360920 อุบาลีสูตร (จดหมายวิจารณ์การตอบแบบสอบถามของนายอรัญคลิมา) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
360920 อุบาลีสูตร (จดหมายวิจารณ์การตอบแบบสอบถามของนายอรัญคลิมา) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
อุบาลีสูตร (จดหมายวิจารณฺ์การตอบแบบสอบถามของนายอรัญคลิมา) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้า วันที่ 20 กันยายน 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
วันนี้จะเอาจดหมายของผู้ที่อ่านสารอโศกแล้วก็เขียนมาน่ะ เรื่องราวเกี่ยวกับ...เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญนะ เกี่ยวกับความเห็นในเรื่องของศาสนาพุทธ รวมแล้วก็คือความเห็นในเรื่องของศาสนาพุทธนี่ ซึ่งอาตมาได้ให้สัมภาษณ์นายอรัญ คลิมา แล้วก็ลงไปในสารอโศกไปแล้ว แล้วก็มีคนเขาอ่านเจอ เขาก็รักศาสนา เหมือนกัน เขาก็หาว่าอาตมาทำลายศาสนา ลองฟังเนื้อความดู แล้วอาตมาก็จะ อธิบายตอบไปบ้าง ซึ่งพวกเราก็คงรู้กันอยู่แล้วล่ะ ก็เข้าใจกันอยู่แล้ว แต่ว่าลอง ฟังดู มันมีแง่คิด เชิงคิดที่น่าเอาไปคิดอยู่ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน ลองฟังดู เลขที่ 547 ถ.สถลมารค ต.วาริน อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี วันที่ 6 กันยายน 2536 เรียน บรรณาธิการหนังสือสารอโศกที่นับถือ ในสารอโศกฉบับประจำเดือนกรกฎาคม 2536 อันดับที่ 163 รายการ 15 นาทีกับพ่อท่าน บทสัมภาษณ์ของนายอรัญ คลิมานั้น มันช่างตรงกับจิตลึกๆของข้าพเจ้า ซึ่งคำสัมภาษณ์เกี่ยวกับข้อวิจารณ์ลักษณะนี้ ฝังลึกอยู่ในใจของข้าพเจ้ามานานแล้ว จะไม่คัดคำสัมภาษณ์ให้เยิ่นเย้อ ส่วนคำตอบของพ่อท่านนั้น ทั้งดุ้นยกเอาการกระทำของตนเอง…. เดี๋ยวอาตมาจะอ่านไปเรื่อยๆ ก่อนนะ แล้วอาตมาก็ค่อยๆมาไขความเป็นตอนๆไป…. ส่วนคำตอบของพ่อท่านนั้นทั้งดุ้นยกเอาการกระทำของตนเอง และดึงเอาคำสอนในพระไตรปิฎกให้เตี้ยลงมา แล้วขมวดว่าใกล้ชิดหรือเป็นอันเดียวกันกับการกระทำของตนเองมากที่สุด จึงเป็นที่น่าเสียดายว่า นายอรัญ จะได้รับความพอใจในคำตอบนั้นหรือไม่ เพราะผู้ตอบก็ไม่เ
อ่านต่อ
ชี่ยวชาญ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเจนจบในพระไตรปิฎก แต่อ้างพระไตรปิฎกเป็นคุ้งเป็นแคว และ ในคำตอบนั้น ก็ยังมีลักษณะเหยียดพระป่าอีกตามเคย ป่านนี้นายอรัญ คงนอนมือก่ายหน้าผาก คิดเปรียบเทียบกับคำตอบของผู้เชี่ยวชาญเจนจบในพระไตรปิฎกท่านอื่นๆอีก เพราะข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่าก่อนจะมาถึงสันติอโศกนี้ นายอรัญ คงผ่านผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นๆมามากแล้ว หลักสูตรการศึกษาในพระพุทธศาสนานั้น มีขั้นตอนอยู่ 3 ขั้น ชัดเจนทันสมัยทุกเมื่อ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีความยากง่ายเรียงตามลำดับขึ้นไป พูดสั้นๆคือหลักไตรสิกขา อันดับเบื้องต้น คือศีลสิกขา ต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์เสียก่อน ศีลนั้นโดยหลักแล้ว ควบคุมได้แต่เฉพาะกายกับวาจาเท่านั้น มิใช่ว่ารักษาศีลแล้วก็ป่วยการที่จะควบคุมจิตอีก ดังที่ปรากฏในคำสอนของพ่อท่านมาแล้ว เพราะศีลไม่สามารถจะควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจได้ ต้องใช้สมาธิ ซึ่งเป็นขั้นตอนสูงขึ้นไป กลุ่มสันติอโศกนั้น ไม่แน่ใจว่าจะรักษาศีลได้บริสุทธิ์ผุดผ่องเพียงใด ที่เห็นชัดๆอยู่ขณะนี้ก็เพียงไม่ทานเนื้อสัตว์เท่านั้น แต่ที่ทำอะไรกันโครมๆอยู่ทุกวันนี้ มันทำลายชีวิตสัตว์ไปเท่าไหร่แล้ว เพราะสัตว์เซลล์เดียว หรือสัตว์ที่ไม่สามารถจะมองเห็นด้วยตามีเป็นจำนวนเท่าไหร่ในโลกนี้ จะกล่าวอ้างว่ารักษาศีลบริสุทธิ์แล้ว จะเชื่อได้เพียงใด พระป่าท่านอยู่ป่า ท่านไม่ขุดดิน หรือแม้แต่ถอนหญ้า จะไปไหนมาไหน สำรวมระวังเป็นเยี่ยม ศีลของพระข้อนี้มีปรากฏในพระวินัยด้วย ขั้นตอนต่อไป ซึ่งเป็นขั้นตอนต่อจากรักษาศีลบริสุทธิ์แล้ว คือสมาธิสิกขา เป็นการฝึกจิตให้เข้มแข็ง เพื่อต่อสู้กับกิเลส ที่มันเกิดขึ้นอยู่เสมอให้ชนะอย่างเด็ดขาด และถาวร ขั้นตอนของสมาธินี้ก็จะแยกออกเป็นอุปจารสมาธิ จนกระทั่งถึงอัปปนาสมาธิ แต่ป่วยการที่จะอธิบาย เพราะกลุ่มสันติอโศกไม่เคยสัมผัสกับเรื่อง สมาธิเลยแม้เท่าปลายเส้นผมผ่าแปด คงมีแต่สมาธิแบบเก็บกด หรือแบบหินทับหญ้า เมื่อกดมากๆ ก็เกิดนิมิตบางอย่างขึ้น ทำให้เข้าใจว่าตนเองตรัสรู้แล้ว เลยเพ้อฝันต่างๆนานา ไม่มีอาจารย์ช่วยแก้ไข หรือแก้ไขด้วยตนเองไม่ได้ ก็เลยสำคัญ ทางที่ผิดว่าเป็นทางถูกไปเลย ลักษณะเช่นนี้ เรียกว่าวิปัสสนูปกิเลส ขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งเป็นผลจากการรักษาศีลบริสุทธิ์แล้ว และทำสมาธิมั่นคงถูกต้องแล้วก็จะเกิดปัญญาตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ปัญญาแบบกลุ่ม สันติอโศก ลุ่มๆดอนๆ ออกมาตามความคิดความเห็นที่ผิดๆถูกๆ ฤาษีเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าศึกษามาจากสำนักดาบสทั้งสองจนได้สมาบัติ 8 แล้วก็ยังไม่ได้ตรัสรู้ สมาบัติ 8 นั้นคืออย่างไร กลุ่มสันติอโศกก็ไม่ทราบอีก แต่กล่าวอ้างออกมาอย่างกล้าหาญ ไม่ทราบว่าพ่อท่านเข้าใจสมาบัติ 8 นั้นเป็นอย่างไร เป็นลักษณะของคนที่ไม่ได้ปฏิบัติสมาธิจนถึงที่สุด กล่าวอ้างอย่างผิดๆ สมาบัติ 8 ขั้น นั้นเป็นเพียงการเข้าออกได้อย่างแคล่วคล่องว่องไวเท่านั้น ระงับวิตกวิจาร เกิดปีติ สุข และเอกัคคตาแก่ผู้ปฏิบัติได้นั้นเป็นอิทธิฤทธิ์ อิทธิผลของสมาบัติ 8 ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้นั้น ท่านยังอธิษฐานว่า ถึงแม้เลือดเนื้อจะสิ้นไป ถ้าไม่ได้ตรัสรู้จะไม่ยอมลุกจากบัลลังก์ พระองค์ทำอะไร สมาธิระดับไหน พิจารณาอะไร โดยการทำอย่างไร จนกระทั่งรู้ของจริงอันประเสริฐ 4 อย่าง คือทุกข์ เหตุทุกข์เกิด ความดับทุกข์ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ข้อความที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ กลุ่มสันติอโศกน่าจะได้ทราบว่าฤาษีนั้นอยู่ระดับไหน พระป่าอยู่ระดับไหน การอยู่ป่ามิใช่ว่าจะไปต่อสู้กับสัตว์ร้ายในป่า ป่าต้องเป็นสถานที่สปายะ ปราศจากสิ่งรบกวน ซึ่งเป็นอันตรายต่อการทำสมาธิ พระพุทธเจ้าเสด็จอยู่ในป่า เพื่ออะไร กลุ่มสันติอโศกจะว่าอยู่ป่าก็ไม่ใช่ จะว่าอยู่บ้านก็ไม่เชิง ครึ่งบกครึ่งน้ำ แต่แอบอ้างว่าเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด เก็บขยะ ปลูกข้าวกินเอง ไม่ทราบว่าเป็นคำสอนของใคร ซึ่งความจริงข้าพเจ้ายกย่องกลุ่มสันติอโศกอยู่หลายเรื่อง แต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นพุทธพจน์ให้เป็นบาปแก่ตนเองเลย ความจริงพ่อท่านน่าจะตั้งตนเป็นศาสดาเสียเอง ตั้งเป็นศาสนาหนึ่งต่างหาก เรียกว่าโพธิรักษ์ศาสนา จะได้ไม่เป็นที่ระคายหู ระคายตา และระคายใจต่อไป ทำอะไร ว่าอะไร คิดอะไรได้เต็มที่ ช่วยสังคมนั้นทำอย่างไร เก็บขยะ ปลูกข้าวกิน กลุ่มพระป่าท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นแบบอย่างให้คนตาม ทั้งทางกาย วาจา และใจ บ้านเมืองสงบตามสมควรอย่างทุกวันนี้ ไม่จัดว่าช่วยสังคมหรือ หรือต้องทำตามแบบอย่างของสันติอโศก จึงจะเรียกว่าช่วยสังคม ขอวิงวอนอย่าได้กล่าวตู่ และเหยียดหยามกันให้มากไป ใครจะบริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์เฉพาะตน พระพุทธพจน์ว่า สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง นัญโญ อัญญัง วิโส ทเย ถ้าเป็นศาสดาเอง ตั้งศาสนาเอง จะมีคนนับถือมากเพียงใด ที่เป็นอยู่ได้ทุกวันนี้ ก็เพราะบุญบารมีของพระพุทธเจ้าค้ำจุน หรือว่ายังไง ขอท่านบรรณาธิการได้พิจารณาข้อข้องใจของข้าพเจ้าลงในสารอโศกด้วย ฟังแล้วก็น่าเห็นใจนะ อาตมาเอง อาตมาเข้าใจสภาพของความรู้สึกของ ชาวพุทธ โดยเฉพาะในเมืองไทยเรานี่ ทุกวันนี้เข้าใจอย่างนี้แหละ เข้าใจศาสนาอย่างนี้จริงๆ คือศาสนาที่จะต้องไปนั่งสงบอยู่ในป่า ไปนั่ง ไม่ทำอะไร ปลูกข้าวกินเองก็ไม่ได้ เก็บขยะก็ไม่ได้ เขาหาว่าไม่ใช่ศาสนา ศาสนาต้องไม่ปลูกข้าว ต้องไม่เก็บขยะ จะมีขยะอะไรก็ทิ้งลงไป ได้แต่บิณฑบาตกินอย่างเดียว ซึ่งเป็นความคิดที่แคบๆ เป็นความคิดที่มองศาสนาแต่เพียงว่าเป็นนักบวช หรือว่าเป็นนักพรตที่จะบำเพ็ญสมาธิ แล้วก็อยู่กันอย่างนั้น ที่แบ่งศาสนาอย่างนี้แหละ มันเป็นศาสนาที่ขาดวิ่น บอกว่าศาสนามีอยู่ 3 ขั้นตอน ชัดเจน ชัด ง่าย อย่างที่พูดง่ายๆ ศีลก็อย่างหนึ่ง บำเพ็ญศีลให้บริสุทธิ์เสียก่อน ว่าอย่างนั้นนะ แล้วศีลไม่เกี่ยวกับจิตใจ ศีลก็คือศีล รักษากายกับวาจา รักษาได้เฉพาะแต่กายกับวาจาเท่านั้น อันนี้สอนกันมานาน แล้วก็ยึดติดกันจริงๆเลย เป็นความล้มเหลว เป็นความพินาศฉิบหายของศาสนาจริงๆ ที่สอนกันว่าศีลรักษาแต่กายกับวาจาเท่านั้น พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนไว้อย่างนี้เลย ในพระไตรปิ ฎกไม่มีจริงๆ เป็นคำกล่าว เป็นคำสอนของพุทธโฆษาจารย์ เรียนมาในวิสุทธิมรรค มาแบ่งศาสนาออกเป็น 3 เสี่ยง มันไม่เป็นสมังคี ไตรสิกขาเป็นสมังคี อยู่ในมรรคองค์ 8 ก็ยังพูดกันนะ เลอะเลือน ของมรรคองค์ 8 เขาก็พูดว่า นั่นแหละ สมาธิ ปัญญาอยู่ในมรรคองค์ 8 นั่นแหละ เขาพูดเองนะ เขาก็มีบรรยาย แต่เสร็จแล้ว ก็มาพูดย้อนแย้งคำสอนตัวเองว่า ศีลนั้นแบ่งออกไป เพราะศึกษา มรรคองค์ 8 ปฏิบัติมรรคองค์ 8 ก็แบ่งแยกกันไม่เป็นสมังคีว่า ศีล สมาธิ ปัญญาอยู่ในมรรคองค์ 8 ก็พูด แต่เสร็จแล้วก็มาแบ่งศีลไปต่างหากอีก เป็นกายกับวาจา ส่วนใจนั้นคือสมาธิ ก็คือ บทสัมมาสมาธินั่นนะ นั่งหลับตาน่ะ ส่วนปัญญาก็ไปเอาสัมมาทิฏฐิกับสัมมาสังกัปปะเป็นปัญญา ไปเอาสัมมาทิฏฐิกับสัมมาสังกัปปะเป็นปัญญา เขาก็ไปแบ่งเป็นอย่างนั้นน่ะ ทั้งๆที่ ศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ในมรรคองค์ 8 ทั้งหมด และรวมทั้งสัมมาญาณ สัมมาวิมุติ ที่จะเป็นผล มรรค 8 ผล 2 แต่เสร็จแล้ว เขาก็เข้าใจไปสภาพขาดๆวิ่นๆ ศีลปฏิบัติไป ไม่เกี่ยวกัน ก็อย่างที่เขาพูดนี่แหละ เสร็จแล้วก็ไปนั่งสมาธิเพื่อให้จิตแข็ง เสร็จแล้วก็เกิดปัญญาอยู่ในภพ ปัญญาก็เกิดจากภพอยู่ในภพ แล้วก็นึกคิดไป อะไรต่ออะไรต่างๆนานา ซึ่งสภาพนั้นไม่ใช่สภาพปัจจุบัน ไม่ใช่สภาพรู้กิเลส กิเลสมันไม่ได้เกิดตอนนั้น ตอนนั่งหลับตา กิเลสมันมีฟุ้งซ่าน แต่ไม่ใช่ปัจจุบันธรรม กิเลสที่เหลือ กิเลสที่อยู่ในตัวเอง ก็มีอยู่ในตอนนั้นเหมือนกัน แต่เสร็จแล้วก็ใช้วิธีการแบบฤาษีอีกแหละ คือสะกดจิตเอาไว้ สะกดกิเลสเอาไว้ เสร็จแล้วก็ค่อยมานึก ให้มันเอาปัญญาขึ้นมานึกทบทวน ซึ่งเราก็ใช้ศาสนาพุทธ ก็ใช้เตวิชโชทบทวนสิ่งเก่า สิ่งอะไรต่ออะไรทบทวนที่พระพุทธเจ้านั่งใต้ต้นโพธิ์นั่นแหละ ทบทวน ระลึกชาติ ซึ่งก็อ่านกันนะ ว่าท่านเริ่มต้นยามแรกก็ระลึกบุพเพนิวาสานุสติญาณ ยามที่ 2 ก็จุตูปปาตญาณ ไตร่ตรอง สิ่งเกิดสิ่งดับทั้งหมด ยามที่ 3 ก็ถึงขั้นอาสวักขยญาณ ก็อ่านก็รู้นะ ว่าพระพุทธเจ้าท่านตรวจอะไร ท่านทำอะไร ซึ่งอาตมาก็บอกแล้วว่า พระพุทธเจ้าท่านฝึกหัดมาตั้งไม่รู้กี่ปางกี่ชาติแล้ว ท่านเรียนรู้ ไม่ใช่ท่านมาพึ่งรู้เอามรรคองค์ 8 ตอนนั้น ไม่ใช่เพิ่งรู้อาริยสัจ 4 ตอนนั้น แต่ท่านรวบรวมสิริรวมอะไรทั้งหมดมาตลอดเวลา แล้วปางที่ท่านเกิดมานี่ ก็มาแต่เพียงว่า เหมือนลิงลมอมข้าวพอง ก็ถูกสังคมโลก เป็นไปตามอย่างสังคมโลก แล้วท่านก็ลืมชั่วขณะ เหมือนคนที่สลบหรือคนที่เมา ลิงลมอมข้าวพองนี้ เมาชั่วขณะ แล้วท่านก็ให้ไปตามโลก จะเห็นได้ว่าแม้แต่บวชปฏิบัติ ท่านก็ไปปฏิบัติอย่างนอกรีตทั้งนั้นแหละ 6 ปีที่ปฏิบัติแล้วนี่ ซึ่งเราก็เอาสูตร เคยอ่านมาแล้ว 6 ปีนั้น เป็นความผิดทั้งหมด ท่านก็บอกไว้แล้ว สูตรไหนไม่รู้ ที่อ่านไปแล้ว อาตมาก็จำไม่ได้ ที่บอก 6 ปีนี่ ที่ผ่านไป ที่อาตมาอ่านไปแล้ว ก็ชี้ให้เห็นว่า 6 ปีนี่ไม่ใช่ทางที่ถูก 6 ปีนี่ ปฏิบัติทางที่ผิดๆ ตามแบบเดียวกันกับที่อาตมาใช้คำว่าลิงลมอมข้าวพอง คือไปเลอะๆเทอะๆ ไปกับเขาอย่างนั้นแหละ จนกว่าจะมาตั้งสติ แล้วรู้ตัวเองว่าเราคือใคร เหมือนอาตมาเหมือนกัน เราคือใคร แล้วเรื่องอะไรคือศาสนา ศาสนาคืออะไร ทั้งๆที่บำเพ็ญมาจนกระทั่ง สุดท้ายแล้ว ทุกอย่างบารมีเต็มแล้ว แล้วท่านก็มาทบทวนตรวจสอบ แล้วท่านก็ตรัสรู้ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะเข้าใจกันได้ง่ายๆ พุทธวิสัยหรือเรื่องของพระพุทธเจ้าอย่างนี้ ยิ่งไม่ศึกษาโพธิสัตวภูมิ ไม่มีทางรู้หรอก ก็เดาๆส่งๆอะไรกันไปน่ะ อาตมาเห็นใจนะ เรื่องเหล่านี้ แล้วอาตมาก็เห็นความโมหะ ความไม่ประสบผลสำเร็จของชาวพุทธ ก็ไปได้แค่ฤาษี ก็ได้แค่สะกดจิต สะกดใจเป็นพระป่ากันอยู่ แล้วก็หลงใหลศึกษากัน แล้วก็ได้รับผลประโยชน์ได้แค่ไปนั่งสงบ แล้วก็ได้สงบได้แค่นั้น ไม่ได้ช่วยมนุษยชาติ ไม่ได้เป็นโลกนาถ ไม่ได้เป็นโลกานุกัมปายะอะไร ไม่ได้อนุเคราะห์โลกอะไร แต่เขาก็เข้าใจว่าอนุเคราะห์โลก ช่วยโลกได้ต่างๆนานา เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าเป็นอย่างที่เขาคิด อยู่ในความหมายของท่านของเขาเอง พระพุทธเจ้าองค์นั้นของเขา ก็เป็นพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่ง ซึ่งไม่ตรงกับพระพุทธเจ้าที่เราเข้าใจ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้า ก็เป็นคนละองค์กันแล้ว เป็นคนละองค์กันจริงๆน่ะ เขาก็ว่ากันนะ เขาก็ว่าอาตมานี่ มาเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามา มาพูดเป็นคำตอบของตัวเองทั้งดุ้น ยกเอาการกระทำของตนเอง แล้วก็ดึงเอาคำสอนของพระไตรปิฎกให้เตี้ยลง เขาว่าอย่างนั้นนะ ให้คำสอนของพระไตรปิฎกให้เตี้ยลงมา แล้วก็ขมวดว่าตัวเองนี่อยู่ใกล้ชิดกับศาสนา หรืออะไรของตนเองนี่แหละน่ะ แล้วเขาก็ว่าเรานี่ไม่ได้เชี่ยวชาญทางพระไตรปิฎก ไม่ได้เจนจบในพระไตรปิฎก แต่ว่าก็เอาพระไตรปิฎกมาพูดเป็นคุ้งเป็นแคว ที่จริงพระไตรปิฎกนี่นะ ภาษาในพระไตรปิฎกด้วย ถ้าเผื่อว่าไม่หยั่งญาณ หรือไม่รู้จริงแล้วนะ เอามาพูดเป็นคุ้งเป็นแควไม่ได้หรอก ไม่ได้ ขอยืนยันเลย พระไตรปิฎกนี่ มาเอาเป็นคุ้งเป็นแควไม่ได้ ผู้จะเอาเป็นคุ้งเป็นแควได้ ต้องเป็น ผู้ที่เข้าใจในพระไตรปิฎกจริงๆ ผู้ศึกษาพระไตรปิฎกมากมาย จึงจะพอที่จะค่อยขยายความได้ ขนาดนั้นก็ยังจะพูดเป็นคุ้งเป็นแควไม่ได้ ยิ่งคนไม่ศึกษาพระไตร ปิฎกกันอย่างช่ำชอง ศึกษาพยัญชนะ ศึกษาคำแปล ศึกษาอรรถกถาจารย์ ศึกษา คนอธิบายอะไรมาประกอบเยอะแยะ ถ้าไม่ศึกษาอย่างนั้นนะ จะเอามาอธิบายเป็น คุ้งเป็นแควไม่ได้ แต่ผู้ที่อ่านพระไตรปิฎกปุ๊บ แล้วเอามาอธิบายเป็นคุ้งเป็นแควได้นี่ มันคืออะไร โดยไม่ได้ศึกษาอรรถกถาจารย์ ไม่ได้ศึกษาพยัญชนะ ไม่ได้ศึกษาอะไรมามากมายเลย แต่อ่านพระไตรปิฎกแล้วก็อธิบายเป็นคุ้งเป็นแควนี่ มันจะอธิบายไม่ได้ แล้วผู้อธิบายนั้นน่ะ ได้นะ มันสามารถที่จะแตะพระไตรปิฎกแล้วก็หยั่งเข้าไปได้ไหม อะไรหยั่ง เดาได้หรือ พระไตรปิฎก รู้เรื่องมันยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องเลย ใครเคยอ่านพระไตรปิฎกแล้วก็ หือ แล้วรู้เรื่องบ้างไหมละ เข้าใจได้ทะลุเลยหรือ อ่านแล้ว ก็งงๆทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่ว่ามันเรื่องง่ายนะ นี่ มันเรื่องซับซ้อน เป็นเรื่องของความซับซ้อน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อาตมาพูดกับพวกคุณได้ แต่อาตมาไปพูดกับที่อื่น บอกอาตมาแปลพระไตรปิฎกด้วยญาณ อาตมาว่ากับพวกคุณนะ อาตมาแตะพระไตรปิฎก อาตมาไม่ได้อ่านเท่าไหร่หรอก เอาพระไตรปิฎกมาให้อ่าน อาตมาอ่านปุ๊บ อาตมาก็ฉลุยเลย แทงไปถึงไหนๆๆๆ ซึ่งมันต่างกันกับผู้ที่ศึกษาพระไตรปิฎกอย่างช่ำชอง ต้องอ่านอรรถกถาจารย์ หัดเรียน รู้พยัญชนะ ไวยากรณ์ หัดรู้อะไรต่ออะไร แล้วก็มาค่อยๆ แตกคำ แตกความอะไรมาจากรากเหง้าอะไร คือพยายามศึกษามัน ได้พยัญชนะสู่พยัญชนะเป็นส่วนใหญ่ นอกนั้นก็เอาปฏิภาณตัวเองไปแปลไปคิดนึก เมื่อได้ปฏิภาณตัวเองไปแปล ไปคิดนึกนั่นแหละ แล้วก็ไปเป็นคุ้งเป็นแควจึงเพี้ยน ศาสนาพุทธเพี้ยนเพราะการศึกษาแต่พยัญชนะ ช่ำชองพระไตรปิฎก เชี่ยวชาญพระไตรปิฎกนี่แหละ คือปฏิบัติไม่จริง ผู้ปฏิบัติจริงๆแล้วศึกษาพระไตรปิฎกด้วยจริงๆ ก็จะมีสภาวะรองรับน่ะ ส่วนผู้ที่นั่งสมาธิหลับตานั่นแหละ จะเกิดวิปัสสนูปกิเลส ที่ตอนตัวเองนึกว่าเป็นปัญญา นั่งสะกดจิตเข้าไปแล้วก็ตอนนั้นแหละ นึกว่าปัญญา ทบทวน แล้ว ก็อะไรต่ออะไรต่างๆนานา ไม่ได้ทบทวนหรอก คิดเองด้วย ฟุ้งเองเรื่องนั่นเรื่องนี่ ศึกษาพระไตรปิฎกมา ก็เอาพยัญชนะเหล่านั้นไปคิด พยัญชนะต่างๆ ที่ได้เรียนมาเอาไปคิด ตอนที่นั่งหลับตาสะกดจิตนั่น ไม่ได้เกิดปัญญาอย่างที่อาตมาแนะพวกเราว่า ปัญญามันเกิดตามหลังสภาพที่ปฏิบัติน่ะ ปัญญานี่เกิดตามหลังปฏิบัติ เห็นความจริงตามความเป็นจริง ฟังความนี้ง่ายๆนะ ภาษาชัดๆนะ ปัญญาก็คือ เห็นความจริงตามความเป็นจริง เขาก็แปล ไม่ใช่เขาไม่แแปล เขาก็แปลกันนะ ญาณทัสสนะแปลว่าการรู้ความจริงตามความเป็นจริง เขาก็แปล นั่นคืออธิปัญญา หรือปัญญาที่แท้ คำว่าปัญญานั่นจึงไม่ใช่ตัวนึกคิด ไม่ใช่ตัววิตกวิจาร ไม่ใช่ตัวพิจารณา ไม่ใช่เลย เป็นตัวที่เห็นความจริงตามความเป็นจริง แล้วก็ใช้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งของตัวเองนี่ อ่านความจริงอันนี้ให้ออกว่า นี่กิเลส นี่การปฏิบัติอันนี้ลดกิเลสจางคลายได้ นี่คือปัญญาทั้งนั้น ปัญญาตามเห็นว่ากิเลสนี่ เป็นปัญญาแล้ว รู้จักกิเลสที่แน่แท้ แล้วก็วิธีการที่เราปฏิบัติเพื่อที่จะลดกิเลส ปฏิบัติขณะนั้น เดี๋ยวนั้นเลย โอ๋ มันลด ลดอย่างนี้ เห็นหลัดๆเลยว่ามันลด นั่นคือปัญญา มันลด แล้ววิมุติ คือกิเลสมันลดลงไปๆ จนกระทั่งมันไม่เกิด ต่อไปก็มีผัสสะเป็นปัจจัยอีก ก็อ่านอีกๆ มีมุทุภูตธาตุ มีการงานปฏิบัติอยู่อย่างนั้นแหละ เสร็จแล้วเราก็เห็นความแข็งแรงตั้งมั่น ฐีเต เห็นอเนญชัปปัตเต เห็นความมั่นคง เห็นความแข็งแรง นี่เรียกว่าเห็นฌาน คุณภาพของสมาธิ ของฌาน มันเป็นอย่างนั้นน่ะ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ อะไรก็ได้ ไม่มีปัญหาอะไร อาตมาเคยอธิบายอุปจารสมาธิ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ แบบพุทธ แบบฤาษี อาตมาก็อธิบาย ฤาษีอาตมาก็เล่นนี่ ไม่รู้จักอาตมาเพียงพอ หาว่าอาตมารู้จักสมาบัติ 8 หรือเปล่า อะไรต่างๆนานา นี่ ปฏิบัติศีลก็ได้แค่ไม่กินเนื้อสัตว์ มาเทียบ เออ วิธีนี้เก่งเหมือนกันนะ ขอบคุณ วิธีนี้ดีเหมือนกัน เออ จริงด้วย วิธีนี้ดีเหมือนกัน เออ จริง น่าคิดวิธีนี้ จริงๆ ดีๆๆ ทีหลังจะพยายามนะ แหม มันเคยพูดถึงพวกเราเอง พูดถึงเนื้อแท้แล้วอาตมาก็ค่อยๆอธิบายความ เสร็จแล้วก็ยืนยันกับพระพุทธเจ้า อาตมาก็ว่ามันชัดนะ นี่เราทำนี่ มันลงตัวแล้วนี่ ถูกแล้ว แต่ทีนี้ คนฟังข้างนอก เขากลับไม่รู้สึกอย่างนั้น ใช่ไหม เออ จริง เขารู้สึกว่าเราเอาเป็นหลัก เอาเราเป็นหลัก แล้วก็ดึงพระพุทธเจ้าลงมาหาเรา โอ จริงด้วยนะ เออ เอาๆ พยายามเปลี่ยนทิศทาง ทิศทางในการบรรยาย จริง ดีๆนะ อันนี้ดีน่ะ เพราะฉะนั้นเขาก็เข้าใจอย่างนี้แล้ว เราก็เห็นว่า เออ จริงๆในลักษณะเหยียดพระป่า ฟังแล้ว เขายึดพระป่านี่เป็นที่สรณะ นับถือสูงสุด ว่าลักษณะอย่างนั้นละคือพระที่ดี พระป่านี่ ยิ่งนั่งอยู่ในป่า ในเขา ในถ้ำ ไม่นึกคิดอะไร ไม่รู้เรื่องของคนของบ้านเมือง ของเรื่องอะไรต่ออะไรได้ เขายิ่งว่าอย่างนั้นน่ะ วิเศษที่สุด เป็นพระที่ไม่เอาเรื่องของโลกเลย อย่าว่าแต่เอาเรื่องเลย รู้เรื่องก็ไม่รู้เรื่อง นั่นแหละวิเศษ ท่านหลุดพ้นจริงๆเลย ลอยตัว ขาดสะเด็ด เขาเห็นอย่างนั้นจริงๆ เห็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วมันก็ง่ายนะ อาตมาไม่มีปัญหา เข้าใจมันง่าย มันจริงๆเลย มันหลุดพ้น ท่านลอยตัวแล้ว โอ๋ย ท่านไม่ยุ่งอะไรเลย แต่เราสิ จะมายุ่งอะไรกับบ้านเมือง มายุ่งอะไรกับผู้คน มายุ่งอะไรกับขยะ มายุ่งอะไรกัน ต้องพากันปลูกข้าว ปลูกน้ำอะไร โอ๊ ยุ่งอย่างนี้ มันจะไปหลุดพ้นได้ยังไง มันจริงๆเลย มันน่าเห็นใจเขา น่าเห็นใจว่าเขาเข้าใจยาก และเขาจะไม่มีลักษณะที่มาถึงอย่างนี้ได้เลย ซึ่งอาตมาก็ขอยืนยันว่า ลักษณะอย่างนั้น สร้างภพสร้างชาติเป็นอัตภาพที่บึ้บเลย เป็นอัตภาพปึ้บ เป็นตัวเอง เป็นตัวตนที่ไม่รู้เรื่องอะไรอื่น ไม่รู้โลกอะไรอื่นเลย โดดเดี่ยวที่สุดเลยน่ะ โดดเดี่ยวประเภทที่อยู่แต่ผู้เดียวอย่างชัดๆเลย ง่ายมากเลย เข้าใจง่ายมากเลย มิติเดียว อยู่แต่ผู้เดียว ซึ่งจะไม่เหมือนพระพุทธเจ้าว่าอยู่แต่ผู้เดียว พร้อมพรั่งด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ราชา อำมาตย์ของมหาราชาพร้อมพรั่งทั้งในบ้านในเรือน แต่อยู่แต่ผู้เดียว ไม่มีเพื่อนสอง เขาจะไม่เข้าใจเลย เขาจะกระทำลักษณะนี้ไม่ออกเลย ทำลักษณะนี้ไม่ได้เลยน่ะ เพราะฉะนั้นในเรื่องที่เห็นชัดเจนว่า เขายังเข้าใจไตรสิกขาก็เป็นสัดส่วน เป็นเรื่องราวอยู่อย่างนั้น ซึ่งอาตมาขอยืนยันว่าไตรสิกขาที่เรียนกันอย่างนี้นี่แหละ ที่เป็นการทำลายศาสนา ไตรสิกขาที่ไม่สมังคี ศีลที่ไม่ไปขัดเกลาถึงจิตน่ะ ไม่เกิดศีล ศีลแล้วก็เกิด ศีลจะมีอานิสงส์ เมื่อปฏิบัติศีลจริงแล้วก็จะเป็นเรื่องของการพัฒนาจิต เกิดอวิปฏิสาร คือไม่เกิดเดือดร้อนแล้ว ศีลปฏิบัติแล้วจะไม่เกิดเดือดร้อนใจ เริ่มต้นคำแรกอวิปฏิสาร ก็หมายถึงใจ ศีลไม่ได้หมายถึงว่า ท่านไม่ได้สอนว่าศีลปฏิบัติแล้ว กายกรรมจะไม่เดือดร้อน วจีกรรมจะไม่เดือดร้อน คำว่าไม่เดือดร้อน มันก็คือถึงจิต อาการของจิตที่ไม่เดือดร้อน เพราะมันเพี้ยนกันอยู่ไปอ่านแต่เฉพาะกายกรรม ว่าทำอย่างนี้ได้ คนเราปฏิบัติศีล ด้วยการคุมกาย คุมวาจาได้ สะกดเหมือนกับข่มจิตนี่ เหมือนกับสมาธินี่ สมาธิก็สะกดจิตให้มันแข็ง อย่างนี้ได้ กายก็ไปข่ม ไม่ให้กายไปออกลีลาอย่างนั้น มันก็ชำนาญเหมือนกัน ไม่ ให้มันพูดอย่างนี้ ก็ชำนาญเหมือนกัน แต่อาตมาถามหน่อยเถอะ ได้ฝึกใจไหม ฝึกใจได้กดข่มบังคับให้กายกรรมเป็นอย่างนี้นะ อย่าไปทำอย่างนี้ วจีกรรมพูดอย่างนี้ อย่าไปพูดอย่างนี้ มันก็ได้กดข่ม แต่เป็นลักษณะกดข่ม ได้ฝึกใจกดข่ม ทีนี้เรามาเรียนกันนี่ เราไม่ได้ให้ฝึกหัดกดข่มเราให้ได้รู้ ให้ได้สังวร ให้ได้สังวรปหาน ปหานปธาน ภาวนาปธานไปพร้อมกันนั้น วิจัยองค์ประชุม กายะ วิจัยลงไปถึงเวทนา เจาะลึกลงไปถึงเวทนา 108 โน่น จิตก็ให้รู้เลยว่ามีโลภะ โทสะ โมหมูลอยู่อย่างไร เราปฏิบัติอย่างนี้ เห็นว่าเราปฏิบัติไปทิศทางที่ละโลภะ โทสะ โมหะ เป็นอโลภะ อโทสะ อโมหะ หรืออราคะ อโทสะ อโมหะ ลงไปอย่างไร สังขิตตังจิตตัง วิกขิตตังจิตตังเป็นอย่างไร อ่านจิตออก มีเจโตปริยญาณจริงๆ แล้วไล่ขึ้นไปสูงกว่านั้นเป็นมหัคคตจิตได้ไหม ได้เราก็ทำเรื่อยไปๆๆ เรื่อยไป จนกระทั่งถึงขั้น โอ้โห ดี ได้ผลดี เป็นสจิตตะ เป็นสอุตรจิตตัง เป็นจิตที่ดีเยี่ยมดียิ่ง แต่ยังมีดีกว่านี้อีก เป็นดีขึ้นไปเรื่อยๆ ดีขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงที่สุดอนุตรจิตตัง ซึ่งประกอบไปด้วยสมาหิตจิตประกอบไปด้วยวิมุติจิต นี่เป็นองค์ประกอบของเจโตปริยญาณ เขาเข้าใจไหม เขาจับสภาวะที่อาตมาอธิบายสู่พวกคุณฟังนี่ได้ไหม อาตมาไม่ได้ไปเรียนพยัญชนะ ไม่ได้ไปเรียนบาลี ไม่ได้ไปเรียนพระไตรปิฎกมา แล้วอาตมาอธิบายอย่างนี้ ได้อย่างนี้นี่ เขาเรียนกันมาช่ำชอง แล้วอธิบายได้อย่างอาตมาไหม ผู้ที่เรียนเจนจบพระไตรปิฎกมานี่ อธิบายเจโตปริยญาณอย่างที่ว่านี่ ซึ่งอธิบายให้พวกคุณฟัง คุณพอเข้าใจสภาวะไปเทียบกับสภาวะได้ไหม ภาษาที่อาตมาขยายความ จากหลักของพระพุทธเจ้าตรัสนี้ ท่านจะตรัสในพระไตรปิฎก เจโตปริยญาณ ก็มีแค่นี้ อย่างนี้ สูตรไหนสูตรไหนก็ขยายแค่นี้ อาตมาขยายให้พวกคุณสามารถรู้ แล้วเอาไปปฏิบัติได้เลย อ่านสภาพพวกนี้จริงๆได้เลย แล้วมีผลจริงไหม เกิดญาณปัญญาเห็นจริง ลดละได้จริงเลย มันจริงไหม คนชำนาญพระไตรปิฎก อธิบายได้อย่างอาตมาไหม นี่มันอธิบายเหมือนคนอวดดีล่ะนะ เหมือนคนที่จะไปแข่ง ไปทะเลาะวิวาทกับเขา ไปอวดตัวอวดตนเบ่งข่มกับเขาล่ะนะ มันคล้ายๆอย่างนั้นล่ะนะ อาตมาอธิบายกับพวกคุณ ถ้าไปพูดอย่างนี้ข้างนอก อาตมาก็ไม่พูดหรอก รู้อยู่ว่าพูดอย่างนี้ มันน่าหมั่นไส้เลย เขาฟังปั๊บ อ้วก อ้วกแตกเลย ไม่ได้หรอก แต่อาตมาถามพวกคุณหน่อยเถอะ แล้วมันสัมพันธ์กันไหม อย่าว่าแต่ ศีล สมาธิ ปัญญา สัมพันธ์กันเลย กาย เวทนา จิต ธรรม ก็สัมพันธ์กัน สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรค 8 ก็ต้องสัมพันธ์กัน ต้องมีสมังคีกัน ลักษณะสมังคีพวกนี้แหละ ขาดหายไปแล้วจากศาสนา สมังคีทั้งหลายนี่ มันร่วมรวมกันอยู่สมังคีนี่ มันจะต้องร่วมสังเคราะห์กัน สนับสนุนกัน สอดร้อยกัน เราเห็นชัดเจนเลย ญาณปัญญา เห็นเลยว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร อุปการะกันอย่างไร สัมพันธ์กันตรงไหน สอดซ้อนสัมพันธ์กันหลายหมุนรอบเชิงซ้อน มีหลายรอบ หมุนรอบเชิงซ้อนกันลึกซึ้งๆๆ ลึกซึ้งขึ้นไป ซึ่งอธิบายยาก ปฏิบัติจึงจะรู้ จนกระทั่งสุดท้าย มีสัจจะย้อนสภาพจริงๆ เราก็จะมีฐาน มีฐานที่ได้ มีฐานที่รู้ พอพูดตรงนี้ฐานไหน ก็หยิบฐานนั้นมาฟัง หยิบฐานนั้นมาเป็นหลัก เราก็ขยายจากฐานไหน คุณฟังได้ คุณรู้ได้ เมื่อคุณมีสภาวะ อาตมาถึงสงสารคนที่ไม่มีสภาวะ พอพูดถึงฐานที่สูงขึ้นไป ภาษามันไม่มีแล้ว เขาก็ไปยึดภาษาฐานต่ำอยู่อย่างเก่า ก็วน มันขึ้นสูงไม่ได้ ไม่ได้จริงๆ ไม่มีสภาวะ ไม่มีฐานรองรับ เขาไม่มีสภาวะ เพราะฉะนั้นฐานของเขาอยู่เดิม ฐานเดิม พูดเมื่อไหร่ก็วนอยู่ในกะลาครอบ หัวต่ำก็เลยหมุนไปหมดเลย วุ่นเลย พอพูดไปแล้ว ต่ำเป็นสูง สูงเป็นต่ำ ในฐานที่สูงขึ้นไป มันจะวนเรื่อยๆ สภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ซึ่งมีสัจจะย้อนสภาพขึ้นไปเรื่อยๆ พวกเราฟังแล้วจะเข้าใจ สุดท้ายพูดถึงเรื่องมีไม่มี อันนี้ไม่มีอะไร จริงไม่จริงอะไร ต่างๆนานา หลอกไม่หลอกอะไร แล้วแต่เนื้อหาที่มันเป็นอันนั้น เอาไม่เอา ได้แล้วก็ไม่ได้ ไม่ได้แล้วก็ได้ อะไรก็แล้วแต่ พูดกันไป พูดกันมา วนไปวนมา พวกเราจับติด มีสภาวะรองรับ รู้สภาพ ทะลุได้ มันก็ไปรอดนะ เพราะฉะนั้นก็ยากนะ ในผู้คนที่ยังเข้าใจอะไรไม่ได้ อาตมาจะเอาสูตรๆหนึ่งมาอ่านสู่ฟังเสียก่อน ในเรื่องของพระป่านี่ ซึ่งอาตมาสงสารจริงๆนะ ไม่รู้จะทำยังไง มาฟังสูตรนี้ ของพระพุทธเจ้านะ สูตรพระป่า อุบาลีสูตร อุบาลี พระอุบาลีเอง พระอุบาลีนี่ ฟังดีๆนะ พระอุบาลีนี่ ค่อนไ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive