360323 ธรรมก่อนฉัน การศึกษาความรักมิติที่สูงขึ้น โดยพ่อท่าน ที่สันติโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2536
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์358 KB
วันที่แก้ไข27 มีนาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

360323 การศึกษาความรักมิติที่สูงขึ้น โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก

การศึกษาความรักมิติที่สูงขึ้น ธรรมะก่อนฉัน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันอังคารที่ 23 มีนาคม 2536 ณ พุทธสถานสันติอโศก

เรียนมหาวิทยาลัยเขาก็เรียนกันมาก เรียนปริญญาตรี ปริญญาโท เขาก็มีมากแขนงน่ะ ขณะนี้แม้แต่ชาวอโศกเรา หลายคนก็รับปริญญาโทกัน ก็หลายใบแล้ว อย่างธำรงค์นี่ก็สองใบ สุนัยก็ปริญญาโทก็สองใบ ปริญญาตรีก็ใบหนึ่ง ปริญญาโทสองใบ แล้วอาจจะสอบเอาใบอื่นอีกมั้ง สุนัยดูท่าทียังไม่พอ ก็จะเอาอีก บางคนมีสามใบ สี่ใบ สอบจังเลยนะ เรียนก็ได้รู้หลายแขนง หลายเรื่อง หลายอย่างมาก บางคนดอกเตอร์ตั้งหลายดอก โพสต์ดอกเตอร์อีก เกินดอกเตอร์ไปอีก มีโพสต์ดอกเตอร์อีก เขาก็เอา เรียนเป็นความรู้ ภาคปฏิบัติจริงๆนั้น ยังไม่ถึง ยังไม่ได้นะ ฉันเดียวกันพวกเรานี่ ภาคทฤษฎี ภาคเรียนรู้ รู้กันจริง รู้กันมากๆ มาก ขึ้นๆ แล้วก็หลงตามรู้นะ อย่างชาวโลกทุกวันนี้ คนที่มีใบรับรองเป็นปริญญาตรี โท เอกอะไรหลายๆใบ อะไรต่างๆนานานี่ เขายอมรับกันนะ แล้วเขาก็หลงตัวกัน หลงตัวเองว่าตัวเองนี่ใหญ่ รู้มากรู้มาย ทั้งๆที่คนไม่ต้องใช้ใบรับรองนี่นะ เขาก็สามารถรู้ได้นะ เรียนรู้ได้ ไม่ต้องไปใช้ใบรับรองหรอกนี่นะ เรียนเอง ศึกษาเอง ค้นคว้าใช่ไหม ในแขนงนี้ได้รู้ เอาแต่รู้นี่ได้ จริงๆเอาแต่รู้นี่ แต่ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรมากจนกระทั่งโดยเฉพาะทำจริงๆ รู้จนกระทั่งทำจริงๆ ได้จริงๆยังหรอก ยังไม่ถึงขนาดนั้น เพราะฉะนั้น การเติมความรู้นี่ เรารู้ได้แล้ว ก็จะหลงตัวได้ง่าย มันเป็นกิเลสตัว หลงตัว จริงๆ ที่อาตมาใช้ภาษาว่า แก่วัด นี่คือคำหลงตัวเอง แล้วก็เลยชินชา คำว่า ชินชา นี่ เคยแปลให้ฟังแล้ว เป็นภาษาไทยแปลมาจากภาษาบาลี ชิน แปลว่าชนะ ชา แปลว่ารู้ ถ้าชินชาในภาษาบา

อ่านต่อ

ลี แปลว่าเป็นความสมบูรณ์ ชินก็ชนะจริงๆเลย หมายความว่าเผด็จศึกได้สำเร็จ เราทำได้ จบกิจ ชา คือรู้แจ้ง เป็นญาณทัสสนวิเศษ ที่สามารถรู้แจ้ง ชานะ ช.ช้าง สระ อา ประกอบไปด้วยปริชา ปรีชานี่ ปรินี่ แปลว่ารอบ ชา แปลว่ารู้รอบ ปรีชา ผู้มีปรีชา ชินชานี่ใช้เป็นภาษาไทยก็คือปรีชานี่แหละ แปลว่ารู้รอบ รู้จบ รู้ครบ มันมีทั้งชินะ มันมีทั้งชา แปลว่าทำได้สำเร็จ รู้ด้วย เป็นความสำเร็จนั้นด้วยความจริงจัง แต่มาแปลเป็นภาษาไทยแล้ว ชินชานี่แปลว่าแก่วัด แปลว่ามันชักรู้มาก มันรู้เหลี่ยม รู้จักทางหนีทีไล่ มันรู้ทางหลบ ทางเลี่ยง นี่ มันรู้ช่วงที่จะเอาอัตตาเอามานะ เอาตัวเองนี่เข้าไปอยู่เหนือสภาพนั้นได้ แต่ไม่ใช่อยู่เหนือชนิดสมบูรณ์ อยู่เหนืออย่างสำเร็จ แต่อยู่เหนือโดยวิธีหลบเลี่ยง วิธีเอาตัวรอดอย่างโกงๆ เอาตัวรอดอย่างโกงไม่ใช่ความจริงนะ ความชินชาแบบนี้ที่มันเกิด ที่อาตมาพยายามที่จะเตือนพวกเรามากๆว่ามันเป็นเรื่องแก่วัด เป็นเรื่องรู้มาก เป็นเรื่องหลงตัว มันเป็นเรื่องไม่ขมีขมัน ไม่เพิ่มเติม แล้วมันอยู่รอด อาศัยหมู่ หรือว่ามันไม่เพิ่มพลังสร้างสรร ไม่เพิ่มอิทธิบาทน่ะ คนเราไม่ควรจะลดถอยอิทธิบาท ไม่ควรจะลดถอย ตั้งแต่เริ่มเลย ฟังดีๆนะ ฟังดีๆ จะเข้าใจซาบซึ้งเลย คนที่ลดถอยอิทธิบาทนี่ก็เพราะ ไม่มีความยินดี ไม่มีความพอใจ ไม่มีความตื่นเต้น คนยินดีนี่นะ ตื่นเต้นนะ ถ้าคนที่ไม่ยินดีนี่จะเซ็ง ไม่ตื่นเต้นหรอก จะเซ็ง เพราะฉะนั้นคนยินดีนี่จะรู้สึกว่ามีพลัง มีภาวะตื่นเต้น ตื่นตัวๆ เป็นผู้ที่มีความตื่น เป็นชาคริยาบุคคล เป็นคนกระปรี้กระเปร่า ดูแววไว ดูปราดเปรียว เพราะฉะนั้นถ้าคนที่ไม่ตื่นนี่นะ เป็นคนซึมๆ เฉื่อยๆ เชยๆ เฉยๆ เซื่องๆ ไม่กระตือรือร้น นี่ อาตมาพยายามหยิบสภาวะมาขยายความให้พวกเราได้ฟัง แล้วสังเกตเถอะ คนที่หมดฉันทะตัวแรกของอิทธิบาทนี่ จะเป็นคนเฉื่อยๆเนือยๆ ซึ่งเราอย่าไปเข้าใจผิดเชียว อย่าไปเข้าใจผิดว่า คนที่อยู่เฉยๆนิ่งๆ ไม่คล่อง เป็นคนช้าๆ โดยเราไม่เข้าใจสภาวะ ไปเข้าใจแต่ภาษา ไปเข้าใจความหมายว่าสงบนี่ แปลว่าหยุด สงบ แปลว่านิ่งๆ สงบ แปลว่าช้าๆ สงบ แปลว่ามันไม่คล่องตัวนะ เข้าใจภาษาซื่อๆ แบบฤาษี ถ้าอย่างนั้น มันไม่ลึกซึ้งอะไร ความสงบที่อาตมาพยายามขยายว่า ความสงบของพระพุทธเจ้านี่เหมือนลูก ข่างนอนวัน ลูกข่างกินน้ำจั้น ลูกข่างที่เร็วแต่นิ่ง ต้องเข้าใจความหมายสองด้านนี้ให้ได้ ความสงบของพระพุทธเจ้านี่ เร็ว นิ่ง คล่อง และแข็งแรง ตั้งมั่น ไม่เอนเอียง ไม่โอนเอียง ความสงบของพุทธจริงๆแล้วนี่ มีสภาวะที่พิเศษ วิเศษกว่าความสงบที่เข้าใจตื้นๆ เพราะฉะนั้นความสงบของพระพุทธเจ้าจึงจะต้องมาพิสูจน์ จะต้องมาเรียนรู้ รู้ให้ได้ แล้วทำให้ถึง ไม่ใช่เอาแต่แค่รู้ ทำให้ถึง ทุกวันนี้อโศกเราฝึกปรือมามาก แต่ก็มาตกตรงที่ มีอัตตามานะ ตีกินนะ ที่อาตมาขยายความไม่รู้กี่ทีแล้วว่า พวกเรามันข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ ทุกคนก็เกื้อกูลกันออกมา แล้วเราก็ไม่โลภโมโทสันอะไรมากแล้ว มันเหลือแล้ว ใจเรายังแคบอยู่ ใจเรายังไม่เป็นโพธิสัตว์นะ ใจของพวกเรานี่ยังไม่เป็นโพธิสัตว์ ยังแคบ ที่จริงยังไม่จบหรอก มันยังจะช่วยคนได้อีกมากมายเหลือเกิน รื้อขนสัตว์ได้อีกเยอะ เราควรจะขมีขมัน ควรจะเพิ่มพลัง ถ้าเราไม่เพิ่มพลังขยัน ฉันทะ วิริยะ ขึ้นมาอีก เราก็จะไม่เจริญกว่านี้อีก เมื่อไม่เจริญกว่านี้อีก ก็ทรงสภาพที่ทรงนี่ แม้คุณไม่เสื่อมก็ตาม ก็เป็นความเนิ่นช้า ที่ไม่ใช่หลักธรรมของพระพุทธเจ้า หลักธรรม หลักวินัยของพระพุทธเจ้านี่ ธรรมใด วินัยใด เป็นไปเพื่อความเนิ่นช้า ธรรมนั้น วินัยนั้น ไม่ใช่ของเราตถาคต เพราะฉะนั้นผู้ใดไม่ปฏิบัติตามธรรมตามวินัยโดยหลักสำคัญดังที่กล่าวนี้แล้ว ผู้นั้นย่อมบกพร่องๆ ได้ยินไหม จริงๆไม่เจริญ บกพร่องนะ ถ้าวิจัยไปให้ถึงที่สุดแล้ว มันจะเจอจุดบกพร่อง ถึงจุดที่เสื่อมของตนๆ อาตมาคิดว่าไม่ต้องพูดอย่างนี้ สามัญสำนึกของพวกเราก็รู้อยู่ แต่มันอดไม่ได้ เพราะมันไปเป็นเพื่อกิเลส มันไปเป็นเพื่ออัตตามานะ มันชอบที่จะว่างๆเบาๆ ไอ้ว่างๆเบาๆนี่ มันหยุดๆ พาซื่อแบบฤาษี มันต้องฉันทะ มันต้องยินดี ยินดีในอะไร ยินดีในงาน ยินดีในการรังสรรค์ ยินดีในการปฏิบัติธรรม กรรมกิริยาทุกอย่าง กรรมหรือการกระทำ การงาน กรรมที่มันเป็นกุศลกรรม ยังกุศลให้ถึงพร้อม ไม่สันโดษๆ ไม่มีความพอ ขนาดเป็นพระพุทธเจ้า ตรัสรู้เป็นพระ พุทธเจ้า สร้างศาสนาเสร็จแล้ว จะตายอยู่รอมมะร่อแล้วยังไม่พอเลย ท่านก็ยังอุตส่าห์เสียสละ ด้วยความเจ็บความปวด ด้วยความป่วย จะปรินิพพานอยู่รอมมะร่อแล้ว ก็ยังอุตส่าห์ทำงาน เพราะฉะนั้นงานใดๆ ถ้ามันไม่ทำให้สรีระเราทรุดเสื่อม มันไม่เกินควรนั่น มีแต่จะเจริญๆ ทำให้สรีระ ช่วยให้สรีระนี่ ทรงสภาพเจริญได้ด้วย แม้จะแก่ ทำงานนี่ แม้จะแก่ก็ทรงสภาพต่อไปได้จริงๆ แต่มันก็มีอัตราเจริญไปได้น้อยกว่าก็จริงละ แก่แล้วมันอาจจะพาเจริญๆได้น้อยกว่าหนุ่มๆสาวๆ หนุ่มๆสาวๆนี่พาเจริญขึ้นได้ดี พาเจริญขึ้นได้ อายุยังไม่ถึง 50 นี่ ขมีขมันขึ้นมาได้ๆๆๆ อาตมาขมีขมันขึ้นมาอยู่เหมือนกัน แม้จะ 50 แล้ว อาตมาก็พยายามที่สุดเท่าที่จะลากเข็นตัวเองให้มันเป็นไปได้ สิ่งใดที่ได้ซักซ้อม ได้กระทำบ่อยๆ พหุลีกัมมัง หลักการพหุลีกัมมัง ทำให้มากนี่ มันจะทำให้เกิดความช่ำชองและง่าย สิ่งใดทำบ่อยๆ ซ้ำๆซากๆ จะรู้เท่าทัน จะถนัด จะชำนาญ จะรู้เหลี่ยม รู้มุมมันมาก และมันก็จะง่ายขึ้น เบาขึ้น ว่างขึ้นจริงๆ และดีขึ้นด้วยๆ เพราะว่ามันจะรู้เหลี่ยมรู้มุม มันจะชำนาญ และมันก็จะเก่งขึ้นนะ ทำได้อย่างนั้นด้วย และเป็นความเจริญทั้งสิ้น เป็นความเจริญของมนุษย์ เพราะฉะนั้นเราอย่าไปหาทางที่จะให้ตัวเองเสื่อม ถ้าตัวเองเรื้อ ตัวเองไม่ทำ ว่างไปนานๆ จะมาทำทีก็ต้องเสื่อมแน่ ความชำนาญลด ความแคล่วคล่องลด คุณภาพที่จะให้เท่าเทียมก็ลด ถ้านานๆทำทีนะ นี่เป็นเรื่องสามัญธรรมดาที่พวกเราฟังแล้วก็เข้าใจ เพราะฉะนั้นคนเราเข้าใจอยู่อย่างนี้ ด้วยปัญญาอย่างนี้ ผู้นั้นจะยินดีในการงาน มีวิริยะแถมเพิ่มเติมขึ้นมาอีก เพราะคนเราถ้ายินดีในอะไรแล้วนี่ วิริยะมันง่าย ขยันหรือเพิ่มพลังเพียรนี่เข้าไปกับสิ่งที่เรายินดีนี่ง่าย แต่ก่อนนี้เราถูกหลอก ไปวิริยะในสิ่งที่มันเป็นของอร่อย อย่างเด็กนี่ แกไม่รู้หรอกว่าที่แกขยันทำนี่ ทำอย่างนั้นน่ะมันมีคุณค่าหรือมันเสียหาย แกไม่รู้หรอก แต่แกชอบ แกอร่อย แกสนุก แกเพลิดเพลิน แกก็ไปทำ เด็กนี่ ห้าม บางทีนี่เด็กถูกตีแล้วตีอีก ยังลอบไปทำเลย บอกว่ามันเสียหายอย่างโน้นอย่างนี้ แกฟัง แกไม่รู้เรื่อง เพราะมันชอบ มันอร่อย มันเพลิดเพลิน มันติดๆ ไอ้อย่างนั้นน่ะ จนกระทั่งกว่าจะฝึกปรือ เลิกล้าง ลดละ ทำความเข้าใจใหม่ เปลี่ยนแปลงกลับเปลี่ยนได้ จะเป็นเด็กก็ตาม จะเป็นผู้ใหญ่โตก็ตาม ถ้าลงไปหลงติดอะไรก็เป็นอย่างนั้น ถ้าจะติดนะ ถ้าว่าจะติดนะ ที่ว่ามีพระพุทธเจ้าสอนให้ติด สอนให้ยึด ยึดมั่นถือมั่นในความดีตามลำดับขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วไปติดดีที่สุด ให้อยู่ที่ติดดีที่สุด แน่นเหนียวที่สุด ให้มั่นคงที่สุด เพราะฉะนั้นศาสนาที่มีพระเจ้าจะยังยืนนานอยู่ในโลก นานกว่าศาสนาพุทธด้วย นานกว่าด้วย เพราะศาสนาพุทธนี่จะไม่นิรันดร์ จะไม่อยู่ในโลกไปตลอด จะมีช่องว่าง ในระยะหนึ่งจะไม่มีศาสนาพุทธอยู่ แต่ศาสนาอื่นจะมีอยู่ตลอด ศาสนาพระเจ้าจะมีตลอดนิรันดร์เลย เพราะศาสนาพระเจ้าคือนิรันดร์ พระเจ้าคือองค์แห่งนิรันดร์ ความติดยึดคือองค์แห่งนิรันดร์ ตราบใดโลกยังมี เอกภพยังมี ตราบใดที่ยังมีสิ่งเกิดอยู่ในมหาจักรวาลนี้ มหาเอกภพนี้ เอกภพไหนก็ตามแต่ ถ้าสิ่งที่ยังมี ฟังความคำว่ายังมีก็แล้วกัน สิ่งใดยังมีอยู่ สิ่งนั้นก็ต่อเนื่องความมีไป ก็เป็นนิรันดร์ และความมีก็จะพยายามมี และก็จะพยายามสั่งสม สร้างความมีๆๆจะมีค่าบ้างก็ตรงที่ว่าขยายความมีนั้น ให้รู้ค่าความมีนั้น ความมีสิ่งดี กับสิ่งไม่ดี เพราะฉะนั้นศาสนาไหนๆก็สอนสิ่งดี พยายามที่จะสร้างค่า หรือว่าทำสิ่งดีให้แข็งแรงมั่นคง ยั่งยืนนิรันดร์ให้ได้ ก็มีประโยชน์ในโลก ศาสนาพุทธไม่ได้โง่ในเรื่องนี้ รู้เรื่องนี้เหมือนกัน แต่ศาสนาพุทธนั้นไม่นิรันดร์ตรงที่ว่า เราสามารถตัดตัวเราออกจากนิรันดร์ มาทำความนิรันดร์ก็ได้ ไม่นิรันดร์ก็ได้ จึงเรียกว่าโลกุตระ จะนิรันดร์ก็ได้ จะอยู่ไปอีกก็ได้ ทำดีๆๆ ไม่ถดถอย ไม่มีวาง ไม่มีปล่อยละ ดีตะพึด ดีไม่ดีขอจบละ ได้ โลกก็ได้ประโยชน์ด้วย ในวาระคนที่ไปเรียนแบบ นิรันดรนี่มา จะมีนิสัยนิรันดร์ จะมีนิสัยที่ติดยึดนิรันดร์นี้ได้ดี คนที่ไปเรียนศาสนาพระพุทธเจ้ามา จะมีไฟทางเจโต มีไฟทางมุ่งมั่น มันยึดติด มันใช้อาศัยศรัทธาสูง ในทางเจโตทางพระเจ้านี่ศรัทธาสูง ส่วนคนที่ไปเรียนรู้ทางด้านปัญญามามาก เจโตไม่สูง เพราะฉะนั้นจะมาปฏิบัติศาสนาพุทธก็ตาม เหยาะแหยะนะ โลกทุกวันนี้นี่นะ ด้านศาสนาทางศรัทธานี่ เขาเด่นๆ เพราะฉะนั้นศาสนาทางศรัทธานี่ เขาจะยอมรับกันเกรียวกราว กันเยอะ ส่วนศาสนาทางปัญญานั่นน่ะ มันไม่เด่นๆนะ ยิ่งมีความเฉลียวฉลาดแบบโลกๆ แบบเฉโก เข้ามาเป็นคู่ต่อสู้ เป็นคู่หลอก หมายความว่ามันฉลาดน่ะ คำว่าฉลาดๆนี่เหมือนกันนะ แต่ฉลาดโกง โลกีย์มันก็มี ส่วนฉลาดโลกุตระนั้น ยิ่งน้อยใหญ่เลย เพราะว่าคนมันมีกิเลสมาก จึงเข้าใจฉลาดแบบโลกุตระได้ยาก แล้วน้อย ฉลาดโลกีย์ แม้แต่ศรัทธา แม้แต่จะแบบเจโตก็ไม่ค่อยเอา เพราะคนฉลาดโลกีย์นั้น มันทำมาหาได้ มันร่ำรวย มันมีอำนาจ เพราะฉะนั้นมันก็อยู่กิน มีอะไรอาศัยชีวิตเสพไป อาศัยสุขไป สุขโลกียะนั่น เสพบำเรอไปได้ดี เพราะฉะนั้นมันก็ไม่เชื่อหรอก ศาสนาจะไปเอามาทำไม ตัวมันเองมันก็เอาตัวรอดได้แล้ว เพราะว่ามันเป็นคนฉลาด เฉโกนี่ไม่ค่อยเอาถ่านกับศาสนาหรอก จะไม่เชื่อศาสนาไหน สุด ท้ายไม่มีศาสนา เพราะฉะนั้นคนในสังคมทุกวันนี้ ทั้งโลกนี่จะเป็นคนที่ไร้ศาสนานี่เยอะๆขึ้น เพราะมันฉลาดขึ้น โลกียะทำให้ฉลาดเฉโกมากขึ้นเท่าไหร่ ศาสนาก็เสื่อมหรือว่าไม่นับถือศาสนามากขึ้นเท่านั้น คนเรียนศาสนา คนยังเอาศาสนาอยู่ ก็มีสายเจโต สายศรัทธา กับปัญญาของพุทธนี่แหละ ปัญญาของพุทธนี่แหละ ทีนี้ปัญญาของพุทธนี่ เข้าใจความสุดโต่งสองด้าน ฉลาดอย่างโลกก็บอกแล้วว่าสร้างสรร ฉลาดอย่างเสียสละก็บอกแล้วอย่างพวกฤาษีชีไพร สละๆ ไอ้นี่ก็สร้างสรรๆ อย่างที่พูดซ้ำพูดซากให้ฟัง ตอนนี้ขยายความให้ฟังชัดๆ มันโต่งไปสองด้าน ส่วนพุทธนั้นจะต้องให้มีทั้งสองด้าน สร้างสรรแล้วก็สละจริง สละได้อย่างมีสัดส่วน เมื่อเราจะสร้างสรร เราก็จะต้องมีการทำงาน อยู่เฉยๆจะไปสร้างสรรอะไรขึ้นมาได้ ไม่มี ต้องทำงาน และทำงานอย่างรู้เท่าทัน ทำงานอย่างไม่เป็นตัวเป็นตน ทำงานอย่างเป็นของตนและก็มีปัญญาฉลาดทางเศรษฐศาสตร์ ฉลาด รู้ว่าอะไรควรสร้าง อะไรไม่ควรสร้าง มนุษย์ขาดแคลนอะไร กระแสของสังคมจะรู้ รู้กระแสสังคมในทางแคบ จนกระทั่งกว้างไกลไปถึงโลก ในสังคมในระดับกว้างก็เข้าใจดี ก็ช่วยโลกได้มากขึ้น อาตมาพยายามช่วยพวกเรา ให้พวกเราได้ลึกซึ้งขึ้น แล้วก็เจริญขึ้นกว่าที่เป็น อาตมาจำเป็นที่จะต้องพูดซ้ำพูดซาก ในประเด็นของอัตตามานะ ในเรื่องความลึกละเอียดของพวกนี้ขึ้นมา เพราะต้องการให้พวกเราได้สูง มีกำลังความสูง ทั้งทางภูมิธรรมและเจโตที่แรงกล้า ถ้าเผื่อว่าไม่สั่งสมไม่ฝึกฝน เจโตก็ไม่แรงกล้า ถ้าคุณเหยาะแหยะอยู่เท่าไหร่ มันก็เท่านั้น เลี่ยงไปมากๆ มันก็เท่าที่ตัวเองเลี่ยง ไม่เจริญหรอก ของพุทธนี่เจริญทั้งเจโตและปัญญา เพราะฉะนั้นเอาแต่รู้ๆๆ แล้วก็ไม่พยายามปฏิบัติ ประพฤติเพื่อที่จิตจะเป็นเจโตหลุดพ้น วิมุติ หรือเป็นโลกุตร จิต จนกระทั่งจิตนี้แข็งแรงมั่นคง เป็นเจโตวิมุติอันไม่กลับกำเริบ เป็นอกุปปาเจโตวิมุติ ถ้าไม่ทำอย่างนี้ขึ้นมาเรื่อยๆได้ มันไม่มีหลักประกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ฝึกเลย เมื่อไหร่จะได้เป็นหลักประกัน จะได้แข็งแรงมั่นคงจริง เอาแต่ได้รู้ๆๆ ไม่ฝึกให้หลุดร่อน ให้มันสะอาดขาดออกไปอีกตามลำดับ อาตมาว่าอาตมาเร่ง อาตมาพยายามสำทับ พยายามปลุกเร้า พยายามสอนแหละนะ ก็พยายามที่จะให้พวกเราขมีขมันขึ้นนี่ อาตมาทำอยู่ ขณะที่อาตมายังอยู่ คุณก็ยังปล่อยปละละเลยขนาดนี้ ถ้าอาตมาตายไปเสียแล้วนะ แล้วใครจะมาเร่งคุณน่ะ แล้วจะไปได้อะไร แค่ไหน อันนี้ก็เห็นเป็นความสำคัญ อาตมาเห็นเป็นความสำคัญของตนเอง ที่ตน เองจะต้องรับหน้าที่ เอาหน้าที่นี้ให้ดี เพราะถ้าเผื่อว่าอาตมาตายไปแล้ว อาตมา ไม่ได้มาเร่งพวกคุณ ขนาดเร่งอยู่ก็ยังได้แค่นี้ แล้วมันจะไปได้แค่ไหน เพราะที่จริงจำเป็น อาตมาจะต้องเร่ง ใครเบื่อ ใครเซ็ง ใครไม่อยากฟัง ก็เป็นของคุณเอง ถ้าใครเข้าใจในความปรารถนาดีที่อาตมาพยายามอุตสาหะวิริยะนี้ได้ ผู้นั้นก็ตั้งอก ตั้งใจ ตั้งหน้าตั้งตารับเอาก็แล้วกัน เพราะนี่เป็นความปรารถนาดีจากผู้ปรารถนา ดีจริงๆ ที่พยายามขวนขวาย ทั้งเขียน ทั้งหาโน่นทั้งหานี่มาให้เป็นเครื่องประกอบ ที่จะให้มันละเอียดลึกซึ้ง มันมากมันมายอะไร มันมากขึ้นนี่ก็ตาม แม้แต่เซ็นเซอร์วิดีโอ เมื่อเช้านี้วิเคราะห์วิจัยวิดีโอ ก็ฟัง ก็เห็นอยู่ว่า เออ พวกเรานี่แม้แต่วิดีโอ นี่ชักเฉื่อยไป ที่จริงบอกแล้วว่าวิดีโอเรื่องนี้นี่ เรื่องคนบาปที่อาตมาตั้งให้กว้างขึ้นว่าโลกคนบาป เพราะว่ามีแง่บาปเยอะหลายประเด็นในหนังเรื่องนี้ ดี อาตมาว่าในหนังไทยดีที่เชิงมองความบาป มองในเรื่องเสียหายที่เราไม่ได้ออกไปคลุกคลีเกี่ยว ข้อง เราจะเห็นโลกกว้าง มีโลกวิทูหนังเรื่องนี้ หลายๆอย่างเราคิดไม่ถึง ซึ่งก็ดูโอเวอร์ ดูมีเหตุผลไปตามลำดับๆไปได้ และมันเป็นจริงได้ อย่างโสเภณี อย่างนี้เป็นต้น ผู้ชายโสเภณี มันมีจริงๆทุกวันนี้ เป็นอาชีพจริงๆเลย อย่างนายภีมะ ที่ท่านสิริว่าเมื่อเช้านี้ ภีมะนี่ ชื่อภีมะในตัวหนังสือเขามี แต่ที่นี่เราเรียก บางทีคนฟังนายพิมไปเลย ไม่ใช่ เขาชื่อภีมะ เป็นผู้ที่รักพรหมจรรย์ เพราะมันตั้งชื่อตรงกันข้ามกับพรหมจรรย์ ภีมะในมหาภารตยุทธนั่นน่ะ ภีมะนี่รักษาพรหมจรรย์ยิ่งกว่าอะไร เอามาตั้งเพื่อประชด คนแต่งมีภูมิธรรมพวกนี้พอสมควร ที่เขาพยายามที่จะสื่อ แต่ทีนี้นวนิยายมันก็เป็นลักษณะพวกนี้ ถ้าดูแล้ว ไม่ดูน่าเกลียดน่าชัง เอาภูมิอะไรมาให้ดู แต่ของเรานี่ไม่มีภูมิที่จะรู้ อาตมาก็ไม่รู้จะบังคับได้อย่างไร สำหรับ คนที่ไม่มีภูมิ มันก็ไม่มีภูมิ ไม่ออกรสน่ะ ดูไม่ออกรส ต้องดูหนังจีนบ้าๆบอๆเว่อๆ อย่างนั้นแหละก็ชอบ อาตมาก็ไม่ว่าอะไร และก็เซ็นเซอร์หนังจีนมาให้อีกเรื่อง ก็ตั้งชื่อว่าหนังจีนเลย เรื่องนี้มีภาคหนึ่ง ภาคสอง ด้วย ฉายให้ทั้งสองภาคเลย ดูกันให้ฉ่ำเลย หนังจีนก็มีเชิงดีเหมือนกัน แต่หยาบๆเด๋อๆ ดูไม่เนียนหรอก หนังไทยเนียนนะ ช้า เนียน สุขุม หนังแขกดูเชยๆ คนมองจะมองหนังแขกเชย หนังไทยเชย คนนั้นแหละเชยยิ่งกว่าหนัง เพราะคนนั้นไม่รู้ค่าของความสนิทเนียนนั่น ไม่รู้ค่า จีนนี่มันละเอียดไป จนกระทั่งมันกลับมาหยาบ จีนนี่รู้จักจุดของรสของคน และเอาจุดของรสของคน เอาทั้งเร็วทั้งแรงทั้งหยาบอะไรมาใช้ปั๊บ คนก็ติด มันก็เอาอันนั้นมาหากิน เพราะฉะนั้นหนังจีนตีตลาดโลกได้ เพราะหนังจีนมันเอากิเลสออกมาใช้เป็น จนกระทั่งหยาบ จนกระทั่งสับสนเยอะ หนังจีน อาตมาว่าหยาบ เรียนกับมันไม่ไหว เพราะว่ามันสับสน มันทำทีทำท่าเหมือนกับเขาอะไรลึกๆ มาเรียน แต่เปล่า เรียบเรียงไม่ออก อาตมาเองยังต้องเมาเลย หลายอย่างไม่ใช่เมาหรอก แต่จับได้ไล่ทันว่ามันขาดเหตุผล ขาดสัจจะ จับได้ แต่ก็เอาเท่าที่มันเป็นไปได้ นะ ตอนนี้มีหนังไทยเยอะ และหนังไทยนี่ ก็เหมือนคนบอกให้ทราบได้เลยว่า กำลังตามหลังจีน จีนเคยเจริญ เคยมีความรุ่งเรือง แม้แต่ในด้านคุณธรรมและโลกโลกียะ มันเจริญทั้งโลกียะทั้งคุณธรรม จีนเคยเจริญมาก่อน อย่าหลงตัวเองเลย ไทยไม่เคยเจริญมาก่อน ตาม และจะขึ้นไปทดแทน เพราะฉะนั้นไทยในขณะนี้ อาตมาพูดแล้วก็เหมือนจะคุยตัวเอง จะต้องคุยกันก่อนแหละนะ คือมันกำลังมีภูมิธรรมของพระพุทธเจ้านี่ เป็นสัจธรรมเลย ของพระพุทธเจ้าที่นำมาต่อในเมืองไทย ทำไมอาตมาเป็นลูกจีน ไม่รู้ภาษาจีนเลย อาตมาจะเรียนภาษาฝรั่ง อาตมาเรียนเด็กๆนี่ เรียนภาษาฝรั่ง ภาษาอังกฤษนี่ ครูที่สอนภาษาอังกฤษตอนเด็กนี่ ชอบอาตมาที่หัวไวกว่าเพื่อน เร็วกว่าเพื่อน แต่เสร็จแล้ว อาตมาก็ไม่เอา ไม่ใช่ว่าไม่เอาเอง มันเป็นไปตามสัจจะ มันเหมือนว่าพระเจ้าสร้าง พระเจ้าบันดาล อาตมาไม่ต้องไปเก่งภาษา ถ้าขืนไปเก่งภาษาอื่นอีกประเดี๋ยวไปใหญ่ ประเดี๋ยวมันก็จะไปกว้าง แล้วมันจะฟ่าม เพราะฉะนั้นให้ได้เท่านี้ รู้เท่านี้ ทำเท่านี้แหละดีแล้ว อาตมาไม่อยากขยายอะไรมากกว่านี้ เพราะมันเป็นทางลบได้เหมือนกัน ประเดี๋ยวคนเราก็ไม่ขมีขมันในบางเรื่อง ขวนขวายในบางเรื่อง ก็ขวนขวายไป ก็เอาเถอะ ตามฐานะของแต่ละบุคคลนะ สรุปแล้วคนไทย หรือเมืองไทยนี่แหละ จะรังสรรค์สิ่งที่เป็นสัจจะอันลึกซึ้งและสูงส่งต่อไปอีกให้แก่โลก เพราะฉะนั้นพวกเราต้องตั้งหลัก พยายาม พาก เพียรกระทำ เพื่อความเจริญ เพื่อความเป็นปึกแผ่น เพื่อสิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติในโลก และเป็นประโยชน์แก่ตนของตนด้วย ไม่เช่นนั้นมันก็ช้า มันก็เสีย เสื่อมอยู่ตรงนั้นแหละ ผู้ใดพากเพียรได้ ผู้นั้นได้ เหมือนกำปั้นทุบดินนะ พูดนี่เหมือนกำปั้นทุบดิน เพราะฉะนั้นถ้าเราสังเกตดีๆ ไม่เซ็ง แล้วก็รู้ภาวะที่ต้องกระตือรือร้น พากเพียรไปได้ด้วยเรื่อยๆ อาตมาว่าอาตมาละเอียดลอออยู่นะ พยายามทำอะไรอยู่นี่ อาตมาไม่ได้ผลีผลามเลย อาตมากลัว เพราะอาตมาเคยเข็ดมาหลายชาติแล้ว ประเภทผลีผลามนี่ และมันก็เจ็บอกเหมือนตกตาล มันนานมากแล้ว คนเราต้องผลีผลามมาก่อน หรือมันตะกละตะกลาม เห็นอันนี้ดี โอ๋ย รีบผลีผลามๆแล้วพลาด พลาดพลั้งแล้วก็เสียหาย เสียเวลาต้องมาแก้ไข ต้องมาเจ็บปวด ต้องมาเลียแผล ใช้ภาษาธรรมดา เป็นอย่างนั้นจริงๆ ผ่านมาทุกคนแหละ อาตมาก็ผ่านมาไม่ใช่น้อย เพราะฉะนั้นใครจะบอกว่าอาตมานี่ไม่ละเอียด ที่ความเร็วก็มีในตัวของมันเอง จะเรียกว่าเห็นเราทำอะไรเร็วๆ หาว่าเราไม่ละเอียด ก็ใช่ มันละเอียดไปในตัว แต่แน่นอนบางสิ่งบางอย่างมันก็มีบกพร่องผิดพลาดได้บ้าง แต่ว่าความละเอียดหรือว่าตามที่ได้ตามฐานะแล้วนี่ ผิดพลาด มันก็เอามาได้ พอว่ากล่าวกันได้ มาท้วงมาตู่กันก็ได้ แต่ว่าความละเอียดที่ซ้อนเชิงที่ลึกซึ้งขึ้นไปนั้นน่ะ เราไม่มีภูมิรับ เรารับไม่ได้และเราก็ไม่เห็นไม่รู้ด้วย เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ก็ไปเห็นแต่มุมบกพร่องๆ เอาบกพร่อง เอาขี้หมามาล้าง มาตีทอง มาล้างทองคำทำไม มาลบทองคำ มันไม่ได้ จริงๆแล้วข้อบกพร่องของอาตมานี่ พวกคุณเชื่อได้เลยว่า ข้อบกพร่องของอาตมา มันไม่มีสิทธิ์ที่จะมาลบล้างข้อดีของอาตมาที่รวมๆแล้วเป็นอันขาด และอาตมาทุกวันนี้ก็ไม่มานั่งทำความเลวมากกว่าความดี เห็นอยู่แล้ว และก็รู้อยู่แล้ว ถ้ามันจะบกพร่องขึ้นมา มันไม่ได้มีเจตนาที่จะบกพร่องนั้นได้แน่ๆ แต่ทำดีนี่ เจตนาเหลือเกิน มุ่งมั่นเหลือเกิน จงใจตั้งใจเหลือเกิน เชื่อไหมนี่ ถ้าสิ่งใดจะบกพร่องนี่ไม่ตั้งใจหรอก จริงๆ ไม่จงใจหรอก จงใจจะละเว้นแต่ก็ผิดพลาดได้ มันเกินวิสัยของเราน่ะ มันเหลือวิสัยที่เราจะระมัดระวังมันไว้ได้ มันก็เป็นบ้างเท่านั้นแหละ เพราะฉะนั้นบางคนก็มาเอาข้อผิดพลาด ข้อบกพร่องพวกนี้มาเป็นหลัก มาตี เอาขี้หมามาตีทองคำ โอ้ ก็ไม่รู้จะทำยังไง คนนั้นก็ โอ๋ เขาโง่แหละนะ ก็ต้องปล่อยไป ถ้าคน นี้ตื้นเป็นคนตื้นเขินอย่างนั้น ก็ต้องจำยอม ก็ต้องปล่อยไป มันมีเยอะ แยะ คนที่เขาไม่รับ เขาอ่านไม่ออก เขามองความดีของอาตมา ถามว่าโพธิรักษ์ดีไหม ดี ทำไมไปจับท่าน ท่านไม่ดี ไม่ดีอะไรแค่ไหน ให้ไปแฉสาธยายความไม่ดีดูซิ รับรองว่าความดีมีมากกว่ามากกว่ามากเลยนะ ไม่ใช่มากกว่าน้อยๆนะ แต่เขาไม่เอาละ เขาไม่พยายามนึกด้วย จุดดีเขาไม่พยายามสนใจหรอก พอจะรู้อะไรดีเขาพยายามไม่รู้ แล้วมันโง่ไหมล่ะ คนเราไม่รู้ดี เอาแต่ความไม่รู้ดี จะไปรู้แต่ความไม่ดี และเป็นคนที่ไม่รู้ดีมากๆแล้ว แล้วก็ไม่ปฏิบัติให้หลุดพ้นความที่ไม่ดีนั้นด้วยนะ ไอ้ความไม่ดีที่ตัวเองรู้มากๆ ก็ไม่ทำให้ตนเองหลุดได้ด้วย เลยแย่ไปเลยนะ ที่อาตมากล่าวถึงหนังเมื่อกี้นี้ พูดถึงหนัง "โลกของคนบาป" นี่ จะเห็นมุม เหลี่ยมนานาสารพัด ที่เขาพยายามสื่อออกมาให้ดู แต่พวกเรานี่ดูไม่เป็น พวกเราก็อย่างว่า และก็มีภูมิตามที่มีภูมิเท่าที่อาตมาดูไปๆ ก็เห็นแต่ท่านสิริเตโชแนะอยู่เรื่อย ใครไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้เสียโอกาสนะ มีอะไรดีๆเยอะนะ เห็นมีเพิ่มเติมอยู่บ่อยๆ ที่ท่านนั่งฟังไปและท่านก็จี้ไปชี้ไป พยายาม แต่พวกเราก็เฉย หนังไทยๆหนังเรื่องนี้นี่ พระเอกได้รางวัลเมขลาเลยนะ รับตอนนั้นน่ะ เขาว่านายนพพล โกมารชุน อาเหลียงนั่นแข่งกันสองคน เอาไปเอามานี่ก็ชนะ ก็ได้เมขลา มีอีกเรื่องหนึ่งเขาก็ออกหวยมา ตุ๊กตาทองของไทยเรานี่นะว่าจะได้อีก นพพลจะได้อาเหลียงอีก อกหักอีก ไปได้กับวรุฒ เป็นตัวแสดงอยู่ในเรื่องในฝัน อาตมาก็ผ่านมาให้ดู เรื่องในฝันนี่ มันก็เป็นเรื่องที่ อีกเรื่องหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง ดูยาก หนังมันเป็นเชิงของภาพซ้อนในทางสังคมแนวลึก แนวลึกไกล เป็นเรื่องของมาดผู้ดีไปทั้งหมดเลย ไม่โฉ่งฉ่างเลย คุณจะดูไม่ไหว หลายๆคนจะดูไม่ไหวเลย มันจะไม่เหมือนหนังจีน มันเป็นมาดผู้ดีเชิงอย่าง แต่มันก็ผู้ดีเชิงหนึ่งนะ มันเหมือนกับสังคมอีกกลุ่มหนึ่งอย่างหนึ่ง มีทั้งมาดทางสังคม ทางการเมือง ทางการบริหาร ทางด้านมารยาท ทางด้านอารมณ์ ซึ่งจะต่างกันไปหมดนะ ถ้าทางในฝันนี่เป็นแนวละเอียดมากนะ แต่อาตมาว่าสื่อออกยาก ในฝันนี่สื่อออกยากกว่าคนบาปด้วย คนบาปนี่สื่อออกง่าย ยังไม่ติดเลย ยังไม่พอใจจะดูกันเลย คือมันมีความลบหลู่ในใจน่ะ มันไม่รู้จักสาระ อย่าว่าแต่เรื่องหนังนี่เลย จะเป็นเรื่องอะไรต่างๆนานาที่อาตมาพาทำนี่ คืองานนี่เป็นเรื่องจริงยิ่งกว่าหนัง ยังไม่พาละเอียดตามอาตมาพาทำเลยนะ อาตมา ก็ต่อไม่ค่อยออก พยายามต่อนะ งานนี้ๆ ต้องมีรายละเอียดในเรื่องความประณีต ประหยัด โดยเฉพาะเรื่องง่ายๆ ขยันอุตสาหะ ยังไม่เอาเลย ทำไมไม่ขยันอุตสาหะ ตัวแรกนี่นะ ยังไม่ขยันอุตสาหะ แล้วมันจะไปเกิดการประณีตประหยัดได้อย่างไร เพราะฉะนั้นตัวที่จะซื่อสัตย์และเสียสละ ตัวปลายนี่นะ อย่าหวัง จะต้องโค้ง ต้องงอ ต้องโกงอยู่อย่างนั้นแหละ โกงเราไม่พยายามทำให้ตรง อุตส่าห์ทำให้ตรงได้ ไม่ตรงใจ ใจยังไม่ตรง เพราะฉะนั้นเสียสละไม่มี เสียสละก็เท่าที่คุณมีนะ แต่ถ้าเผื่อว่าไปฉลาดเฉโก มันไม่สละแล้ว มันเอามาให้ตัวแล้ว มันโกยๆๆ มันเอาอย่างแฝงน่ะ อย่างเฉโกนะ ฉลาดแกมโกงกว้านมาให้ตัวเราอย่างฉลาดๆน่ะ ฉลาดเฉโก ฉลาดตีกิน ฉลาดเลี่ยง ฉลาดเอาเปรียบ มันจะไม่เสียสละแท้ มันจะไปฉลาดเอาเปรียบ จะเชิงไหนๆก็แล้วแต่เถอะ หนักเข้าแล้วจะโกงได้ลึกซ้อน โกงอย่างคนอื่นไม่เห็น โกงอย่างใหญ่ๆนะ แต่คนอื่นรู้ไม่ทัน และจะเป็นนามธรรมมากขึ้น โกงเป็นนามธรรมซ้อนๆขึ้น เพราะฉะนั้น แม้แต่ภาคปฏิบัติที่มีตัวบทบาทการงานจริงๆ เราก็ยังไม่ฝึกซ้อม ยังไม่พหุลีกัมมัง ยังไม่ทำให้มาก ทำไปเถิด แล้วเราจะมีผัสสะและจะได้รู้จริงๆเลย และเราก็ใส่ใจ พยายามมีโพธิปักขิยธ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน