360921 อุบาลีสูตร โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
360921 อุบาลีสูตร โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก .fo # (ทำวัตรเช้า 21 ก.ย.36/file:3953a.tap&TIS) อุบาลีสูตร
ทำวัตรเช้า
วันอาทิตย์ที่ 21 ก.ย.2536
โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์
ที่ ปฐมอโศก
อุบาลีสูตร อุบาลีนี่ เอาอุบาลีสูตรมาอ่านสู่ฟังกันแล้ว ก็ขยายไปในจุด สำคัญว่าวันนี้เอามาขยายต่อให้ละเอียดลึกซึ้งขึ้นไป ให้เป็นประโยชน์แก่ความรู้ความ เห็นในความหมายที่เราจะเข้าใจ เมื่อเข้าใจดีแล้ว เราก็จะได้ปฏิบัติถูก ทิฐิมันจะ ตรงขึ้น สัมมาทิฐินี่ คือความเห็น คือความเข้าใจนี่ มันจะตรงขึ้นไปเรื่อยๆ ยิ่ง เรียนยิ่งศึกษานี่ มันจะตรงขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น สัมมาทิฐิ ไม่ได้หมาย ความว่าเราเข้าใจถูกตรงตื้นๆแง่เดียว เมื่อเราเข้าใจเราถูกแล้ว เราเข้าใจนี่ อโศกนี่ปฏิบัติถูกแค่นั้นว่าอย่างนั้นนะ สมมุติว่าเข้าใจว่า เออ อย่างอโศกนี่ ปฏิบัติถูก และก็จบสัมมาทิฐิ เราก็คือถูกทางแล้วเท่านั้นไม่พอ สัมมาทิฐิจะต้องรู้ซ้อนจะต้องเห็นแจ้งนำไปเรื่อยๆ นำไปสู่ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ตามองค์มรรค ตามองค์ธรรมของสัมมาทิฐิๆนี่มีองค์ธรรมอยู่ 6 ซึ่งอาตมาก็เอามาอ้างมายืนยัน เอามาอธิบายมาประกอบยืนยันอยู่เรื่อยๆ ว่าเมื่อ ปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆแล้วนี่ สัมมาทิฐิมันไม่ใช่ตัวเข้าใจตื้นๆ เท่านั้น เข้าใจถูกทาง เท่านี้พอแล้ว ไม่พอ มันจะเข้าไปเป็นปัญญา เข้าไปเป็นญาณ มันจะลึกซึ้งเติมเข้าไป เป็นญาณ เป็นปัญญาเรื่อย ด้วยการปฏิบัติมรรคองค์ 8 ในองค์ธรรม 6 ประการมี ข้อสุดท้าย เหมือนกับอริยสัจ 4 มีข้อมรรคมีองค์ 8 องค์ทั้ง 8 มัคคังคะ น่ะได้ 6 มีปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฐิ อีกตัวหนึ่ง ตัวที่ 5 ขององค์ 6 นี่ แล้วก็มัคคังคะ ตัวที่ 6 มัคคังคะนี่ คือองค์ทั้ง 8 ของมรรค องค์
อ่านต่อ
ของมรรคทั้งหมดนี่แหละ เมื่อปฏิบัติไปแล้วนี่ จะดำเนินไปตั้งแต่สัมมาทิฐิ มี สัมมาวายามะ มีสัมมาสติ เป็นเครื่องห้อมล้อมสัมมาทิฐิ เมื่อเราเข้าใจอย่างไรเรียกว่าทิฐิของเรา เข้าใจอย่างไรได้ลึกซึ้ง หรือว่าได้ตื้นก็ตาม แค่ไหนก็ แล้วแต่ เรามีภูมิของแต่ละคนนะ ตามความเป็นจริง มันบังคับกันไม่ได้ มันจะ เข้าใจขนาดไหน มันจะรู้ขนาดไหน หรือมันจะมีภูมิจริง จิตใจจะแข็งแรง จิตใจ จะกล้าทน จิตใจจะเสียสละ จิตใจจะเห็นแก่ตัว มันจะมีจริงเป็นจริงยังไง มันก็ เป็นจริงของมันเองนั่นแหละ ใครไปบังคับมันไม่ได้หรอก นอกจากเรานี่แหละจะ ขัดเกลาต่อ เราจะต้องจัดการกับมัน จะให้มันละล้างกิเลสลดความเห็นแก่ตัว ลดอัตตามมานะ ลดกาม ลดกิเลสอะไรก็แล้วแต่ ที่เราเห็นว่าไอ้จุดนี้ เราต้อง เปลี่ยนแปลงมันนา จิตใจหรือกิเลสนี่ก็เปลี่ยนจากทุจริต เปลี่ยนจากอกุศลมาเป็น กุศล มาเป็นสิ่งที่เจริญ ตีกลับกันเรื่อยไปนะ ไอ้อกุศลนี่ก็อย่างหนึ่ง แก้มันก็แก้มัน มาเป็นกุศล แก้มันมาลึกซึ้งซ้อนลงไปเรื่อยๆนะ มันซับซ้อนตรงที่ว่า จิตที่เป็นกุศลนี่ มันทั้งวางโลกียะ วางอัสสาทะวางโลกๆ ทิ้งโลกนี่แหละ มันวางได้ด้วย พร้อม กันนั้น จิตมันก็เป็นกุศล ยังก็คือว่า มันเป็นกุสลัสสูปสัมปทา คือจิตมันเป็นกุศล จิตมัน แข็งแรง จิตมันมีอินทรีย์พละที่รู้ๆ ซ้อนของพุทธนี่ ไม่ใช่ว่าพอมาวางมาปล่อย มา เลิกมาละโลกียะ แล้วก็เลยเลิกหมดทุกอย่าง จิตก็ไม่มีกำลัง จิตก็ไม่รู้จักกุศลอกุศล จิตก็เลยทำกุศลก็ไม่เป็น จริง ทำอกุศลไม่เป็นด้วย ทำอกุศลก็ไม่ทำ ทำกุศลก็ไม่ ทำ ทำไม่ได้ ทำไม่เป็น จิตว่าง จิตสะอาด จิตเฉย จิตโง่ จิตไม่เข้าใจอะไร ไม่ รู้โลก ไม่รู้อะไร ไม่ซับซ้อน ไม่ลึกซึ้งอะไรเลย ยิ่งตื้อมะลื่อตื้อ ยิ่งโง่ๆตื้นๆ ขึ้น กลายเป็นก้อนดินก้อนหินไป ไม่ใช่ อย่างนั้นไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าๆนั่นรู้จักบาป ลึกซึ้ง สัพพปาปัสสะอกรณัง โอวาทปาติโมกข์ 3 นี่ ของท่านมีบทบาทของท่านเต็ม เลย ไปในจิตวิญญาณ จิตมันยิ่งจะเกิดญาณ เกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ยิ่ง ปฏิบัติมัคคังคะ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ปฏิบัตินี่แหละ มีสัมมาทิฐิแล้ว ก็ปฏิบัติสัมมา วายามะ แล้วตัวปฏิบัติ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสตินี่จะต้องมีสติจริงๆ มีสติ แล้วก็พยายามมันไม่พยายามไม่ได้หรอก มีสติระลึกให้มันมีสติ แล้วก็พยายาม อุตสาหะวิริยะ พยายามที่จะต้องปฏิบัติเพื่อลดละกิเลส ตั้งตนอยู่บนความลำบาก ต้องแข็งขัน ต้องมีกำลัง ต้องต่อต้องสู้ ต้องฝืน ต้องทน ต้องเอาชนะ สิ่งที่เอาชนะ ได้ยาก ต้องเอาชนะจริงๆ ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย ปล่อยไปตามอำเภอใจ ยถาสุขัง ไม่ได้เรื่องหรอก ยถาสุขัง วิหรติ เป็นอยู่อย่างปล่อยไปตามสบาย ไม่ได้ ต้องตั้งตนอยู่บนความลำบาก ต้องสู้ เพราะฉะนั้น เราเป็นนักปฏิบัติธรรมแล้ว คือนักรบ นักต่อสู้ ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย วันๆหนึ่ง ได้แต่เสพไปชอบอะไรเราก็ทำไปตามชอบ นึกว่ามันดี เราทำงานว่ามันดี ก็เลยทำแต่งาน เลยไม่มีการเรียนรู้ ว่าเวลาเราทำงานนี่ เราจะต้องมีสติ มีความพยายามพิจารณาสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ตัว ปฏิบัติแท้คือสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะที่จะมีผัสสะเป็นปัจจัย มีตา มีหู มี จมูก มีลิ้น มีกาย มีอะไรแล้วก็มีสิ่งที่เป็นอายตนะในมีรูป มีเสียง มีกลิ่น มีรส มี สัมผัส มีจักขุวิญญาณ เพราะว่าเราเอง เรายังเป็นคน ยังมีวิญญาณรูปนามขันธ์ 5 มันก็จะเกิดจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ชิวหาวิญญาณอะไร เกิดหมดแหละ มันจะ เกิดอยู่เรื่อย เราต้องเรียนรู้ มีสติสัมปชัญญะ และมีธัมมวิจัย เรียนรู้เท่าทันผัสสะ จนกระทั่งเรียนรู้เท่าทันเวทนา เรียนรู้เท่าทันสิ่งที่มาประชุมร่วมเรียกว่า กายะ มาประชุมร่วมอยู่จริงๆ เวทนาก็ต้องรู้จักเวทนา พิจารณาชอนไชธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ต้องทำงานเรื่อยไป เมื่อทำงานเห็นความจริงตามความเป็นจริง เมื่อวานนี้ อาตมาก็ได้กำชับแล้วว่า ความคิดไม่ใช่ปัญญา คิดแล้วก็มีผล ของความคิดไปแล้วก็ผกผันไปโน่นนี่ไป เอาสัญญามาประกอบด้วยเหมือนกัน ในการ คิดนี่ เอาสัญญา แต่ว่าสัญญาความจำนั่น บัญญัติหรือจำสภาวะมาประกอบบ้าง สภาวะเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดกับตัวเองขึ้นมาประกอบบ้าง คิดปรุงไปเรื่อยๆ มันก็คิดวิจัยวิจารณ์ไปเรื่อยๆ มันก็ได้ความคิด แต่ตัวปัญญาจริงๆ นั่นน่ะ มันไม่ใช่ความคิด ตัวที่เป็นญาณทัสสนะ มัน คือความเห็นตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น ความเห็นตามความเป็นจริงแล้วเรา ก็มาเทียบกับ หรือว่ามันคิดเทียบกับบัญญัติกับทฤษฎี เทียบกับหลักการ เทียบกับความรู้ เทียบกับความหมาย ที่มันตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านอธิบายบรรยายยืนยันเอาไว้หรือ เปล่า มันจะมีการเกี่ยวพันสอดคล้อง สัมพันธ์กันก็มีด้วยขยายกันสังเคราะห์กันอยู่ใน ตัว ก็มีด้วย และเราก็ต้องอ่านวิจัยวิจารณ์อะไรไปเรื่อยๆจริงๆ ถาเราไม่รู้จิต ไม่รู้ เจตสิก ไม่รู้อารมณ์ของจิต ไม่รู้เวทนา ไม่รู้จิต ไม่รู้กิเลส ไม่รู้นามธรรม ญาณ เราอ่านนามธรรมไม่ออก เราไม่มีญาณเลย ญาณหรือว่าปัญญาของเราเองนั่นแหละ อ่านอาการ เรียกว่าจับนิมิต ของอาการเหล่านั้นออก ถ้ายังงี้เป็นลักษณะราคะ นี่ เป็นลักษณะโทสะ อย่างนี้เป็นลักษณะของโมหะ อย่างนี้มันมีคุณค่า อย่างนี้ไม่มีคุณ ค่าอย่างนี้ดี อย่างนี้ไม่ดี อย่างนี้เป็นกิเลส อย่างนี้ทำให้กิเลสออก หรือออกจาก กิเลส เราจะเรียกว่าออกจากกิเลส หรือทำกิเลสออก มันก็มีความหมายทั้งสอง ด้านแหละนะ คือให้มันลดละ จางคลาย อย่างจริงๆเลย จับมั่นคั้นตายจริงๆ เพราะฉะนั้น ตัวธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีวิริยสัมโพชฌงค์หรือองค์เต็มเลย ของสติปัฏฐานทั้ง 4 มีสติ รู้ตัว รู้สภาพว่า ขณะนี้นี่ เรากำลังมีปัญญารู้สิ่งแวดล้อมทันนะ เราจะรู้ได้มาก ได้ กว้างมากขนาดไหน นี่ กายะ สัมผัส สัมพันธ์อยู่กับตัวเรา นอกและใน กายใน กาย หรอกายนอกาย ทั้งนอกและใน องค์ประชุมนอก องค์ประชุมใน เมื่อมาเป็น สภาพของใน และมันก็มาเป็นรูปจิตที่ถูกรู้โดยเรา เป็นรูปจิต พอเป็นสภาพนั่นแล้ว เราก็รู้แล้วว่ารูปจิต เวทนาก็คือรูปจิต วิเคราะห์วิจัยลงไปในเวทนาซ้อนลงไปหา ตัณหา เวทนา วิจัยสุข วิจัยทุกข์ วิจัยได้เนกขัมมะหรือว่าเรายังเป็นอย่างโลกๆ เป็นเคหสิตะ หรือว่าเป็นเนกขัมมสิตะ วิจัยให้รู้เลยว่า ตัวเองอันนี้มันมาจากทาง ตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือว่าอันนี้นี่มันทุกข์จัดนะ เป็นทุกขินทรีย์ หรือว่าเป็นสุขินทรีย์ สุขจัด หรือว่ามันทุกข์ก็ไม่ใช่มากแล้ว เป็นทุกข์ในๆ แล้วลึกๆ แล้ว เป็นโทมนัสขินทรีย์ โสมนัสขินทรีย์ หรือเป็นโนมนัสสินทรีย์ หรือว่าลดละ หรือ ว่าไม่ใช่ล่ะ หรือว่าไม่ทุกข์ไม่สุขหรอก หรือเป็นอุเบกขินทรีย์ แต่อุเบกขินทรีย์ นี่ เป็นอุเบกขินทรีย์ อย่างไหนล่ะ อย่างเคหสิตะ หรือว่าอย่างเนกขัมมะสิตะ อุเบกขิน หรือว่าโสมนัส เป็นเคหสิตหรือว่าเป็นเนกขัมมะน่ะ นี่ฟังภาษาพวกนี้ เผื่อเราไม่มีพื้นความรู้มาเลยน่ะ มารู้จักความสัมพันธ์ ไม่รู้จักความเกี่ยวข้องชอนไชกัน ไม่รู้ว่าพูดอันนี้ไป คืออะไร ฟังแต่ภาษานะ และ ยิ่งมาได้ยินภาษาที่อาตมาพูด สอดซ้อนกันขยายกันนี่ ถ้าไม่มีพื้นมาคุณจะรู้เรื่อง และ บางคนนี่ รู้เรื่องๆ ขนาดไหน ไม่ถามโยมสุขเย็นหรอก ถ้าถามโยมสุขเย็น ดิฉัน ไม่รู้ รู้เรื่องไหม โยมสุขเย็น รู้ไหมฮ่ะ รู้แน่ะๆ โอ้โฮ ไม่น่าเชื่อเลย รู้เสีย ด้วยน่ะ ถามไม่รู้ที่นี่ อาตมาพูดนี่รู้เรื่องดี อ่านออก หรือว่ามันเป็นอะไร แล้วกันอ่าน ไม่ออก แล้วรู้เรื่องอะไรล่ะ พูดออกไปไม่ได้ อ้าว ก็ที่อาตมาพูดให้ฟังนี่รู้เรื่อง ไหมล่ะ ที่อาตมาพูดนี่ หมายถึงอะไรเคหสิตะ เนกขัมมสิตะ อ่านเวทนา อ่านมี สุข มีทุกข์ อะไรน่ะ รู้เรื่องไหม นั่นมันหมายถึงอะไร รู้เสียด้วย จิตใจมันเป็น กิเลสอย่างไรรู้นะ เออ แน่ะ รู้เอ่อ ทำเป็นเล่นไป โยมแว่นรู้หรือเปล่า แน่ะแฮะ เออ รู้กิเลสๆ และมันลดละได้บ้างไหม จับมันถูกบ้าง จับมันถูกตัวถูก อย่างที่อาตมาพูดๆไปนี่ นะฉีกหน้ามันออกมานี่ พอฟังนี่รู้ไอ้นี่มันหมายถึงไอ้นี่ ไอ้นี่มัน หมายถึงอันนี่ มันอยู่ในจิตเรานี่แหละ อ่านจิตอ่านใจเรานี่แหละ ฟังออก แต่ไม่อยาก เล่าให้ใครฟัง ไม่ได้เรียนหนังสือก็ได้ ฟังไปนี่ก็เหมือนเรียนนะ จำได้ก็พูดปร๋อเลย ก็ได้นี่ จำ แหม่ จำเคหสิตะ โสมนัสเคหสิตโทมนัส ปร๋อเลย คุยฟุ้งได้เลย นะ จำ มันได้ดี โอ ถ้ามันไม่เข้าใจจริงๆ มันไม่ ก็คงจะนั่งหลับกันตรงนี้เสมอๆ ก็คงมา นั่งจุ้มปุ๊กอะไรไม่ได้นักหนา ยิ่งพูดอะไรไป มันก็ยิ่งลึก พูดไปก็ยิ่งมีพยัญชนะภาษา วิชาการอะไร ดูยิ่งชึกซึ้งเข้าไปเรื่อยๆ ถ้าเผื่อว่าไม่มีอะไร รู้เรื่องรู้ราวอะไร กันบ้างก็คงไม่เข้าท่านะ มันก็คงง่วงติดพื้นอยู่ตรงนี้แหละน่ะ ถ้าเผื่อว่าเราเอง ยิ่งเรียนพยัญชนะต่างๆที่พระพุทธเจ้าท่านอธิบายเอา ไว้มากมาย ไม่รู้ว่ากี่สูตรต่อกี่สูตร ถ้าหยิบมาสัมพันธ์กันเกี่ยวข้องกันหมดนั่นแหละ มันโยงใยถึงกัน ต้องอ่านถูกสภาวะอ่านถูกปรมัตถ์ อ่านถูกเป้าหมาย ที่เราจะต้องรู้ ว่าเราปฏิบัติธรรม นี่เราจัดการกันตรงไหน จะมีความเจริญตรงไหน อย่างไร เราก็จะมั่นใจ เออ เราปฏิบัติธรรมนี่ เราเจริญน่ะ กิเลสลดลง เราเห็นเลยว่า ทุกข์สุขลดลงไป กิเลสโลภ โกรธ หลง ลดลงไป กายกรรมของเราได้ปฏิบัติ ได้ ประพฤติอบรม วจีกรรมได้อบรม เปลี่ยนแปลงการกระทำทุกอย่าง การงาน การ สัมผัสสัมพันธ์ การเป็นอยู่กับมนุษย์ต่างๆนานา ประชุมไป องค์ประชุมต่างๆ สิ่ง แวดล้อม สัมปวังโก โน่นๆนี่ๆ ว่า โอ เรากว้างขวางขึ้น เราไม่ได้อยู่ในรู แคบๆเลย เราสัมผัสสัมพันธ์ เรารู้ เรามีประสิทธิภาพ ที่จะช่วยเหลือเฟือฟาย ผู้อื่นหรือแม้ แต่หนักเข้าเป็นผู้ที่ช่วยบริหารได้ ช่วยดูแล เป็นหูเป็นตาสืบทอดรู้จัก สังคมมนุษย์ รู้จักโลกมนุษย์ โลกก็คือรวมไปหมด นั่นแหละมี โลกานุกัมปายะ จริงๆ อนุเคราะห์โลกได้จริงๆ ไม่ใช่มีแต่มองอยู่ในแต่ภพตัวเอง หลงงมอยู่แต่ตัวเอง ฉัน ปฏิบัติธรรม ฉันเอาแต่จิตๆ ฉันก็ทำอยู่แค่นี้ ฉันชอบเป็นยถาสุขัง ฉันชอบที่จะอยู่กับ งานส่วนตัวก็นิดๆอยู่แค่นั้น ใครจะเป็นอย่างไร จะเป็นจะตายที่โน่นที่นี่ ฉันไม่ เกี่ยว ฉันไม่ยุ่ง ฉันตัดหมดแล้ว ฉันเป็นพระอรหันต์แล้วฉันอยู่ในรูของฉัน หรือเอาแต่ อ่านหนังสืออยู่ของฉัน ใครจะเป็นอย่างไร จะตายอย่างไร ใครจะเรียกขาน อย่างไร ใครจะโหวกเหวกอย่างไร ฉันก็อ่านของฉันอยู่แต่ในภพของฉันไม่อ่านๆ หนังสือไม่ออก ฉันก็นั่งคิดของฉันไปวันๆหนึ่ง นี่ฉันพิจารณาธรรมน่ะ ฉันนั่งคิดไปอยู่นี่ ฉันพิจารณาธรรม ทำเตวิชโชอะไรไปอยู่ ในเลี้ยวในรู คนอื่นตัดรอบหมด ไม่เกี่ยว นั่นก็จมอยู่ในภพนั่นแหละ ไม่ขยายกายะไม่ได้เจริญ กายะไม่ได้เจริญ องค์ประชุม นั้นๆ ไม่ได้เจริญ ทั้งนอกและใน และเป็นสัมผัส สัมพันธ์กันจะเจริญกว้างขวาง พิสูจน์ได้เลย ว่าเราเป็นคนมีโลกวิทู มีพหูสูต รู้ ไม่ใช่รู้อย่างพหูสูต อ่านแต่หนังสือ หรือว่าแต่ขบแต่คิด ได้แต่ฟังธรรมะ ฟังพหูสูต เพราะเราฟังมาก ได้อ่านมากเท่านั้น ไม่ใช่ ไม่ใช่เท่านั้น พหูสูต ก็เพิ่มเติมความรู้ ความจริงตามความเป็นจริง เข้าไปด้วย ซึ่งอาตมาขยายความจากพหูสูต เป็นพหุสัจจะ ซึ่งทางบาลี ทาง เปรียญเขาก็ไม่ยอมรับว่าอาตมาขยายความ เขาบอกว่าอันเดียวกัน ยังไงๆ พหูสูตกับพหุสัจจะ อันเดียวกัน เป็นการรูมากเฉยๆ อย่าไปดัดจริตเอาคำว่า แหม พหุสัจจะนั่น ใครเขาว่ามีสัจจะก็เลยไป ก็นึกว่ามันเป็นเรื่องของสัจจะ สูก็สูตะ สูก็แค่ได้ยินได้ฟังเฉย ก็ช่างเขาเถอะ อาตมาไม่มีปัญหา เขาจะบอกมาบอก รากศัพท์เดียวกัน ก็เป็นเรื่องของเขา พยายามปรับเข้าพยัญชนะเฉยๆ อาตมาว่า พยัญชนะเหล่านี้มันส่อจริงๆ มันยืนยันจริงๆ เพราะการเรียนไวยากรณ์ เรียน อะไรพวกนี้ มันเรียนตามหลังสัจจะ ตามหลังธรรมชาติที่มันเกิดก่อนภาษามันก็เกิด จากธรรมชาติก่อน เกิดมาจนกระทั่งตอนหลังเขาก็มาตั้งหลักเกณฑ์อันนี้ขึ้นมาเอง มัน ใช้มาก่อน พหุสัจจะนี่ อาตมาก็ว่ามันเป็นความจริง ความรู้มากเหมือนกัน แต่มาก เหนือชั้นกว่าๆ พหุสูตๆนั่นรู้เฉพาะบัญญัติ พหุสัจจะ นี่มันรู้มากด้วย รู้ความจริงลงไป ด้วย ถ้าเราใช้ความหมายสองคำนี้ ให้มันต่างกันมันก็มีความหมายจริงเราใช้ได้ เราก็ใช้ เขาไม่ใช้ก็ช่าง เราใช้ได้เราก็ใช้เราเจริญ เรื่องอะไร คำสองคำ อะไรทุกอย่างไม่มีต่างกันเลย ใช้คำสองคำ ไปทำไมให้มันฟุ้งเฟือย ใช้คำเดียวก็ พอแล้ว จะใช้สองคำให้มันต่างกัน แต่มันก็คล้ายกัน มันก็มีนัยคล้ายกัน แต่มีนัยที่ลึกซึ้ง กว่ากัน ใช้ซ้อนเข้าไปอีก ก็เป็นกำไรของภาษาสื่อสภาวะสื่ออะไรได้ดีกว่าเรื่อง อะไรจะอยู่แค่นั้น นี่เราจะเข้าใจ นี่เราจะมีความรู้มีโลกวิทู หรือมีโลกานุกัมปายะ กายจะกว้างขวางขึ้น องค์ประชุมกว้างขวางขึ้น รู้ผู้นั้นผู้นี้ รู้แวดวง รู้องค์ประกอบ รู้สัมปวังโก รู้สิ่งแวดล้อม สามารถช่วยเหลือเกื้อกูล เป็นอนุกัมปายะ อนุกัมปัง เป็นการอนุเคราะห์ เป็นการเกื้อกูล เป็นการช่วยเหลือ เป็นคนมีประโยชน์ เป็นหิตายะ เป็นพหุชนะหิตายะ จะช่วยคนได้มากขึ้นจริงๆ เป็นความเจริญ ของมนุษย์ ไม่ใช่เอาแต่หยุดแต่ช้า หยุดอยู่แต่ภพของเรา งุดอยู่แต่ของเรา แม้เรา จะทำงานจะทำงานประจำอยู่ในงานหลักของเรานี่ ก็ไม่ได้หมายความว่า ตา หู แคบไม่กว้าง ก็เลยสนใจแต่งานของเรา ก็ไม่ใส่ใจอะไรอื่น เลยไม่ใช่ เราทำ งานประจำไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย เราก็สามารถที่จะมีกาย มีองค์ประชุม มีการ สำเหนียก มีการรับรู้แวดล้อมใจมันกว้างออก ใจมันสัมผัสสัมพันธ์ รับรู้เรียนรู้ นอกจากรับรู้เรียนรู้ รู้แล้วก็ฝึกหัดตนว่าเราจะ เออ เข้าไปร่วม เข้าไปสัมพันธ์ เข้าไป ร่วม ไปรับรู้แล้วก็เข้าไปช่วยเหลือเกื้อกูล หรือเข้าไปมีอะไรมีส่วนร่วม มี ส่วนที่จะก่อจะเกิด จะสร้างจะสรรจะโน่นจะนี่เพื่อเกิดบทฝึกหัดด้วยในตัว มีผัสสะเป็นปัจจัยมีจิตที่พิสดารขึ้น ไม่ใช่ว่าเหตุปัจจัยนั้นเท่าเก่าแคบๆ อยู่ในรูป กระบอกหรืออยู่ในกะลาครอบเท่าเดิม ไม่ใช่ มันจะมีสิ่งอื่น มีสิ่งอื่นใหม่ สิ่งนั้นสิ่งนี้ ซึ่งเป็นของจริง ไม่ใช่เอาแต่ประเมินประมาณ คิดอยู่ว่าได้ เราไม่ไปสัมผัสก็ได้ เราไปทำครั้งสองครั้งก็รู้แล้ว ครั้งสองครั้ง มันก็ดูได้ มันก็อาจจะอดจะทนได้ มัน อาจจะตั้งอกตั้งใจสู้ ถ้าหลายครั้ง สองครั้ง สามครั้ง ห้าครั้ง แรงบ้าง ต่าง ลักษณะบ้าง มันอาจจะอย่างนี้แหละ แต่มันก็มีพลิกแพลง สัมผัสอย่างนี้จริตอย่างนี้ เหตุการณ์อย่างนี้ เท่านี้ แต่มันพลิกแพลง เช่นว่า คราวนี้สัมผัสนี่เขาให้รูป ให้รส ให้กลิ่น ให้เสียง หรือให้เงินให้ทอง ให้ลาภ ให้ยศ แต่มันก็มีพลิกแพลงซ้อนมีนัย ละเอียดเป็นเหตุเป็นปัจจัย อยู่ในนัยละเอียดพวกนี้ เราเดาไม่ได้ ของจริงมันมี สภาพของมันมี เพราะฉะนั้น ความจริงตามความเป็นจริง ที่เรียกว่า ญาณทัสสนะ มันจะเป็นญาณทัสสนะเป็นตัวรู้ ที่รู้ของจริงตามความเป็นจริง ที่เราไม่รู้จัก กำหนดความละเอียดของมันไม่ได้ นี่แหละมันจะมีเหตุการณ์ มันจะมีเรื่องจริง แล้ว สัมผัสเกิด องค์ประกอบในลีลา ในกาละโอกาส ในสิ่งแวดล้อมสัมผัสสิ่งเดียวกัน มันยังไม่เกิดอารมณ์เดียวกันเลย เกิดอารมณ์มีกิเลสร่วมไอ้โน่นไอ้นี่ร่วมปรุงอย่าง นั้น ปรุงอย่างนี้ มันไม่เหมือนกันหรอก มันไม่เหมือนกัน มันจะเบา จะแรง อะไรมันไม่ลงมันไม่ตายตัว มันไม่เท่าเดิม เพราะฉะนั้น การจะปฏิบัติ มีแวดล้อมขนาดนี้ ที่จริงยังไม่พอหรอก เราได้สัมผัสแค่พวกเรามันก็แค่นี้ จะต้องสัมผัสกับข้างนอกอีก ข้างนอกก็คือ เราก็ ต้องไปโปรดเขา ไปโปรดสัตว์อย่างน้อยพระนี่ อย่างสมณะ ภิกษุนี่ ออกไปบิณฑบาต นี่ก็ออกไปรับรู้ ไปสัมผัสข้างนอกๆ ดัวยวิธีธรรมดา เสร็จแล้ว ในสมัยโบราณ ท่านไม่ได้อยู่ในวัดหรอกนะ สมัยพระพุทธเจ้า พระท่านไม่ได้อยู่กับที่ ท่านไปสัมผัส ข้างนอกมากมาย บารมีของท่าน ถ้าพวกเรานี่ ปล่อยนอกสายสิญจน์ ไปปล่อย เกะๆกะๆ เคยปล่อยๆไปๆ ก็ต้องเรียกกลับบ้าง อะไรบ้าง ข้างนอกนี่ เมื่อก่อนนี้ ไม่ใช่เล่นๆนะ แต่ก่อนนี่ ท่านก็นอนกลางดิน กินกลางทราย ไปสัมผัสสัมพันธ์กับ มนุษย์มนาข้างนอกนี่ เยอะแยะเลย เป็นปกติ และเรานี่อยู่ในวัดเราก็แค่นี้ สัมปวังโก ถ้าปล่อยเหมือนอย่างสมัยพระพุทธเจ้านั้นน่ะ วัดไม่ค่อยได้อยู่วัดกัน หรอก ที่วัดเอง พระเป็นร้อยๆ เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน พระของพระพุทธเจ้า มีตั้งมากตั้งมาย ไม่ได้มาอัดแออยู่ที่วัด นี่หรอก ไปกันตามภาษา ถึงเข้าพรรษาที ก็มาเข้าจำพรรษาที่นั่นที่นี่เท่านั้นเอง นี่นัยมันไม่เหมือนกัน กาละไม่เหมือนกัน แต่ คนเดาไม่ออก นึกว่าเราอยู่วัดนี่ ปลอดภัยแล้ว อยู่ดีแล้ว ที่บอกว่า มาบวชนี่ บริสุทธิ์ดุจสังข์ขัด สัมปวังโก ของพระสมัยนั้น ไม่ เหมือนเรานะ ไม่เหมือนยุคนี้ สมัยนี้นะ นี่อยู่วัด อยู่ว่าอยู่ในสิ่งแวดล้อม สัมปวังโกแค่นี้ สมัยพุทธเจ้านั้นน่ะ บวชแล้ว บริสุทธิ์ดุจสังข์ขัด จริง แต่โอ้โฮ บท ฝึกหัด นี่ท่านตะรอนๆ ไปเลย พบปะกับโลกเขาหมดเลย คนนั้นคนนี้ อย่างโน่น อย่างนี้ อะไรต่างๆนานา กระทบสัมผัสกับโลกีย์นะ พอบรรลุเสร็จแล้วก็ยิ่งปล่อย ไปใหญ่เลย อ้าว บรรลุได้อรหันต์แล้วยิ่งปล่อยไปใหญ่เลย ไม่บรรลุอรหันต์ ก็ไม่ได้ หมายความว่า จะจุ้มปุ๊กกันอยู่ที่ในวัดนี่ ไม่ใช่ นี่มันต่างกัน ไม่ใช่มานั่งจุ้มปุ๊กนี่ของ ฉัน ต้องระมัดระวังต้องสังวร ต้องมีสัมมัปปธานตลอดเวลา มีผัสสะเป็นปัจจัยอยู่ เสมอ สัมผัสสัมพันธ์อยู่กับสังคมก็อยู่ทั้งนั้นแหละ จะอยู่ในขนาดไหนล่ะ ใครเรียก ว่าสัมผัสสัมพันธ์ได้จัดจ้าน คนนั้นก็รู้ตัวเองดีว่าจะสัมผัสสัมพันธ์กับสังคมได้จัดจ้าน ขนาดไหน คนไหนสัมผัสสัมพันธ์กับสังคมไม่ได้จัดจ้านนัก ก็เลาะๆ หาชนทบท หรือว่าหาป่าที่จะมันสงบ ระงับมากหน่อย เข้าไปอยู่ป่าช้ามากหน่อย ขนาดไปอยู่ ป่าอะไรนี่ ยังมีเด็กเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ขนาดพระพุทธเจ้าเห็นไหมล่ะ เด็กเลี้ยง วัว เลี้ยงควาย มันไปแกล้งพระพุทธเจ้า อดอาหาร เอานมไปหยาดปาก นอนแงบๆอยู่ไม่มีกำลัง เอานมไปหยอดปากไปแล้วยั่วไปเย้าไปแหย่อะไรต่อ อะไรน่ะ เด็กไปยั่วพระพุทธเจ้าเห็นไหม อยู่ป่าอยู่อะไร มันก็มีปนๆเปๆ อยู่มันก็ เหมือนคนอยู่ป่า คนแต่ก่อน คนชนบทคนสมัยโน้น เหมือนอยู่ป่าอยู่อะไร ก็เกะกะไป หมดแหละ หากินกันไปตามนั้น อย่างอาตมาสมัยก่อนนี่ ไม่ต้องเอาสมัยสองพันปีหรอก ชีวิตอาตมา เกิด มาก็ออกป่า เก็บเห็ด เก็บหน่อไม้ ติดตังไปดักจักจั่นไปอะไรต่ออะไรไปอย่างนั้น หรือไม่ก็ลงน้ำไปเลยหาปลา อาตมาอยู่อย่างเดียวไม่ล่าสัตว์ ล่าจักจั่นเท่านั้นเอง แต่ก็ไปเคยไปจับกะปอม ลากกะปอมก็เคยน่า ไอ้จับกิ้งก่านี่ ไปจับกิ้งก่า ไปเคยแต่ ไม่ค่อยชอบ แต่จับจักจั่นนี่ชอบ ไปจับจักจั่น ออกป่าไปก็ หาหน่อไม้ หาเห็ด หาผัก หาอะไรต่ออะไร ก็เข้าป่า วันๆหนึ่งเข้าป่า หรือไม่ก็หาฟืน ก็มีชีวิตอยู่อย่างนั้นแหละ ชาวป่าชาวชนบท ยิ่งสมัยโบรารณ สองพันห้าร้อยกว่าปี คิดดูซิ มันจะไปไหน นั่น แหละคือแดนหากิน ป่าคือแดนหากิน ทรัพย์ศฤงคารอาหารสิ่งอะไรอยู่ที่ในป่า ทำงานก็คือ ก็ออกเดินป่า ก็ออกเดินไปหาโน่นหานี่ นั่นเป็นชีวิตปกติของธรรมชาติ เพราะฉะนั้น ปนๆเปๆกันอยู่ อย่างนั้นแหละ สังคมไม่ใช่สังคม ว่าทุกวันนี้ หากินไปไหน เข้าเมือง ใช่ไหม หากินคือเข้าเมือง และไปรับจ้าง ไปเป็นกรรมกร มีเทคโนโลยี สมัยก่อนมีเทคโนโลยี ที่ไหนเล่า โรงงานก็ไม่มี กรรมกรร้านค้า ร้านขาย ก็ไม่ได้เหมือนอย่างนี้ ไม่ต้องไปเอาหลายปีหรอก ร้านค้าร้านขาย มีกี่ร้าน สมัยพวกเรา ไม่ได้ค้า ไม่ได้ขายกันด้วย ร้านค้าก็ไม่มี สมัยนี้ เข้ามาในเมืองมีร้านค้ามีโรงงาน โน่นๆนี่ๆอะไรก็ไม่รู้ โรงงานทำฝิ่น โรงงานทำเฮโรอีน โรงงานทำเครื่องสำอาง โรงงานตัดเย็บ โรงงานอะไร ของเขาก็เลอะเทอะไป สมัยก่อนไม่มี สัมมาอาชีพก็คืออกป่า คนทำไร่ ทำนาก็ทำไป คนไม่ได้ทำไร่ทำนา ก็ขึ้นเข้าป่าหาทรัพยากร เป็นเรื่องธรรมชาติเลย หา ทรัพยากรนี่ก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญของชีวิตมนุษย์ เพราะฉะนั้น ชีวิตก็ไปเจอกันในป่านั่นแหละ ก็เจอสมณะเดินอยู่ไหน ก็เดินอยู่ก็บอกแล้ว สมณะไม่ได้ออกป่า จนกระทั่งไม่เจอกับใคร ไม่ใช่ ป่าที่ว่านี่ก็ เอามาอ่านให้ฟังแล้ว ไม่ใช่ ก็สัมพันธ์สัมผัสกันอยู่กับมนุษยชาตินี่แหละ นี่ฟังดีๆ เถอะประวัติศาสตร์ต่างๆเราเดาไม่ค่อยถูก เดาไม่ค่อยออกหรอก ฝันเฟ้อ เข้าใจ เพี้ยนไปแล้วก็ไปกันใหญ่เลย เพราะฉะนั้น จะอยู่ป่า หรือไม่อยู่ป่า มันก็อยู่ ป่าอย่างนั้นแหละ นั่นก็คือ เสนาสนะอันนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสคำว่าป่าเอาไว้นี่น่ะ อาตมาเองอาตมาเข้าใจลึก ซึ้งเข้าใจตรงไหน เข้าใจตรงที่ว่า ท่านเต็มใจเอาคำที่ว่าป่า เอาไว้เป็นคำเตือน เอาไว้อย่างแข็งอย่างแรงเลยว่าท่านมีอนาคตังสญาณ สมัยข้างหน้าอนาคต คนจะ เป็นพระบ้าน พระเมือง สร้าง มีทางสี่แพร่ง มีมุขสี่ด้าน มีเรือนไฟ มุขสี่ด้าน ที่ตั้ง อยู่กลางทางสี่แพร่ง มันจะกลายเป็นอย่างนี้นี่นะ มันไม่ถึงขนาดนี้เลยสมัย โน้นน่ะ แต่ท่านก็ตรัสเอาไว้แล้ว ตรัสความเสื่อมของภิกษุนี่ ต่อไปจะไปสร้างมุข สี่ด้าน เรือนไฟมีมุขสี่ด้านอยู่ในทางสี่แพร่ง ความหมายอันนี้นี่ลึกซึ้ง หมายความว่า อย่างทุกวันนี้แหละ เห็นไหม สร้างวัง สร้างเวียง สร้างโบสถ์แข่งกัน สร้าง ศาลาวิหาร สร้างวัด มีโน่นมีนี่ ประดับตกแต่ง เพื่อล่อคนมาเพื่อล่อให้คนเข้ามาใน วัดตัวเองอยู่ในทางสี่แพร่งนี่ หมายความว่าที่จอแจ ความหมายคำว่าอยู่ในทางทางสี่แพร่งเป็นที่ๆจอแจไอ้ที่อยู่ในเมืองในกรุง มันก็จะเป็นอย่างนั้น นี่ความเสื่อม ความเสื่อมอีกด้านหนึ่งก็ออกป่า หาผลไม้กิน เก็บผลไม้หล่น ภิกษุที่เรียกว่าในระดับที่ เรียกว่าอย่างเคร่งน่ะ เคร่งๆๆๆ ไม่เด็ดพืชพันธุ์คอยเก็บผลไม้หล่นกิน หา อาจารย์อยู่ในป่า นี่เคร่งฝ่ายป่า ฝ่ายเรือนก็ฝ่ายออก ก็มีเรือนไฟ ทำมาหากิน มีเรือนไฟ ไอ้คำว่า เรือนไฟ นี่แสบๆ นั่นแหละคือ ฤาษีเดี๋ยวนี้ มีหมด ที่ไหนที่ไม่มีจุดเทียนจุดธูปน่ะ เรือนไฟ นี่แหละ จุดเทียน จุดรูป นั่นแหละ มีโบสถ์ มีวิหาร มีศาลาอะไร ก็มารวม เป็นพิธีกรรม มีจุดเทียน จุดธูปบูชาไปเป็นแบบฤาษี ไปเป็นแบบโบราณหมด ก็ล่อ หลอกกันเอาจริงเอาจัง ก็นอกมีเรือนไฟมีธูปมีเทียน มีพระพุทธรูป มีโน่นมีนี่ มีองค์ประกอบเข้า มีติ้วสั่น มีหวย มีเบอร์ มีทุกอย่างนั่นแหละ มันก็พังไปอย่าง นั้นแหละ ด้วยนัย ทางด้านฝ่ายพระป่าก็เก็บผลไม้กิน หนักเข้าก็ไม่แล้ว มีตระกร้ามีเสียมเอง มีตะกร้า มีเสียมมีจอบเอง ขุดกินเองเลย ก็เหมือนกับ พระป่าเดี๋ยวนี้ แต่อย่างเคร่งอยู่ก็แล้วแต่ ถึงอย่งนั้นก็ตาม เป็นความเสื่อมสองชนิด นี่ ท่านตรัสเอาไว้สั้นๆ เข้ใจในประวัติศาสตร์ เข้าใจสังคม เข้าใจยุคสมัยเข้าใจ มนุษยชาติ มันไม่ใช่ว่ามันเรื่องที่จะเข้าใจตื้นๆง่ายๆ มันไม่ง่ายนะ เพราะฉะนั้น ว่าไปแล้ว
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive