360811 ตอบปัญหานักศึกษาชาวฝรั่งเศส โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
360811 ตอบปัญหานักศึกษาชาวฝรั่งเศส โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
ตอบปัญหานักศึกษาชาวฝรั่งเศส โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
ล่าม :ส่วนมากเป็นนักศึกษาชาวฝรั่งเศส อยากทราบความเป็นมาของกลุ่มปฐมอโศก
พ่อท่าน :ของปฐมอโศกเหรอ(ครับ) กลุ่มพวกปฐมอโศกนี่ เป็นพวกกลุ่มที่ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมของศาสนาที่เอาจริงเอาจังนะ
พ่อท่าน :เพราะฉะนั้นเมื่อเราปฏิบัติศาสนาหรือปฏิบัติธรรมะจริงๆ การเป็นอยู่ของพวกเราจึงเป็นอยู่อย่างที่มีเศรษฐศาสตร์อย่างพุทธ เพราะเราปฏิบัติศาสนาพุทธ พ่อท่าน :เพราะฉะนั้นเศรษฐศาสตร์ก็เป็นเศรษฐศาสตร์แบบพุทธ รัฐศาสตร์ก็ เป็นรัฐศาสตร์แบบพุทธ สังคม เป็นอยู่ก็เป็นอยู่อย่างพุทธ สังคมศาสตร์ก็เป็นสังคมศาสตร์อย่างพุทธ นั้นเมื่อเข้ามาที่นี่ก็จะเห็นได้ว่าความเป็นอยู่ของที่นี่นี่ เศรษฐกิจก็เป็นอย่างนี้แหละ นี่แหละเรียกว่าเศรษฐกิจอย่างพุทธ รัฐศาสตร์หรือรัฐกิจ ระบบการเป็นอยู่ เป็นอย่าง เป็นอย่างรัฐศาสตร์ รัฐกิจ อาจารย์เข้าใจไหมครับว่า รัฐศาสตร์ รัฐกิจ ก็เป็นอย่างนี้หละ เป็นอย่างที่เราเห็น จะได้เห็น เห็นกันว่ามันเป็นอย่างไร ถ้าจะให้อธิบาย ก็คงจะยาวมันมีนัย มันมีรายละเอียดอีกเยอะ ฉะนั้นสังคมศาสตร์ ก็คือสังคมคนกลุ่มนี้เป็นอย่างไรละ เมื่อให้แน่ใจว่าพุทธสอนให้สังคมมนุษ์ให้มนุษย์อยู่กันอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการเป็นอยู่อย่างประชาธิปไตย ก็เป็นประชาธิปไตยอย่างพุทธอย่างนี้แหละ อย่างที่เรามีความเป็นอยู่ มีพฤติกรรม มีความหมาย ความเข้าใจที่เราจะใช้กันและใช้กันอยู่อย่างนี้ ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยของเราก็ใช้ประชาธิปไตยเป็นพี่เป็นน้องกันอยู่อย่างนี้ สังคมเรา จีงเป็นพุทธที่มีความเป็นพี่น้องมาก มีความเป็นพี่น้องมาก มีความเป็นพี่
อ่านต่อ
เป็นน้องกันมาก คือ แม้แต่เศรษฐกิจก็เป็นเศรษฐกิจแบบพี่น้องคือแบ่งกัน แจกกันเหมือนกัน เงินรวมๆกันเป็นของที่ ช่วยกันทำ ช่วยกันหา ช่วยกันใช้ อย่างรักที่จะรักษาดูแล เพราะฉะนั้นข้าวของเงินทองที่เราร่วมกันสร้างขึ้นมา จึงไม่แย่งกัน แต่จะเอามารวมๆกัน แบ่งกันใช้อย่างพี่อย่างน้อง เศรษฐกิจก็เป็นอย่างนั้น แม้แต่รัฐกิจ หรือรัฐศาสตร์ ก็เป็นการอยู่กันอย่าง ปรึกษาหารือกันช่วยกันคิดช่วยกันอ่าน ช่วยกันตัดสิน ช่วยกันตกลง ไม่ได้เห็นแก่ตัว เป็นแต่ความเป็นอยู่สุขรวมๆกัน นี่คือเป็นแนวคิดง่ายๆ ที่อธิบายสู่ฟังได้เบื้องต้น นี่คือพวกชาวปฐมอโศก ได้เป็นอย่างนี้ หรือชาวปฐมอโศกเป็นอย่างนี้
ล่าม :อยากจะถามบทบาท ของท่านต่อ หมายความว่า ต่อผู้ กับสาวก หรือคนที่ติดตาม พ่อท่าน :บทบาทองอาตมา อาตมาก็เป็นผู้ที่บอกแนะ ทฤษฎีแนะนำวิธีการอธิบายความจริง ความหมายและก็พากันประพฤติ ปฏิบัติ
ล่าม :แล้วก็ป็นการสั่งสอนด้วย หรือเปล่าครับ พ่อท่าน :สั่งสอนด้วย นำพาปฏิบัติด้วย ตัวเองก็ต้องทำให้ได้ก่อน ตัวเองทำให้ได้ก่อน พิสูจน์ความจริงอันนั้นก่อน ว่าดีจริง ได้จริง แล้วเราจึงมาสอน มาแนะนำ และก็ให้พิสูจน์ ให้ปฏิบัติพิสูจน์
ล่าม :อยากทราบว่า วันหนึ่งหมายความว่า ตั้งแต่เช้าถึงเย็น พระจะทำอะไรบ้างครับ พ่อท่าน :พระ พระก็ปฏิบัติ ประพฤติ อบรมตน อบรมตนก็พระนี่ในฐานะที่เป็นผู้ที่ พระ พระในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติทางเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจได้ดีสุดแล้ว คือเป็นคนไม่มีของของตนเลย นี่คือเป็นกิจที่สูงสุด
ล่าม ครับ แต่เขาถามว่า วันหนึ่งตั้งแต่เช้าถึงเย็น พ่อท่าน :นั่นแหละ จะเป็นพุทธที่สูงสุดก่อนแล้วก็นำพา แล้วก็สอน พระจะเป็นผู้ที่ได้สอบได้มาก่อน แล้วจะนำพาสอน แล้วถึงจะมีบทปฏิบัติ แต่ละวันๆไป คือตั้งแต่สอน แล้วพาทำไปซึ่งก็มีมีตารางสอนเหมือนกัน อันนั้นเป็นกิจวัตร เท่าที่ถามอยากจะทราบกิจวัตรก่อนไหม
ล่าม :เป็นกิจวัตรครับ พ่อท่าน :ตื่นเช้าตี 3.30 พระก็ลงมาอย่างนี้ ลงศาลา ตี 3.30 ลงศาลา พวกเราก็ลงมา ลงมาหมดนี่แหละ ใครพวกฆราวาสก็มาด้วย ลงศาลาอย่างนี้ แต่มากกว่านี้ ตอนเช้าๆตี 3.30 จะมากกว่านี้ แล้วก็สวดมนต์แล้วก็สอน สอน หรือมาบรรยาย lecture ไปจนถึงตีห้าสิบห้า ถึงตี 5 สิบห้าก็หยุดก็พัก ฆราวาสก็ไปทำงาน ไปทำงานที่ตัวเองมีนะ คนที่จะไปทำอาหารก็ไปทำอาหาร คนที่จะไปทำงานอื่น ก็ไปทำงานอื่น พระก็ออกไปบิณฑบาต บิณฑบาตกลับมา แล้วก็ถึงเวลา 8 โมง 45 ก็เคาะระฆัง รวมกันที่นี่อีก รวมกันทีนี่ก็เพื่อที่จะทานอาหารนี่แหละ เพื่ออย่างนี่ เพื่อที่จะทานอาหาร แต่มีเรื่องที่จะพูดอะไรกันก่อนก็พูด หรือเรื่องที่จะสอนกันก่อน หรือมาบรรยายมา lecture กันอีกที เมื่อบรรยาย หรือว่าพูดพอสมควรแล้วก็ เราก็จัดแจงแจกอาหารกัน ประเคนอาหารกัน แล้วก็รับประทานอาหารกัน ทานอาหารเสร็จก็ แยกย้ายกันไปทำงาน ที่นี่ทานอาหารกัน จัดอาหารมาทานกันครั้งเดียว ในวันหนึ่ง เพราะฉะนั้นผู้ที่ทานอาหารครั้งเดียว ก็พอทานอาหารเสร็จ แล้วก็แยกย้ายกัน พอเย็น 5 โมง ราวๆ 5 โมงเศษๆ ก็พักงานกัน บ่าย 5 โมงเย็น 5 โมงเย็นแล้วก็พักผ่อนกัน อาบน้ำอาบท่าอะไร ก็เย็น จากนั้นไปก็มีวิดีโอที่นี่ ที่บ้านส่วนตัวไม่มีวิดีโอ ไม่ให้มีวิดีโอที่หมู่บ้าน ไม่ให้มีโทรทัศน์วิดีโอในหมู่บ้าน มีที่นี่แห่งเดียว ที่จริงที่นี่จะไม่ดูโทรทัศน์กัน จะดูแต่วิดีโอ เพราะว่าต้อง censor ทุกอย่าง ข่าวเขาก็จะอัดมาให้ดู อัดเป็นวิดีโอมาให้ดู ข่าว สารคดี ก็อัดเป็นวิดีโอ มาให้ดูทั้งนั้น ข่าวที่เขาออกข่าวโทรทัศน์นี่ ไม่ต้องกลัวว่าที่นี่จะไม่ทันข่าว นี่มีเจ้าหน้าที่ดูแล ข่าวที่ด่วน ด่วนออกที่นี่ รับรองว่าได้รู้ทันเพื่อนฝูง พออัดเสร็จปุ๊บ ถ้าสำคัญก็เปิดกันให้ดูเลย ข่าวสำคัญ สำคัญ เพราะที่นี่ไม่ตกข่าว แม้จะว่าไม่ให้ดูโทรทัศน์ ก็ไม่ต้องกลัว ไม่ตกข่าว ข่าวโทรทัศน์มันจะเร็วกว่า ข่าวหนังสือพิมพ์ใช่ไหม ฉะนั้นที่นี่จะรู้ข่าวเร็วกว่าหนังสือพิมพ์ด้วยซ้ำ ก็เย็น 5 โมง 6 โมง ก็ดูวิดีโอกัน ไปจน 2 ทุ่มกว่าก็หยุด 3 ทุ่มก็นอนกันหมดแล้ว พระก็ทำงาน ทำงานตามที่ควรจะทำกัน มีงานเหมือนกัน งานใดที่ไม่ผิดวินัย ก็ทำงานนั้นทุกงาน
ล่าม :พระแต่ละองค์ เช่น มีงานอะไรบ้าง ที่จะต้องทำ พ่อท่าน :เอ๊ะ ให้บอกอย่างไร (หัวเราะ) ก็งานที่ไม่ผิดวินัย ก็ต้องศึกษา มีวินัยที่ห้ามตนอย่างพระไปขุดดิน ไปทำงาน ปลูกต้นไม้ ตัดต้นไม้ไม่ได้อย่างนี้เป็นต้น แต่พระจะทำบ้าน ทำเรือน พระจะทำช่าง ทำอะไรก็ทำได้ หลายๆ อย่าง (ใช้ไมโครโฟน หัวเราะ) เสียงอัดเทปด้วยๆ ถ้าไม่ใช้ไมโครโฟน เสียงไม่เข้าเทป
ล่าม :เขาถามว่า แล้วก็ทุนไม่ชัดเจนสำหรับผู้ที่ต้องการ สำหรับกลุ่มใหญ่แบบนี้จะหาได้ที่ไหน พ่อท่าน :ทุนกลุ่มใหญ่ ทุนก้อนใหญ่ ที่ก้อนรวม จะมีรวมๆเป็นส่วนกลาง โดยทุนนั้นหรือเงินทองนั้น พวกเราทำงานนี่ เงินจะมาอยู่ที่กองกลาง ล่าม :แล้วก็มีการ ค้าขายบ้างหรือเปล่า พ่อท่าน :มี ค้าขาย มีค้าขาย มีรายได้ ฆราวาสทำงานมีร้านค้า มีทางทำงาน มีค้าขาย มีอะไรต่ออะไร เสร็จแล้วเงินนี่มาอยู่ที่กองกลาง ที่นี่เป็นประชาธิปไตยที่มีเงินในส่วนกลาง ไม่ใช่คอมมิวนิสต์นะ พ่อท่าน :ซึ่ง คนที่นี่ ทำงานแล้วยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์ เพราะไม่แบ่งเลยให้หมด ทำงานแล้วให้ส่วนกลางหมด(หัวเราะ) ยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์ ที่นี่ คือทุกคนทำงานที่นี่ไม่มีรายได้ คนที่นี่ไม่มีรายได้ส่วนตัวเลย แต่ก็มีหลายฐานะเหมือนกัน คนมีฐานะ บางฐานะเขา บางคนไม่ได้ทำงานที่นี่ เขาทำงานข้างนอก เขาจะมีเงินรายได้ของเขาส่วนข้างนอก เป็นเงินเดือน เป็นเงินรายได้ของเขาและเขาก็ เป็นส่วนของเขา เขาจะเอามาทำบุญ มาเข้าส่วนกลางนั่นเขาแบ่งแล้วแต่ เราไม่ไปบังคับเขา แต่ถ้าใครทำงานส่วนตัวแล้วก็ไม่รับรายได้อะไร ทำส่วนตัว แต่เอารายได้ มาเข้าส่วนกลางก็ได้ หรือถ้าใครทำงานในนี้อยู่ในนี้แล้วเรียบร้อยในหมู่บ้านนี้ ทำงานของส่วนรวมของที่นี่ เราช่วยกันทำ เงินนั้นก็เข้ากองกลาง
ล่าม :อยากถามว่าเป็นศาสนาพุทธของ ว่าอะไรเป็นศาสนาพุทธแบบของจีน หรือของไทย เป็นมหายานหรือ
พ่อท่าน :ไม่ใช่ของใคร ของพุทธของพระพุทธเจ้า ไม่เป็นของมหายาน ไม่เป็นของเถรวาท ที่นี่เราไม่ได้ ไม่ได้ไปแบ่งแยกว่านิกายนั้นนิกายนี้ เรารู้ข้อบกพร่องของมหายาน เรารู้ข้อบกพร่องของเถรวาท เรารู้จุดดีของมหายาน จุดดีของเถรวาท เราไม่แบ่งแยกนิกาย ล่าม :เขาถามว่า การสวดมนต์ภาวนาก็เป็นการ นั่งสมาธิ เป็นการอ่านบทสวด หรือเป็น เขาอยากจะทราบว่าเป็นลักษณะไหน
พ่อท่าน :เป็นการบอกให้รู้ว่าเราเป็นใคร เรานับถือพระพุทธเจ้า เรานับถือคำของพระพุทธเจ้า เรานับถือผู้ที่ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า แล้วเราก็จะทำ มันดีอะไร แล้วเราจะเอาบทเหล่านั้น หลายๆบท เป็นการสรรเสริญคุณค่าของ อันนี้เป็นใครบ้าง เป็นพระพุทธเจ้าเป็นคำสอน เรามีไตรรัตน์ เรามีพระพุทธเจ้า เรามีคำสอนแล้วเราก็มีพระสงฆ์ พระพุทธเจ้าคืออะไร มีความสำคัญแค่ไหน มีรายละเอียดแค่ไหน พระธรรมมีอะไรบ้าง พระสงฆ์คือใคร คือผู้สืบทอด ดีอย่างไร ใครดีเราก็นับถือเคารพ เราจะสวดเกี่ยวกับพวกนี้มาก
ล่าม :แล้วก็ เขาถามว่า การสวดมนต์ภาวนา เป็นการสวดมนต์ภาวนา เพื่อคนอื่นหรือเพื่อตัวเอง
พ่อท่าน :การสวดภาวนานั้นเพื่อให้ตัวเองมีกำลังใจ เพื่อให้ตัวเองได้เกิดความศรัทธาเลื่อมใส ในสิ่งที่ดีอันนี้ด้วย เพื่อที่ตนเองจะได้ทำ จริงๆแล้วศาสนาพุทธนี้สอนเพื่อให้ตนเองนี่ มีชีวิตเพื่อผู้อื่นเท่านั้นนะ
ล่าม : เขาถามว่า ความจริงเขาสนใจที่จะรู้ว่า สมมติว่าพระองค์อื่น ก่อนที่จะมาเป็นพระบวช ได้ทำอะไร ทำไมถึงบวชเป็นพระ
พ่อท่าน :ใคร แต่ละองค์ ล่าม :ใครก็ได้ พ่อท่าน :ก็เหมือนกัน ก็เหมือนกับพวกคุณมาก่อน สนใจศึกษา ปฏิบัติจนกระทั่งมีความเห็นจริงว่า แล้วก็มาเป็นอย่างนี้ แล้วก็มาพยายามปฏิบัติ มาพิสูจน์ตัวเองเพื่อจะได้เป็นอย่างนี้ พิสูจน์ตัวเอง ตัวเองจะต้องมีความสามารถ ตัวเองต้องมีความเหมาะสมที่จะมาเป็นได้ ไม่ใช่อยู่ๆใครจะมาเป็นก็จะมาเป็นได้เลย เป็นไม่ได้ ต้องมาเรียนรู้ฝึกหัด สอบขึ้นมา
ล่าม :มีอะไรที่ทำให้อยากจะบวชเป็นพระ พ่อท่าน :ก็นั่นแหละ ก็ต้องศึกษาเล่าเรียน ศึกษาจนกระทั่งแน่ใจว่ามาเป็นอย่างนี้ดี ต้องรู้ ต้องแน่ใจมา ไม่ใช่ทำเล่น บวชแล้วก็หมายความว่าจะอยู่อย่างนี้ไปจนตาย
ล่าม :ถามว่า มีความสัมพันธ์กับ กลุ่มศาสนาพุทธ จากที่อื่นด้วยหรือเปล่ครับ พ่อท่าน :เราสัมพันธ์นะ แต่เขารังเกียจ เพราะฉะนั้น ผู้ใด ส่วนตัวที่เขาไม่รังเกียจเรา เขาก็มาสัมพันธ์กับเรา จะเห็นได้ มีการแต่งตัวเป็นพระทางโน้นอยู่ก็มี เขา เขายินดีมาสัมพันธ์ เราก็สัมพันธ์ด้วย แต่งตัวนั่น พระนั่งอยู่นั่น คือทางพุทธ กระแสหลักพุทธ พุทธหน่วยใหญ่ของประเทศไทยนี่ เขาถึงขั้น ออกกฎห้ามไม่ให้พระทางโน้นมาสัมพันธ์กับทางนี้ แม้แต่ห้าม ถึงแม้จะห้าม ห้าม ก็ยังมีคนมานี่ พระก็มา แต่เราก็ไม่ได้ไปเกลียดไปชังอะไรกัน หรอกนะ เราไม่ได้ไปโกรธ เพราะว่าเราเข้าใจ เพราะว่าทางโน้น ที่ต้องห้าม ที่ตัองตรวจ ทางเราเข้าใจดี ว่าเขาต้องทำอย่างนี้
พ่อท่าน :เราก็มีหน้าที่พิสูจน์ว่าเราเชื่อว่าศาสนาพุทธสอนอย่างนี้ ถ้าปฏิบัติอย่างนี้แล้วจะได้ผลอย่างที่เราคิดว่าพระพุทธเจ้าสอนเราว่าให้เป็นคนอย่างไร ซึ่งอาตมาเห็นว่าพระพุทธเจ้าสอนเรานี่ จะทำให้สังคมหรือคนนี่เกิด อิสรเสรีภาพ เกิดภราดรภาพ สมรรถภาพ เกิดสันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ
ถาม :อาจารย์คะ ขอถามได้รึเปล่าคะ เวลาการที่จะมาบวชนี่ไม่ทราบว่า จะต้องทำพิธีบวชเหมือนกับวัดทั่วไปรึเปล่า พ่อท่าน :ทำ แล้วทำหลายชั้น ทำอย่างชั้นที่เขาทำเราก็ทำ ทำอย่างชั้นที่เราทำ ชั้นของเราที่ของเขาไม่ทำ ของเราทำจริงๆจังๆอีกหลายชั้น ทำอย่างหลวมๆที่เขาทำไม่ยากหรอก แห่กันมาแล้วก็มาเข้า ทำพิธีแล้วก็ทำไม่ขาดตกบกพร่อง มีครบทุกอย่าง อย่างเราทำแล้วอย่างโน้นทำ แต่เขาหาว่าเราไม่ทำอย่างที่เขาทำ
ถาม :แล้วก็ พิธีกรรมต่างๆ ไม่ทราบว่าจะต่าง กับวัดต่างๆอย่างไรคะ พ่อท่าน :พิธีกรรมจริงๆก็ต่าง แต่ว่าเนื้อหา ที่จากพระไตรปิฎกที่เราต้องการ ท่านเข้าใจ แล้วก็เอาสิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการนั้นๆมาไว้ใช้หมด
ถาม :แล้ว อย่างที่ แต่งตัวนี่อยู่ข้างล่างนี้ เป็นลูกศิษย์หรือเป็นอะไรคะ หรือที่แต่งชุดสีขาว แล้วก็ใส่กางเกง
พ่อท่าน :เอ้อ นั่นแหละเป็นผู้ จะปฏิบัติตนขึ้นมา ผู้ที่จะเข้ามาเป็นอย่างนี้ไม่ใช่ มาถึงมาเป็นได้เลย อย่างที่พูดไว้แล้ว ต้องมาเป็นผู้ศึกษา ต้องมาเป็นฆราวาสอีก ปฏิบัติอยู่ข้างนอกค่อยไปๆมาๆเรียนรู้ มาเป็นคนข้างนอก ตามทางนี้เมื่อแน่ใจว่าจะมาเป็นนี่ ก็เข้ามาอยู่วัด พอเข้ามาอยู่วัด ก็มาเป็นฆราวาสธรรมดา ได้มาเป็นคนวัดกันอยู่กับวัดอีกเป็นปีๆ หลายคนอยู่หลายปี บางคนก็อยู่ อย่างน้อยต้องอยู่ไปปีหนึ่ง เป็นอย่างน้อยเรียกว่าอารามิก หรือเป็นคนวัด ผู้ชายนะ อยู่ไป ปีหนึ่งแล้ว จนกระทั่งพวกรเาก็จะรู้จักกัน ถ้าอยู่ไปพวกเราก็จะดูกัน จนกระทั่งรู้จักดีแล้วว่าผู้นี้มีฐานะพอที่จะสมัครเข้ามาเป็น ปะ เรียกว่าผู้ปฏิบัติ ข้างหน้านี่ใส่เสื้อขาว แต่ยังไม่ได้โกนผมนะ ที่คอเสื้อไม่มีแถบสี แถบน้ำตาล สีขาวธรรมดา นี่เรียกว่า ปะ จาก คนวัดสมัครเข้ามาเรียกว่า ฐานะแรก ฐานะแรกที่จะบวช ก็คือผู้ปฏิบัติตน เราเรียกย่อๆว่า ปะ ผู้ปฏิบัติ จะอยู่ปฏิบัติแบบนี้ไป 4 เดือน เป็นอย่างน้อย แล้วจึงจะมีสิทธิขอสอบ ขอสอบก็คือเข้าหมู่จะสอบตรวจทานว่า จะมีฐานะมีคุณภาพมีประสิทธิภาพ พอจะเลื่อนชั้นขึ้นมาได้ไหม ถ้าหมู่พิจารณาสอบซักไซ้ไล่เรียงอะไรๆ ในหมู่สงฆ์หมู่คณะ เห็นชอบว่าได้ มีพอ คนนี้มีฐานะ มีความสามารถพอจะขึ้นมาได้ จึงจะอนุญาตให้ขึ้นมาเป็นนาค นาคนี่โกนหัวแล้ว เสื้อมีคอสีน้ำตาล มาเป็นนาคอีก 4 เดือนอย่างน้อย แต่จะอยู่มากกว่านั้น ไม่ว่านะ ถ้ายังไม่แน่ใจตัวเองก็อย่างเพิ่งขอสอบ อย่าขอเข้าหมู่โหวต อย่าขอเข้าสอบ อยู่อีก 4 เดือนเป็นอย่างน้อย พอสามารถที่จะนั่นได้ ก็ขอเข้าหมู่ให้หมู่สงฆ์ตรวจสอบทานให้หมู่ตรวจสอบ ถ้าสอบได้อีกก็ถึงจะขึ้นไปเป็นสมณุทเทส ที่เรียกว่าเณร ที่นี่เรียกว่าสมณุทเทส เณรก็คือจะแต่งตัวคล้ายอย่างนี้แล้ว แต่ว่าที่คอเสื้อเป็นเสื้อสีน้ำตาล จะมีคอเสื้อสีอ่อน นั่งอยู่ท้ายแถวเป็นเณรอีก 4 เดือน เป็นอย่างน้อยอีกเหมือนกัน จึงจะมีสิทธิ์ขอสอบขึ้นมาเป็นอย่างนี้ นั้นรวมแล้วคนที่เก่งที่สุด ที่จะจากบ้านมาจะมาจะขึ้นมาเป็นอย่างนี้ คนเก่งที่สุด ต้องใช้เวลาอย่างน้อยที่สุด 2 ปี ถึงจะบวช
ล่าม :อยากจะทราบว่าสำหรับผู้หญิง พ่อท่าน :ผู้หญิงใช้เวลามากกว่านี้อีกเยอะ
ล่าม :เขาอยากจะทราบว่าผู้หญิง ผู้หญิงเป็นพระ
พ่อท่าน :ไม่ถึงพระ เป็นแค่เณร ศีล 10 ที่นี่มีแค่ผู้หญิง ผู้หญิงในระดับเณร นะที่นั่งๆอยู่เรียกว่าสิกขมาต ที่นี่เรามี สำหรับผู้หญิงเรามี อาตมาทำเอง เพราะว่าในเมืองไทยเราไม่มีพระผู้หญิง ไม่มีภิกษุณี แต่อาตมาก็เห็นว่ามันเป้นการกั้น ทางผู้หญิงที่จะขึ้นมาปฏิบัติธรรมได้ ถึงฐานะที่จะไปได้ไกลไปให้สูง ไปถึงขั้นบรรลุสูงๆได้ อาตมาก็จำนนมันไม่มีทาง อาตมาก็จำเป็น อาตมาก็ตัดสินใจ ทำให้ยกฐานะ ถึงขั้นเณร แล้วตั้งชื่อเอง สิกขมาตนี่อาตมาตั้งเอง ไม่มีอยู่ในพระไตรปิฎก แต่ก็อยู่ในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้ามีศีลมีธรรมเหมือนกันอยู่ในฐานะนี้ อาตมาก็เลยตัดสินใจทำเอง แล้วนานกว่า ผู้หญิงนี่นานกว่า ใช้เวลามากกว่า แล้วก็มีมาตรการคุม ควบคุมไม่ให้มีจำนวนมากกว่าพระด้วย (หัวเราะ) จะมีสิกขมาตได้ 1 รูป ต่อเมื่อมีพระ 4 รูป 1 ต่อ 4 เพราะฉะนั้นจะเห็นจำนวนทางสิกขมาตนี่ จะน้อยกว่าพระ จะเห็นได้ว่าสิกขมาตจะมีน้อยกว่า
ล่าม :คือหลายคนกระซิบ คือถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ พ่อท่าน :ก็เพราะว่าผู้หญิงยาก ลำบาก(หัวเราะ) มีการ ปฏิบัติประพฤติอะไรก็มันมีเรื่องมาก ผู้หญิงมีเรื่องมากกว่าผู้ชายเยอะ เรื่องนี้เป็นเรื่องสัจธรรม ที่เข้าใจกันยาก แล้วก็สังคมทุกวันนี้ ผู้หญิงผู้ชายก็มักจะเรียกร้องสิทธิเสมอภาค ระหว่างผู้หญิงผู้ชายทัดเทียมกัน แต่ความจริงมันไม่ทัดเทียมกันได้ในหลายๆอย่างๆ ในเรื่องสัจจะความจริง มันมีหลายอย่างที่ไม่เท่าเทียมกัน ในเรื่องสัจจะในเรื่องของความจริงหลายๆอย่างที่อธิบายยาก ถ้าในทางศาสนาคริสต์ ในศาสนาที่มี GOD พระเจ้า ถ้ามีปัญญาเข้าใจว่า ทำไมสัจจะ พระเจ้าเองต้องประทานอย่างนั้น เช่นว่าประทานอดัมมาก่อน เมื่อประทานอดัมแล้ว จึงค่อยเอาซี่โครงของอดัม มาสร้างเป็นอีฟ เพราะฉะนั้นอีฟจะเท่ากับมีศักดิ์ศรีเท่ากับอดัม ไม่ได้ ถ้ามีปัญญา มีความเข้าใจในพระเจ้าถึงขนาด ที่ว่าพระเข้าไม่เป็นคน พระเจ้าต้องซื่อสัตย์ พระเจ้าต้องรู้จักความจริง มิเช่นนั้นย่อมสร้างอดัมแล้วก็ สร้างอีฟมา แล้วก็เอาซี่โครงของอดัมมาสร้างเป็นอีฟ พระเจ้าย่อมไม่ลำเอียง พระเจ้าย่อมรู้สัจจะ แต่กิเลสของผู้หญิงอยากจะเท่ากับผู้ชาย ทุกวันนี้กกิเลสของผู้หญิงอยากเท่ากับผู้ชาย
ล่าม :ผมไม่กล้าจะแปลต่อเพราะในกลุ่มนี้มีผู้หญิงเยอะ ไม่เป็นไรให้เขาทราบความจริง ไม่ควรจะปิดบัง ไม่เช่นนั้นเขาจะเดือดร้อน หรือตัวเขาเองเดือดร้อนเพราะเขาดิ้นรนใน ความที่ไม่เป็นความจริง ทุกวันนี้ทุกข์ร้อนกัน เพราะเขาดิ้นรนในสิ่งที่ไม่เป็นความจริงกันอยู่เรื่อย (หัวเราะ)
พ่อท่าน :แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงไม่ดี ผู้หญิงไม่เก่ง ผู้หญิงมีสิทธิที่จะเก่ง ที่จะดี แต่ในหลายสิ่งหลายอย่างที่จะเสมอสมาน เท่าเทียมกันเป็นที่สุดของที่สุดไม่ได้
ถาม :สำหรับพระองค์หนึ่ง สมมติว่าหลังจากเป็นพระ 2-3 ปี มีสิทธิ์ที่จะสึกหรือจะอยู่ตลอดชีวิต
พ่อท่าน :เวลามาแล้วก็ตั้งใจจะอยู่ตลอดชีวิตทุกคน แต่เวลาไปจริงแล้ว ตัวเองไม่จริงตัวเองก็มีสิทธิ์ขอสึกได้ไม่มีปัญหา หรือแม้ไม่ดีจริงๆเราก็จะให้สึกด้วย ถ้าอยู่ไปไม่อยู่ในขอบข่ายเกเร
ล่าม : (หัวเราะ) เขาอยากจะทราบว่า เช่นพระที่จะสึก จะมีเหตุผลอะไรบ้างที่จะสึก พ่อท่าน : เหตุผลมากนะ สรุปแล้ว ก็คือตัวเองอยู่ในฐานะนี้ไม่ได้อยู่ไปตัวเองไม่สบายแล้ว อ้างเหตุผลส่วนมาก บางทีก็ไม่อ้างเหตุผลจริงหรอก อ้างเหตุผลข้างๆเคียงๆ
ถาม : เห็นเขาบอกว่าการที่มีผู้ชายคนหนึ่ง ที่จะฝึกเพื่อที่จะเป็นพระ บวชเป็นพระ แสดงว่าเขากำลังหาความสมดุลในชีวิต เขาเป็นคนที่ค้นหาสิ่งที่สำคัญในชีวิต ถ้าอย่างนั้น เขาถามว่า ถ้ามีพระองค์หนึ่งที่จะสึกแสดงว่า เขาไม่สามารถจะหาสิ่งที่สำคัญอันนั้นได้ พ่อท่าน : ได้บ้าง แต่ว่ามันหลักเกณฑ์สิ่งแวดล้อม ต้องมีหลัก ต้องมีกฎระเบียบวินัย มีขนาดบางครั้งอยู่ไม่ได้ในฐานะนี้ ต้องไปอยู่ในฐานะที่ต่ำกว่านั้นบ้าง แต่ก็ยังสูงกว่าฐานะที่ต่ำกว่านั้นมีเยอะแยะ
ถาม : เขาถามว่า การที่มีนโยบายแบบนี้ที่นี่ นโยบายนี้ มันจะช่วยสังคมข้างนอกได้หรือเปล่า คือหมายความว่า เขาอยากจะรู้ว่า มีบทบาทในสังคมได้หรือเปล่าครับ
พ่อท่าน : มีอย่างยิ่ง มีอย่างยิ่ง แต่ว่าเราพูดไปแล้วเหมือนคุยตัวเอง มันละเอียดซับซ้อนหลายชั้น ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เราไม่ไปแย่งรายได้จากสังคม แต่เรามาอยู่ที่นี่ เราสร้าง แล้วเราไม่เอาส่วนตัวด้วย แล้วเราก็พยายามสะพัดสู่สังคม นี่เรากช่วยสังคมโดยตรง
ถาม : นี่จะยากหน่อย เขาถามว่ามีถ้าสรุปสั้นๆมีสิ่งที่แตกต่างกันระหว่างศาสนาพุทธทั่วไป กับตามที่ปฏิบัติข้างนอก แล้วก็ปฏิบัติที่นี่ หมายความว่า ความแตกต่างกันที่เป็นหลัก
พ่อท่าน : แตกต่างชัดๆ ก็คือ พระที่ไม่มีเงินส่วนตัวเลยจริงๆ นี่ชัดเจน แล้วก็ไม่ได้อยู่กุฎิใหญ่ๆ เหมือนกับที่อื่น นี่ก็ชัดเจน ที่นี่ก็ พระที่นี่ รับประทานอาหารวันละหนเดียวจริงๆ ต่างกับที่อื่น แล้วก็ฉันมังสวิรัติ ง่ายๆ เห็นชัดๆ ถาม : เขาถามว่า การที่มีฆราวาสมาอยู่ที่นี่ หมายความว่า มาอยู่ที่วัด แล้วก็มีหมู่บ้าน อันนี้เป็นลักษณะของศาสนาพุทธเดิมหรือเปล่าครับ พ่อท่าน : มีเป็นศาสนาพุทธเดิม ภาษาที่เรียกก็เรียกว่าอารามิก เป็นภาษาของเดิม แปลว่าคนวัด อารามิก เรียกผู้ชาย อารามิกา เรียกผู้หญิง มีอยู่เดิม
ถาม : แล้วก็คำถามที่ 2 วัดที่นี่ก็อยู่ ถ้าอยู่นานจะ ไปหมายความว่า จะไปเปิดที่อื่นไหมครับ หรือคิดว่าจะอยู่ที่นี่ พ่อท่าน : มี พระวัดที่นี่ ที่อื่นก็เป็นวัดอื่นๆ ที่อื่นก็มีอยู่หลายวัด พุทธสถานอย่างนี้ก็มี
ล่าม : เพียงแต่ในเมืองไทย หรือต่างประเทศบ้างหรือเปล่าครับ พ่อท่าน : โอ้ ยังไม่ถึงต่างประเทศ ในเมืองไทยก็ยังยาก เพราะว่ากว่าจะสร้าง หรือกว่าจะให้มีพุทธสถานให้มีวัดของแต่ละแห่ง เราต้องประกอบไปด้วยความจริงจัง ไปทำเล่นๆ มันไม่ดี เรายังไม่ใหญ่ เราทำมีอยู่ ตอนนี้ก็มีอยู่ไม่กี่แห่งในเมืองไทยนี่ เพราะว่าเราชาวอโศกเพิ่งเกิดมาได้ 20 ปี หรือจะเป็นวัดอย่างนี้ ก็เกิดจากหมู่กลุ่มชาวอโศกที่อยู่รวมกันจนกระทั่งอยากจะได้วัด มีสมณะ มีพระไปอยู่เป็นกิจวัตร ทำอะไรๆขึ้นมา แล้วก็ต้องค่อยๆเปิดขึ้นมาเรื่อยๆ ต้องมีองค์ประกอบมี พร้อมที่จะเป็นไปได้ ที่จะเป็น ที่จะตั้งวัดขึ้นแต่ละชุมชน แต่ละกลุ่ม ทีนี้เมืองไทยมีอยู่ 5 แห่งเท่านั้นเอง
ล่าม : ที่ไหนบ้างครับ พ่อท่าน : ที่นี่ ที่กรุงเทพฯ ที่ศรีสะเกษ ที่นครสวรรค์ ที่โคราช นอกนั้นก็รวมกลุ่มกันอยู่ เตรียมๆกันอยู่ อีกหลายแห่ง แต่ยังไม่ได้ตั้ง หรือยังไม่ได้ยกฐานะขึ้นเป็นวัด มีที่เชียงใหม่ ที่ตรัง อุบลฯ ก็กำลังเตรียมกันอยู่
ถาม : แล้วเขาอยากจะทราบว่า ถ้าสมมติว่า จะเกิดวัดใหม่มีพระอาจารย์ของวัดใหม่ ท่านเป็นพระอาจารย์ของแต่ละวัดหรือ หมายความว่า มีหัวหน้าของแต่ละวัด แต่ละสำนัก
พ่อท่าน : มี มีผู้ดูแลเขาเรียกว่าสมภาร เจ้าอาวาส เป็นเจ้าอาวาส แต่เจ้าอาวาสของเราไม่ได้แต่งตั้งเหมือนกับอย่างทางโน้น เจ้าอาวาสของเราจะมา มารวมกันแต่ละปีๆ จะแต่งตั้งเจ้าอาวาสไปแต่ละแห่งๆ แต่ละปี ไม่ตายตัวว่าต้องเป็นเจ้าอาวาสไปตลอดหรือไปนาน ปีหนึ่งต้องเอามาเข้าที่ประชุม ถ้าปีนี้ไม่เหมาะองค์นี้ก็ต้องเปลี่ยนองค์อื่น ต้องเลือกเจ้าอาวาสทุกปี ก็อาจจะซ้ำกันได้นะเจ้าอาวาส อยู่เป็นเจ้าอาวาสซ้ำที่เก่า 2 ปี 3 ปี 4 ปี ก็ได้ แต่ก็ต้องเลือก ต้องมาพิจารณากันเป็นทุกปี
ถาม : ถ้าเกิดสมมติว่า เกิดมีงานศพ หรืองานทำบุญขึ้นบ้านใหม่นี่ ไม่ทราบว่า พระนี่จะต้องไปสวด หรือไปทำเพื่อเป็นสิริมงคลอะไรอย่างไร เหมือนกับวัดทั่วไปหรือเปล่า
พ่อท่าน : ไป แต่ไม่เหมือนกับวัดทั่วไป เพราะ 1.ไปแล้ว ไม่ไปเอาเงินมา จะนิมนต์ไปให้อย่างเก่งก็ไปฉันอาหารให้ จะประเคนอาหารเลี้ยงอาหาร แต่จะไม่ไปเอาเงินเอาทองเขา ก็ไปเทศน์ ไปบรรยาย ไปบอกความดี ไปบอกความรู้ ไปบอกอะไรตามฐานะที่เป็นพระเป็นผู้ที่ได้ปฏิบัติมีชีวิตอย่างนี้เป็นสุข ชีวิตนี้ดีมันดีอย่างไร ก็บอกเขา นั่นคือความหมาย คือเนื้อหาที่เราจะไปให้ แต่จะไปๆ รดน้ำมนต์ ไปเป่าอะไรที่นี่ แตกต่างกับพระที่อื่นอย่างหนึ่งก็คือ พระที่นี่ไม่รดน้ำมนต์ ไม่มี ไม่ทำน้ำมนต์รด ไม่ทำพระเครื่องขาย ไม่ทำอะไรต่ออะไรขาย ที่นี่ไม่มีอย่างนี้ เป็นต้น งานศพก็ง่ายที่นี่ เผากันที่นี่ งานศพไม่เอาไว้นาน ก็ไปบรรยายธรรมะ หรือไปสวดก็ไม่ได้สวดเหมือนเขาสวดกันเฉยๆไม่รู้เรื่อง ที่นี่ต้องสวดให้รู้เรื่อง สวดไม่รู้เรื่องเสียเวลา เราไม่ทำ
ล่าม : ถ้าท่านคิดว่า ผมจะขอบคุณมากครับอาจารย์ ที่จะมาฟังพวกเราแล้วก็ตอบคำถามคิดว่าพวกนักศึกษาเขาก็สนใจมาก ขอบคุณมากๆ
ถอด โดย ปิยะดา จันประเสริฐวงษ์ 7 ก.ย.36 ตรวจทาน 1 โดย สม.ปราณี 19 ก.ย.36 พิมพ์ โดย อนงค์ศรี ตรวจทาน 2 โดย โครงงาน ถอดเทปฯ 24 ก.ย.36