360812 วันแม่' 36 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ชมร.นครปฐม.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2536
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์357 KB
วันที่แก้ไข2 พฤษภาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

360812 วันแม่'36 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ชมร. นครปฐม

วันแม่'...36 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อ 12 สิงหาคม 2536 ณ ชมร. นครปฐม

ญาติโยมทั้งหลาย วันนี้ เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระบรมราชินีของพวกเรา วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันที่พวกเราจะได้ถือเป็นวันแห่งพิธีกรรม หรือวันนักขัตฤกษ์ และเราควรจะใช้วันนี้ให้เป็นการรำลึก เป็นการสำนึก เป็นการตั้งใจ ที่จะรำลึก หรือสำนึก หรือตั้งใจที่จะรำลึกถึงความดี สำนึกถึงสิ่งที่ดีๆ แล้วก็กระทำดีให้ยิ่งๆขึ้นไป ให้จริงๆน่ะ ที่จริงก็ควรจะสำนึกทุกวันน่ะแหละ แต่ถ้ายิ่งเป็นวันสำคัญที่เราได้พยายามกระทำความสำทับ หรือว่ากำหนดย้ำลงไป กับตัวกับตน ให้เป็นวันพิเศษอะไรก็แล้วแต่ จะเป็นวันเกิดของผู้นั้นผู้นี้ที่เราเคารพนับถือบูชา หรือจะเป็นวันเกิดของเรา วันอะไรก็แล้วแต่ มันเป็นการกำหนดของคนฉลาด เราฉลาด เราก็กำหนดเอาวันเวลาอะไรเพิ่มเติมขึ้นมา เพื่อที่จะสำทับ เพื่อที่จะกำหนดย้ำยืนยันลงไป ให้ตัวเองนี่ได้พัฒนาตัวเองขึ้นมา มันก็ดีทั้งนั้นน่ะ วันนี้...เราถือว่าเป็นวันเกิดของชมร. นฐ. นี่ด้วย วันที่ 12 สิงหาคมนี่แหละ วันแม่ หรือวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระบรมราชินีนี่แหละ จึงใช้วันนี้ พอดีเราเปิด หรือว่าเราทำบุญ หรือเราเปิดตรงกับวันนี้ด้วย เลยถือเป็นวันเกิดของ ชมร.นฐ. นี้ด้วย เพราะฉะนั้นก็เลยฉลองไปพร้อมๆกัน แล้วก็ตั้งใจประพฤติดีประพฤติชอบไปให้เข้มข้นขึ้นด้วยกันหลายๆอย่าง ไปพร้อมๆกันด้วย ในที่นี้ด้วย พวกเราที่ทำงานอยู่ในชมร.นี่ เป็นพวกปฏิบัติธรรม ตั้งใจมาฝึกตนเรียนรู้ อบรม ฝึกฝน เพื่อจะเป็นคนดี เป็นคนมีบุญ เป็นคนฉลาด เป็นคนกระทำตนเอง เลิกสิ่งที่ชั่ว ที่เลว ที่ต่ำ ให้ขึ้นสู่ความสูง ความเจริญ มีความปรารถนาดี มีความมุ่งมาด มีความมุ่งหมาย มีความ

อ่านต่อ

ประสงค์ มีฤทธิ์แรง กำลังของความมุ่งมาด ปรารถนา ความประสงค์ หรือความอยาก ความต้องการนี่ เป็นความมุ่งมาด ปรารถนาที่ดี ที่ประเสริฐ ที่เป็นคุณค่า และมีกำลังของความมุ่งมาดปรารถนาแรงด้วย ความมุ่งมาดปรารถนา หรือความอยมก ความต้องการนี่ ภาษากลางๆที่เรารู้จักกันในที่นี้ นักปฏิบัติธรรมก็ดี คนข้างนอกก็ตาม คนที่ไม่ได้เรียนก็ตาม เราเรียกโดยภาษาว่า "ตัณหา" คำว่า "ตัณหา" นี่เข้าใจกันยังไม่พอ ในศาสนาพุทธนี่ อธิบายคำว่าตัณหาไว้ลึกซึ้ง แล้วก็กำหนดเอาไว้สำคัญ กำหนดเอาไว้ในภพ ในภูมิ หรือว่าในเรื่องราวที่เป็นลำดับ หยาบ กลาง ละเอียด ไว้อย่างดี เช่นว่า เรามีความต้องการ มีความอยาก ไปติด ติดอะไรมันก็อยากอันนั้น ไปติดในเรื่องอบายมุข ไปติดในเรื่องพฤติกรรมเลวๆต่ำๆ แล้วเราก็ "อยาก" ก็เป็น "ตัณหา" เอามาเสพสมใคร่สมอยาก เรียกว่า "กามตัณหา" หรือติดในความนึกคิด ความมุ่งหมายในจิตใจ สร้างภพ สร้างอะไรขึ้นมา นึกคิดอะไรขึ้นมา ในจิตในใจ เป็นอัตตา เป็นมานะ ในการถือดี ถือตัว ถือยึด ในจิตในใจของเรา เป็นภพ เป็นชาติ แต่มันก็เป็นไปในเรื่องไม่ดี มุ่งหมายในทางไม่ดี มุ่งหมายในทางร้าย มุ่งหมายในทางที่ไม่เป็นประ โยชน์ ไม่เป็นคุณค่าอะไร ซึ่งต้องเรียนรู้ดีๆ จึงจะเข้าใจได้ลึกซึ้ง เช่นว่า เราอยากได้เป็นใหญ่ อยากมีอำนาจบาตรใหญ่ สามารถสั่งกุดหัวคนได้ สั่งอะไรให้ใครทำก็ตาม เราได้หมด อยากได้อำนาจบาตรใหญ่ อย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นภวตัณหา เป็นตัณหารุนแรงร้ายแรง ที่จริงร้ายแรง ถ้าอยากอำนาจบาตรใหญ่อย่างนั้น เป็นความเลวร้าย หลายผู้หลายคนก็คงเคยได้ยินคำว่า "เจ้าแม่" "เจ้าพ่อ" อะไรทำนองนี้ คนพวกนี้อยากได้อำนาจบาตรใหญ่อย่างนั้น สามารถที่จะสั่งการอะไรใครก็ได้ สั่งทำร้ายทำลายใครตามใจชอบตนเองก็ได้ จะผิดจะถูกอะไรไม่คำนึงทั้งนั้น อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เป็นอำนาจบาตรใหญ่ หรืออยากได้ดี อยากได้ไม่ดีอะไรก็ตามใจ ที่อยู่ในภพภายในที่เราตั้งค่าขึ้นมา เรียกว่า ภวตัณหา ทั้งนั้น ทีนี้มีความหมายที่สูงส่งขึ้นมาอีกหน่อย คือคำว่าวิภว ตัณหาแบบ "วิภว" ภวนี่แหละ แต่เป็นภว ที่ "วิ" เอาคำว่าวิเป็นภาษามากำกับลงไปให้ดูดีขึ้น "วิ" คำนี้ แปลความหมายที่แปลว่า "ไม่" คือปฏิเสธก็ได้ วิคำนี้ "มี" ก็ได้ แต่ "มีอย่างยิ่ง" อย่างสูงขึ้น ส่งขึ้น อย่างเจริญขึ้น เพราะฉะนั้นวิภวภพ ก็คือภพที่เจริญขึ้น และเราก็ไม่ต้องการภพที่ต่ำๆอยู่ เช่นว่ากามภพที่ต่ำๆอยู่ หรือภวภพ ภวตัณหา อยากในภพต่ำๆอยู่ เราก็ไม่อยากได้ในภพต่ำๆ ภพที่เราเป็นอยู่มันต่ำอยู่ เราต้องการได้ภพที่สูงขึ้น เราก็ต้องไม่อยากเป็นไม่อยากมีอยู่แค่ที่เราเป็นอยู่ ที่มันต่ำๆ กามก็ดี ภพ ภวภพ ภวตัณหา กามตัณหาก็ดี ที่มันต่ำอยู่ เราต้องการที่จะไม่มีภพนี้ ไม่อยู่แค่นี้ ไม่ต่ำอยู่เท่านี้ เราต้องการภพที่สูงขึ้น เรียกว่า วิภวภพ มีความอยาก ความปรารถนา ความ ประสงค์ ความมุ่งมาด มุ่งหมาย ก็เป็น "ตัณหา" มีความมุ่งหมายที่จะสูงขึ้น เรียกว่าวิภวตัณหา เพราะฉะนั้นเราจะต้องใช้ตัณหา วิภวตัณหานี่ล้างตัณหากาม ล้างตัณหา ภพ หรือวิภวภพ เราต้องมีตัณหานะ ...คน ถ้าไม่มีตัณหาแล้วไม่เจริญอะไรเลย เป็นฤาษีนี่คือ ตีขลุมเลยว่า ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากอะไรๆ ความอยากถือว่าเป็นตัณหา เป็นกิเลสหมด แล้วก็ไปนั่งลด ไม่อยากอะไร นั่งจุ้มปุ๊ก เฉยเฉื่อย อะไรอย่างนี้ คนเหล่านั้นจะเป็นคนเสียหายหมด เป็นคนไม่มีพลังงาน คนไม่กระตือรือร้น เป็นคนเฉื่อย เป็นคนแข็งกระด้าง เป็นคนทื่อ เป็นคนไม่มีประสิทธิภาพอะไรเลย ศาสนาอย่างนั้น เขามีเหมือนกัน แต่ศาสนาพุทธไม่ใช่ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่รู้อะไรละเอียดลออ ส่งเสริมให้เป็นคนมีประสิทธิภาพ ยิ่งเป็นอาริยะขั้นสูงขึ้นๆ ยิ่งมีคุณค่า เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ก็มีความปรารถนา มีความประสงค์ มีความอยาก มีความต้องการที่ดี ภาษาอีกภาษาหนึ่งท่านเรียกอากังขะ หรืออิจฉะ อากังขา อากังคติ หรืออิจฉติ หรืออิจฉตา หรืออิจฉา ก็ได้ อิจฉา ภาษาบาลีคำนี้แปลว่าความอยาก ความประสงค์ ความต้องการ มุ่งหวังเหมือนกันน่ะ เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติไปมุ่งหวังมันเลว มุ่งหวังในภพที่เลว ในภพที่ต่ำ ที่หยาบอยู่ ก็เรียกว่าต่ำ เพราะฉะนั้นเราต้องอยากได้ใคร่ดี ต้องปรารถนาดี จึงเรียกวิภวตัณหา คำว่า "ใช้ตัณหาล้างตัณหา" ก็คือใช้ตัณหาที่รู้ว่าเราปรารถนาอะไรที่ดีที่สูงนั่นแหละ ล้างตัณหาที่ต่ำที่หยาบ ล้างตัณหาที่ไม่ดี ล้างจนกระทั่งตัณหาที่ไม่ดีดับสนิทเลย มันไม่เกิดอาการ ไม่เกิดเลย อบายมุขที่ยกตัวอย่างเมื่อกี้นี้ มันไปติดในอบายมุขต่างๆ เราก็อ่านอาการกิเลส อาการตัณหานั้นๆ เป็นกามตัณหา เป็นภวตัณหาอย่างนั้นน่ะ อ่านให้ออกแล้วก็ล้างลดมัน ฝึกหัด ฝึกอบรม รู้อาการที่มันเกิดในจิตจริงๆเลยว่ามันไม่มีแล้ว มันเจริญขึ้นสู่ภวภพ ภพที่ยิ่งขึ้น ดีกว่าภพเก่า มันเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิจริงๆ ความอยาก ความต้องการ ความประสงค์ที่เป็นจิตวิภวตัณหานี่ ต้องมีทุกคน เป็นพระอรหันต์ เป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องมี ถ้าใครไม่มีแม้แต่เริ่มต้นปฏิบัติธรรมนี่นะ เป็นคนเสื่อม เป็นคนไม่เจริญแล้ว ฟังให้ชัดๆ วันนี้จะวิเคราะห์ให้ฟังชัดๆ ตรงนี้ ตรงที่พวกเรา สับสนน่ะ มันต้องมีความอยากได้ใคร่ดี เราต้องมีวิภวตัณหาแรงๆต่างหาก ฟังให้ดีนะ เราต้องมีวิภวตัณหาแรงๆ มันลดเมื่อไหร่เมื่อนั้นแหละ เซ็ง เบื่อเมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละ โทรมแล้ว ทรุดแล้ว เมื่อนั้นน่ะ ไม่เจริญแล้ว คนที่เซ็งที่เบื่อ ไม่อยากเป็นไม่อยากมี ไม่อยากทำอะไร อยากอยู่เฉยๆ พวกนี้ไม่มีวิภวตัณหา เป็นพวกที่ไม่เจริญแล้ว เรียนรู้อะไรก็ไม่ชัดชักตื้อแล้ว เราทำดีไม่เห็นจะได้ดีก็ว่าไป งงๆ งวยๆ ต้องอ่านให้ชัดว่าเราได้ดีจริงหรือไม่ แล้วจะต้องได้ดีที่ดียิ่งขึ้น ต้องรู้ว่าภพ วิภวภพที่ดียิ่งขึ้นสูงขึ้นมันเป็นอย่างไร แล้วเราต้องมีวิภวตัณหา รู้จักวิภวภพ ภพที่สูงขึ้น เจริญขึ้น มันคืออย่างไร เราต้องมีความต้องการ มีความปรารถนา อยาก ได้ใคร่ดี ในสิ่งที่ดียิ่งขึ้นนั้นๆ แล้วล้างสิ่งที่ไม่ดี อันนี้ยังไม่ดี อันนี้ยังต่ำอยู่ สูงกว่านี้ยังมีอีก ก็ให้ทำให้สูงขึ้นซิ ต่ำๆ นั้นเราก็ตัด พยายามไม่เก่งล่ะ เราต้องเก่งที่ดียิ่งขึ้น เก่งที่สูงขึ้น ชำนาญที่สูงขึ้น มีพลังทางใจ ทางกาย ทางวาจา มีพลังเลย เพราะฉะนั้นผู้ใดมีพลัง จะเป็นอัตโนมัติ มีพลังในการทำดีๆ ไอ้ทำไม่ดีนี่ ทำไม่เป็น ไม่ถนัด ทำไม่คล่องเลยไอ้ที่ไม่ดีนี่น่ะ เราลดละกำลังที่จะทำไม่ดี โดยปัญญาเราจะรู้จักอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรดีขึ้นยิ่งกว่าๆ แล้วเราก็มาเสริมพลังที่ดียิ่งกว่า ดีสูงสุดขึ้นไปเท่าไหร่ เราก็ให้มันมีกำลังมากๆ ในความอยากได้ใคร่ดี แล้วเป็นดีนั้นจนอัตโนมัติ เป็นได้โดยง่าย เป็นได้โดยไม่ต้องไปใช้พลังอะไรเสริม มันก็เป็นคล่อง เป็นง่าย แต่ส่วนไอ้ไม่ดีนี่ ไม่เป็นเลย ทำไม่ได้เลย ทำไม่เป็นเลย ทำไม่ถนัดเลย ไอ้ไม่ดีนี่ ให้เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นใครที่ทำไม่เป็น ที่โลกๆ เขาพาเป็นน่ะ เล่นไพ่ไม่เป็น กินเหล้าไม่เป็น สูบบุหรี่ไม่เป็น ทาปากไม่เป็น ผัดหน้าแต่งเนื้อแต่งตัวให้มันไม่เป็น อย่าไปกลัวเลย สบายเรามากแล้ว ดีแล้วเราไม่เป็น แต่เราเอาพลังงาน เอาแคลอรี่ เอาอะไรไปสร้างสรรอย่างอื่นที่มันเป็นคุณค่า ที่จะเป็นประโยชน์คุณค่าอะไรอื่นน่ะ มันวิเศษกว่า ประเสริฐกว่า ได้ประโยชน์คุณค่ากว่า อย่างนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นฟังให้ดี ฟังชัดๆ พวกเรานี่มาทำงานเสียสละ มันเป็นตัณหาอุดมการณ์ เสร็จแล้วมาไม่อยากจะทำแล้ว หมดแรงแล้ว หมดความอยากได้ใคร่ดีอะไรแล้ว ไม่มีความต้องการจะทำแล้ว เฉื่อย หมดแรง ไม่อยากทำ ก็เพราะมันโง่ เพราะมันไม่เข้าใจอย่างที่อาตมาพูด เราทำนี่มันไม่ดีหรือไง? ดี แล้วทำไมไม่อยากทำละ ดีนะ? เบื่อ! แล้วจะไปทำอะไรล่ะ? ไปอยู่เฉยๆ แล้วอยู่เฉยๆ มันดีกว่าทำดีมั้ยล่ะ? มันดีกว่าทำสิ่งที่ดีมั้ยล่ะ? ไม่ดีกว่า อยู่เฉยนี่ไปถึงตายมั้ย? ไป ขยันทำดีนี่ ไปถึงตายมั้ย? ไป ถ้าขยันนี่แล้ว แล้วเราก็มีคุณค่าประโยชน์ขึ้นมาจริงมั้ย? จริง ถ้าอยู่เฉยๆ มันไม่มีใช่มั้ย? ใช่ แล้วชีวิตของเราผ่านไปสู่ตายนี่ เรามีสิ่งที่ดีที่เกิดให้มากๆ มันดีกว่าไม่ทำอะไรเลยมั้ย? ดีกว่า ไม่ต้องไปพูดเลยว่าทำชั่ว ทำชั่วก็เดินไปหาตาย ไม่ทำอะไรเลยก็เดินไปหาตาย จะทำดีก็เดินไปหาตาย แล้วจะใช้เวลาที่เดินไปหาตายนั่น อย่างไหนดีกว่ากันน่ะ อาตมาก็ว่า ก็ได้พูดซ้ำพูดซากเหล่านี้จนปากเปียกปากแฉะ จนเมื่อยจะพูดแล้วนะ ถ้าเป็นช่างเบื่อ เป็นนักเบื่อนี่ อาตมาคงจะเบื่อยิ่งกว่าพวกคุณนักหนา เบื่อพูดนี่แหละ ไม่ต้องไปเบื่อทำอย่างเดียว ไอ้แค่พูดๆ ให้พวกเรานี่ ย้ำๆซ้ำๆซากๆ นี่ เบื่อจนเรียกว่ามันจะสุดจะเบื่อแล้วล่ะ พูดซ้ำพูดซากอยู่นี่น่ะ เพราะฉะนั้นเราคิด และเห็นจริงๆเลยว่าคนเรานี่ ถ้าเผื่อว่าเราทำดีซ้ำซาก และมันก็ยังดีอยู่ เราก็ทำไปเถอะ ยิ่งดี แล้วก็ยิ่งทำซ้ำ มันก็ยิ่งชำนาญ มันก็ยิ่งชิน มันก็ยิ่งง่าย จะเกิดความคล่องตัวเกิดตาม ชำนาญอะไรขึ้นไปในตัวจริงๆเลย มันก็เบา ยิ่งชำนาญ มันก็ยิ่งเบา ยิ่งง่าย ยิ่งสะดวก ก็ยิ่งไม่ทุกข์ ไม่ยากไม่ลำบาก ยิ่งเกิดปัญญาเห็นจริงจัง คุณภาพก็ดี ประสิทธิภาพก็ดี ปริมาณก็ดี ดีขึ้นมาเรื่อยๆ คุณภาพต่างๆมันก็ได้พัฒนาขึ้นมาจริงๆ ฝีไม้ลายมือความชำนาญอะไรก็เกิดขึ้นมาทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นแม้แต่งานชมร. งานอะไรที่ทำกันนี่น่ะ ขอยืนยันเลยนะว่าจะทำไปจนกระทั่งเป็นอาชีพของชาวอโศกเรานี่แหละ แล้วก็จะทำให้ดี คุณภาพดี เป็นอาหารที่ปลอดสารพิษ เป็นอาหารที่จะมีแต่ธาตุดีๆ ที่ใครกินแล้วจะมีอายุยืนยาว เป็นอายุวัฒนะไปโน่นแหละ แล้วก็พยายามทำให้มันสอดคล้องกับสัจธรรม ให้มันมีลึกซึ้งขึ้น ปรุงแต่งอะไรมากมายนัก ก็จะกลับลดคุณค่าอะไรของมัน อาหารด้านโภชนาการนี่ เราก็มีความรู้ มีความเข้าใจ เราจะทำให้ดี และมีปริมาณมาก ราคาถูก คุณภาพดี คุณค่าสูง และจะพยายามทำให้มันได้จริงๆ เพราะฉะนั้นแม้แต่ปฏิบัติธรรม ในการทำงานอาชีพนี้ และเราก็ได้คบหา ได้สัมผัสสัมพันธ์กับคนสารพัด เพื่อที่จะเรียนรู้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพื่อจะได้ลดกิเลสของเราเอง หรือเรียนรู้ เพื่อที่จะได้สัมผัสกับลาภ ยศ สรรเสริญ อยู่ในนี้แหละ หรือว่าจะได้สัมผัสกับ อย่าว่าแต่ลาภ ยศ สรรเสริญ หรือว่ารูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเลยน่ะ ได้สัมผัสกับตัวเราเอง ที่ตัวเรามีมานะ มีอัตตา มันได้ดี แล้วมันก็ติดดี ถือดี เป็นมานะ ถือดีเป็นอัตตา เอาไปเบ่งไปข่ม เอาไปทำร้าย ทำลาย ไม่ยอมคนนั้น ไม่ยอมคนนี้ หรือมันดี แล้วมันก็เอาแต่ใจตัว เพราะเราถือว่าเราดี เราถูก เราก็จะต้องเอาตามเรานี่ล่ะ คนอื่นอนุโลมไม่ได้ แข็งโป๊กเลย หักไม่ได้ งอไม่ลง เราก็จะได้ลด ได้ละ ได้รู้จักผู้อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้างว่า เอ้อ เขาอยู่นี่เขาก็ทำได้แค่นี้ เขาทำไม่ได้มากกว่านี้หรอก เขาก็ดีกว่าที่เขาเคยดีอยู่แล้ว เขาก็ได้พัฒนาตัวเขาขึ้นมาเป็นขั้นตอนอะไรอันหนึ่ง เราจะมีเจโตปริยญาณ จะมีการรู้ใจคนอื่น รู้ใจสัตว์อื่นอย่างจริงๆเลย ยิ่งได้คบคุ้น คบหากันเลย ยิ่งรู้จักกันดี เราก็จะรู้จักบันยะบันยัง มียืดหยุ่นแก่กันและกันบ้าง เขาฐานะขนาด นี้ ก็ได้ฝืนแล้ว ได้ทนแล้ว ได้ปฏิบัติพากเพียรแล้ว ถ้ามากกว่านี้ เขาไม่ไหวหรอก เขาภูมิไม่ถึง อินทรีย์พละเขาไม่ไหว อะไรอย่างนี้เป็นต้น เราก็ต้องอนุโลมปฏิโลมกัน ยืดหยุ่นกันไปบ้าง ถ้าเรามีแรงทำแทน เราก็ทำ ไม่มีแรงทำแทน เออ คนนี้ทำได้แค่นี้ ก็เอาแค่นี้แหละ ดีกว่าที่ไม่ดี เป็นลำดับๆ แล้วเราก็ไม่ถือสากัน ไม่โกรธกัน ไม่เคืองกัน ไม่เข่นกันเกินไป มันก็อยู่รวมกันอย่างมีกำลังรวม มีกำลังประสาน มีกำลังฐานะต้น กลาง ปลาย มีลำดับสอดคล้อง ส่งเสริม สนับสนุน สร้างสรรกันขึ้นไป ก็เจริญงอกงาม ความเป็นอยู่ก็สามัคคี ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง อบอุ่น สนิทสนม และยิ่งมีความรู้ยิ่งๆขึ้น กิจการ กิจกรรม อะไรก็พึงทำขึ้น อาตมาย้ำอีกทีว่าเรื่องร้านอาหาร เป็นสัมมาอาชีพ โดยเฉพาะร้านอาหารมังสวิรัตินี่ อโศกเราเอาเลย ทำไปจนกระทั่งตาย ใครที่ทำอยู่ตั้งแต่อายุ 20 ทำไปจนอายุ 120 แล้วค่อยตาย ทำไปนี่ ร้านอาหารอย่างเดียวนี่ก็ได้ เพราะคนมันต้องกินอาหาร พระอรหันต์นี่ก็ต้องกินอาหาร คุณทำมังสวิรัตินี่ไม่ต้องห่วงหรอก ถวายพระอรหันต์ได้ คุณก็ต้องกินเองด้วย เป็นงานที่จะต้องทำ ไม่ต้องห่วงหรอก ทำได้ตลอดชีพเลยแหละถ้าจะทำ หรืออยากจะไปทำงานอื่น ก็แวะไปทำได้ ไม่ติดงานนี้นัก ถ้ามันติดก็ลองไปทำงานอื่นบ้าง ลองดูว่า เออ เราไม่ติดงานแล้ว ไม่เป็นกัมมรามตาก็ได้ เพราะฉะนั้นอยากจะขอวกเข้ามาหาคำว่า วิภวตัณหา นี่อีกทีให้สำคัญ ให้ชัดเจนเลยว่า มันมีความหมายนัยอย่างต้นก็คือ เป็นตัณหาอุดมการณ์ที่สร้างภพใหม่ เลิกภพเก่า วิแปลว่าไม่ ก็คือไม่ติดอยู่ในภพเก่า ไม่เป็นภพเก่า อันใดควรเลิกให้ขาดเลย ไม่เป็นเลย ก็ให้ขาดเลย ไม่เป็นเลยน่ะ ภพเก่า ภพในกาม ภพในภวตัณหานี่ ให้ขาดออกมาเลย อันใดที่จะต้องอนุโลมเป็นได้บ้าง แต่เพียงเพื่อผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อตัว ไอ้ดีกว่านี้มีอีก แล้วอนุโลมบางครั้งบางคราว สำหรับทำเพื่อผู้อื่นเท่านั้น ตัวเราเองจริงๆแล้ว เพื่อตัวเราเอง เราทำได้ดีกว่านั้น สูงกว่านั้น แล้วเราก็มาทำในสิ่งที่ดีที่สูงกว่านั้นขึ้นไป อันเป็นเราก็ทำ ทำก็ บางครั้งบางคราวเพื่อผู้อื่น ประสมประสานกับผู้อื่นบ้าง อนุโลมไปเท่านั้นเอง มันก็ต้องรู้ว่าเราเองถนัด หรือว่าเราเป็นแล้ว เราดีแล้ว เราเพิ่มเติมฐานอะไรได้แล้ว เพราะฉะนั้น "ความอยาก" ที่เป็นระดับวิภวตัณหา จึงเป็นความอยากที่จะต้องให้เกิด ให้มี ให้เป็น ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว เราจะกลายเป็นคนเฉื่อย เป็นคนไม่มีอิทธิบาท มีตัณหาที่เป็นตัณหาที่ดีมากเท่าใด นั่นคือเรากำลังมีอิทธิบาทที่ดีเท่า เท่านั้น เราจะรู้ด้วยปัญญา มีความยินดี เรียกว่าฉันทะ ตัวฉันทะนี่เขาก็แปลว่า "ความอยาก" เหมือนกัน ฉันทะนี่ เป็นความยินดี ความอยาก เป็นความปรารถนาดี ฉันทะ ก็แปลว่าความอยาก แล้วก็มีความขยันในตัว อิทธิบาท 4 นี่ มีฉันทะ วิริยะ มีความพาก เพียร เพราะฉะนั้นในความยินดี หรือปรารถนาสิ่งที่ดี ต้องการสิ่งที่ดี พลังแรงของความประสงค์ ความมุ่งมาดปรารถนาที่ดีนี่ มันไม่มี แสดงว่าเราเองเราไม่มีวิภวตัณหา หรือ ไม่มีอิทธิบาท เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้ เป็นคนงอมืองอเท้า เป็นคนเฉื่อย เป็นคนไม่เจริญ แล้วเราต้องรู้ตัวเราเองว่า เราต้องมีกรรมกิริยา มีการงาน แล้วการงานต่างๆ ที่เราจะทำนี่ การงานต่างๆ ที่เราจะพึงเป็นนี่ มันก็คือ ต้องประกอบด้วย "อิทธิบาท" เป็นตัวหลัก ต้องมีความยินดี มีความพากเพียร มีความเอาใจใส่ แล้วก็พัฒนา มีวิมังสา เป็นความไตร่ตรอง ตรวจตรา เลือกเฟ้นสิ่งที่ดีขึ้น เจริญขึ้น เสมอๆเรียกว่าวิมังสา ทำให้เจริญเลยจริงๆ ให้ได้จริงๆเลย เพราะฉะนั้นผู้ใดลดอิทธิบาท ก็คือผู้นั้นลดวิภวตัณหา นี่ความหมายต้นๆ ฟังดีๆ ผู้ใดไม่มีวิภวตัณหา ผู้นั้นก็คือไม่มีอิทธิบาท 4 ผู้ใดมีอิทธิบาท 4 ผู้นั้นคือมีวิภวตัณหา วิภวตัณหาต้องประกอบไปด้วยปัญญาน่ะ ไม่ประกอบไปด้วยปัญญาแล้วไม่เข้าใจหรอก ไปแปลกันแค่ว่าวิภวตัณหา แค่ว่าเป็นตัณหาที่ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ก็มีความหมายพออธิบายได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็นในภพ หรือในตัณหา ในความอยากที่เป็นอยากอย่างต่ำ อย่างกามตัณหานี่ อยากในกาม ความใคร่อยากในกามต่ำๆ หรือความใคร่อยากในการสร้างภพ สร้างชาติต่ำๆ เป็นภพของปุถุชน เป็นภพของสัตว์เดรัจฉาน เป็นภพของสัตว์นรก เป็นภพของเปรต แล้วก็ต้องเพิ่มภพจากภพเปรต ภพสัตว์นรก ภพของเดรัจฉาน ภพของอสุรกาย อย่างนี้ เป็นต้น ขึ้นมาสู่ภพของความเจริญกว่านั้น มาเป็นภพของ แม้ปุถุชนที่ต้องสูงกว่าภพปุถุชน มาเป็นอาริยชน ขึ้นสู่ภพภูมิที่สูงขึ้น อย่างนี้เรียกว่าเรามีวิภวตัณหา สู่วิภวภพ เราดับภพที่ต่ำขึ้นสู่ภพที่สูงขึ้น เข้าใจให้ชัดๆ นี่พูดซ้ำอีก ขยายความซ้ำซากอีกน่ะ นี่ความหมายของวิภวตัณหานี่สูงสุด สูงส่งอยู่ก็คือเราทำอะไรอยู่ในภพที่สูงได้เสมอ สุดยอดเลย แม้แต่เป็นภพนิพพาน ที่จริงนิพพานเขาไม่เรียกภพหรอก นิพพานเขาอนุมานโดยใช้ภาษาเรียกเป็นธาตุ ไม่เรียกภพแล้ว แต่จะเรียกภพก็ได้ ถ้าเข้าใจภาษา ไม่งง ไม่สงสัยว่านิพพานคือภพที่ไม่มีกิเลสมาบำเรอตนแล้ว ฉะนั้นเมื่อไม่มีกิเลสมาบำเรอตน ไม่มีตัณหาที่จะ บำเรอตน แต่เป็นตัณหาเพื่อผู้อื่น เป็นตัณหาที่เสียสละ ตัณหาสร้างสรร เมื่อมี เราก็มี ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ มีรูปนาม ขันธ์ 5 ไม่ตาย เป็นคนที่ยังไม่ตาย เราก็มี มีความปรารถนา หรือมีตัณหา ปรารถนาหรือเราต้องการ ตัณหาที่จะสร้างสรร ที่จะเสียสละ ไม่ได้มาบำเรอตนหรอก เหน็ดเหนื่อยก็เหน็ดเหนื่อย ก็เป็นทุกข์เท่านั้นแหละเกิดขึ้น ทุกข์โดยสภาพ โดยธรรมชาติ เป็นอาหารปริเยฏฐิทุกข์ เป็นทุกข์ที่จะแสวงหาการงาน แสวงหากรรมกิริยาที่จะรังสรรค์ ที่จะดำเนินไป เพื่อให้มันเกิด เพื่อให้มันเป็น แล้วคนก็จะได้พึ่งได้อาศัยสิ่งที่มีที่เป็นนั้นๆ เราก็มีความสามารถ มีความรู้ เราก็ทำให้เกิดให้เป็นขึ้นมา เป็นการเกื้อกูล อนุเคราะห์โลก เป็น "โลกานุกัมปายะ" เป็นหิตประโยชน์ คนเราก็ต้องมีคุณค่ามีประโยชน์อย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราพัฒนา เข้าใจแล้วว่าเราเรียนรู้ภพต่ำ กามตัณหา ภวตัณหา หรือว่ากามภพ ภวภพที่ต่ำ เราก็เรียนรู้ แล้วก็เลิก ลด ละ ทำลาย มาเป็นภูมิที่สูง มีตัณหาที่สูง มีภพที่สูงขึ้นเรื่อยๆๆ จนทำให้หมดถึงขั้นนิพพานดังกล่าวแล้ว แม้ นิพพาน ก็คือ ยังมีความปรารถนาอยู่นั่นแหละ แต่เป็นความปรารถนาในอุดม การณ์ ปรารถนาสร้างเพื่อสละให้ผู้อื่น โดยไม่มีกิเลสมาบำเรอตนเลย ไม่มีตัวกูของกูเลย แต่ผู้นี้สร้างขึ้นมา ทำขึ้นมา ก็เป็นสิ่งดี เป็นของดี คนอื่นเขาก็เห็น คนอื่นเขาก็รู้ เขาก็ยกให้ เขาก็นิยมชมชอบ เขาก็เคารพนับถือบูชา ยกย่อง เราก็จะหลงดีใจ ฟูใจได้เหมือนกัน แม้ภพอย่างนั้น ดีใจ ฟูใจอย่างนั้น เป็นอุปกิเลส เราก็พยายามไม่หลงติดหลงยึดอีก นี่ซ้อน จนกระทั่งเราก็ทำด้วยความรู้ว่า เราทำดีนี้เพื่อดีเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อเรา แม้เราทำดีนั้น มันก็เป็นของเรานั่นแหละ กัมมทายาท เป็นกัมมัสสโกมหิ เป็นกัมมัสสกตา เป็นกรรมอันที่เราได้ทำแล้ว ของเรา มันก็ต้องเป็นของเราโดยสัจจะ แต่เราไม่ยึดเป็นของเรา ทำแล้วเราก็ให้คนอื่น ถึงเราได้ให้คนอื่นไปมันก็ยังเป็นบุญซ้อนอยู่ ว่าเราได้เสียสละ ได้ให้ ว่าเราเป็นคนมีคุณค่า มีประโยชน์อันนั้นให้ ยิ่งเราได้แลกเปลี่ยนคืนมา ยิ่งเราไม่ขาย ไม่คิดค่าแรง ไม่คิดค่าความรู้ เราก็ได้ให้ไปหมด มันก็เป็นของเราอยู่นั่นแหละ โดยธรรมน่ะ โดยบุญ โดยกุศลน่ะ เพราะเราทำแล้ว เราก็ให้ผู้อื่นไป ให้ไปแล้ว คุณค่าที่เราไม่แลก เปลี่ยนกลับคืนมา ค่ามันก็ต้องเป็นเรา เป็นของเรา บุญอันนี้ไม่เป็นตัวตนหรอก ฟังชัดๆเถอะ แต่เรายังต้องทำใจในใจของเราอีกว่า แม้เป็นของเรา เราก็ไม่หลงใหลได้ปลื้ม ไม่ติดใจว่าเป็นเรา เป็นของเรา แม้คุณจะลืมมันเลย ทำอะไรดีๆ ให้แก่คนไหนก็แล้วแต่ สร้างสรรให้แก่คนไหนก็แล้วแต่ ทำมากทำมายแค่ไหน อย่างไรก็ตาม คุณทำแล้ว เสร็จแล้วก็ลืมเลย จำไม่ได้ว่าเราได้ทำดีกับใคร ทำดีอะไร ทำให้แก่ใคร มากมายเท่าไหร่ ไม่ต้องจำเลย จำไม่ได้เลยว่า ได้ทำดีพวกนี้ให้แก่ใครๆ ก็ไม่แปลก จำไม่ได้ก็ไม่ประหลาดอะไรเลย โดยสัจจะมันก็เป็นเรา ทำแก่เขาอยู่นั่นแหละ มันโกงไม่ได้ มันไปหลอกลวง ไปเที่ยวได้ทำเป็นตลบตะแลง เล่นลิ้น เล่นเล่ห์อะไร ไปเป็นของคนอื่นไม่ได้หรอก มันก็เป็นเราทำจริงๆ ของเรานั่นแหละ ถ้าเป็นบุญกุศลวิบากเป็นผลที่มันจะติด มันจะเป็นอะไรแก่เราไปอีกกี่ชาติๆ มันก็ต้องเป็นของเรา เราก็ต้องรับมรดกของเรา ถ้าเรายังจะเกิดอยู่ เป็น กัมมโยนิ เป็นกุศลกรรมที่มันจะพาเราเกิด อันนั้นแหละเป็นเผ่าเป็นพันธุ์ เป็นเชื้อ เราเป็นพันธุ์พุทธ เป็นพันธุ์อาริยะ ก็จะมีอาริยคุณ มีบุญนี่ล่ะพาเราเกิด ซึ่งไม่มีอะไรมาเบี้ยว ไม่มีอะไรมาพลิกแพลง มีบุญมาก ก็ฤทธิ์แรงของบุญพาเกิดมาก ถ้ามีบาปมากก็มีฤทธิ์แรงของบาปนั้นพาเกิดมาก ซึ่งเป็นของจริง เท่าไรก็เท่านั้น เป็นอย่างไรอย่างนั้น เป็นอำนาจ เป็นฤทธิ์อันนั้นจริงๆ เราไปเบี้ยวไม่ได้เลย พาเกิด กัมมพันธุ แล้วเราก็จะได้อาศัยกรรมนี่ตลอด ตราบที่เราจะยังไม่ปรินิพพาน มันมีบุญ มันมีดี ก็ได้อาศัยสิ่งนี้ ไม่มีมันก็ไม่ได้อาศัย หรือมีบาป มีชั่ว มีเลว มีทุกข์ มีร้อน มันก็จะได้อาศัยทุกข์ อาศัยร้อนนั่นแหละ ที่ยังไม่ปรินิพพาน พิสูจน์ เถอะ แล้วเราจะเข้าใจ แล้วเราจะเห็นผล ถ้าชัดเจนแล้วว่าเราได้อาศัยสิ่งเหล่านี้จริงๆ เราได้มีสิ่งเหล่านี้ เพราะเราทำไม่ใช่ใครมาบันดาล พระเจ้ายิ่งใหญ่แค่ไหนก็มาบันดาลให้แก่เราไม่ได้ มาโกง พระเจ้าก็โกงไม่ได้ ต่อให้พระเจ้ายิ่งใหญ่ขนาดไหน ก็มาโกงกรรมไม่ได้ มาโกงเอากรรมนี่ไปไม่ได้ กรรมของใคร กรรมของมัน เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดเข้าใจในความปรารถนา ในความต้องการ ในความประสงค์ ในความอยาก อาการเหล่านี้ เป็นอาการทางจิตของจิตใจ มันมีลักษณะอาการอย่างไร คุณก็อ่านเอา แล้วคุณก็ต้องเรียนรู้ว่าอะไรเป็นกุศลกรรม อะไรเป็นอกุศลกรรม หรือเรียกว่ากุศลธรรมก็ได้ อกุศลธรรมก็ได้ อะไรมันดี มันชั่ว สรุปง่ายๆ เป็นภาษาไทย อะไรเป็นดี อะไรเป็นชั่ว อะไรเป็นบาป อะไรเป็นบุญ อะไรเป็นคุณค่าแท้ อะไรเป็นคุณค่ารอง คุณค่ารองถือว่าบาปได้ด้วย ถ้าไม่จำเป็นจะต้องทำ ก็ต้องทำคุณค่าที่สูง คุณค่ารองก็ระงับ แต่มันมี "รอง" กันหลายชั้นเหลือเกิน เพราะฉะนั้นบางอันบาง อย่าง คุณค่ารองเรายังต้องทำกันอยู่ อนุโลมบ้าง แต่ถ้าทำคุณค่า "ดี" ได้สมเหมาะสมควร บางอย่างดีเกินไป ดีเกินกว่าคนนี้เขารับไม่ไหวจริงๆ เราก็จะไปให้เขาทำไม่ได้ แต่เราจะทำ เราทำไปเถอะ ดีอันนั้นน่ะ เรายังยืนหยัดยืนยันดีอันนั้น คุณจะทำส่วนตัวของคุณ คุณทำไป แต่ถ้าให้เขาทำ เขาทำไม่ได้ คุณก็จะต้องรู้เขาบ้าง ว่าดีขนาดนี้ เขาทำไม่ได้ ไปเคี่ยวเข็ญเขาก็ตายเปล่า ทำไม่ได้จริงๆ เราจะต้องเอาดีรองที่เหมาะสมกับฐานะของเขา เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ต้องมีการประพฤติปฏิบัติตามฐานะ เป็นฐานเข้าไป แล้วเราอย่าติดแป้น มันได้ดีแล้วขนาด นี้ ภพนี้จะดียิ่งขึ้น มันต้องมองหาให้เห็น เกิดปัญญาญาณ อ่านออกให้เห็นเลยว่า ดีกว่านั้นมีเป็นอย่างไร พัฒนาขึ้นไปอีก เรียกว่า วิภวตัณหาอีก มีตัณหาอยากจะได้ดีขึ้นไปกว่านั้น ตามลำดับจริงๆ ไม่ติดแป้น ไม่หยุดอยู่ มีแต่เจริญๆๆๆ ไม่ติดขั้นเลย ถ้าเป็นข้าราชการก็ไม่ติดขั้นเลย ขึ้น 3 ขั้น 3 ขั้นทุกชาติๆ ทุกปีๆๆเลย 3 ขั้นนี่หายากนะ ข้าราชการได้ 3 ขั้น นี่หายาก 3 ขั้น 5 ขั้น 7 ขั้น 7 ขั้นนี่ส่วนใหญ่ เขาเอากระดูกใส่ปิ๊บมา แล้วก็ให้ 3 ขั้น 5 ขั้น 7 ขั้น หรืออย่างใดก็แล้วแต่ ที่จะให้ 5 ขั้น 7 ขั้น หรือแม้แต่ 3 ขั้นก็เถอะ ยาก! 3 ขั้นนี่ต้องวิเศษจริงๆเลย 4 ขั้น 5 ขั้น ขึ้นไปนี่ เขาให้กันกับคนที่ปฏิบัติ ตายในหน้าที่ ปฏิบัติงานหรือกิจที่ยิ่งยอดยิ่งใหญ่อะไร 5 ขั้น 7 ขั้น 8 ขั้น อะไรก็แล้วแต่ ส่วนมากจะให้ขั้นพวกนี้ ต่อเมื่อตายแล้วแหละ แต่ทางธรรมนี่ ทำไปเถอะ ทำให้ได้ขั้นสูงๆ ทำให้เจริญงอกงามทุกปี ทุกเดือน ทุกวันยิ่งดี ไม่ติดขั้น

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน