360811 ตอบปัญหาคณะซิสเตอร์แสงธรรม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ .docx
เนื้อหาในไฟล์
360811 ตอบปัญหาคณะซิสเตอร์แสงธรรม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
ตอบปัญหาคณะซิสเตอร์แสงธรรม พูดเรื่องโรงเรียน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อ 11 สิงหาคม 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
ซิสเตอร์ : (ไม่ชัด) เพิ่งมารับการอบรม ส่วนใหญ่จะทำงานเกี่ยวกับการอบรม เยาวชน ที่สำคัญคือสนใจวิถีชีวิตเกี่ยวกับ การอบรมตนเอง เรื่องของศาสนา และวัฒนธรรม รวมทั้งแบบการศึกษา ที่ทางสำนักกำลังทำอยู่ด้วย ก็เลยสนใจที่จะมาดูทางเลือกอีกทางหนึ่ง เพราะเราพบปัญหาอีกเหมือนกัน การศึกษาอบรมที่เรากำลังทำอยู่ พ่อท่าน : ปัญหาอะไร ซิสเตอร์ : ปัญหาก็คือว่าการอบรมเด็กในสถาบันโรงเรียน เรามี เราพบหลาย เรื่องที่รู้สึกว่า คงจะไม่ใช่แบบที่ช่วยให้เราพัฒนาตัวเองไปสู่ความเป็นคนจริงๆ ที่ เราพบ แต่เราก็ยังหาทางออกไม่ได้ เพราะว่า คิดว่า ที่นี่คงจะเป็นทางเลือกอีก ทางหนึ่งที่เราจะได้รับความสว่าง จึงขอมาศึกษาที่นี่ล่ะค่ะ พ่อท่าน : ที่นี่เราก็ใช้ศาสนานะ ใช้ศาสนาพุทธเป็นหลักเลย แล้วเราก็...อย่างอาตมานี่เป็นคนเริ่มต้นทุกอย่างของชาวอโศก แล้วก็จนกระทั่งมาเกิดปฐมอโศก ปฐมอโศกนี่เป็นแหล่งที่เกิด มีองค์ประกอบที่จะสมบูรณ์ คือครบทั้งหมู่บ้าน มีทั้งวัดทั้งหมู่บ้าน แล้วอาตมาก็เจตนาจะทำให้ครบวงจรทุกอย่าง มีทั้งสัมมาอาชีพ ตอนนี้ก็มาถึงปี ก็มีขึ้นมาแล้ว ยังไม่ครบทีเดียวหรอก แต่ว่าก็ขึ้นมา ถ้าเรียกว่าแผนกใหญ่ๆ สัมมาอาชีพของมนุษย์ก็มีพอได้ อาชีพหลักของมนุษย์ก็คือ การกสิกรรม ตอนนี้กำลังหลง คนไทยกำลังหลง ประเทศไทยผู้บริหารประเทศก็กำลังหลง หลงทิศหลงทางของความมีชีวิต ทั้งๆที่ประเทศไทยเป็นประเทศโซนอุ่น อบอุ่น มีดิน น้ำ ลม ฝน ดีที่สุด ไม่เหมือนเมืองหนาว ไม่เหมือนตะวันตก ไม่เหมือนยุโรปซึ่งมีหิมะคลุมเสียนาน ปีหนึ่งเยอะ เขาไ
อ่านต่อ
ม่ค่อยอุดมสมบูรณ์เท่าเรา โซนของเราโดยเฉพาะพวกโซนพวกเรานี้ ในเขตนี้ทางเอเชีย ประเทศไทยก็ดี เป็นโซนที่ดีที่สุด ในของสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ เพราะฉะนั้นเราจะสร้างสรรอะไรเพื่อยังชีวิตอยู่รอดได้ดีที่สุด ถ้าก็ไม่เข้าใจธรรมชาติ ไม่เข้าใจว่า อะไรคืออาหาร พระพุทธเจ้านี่สอนไว้ละเอียดลออ มากมายหมด อาหารนี่เป็นหนึ่งในโลก เป็นหนึ่งในทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต ท่านตรัสไว้ ยืนยันแล้ว เราก็รู้ว่าอาหารคืออะไร เราก็รู้อาหาร ก็จะต้องกินพืชนี่แหละ และคนนี่ก็คือสัตว์กินพืช ไม่ใช่สัตว์กินสัตว์ แต่คนเราก็ไม่เชื่อ ไปหลง อาตมาคงไม่ได้อธิบายในรายละเอียดพวกนี้ ที่นี่ก็ใช้หลักกการของศาสนา โดยอาตมาเป็นผู้เรียนรู้ทางศาสนามา แล้วอาตมาก็ฝึกหัด ฝึกฝนจนกระทั่ง อาตมาแน่ใจในเรื่องของศาสนา จึงได้มาทำงาน ศาสนา ทิ้งในเรื่องที่จะเป็นคนทางโลก หาเงินหาทอง แย่งลาภแย่งยศ อาตมาเข้าใจแล้วไม่ได้สงสัย ก็ไม่ได้เอาแล้ว ก็เลิกรามา ไม่ได้ไปเป็นคู่ต่อสู้ที่จะไปพึงสร้างลาภสร้างยศแข่งกันอยู่ในทางโลกแล้ว มาทำทางนี้ อาตมาบวชมา 20 กว่าปี ทำงานตั้งหลักจริงๆ เริ่มจับกลุ่มกัน 20 ปี เริ่ม ต้น พ.ศ. 2516 ที่นี่ตั้งพุทธสถาน พ.ศ. 2523 แต่หมู่บ้านชุมชนนี่ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2528 ปี 27 เริ่มมีดำริกัน แล้ว 28 ก็ลงมือซื้อที่ ได้แล้วก็ลงมือถมที่ดินนี่ แล้วก็เริ่มต้นเกรด ถมดินขึ้นมา เพราะมันเป็นนา เพราะฉะนั้นเราจะทำที่ เป็นสถานที่ที่ทำเป็นแผ่นดินที่จะอยู่ ถมขึ้นมา 50-60-70 ซม. ถมขึ้นมาในที่ 40-50 ไร่ หลายพันคันรถ ใหม่ๆก็เป็นดินแผ่นกว้างๆ (หัวเราะ) เป็นดินลานเรียบๆ เรียบนะ แล้วก็ค่อยๆมาวางผัง ทำภูเขา ทำแม่น้ำ วางลำธาร วางอะไรต่ออะไร มีอะไรต่ออะไร วางผัง แล้วเราก็ลงมือปลูกป่าขึ้นมา จนกระทั่งมีบ้าน 123 หลัง ขณะนี้ทำธรรมชาติขึ้นมาทุกอย่าง ทำขึ้นมาหมดเลยนะนั่น สร้างขึ้นมาหมดเลย ที่เป็น ยังไม่ได้เดินไปดู คนมาใหม่ คนมาเก่าอาจจะได้เดินไปดูแล้ว นั่นนะ ในหมู่บ้านนั่นนะ สร้างขึ้นมาจากดินยังไม่มี นี่ก็เอาดินมาถมก่อน ลำธารนี่ไม่มีก็ทำลำธาร แม่น้ำไม่มี ทำแม่น้ำ ภูเขาไม่มี ทำภูเขา น้ำตกไม่มี ทำน้ำตก อ่างน้ำไม่มีทำอ่างน้ำ ทำทุกอย่าง สวนไม่มี ทำสวน ทำขึ้นมา ป่าไม่มี ทำป่า เป็นอย่างที่เป็น ได้ขึ้นมา 10 ปีนี้ ย่าง 10 หมู่บ้านนี้ ผู้ที่ได้มาอยู่ที่นี่ ก็เป็นผู้ที่ได้ปฏิบัติธรรม แล้วก็สมัครใจที่จะมาอยู่ที่นี่ โดยมีหลักเกณฑ์ที่จะอยู่ ไม่ได้รับคนทั่วไป รับผู้ที่จะต้องมีภูมิธรรม อย่างน้อยมีศีล 5 ไม่มีอบายมุข และพวกคนอยู่ที่นี่ ไม่มีสูบบุหรี่ กินเหล้า ผู้หญิงจะได้มาเที่ยวทาปากแดงจ๋งแดงแจ๋ จะไม่มีที่นี่ ไม่สำมะเล เทเมาอะไร มาอยู่อย่างนี้นี่ เพราะจะได้ พวกนี้เป็นคน เหมือนคนบ้านนอก คนบ้านนอกนุ่งผ้าถุง รองเท้าก็ไม่ใส่ นี่ใส่เสื้อแขนกระบอก เดินอยู่นี่ แม้แต่เด็กๆ ที่นี่ มาถึงปีนี้เรามีถึงโรงเรียน โรงเรียนก็พึ่งขออนุญาตมาได้ปีกลายนี้ แล้วปีนี้เป็นปีที่ 2 เขาเพิ่งอนุมัติจากกระทรวง เป็นโรงเรียนเอกชนการกุศล ไม่เก็บค่าเล่าเรียน เลี้ยงเด็กเหมือนเลี้ยงเด็กในบ้าน เหมือนลูกหลาน อยู่กินนอนเสร็จ ที่นี่หมด แม้แต่เงินทองก็ห้ามให้ผู้ปกครองเอามาให้ เงินทองห้ามเอามาให้ ไม่ให้เด็ก มาฝากให้อย่างไรก็ไม่ได้ เด็กจะใช้เงินก็ใช้เงินกองกลางของที่นี่ ไม่ว่าเด็กจน เด็กร่ำรวยต่างๆไม่ได้ แต่ก่อนนี้ ปีแรก เราเคยให้พ่อแม่เขาเอาเงินมาฝากไว้สำหรับลูกหลาน พอเสร็จ เสร็จแล้วมันเกิดการลักลั่น โดยเขาเอาเงินมาฝากไว้ให้ลูก ตัวคนไม่มีตังค์มันก็ไม่มี มันเลยกลายเป็นสภาพที่ไม่งาม ไอ้คนรวยมันก็เลยกลายเป็นเบ่งเป็นข่ม เราก็เลยตัวปัญหาไม่เอา พ่อแม่พี่น้องก็ไม่ต้องเอาเงิน มาฝากไว้ เออ ทุกคนเท่ากัน เด็กจนเด็กรวย ได้อยู่ที่นี่ เป็นลูกหลานที่นี่หมด แล้วก็อยากใช้จ่ายเงินอะไรก็แจ้งบอกความจำเป็น บอกความสำคัญ ถ้าสุรุ่ยสุร่ายเราก็ไม่ให้เบิก เบิกไปใช้จ่ายอันที่สำคัญเราก็ให้ทางโน้นก็ต้องทำกันเอง อะไรๆก็ต้องทำเอง เด็กที่นี่เลี้ยงเหมือนลูกเหมือนหลาน เสื้อผ้าหน้าแพร ซื้อหนังสือหนังหา อยู่ในนี้หมดก็มีครู พวกเราก็มีครู ครูก็ คือเป็นโรงเรียนการกุศลไม่เก็บเงิน ไม่เก็บค่าเล่าเรียน ไม่เก็บ ไม่เก็บอะไรทั้งนั้น เราบริการหมดทุกอย่าง ครูก็ต้องเป็นคน ต้องสอนฟรีหมด พวกในนี้ก็สอนฟรี เพิ่งได้รับอนุญาตเป็นปีที่ 2 ปีนี้ นี่ก็เพิ่งไปขอขยายเพิ่มเป็นโรงเรียนมัธยม ปีกลายนี้ได้มีมัธยมต้น ปีนี้ได้มัธยมปลาย โรงพยาบาลเราก็จะพยายามสร้างขึ้น นอกนั้นก็จะมีอะไรๆต่างๆนานาน่ะ พวกเรากินมังสวิรัติ เราก็มีโรงเต้าเจี้ยว โรงเต้าหู้ก็ทำเอาเอง เต้าเจี้ยว เต้าหู้ ซีอิ๊วอะไรเราก็ทำสร้างขึ้น ปลูกข้าวมีกสิกรรม มีนา ทำนา ทำไร่ ทำสวน หยุดนา เราก็พยายามทำสมุนไพร ข้างนอกนี่มีศาลายา มีโรงยา ไม่ใช่โรงยาฝิ่นนะ โรงทำยา(หัวเราะ) โรงยา ฟังๆมันเหมือนภาษาคำโรงยาฝิ่น โรงสร้างยา ทำยาอยู่ข้างนอก ที่ปั๊มน้ำมัน ปั๊มน้ำมันนั้นก็ของเรา ข้างนอกโน่น ปั๊มน้ำมันนี่เราก็ขายราคาต่ำ คือ ระบบการค้าของพวกเรานี่ เป็นระบบการค้าบุญนิยม ขายต่ำกว่าทุน นั่นคือกำไร ถ้าใครขายเกินทุน นั่นคือขาดทุน มีหลักการง่ายๆ เพราะฉะนั้น หลักการของสัมมาอาชีพที่ไม่เป็นมิจฉาชีพสูงสุด โดยเฉพาะการค้านี้จะต้องแจกฟรี ค้าขายในระดับแจกฟรีนี้ เป็นสัมมาอาชีพที่วิเศษที่สุด สูงที่สุด ซึ่งไม่ได้ยาก อะไร มันก็เป็นการเสียสละบุญสูงสุดแล้ว ถ้าไปแลกคืนมามันก็ เอาเขาคืนมามัน ก็ไม่ได้ให้ ทุน 100 ให้เขาไป แล้วเราก็เอา 100 คืนมา ก็เท่ากับเราไม่ได้ให้ ใช่ไหม? (หัวเราะ) เพราะค่ามันก็เอาคืนมาแล้ว แต่มันไปตีเป็นตัวเงิน เป็นแบงก์โน้ตมาเท่านั้นเองใช่ไหม มันก็ได้แบงก์โน้ตคืนมา เพราะฉะนั้นคนมีค้าขายทุกวันนี้ ไม่มีใครเสียสละหรอก เพราะเอาเกินราคาทุนทั้งนั้น ใครขายเกินราคาทุน เรียกว่าขาดทุน แต่โลกเขาเรียกว่ากำไร ระบบทุนนิยมเขาเรียกว่ากำไร นั่นแหละสังคมไปไม่รอดตรงนี้แหละ ได้มากเท่าไร ถือว่าเป็นความเจริญในชีวิตเศรษฐกิจ ที่แท้ เปล่า มันดีต่อกระเป๋าคนขายได้ แต่ราษฎรหรือคนอื่นถูกรีดไป เขายิ่งดูดเอามากเท่าไหร่ ยิ่งถูกรีดดูด ที่คนผู้ได้เปรียบมากเท่านั้น นี่เป็นทฤษฎีสัจธรรม ซึ่งอันนี้อาตมาพยายามจะเผยแพร่เรื่องเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ หรือการพาณิชย์เชิงพุทธ การที่กำลังพยายามและพวกเราทำจริง เราก็มีร้านค้า ร้านค้าของเราจะมีร้านค้าทั้งที่แจกฟรี ทั้งที่ขายต่ำกว่าทุน ทั้งที่เท่าทุน และเอาราคาต่ำกว่าตลาด หลักการของระบบบุญนิยม การค้าพาณิชย์ของบุญนิยม 1. ต้องขายต่ำกว่าราคาตลาด ต่ำได้มากเท่าไหร่ยิ่งประสบผลสำเร็จมาก เท่านั้น ต่ำกว่าราคาตลาด ตลาดเขาขายเท่าไร เราต้องต่ำกว่าราคาตลาดให้ ได้มากที่สุดเท่าใดเป็นความเจริญเท่านั้น จนที่สุดระดับที่ 2. ก็ขายเท่าทุน เท่าทุนนี่หมายความว่าเราไม่ได้มีประโยชน์คุณค่าต่อโลกแล้วนะ เพราะเท่าทุนก็เจ๊าอย่างที่ว่า ทุนเองขายเอง คุณก็เอาคืนมาหมด แล้วคุณก็ไม่มีประโยชน์เหลืออะไร ทุนนี่เขาคิดหมดนะ ราคาค่าแรงงาน ค่าความรู้ค่าโสหุ้ย แม้แต่ error เขาก็บวกเอาไว้ คุณเรียนพาณิชย์เรียนเศรษฐศาสตร์มา เขาบวกหมดแหละค่าทุน เพราะฉะนั้นใครขายเท่าทุนก็เท่ากับเจ๊าหมดแล้ว ไม่มีประโยชน์ ไม่มีบุญ ไม่มีบาป ไม่มีกำไร ไม่มีขาดทุน ถ้าใครขายเกินทุน บอกแล้วว่าขาดทุน ถ้าขายต่ำกว่าทุน ถึงจะเรียกว่ากำไร ทุน 100 ขาย 90 กำไร 10 ถ้าเรียนบัญชีที่นี่ต้องเขียนใหม่ ลงช่องกำไร ต่ำกว่าทุน ไหนบอกว่านี่ช่องกำไร ถ้าขาย 70 ก็ได้กำไร 30 ถ้าทุนเอง ขาย 30 ได้กำไร 70 นอกจากต่ำ กว่าทุน แล้วก็คือแจกฟรี ถ้าถึงขั้นแจกฟรีได้ก็แจก แล้วก็ทำ นี่เป็นเรื่องจริงที่คนเราได้รู้บาป-บุญ เราได้เสียสละ นี่คือบุญ เราไปเอาเปรียบมาเป็นบาป เท่าทุนก็เท่ากับอยู่ ไม่ได้มีบาปมีบุญอะไรเท่านั้นเอง ไม่ได้เรื่องอะไรใช่ไหม? เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้ศึกษาศาสนามาจะพูดกันเข้าใจง่าย แล้วเราทำได้ทำจริง ไม่ใช่มีแต่หลักการ ปรัชญาลอยลมสวยๆ แต่ทำไม่ได้ ไม่ใช่ ต้องทำให้ได้ นี่เราก็ทำมา พวกราชาวอโศกเราก็คนอย่างนี้ เพราะฉะนั้นคนอยู่ใน นี้เขาก็เข้าใจอย่างนี้และพอใจมีชีวิตอย่างนี้ ผู้ใดที่จะพัฒนาตนขึ้นมาเป็นนักบวชก็พัฒนาไป ผู้ใดที่พัฒนาตนยังขึ้นเป็นถึงนักบวชไม่ได้ ก็เป็นฆราวาสที่นี่ ซึ่งฆราวาสที่นี่ก็มีศีล มีระดับ ก็พัฒนาตนให้มีคุณภาพ มีคุณธรรมขึ้นมาสูงๆได้เช่นเดียวกัน บางคนเขาก็ไม่ประสงค์จะบวชเลย ก็ไม่เป็นไร ก็เป็นคนดีขึ้นไปเรื่อยๆช่วยอยู่ในนี้ แล้วพวกเราใช้ธรรมะอย่างนี้และฒนา แล้วเราก็เห็นว่า ทางออกของชีวิตหรือมนุษย์เกิดมาเพื่อที่จะสร้างสรร เป็นบุญเพื่อลดกิเลส ลดกิเลสได้จริงเท่านั้น เราก็เสียสละได้เท่านั้น ชีวิตเราก็สบายเบิกบาน เรารู้นี่ว่าเราอยู่อย่างมีคุณค่ามีบุญ ได้เป็นผู้ให้ เราไม่ได้เป็นผู้โลภโมโทสันมาให้แก่ตัว ไม่ได้เป็นผู้เอา เป็นผู้ให้เขาจริงๆ เพราะฉะนั้นใครสามารถมีชีวิตอยู่ได้ โดยวันๆ ก็ขยันหมั่นเพียร มีประสิทธิภาพอะไร มีความสามารถ สมรรถนะอะไร ก็สร้างสรรซินี่ ก็ตอนนนี้ก็แยกย้ายกันไปทำงานๆ วันๆ กินน้อยใช้น้อย พวกเรานี่ วันหนึ่งก็กินมื้อเดียว ถ้าใครยังกินไม่ได้ก็ฝึกไป ใครลดมายังไม่ได้ ลดมา 3 มื้อ จาก 3 มื้อ ลดมา 2 มื้อ ลดจาก 2 มื้อ มามื้อเดียว บางคน บางวัน เขาก็ไม่กิน มันไม่ต้องกิน มันพออยู่แล้ว ไม่ต้องกิน วันหนึ่งได้แคลอรี่เข้าไปในร่างกายพอที่จะใช้งาน โดยไม่ทรมานตน ไม่ให้ชีวิตเราเสื่อมเสีย มันก็ใช้ได้แล้ว เราก็มีระบบจารีต ประเพณึ มีวัฒนธรรมของเราเอง เพราะคนในที่นี้ก็ค่อยๆเกิด เป็นชุมชน 10 ปี ก็ได้รูปแบบ ได้จารีต ได้ประเพณี ได้วัฒนธรรม ขึ้นมาพอสมควร เดี๋ยวก็ไปกล่าวปราศัย ไปดูๆซิ ซักไซ้ไล่เลียง เดี๋ยวนี้ตอนนี้มีหมด มีเด็กแล้ว แต่ก่อนนี้อาตมามันยังไม่มีแรงพอ ยังไม่มีคนจะรับผิดชอบอะไร ก็เลยยังรับไม่ได้ รับเด็กมาเลี้ยง รับเด็กมาสอน รับเด็กมาอบรมไม่ได้ ตอนนี้ก็พอสมควร พอรับได้ ปีนี้ก็มีเด็กยังไม่มากหรอก มีเด็กแค่ 60-70 คน แต่ปีหน้าก็คงเพิ่มขึ้นไปอีกเรื่อยๆแหละ ครูก็ช่วยกันไป ก็ค่อยๆทำกันไป ก็พวกเรานี่แหละ ก็เป็นครูกันไป ครูพอ เด็ก 60-70 คน ครูจริงๆ มีตั้ง 30 อาตมาถึงบอกว่าสอนเด็กนี่ไม่ได้ 4 มันน่าจะเคาะหัวกบาลครู ก็ครู 30 เด็ก 60 สอนเด็กไม่ได้ 4 มันตกๆ มันน่าจะสอนได้ แทบจะ 1 ต่อ 2 นะ ครูก็มีระดับปริญญาตรี ปริญญาโทก็เยอะ อาชีวะก็มีจบปวส.ปวช. อะไรก็มี ไม่จบม.6 ก็มี ครูที่นี่จบป.4 ก็มี ไม่จบป.4 ก็เป็นครูได้ เพราะมีประสบการณ์ เป็นครูพี่เลี้ยง เป็นครูผู้ปกครอง เป็นครูดูแล ช่วยเหลือหลายด้านๆช่วยกันได้ เพราะมีวุฒิภาวะ ก็มีความสามารถที่จะอบรมดูแลได้ คนเราไม่ต้องถึงขนาดที่จะไปเรียนผ่านโรงเรียนมา ก็เอาวุฒิทางโรงเรียนเท่านั้น มาเป็นเครื่องวัดว่ามีความสามารถ ไม่ใช่ มันทำได้ เราก็ทำได้ แต่ถ้าใครจะเพิ่มวุฒิ เราก็ส่งเสริมให้เรียนต่อ อะไรนะ? ซิสเตอร์ : รับเฉพาะมัธยม พ่อท่าน : เราได้เฉพาะมัธยม มัธยมต้น มัธยมปลาย ซิสเตอร์ : ระบบ ใช้หลักสูตร พ่อท่าน : หลักสูตร กศน. เพราะว่าที่เราขอระเบียบ มันเป็นโรงเรียนเอกชนการกุศล เอกชนการกุศล ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนการกุศล เขามีไว้ในมาตรา 15 (3) มันยังไม่มีแบบอย่างอยู่ในประเทศไทย ซิสเตอร์ : แต่ก็มีในกฎหมาย พ่อท่าน : มันมีมาก่อนแล้ว แต่ก็ไม่มีใครสามารถจะขอโรงเรียนแบบนี้ขึ้นมา เป็นโรงเรียนได้ มันก็มีแต่โรงเรียนหรือว่าองค์กรอนุเคราะห์ อุปถัมภ์ไปกลายๆ เอาจริงเอาจัง เป็นโรงเรียนที่รับนักเรียนสอนกันเป็นกิจจะลักษณะเป็นโรงเรียนที่ สมบูรณ์ มีระบบระเบียบอะไรเด่นไปได้ดี มันยังไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นเราจะไป ขอตั้งจากกระทรวงนี่ เหมือนกับเราจะเป็นแม่แบบของโรงเรียน ประเภทเอกชน การกุศล โรงเรียนแรกของประเทศไทย เราก็เลยเลือกเอา หลักสูตรสามัญหรือ หลักสูตรธรรมดาก็มี แต่เราไม่เอา เราจะเอาหลักสูตร กศน. เพราะหลักสูตร กศน.นี่ ฟรีหลายอย่าง เราก็เลยเลือกหลักสูตร กศน. เพราะเขาให้เราเลือกได้ ซิสเตอร์ : แต่ว่าเขาไม่บังคับเกี่ยวกับเรื่องระบบของครูใช่ไหม ว่าต้องมีวุฒิหรือปริญญาขนาดไหน หรือ พ่อท่าน : อ๋อ อันนั้นมันก็พอสมควรแหละ มีพอสมควร แต่ว่าครูที่ว่านี่ ครูที่ ไม่มีวุฒินี่นะ เราให้สอนโดยพฤตินัย แต่ครูบรรจุจริงๆ เราไม่ได้เสนอมากหรอก ส่งครูที่บรรจุโรงเรียนนั้นบรรจุครู ถ้าขืนโรงเรียนนี้นักเรียนมี 60 แล้วบรรจุครู ไป 30 นี่ เขาคงต้องว้ากแน่ๆเลยกระทรวง เขาต้องว้ากแน่ๆ นี่โรงเรียนอะไรนี่ มีนักเรียน 60 แล้วมีครู 30 นี่เขาต้องว้ากแน่เลยใช่ไหม เพราะฉะนั้นเราก็ ครูของเรา 3 คน 4 คน ที่เราบรรจุไปเท่านั้นเอง แต่นอกนั้นครูของเราก็เหมือนครูพิเศษ เราเป็นครูที่สอนโดยพฤตินัย ส่วนครูบรรจุของเรา ก็เท่าที่ กระทรวงเขา อ้อ กะพอประมาณ แล้วก็บรรจุไป แต่เขาก็ยังแปลก นี่ให้ทำรายงานขึ้นไปส่ง นี่โรงเรียนอะไร ครูไม่รับเงินเดือน นี่เขาให้ทำรายงาน เหตุผลอะไรถึงไม่รับเงินเดือน เขาให้เขียนขึ้นไปกระทรวง แปลก ตลกจังเลย ไม่เห็นจะน่าสังสัยอะไร (หัวเราะ) นี่ให้เขียนขึ้นไป นี่กำลังส่งขึ้นไปอยู่นี่ ครูที่ไปบรรจุ ซิสเตอร์ : ก็อยากขอเรียนถามท่านอีกอันนะคะ เกี่ยวกับโรงเรียนประเภทนี้นะ คะ เพราะกำลังสนใจมาก คือว่า เวลาที่เสนอไปที่กระทรวงนี่นะคะ เขากำหนดเนื้อที่ไหมคะหรือว่าสถานที่ พ่อท่าน : กำหนด เนื้อที่ของเขาก็ต้องมีกำหนด การจัดโรงเรียนต้องมีเนื้อที่ประมาณเท่าใด ที่จะตั้งโรงเรียนได้ เขามี อาตมาจำไม่ได้แม่นนะ ดูเหมือน จำได้ ว่าจะต้องมีพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 2 ไร่ หรืออย่างไร โรงเรียนที่ไปขอตอนแรก โรงเรียนเล็กๆ ล่ะนะ ไม่ต่ำกว่า 2 ไร่ แล้วก็ต้องมีโรงเรียนที่เป็นโรงเรียน สถานที่เรียนพอสมควรที่เป็นไปได้ ถ้าจะขยายก็ขยาย ที่นี่เรามี ไม่มีปัญหา เรามีที่อยู่แล้ว ก็ใช้ที่ของมูลนิธิสร้าง 30-40 ไร่นี่ ขอไว้เลย ถือว่านี่เป็น area ของโรงเรียนทั้งนั้น (หัวเราะ) เราก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เราเอานี่ไปยื่นไปอ้าง ส่วนเราจะทำอะไรในโรงเรียน ไม่แปลก (หัวเราะ) เราก็ทำของเราไป ซิสเตอร์ : แต่เขาก็ไม่กำหนดระบบห้องใช่ไหมคะ? พ่อท่าน : หมายความว่าอย่างไร? ระบบห้อง ซิสเตอร์ : หมายความว่า การศึกษาโดยใช้ระบบนี้ เขาไม่กำหนดจำนวนห้อง ระบบห้อง พ่อท่าน : ก็...ไปขออะไรล่ะ ถ้าขอชั้นมัธยมก็…ถ้าเรามีนักเรียนมัธยม 1 ห้อง ก็ต้องมี 1 ห้อง มีเด็กนักเรียน ถ้าเรามี 2 ห้อง ก็ต้องแจ้งเขา เรามีนักเรียนเท่าไรก็ต้องแจ้ง รายงานเขาไปอยู่เรื่อย เรามีนักเรียนหนึ่งห้องเท่านั้น แล้วแปลกหลายอย่างนะ อาตมาก็ยังงงๆ ที่นี่ ใบที่เขาอนุญาตมานี่ อาตมาก็แปลกใจจริงๆ นักเรียนมัธยมต้น 3 ห้อง อนุมัติมา 1,2,3 3 ห้อง ห้องละ 20 คน อาตมาก็เอ๊ะ ทำไมให้ห้องละ 20 คนเท่านั้น ตลก ทีนี้ไปขอมัธยมปลาย เขาก็อนุมัติอีก อ้าว มัธยม 1,2,3 4,5,6 3 ห้องๆละ 35 คน ก็ยิ่งงงใหญ่ บอก เออ เด็กมัธยมต้นให้ 20 แล้ว มันจะเอา 20 นี้ไปเป็นมัธยมปลาย 35 ได้อย่างไร จบ ม.3 ไปขึ้น ม.4 มันก็มี 20 แล้วมันจะไปเป็นมัธยมปลายที่เอา 35 อย่างไร โรงเรียนเราก็ต้องเรียนต่อกันใช่ไหม แล้วยิ่งเด็กโรงเรียนที่นี่ แล้วที่อื่นจะมาเข้าตก เพราะที่นี่ของเรานี่ เรียนอะไรไม่เหมือนเขา เราเน้นคุณธรรมเป็นใหญ่ สองทำงาน สามวิชาการ วิชาการเราเอาบ๊วย เรื่องเรียนวิชาการจะหอบหนังสือหลังโก่งเหมือนที่เขาทำกันอยู่ข้างนอกนี่ ซึ่งข้างนอกเขาเอาวิชาการมาอันดับ 1 สองทำงาน สามคุณธรรมหรือไม่มีเลย คุณธรรมข้างนอกนี่หรือไม่มีเลย เขาเอาวิชาการนำหน้าทุกวันนี้โลกมันเสื่อม สังคมมันเสื่อมจำพวกนี้ พอสอนเด็กเอาวิชาการแล้วก็ไปแข่งขันกัน เข่นฆ่ากัน เรียนมาก็ไปเข่นฆ่ากัน ขนาดเรียนออกมาเป็นเพื่อน classmate แท้ๆเลยนะ เฮอ ได้ทีก็เข่นฆ่ากัน รุ่นเดียวกัน ชั้นเดียวกัน ก็เข่นกันอยู่ทุกวันนี้ มันไปไม่รอด ถ้าวิชาการนำหนึ่ง ทำงานเป็นรอง ส่วนคุณธรรมบ๊วย ไม่เอาหรือไม่เอาถ่านเลย ของเราพลิกกลับเอาคุณธรรมเป็นหนึ่ง เพราะฉะนั้นเด็กที่นี่จะเรียนคุณธรรม เรียนวิชาศีลธรรม เรียนวิชาธรรมะมาก ถือศีล เช็คศีล มีการตรวจสอบเด็กปฏิบัติศีลเป็น ไม่ใช่มีศีลอย่างที่เขาเป็นๆกัน ถือศีลไปขอแค่ศีล มยัง ภันเต เหมือนอย่างที่ไหนๆเขาทำ ไม่ใช่ขอเล่นเท่านั้น ต้องปฏิบัติศีล ศีลนี้ต้องมาชัดเกลา กาย วาจา ใจ ตัวเองได้ ละกิเลสได้จริง ที่นี่สอนให้เด็กรู้และให้ฝึกหัด เพราะฉะนั้นเด็กที่นี่อยู่ได้เหมือนกับถูกกดข่ม เหมือนกับถูกบังคับ เพราะฉะนั้นเด็กจะมาสมัครที่นี่ 1. เด็กต้องพอใจจะมาเรียน ถ้าเด็กไม่พอใจไม่รับ 2. ผู้ใหญ่ต้องยินดีที่จะให้เด็กมาเรียนที่นี่ ทั้งผู้ปกครองและเด็กต้องเต็มใจทั้ง 2 ฝ่าย เต็มใจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด อีกฝ่ายหนึ่งไม่เต็มใจไม่รับ ต้องเต็มใจทั้ง 2 ฝ่ายถึงจะรับเด็กที่นี่ ขนาดนั้นมาเรียนยังจะไปไม่รอด ต้องลาออกกลางคันตั้งหลายคน มาก็ต้องมาเช็ค มาทดสอบ มาคัดเลือกเข้าไป ต้องคัดเลือกเข้าพอสมควร ขนาดคัดเลือกแล้วก็อย่างว่า พอมาอยู่แล้วก็ต้องออกไปก็ยังมี เพราะ ฉะนั้นการเรียนที่นี่จึงอยู่ยาก เด็กอยู่ยาก เพราะฉะนั้นเด็กที่อื่นจะมาเรียนนี่ จาก ต่างๆที่เขามา สมมุติจะมาต่อ ม.4 ที่นี่ เรียนจากที่อื่นมาเข้า ม.4 ที่นี่ยิ่ง มันเด็กโตนะ เด็กเล็กเขาก็เล่นงานเอาตาย เพราะเด็กเล็กแกมีท่าที แกรู้อะไรๆ ดีกว่าเด็กที่มาใหม่เด๋อๆด๋าๆ อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะต้องเป็นเด็กที่นี่เอง ซิสเตอร์ : เมื่อกี้ได้ยินท่าน รู้สึกแปลกใจว่า กระทรวงเขาอนุมัติให้ตั้งโรงเรียน ประถมได้ 20 คน พ่อท่าน : ไม่ใช่ประถม มัธยมต้น ซิสเตอร์ : มัธยมต้น 20 มัธยมปลาย 35 ดิฉันเข้าใจว่า ในห้องนั้นไม่ให้เกิน 20 ถ้ามีนักเรียนมากกว่านั้น ก็ต้องแบ่งเป็น 2 ห้องค่ะ แล้วเวลาที่ขึ้นมัธยมปลายนี้ ไม่ให้เกิน 35 พ่อท่าน : นี่อาตมายังไม่เข้าใจรายละเอียดพวกนี้ นี่ถึงให้ไปสอบถามดูว่า มันไป ยังไงมายังไง ถึงมากำหนดเราอย่างนี้ ซิสเตอร์ : เขากำหนดคือหมายความว่า เด็กมัธยมต้น ต้องการให้จำนวนน้อย เพื่อจะได้ควบคุมสอนให้ได้ดี แล้วเมื่อโตแล้วก็ 35 ค่ะ พ่อท่าน : อ้อ ซิสเตอร์ : ฉะนั้นท่านมีนักเรียนน้อยกว่าก็ได้ค่ะ แต่ถ้าเกิน 35 หรือเกินกว่า 20 นั้นก็ต้องแบ่งเป็นอีกห้องหนึ่งค่ะ พ่อท่าน : อ๋อ อย่างนั้นหรือ อาตมาก็ได้ความเข้าใจเพิ่มเติมขึ้น อาตมายังงงๆเหมือนกัน เฮ้ย ทำไมต้องอนุมัติมา ม.1,2,3 อนุมัติให้ชั้นละ 20 เราก็งง ที่จริงโรงเรียนเขาน่ะชั้นละ 20 ที่ไหนล่ะ 40 โน่นแน่ะ 60 โน่นแน่ะ ชั้นหนึ่งน่ะ แล้วทำไมของเราให้น้อยนัก ทั้งๆที่สอนฟรี ไอ้ที่สอนเก็บสตางค์ ให้เขาตั้งเยอะ อาตมาก็แปลกๆ ทำไมมันอะไรกันล่ะ เราจะช่วยรัฐบาล เราจะช่วยประเทศชาติ เราอุตส่าห์สอนเด็กให้ฟรีๆ เงินอุดหนุนเราก็ไม่ได้เอาสักบาท จากรัฐบาล แล้วทำไมมากำหนดเรา แทนที่จะบอกว่า เออ ดีๆ ที่ช่วยเรามากๆ แทนที่จะเป็นอย่างนั้น อาตมาก็งงๆเหมือนกัน แต่อาตมามีอะไรลึกๆ รู้เหมือนกันแหละว่า ขออะไรไป ถ้าลงชื่อว่าอโศกละก็ นี่คุณก็คงรู้ว่า อโศกอยู่ในฐานะอะไรในประเทศไทย คุณก็คงพอเข้าใจ โดนทรีตมันทุกอย่าง (หัวเราะ) ซิสเตอร์ : พวกเราอยู่สกลนครก็มีโรงเรียนหนึ่ง ซึ่งตั้งมาแล้ว 20 เกือบ 30 ปี แล้วค่ะ แต่ก่อนนี้มีบาทหลวงคนหนึ่งก็ตั้งขึ้นมา เสร็จแล้วก็เรียนฟรีค่ะ เดี๋ยวนี้ นักเรียนทั้งหมด ใครๆก็อยากจะเข้า เพราะว่าฟรี มีประมาณ 200 กว่า ก็มา พยายามที่จะเลี้ยงตัวเองให้มันได้ แต่รัฐบาลเขาก็ช่วยอยู่ พ่อท่าน : นี่ก็ช่วย เขาก็มี รัฐบาลก็ช่วยได้ แต่เราก็ไม่คิดไปเบียดเบียนอะไรรัฐบาลหรอก ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง เราก็คิดว่าเราจะช่วยตัวเองไปเรื่อยๆ เขาก็มี ถ้าหากว่าไปขอทุนมาสร้างโรงเรียน ขอทุน แม้แต่จะขอทุนมาช่วยครู ช่วยอะไรต่อมิอะไร เขามี แต่เราเอง เรายังไม่ได้ดำริ เราคิดว่า เราพอช่วยตัวเองไปได้ เราไม่อยากไปเบียดเบียน เราก็เลยทำของเราไปเรื่อยๆก่อน ถ้าเราไปเที่ยวได้ไปรับอะไรมาจากอะไรนี่ มันเป็นอิทธิพลที่จะเข้ามาซ้อน ทำให้เราเองไม่คล่องตัว มันก็รู้ละ มันมีอะไรๆที่มันเชื่อมโยงกัน อย่างน้อยก็เรียกว่าบุญคุณหรือสูงๆก็คืออิทธิพล มันจะต้องมีลักษณะพวกนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง ซิสเตอร์ : ความจริงเวลาที่เขาช่วยเหลืออะไรนี่ เขาก็จำเป็น จะต้องมาตรวจ สอบบัญชีอะไรต่างๆ พ่อท่าน : นั่นแหละ อะไรๆหลายๆอย่าง เสร็จแล้วก็มีเรื่องมาก เรื่องอะไรๆเรื่อย ยุ่งมาก มันไม่อิสระ ดังที่กล่าวแล้ว ซิสเตอร์ : ใช่ค่ะ พ่อท่าน : เพราะฉะนั้นอย่างน้อยมันก็เรื่องบุญคุณ สองเรื่องการเกี่ยวข้องจนกระทั่งมีอำนาจมาเกี่ยววุ่นวายด้วย หนักเข้าก็กลายเป็นอิทธิพล เพราะที่นี่ระมัดระวังมากเลย การที่จะรับเงินจากที่ใดๆ เพราะฉะนั้นเราจะไม่รับเงินจากคนข้างนอกง่ายๆเลยที่นี่ เราพยายามที่จะใช้เลือดของเราเองเลี้ยงตัวเราเอง และ สามารถเลี้ยงตัวเราเอง จนกระทั่งสามารถสละเลือดให้คนอื่นได้ ให้เป็นอย่างนั้น ไม่เช่นนั้น เราก็ไม่มีประโยชน์เท่าใด เที่ยวได้ไปขอเลือดที่คนอื่นมา ไม่ดี เราต้องมีเลือดที่สมบูรณ์ มีเลือดที่มากเลี้ยงคนอื่นได้ ซิสเตอร์ : อยากจะเรียนถามอาจาย์ แรกๆ อาจารย์มีแรงจูงใจอะไร ที่อยากจะ ให้มาเปิดเป็นปฐมอโศกอย่างนี้นะฮะ พ่อท่าน : (หัวเราะ) มันมี มันมีเรื่องของมัน มันมีไอ้นั้นมา อาตมาเป็นคนไม่มีโครงการนะ No planning No project เป็นคนที่ไม่สร้างโครงการไอ้โน้น สร้างแผนนี้ ฝันเฟื่อง ฝันโน่น ฝันนี่ อาตมาเป็นคนไม่ฝันเฟื่อง แต่ก็พอมีความรู้ว่า ถ้าเอาหนึ่งมาบวกหนึ่งมันต้องได้สองนี่สิ เอาหนึ่งไปบวกสามมันได้ 4 นี่เข้าใจ เพราะฉะนั้นเราจะทำอะไร เราจะดูเหตุ จะไปเกิดผลอะไรนี่ เราเข้าใจ จะให้ไปฝันเฟื่องจากนี่จะเป็นนี่ๆไป ไม่ฝันเฟื่องอย่างนั้น แต่ก่อนที่ยังไม่ปฏิบัติธรรม ฝันเฟื่องเพ้อๆ ไปตามมนุษยโลก แต่มาปฏิบัติธรรมรู้จักความจริง รู้จักสัจธรรมแล้วก็ อ๋อ มันเป็นเรื่องเสียแคลอรี่เปล่าๆ ไม่เข้าท่า เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ฝันเฟื่องอะไร เพราะฉะนั้นจะฝันเฟื่องจะมีปฐมอโศก ไม่ค่อยคิด อาตมาเป็นเพียงแต่สร้างคือสอนคน แนะนำคนให้คนเรียนรู้ ลดกิเลส ลดกิเลสได้จริง มันก็ลดความเห็นแก่ตัว เมื่อลดความเห็นแก่ตัวได้จริง มันก็เห็นแก่ผู้อื่น มันก็ช่วยผู้อื่น ก็ทำขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วมันก็เกิดเป็นสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีพ มันเกิดของมันขึ้นมาตามธรรม เพราะฉะนั้นมันก็เกิดขึ้นมาจากกลุ่มเล็กก็เป็นกลุ่มโต จากพฤตินัยมนุษย์ ที่จะพึงเป็นอยู่ มีความเป็นอยู่อย่างไร มันจะมีอะไรที่จะต้องสำคัญ ที่จะต้องอาศัย มันก็ต้องเป็นมาเรื่อยๆ มีอาชีพ มีการงาน มีโน่นมีนี่ มันเกิดมา เราก็เลือกด้วยการงานที่มันเป็นมิจฉาชีพอย่างไร เราไม่เอาการงานอะไร มันจะเข้าใจ มีปัญญารู้ว่างานอะไรสำคัญ งานอะไรที่จะรังสรร แม้ที่สุดงานอะไรที่เป็น demand ทุกวันนี้กสิกรรมของข้าวประเทศไทย เป็น demand ที่ดีที่สุด แต่คนไม่เข้าใจ เพราะมันซ้อนเชิง เพราะฉะนั้นอาตมามาทำงานที่นี่ บอกว่าอะไรดลใจ ไม่มีอะไรดลใจ มาทำเพราะสร้างอันนั้นขึ้นมาเป็นเหตุนี้มาเกิดผลนี้ เหตุ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive