360803 ตถตาจนเป็นสัญชาตญาณ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
360803 ตถตาจนเป็นสัญชาตญาณ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
ตถตาจนเป็นสัญชาตญาณ (อนุโลมเพื่อ...) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
วันนี้เป็นวันเข้าพรรษา พวกเราที่มีพิธีกรรม หรือว่าเป็นชาวพุทธ ก็อย่างชาวพุทธ วันสำคัญหรือว่าพิธีกรรมสำคัญอะไรของเราๆ เราก็รู้ กำหนดรู้ และเราก็พึงมาร่วมมารวมจัดพิธีกรรมนั้นๆ ตามวันตามวาระ มีกิจยังไงในพิธีกรรม มีการกระทำอย่างไรในวันพิธีกรรมนั้นๆ เราก็พึงทำให้มันเกิดผล ให้มันดี มันเป็น วิธีการของชาวมนุษย์ที่กำหนด กำหนดฤกษ์ กำหนดยาม กำหนดรูปแบบ องค์ ประกอบในการกระทำ มีโน่นมีนี่มาประกอบ มีตั้งแต่สถานที่ แล้วก็มีวัตถุอะไรเอามาสร้างเสริมประกอบ จนกระทั่งมีพฤติกรรม กาย วาจา ใจ ประกอบเข้าไป ก็มีบุคคลนี่แหละเป็นตัวหลัก บุคคลจะพาทำอย่างไรๆ เกิดอะไรขึ้นมา พอเกิดขึ้นมาแล้วมันจะก่อให้พัฒนาหรือก่อให้เสื่อมก็เป็นได้หมด ให้ดีมันก็จะต้องพยายามที่จะ พยายามให้ก่อไปในทางเจริญ ก่อไปในทางที่พัฒนา ในทางที่ดี มันก็เป็นของแน่นอน สำหรับมนุษย์ถ้าจะก่อไปในทางเสื่อม มันก็ต้องไม่ดีแน่นอน แต่แล้วคน เราก็ไม่เข้าใจ เขาประกอบอะไรขึ้นมาดังกล่าวมาแล้ว ตั้งแต่วัตถุ สถานที่ รูปแบบอะไรก็กอปรก่อขึ้นมา มีองค์ประกอบนั่นนี่ จนกระทั่งถึงพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ มีกายกรรมอย่างนั้น มีวจีอย่างนี้ มโนกรรมอย่างนั้นไป ผลออกมาแล้วก็กลายเป็นมอมเมา แม้แต่ในพิธีกรรมทางศาสนาก็กลายเป็นการมอมเมาไป วันสำคัญๆเอาไปเอามาก็เลยเป็นเรื่องที่ประกอบการขึ้นมาแล้ว ในวันพิธีกรรมนั้นก็ เป็นเรื่องเฟ้อเรื่องเกิน เรื่องมอมเมา มันทำให้คนหลงใหลได้ปลื้มติดยึด อาตมายกตัวอย่างให้ฟัง อย่างการแสดงบนเวทีนี่นะ การเล่นเพิ่งผ่านมาหยกๆนี่ เราไปแสดงบนเวทีในงานรามอาสาฬหบูชา โดยการละเ
อ่านต่อ
ล่นของเราก็เอาไปเล่นแสดงซึ่งสู่สาธารณชน อาตมาก็ว่าอนุโลมนะ เพราะออกสู่สาธารณชน กว้างขึ้น มากขึ้น เราก็เลยมีแสงมีสี แต่งตงแต่งตัวอะไรมากขึ้นกว่านั้น เรามีการแสดงอะไรต่างๆนานามากขึ้นประกอบเรื่องประกอบราว มีโน่นมีนี่ขึ้นมาสื่อ เป็นสภาพที่สื่อออกไป ซึ่งอาตมาก็บอกแล้วการไปเสนออย่างนั้นก็คือการไปสื่อ พวกเราก็ไปสื่อ เด็กๆพวกเราก็ไป แสดง พวกเราบ้าง การแสดงหรือการสื่อ วิธีทำพวกนี้มันเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์เท่านั้นเอง และก็เป็นองค์ประกอบ เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง วัฒนะก็แปลว่าการเจริญ การทำให้เกิดการพัฒนา วัฒนะ หรือ พัฒนา ตัวเดียวกัน ทำให้เกิด การเจริญ เป็นองค์ประกอบของมนุษย์ ซึ่งมีหลายระดับหลายชั้น และเราก็ต้องมี วิธีการที่จะทำให้คนรับอันโน้นอันนี้ไปอะไร ได้ขึ้นมา การแสดงของเด็กๆ ส่วนมากที่เราได้ไปแสดง ซึ่งถึงวาระเวลาของมันดีพอดีๆ ทั้งนั้นเลยนะ ผู้ใหญ่เราก็ไม่ค่อยได้แสดงเท่าไหร่ เราก็แสดงบ้างตอนแรกๆ เราก็ไปได้เวทีห้องดี 1 นี่ขึ้นมา ห้องแอร์นี่ เราก็ได้เด็กๆมาพร้อมนี่พอดีทันกาลกัน และส่วนมากก็ให้เด็กเป็นตัวแสดง อย่างเด็กไม่เดียงสา Innocent ดี แกก็แสดงไปแล้วก็เราก็พยายามเอาผู้ใหญ่เข้าประกอบช่วย จะให้ไปสื่ออะไร ซึ่งอาตมาก็ว่าพวกเรามีปัญญาเข้าใจสื่อนะ อย่างเราตั้งเรื่องขึ้นมาว่า ธรรมชาติเพื่อชีวิต พวกเราก็ประกอบการขึ้นมามีโน่นมีนี่มีอะไร ที่เป็นตัวเนื้อหาสาระแท้ๆ ดื้อๆ ขนต้นหมากรากไม้ของสิ่งมีชีวิตของอะไรไป เพื่อประกอบอย่างโน้นอย่างนี้ อะไรก็ว่ากันไป เวทีก็มีการสื่ออย่างโน้นอย่างนี้ เอาดิน น้ำ ลม ไฟ มาประกอบเป็นเรื่อง แสดงเป็นจินตลีลา หรือว่า เป็นเรื่องราวการแสดงเป็น Dramatic อะไรขึ้นมาก็ทำกันดีนะ อาตมาว่าดี อาตมาไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนสร้างเรื่องทำอะไรกันขึ้นมา สัญญาเฮือกสุดท้าย ชื่อเก๋เสียด้วยนะ ก็ฟังดูดีๆ และเรื่องอะไรต่างๆ ก็แล้วแต่ แม้แต่คณะทรมานคนดู แหม ทรมานจริงๆ เล่นลิเกกัน วงดนตรีก็วงดนตรีปลงเสียเถอะ ผู้ดูใช่ไหม ปลงเสียเถอะผู้ฟัง ชื่อวงดนตรีปลงเสียเถอะผู้ฟัง ก็ต้องปลงจริงๆ โอ๋ย อาจหาญ ตีระนาดยังใช้เชือกผูกไม้ตีอยู่เลย ไปตีกันเอาเถอะนะ ลวดหรือเชือกมันก็ได้เหมือนกันแหละนา ตี ก็หมายความว่า ยัง กำกับไม้ ก็เพราะว่ามือยังไม่แม่น คู่แปดนี่ ตีระนาด ต้องใช้คู่แปด ถ้ามือไม่แม่น ตีระนาดก็ต้องใช้คู่แปด ถ้ามือไม่แม่น แกว่งไปประเดี๋ยวมันไปเกินเก้า ไปเกินเจ็ด เกินแปด มันไม่เป็นคู่แหละนะ ตีมันก็ไม่เป็นเรื่อง โอ๋ย ตีจบเพลงได้ ก็บุญแล้ว เล่นหนึ่งเพลงทั้งคณะ เล่นหนึ่งเพลงแล้วก็เข้าฉากไป คณะลิเกอย่างนี้ ทรมานคนดูอย่างนี้ ไม่ต้องตลกเลย เด็กทุกคนตั้งใจแสดงไม่เจตนาจะตลกเลย แต่ตลกทั้งเรื่องเลย คือเจตนาแกตั้งใจแสดงนะ และแกก็ได้แค่นั้นน่ะ แกก็เด๋อด๋า แกก็ลืมบ้าง ไอ้โน่นบ้าง ไอ้นี่บ้าง มันไม่ต้องตลกเลย มันตลกธรรมชาติ จิตวิทยาเป็นอย่างไร ที่เจตนาจะยกสิ่งนี้ขึ้นมาเล่าให้เห็นว่า คนเรานี่ปรุงแต่ง พิธีกรรม หรือว่าสร้างไอ้โน่น สร้างไอ้นี่ขึ้นมาแล้ว นี่สร้างแล้วมันกลายเป็น เมื่อกิเลสเข้ามาประกอบเกินไปแล้วนะ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องที่เลวร้ายนะ อย่างพวกนี้ไปแสดงนี่นะ คนดูน่ะ เวลาดูต่างกับคนดูที่ไปดูคอนเสิร์ต หรือว่าไปดูการแสดงของพวกอาชีพนะ พวกอาชีพๆ เขาก็แสดงเจตนาทำให้ดี ทำให้คล่องแคล่วเก่ง คนไปดูก็ดูของการแสดง คนไปดูก็จะไปดูผลของการแสดง เมื่อดูผลของการแสดงแล้ว แล้วจะดูจนกระทั่ง สุดท้ายก็ไปดูผลที่ตัวเองต้องการรส แหม ไอ้นี่มันมันๆ อร่อย มันเพราะอย่างนี้ๆ มันอะไรอย่างนี้ มันบันเทิง เริงรมย์อย่างนี้ ก็จะไปดูเอาผล เจตนาเวลาเขาดูนี่ คนดูไปดูพวกมืออาชีพพวกนักแสดงอาชีพนี่นะ เขาจะไปดูเอาผล ผลใครจะทำได้เลิศรสกว่ากัน ฟังดีๆ นะ คุณก็เข้าใจ อาตมาพูดนี่คุณก็เข้าใจ เพราะฉะนั้นเหล่านี้ไปดูแล้ว ถูกมอมเมากลับมา กิเลสเต็มหูเต็มหัวหมด แม้จะสอดแทรกเนื้อหาก็ไม่ค่อยได้ เพราะจิตมุ่งมั่นไปที่รสหมด และคนพวกนี้ไปดูรสๆจริงๆ ฟังคุณก็รู้นะ คุณก็คงเคยแล้วด้วย เพราะฉะนั้นพวกนี้ก็ไปดูพวกมืออาชีพ จึงเป็นพวกมอมเมาทั้งสิ้น อาตมาไม่ต้องการให้พวกเราถึงมืออาชีพ แต่จะเก่งขึ้นก็ไม่ว่า มันก็ไปของมันตามธรรมชาติ เก่งเราก็ว่าเป็นคนสอนๆ รุ่นใหม่ ต่อไป รุ่นใหม่ก็จะมาเป็นพวกฝึกหัดอีกต่อไป เราก็จะเป็นพวกฝึกหัดเล่น พวกๆ เขาเรียกว่าอะไรล่ะ AMATURE พวกสมัครเล่น ก็จะเป็นมือสมัครเลยไปเรื่อยๆ ไม่เป็นมือ Professional ไม่เป็นมืออย่างพวกที่หากินอาชีพ ไปดูพวกสมัครเล่นนี่เป็นยังไง อย่างไปดูพวกเราที่ผ่านมา จิตมันจะลุ้น คนไปดูนี่ลุ้นตามเลยนะ นี่มันพูดผิดพูดถูกหรือเปล่า มันท่องบทได้หรือเปล่า บทมันหมายความว่าอะไร คนดูก็จะตามลุ้น ดู แหม ลุ้นมัน ไม่ได้รสเลยนี่ จะได้รสอีกอย่างหนึ่ง คือรสธรรมชาติ ได้รสว่า เออ มันน่าเอ็นดู หรือว่ามันน่าสงสาร ไปโน่นนะ มันน่าสงสาร มันน่า นอก จากคนที่จิตมุ่งในเรื่องของจะไปดูรส คนมุ่งจะไปเอารสแล้วก็เพ่งโทษ เพราะฉะนั้น คนพวกนี้เป็นดูแล้วก็ ฮา ฮุย แสดงไม่เป็นก็มาแสดงเลอะ คนพวกนี่ตั้งจิตผิดตั้งแต่ต้นแล้ว จะไปเอารส เพราะฉะนั้นพวกนี้จะไม่รับ มันก็เป็นการคัดเลือกชนิดนึง คนพวกนี้ไม่ดูหรอก ออก แต่คนที่ไปดูนี่ ไม่ได้เป็นคนจัดจ้าน จะต้องไปเอารสอย่างนั้น เมื่อไปนั่งดูก็ เออ พยายามลุ้นเพื่อเห็นใจน่าสงสารนะ ดูเขาพยายามข้างบนนี่ เขาเจตนาตั้งใจ พวกนี้เขาทำ เขาตั้งใจทุกคน เหนื่อยกันทั้งนั้น พวกเด็กๆ ที่ไปแสดงนั่น ทั้งพวกลุ้นหลังเวที พวกที่ออกมาหน้าเวทีเหงื่อแตกทั้งนั้นน่ะ ทำ เพราะฉะนั้นเรื่องจริงใจ พวกนี้เรื่องเจตนา เขาไม่ได้ทำเพื่อเงินทอง เพื่อชื่อเสียง ลาภ ยศ สรรเสริญ ทำมาเพื่อสื่อบริสุทธิ์จริง ทำมาเพื่อสื่อแสดงอย่างนี้ ออกมาเพื่อให้เราดู ให้ดีเท่าไหร่ ก็ใช้ความสามารถ ความรู้เรามีเท่าไหร่ เราก็ทำเท่านั้น ทีนี้พวกเรามีปัญญา มีความรู้เราก็สื่อ เราสื่ออะไร เราต้องการเนื้อหาอะไร เราก็สื่อออกมาอย่างนั้น อย่างที่ทำนั่นแหละ คนเขาก็ตาม คนก็ลุ้นตรงนี้ พอนั่งดูไป ดูก็ลุ้น จะได้รับอย่างหนึ่ง เหมือนรสที่จะไปเสพรสของการปรุง พวกไปดูมืออาชีพนี่จะไปดูอย่างรับรสของการปรุง แสดงไม่ดี โห่เลย ไม่สมใจเขา เขาต้องการนี่ ดีไม่ดีก็เสียเงินเสียทองมาดูนี่ด้วย โห่เลย แต่นี่เราไม่มีเก็บเงินเก็บทองหรอก เราดู ดีไม่ดีเราต้อนเขามาดู ขอเชิญให้มาดู ง้อให้มาดูด้วยนะ มันไม่ เหมือนกัน นี่มันคนละเรื่อง เพราะฉะนั้นมีเหมือนกัน แต่มันไม่เหมือนกัน เรา พยายามเสียสละไป คุ้ม ไม่มีปัญหาอะไรหรอก อาตมาก็ยังชื่นใจอยู่ งานในสังคม จัดจ้าน ในการปรุงแต่งจัดจ้านอะไรพวกนี้ เราทำขนาดนี้ เราทำยังไม่ได้ปรุงแต่ง มากมาย ยังไม่ ยังมีธรรมชาติ ยังมีวัฒนธรรม ยังมีสัญชาตญาณ ยังมีอะไรๆ ของมนุษย์อยู่ เพราะมันคัดเลือกคนในตัว คนไปนั่งดูก็ได้ผลอย่างนั้นในตัว คน ดูจะต่างกันจริงๆ และคนดูมันก็บอกแล้วว่าคัดคนแล้วๆ ถ้าคนดูถูกเหยียดหยาม คนที่จะไปเอารสนะ ไม่ดู และคนเหล่านั้น เราก็คัดออกได้แล้ว ไม่ต้องมาเปลืองที่ ถ้าคนจะนิยมเต็มที่ คนเหล่านี้ได้คัดออกก่อน ทีนี้ห้อง เอดี 1 เก้าอี้มันก็เยอะแล้วคนมันก็ถึงขั้นเต็มห้อง ถูกยืนเหมือนกันนะ บางคราวๆ ก็ไม่ถึงนะ ก็ได้เป็นช่วงๆ นี่ผลมันต่างกัน คนดูจะติดตาม จะนั่งดูตาเขม็งเอาใจช่วย เออ ร้องกันไปอย่างไรเว้ย เขาหมายความว่าอย่างไร ร้องผิดร้องถูกหรือเปล่า นี่เขาได้หมดแล้ว เขาได้ของเขา คนดูนี้ได้แล้ว แล้วได้เนื้อหา ไม่ใช่มานั่งมุ่งมั่นเอารส อย่างนี้เป็นต้น แม้ผิดบ้างถูกบ้าง ก็จะพยายาม เอาใจช่วยหรือทำความเข้าใจให้ได้ ไม่ใช่ไปจับผิด ถ้าคนจับผิดดูไม่ทนหรอก ดูไปไม่ได้เรื่อง ชุ่ยๆ ทำไม่เป็นก็มาทำอะไร ดูประเดี๋ยวมันก็ออกๆ ไม่ดูต่อหรอก เพราะฉะนั้นที่อาตมาพาทำการบันเทิง ทำอะไรต่อมิอะไรกัน ซึ่งแสดงที่นี่งานปีใหม่ ทำไมอาตมาจะต้องกำหนดเด็กอายุ 13 ลงไป ถ้าผู้ใหญ่ก็ 50 ขึ้นไป ถึงอนุญาตให้แสดง ในรุ่นระหว่างนั้นห้าม อะไรอย่างนี้ มีจุดมุ่งหมายแล้วก็แสดงกันอย่างนั้นแหละ แล้วก็ทำกันไปพอประมาณ พออะไรต่างๆนานา อาตมาก็ไม่ต้องขยายความกันหรอก ประเดี๋ยววันเข้าพรรษา ก็จะมาฟังแต่เรื่องลิเก ละคร สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของพิธีกรรม จะเรียกว่าพิธีกรรมก็คือพิธีกรรม จะเป็นระเม็งละคร การแสดง จะเป็นการประกอบการ อย่างงานเข้าพรรษานี่ เราไม่ต้องจัดงานหรอก เราทำไปโดยธรรมชาติ กำหนดรู้ ใครกำหนดรู้ก็มา รู้ว่าวันนี้จะมีอะไรกัน วันนี้ยังไง สมณะเข้าพรรษา ท่านก็เตรียมตัว แล้วก็มารวมกันแล้ว ยิ่งวันนี้วันจะอธิษฐานพรรษาด้วย ก็คงไม่ขาด ไม่ขาดแล้ว และก็จะได้เห็นหน้าสมณะ เอาสมณะรูปนี่ดีนะ ท่านอุตส่าห์ไปเที่ยวจาริกที่โน่นที่นี่ ไม่ค่อยได้เห็นหน้าท่านเลย หมู่นี้เรายังชอบฟังธรรมท่าน เราก็จะได้เห็นว่าโอ ปีนี้ท่านมาเข้าพรรษาที่นี่นะ อะไรเราก็จะได้ เออ ก็จะได้รับธรรมกันต่ออะไรต่างๆ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น หรือพวกเราจะตั้งใจอย่างไร เวียนธรรมๆ อย่างเมื่อวานนี้ นี่คนนั้นคนนี้ ตั้งใจอย่างนั้นอย่างนี้ แม้จะเป็นสมณะ และสิกขมาตุ ผู้ที่ท่านขนาดนั้นท่านก็จะตั้งใจ จะมีอธิษฐานจิต จะตั้งใจอย่างไร จะพากเพียรอย่างไร จะอุตสาหะอย่างไร มันก็เป็นวิธีการ ให้เราขมีขมันเคี่ยวตัวเอง เคี่ยวเข็ญ หรือว่าเคี่ยวเคร่งขึ้นมา เคี่ยวตัวเอง พยายามกำชับกำชาตัวเองนะ ทำให้ตัวเองนี่เอาใจใส่มุ่งมั่นตั้งใจ เพื่อที่จะให้ตัวเองพัฒนา ปฏิบัติ ประพฤติ ทำอะไรดีขึ้น เราก็ตั้งใจทำกัน เวียนธรรมเมื่อวานนี้ เราก็ได้ตั้งอกตั้งใจทำอะไรกันขึ้นมาพอสมควร อย่างนี้เป็นต้น และเราก็จะตั้งใจไป แม้จะตั้งใจในช่วงระยหนึ่ง วันหนึ่ง เดือนหนึ่ง 3 เดือน ปีหนึ่งอะไรนี่ มันก็เจตนารมณ์ บางคนขอตลอดทั้งชาติๆ เราก็จะตั้งใจทำอย่างนี้แหละ อะไรเจริญ อะไรสำเร็จ เป็นกตญาณ หรือว่าอันนี้สำเร็จแล้วก็ หรือว่ายังไม่ถึงสำเร็จ เป็นแต่เพียงเกิดกิจญาณ เกิดการกระทำมันดีขึ้น แล้วได้ขนาดแล้ว พอสมควรแล้ว เราจะเพิ่มศีล เพิ่มกรรมฐาน เพิ่มพฤติกรรมที่เราจะกระทำเพิ่มขึ้น เราจะตั้งใจทำอย่างนี้ เพิ่มขึ้น ซ่อนซ้อนสอดประสานขึ้นได้ บางอันก็จนสำเร็จแล้ว มันก็ไม่รู้ตัวว่าจะรู้ก็สำเร็จ อ้าว สำเร็จแล้วนี่ เราก็หาอื่นใหม่ต่อแล้ว เพราะทางเจริญหรือความก้าวหน้าของคนมันมีอยู่เรื่อย จุดจบ จุดสุดของแต่ละอันๆๆ ซ้อนอยู่ในตัวเอง มันก็มีอีกตั้งเยอะ สิ่งที่เชื่อมโยงสิ่งที่จะพัฒนาต่อ มันก็มีต่อ แม้ที่สุด คนจบอรหันต์แล้ว และคนจะต่อไปถึงพระพุทธเจ้า ต่ออะไรอย่างนี้ เป็นต้น มันก็มีๆทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นเป็นจุดมุ่งหมายไปรอบ เหมือนคนเรียนจบมัธยม เรียนจบเตรียมอุดม ก็ต่อซิ มีที่ต่อเตรียมอุดมแล้วก็ต่ออุดมศึกษา จากอุดมศึกษา ต่อปริญญาตรี จะต่อปริญญาโท จบปริญญาโท ต่อปริญญาเอกๆจะต่อไปถึงขนาดโพสต์ด็อกเตอร์ เขาก็มีโพสด๊อกเตอร์ให้ต่ออย่างนี้ เป็นต้น ทางโลกเขาก็ทำนัยคล้ายกัน และมีอะไรให้เรียไหม มีอะไรให้ศึกษาไหม เนื้อหาการศึกษานั้นๆ ที่เราเรียนต่อนั่น มันอะไรบ้าง จบโสดา ก็ต่อสกิทา จบสกิทา ก็ต่ออนาคา จบอนาคาก็ต่ออรหันต์ ก็ต่อไปอีกจนเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คืออะไรกันแน่ ได้แล้วคืออะไร มันเจริญต่อตนต่อท่านอย่างไร ชีวิตเราก้าวหน้าพัฒนาอย่างไร เราต้องรู้ๆไปตลอดสาย เราต้องมีญาณ รู้สัจญาณ รู้ความจริงของอันนั้น ญาณก็คือปัญญาหรือความรู้ ต้องรู้ความจริงอันนั้นเรียกว่าความรู้ สัจจญาณ เมื่อรู้แล้วเราก็จะต้องประพฤติปฏิบัติ ประพฤติอย่างไร มีวิธีอย่างไร มีมรรคมีทางเดินอย่างไร และเราก็ลงมือทำ ลงมือทำก็คือกิจญาณ ให้เกิดญาณรู้ว่า เราทำจริงๆนะ เราลงมือทำนะ ลงมืออบรมฝึกฝนปฏิบัติประพฤติแล้วนะ แล้วได้ผลไหม กิจญาณก็ต้องดูผลมันด้วย ดูผล ได้ผลไปแล้ว ได้ส่วนหนึ่งห้าสิบส่วนเต็ม เสร็จแล้วกตญาณๆ รู้ว่าเสร็จแล้ว ได้ทำเสร็จแล้ว จบแล้ว ครบแล้ว บริบูรณ์แข็งแรงแล้ว ตั้งมั่นแล้ว เที่ยงแท้แล้ว เป็นเช่นนั้นจริง เป็นเช่นนั้นเอง เช่นนั้นๆในตัวมันเองแล้ว ตถตาเป็นตัวที่จบ ตถตานี่ แปลว่าความจริง เป็นความเป็นแล้ว จบแล้ว เป็นเช่นนั้นเอง มันเป็นเอง เป็นอัตโนมัติเองแล้ว ศีลก็เป็นอย่างนั้นแล้ว สมาธิ หมาย ความว่าจนกระทั่งถึงจิต ถ้าเอาความหมายแหละนะ สมาธิ ทำจนกระทั่งตั้งมั่นแข็งแรงถึงจิต แข็งแรงถึงจิตแล้วจนกระทั่งเกิดวิมุติ เกิดญาณ เกิดวิมุติๆ เกิดญาณ เกิดวิมุติ จนระทั่งถึงจบสุด สมบูรณ์เต็ม เที่ยงแท้ นิยตะ แข็งแรง เมื่อแข็งแรงไปเป็นในตัวของเราเองแล้ว จนกระทั่งมันไม่เห็นจะต้องใช้สำนึก ไม่ต้องใช้สติมาควบคุม ไม่ต้องมาคอยระมัดระวัง มันก็เป็นเอง เป็นสัญชาตญาณเลย เกิดการกำหนดเอง เกิดการเป็นในตัวเอง เรียกว่าสัญชาตแปลว่าเกิด สัญก็แปลว่าการกำหนด การรู้ หรือมันจำได้ยังอยู่ในตัวมันเอง สัญญะลงไปแล้ว เป็นตัวที่หยั่งลง เป็นการกำหนดเป็นความจำ เป็นการรู้ตามกำหนดอย่างนั้นๆ แล้วก็สัญญะ หรือสัญญาจำได้ของมันเอง ก็เกิดที่มันจำได้เป็นอัตโนมัติ จึงเรียกว่าสัญชาตญาณ มีญาณอย่างที่มันเคยสัญชาติมา เคยกำหนดเคยจำ เคยรู้และเคยเกิด สัญชาติ สัญ ตัวหนึ่ง ชาติ ตัวหนึ่ง ญาณ ตัวหนึ่ง สัญชาตญาณ ในความหมายของสัญชาตญาณ เราก็รู้ๆอยู่แล้วว่ามันเป็นของมันมาแต่ไหนๆ ใช่ไหม สัญชาตญาณ มันเป็นของมันแต่ไหนๆ มันเป็นของมันเอง มันเป็นของมันมาแล้ว สัญชาตญาณ ไม่มีใครบอกใครสอนหรอก มันเป็นสัญชาตญาณ เราสร้างให้มันถึงอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเรามีความขยัน แล้วก็สร้างความขยันให้มันเป็นสัญชาตญาณของคนขยัน ให้มันเป็นตถตาของคนขยัน ให้มันเป็นเช่นนั้นของมันเองจริงๆ ไม่ต้องไปใช้สติ ไม่ต้องไปใช้ความเพียร ไม่ต้องไปใช้การบังคับ ไม่ต้องไปใช้การสังวร ไม่ต้องไปใช้การอะไรที่จะต้องให้ตัวเองเป็นอย่างนี้ให้ได้ นี่มันได้แล้วๆ เป็น แล้ว มีแล้ว เกิดแล้ว สำเร็จแล้ว จะสร้างความอดทน ก็สร้างเข้าไป จะสร้างน้ำใจที่มีเมตตาก็สร้างเข้าไป จะสร้างความซื่อสัตย์สุจริต จะสร้างกุศลอะไร เราก็สร้างขึ้นให้มีในตัวเราให้เกิดในตัวเราเลย พากเพียรไปซ้ำๆซากๆ ไป แล้วก็มีญาณปัญญาประกอบไม่ใช่ทำไปโดยดายๆ แค่แต่ซ้ำๆซากๆเฉยๆ แหละนะ เราก็ทำให้มันเคยตัวเคยชินเฉยๆ ทั้งที่ไม่เกิดปัญญาเท่าไหร่ มันก็ยังเกิดตามธรรมของมัน มันก็ยังทำได้ทนทำได้ชิน ทำได้ติดไม้ติดมือ ติดตัวได้เหมือนกัน ยิ่งมีปัญญา รู้ผล รู้วิธีการละเอียดลออ และก็แถมรู้รสรู้ผลของมันดีด้วย มันเป็นของที่เป็น ของประเสริฐ มันเป็นความเจริญของมนุษย์ ควรมีควรเป็นควรได้ มันยิ่งดีใหญ่ เลย มันยิ่งซ้อน มันยิ่งทำได้อย่างถาวร แน่นอน ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นถ้าทำซ้ำซากเฉยๆ ไม่มีปัญญารู้ว่าดีหรือไม่ดี น่ายินดีหรือไม่ ก็ไม่รู้ ประเดี๋ยวอันอื่นมายั่วมายวน มาล้มล้าง ความเข้าใจเดี๋ยวไปอย่างอื่น ก็เลิกได้ๆ ล้างได้ไม่เอา เปลี่ยนแปลงเป็นใหม่ แปรเปลี่ยนเป็นอื่นได้ แต่นี่เรามีทั้งญาณปัญญาทำได้ด้วย แข็งแรงด้วย เห็นผลดีด้วย มีปัญญารู้ดี มีปัญญารู้คุณค่า และก็ทำได้ง่ายดาย เพราะชำนาญ ง่ายดาย สะดวก ไม่หนัก ไม่ลำบาก ไม่ต้องอด ไม่ต้องทน ไม่ต้องฝืด คล่องตัว ได้ดีชำนาญ และก็รู้ด้วยว่าคนเป็นอย่างนี้แหละดีที่สุด คนอย่างนี้แหละประเสริฐสุด เข้าถึงขั้นเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโน่นแหละ หรือไม่ถึงสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอรหันต์ก็รู้ความสุด รู้ความเจริญที่แท้ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ดีแล้ว จะไปเปลี่ยนแปลงทำไม ใครมาทำให้เป็นอื่น เราไม่เป็นแหละ จะเป็นอย่างนี้ นอกจากบางอัน เช่น คนบางคน คบหากันแล้ว เราก็ต้องพยายามช่วยเหลือเขา อนุโลมเขาบ้าง ซึ่งเป็นความฉลาด เป็นศิลปะ อนุโลมเขา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไปเป็นอย่างเขาแล้ว อนุโลมหย่อนยืดหยุ่นให้แก่เขาบ้าง เขาทำแค่นั้น เขาทำไม่ได้อย่างเรา ก็เรื่องของเขา เราไม่ต้องไปทำเบ่งทำข่มเขา หรือว่าไม่ต้องไปบังคับให้เขาทำอย่างเราหรอก เพราะว่าเขายังไม่ได้ เขาได้แค่นั้นเอาแค่นั้นก่อน เราจะรู้การผ่อนสั้นผ่อนยาว อนุโลม ปฏิโลมสำหรับผู้นั้นผู้นี้ แท้จริงก็ให้เขามาเป็นอย่างเรานี่ เป็นครูนี่แหละ เราเป็นได้ เราก็ยืนหยัดยืนยันให้เขามาเป็นอย่างที่เราเป็นๆ ได้ที่ดีๆ และมันก็เป็นมนุษย์ที่มีคุณค่า เป็นมนุษย์ที่มีประโยชน์ เราก็สบาย เราก็สืบทอดต่อกันไปอีก มนุษย์จะเกิดมาอีกกี่ชาติ คุณความดีที่เป็นหลักเกณฑ์ของธรรมะ เป็นกุศลธรรมอยู่แล้ว มันก็เป็นคุณความดี ที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปหรอก หลักๆ แกนๆ ไม่เปลี่ยนแปลง เราจะขยัน เราจะอดทน เราจะเป็นคนมีเมตตา ซึ่งเป็นกุศลธรรมทั้งหลาย ซึ่งก็เป็นสมมุติสัจจะ เป็นสัจจะที่เรียกว่าสมมุติ แต่สมมุตินี่แหละมันมีปรมัตถ์ซ้อน เมื่อเราฝึกใช้ปรมัตถ์ ใช้จิตวิญญาณนี่เป็นตัวรู้ และเป็นตัวแข็งแรง เป็นเจโตที่จะต้องเป็นเช่นนั้น ปัญญารู้แล้ว ก็นำพาฝึกจนกระทั่งกายกรรม วจีกรรม จนกระทั่งจิตแข็งแรง จิตเป็นตัวอย่างนั้น ฝึกเรา เอาอะไรมาทำลูกเบี้ยว ลูกกลิ้ง ลูกกลมอะไรให้มันอย่างนั้น จนกระทั่งมันขัดมันสี จนกระทั่งมันเข้าร่องเข้ารอย มันก็จะเหวี่ยงอยู่อย่างนั้นเป็นอย่างนั้นไป มันจะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะรูปร่างมันเป็นอย่างนั้นแล้ว วัตถุธรรมมันก็ยังเป็นได้ นามธรรมก็ฉันเดียวกัน ฝึกให้เป็น เมื่อรู้ว่าอย่างนี้ดี ต้องฝึกให้จิตใจเก่งนี่ มันดำเนินอย่างนี้เป็นเจโต จิตของมันจะเป็นอย่างนี้เลย จิตเป็นรูปอย่างนี้ จิตเป็นเรื่องอย่างนี้ จิตจะสั่งการอย่างนี้ จิตจะรู้สึกอย่างนี้ จิตจะกำหนดอย่างนี้ จนลงตัวหมดเลย เจตสิกถูกขัดเกลาจนเจตสิก จิตนี้นำพาให้เป็นอย่างนี้อย่างอัตโนมัติ อย่างตถตาหรืออย่างสัญชาตญาณ เราก็ทำ เรียกว่า สร้างวาสนา สร้างบารมี เพราะฉะนั้นเราจะสร้างวาสนา สร้างบารมี ด้วยจิตที่รู้และ ประกอบให้กายกรรมเป็นอย่างนี้ อย่างใดที่ดีเราก็ประกอบขึ้น ฝึกฝนอบรม เพราะฉะนั้นเมื่อเรารู้ถูกแล้ว รู้ดีแล้ว แต่เรายังไม่ได้ แต่เรายังไม่เป็น เหลืออยู่อย่างเดียว ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ต้องทำอย่างไร พหุลีกัมมัง ทำให้มาก ฝึกฝนอย่างนั้น ก็รู้แล้ววิธีทำๆอย่างนี้ ก็เรายังไม่ลงตัว ยังไม่เป็นกตญาณ และกิจนี่ยังไม่เสร็จ สั่งสมไป ซักซ้อมไป ทำซ้ำไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนสุดท้าย มันเป็นอย่างนั้นเอง จนกระทั่งมันทำเฉยเลย เมื่อไหร่มันก็เหมือนคนทำอย่างแผ่นเสียงตกร่องซ้ำอยู่อย่างนั้นน่ะ แต่มันดีน่ะ มันดียั่งยืนอยู่อย่างนี้ คุณไม่เอาเหรอ ฮึ ทำซ้ำอยู่ได้ แล้วที่เราทำซ้ำอยู่นี่ ดีหรือเปล่าล่ะ ดีและเปลี่ยนเป็นไม่ดีเหรอ ก็ซ้ำที่ดีไม่เปลี่ยนแปลง ไม่หย่อนข้อ ไม่อ่อนด้อย ก็แข็งแรงซ้ำซาก สร้างดีๆๆๆ อย่างนี้ทุกตัวดีกันสมบูรณ์ยอดเลย ถ้าไม่ลดหย่อนค่าอะไรด้วย ทำอยู่อย่างนี้ ไม่เอาหรือ ไม่เอาคุณก็ไม่มีแนวคิดอย่างนั้น เปลี่ยนดีเป็นเลวลงไปหรือ ให้มันหย่อนดี ลงไป ก็ตามใจคุณเถอะ ถ้าคุณจะไปเป็นอย่างนั้น ก็ตามใจ และเราจะต้องมีดีให้ มาก เรื่องกรรมกิริยาเป็นคนมีดี กายกรรมดี วจีกรรมดี มโนกรรมดี ดีอย่างนี้ไป เถอะ ดีที่สุด ดียอดอย่างไร ก็สั่งสมเข้าไป ใครไม่เอาก็ถอย ถ้าใครจะเอาก็เอาทางนี้ อาตมาจะพาทางนี้ พระพุทธเจ้าพาอาตมาเป็นอยู่นี่ ทำแต่ดีอย่างนี้ไปนะ สรุปแล้วคนเราเกิดมาเพื่อฝึกฝน เพื่อเรียนรู้ สิ่งที่จะพัฒนาให้ดีแล้วเป็นคุณค่า เป็นประโยชน์ในโลก จนกระทั่งสรุปจบที่อาตมาเทศน์เมื่อวานนี้ ซ้ำเมื่อวานนี้ก็สรุปให้ฟังแล้ว คนเราเกิดมารู้จุดที่เราจะต่อภพหรือตัดภพ จะปรินิพพานหรือจะต่อ หมายความว่าจะเกิดหรือจะตาย บอกแล้ว ไม่ได้หมายความว่าไม่ใช่ความเกิดของสรีระ เพราะเราจะทำให้สรีระ เกิดสรีระ จะต้องมีความสามารถสูง ต้องมีประสิทธิภาพสูง กำหนดวันตายได้ เหมือนอย่างพระพุทธเจ้ากำหนดวันตายได้เอง หรือพระอรหันต์บางรูปบางองค์ ไม่ได้ทำเล่นจะให้สรีระตาย อย่างพระพุทธเจ้าอีก 3 เดือน เราจะตาย พอท่านเปล่งในวันเมื่อวานนี้ ท่านเปล่งกับพระอานนท์ เปล่งกับมาร มารมาอาราธนาตาย วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 บอกกะมารว่า มาร เราจะตายอีก 3 เดือนข้างหน้า เดือน 3 ท่านกำหนดกับมาร แล้วท่านก็ปรินิพพาน อีก 3 เดือน ข้างหน้าเราจะตาย ท่านก็กำหนดของท่านได้ กำหนดได้จริงๆ แต่พระอรหันต์ไม่ได้กำหนดร่างกายให้ตาย พระอรหันต์กำหนดจิตวิญญาณ เราจะเลิกใช้จิตวิญญาณแล้ว รู้แล้วว่า จิตวิญญาณไม่ใช่ตัวตน จิตวิญญาณถ้าจะยึดติดจะให้เกิดต่อ รู้แล้ว เพราะฉะนั้นท่านจะต่อได้ต่อภพได้ พระอรหันต์นี่ แต่จะไม่ต่อภพละ สูญสลาย เลิกไม่ต่อ ไม่หยั่งลงสู่ครรภ์ ไม่ รวมกันอีก ไม่เกาะกุมกันอีก ไม่มาเป็นจิตวิญญาณอีก ไม่มามีวิบากอีก สลายทุกอย่างไปเลย ผู้ชื่อว่าได้เป็นพระอรหันต์แล้วทำได้ทุกองค์ ท่านรู้จุดยอด ดับวิภวตัณหา กามตัณหาจบก่อนเลย สุดสิ้นกามตัณหาแล้วเป็นอนาคามีขึ้นไป หมดกามตัณหาแล้ว เป็นพระอนาคามีแล้ว สกิทานี่ก็ไม่หมดทีเดียว พอเป็นอนาคามีจบกามตัณหา เหลือภวตัณหาก็ทำต่อ ทำภวตัณหา พอหมดอีกเหลือวิภวตัณหา หมดภวตัณหาแล้วจริงๆ แล้วจนกระทั่งเรียนรู้วิภวตัณหา ซึ่งศาสนาอื่นไม่รู้เรื่องนะ วิภวตัณหา ขอกล่าวได้เลย ไม่มีศาสนาไหนรู้นอกจากศาสนาพุทธ เพราะแม้แต่แค่ภวตัณหา ยังไม่ค่อยเข้าใจเลย พุทธไทยเอง ในเมืองไทยนี่ก็เถอะ จะมาเข้าใจกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาสมบูรณ์นี่ อาตมากล้าพูดได้ไม่มีใครรู้หรอก ที่รู้จบรู้ละเอียด รู้จริงแล้ว ก็ล้างตัณหาอย่าง เพราะว่าเป็นตัณหาแต่ละภพ และตัณหามีอยู่แค่นี้แหละ ที่เรียนรู้ ที่รู้มีกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาเท่านี้แหละ สุดสูงสุด เพราะฉะนั้นแม้จะเป็นพระพุทธเจ้า ก็ใช้วิภวตัณหา จบเป็นอรหันต์แล้ว ต่อตัณหาก็คือวิภวตัณหา เพราะฉะนั้นพระอรหันต์เจ้าจะเกิดต่อภพต่อภูมิพระโพธิ สัตว์ขึ้นมา เรื่องกามตัณหา ภวตัณหา เรื่องจ้อย เป็นเรื่องที่หมุนเวียนมา สมมุติไปอย่างนั้นเองแหละ โดยปรมัตถ์ โดยจิตวิญญาณนั่นแล้ว ท่านมีของท่านเป็น สัญชาตญาณ เป็นตถตาจริงๆ มันเป็นของท่านแท้ ท่านไม่ได้มาอินังขังขอบ ไม่ต้องมานั่งทำอะไรมาก เพราะเป็นจริงได้จริงมีจริง วนเวียนมาที่อาตมาใช้คำว่ามากับโลกเขาก็เป็นไปบ้าง เหมือนอย่างลิงลมอมข้าวพอง เหมือนกะแกล้งปลอม หรือว่ามอมเมา ให้โลกมอมเมาไปหน่อยๆ เดี๋ยวท่านก็เป็นตัวของท่าน เพราะสัจจะก็คือตัวของท่านเองได้อะไรมีอะไร ก็มีบารมีของท่านเอง ท่านก็กลับไป ท่านก็ไปสู่ ความจริงของท่าน และมันก็ไม่ยาก เพราะบางคนบอกว่าอะไรกัน เป็นพระโพธิสัตว์ ยังจะต้องไปงมงายอยู่กะเขาเป็นบาป อย่างพระพุทธเจ้า เป็นพระโพธิสัตว์ท่านยังจะไปมั่วกาม ต้องไปเป็นโน่นเป็นนี่อยู่อะไรอีก มันไม่น่าเลย พระโพธิสัตว์บางรูป พระพุทธเจ้าบางรูปท่านก็ไม่มีเมีย ไม่ต้องแต่งงานหรอก แล้วแต่ท่านจะบำเพ็ญวิบากของท่านอย่างไร บางองค์ก็ไม่มี บางองค์ 7 วันบรรลุเป็นพระอรหันต์ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้ว บางองค์บำเพ็ญอยู่ตั้ง 6 ปี อย่างพระสมณโคดม บางองค์บรรลุเดี๋ยวเดียว พอออกบวช 7 วันก็เป็นพระพุทธเจ้าแล้วอะไรอย่างนี้ มันไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกันนะ แล้วก็คนละเรื่อง คนละราว ไอ้เรื่องพวกนี้ ก็ละเอียดลออ อจินไตย ซึ่งอาตมาก็พูดสู่ฟังบ้าง แต่ก็ไม่เจตนาจะอธิบายโพธิสัตวภูมิอะไรมากมายน่ะ เพราะฉะนั้นสุดสำคัญที่ต่อหรือตัดจุดขอ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive