาปากกระบอกปืนมาใส่ตัว แนวคิดอย่างพุทธแท้ ลึกไปถึงจิตวิญญาณของชาวอโศก : ทีนี้พวกเรานี่ มีแนวคิดที่ต่างกัน แล้วมีแนวคิดลึกไปถึงจิตวิญญาณ ไปถึงคุณค่าประโยชน์ อาตมานำวิชาการของพระพุทธเจ้ามาสอน มาแนะนำให้เห็นคุณค่า ให้เห็นบุญ เห็นกุศล เราได้เสียสละ เป็นกุศล เราเอาเปรียบเป็นบาป เอาเปรียบเป็นคนเลว พวกเราก็มาเรียนรู้ ลดความโลภ ลดความโกรธ เราไม่รุนแรง เราไม่เข่นฆ่า ไม่เบียดเบียน ไม่ทำร้าย ใครมีบาปมีบุญ ของใครก็ของใครของมัน เขาทำบาป เขาก็รับวิบากของเขา เราทำบุญ ก็รับวิบากของเรา ขนาดนั้น เราไม่รู้ เรายังไปสร้างวิบากบาปมาตั้งเยอะตั้งแยะ ยังมีบาป มีทรมานทรกรรมกันอยู่ตั้งไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ คนบางคนนี่รู้ดีแล้ว แต่เขามาไม่ได้ เพราะวิบากกรรมของเขาดึงตัวไว้ มาไม่ถึงหมู่ น่าสงสาร แต่ก็ไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร ก็ดูกัน แต่เห็นกันหลัด ๆ ๆ ช่วยกันก็ไม่ได้ มันก็มี นะ พวกเรานี่ทำอะไรเข้าระบบ กินน้อย ใช้น้อย ขยันหมั่นเพียร สร้างสรรมาก ให้มีสมรรถภาพ ให้มีความสามารถในการสร้างสรร เรารู้เท่าทันโลกเขามีเทคโนโลยี มีความรู้ความสามารถอะไร เราก็เรียนรู้ อันไหนพอใช้เป็นเทคนิคอันเหมาะสม เราก็เอามา อันไหนที่มันเฟ้อเกินไป โดยเฉพาะจะเอาเทคนิคเขามาเป็นประโยชน์ในการที่จะหาประโยชน์ใส่ตัวเอง หาประโยชน์ให้แก่ตัวเองได้เปรียบมาก ๆ นั้น เราไม่เอา เราจะเอาก็ต่อเมื่อเราเอามาสร้างสรรได้มาก นี่เพื่อที่จะเผื่อแผ่ขยายเกื้อกูลออกไปสู่ประโยชน์คนอื่นให้มากขึ้น เจตนารมณ์อันนี้ เราต้องรำลึกสำนึกไว้เสมอ เราจะต้องสร้างชีวิตของเราให้เป็นคนมีคุณค่า ถ้าเราได้สร้างสรร เราก็มีความสามารถ เราก็สร้างสรรได้มาก ได้ดี สิ่งที่สร้างสรร มีคุณภาพดี มีปริมาณมาก เมื่อมีมากและเรากินน้อยใช้น้อย เราไม่หวงไม่แหน เราไม่เห็นแก่ตัว เราไม่สะสมกอบโกย ระบบสังคมของชาวอโศก : เรามีระบบสังคมของเราว่า แม้เราไม่มีสมบัติเลย เป็นอนาคาริกชน เป็นคนไม่มีทรัพย์ศฤงคาร ไม่มีบ้านช่องเรือนชาน ไม่มีสมบัติส่วนตัว แต่เรามีคุณธรรม แล้วเป็นคนขยันหมั่นเพียร ทำงานได้ ขยัน สร้างสรรเป็น แล้วเราก็ไม่ต้องหวงแหน ไม่ต้องเอาไว้เป็นของตัวของตน สร้างสรรตะพึด แล้วก็อยู่กับหมู่กลุ่มพวกเรานี่ พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายกันได้ ไม่ว้าเหว่ ไม่โดดเดี่ยว อบอุ่น แหม! พูดแล้วมันสบายใจ แล้วมันมีรูปร่างให้อาตมาเห็นว่ามันเป็นไปได้บ้างแล้ว แม้จะยังไม่งาม ยังไม่สมบูรณ์แบบ มันก็ยังมีรูปร่างพออาศัย ที่เห็นรูปร่างได้แล้ว มีกำหนดเกณฑ์มาตราฐานขั้นต่ำทางคุณธรรม : พวกเรานี่ พึ่งพากันได้ขนาดนี้แล้ว บางคนจะเอาจัดกว่านี้ บอก แหม บางคนนี่พูดกัน แล้วมันก็มีบางคนมีกิเลสอยู่นะ ถือตัวบ้าง เห็นแก่ตัวบ้าง ยังพอสมควร พอไอ้นั่นก็ เห็นแก่ตัวก็แสดงท่าทางเห็นแก่ตัว พอคนนี้ได้รับกระทบ(ก็ว่าให้) ไอ้นี่เห็นแก่ตัว ก็จะไม่ให้เห็นแก่ตัวเลย เราจะเอาเป็นพระอรหันต์หมดเลย แหม มันก็เกินไป มันเป็นไปไม่ได้หรอก ไอ้อย่างนั้นนะ พรวดพราดทีเดียว จะเอาถึงเป็นอรหันต์อยู่ด้วยกันหมดทุกคน ไม่ได้ มันต้องอย่างนี้แหละ บางคนอีกตั้งหลายชาติแน่ะ เพราะฉะนั้น เขาลดละได้ เขาไม่ต่ำกว่ามาตรฐานอยู่ด้วยกัน ขนาดนี้ ไม่หยาบคายเกินไป โลภก็ไม่จัดเกินไป กามราคะก็ไม่จัดขนาดโลก ๆ เขา ความแค้น ความเคือง ความโกรธอะไร ก็ไม่จัดจ้านนัก ขนาดนี้ ก็ดีแล้วนี่ พออยู่ด้วยกันได้ ก็เข้าใจกันและกันให้ได้ พยายามรู้ มีการช่วยกันขัดเกลากันและกัน : แล้วก็มีวิธีการอะไรที่จะขัดเกลาเขา ให้เขาขึ้นมาบ้าง ขัดเกลาไม่ได้ เราก็ให้ผู้ที่มีฝีมือ ให้คนที่มีวรยุทธ์ช่วยขัดเกลาเขาต่อไป เราก็รับผิดชอบตัวเราเองเป็นหลัก เพื่อนฝูง คนอื่นก็ช่วยกันได้ เท่าที่คนไหนศรัทธาเรา แล้วคนไหนที่พอเชื่อถือเราบ้าง เราพอจะบอกจะกล่าว จะแนะนำจะให้เขาขัดเกลาได้บ้าง เราก็ค่อย ๆ พึ่งพากันไป มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยแห่งชีวิต : จนกระทั่งเรารู้ ว่าระบบของพวกเรานี้ เจริญขึ้นมาพอสมควร เป็นการศึกษาทั้งระดับมหาวิทยาลัยแห่งชีวิต อาตมาบอกแล้วว่า พวกเรานี่ มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต คุณจะอยู่ที่วัด อยู่ใกล้วัด หรือห่างไกลวัด ก็ตาม เราก็มีสื่อสารเหมือนเรียนทางไปรษณีย์ รับติดต่อ มีเท็ปมาแล้ว(บันทึกเสียงเทศน์) วันนี้บรรยายว่าอย่่างไร ติดต่อหาซื้อไป อย่ากลายเป็นคนตกนะ เป็นคนตกข่าว เป็นคนตกความรู้ หมั่นติดต่อเสมอ มีเท็ป มีวิดีโอ มีหนังสือ มีตำรา มีโน่นมีนี่ อะไรต่ออะไร ก็ทำกันอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ผู้ใดติดต่อสืบโยงอยู่กับส่วนกลางที่เป็นแหล่งแห่งการเผยแพร่ แหล่งแห่งการกระจายความรู้ นำพากัน มีข่าวคราว เราจะไปอย่างไร ทำอย่างไรกันขึ้นไปบ้าง รู้เรื่อง รู้ราว ไม่เป็นคนตกสังคม เป็นคนอยู่ในหมู่กลุ่มสังคม รู้ข่าวรู้คราว มีไอ้โน่น ไอ้นี่อะไรต่ออะไร ก็พัฒนาตามหมู่ฝูงไปได้ทัน ระวัง แกแลคซี่นี้เดินทางไป คุณตกแกแล็คซี่ ระวังนะ จักรวาลกลุ่มนี้ นี่เหมือนกับดวงดาวนี่ ดาวร้อย ดาวร้าย ดาวดี ทั้งหลายแหล่อยู่นี่ มันก็ไปกับแกแลคซี่นี้ ไปกับจักรวาลนี้ ถ้าคุณหลุดออกจากแกแลคซี่นี้ แรงดึงดูดมันดึงเอาไว้ไม่ได้ คุณต้องตกร่วงจากแกแลคซี่ ก็ตกหล่นไป จะไปตกจักรวาลไหน ไม่รู้ด้วยนะ ตกจักรวาลที่ดุ ๆ เดือด ๆ คุณก็ไปจมอยู่กับจักรวาลนั้น แต่ถ้าไปกับจักรวาลนี้ได้ก็ไป อย่าให้ตกข่าว อย่าให้ตกแกแลคซี่ก็แล้วกัน อย่าให้ตกจักรวาล เพราะฉะนั้น หมู่กลุ่มที่เป็นนี่ มันเป็นรูปร่างอีกอันหนึ่ง ซึ่งอาตมาเห็นแล้วว่า กำลังจะพูดถึงนี่ ที่นักวิชาการเขาคิดไปก่อน เขาพยายาม เห็นว่าสังคมควรจะอยู่อย่างไร มันก็พอมีปัญญารู้ เหตุการณ์นี้เกิดใกล้ตัวมาแล้ว เดี๋ยวอาตมาจะได้บรรยายเรื่องนี้ วันนี้ งวดนี้ตอนนี้ จะบรรยายเรื่องนี้ แต่ก่อนจะบรรยายเรื่องนี้ ก็ขอพูดก่อนว่า

หลักที่พาให้สังคมชาวอโศกเจริญได้ : พวกเรานี่ เจริญได้ด้วยหลัก 3 อย่าง คุณธรรม จริยธรรม การทำงาน พวกเรานี่ จะต้องทำงานเป็น จะต้องมีสมรรถภาพในการงาน ขยันหมั่นเพียร วิชาการ ความรู้ สมัยเก่า-สมัยใหม่ เราเรียนหมด เก่าก็เรียน ใหม่ก็เรียน ต้องให้ทันโลก แต่ก็ไม่ต้องไปนั่งแข่ง วิชาการนี้ถือเป็นอันบ๊วย

หลักคุณธรรม : หลักคุณธรรมต้องมาก่อนเป็นสำคัญ : ทุกวันนี้โลกเขาเอาวิชาการขึ้น 1 เขาเอาทำงานเป็น 2. คุณธรรมเป็นบ๊วย หลัก 3 อย่างนี้นะ ส่วนเรานั้นเอาคุณธรรมขึ้น 1 การทำงานเป็น 2. วิชาการเป็นบ๊วย อาตมาเคยเทศน์ เคยบรรยายมาหลายทีแล้ว ถ้าเรามีคุณธรรม กับทำงานเป็นนี่ อยู่รอดไหม วิชาการไม่ต้องเก่งเลย แต่คนที่ทำงานเป็นแล้ว ไม่มีวิชา ไม่มีความรู้ ไม่มีหรอก ไอ้ที่ทำงานเป็นแล้ว เขารู้แล้วเขาถึงทำได้ และโดยเฉพาะทำงานที่เราต้องอาศัย หรือยังชีวิตรอด ทำงานกสิกรรมเป็น ทำงานช่างเป็น ทำงานที่จะยังชีวิตของเราพอได้นี่ ขยันหมั่นเพียร แล้วจะต้องทำเผื่อคนอื่นได้ด้วย นี่รอดแล้ว วิชาการไม่เก่ง ก็รอด คนในโลกเดือดร้อนเพราะไม่เอาคุณธรรม : แต่ถ้า วิชาการเก่ง ทำงานเก่ง ทุกวันนี้เขา 2 อย่างนี่นะ คุณธรรมเขาไม่ค่อยมี ทำงานวิชาการเก่ง ทำงานเก่ง เป็นอย่างไรล่ะ เดือดร้อนกันทั่วโลก เพราะอะไร เพราะพวกวิชาการนี่เอาเปรียบ ฉลาด แล้วก็พวกทำงานนี่กลายเป็นกรรมกร กลายเป็นเบี้ยใช้ เป็นทาสทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจและวัฒนธรรม เป็นทาสทางสังคม เป็นทาสทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม คนทุกวันนี้ มันดูเหมือนไม่รุนแรงเหมือนสมัยโบราณ ที่เป็นทาสก็เอาไม้หวดกันเลยนะ ตีกัน มีสิทธิ์ฆ่าได้ด้วย แต่สมัยนี้ไปฆ่าไม่ได้ ฆ่าแกงไม่ได้ แต่ทรมานยิ่งกว่านั้น ตายทั้งเป็นนะ เป็นทาสที่ทรมานเหลือเกิน ตายทั้งเป็น จะตายก็ตายไม่ลงด้วย ไม่ให้ตายด้วยนะ รับใช้ไปตลอด โอ้โห เจ็บแสบมาก ทาสทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม คนไทยนี่แหละเป็นทาสวัฒนธรรมตะวันตก เป็นทาสวัฒนธรรมอเมริกา เดี๋ยวนี้เป็นทาสวัฒนธรรมญี่ปุ่นเข้าไปเยอะแล้ว พวกนี้ค่อยว่าขยาย อาตมาไม่มีเวลาจะขยายเรื่องนี้วันนี้นะ เพราะฉะนั้น เราค่อย ๆ ว่ากัน ค่อยศึกษา เพราะฉะนั้น ในพวกเรานี่พยายามที่จะเน้นคุณธรรมมาให้ได้ เพราะว่ามันตกร่วง ตกหล่น มันเสื่อมไปมาก เน้นขึ้นมาพอสมควร คุณธรรมมีอะไร เสียสละ ลดความโลภ โกรธ หลง ลดจริง ๆ ลดได้แล้วมันก็จะเป็นพฤติกรรมที่เราอยู่ด้วยกัน มีพฤติกรรม ก็เราลดได้แล้วมันก็เป็นอย่างนี้ มันก็จะอยู่ประสานกันอย่างนี้ ประสานกันไป แล้วปรับกันไป แล้วเรียนรู้เท่าทันไปเรื่อย ๆ พวกเราเองก็ยังไม่เก่ง ตรงที่ปฏิภาณ กระทบสัมผัสแล้ว มันเผลอตัว เผลอตัวกระทบสัมผัสไป คนนั้น คนนี้ เขาก็มีของเขาล่ะนะ ถือ ไปถือได้อย่างไร ก็คนนี้มันเป็นอย่างนี้ (ไปว่าเขา) “ทำไมถึงเป็นอย่างนี้” (เขาตอบ) “อ้าว ก็กูเป็นอย่างนี้ จะทำไม” เข้าใจให้ชัด เขาเป็นอย่างนั้นเขาก็เป็นอย่างนั้น เราจะต้องเข้าใจกันให้ได้ จริง ๆ แม้เขาเป็นล่ะนะ เขาก็ไม่ได้เลวไปทั้งหมด จริง มีความเลวแสดงออกตอนนั้น ก็ขนาดนั้น แล้วเขา เออ คนนี้มีอันนี้ไม่ดี มีอันนี้เลว อันนี้ไม่ดีขนาดนี้ เราเอาไว้ จำ ๆ เขาไว้ว่า เขาแสดงความจริงของเขา แล้วเราก็ค่อย ๆ เออ เราจะประนีประนอมกันยังไง เราจะแก้ไขเขาได้อย่างไร ตัวเรานี่มีท่าไหม จะแก้ไขเขาได้ไหม ถ้าเราไม่มีท่าจะแก้เขาได้ ก็เฉยไว้ หาทางจะให้ใครไปช่วยแก้ดี ก็ว่ากันไป เราก็จะอยู่อย่างนี้ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว มันทะเลาะกันไม่หยุดหรอก อาตมาก็ไม่รู้จะเน้นอย่างไร พยายามให้ประสาน พยายามให้ประนีประนอม Appreciate อะไรก็แล้ว จนกระทั่งว่า แหม อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรนะ เอาก็ค่อย ๆ ไป แต่มันก็ดีขึ้นนะ ไม่ใช่ไม่ดี ไอ้ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่าไม่ได้ผล ได้ผล ดีขึ้น อยู่นานเข้าแก่วัด : อาตมาอยากจะเน้นเรื่องการทำงาน เพราะพวกเรานี่ ทำงานกันแล้ว นานเข้าแก่วัด นานเข้าแก่วัด หมายความว่าอะไร นานเข้าแก่วัด ก็หมายความว่า เราชักชินชา แล้วก็ขี้เกียจ ขี้เกียจนี่เป็นอัตตา เป็นมานะชนิดหนึ่ง มันจะหาช่องเอาเปรียบเขา ตีกิน ยิ่งอยู่กับหมู่มาก ๆ แล้ว อ้าว หมู่เขาทำงานแล้ว มันก็พอแล้วนี่ ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จว่ะ เห็ดมีเก็บ แต่ไม่ใช่เราเก็บนะ เขาทำ ป่วยเจ็บมีคนรักษา ขี้หมามีคนกวาด แต่เราไม่ค่อยกวาดหรอก คนอื่นเขาช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน คนอื่นเขาชุน เราไม่ได้ชุนหรอก มันก็เลยเกี่ยงคนอื่นเขา เราก็ไม่ค่อยทำ เลี่ยง นี่แก่วัด เสร็จแล้ว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน