360620 ความดีต้องมีศีล โดย สมณะบินบน ถิรจิตโต ณ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
360620 ความดีต้องมีศีล โดย สมณะบินบน ถิรจิตโต ณ สันติอโศก ความดีต้องมีศีล
โดย สมณะถิรจิตโต
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2536
ณ พุทธสถาน สันติอโศก
วันนี้จะพูดเรื่องความดีง่ายๆนะ แต่จะทำยาก ความดีง่ายๆที่คิดว่า ทุกคนก็คงจะพอเข้าใจกันได้ ทุกวันนี้ คนเรามีความสับสนว่าอะไรคือความดี ความ ชั่ว บางทีก็มึน งง เอ๊ะ ทำอย่างนี้ มันจะถูกหรือเปล่านะ จะเหมาะหรือเปล่า จะ ดีหรือเปล่า อย่างนี้ สับสน บางคนก็บอกว่า ไม่ได้สับสน แต่ไม่ค่อยได้ปฏิบัติดอก บอกไม่สับสนหรอกนะ แล้วปฏิบัติมันก็ไม่สับสน คือไม่ปฏิบัติเพราะรู้ว่ายังปฏิบัติไม่ได้ อันนั้นก็เป็นเพราะว่ายังไม่เข้าใจความดีที่แท้จริง ถ้าคนเราเข้าใจความดีแท้จริงก็จะเห็นคุณค่าของความดีนั้น เหมือนกับ การที่คนเห็นคุณค่าของเงินทอง เอาเงินทองกองไว้ข้างหน้าอย่างนี้ แต่เกิดสับสน ว่าจะเอา ไม่เอาไหม? ถ้าเป็นฆราวาสก็เอาแน่ๆ อยู่แล้วนะ ไม่ต้องสับสนดอก แต่ถ้าเอาธรรมะมาตั้งไว้ข้างหน้า เห็นก็อย่างนั้นแหละนะจิตใจมันคนละอย่างกัน ไม่ เหมือนกับเห็นเงินเห็นทองอะไรพวกนี้ ก็รู้สึกว่า เห็นแล้วก็ รู้สึกอื้อฮือ ตื่นเต้น บางทีมือสั่น บางคนก็ช็อคตายก็มีนะ ที่ลงในหนังสือพิมพ์ แต่บอกเอาธรรมะตั้งไว้ข้างหน้าน่ะ นี่ เอาศีล 5 รู้ไหมศีล 5 คืออะไร อาตมากำไว้อยู่มือนี่แหละ ศีล 5 นี่น่ะ นี่อยู่ในมืออาตมานี่เอง ศีล 5 อยาก ได้ไหม? โยมลองถามดูซิว่า ความรู้สึกมันแตกต่างกันไหม? ถ้าแตกต่างกันก็แสดง ว่า จริงๆเรายังไม่เข้าถึงเพียงพอ เราจะไปมุ่งเอาเรื่องของสิ่งที่ไม่ใช่สาระของ ชีวิตที่แท้จรงๆนี่มากกว่า แต่คนที่เข้าใจในธรรมะแล้วนี่ เขาจะรู้สึกประทับใจในสิ่ง เหล่านี้ พอพูดถึงศีล 5 แล้วนี่ โอ้โฮ รู้สึกว่าตื่นเต้น อาจจะไม่ตื่นเต้น อาจจะ ปีติ ซาบซ
อ่านต่อ
ึ้ง โอ้โฮ! ศีล 5 นี่หรือ อื้อฮือ ถ้าโยมไม่ได้มาเป็นชาวพุทธนี่ โยมจะไม่ ได้ยินศีล 5 ง่ายๆนะ โยม ที่อาตมาเทศน์นี่เรื่องหญ้าปากคอกนี่ เมื่อเรามีสิ่งที่ดีแล้วนี่ ก็ไม่อยากจะให้เป็นเหมือนลิงได้แก้ว หรือว่าไก่ ได้พลอย ไก่มันอยู่กับพลอย มันก็ไม่รู้ว่าเป็นพลอย ไม่รู้ว่ามีค่าอะไร หรือว่าลิง ได้แก้วนี่ ก็ไม่รู้ว่าแก้วมันมีคุณค่าอย่างไร ได้แต่เล่นแก้วไปอย่างนั้นนั่นเอง นี่ อาตมาก็พยายามจะเตือนตนเองด้วยเหมือนกันว่า เอ๊ะ เรากำลังเหมือนลิงได้แก้ว เหมือนไก่ได้พลอยหรือเปล่า เรากำลังอยู่กับสิ่งที่ดีมีคุณค่า แต่เรารู้สึกประทับใจ ซาบซึ้งใจในสิ่งนั้น ทุกวันนี้ คนไทยอยู่กับสิ่งดีๆหลายอย่าง แต่ไม่ค่อยได้ประทับใจกับ สิ่งดีๆหลายอย่าง ที่พูดอย่างนี้ขึ้นมา เพราะเห็นวา สิ่งที่มีคุณค่าอยู่ แต่ก็ไม่เห็นคุณ ค่าสิ่งนั้น น่าเสียดายขนาดไหน กว่าจะรู้บางทีมันก็สายเสียแล้ว เหมือนเราอยู่ในประเทศไทยพบพุทธศาสนานี่ เราไม่เข้าใจพุทธศาสนา นี่รู้จักศีล 5 แต่เราไม่เข้าใจถึงศีล 5 นี่ น่าเสียดายมากเลยนะ น่าเสียหาย เหมือนคนต่างจังหวัดที่เขาทิ้งไร่ทิ้งนามา เข้ามาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมปลา กระป๋องบ้าง กุ้งกระป๋องบ้าง ผลไม้กระป๋องบ้าง อะไรอย่างนี้ หรือ รองเท้าแตะ รองเท้ายางทั้งหลายทั้งปวง เขามาทำงานพวกนี้ แล้วกลับรู้สึกว่า อย่างนี้นี่ดีกว่า น่าคิดไหม นี่พูดให้คิดนะ ที่พูดดำรินี้ขึ้นมา เพราะว่าเมื่อวานนนี้ ก็มีเด็กคนหนึ่ง ก็เป็นลูกญาติ ธรรมนั่นเอง เขามาปรึกษา เมื่อปีที่แล้วนี่เขาไปติดที่มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด แต่ปีนี้ก็มาสอบเข้าใหม่ เอนทรานซ์ใหม่ ติดคณะแพทย์ อยู่ในกรุงเทพฯนี่แหละ ก็เลยมาเรียนในกรุงเทพฯบอกว่า จะทำอย่างไร รู้สึกว่าไม่มีสมาธิในการดูหนังสือ เลย เพราะว่าติดเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ซึ่งมีความเข้าใจเขา แล้วก็ไม่นึกดูถูกเขา เวลาเขาจะมีข้อบกพร่องอะไรก็ตามแต่เถิด ก็ไม่ดูถูกเขา ไม่ลบหลู่เขา เขา ก็รู้สึกว่า สบายใจ คือคนเราทุกคนจะมีความไม่ดีอยู่ เราคบหาใครก็กลัวว่าคนคน นั้น จะรู้ความไม่ดีของเรา เมื่อรู้ความไม่ดีของเราก็จะประจานเรา หรือว่าอาจ จะรู้สึกว่าไม่ชอบเราขึ้นมา ฉะนั้น คนเราจริงๆ นี่ก็ชอบให้คนเขายอมรับ เข้าใจ เรามากกว่าอย่างผู้ใหญ่อยู่กับเด็กนี่ ก็อยากให้เด็กมาเข้าใจเราใช่ไหม เด็กอยู่กับผู้ ใหญ่ก็อยากให้ผู้ใหญ่เข้าใจเรา แต่ว่าต่างฝ่ายต่างเรียกร้องให้เข้าใจฉัน เลย ไม่เข้าใจกันเท่าไรดอกน่ะ บอกว่าเมื่อไรลูกจะเข้าใจคุณพ่อคุณแม่สักที ถามลูกเขา อย่างนั้นน่ะนะ ลูกก็นึกในใจ คือพูดไม่ออก ก็นึกอยู่ในใจว่า แล้วเมื่อไรคุณพ่อคุณแม่ จะเข้าใจหนูสักทีละ มันก็เลยเป็นช่องว่างที่มีกันอยู่ เพราะว่าไม่เป็นผู้ฟังที่ดี มีแต่ ให้คนอื่นฟังเราๆ ยิ่งทุกวันนี้ เวลามันน้อย ต้องมีการงาน มีอะไรเยอะแยะ ต้องรับผิด ชอบหลายอย่าง เวลาจะมานั่งฟังกันมันก็ไม่มีเวลาเท่าไร สุดท้ายก็ต้องมีเวลาไป นั่งฟังในคุกเท่านั้น หรือไม่ก็ในโรงพยาบาล ตอนได้รับผลเสียหายเกิดขึ้น ก็ จำเป็นต้องไป แต่ว่าถ้าตอนอยู่ปกติแล้ว จะไม่เห็นคุณค่าว่า เราควรจะให้เวลาแก่ลูก นะ ให้เวลากับพ่อแม่นะ แต่เวลาตอนนี้ยังไม่ค่อยมีค่าเท่าไร แต่เมื่อใกล้สูญเสีย เมื่อไร ถึงจะรู้สึกว่า โอ้โฮ ทำไมเวลารู้สึกว่ามันช่างเร็วเหลือเกิน รู้สึกเห็นว่า เวลาแต่ละนาทีที่ผ่านไป มีคุณค่าเหลือเกิน แต่เมื่อไรที่เรายังไม่ประสบความทุกข์นี่ เราอาจรู้สึกไม่มีคุณค่าก็ได้ แม้แต่คนใกล้ชิด คนใกล้ตัวของเรานี่ อาจจะรู้สึก ไม่มีคุณค่าก็ได้ ที่จริงเด็กทุกวันนี้ ก็ไปโรงเรียน เขาก็อยู่ในระดับเดียวกันกับเพื่อน เขา เขาจะเข้าใจกันได้มากกว่า แต่ถ้าคุยกับผู้ใหญ่แล้วนี่ ถ้าผู้ใหญ่ที่แบบเป็นผู้ ใหญ่นะ ผู้ใหญ่แบบที่ยังไม่เข้าใจความเป็นผู้ใหญ่ที่แท้จริงอะไรอย่างนี้น่ะ ก็จะ ใช้ความเป็นผู้ใหญ่บีบคั้นเด็กๆ ต้องทำอย่างที่เราคิดเราเห็นนี่ เด็กก็จะอึดอัด ถ้าเป็นสมัยก่อนนี้ก็คงไม่มีปัญหาเท่าไร เพราะสิ่งแวดล้อมไม่ค่อยยั่วยุ แล้วเพื่อน ที่ดีก็มีมาก ก็จะพูดให้มีความเคารพนับถือผู้ใหญ่ เพราะสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่ว่าจะดุด่าว่า อะไรก็ตามแต่ ก็เป็นไปด้วยความดีทั้งสิ้น แต่มาสมัยนี้ มันใกล้กลียุคละกระมัง เพราะเด็กสมัยใหม่ก็เยอะน่ะนะ แล้วความกตัญญูกตเวทีก็ลดน้อยถอยลงไป ไม่ ค่อยซาบซึ้งในเรื่องนี้ เพราะอะไรหรือ? อาจจะเป็นเพราะว่าพ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงตั้ง แต่เด็กๆก็ได้ อาจจะฝากคนอื่นเขาเลี้ยง พอโตขึ้นมาก็ไม่ค่อยมีความประทับใจใน คุณงามความดี ซาบซึ้งกับพ่อแม่เท่าไร แม้ว่าตัวเองแต่งงานไปแล้ว มีท้องมี ไส้ออกมา คลอดลูกออกมาก็ไม่มีโอกาสเลี้ยงเอง ที่จริงโอกาสก็มีอยู่ แต่ไม่เอา โอกาสนั้น ก็ไปให้พ่อแม่เลี้ยงต่อ ปู่ย่าตายายก็ไม่ปฏิเสธหรอก เพราะว่าก็อยู่ เปล่าๆน่ะนะ ดีกว่าอยู่เปล่าๆ ก็เลี้ยงหลานดีกว่าอย่างนี้ อย่างน้อยก็วิ่งเล่นให้ดู สบายอกสบายใจ ลูกก็เลยไม่ได้เห็นว่า เออ เลี้ยงลูกนี่ มันลำบากอย่างไรบ้าง มันหนักอย่างไรบ้าง ไม่ซึ้ง ถึงรู้ก็ไม่ซึ้ง คนเรานี่จะซึ้งนะ เราเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เราต้องเคยเป็นผู้น้อยที่ถูกโกง ถูกข่มถูกข่มเหงอะไรพวกนี้นะจะเข้าใจเลยว่า การเป็นผู้ใหญ่ที่ดีจะต้องเป็นอย่างไร แล้วผู้ใหญ่ที่เป็นธรรมดานั้น ควรจะเป็นอย่างไร หรือเป็นผู้ใหญ่ที่ถูกผู้น้อยแกล้งก็เหมือนกันนะ ก็จะมีความรู้สึกว่าผู้น้อยที่ดีนั้น ที่เราพอใจ หรือว่าเราเห็นว่า ผู้น้อย ที่เราประสงค์นี่มีลักษณะอย่างไร แต่ถ้าหากว่าเราเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีใครขัดใจเราเลย หรือว่าขัดใจเราก็ใช้อำนาจเงิน อำนาจทองทำแหน่งหน้าที่จัดการเขา หรือว่า ขับเขาออกไปจากวงการของเรา หรือหน้าที่การงานที่เรารับผิดชอบอยู่ ก็จะไม่ได้ ซึ้งเท่าไร เพราะว่าเป็นผู้มีอำนาจ แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว คนที่อยู่ใต้อำนาจจะซึ้ง ในเรื่องเหล่านี้ดี คนที่อยู่ใต้อำนาจแล้วไม่มีธรรมะ พอได้ขึ้นมาเป็นผู้มีอำนาจอีก บางทีก็จะยิ่งกว่าคนที่หลงอำนาจเดิมด้วยซ้ำไป ยกตัวอย่างเช่นกรณีรับน้องใหม่อย่างนี้ ในสถาบันการศึกษาที่ว่าเจริญ แล้วทั้งหลายทั้งปวงบางแห่ง รับจนกระทั่งเด็กนี่ประสาทเสีย สติเสีย เพราะรับ ด้วยความรุนแรงมาก บางแห่งถึงกับตายเลยก็มี รับน้องใหม่ คิดว่า โอ้โฮ อย่างนี้ ถ้าเรียนแล้วต้องไปเป็นอย่างนี้น่ะ ไม่รู้จะเรียนไปทำไมแล้ว แล้วยิ่ง เดี๋ยวนี้เรียนทุกวันนี้ ก็ชักตกงานด้วยนะ แล้วต้องไปรับน้องใหม่ ถูกรับอย่างทารุณ กรรม หนักหนาสาหัสสากรรจ์ หรือบางทียิ่งไปเรียนแถวโรงเรียนแบบพวกช่างฟัน เฟืองทั้งหลายนี่ ก็ต้องหลบลูกระเบิดลูกกระสุน เหล็กขูดชาร์ป วิ่งหนีขึ้น รถเมล์อีกต่างหากนะ รู้สึกว่าไปเรียนนี่เหมือนไปสงครามแท้ๆเลย อาตมาเห็นเด็ก แถวๆนี้น่ะ เวลาจะไปเรียนที่ต้องเอาเสื้อเครื่องหมายของสถาบันการศึกษาของตัว เองออกไปเสีย เพราะว่าถ้าขืนใส่เข้าไปแล้วนี่ ถูกตีหัวได้ง่ายๆ ทั้งๆที่ไม่รู้จักมัก คุ้นกันมาก่อนเลย เขาก็จะตีหัวให้น่ะ บางทีก็จะแทงให้อะไรอย่างนี้ บอกโอ้โฮ ถึง ขั้นนั้นเจียวหรือ ทำไมถึงซาดิสม์ขนาดนั้นหนอ อาตมาว่าจะไปมองปัญหาปัญหาเดียวคงจะไม่ได้นะว่า จะไปแก้ที่เด็ก นั้นทีเดียว มันต้องมีปัญหาจากทางบ้าน จากตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งขาดความรับผิดชอบ จากผู้ใหญ่ที่ไม่มีคุณธรรมเพียงพอ เดี๋ยวนี้พ่อแม่ที่อยู่ในวัยเด็กก็เยอะ คือแต่งงาน ตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว แล้วตัวเองก็รับผิดชอบตัวเองไม่ได้ สร้างฐานะตัวเองไม่ ได้ เวลาแต่งทีต้องให้พ่อออกเงินให้ ตัวเองออกเงินเองไม่เป็น ก็จะมีลูกแท้ๆยัง ต้องตัวเองยงไม่เป็น ก็จะมีครอบครัวแล้ว คิดดูก็แล้วกัน สมัยนี้เขาเลยเรียกว่าชิงสุกก่อนห่ามอีกน่ะ แล้วก็สิ่งยั่วยุมอมเมานี่ มัน ก็มากมายก่ายกองเหลือเกิน ฉะนั้น ความเป็นพ่อเป็นแม่ของคนทุกวันนี้ ก็เรียกว่า ทุกข์ ทุกข์จากสื่อมอมชนทั้งหลายทั้งปวง แล้วก็ทุกข์จากภาวะของตนเองที่ไม่ได้ฝึก ฝนทางด้านธรรมะมา จิตใจก็ไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถควบคุมอารมณ์จิตใจของตัวเองได้อย่างนี้ มันก็เลยมีปัญหาที่ซับซ้อนขึ้น อย่างการรับน้องใหม่นี่ จะเห็นได้ชัดว่า แทนที่น้องใหม่ที่ถูกทารุณกรรม ถูกกดขี่หรือว่าถูกบังคับในทางที่ไม่ค่อยดีเท่าไรอย่างนี้น่ะ ทรมาน แทนที่จะสำนึกว่า เป็นรุ่นพี่ขึ้นมาแล้ว นี่นะ เออ ไว้ถ้าเราเป็นรุ่นพี่บ้าง เราจะรับน้องใหม่ให้ดีกว่า นี้ บางแห่งไม่เป็นอย่างนั้นน่ะ รุ่นพี่กดขี่แค่ไหนน่ะ พอตัวเองได้มีโอกาสเป็นรุ่นพี่ เออ ดี แก้แค้น แก้แค้นรุ่นน้องที่มาใหม่ มันกลับไปเป็นอย่างนั้นเสียอีกน่ะ เออ แปลกจริงๆ นะคนเรานี่ แต่ถ้าพูดไปแล้ว มันก็ไม่แปลกนะ เพราะว่าคนเราก็เป็นอย่างนี้ คือถูก ใช้อำนาจ ก็มาใช้อำนาจต่อไปอีก เหมือนกับเด็กที่มาเรียนพุทธธรรมนี่ ที่พ่อแม่ส่งมาเรียน เด็กบางคนนี่ ชอบแกล้งเพื่อน กัดเพื่อน บางคนถีบเพื่อน อะไรอย่างนี้น่ะ เราก็ต้องศึกษาว่า พ่อแม่เขาเป็นอย่างไร อยู่ทางบ้านเป็นอย่างไร ก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้นี่จะทำอะไร จะถูกพ่อแม่ด่าตลอด จะทำอะไร แม้ทำประโยชน์ก็เลอะเทอะ ไม่ทำก็หาว่า ขี้เกียจอะไรพวกนี้ ถูกว่า แล้วไม่ค่อยมีอะไรจะดีขึ้นเท่าไร แล้วก็ตี ความกดดันเหล่านี้นี่ เด็กเวลามาอยู่ใกล้เพื่อนด้วยกันแล้วนี่ 1.จะเป็นคนที่เก็บตัวเงียบ ไม่ค่อยมีความมั่นใจตัวเองเท่าไร 2.จะเป็นคนลักษณะที่ก้าวร้าว เจอเพื่อนไม่ได้ มันมันเขี้ยว อยาก จะซัด อยากจะทำร้ายเขาอย่างนี้ เรื่องนี้ เราจำเป็นจะต้องคุยกับผู้ใหญ่เขาว่า อย่างไรเราต้องสอน ลูก แล้วก็ต้องให้เวลากับลูกด้วย มีเวลาพูดคุยกันให้ดีขึ้น ไม่อย่างนั้นแล้วเด็กของ ท่านจะมีลักษณะอย่างไร เราคงไม่อยากให้ลูกของเรามีลักษณะอาการอย่างนี้ แล้วก็เลยมีเรื่อง บางทียิ่งไปเจอคนประเภทเดียวกันก็ชกต่อยกันขึ้นมาอีก เพื่อต้อง การอำนาจ เพราะถูกข่มอำนาจไว้เยอะ เพราะโดยพื้นฐานคนเรานี่ มี Ego ชนิดหนึ่ง ต้องการอำนาจ ต้อง การการยอมรับ แต่เมื่อไม่สามารถได้อำนาจนั้น ก็ต้องมีวิธีการที่จะแสวงหาโดย วิธีการต่างๆ เรียกว่าไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ ก็เอาด้วยมายา ไม่ได้มายาก็คาถาอะไรก็แล้วแต่นะ ที่เขาพูดกันไปอย่างนั้น คือคนเราจะมีทางออก ทางใดทางหนึ่ง ที่จะหาวิธีการ สมัยก่อนนี้ วัดก็ยังมีบทบาทต่อสังคมมาก เวลาคนมีทุกข์ใจอะไรต่างๆ ก็ยังเข้าวัด ฟังพระอาจารย์เทศน์ ให้ข้อแนะนำ อะไรต่างๆ นานา แต่สมัยนี้นี่ วัดเริ่มจะไม่เป็นที่สนใจของประชาชนแล้ว ไม่รู้ว่าเป็น เพราะเข้าไปในวัดแล้วถูกเรี่ยไรบ่อยหรือเปล่า หรืออาจจะเป็นเพราะว่าสิ่งแวดล้อม สิ่งยั่วยุมีมากขึ้น เธคบ้าง หรือ ว่าสิ่งที่เป็นสถานที่วัยรุ่นที่จะอยู่ด้วยกันมากๆ แล้วก็ชักชวนกันไป มันก็เลยไปพบ เพื่อนที่มีปัญหาอย่างเดียวกัน แล้วก็ปรับสุขปรับทุกข์กัน แล้วก็ให้ความรู้ในทางที่ไม่ ถูกต้องแก่กันและกัน มันก็เป็นปัญหาที่ซับซ้อนขึ้น แก้ปัญหาไม่ถูกจุด เวลาคุยกัน แล้วก็ เออ พ่อเราก็ไม่เข้าใน แม่เราก็ไม่เข้าใจ อะไรอย่างนี้นะ ก็มีแต่ว่าพ่อ ว่าแม่ ไม่เคยคิดายามที่จะให้หญ่เข้าใจพ่อแม่บ้าง แต่ถึงด่าอย่างไรก็ตาม ก็ไปขอ เงินทุกทีแหละนะ ก็ว่าพ่อแม่ไม่ดี แต่ว่าขอเงินทุกทีแหละ ถ้าไม่ดีจริง ก็อย่าไปขอซิ เลี้ยงตัวเองบ้างซิ ฝึกช่วยตัวเอง บอกไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่แบมือขอเงิน เอาละ อาจจะหากินตัวเองไม่ได้นะ แต่อาตมาเชื่อว่าอย่างไรเรา จะต้องเข้าใจผู้ใหญ่ในจุดนี้ ทีนี้เรื่องของความกดดันที่เกิดขึ้นนี่ มันก็คงส่งผลสะท้อนไป ที่จริงคนได้ รับผลอันนั้นแล้ว น่าจะมีความเมตตาต่อบุคคลอื่น เราเป็นผู้น้อยที่ได้รับการกดขี่ ข่มเหง เมื่อราเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา เราน่าจะเข้าใจผู้น้อยได้มากขึ้น ให้ความ อนุเคราะห์ ให้ความเมตตาปรานีกับผู้น้อยมากขึ้น เข้าใจมากขึ้น อย่างลูกเถ้าแก่ บางคนนี่เขาสามารถฝึกลูกเขาได้ดี สามารถบริหารกิจการใหญ่โตของเขาได้ดี เพราะว่าเขาให้ลูกของเขาไปเป็นจับกังเสียก่อน แล้วเข้าใจวา ลักษณะของการ เป็นจับกังว่ามันลำบากอย่างไรบ้าง เวลาตัวเองขึ้นมารับมรดกแทนพ่อแล้วนี่ จะ รู้สึกว่ารักลูกน้อง เข้าใจลูกน้องว่าเขาลำบากขนาดไหน อย่างมีพ่อของญาติธรรมคนหนึ่งเขาสอนลูก เขาทำพวกขนม อะไรพวก นี้นะแล้วเขาให้ของดีๆแก่คนงานกิน ลูกเขาก็สงสัยเขาริษยาคนงานน่ะ เอ๊ะ คุณพ่อ ฉันเป็นลูกแท้ๆน่ะ ทำไมไม่ให้ลูกกินน่ะ ไปให้คนงานเขากินดีๆน่ะ ทำไมลูกกินไม่ ค่อยดีล่ะ รู้ไหม พ่อเขาตอบว่าไง พ่อเขาบอกว่า เขาเป็นคนงาน เขา ช่วยทำงานหาเงิน มึงเป็นลูกนี่นะ มีแต่จะช่วยใช้เงิน ไม่ต้องกินดีๆ ก็ได้ ภาษา สำเนียงจีน ไม่ต้องกิงลีๆก็ล่าย ลูกเลยซึ้งเลยนะว่า โอ จริงๆ แล้วเราอยู่ได้ เพราะคนงานแท้ๆนะ นี่คือการปกครองคนงาน ก็ไม่ได้ปกครองแบบคนงาน แต่ ปกครองลักษณะที่คนงานก็เหมือนลูกเราเหมือนกัน แต่ลูกของเราเสียอีกด้วยซ้ำ เหมือนไม่ใช่ลูก อยู่ไกลๆ มีแต่ช่วยใช้เงิน ไม่ช่วยหาเงินให้ เคยถามเด็กๆ เหมือนกันว่า หนูถ้าหนูมีเงิน หนูไปใช้อะไรบ้าง ควรหา เงินให้พ่อให้แม่ หรือหนูควรจะเอาเงินพ่อแมไปผลาญให้เสียหาย อะไรอย่างนี้ ถาม อย่างนี้ ถามง่ายๆ เด็กเขาตอบว่า ก็ควรจะหาเงินให้พ่อให้แม่ ว่าอย่างนั้นนะ แล้วทุกวันนี้ หนูหาได้ไหม? หาไม่ได้หรอก หาไม่ได้ แล้วทุกวันนี้ มีเงินแล้ว เอาไปใช้อะไรบ้าง ถามว่า ซื้อของกิน ซื้อข้าวกิน แล้วคนที่เขาอยู่ขายวิดี โอเกมอะไรพวกนี้ เขาเป็นพ่อแม่เราหรือเปล่า บอกไม่ใช่ แล้วหนูเอาเงินให้ เขาบ่อยไหม บอกบ่อย แล้วไปให้เขาทำไมล่ะ งง ไม่รู้จะตอบอย่างไรถูกนะ ความจริงก็รู้เหมือนกันว่าเรามีเงินนี่ ควรจะให้ใครเป็นหลักใหญ่ ก็ ควรจะให้พ่อ ให้แม่ไปก่อน เมื่อหาเงินไม่ได้ ก็ควรจะใช้เงินพ่อแม่ให้น้อยที่สุด ประหยัดที่สุด เพราะเงินแต่ละบาท แต่ละสตางค์ นี่ไม่ใช่หามาได้โดยง่าย ถ้าหา เองถึงจะรู้ว่ามันเป็นอย่างไร คิดดูนะ บางทีพ่อแม่ต้องคิดบัญชี เดือนหนึ่งๆ เงิน เดือนพ่อแม่สองคนรวมกันแล้วนี่ รวมกันได้สัก 5-6 พัน แล้วค่าไฟเท่าไร ค่าน้ำ เท่าไร ค่ากับข้าวเท่าไร ค่าข้าวสาร ค่าเสื้อผ้า อะไรจิปาถะนะ ต้องคิด คำนวณหมดให้เดือนต่อต่อเดือนนี่พอ แต่ลูกบางคนไม่ต้องคิดเรื่องเหล่านี้เลย เมื่อไม่คิดเรื่องเหล่านี้ก็ใช้น้ำกันอย่างฟุ่มเฟือย ใช้ไฟกันอย่างฟุ่มเฟือย ใช้ไม่ได้ คิดเห็นถึงว่า ใช้น้ำไปเท่าไร ใช้ไฟไปเท่าไร เปิดน้ำถูฟันที เปิดแล้วก็ถูไป เปิดอยู่อย่างนั้นแหละนะ ถูฟันจ๊อกแจ๊กๆ ไม่ได้รองไว้เลยอย่างนี้ เปลือง ใช้ไฟ ก็เปิดไว้อย่างนี้ เปิดทิ้งเปิดขว้าง ไม่ได้มีความคิดว่าเราจะประหยัดอะไรบ้าง เพราะไม่ได้ฝึกนิสัยด้านนนี้ แล้วบางทีผู้ใหญ่ก็ไม่ชี้ด้วย เพราะคิดแต่เห็นว่า เด็ก มันอย่างว่า นะ ไม่ได้สนใจเด็ก เรามีเงินเราก็จ่ายไป เราก็ให้ไป ยิ่งเป็น พ่อแม่อยู่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตด้วย นะ เขาออกเงินให้อีกนะ ก็ยิ่งไม่ต้องห่วงน่ะ เรื่องนี้น่ะ เอ้า ใช้ไปไฟฟ้า อาตมาว่ามันจะลำบากในอนาคตข้างหน้า คือเราทำ นี่ เราคิดใกล้เกินไป เราไม่คิดถึงผลกระทบที่มีต่อบุคคลอื่น เราคิดแต่แค่ตัวเรา เราพอมาหาโอกาส เราพอมีกิน มีใช้ได้ เราไม่คิดว่า ถ้าเราเอามากเท่าไรนี่ มันก็เท่ากับผู้อื่นลดน้อยลงไปมากเท่านั้น ลำบากมากเท่านั้น อย่างเช่น ไม่นานมานี้รัฐบาลต้องประกาศให้ลดการทำนาปรังลงไป เพราะน้ำไม่พอใช้ เนื่องจากน้ำส่วนใหญ่ เอาไปใช้กันเยอะต้องปั่นเป็นพลังงาน ไฟฟ้า แล้วถามว่าไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่ได้มานี่ เอาไปใช้ที่ไหนเป็นส่วนใหญ่ ก็บอกว่าเอาไปใช้ในกรุงเทพมหานคร ไม่ต่ำกว่า 60% ไปตัดไม้ทำลายป่า ทำลายแหล่งน้ำ อะไรต่างๆนานานี่นะ เพื่อกักน้ำเพื่อกั้นน้ำไว้สำหรับอะไร ก็เพื่อเอาไฟฟ้ามาให้พล เมืองใช้ แล้วพลเมืองใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย คิดดูก็แล้วกันว่า มันจะมีปัญหากระทบ ขนาดไหน ระบบนิเวศวิทยา ความเป็นอยู่อะไรต่างๆนี่ เมืองไทยต่อไปก็เจริญขึ้น เป็นทะเลทรายมากขึ้น ยิ่งหนักขึ้น ยิ่งร้อนขึ้น ยิ่งต้องติดแอร์ขึ้น เดี๋ยวนี้ไปสร้าง แหล่งอะไรที่ไหนจะไม่มีห้องแอร์นี่ไม่ได้เลยนะ เพราะมันร้อนกันหมดแล้ว แล้วต่อ ไปในอนาคต จะเป็นอย่างไร มองแล้วมันก็เป็นไปได้โดยยากว่ามันจะลดลงได้ มัน ไม่ใช่ของง่ายเลยนะ แต่ใครลดได้ ก็เป็นบุญนะ เป็นการเสียสละอย่างหนึ่ง การทำบุญไม่ใช่ว่าต้องใส่บาตรพระหรือสมณะเสมอไป การทำบุญก็คือ การรู้จักประหยัด รู้จักคิดถึงคนอื่น แล้วก็ตั้งตนอยู่บนความลำบาก กุศลธรรมย่อม เจริญยิ่ง นี่ก็เป็นกุศล เป็นบุญอย่างหนึ่ง บางทีก็มีบุญยิ่งกว่าเอาเงินหยอดใส่ตู้ บริจาคด้วยซ้ำไปนะ แค่ประหยัดไฟฟ้าวันละดวงๆ ประหยัดน้ำบ้าง สองถัง สามถัง อะไรพวกนี้ ใช้รู้จักประหยัด โดยจิตใจเราก็คิดถึงบุคคลอื่น กลัวว่าคน คนอื่น ประชาชนคนอื่นในประเทศไทยนี่ จะได้รับความลำบาก นี่เป็นบุญเป็นกุศล บุญคืออะไร บุญคือการชำระจากการเห็นแก่ตัว เรารู้สึกว่าเราเอา ใช้แต่ตามใจตัว นั่นเป็นความเห็นแก่ตัวอย่างหนึ่ง เราก็ต้องสละออกไป ให้ออกไป นี่เป็นบุญ ไม่ใช่ว่าไม่มีเงินแล้วทำบุญไม่ได้ ไม่มีเงินก็ทำบุญได้ บุญนี่ สิ่งต่างๆที่ เราจะเอามาใช้ รู้จักประหยัดมัธยัสถ์ขึ้น เมื่อกี้เล่าถึงเรื่องของสังคม แทนที่จะมาทิศทางนี้ก็เปล่า อย่างเช่น เรื่องของความรุนแรง ก็กลับรุนแรงหนักขึ้น รุ่นต่อไปก็กลับรุนแรงหนักขึ้น เรื่อง ของการใช้สิ่งฟุ่มเฟือย รุ่นต่อไป ก็ยิ่งใช้ฟุ่มเฟือยหนักเข้าไปอีก คิดดูก็แล้วกัน คนนี้ใช้มีเสื้อผ้ามากชุด เราก็ต้องมีมากชุดขึ้น บ้านนี้ใช้ไฟ โอ้โฮ มาก สวยงาม เราต้องใช้ไฟให้เหนือกว่าเขา บ้านนั้นเขามีรถ เราต้องซื้อรถมา แข่งกับเขา สิ่งเหล่านี้ มันก็เปลืองกินพลังงานทั้งสิ้น ถ้าเราไม่อยู่ในฐานะที่จำเป็น เอามาใช้เป็นเพื่อโก้หรูเฉยๆนี่ มันก็เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เผาผลาญ ทรัพยากรไปโดยไม่จำเป็น แล้วภาระมันจะตกหนักแก่คนรุ่นหลังต่อไป มันแปลกน่ะ คนเราก็แข่งกันด้านนี้ แข่งกันทำลาย แข่งกันเผาผลาญ มากขึ้น อาตมาเคยเล่าให้เด็กเขาฟัง ตอนอาตมาขึ้นรถเมล์อยู่ครั้งหนึ่ง ได้ เห็นลักษณะเป็นเครื่องสะท้อนอย่างหนึ่งของสังคม อาตมานั่งอยู่ ตอนนั้นเป็นพระยัง ไม่ใช้เป็นสมณะ เวลานั่งนี่ก็เข่าก็ชิดกันน่ะ เพราะว่าเราก็ขึ้นไปแบบไม่ เสียสตางค์ ก็ต้องประหยัด แม้แต่ประหยัดที่นั่ง ส่วนใหญ่พระนี่จะนั่งหลังใช่ไหม ทีนี้ มีโยมอยู่คนหนึ่ง ที่นั่งอยู่ข้างๆ อาตมานี่นะ กางขา กางขาเกือบ 180 องศา นั่งอย่างนี้นะ ทีนี้มีโยมคนหนึ่ง รถมันก็แน่น เขาก็โหนอยู่ พอเบียดไปเบียดมา เขาก็มองไปข้างหลัง เขาไม่มองมาที่อาตมา เพราะอาตมาเข่าชิดกัน นั่ง แบบเจี๋ยมเจี้ยมที่สุดแล้วนะ แต่ว่าเขามองคนที่นั่งข้างๆ อาตมาน่ะ มองขาที่เขา กางอยู่ มองแล้วก็มองอีกมอง ถ้าเป็นอาตมาคงเขินแย่นะ แต่เขาไม่เขินดอก เขานั่งเฉยขากางอยู่อย่างนั้นน่ะ มีอะไรอ๊ะเปล่า คงจะนึกอย่างนั้นละกระมัง อาตมาก็นึกอยู่ว่า แต่เราก็คงบอกเขาไม่ได้หรอกนะ เรื่องนี้ เรื่องความใดี ไม่ได้ เป็นการบังคับกัน แล้วเขาไม่ได้ศรัทธาเราด้วย จะบอกว่า "โยมๆ น่ะหุบขาให้ เขานั่งหน่อยได้ไหม? เดี๋ยวจะโดนโยมเขาบอกว่า "นิมนต์ท่านหุบปากได้ไหม? ท่านเป็นอะไรกับผม" ว่าอย่างนั้นน่ะ เราก็เลยต้องเงียบไว้ก่อนดีกว่า ได้ดู สังคมไปเป็นการศึกษา ก็ไม่ได้ไปทุกข์ร้อน เดี๋ยวจะไปทุกข์ แหม แบบยึดดีเกินไปก็ ทุกข์อีก มีมานะ บอกก็บอกเขาไม่ได้ เห็นความไม่เป็นธรรมในสังคม แม้แต่ การกางขานี่ มีความไม่เป็นธรรมอย่างหนึ่งนะ ไม่เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลแก่กัน และกันขึ้น แต่ก็ไปยึดจัดทุกข์ นั่งทุกข์อยู่อย่างนั้นแหละ โง่ตายเลยนะ ทุกข์แล้วก็ไม่ ได้ ถ้าทุกข์แล้ว ขาหุบก็ว่าไปอย่างหนึ่งนะ ทุกข์แล้วขาเขาก็ยังกางอยู่ยังค่ำ มัน ก็อย่างนี้แหละ เพราะเราเกิดมาดูโลก ถึงเราไม่เกิดมามันก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว แต่เรามาเกิดก็มาศึกษา เพื่อรู้ความจริงตามความเป็นจริง เข้าใจ เราแก้ได้ ก็ แก้ แก้ไม่ได้ ก็ต้องมีเมตตา กรุณา มุทิตา เมื่อไม่ได้อะไรเลย ก็ต้องอุเบกขา นี่แหละเป็นสำคัญ อาตมาก็ดูได้ที่จิตใจสงบ เย็นดุจพระจันทร์วันเพ็ญ ถ้าดูไปแล้ว มันเป็นอย่างไร เหตุการณ์ ปรากฏว่าวิ่งไประยะหนึ่งน่ะ คนที่นั่งอยู่ข้างๆ อาตมา อ้อ ถึงเวลาลง สงสัยคิดว่าเขาจะถึงเวลาลงละกระมัง เขาถึงนั่งถ่างๆไว้ก่อน คิดว่าเขาอยู่ไม่นาน กางไว้ก่อน ไม่เป็นไร เหมือนคนทุกวันนี้คิดว่า ไม่เป็นไร มีเงินตอนน้ ยังหนุ่มยังสาวก็ใช้มันไปก่อน เอาไว้แก่แล้ว ค่อยเลิก อะไรอย่างนี้น่ะ แก่ๆ ค่อยเข้าวัด ตอนหนุ่มตอนสาวก็ไปเที่ยววิกเสียก่อน อะไรอย่าง นี้ บางคนอาจจะคิดอย่างนี้ก็ได้ เขาก็ลงจากรถไป คนที่เขามองอยู่เรื่อยอยู่แล้ว ก็ถึงทีเขาบ้าง เขานั่งลง อาตมาคิด ว่า เขาคงจะซึ้งในเรื่องนี้เขาคงจะเป็นผู้ที่เห็นถึงความไม่เป็นธรรมในสังคมว่า ดูซิ นั่งอย่างนี้น่ะ แล้วแทนที่จะได้อีกสักคน นั่งได้แค่คนเดียวเท่านั้นเอง แล้วคุณก็ ทุกข์ใช่ไหม? คุณก็อยากจะนั่ง แล้วเขาก็ยังไม่รู้สึกตัวว่ายังนั่งกางขาอยู่อีก ก็ หวังว่าคุณคงเป็นคนรุ่นใหม่ คลื่นลูกใหม่ แหม คลื่นลูกใหม่จริงๆ โยมเอ๋ย อย่างไรรู้ไหม? พอโยมคนนี้ โยมผู้ชายคนนี้ ลงไปแล้ว เขานั่งลงมาใหม่น่ะ เขานั่งลงมาใหม่นี่ อาตมา โอ้โฮ งึดจริงๆ เพราะอะไร? เพราะขาที่แทนที่เขานั่งที่เขากางยิ่งกว่าเดิมอีกนะ โอ้โฮ เกือบ 180 องศา อาตมาซึ้งเลยนะว่า เออ คนเราในสังคมนี่ เคยอดเคย อยากมาก่อน เมื่อเรามีขึ้นน่าจะให้คนอื่นเขา แต่กลับโอ้โฮ กางหนักยิ่งกว่าเดิมอีก นะ อาตมาต้องชิดเข้าไปอีกหน่อย เพราะนั่งข้างๆอยู่ด้วย ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี นะ ยิ่งอย่างนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงน่ะโยม หุบขาไม่ต้องพูดละ สงสัยต้องโดนแน่ๆ ท่านหุบปากไม่ไหวนะอย่างนี้ ก็เห็นว่า เออ สังคมเรานี่ เป็นลักษณะที่ว่า คนเราขาดความสำนึก ขาดการคิดถึงบุคคลอื่น คิดถึงแต่ตัวเอง ความสะดวกสบายแต่ตัวเองเท่านั้น เพราะอะไร? เพราะว่าตั้งแต่เล็ก ตั้งแต่น้อยขาดการอบรม มีแต่ตามใจลูก เอาอะไรหรือ? แม่ซื้อให้ พ่อซื้อให้อีก เอ้า พ่อซื้อให้ แม่ซื้อให้ พอจะเอาสิ่ง นั้นไม่ค่อยเเหมาะควร อื้อ ไม่ดีดอกลูกนะ ลูกก็บอก ไม่เอา ไม่เอา หนูจะเอา อะไรอย่างนี้น่ะ เอ๊ บอกไม่ฟังหรือ? ไม่เอาๆ หนูจะเอา เดี๋ยวตี ไม่เอาๆ หนูจะเอา ก็ไม่ตีจริง ถึงอย่างไร ก็ยังซื้อมาให้อีกน่ะ เด็กมันก็รู้ซิว่า อย่างไรๆ ก็ตามแต่ เขาร้องอย่างนี้ๆ เขาก็ย่อมได้เป็นธรรมดา ก็เลยเป็นคนที่เอาแต่ใจตัว อาตมาเป็นน้องคนเล็ก ลูกคนสุดท้อง เกิดมาพ่อแม่ก็ค่อนข้างจะตามใจ เพราะเกิดมาพอมีอันจะกินมีอันจะใช้ คิดดูก็แล้วกัน ก็ตามใจตัวเอง นี่ก็เป็นคน ที่หงุดหงิดง่ายนะ เห็นอะไรไม่ถูกใจก็คอยจะหงุดหงิดไปเรื่อย ดีมาเจอธรรมะ ก็ เลยมาขัดเกลาตัวเอง หัดฝืนใจตัวเอง ขัดเกลาตัวเอง ถ้าไม่เจอธรรมะ ก็ไม่เข้าใจว่าการขัดเกลาต
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive