360903 หนักเอาเบาสู้ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
360903 หนักเอาเบาสู้ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
หนักเอาเบาสู้ แสดงธรรมกับนักเรียนสัมมาสิกขาปฐมอโศก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
เมื่อเวลาผ่านไปแล้วน่ะ โตแล้วเราจะนึกถึง เขาเปิด กศน. เพราะอะไร เปิดกศน. เพราะพวกเราที่ อย่างนี้ เวลาวัยเด็กก็นึกประมาท เอาละ คนมีความจำเป็น ไม่มีโอกาสได้เรียนก็แล้วกัน แล้วแต่ความจำเป็นของเขา เขาก็เลยไม่ได้เรียน เขาก็เลยต้องไปเรียก กศน. พออายุ 40 บางที อายุ 30-40 แล้วค่อยมาเรียนมัธยมต้น ค่อยมาเรียนประถมด้วยซ้ำบางคน มาเรียนมัธยมต้น มาเรียนมัธยมปลาย มา สห. พยายามเรียน แล้วก็เพื่อสอบให้ได้ อายุ 40-50 แล้วค่อยมาเรียน มาเรียน กศน. นี่ก็เพราะว่าเขาไม่ได้สำนึกน่ะ เราก็รู้อยู่แล้ว ไม่ต้องบอกกันก็ได้ ก็ทั่วโลกเขาก็ต้องเรียน วัยเด็กวัยเรียน พ่อแม่ก็มีหน้าที่น่ะ จะจนจะยากน่ะลำบาก ยากเย็น หลายคนหลายผู้ก็รู้ๆกันอยู่ ตามประวัติมันมีของจริง ไม่ใช่นิยาย นิยายก็มี แต่ของจริงก็เยอะแยะน่ะ ว่าพ่อแม่จะยากจะจนอย่างไรก็พยายาม ตั้งหน้าตั้งตาลำบากลำบนหาเงินหาทอง เลี้ยงดูเราทั้งให้ชีวิต หาข้าวหาน้ำ หาเสื้อหาผ้า หาของใช้ของสวยอะไรให้ ส่งเสียเล่าเรียน พยายามให้เรียนได้สูงที่สุด เท่าที่จะเรียนได้ นอกจากพ่อแม่ที่ไม่เอาถ่านบางคนเท่านั้นเอง ที่ไม่ค่อยเอาใจใส่ลูก ไม่ส่งเสีย ไม่พยายาามที่จะให้ลูกได้เรียนสูง ที่จริงแล้ว ส่วนใหญ่เลย พ่อแม่ทุกคนแหละ ไปถามส่วนใหญ่ ก็ตั้งใจที่จะให้ลูกเต้านี่ได้เรียนสูงๆ เพราะเป็นวัยเรียน รับรู้กันหมดแล้วทั่วโลก แต่เรานี่ต้องสำนึก ถ้าเราเองเราเป็นผู้ที่คิดผิดว่าในวัยเรียน แต่เราไม่เอาถ่านในการเรียน ปล่อยปละละเลย เห็นมันเป็นเรื่องธรรมดา จริงๆ มันเป็นเรื่องธรรมดา แต่มันเป็นเรื่องพิเศษสำหรั
อ่านต่อ
บพ่อแม่ที่จะต้องมุ่งหมาย พ่อแม่มุ่งหมายให้เราได้เรียน เราก็ควรจะต้องตั้งใจเล่าเรียน เพราะพ่อแม่ทุกคนนะ ส่วนใหญ่บอกแล้ว มุ่งหมายจะส่งเสียลูกเต้า จะเหน็ดเหนื่อยหนักหนายังไงๆ กระเหม็ดกระแหม่ อดออม ต่อสู้ เพื่อที่จะได้เงินทองมา เพื่อที่จะส่งเสียให้พวกเราได้เล่าเรียน ให้เป็นอยู่ดีไปในอนาคต พ่อแม่ต้องตั้งใจนะ แต่เรามาเรียนแล้ว เราไม่ตั้งใจนี่ มันจะเป็นอย่างไร มันไม่สอดคล้องกันเลย พ่อแม่ก็ต้องเสียใจ น่าน้อยใจ เพราะพ่อแม่ตั้งใจอย่างนั้นจริงๆ ถึงแม้ว่าพวกเรามาเรียน พ่อแม่ไม่ได้เสียเงินทองก็ตาม จิตใจพ่อแม่ก็ปรารถนาให้พวกเราได้เรียนดี แต่ระบบของเราเท่านั้นเอง ที่มาเรียนที่นี่เราไม่ต้องเสียเงินเสียทอง พ่อแม่ก็ไม่ต้องจ่ายอะไรๆก็ตาม แต่โดยใจลึกๆของพ่อแม่ ก็ต้องการให้พวกเราได้เรียน ได้ดี ตั้งใจเรียนดี ถ้าเราสอบได้ดีๆ คะแนนก็ดี ปฏิบัติงานทำงานก็เป็น คุณธรรมก็สูงด้วย ไปถึงไปบอกแม่ โอ๊ คุณธรรมได้ 4 ทำงานก็ได้ 4 สอบก็ได้ 4 เท่านั้นแหละ พ่อแม่เสียใจร้องไห้เลย มีมั้ย ไม่มีหรอก มีแต่พ่อแม่จะปลาบปลื้มดีใจ เป็นเรื่องธรรมดาๆ แต่ถ้าเผื่อว่ากลับไปบ้าน เป็นไงลูก สอบ หนึ่ง ฮะ ฮะ ทำงานละ หนึ่ง วิชาการ หนึ่ง ที่หนึ่งเหรอ! (เด็กหัวเราะฮึ ฮึ ฮึๆๆ) ตัดเกรดได้หนึ่งต่างหากเล่า ฮึ! พ่อแม่ก็เสียใจ นี่พูดให้ฟังโดยความจริง คือที่พูด เพื่อที่จะให้เราได้สำนึก ได้คิดว่าเราควรจะรู้กาลเวลา รู้โอกาส นี่เป็นวัยเราต้องเรียน ต้องศึกษา เพราะถ้าเล่าเรียนเอาใจใส่ทำงาน ทำการขยันหมั่นเพียรนี่นะ เด็กๆนี่ ไม่ทรุดโทรมง่ายหรอก เพราะกำลังโต อะไรๆก็กำลังเหนียวแน่น โอ้โฮ กล้ามเนื้อเซลอะไรกำลังสดใหม่ กำลังยิ่งจะโตๆๆ ไอ้นี่เป็นไง ยัง (เด็กหัวเราะ ฮิ ฮิๆๆ) ฮึ ฮึ ดูถูกฮะ ฮะ นั่นแน่ เล่นลิ้นซะอีกน่ะ นี่ก็ดูผิด เอาละ ก็ยอมรับนิดหน่อย ไม่ยอมรับเต็ม (เด็กๆ ฮะๆๆๆ) ยอมรับว่ามันเสื่อมลง อายุมากแล้ว ก็เป็นธรรมชาติธรรมดา มันย่อมเสื่อมลงบ้างนะ หรือเสื่อมลงมากถ้าเราไม่รู้ เพราะฉะนั้นอาตมาถึงพยายามแม้จะทำงานนี่ก็ต้องใช้ให้มันเกิดแคลอรี่ร้องอุ่น ไม่ใช่จืดชืด เหนื่อย เฉื่อย แฉะ เย็น ไม่ทำอะไร ไม่ออกกำลัง ไม่ทำงาน ไม่คิด ไม่นึก ไม่อะไร ถ้าอย่างนั้นแล้วละก็ ความขับดัน ความหมุนเวียน อุณหภูมิ หรือเหมือนกับรถยนต์ไม่วิ่ง แช่ไป ยิ่งถูกน้ำ ถูกแดด เออ ถูกอะไรเผา ร่อยหรอไป เย็น แห้ง ตาย ผุพังไวนะ เพราะฉะนั้นพวกเราน่ะ โอกาสของเราน่ะ มันสอดคล้องกับความเป็นจริงของสรีระเราเป็นเซลใหม่ เซลเด็กที่จะต้องมีวันโต เพราะยีนส์จะต้องเริ่มคลี่คลาย โตขึ้นไป ยังมีช่วงที่จะต้องโต ตั้งแต่กระดูกไปจนกระทั่งทุกสัดส่วนของร่างกาย มันจะโตขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นถ้าเราขยัน มันก็เหมือนกับรถ ที่เราวิ่งสูบฉีด แล้วของมันยังไม่ตัน ทุกอย่างมันเขยิบได้ เพราะฉะนั้นมีแต่วันเจริญ ไม่มีเสื่อมง่ายหรอก แต่ถ้าขี้เกียจแล้ว พลังงานขับดัน เอ้า ความหมุนเวียนอะไรต่ออะไรมันๆ ไม่คล่อง มันเย็นไป หรือว่ามันน้อยไป ช้า โตช้า ดีไม่ดีจะแกร็นเอา แคระแกร็นเหมือนกะเด็กๆบางคน ไม่ต้องเอาบางคนหรอก เรียนรู้โดยสามัญนี่ ถ้าคนเราเอาแต่นอนนี่ มือ แข้ง ขาจะลีบมั้ย! เอาแต่นอน เอาแต่อยู่เฉย ไม่ขยับเขยื้อนมากๆ แข้งขาก็จะลีบไป นี่ละง่ายๆ ฉันเดียวกันแหละ ฉะนั้นพวกเรานี่จะทำงาน จะเรียน จะรู้ จะอะไรก็แล้วแต่ มีภาวะเคลื่อนไหว มีภาวะใช้บทบาทการงาน ให้มันเกิดปฏิกิริยา กรรมกิริยาความเคลื่อนไหวอยู่มากๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเราไม่ได้พัก ไม่ได้หลับไม่ได้นอน พวกเราได้พัก ได้หลับได้นอน เพราะว่าพวกเรามีกาละเวลา มีผู้ดูแล ดูจังหวะเวลาของกิจวัตร ของเวลา มี Time Talbe รู้มั้ย รู้อะไร รู้มั้ย Time Table อะไรรู้มั้ย (เด็กๆหัวเราะ) โต๊ะเวลาไงล่ะ เอ๋ พวกเรานี่ อ่อนภาษาอังกฤษแน่ๆเลยนะ ครูภาษาอังกฤษ Time Table แปลว่าตารางสอน จำไว้ นี่ภาษาอังกฤษหนึ่งนะ Schedule ก็ตาราง ตารางกำหนด Time Table นี่คือตารางสอน จำไว้เชียว หึ หึ โอ้ ไม่รู้จักได้ไง ก็ต้องมีตารางสอนใช่ไหมล่ะ เวลาเรียนหนังสือ เราก็ต้องดูตารางสอนว่าชั่วโมงไหน ครูไหนสอน ก็มีตารางสอน โต๊ะเวลาน่ะ (Time Table) จะต้องมีเวลา มีตารางสอน มีช่วงบอกโอกาสเวลาว่า ตอนนี้ตื่นน่ะ ตอนนี้เข้าเรียน พวกเรานี่โอ้โฮ อาตมายิ่งไปนึกถึงกรุงเทพฯ อาตมายิ่งเห็นว่าพวกคุณนี่มีบุญ มีบุญ เด็กกรุงเทพฯนี่เขาเรียน เขาเขียนการ์ตูนล้อเห็นมั้ย เวลานอนแต่งชุดนักเรียนไว้แล้ว แล้วมีกระเป๋าหนังสือเตรียมไว้ข้างๆ เสร็จ รองเท้าวางไว้ข้างรถ เอ้อ! วางไว้ข้างเตียง เสร็จ แต่งชุดนักเรียนนอน เขา เขียนการ์ตูนบอก “ลูกๆ ตื่น ได้เวลาแล้ว” ปรากฏว่าแล้วเขามีนาฬิกาบอกด้วย บอกเวลาตี 3 ครึ่ง ตี 3 นี่ตื่นแล้ว เหมือนกับเรานี่แหละ แต่เขาไม่ได้เหมือนกับเรา เพราะตี 3 ครึ่งตื่นมาเขาต้องรีบไปขึ้นรถ ซี่งเขาจะต้องรีบต่อสู้ โอ้โฮ จะต้องต่อสู้ในถนนอีก อะไรต่ออะไรไปอีก กว่าจะถึงโรงเรียน กว่าจะได้เรียน ของเราถ้าตื่นตี 3 ครึ่งขึ้นมา ไม่ต้องมีอะไรเลย คือเรียกว่าของเรามีสิ่งที่เรียบร้อยแล้วทั้งนั้น เสื้อผ้าก็เหมือนกับชุดนักเรียน ก็ชุด ก็อยู่ที่นี่เหมือนกับชุดอะไร (เด็กๆหัวเราะ) มันชุดเดียวกันหมด ตื่นขึ้นมาปั๊บ บางคนก็ไม่ต้องล้างหน้า เพราะหน้าเราก็ไม่ยู่ยี่อะไรมากมาย (เด็กหัวเราะ ฮึ ฮึ) อย่างอาตมานี่ จริงๆนะ อาตมาก็ไม่ต้องล้างหน้าหรอก วันหนึ่งนี่อาบน้ำทีหนึ่ง ล้างหน้าก็น้อย นอกจากเวลาทำงาน มันมีเหงื่ออะไรก็ล้าง ถ้าไม่งั้นก็ไม่ต้องล้างหน้า วันๆหน้าก็ไม่ต้องมีอะไรมาก หน้าตื่นเช้าขึ้นมาแทบจะ แล้วเราก็เรียนกันล่ะ เดินไปเรียนก็ไม่ต้องเสียเหงื่ออะไรมากมายเลย แค่เดิน อย่างดีขึ้นบันไดนิดหน่อย เขาต่อสู้มากน่ะ ต้องออกจากบ้าน ต้องขึ้นรถไป หงุดหงิด โอ้โฮ อยู่ข้างในรถรา จะกินข้าวก็กินในรถ ถึงโรงเรียน โอ้โฮ กว่าจะได้ร่ำได้เรียน เรียนเสร็จแล้วกว่าจะเดินทางกลับ โอ้ เหน็ดเหนื่อย สู้มาก ต่อสู้กับมลพิษด้วย ออกไปข้างนอก เวลาต่อสู้ไม่ใช่ว่าไปเสียเวลากับถนนเท่านั้น ต่อสู้กับสิ่งที่มากระทบสัมผัสกับเรา โอ้ย มันยังมีอะไรต่างๆนานาสารพัด อารมณ์เสียน่า แล้วก็เครียดกัน เครียดกันเยอะ เพราะฉะนั้นยิ่งเห็นเลย พวกเรานี่ พอเวลาซักบางทีเอ้า จะว่าเรียนก็เรียน จะว่าไม่เรียนก็ได้ ได้ศึกษาอบรม ฟังอะไรพิเศษน่ะ ตี 4 ตี 5 เอาล่ะได้ล่ะ โมงหนึ่ง ก็ลงมือเรียนได้ล่ะ ข้างนอกไม่มีสิทธิ์ โมงหนึ่งเวลาลงเรียนหนังสือไม่มีสิทธิ์ ยังอยู่บนถนนนั่นแหละ โมงหนึ่งนี่ ไม่โหนรถเมล์ ต่อให้มีรถประจำบ้าน มีรถส่วนตัวน่ะ ก็ยังอยู่ในถนนนั่นแหละ โมงหนึ่ง สองโมงนี่ สองโมงจะถึงโรงเรียนหรือยังไม่รู้นะ เพราะฉะนั้นจึงลำบากลำบนมาก พวกเรานี่สบาย เจ็ดโมงเรียนกันแล้ว แปดโมง แปดโมงกว่าๆ ลงมากินข้าว ฮ้า ฮ้า (เด็กพูด 4 โมงครึ่ง) เอ้า แล้วเช้าไม่ได้กินเหรอ (เด็กพูด ไม่ครับ ตอนเช้ากินน้ำเต้าหู้กัน) กินน้ำเต้าหู้กี่โมง (เด็กพูด 7 โมงครึ่ง) ก็มีเช้าๆก่อนใช่ไหม ตอนที่เสร็จจากสวดมนต์ เสร็จจากทำอะไรแล้วเสร็จ ก็ลงไปกินน้ำเต้าหู้ใช่ไหม แล้วก็ลงไปเรียน พอเรียนเสร็จ สิบโมง ก็มาทานข้าวกัน เราก็เรียนไปแล้ว เราก็อะไรไปแล้ว เพราะฉะนั้น เรามีเวลาที่ได้ทั้งเรียน ได้ทั้งปฏิบัติ ประพฤติการงาน ทุกวันนี้เสียเวลาที่สุดในเรื่องของการเดินทางไปโน่นมานี่ อะไรๆติดต่อกันไปมาเสียมาก ถึงได้เดือดร้อน ทางด่วนของเขานี่รู้เรื่องมั้ย ต่อสู้กัน ทางด่วนไม่เปิดให้เดิน ทางด่วนเปิดให้เดินก็ไม่ใช่ฟรีน่ะ เสียตั้ง 30 บาท นี่ขึ้นทางด่วนทีหนึ่งอะไร ต่อสู้กันยับเยินเลย อย่างพวกเรานี่มันสะดวกทุกอย่างแหละ นี่ละชีวิตที่เรียบง่าย ชีวิตที่ SAVE ประโยชน์สูง ประหยัดสุด เราจะหาประโยชน์ เราจะสร้างประโยชน์ได้สูงได้มาก และประหยัดมากมาย ไม่เสียหาย ไม่ต้องผลาญพร่า ไม่ต้องเสียทั้งเวลา ไม่ต้องเสียทั้งเหงื่อ ไม่ต้องเสียทั้งแรงงาน แรงอะไรต่ออะไรที่ต้องไปเสียเปล่าประโยชน์ ไม่ต้องเสียสะตุ้งสตางค์ด้วยน่า ไม่ใช่ไม่เสีย ค่าเดินทางก็เสีย ค่าโน่นค่านี่ ค่าอะไรต่ออะไรอีกสารพัด นี่ประหยัดสุด และได้ประโยชน์สูงที่เราได้ทำกัน เพราะในเวลาวันหนึ่งมันมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน เราสามารถ 24 ชั่วโมง เอาเวลามาใช้งาน แทนที่จะไปสูญเสีย นี่วันหนึ่งเราได้มาก ทางโลกเขาสูญเสียไปมาก ได้ใช้เนื้อน้อย ของเรานี่ได้ใช้เนื้อๆเยอะน่า เพราะฉะนั้นโอกาสดีๆ เหล่านี้เรารีบเถอะ อาตมาว่ามันน่าจะเรียนได้ดีกว่าเขา น่าจะเรียนได้ดีกว่าเขาด้วย น่าจะต้องพยายามใส่ใจ คนอื่นเขาต้องขวนขวายมากน่ะ เขาต้องรีบลุกลี้ลุกลน ต้องมาทำการบ้านอะไรต่ออะไร เพราะมันเสียเวลาเดินทาง อะไรต่ออะไรหลายคนก็ต้องทำ รถนี่ให้เป็นตู้นั่งทำงาน เวียนหัวน่ะ นั่งทำงานในรถนี่ อ่านหนังสือก็เวียนหัวในรถนี่ เพราะว่ามันวิ่งไปมันแกว่ง มันอะไรต่ออะไร ไม่เรียบร้อยหรอก มันเวียนหัวน่า มันไม่เหมือนกับการที่เรานั่งอยู่กับที่ อยู่กับที่ไม่เหมือนกัน อะไรอย่างนี้ มันทำให้ประสาทเสียน่ะ เพราะฉะนั้นโอกาสที่ดีๆ อย่างนี้ อาตมาว่ามีบุญแล้ว แล้วอย่าประมาท เราได้โอกาสแล้วเราประมาทนี่ มันน่าสงสารกว่าคนข้างนอกเขา และมันน่าสมน้ำหน้าพวกเราที่ได้ของดีๆ แล้วไม่รู้จักเอาดีนี้ให้กับตัวเอง ไม่ต้องขวนขวาย ได้ฟรีแล้ว ได้ดีแล้ว มันน่าจะทำให้ได้ ประโยชน์มากๆ ประโยชน์สูงๆ น่า นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆน่ะ เป็นเรื่องที่อาตมาว่าเป็นเรื่องของบุญด้วยนะ ถ้าเกิดว่าข้างนอกต่อๆไปเขาจะทำอย่างนี้บ้าง ชุมชนอื่นๆ หรือว่าสังคมอื่นๆ กลุ่มอื่นๆ ก็ทำอย่างนี้บ้าง ก็ใช้ได้ แต่เขายังไม่คิดอ่านจะทำกันหรอก เพราะว่ามันต้องอาศัยองค์ประกอบเยอะ น่าที่จะต้องรับรู้เรียนรู้ ถึงแม้ว่าเราจะเป็นนักเรียนประจำเหมือนอย่างโรงเรียนอื่นๆน่ะ คงว่าโรงเรียนประจำอื่นๆ ก็มีกฎมีระเบียบก็อะไรที่ไม่เหมือนกับเรา เรามีกฎมีระเบียบก็อย่างหนึ่ง แต่ที่อื่นไม่เหมือนอย่างนี้หรอกน่ะ ที่อื่นเขาจะจู้จี้จุกจิกอย่างหนึ่ง แต่เขาก็ไม่จู้จี้จุกจิกอีกอย่างหนึ่ง เขาจู้จี้จุกจิกในเรื่องของระเบียบน่ะเสื้อผ้าหน้าแพร ต้องมาทันเวลา ตรงนั้นตรงนี้ เขาจะเปี๊ยะๆเลยนะ เพราะฉะนั้นพวกนี้เขาจะเปี๊ยะๆ เลยนะ แล้วใช้วิธีบังคับด้วย บังคับต้องให้ได้อย่างนั้น ถ้าไม่ได้แล้วก็ลงโทษ มีวิธีลงโทษอันนั้น ก็น่าเห็นใจเขา เพราะว่าเขาต้องทำเช่นนั้น ถ้าไม่ทำเช่นนั้นเขาก็เสียเวลา อย่างพวกเรานี่ มันเหมือนลูกเหมือนหลานยืดๆหยุ่นๆเหมือนกับอยู่บ้านนั่นแหละ งอๆแงๆ พ่อๆแม่ๆ คล้ายๆกัน เราก็รู้สึกว่าอย่างนี้มันจะเป็นสภาพที่ ก็อยู่ที่นี่แล้วทั้งหมดทุกเวลา เช้า กลางวัน เย็น กลางคืน ก็อยู่ที่นี่หมด เพราะเราก็ยืดหยุ่นกันไป อะไรกันไปบ้าง แต่ถึงกระนั้นก็ดี ถ้ามันเป็นระเบียบวินัย พรักพร้อมกัน ถึงเวลานั้นก็เข้าพร้อมกัน ถึงเวลานั้นก็เลิกพร้อมกัน ถึงเวลานี้ก็ไม่ ไม่ยึกไม่ยัก ไม่เกเร พรักพร้อมกัน ดีกว่าไหม? ต้องการไหม? เราก็ไม่ชอบ ในเมื่อเราไม่ต้องการให้บังคับ ทางครูหรือทางพวกเราก็จะพยายามไม่บังคับ ได้แต่พูด ได้แต่กำหนด ได้แต่ขอร้องให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อไม่ถูกบังคับเราควรรู้สึกตัวไหม? ว่าเรามีเกียรติ หรือเราไม่มีเกียรติ เราได้รับเกียรติที่ไม่บังคับ แต่ถ้าเผื่อว่าเราเอง เราทำไม่สมกับเกียรติที่เขาให้ เรามีเกียรติไหม? ทีนี้จำไว้ ผู้ใดทำตามตรงข้อกำหนดที่ให้แล้ว พูดกันให้รู้เรื่อง ถ้าผู้ที่มีสำนึก ผู้ที่มีคุณภาพ เป็นคนสูง เป็นคนเข้าใจดีแล้ว เราก็ต้องทำ แล้วทุกคนไม่บังคับ ผู้ใหญ่ไม่บังคับ หรือผู้ที่สามารถทำเขาไม่บังคับน่ะ เขาให้เกียรติเราแล้ว เพราะฉะนั้นการได้เกียรตินี้อาตมาถือว่า เราเหนือชั้นกว่า ข้างนอกที่เขาบอกแล้วว่าเขาบังคับ ใช่ไหม ถ้าไม่ทำตามนั้น ก็ลงโทษอะไรอย่างนี้ อาตมา ถือว่า อย่างนั้นมันชั้นต่ำกว่า อันนี้ฟังดีๆ แล้วคุณจะรู้สึกว่า เอ๋อ เราควรทำตนให้เป็นคนที่มีเกียรติ ที่นี่ให้เกียรติแล้ว ไม่บังคับนั่นแหละ คือการให้เกียรติแล้ว เราต้องสำนึกตัวเราเอง เราต้องสำนึก เราต้องสังวร เราต้องพยายามกระทำให้ตรง เมื่อท่านบอกว่าอย่างนี้ดีๆๆ แล้วท่านก็ไม่ได้บังคับอะไร อ้า จะว่าเราก็ไม่ว่าอย่างคนหยาบ หรือประเภทโลกๆ มาถึงก็กระชากด่าเลย อะไรกัน ก็พูดกันดีๆ แม้จะตำหนิบ้าง จะไม่ให้ตำหนิเลยนั้นไม่ได้หรอก เราต้องตำหนิ แม้ตำหนิบ้าง ก็ต้องพยายามตำหนิอย่างดี ไม่ตำหนิกันอย่างหยาบคาย อย่างมีอาการโกรธอย่างมีอาการรุนแรง มีอาการที่ไม่เข้าท่า ก็พยายามติกันอย่างให้มีสภาพที่เป็นผู้ดี อย่างนี้จงรู้ตัวว่าพวกเรานี่ พยายามที่จะมีความประพฤติ ความเป็นอยู่กันอย่างระบบผู้ดี ระบบการให้เกียรติกันและกัน แม้เราจะเด็ก ฉะนั้นแม้เราจะเด็กก็ตาม อย่าไปเห็นว่า เอ๋ เราเด็กนี่ เราก็ทำเละๆเทะๆก็ได้ ถ้าเด็กแล้วเป็นผู้ที่มีระเบียบ มันดีไหมล่ะ จะเป็นเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ ถ้ามีระเบียบมันก็ดีทั้งนั้น ไม่ใช่ว่า เอ้ย เรายังเด็กอยู่ ทำระเบียบไม่ได้ ไม่จริง อาตมาไม่เชื่อเด็กจะทำตามระเบียบไม่ได้ เด็กก็ต้องทำตามระเบียบให้ได้ ใช่ไหม? เพราะว่าเราก็รู้นี่ อะไรคืออะไร จะ กำหนดเวลา จะกำหนดท่าทาง จะกำหนดความเรียบร้อย จะนั่ง จะยืน จะนอน จะรักษาระเบียบไอ้นั่น ไอ้โน่น ไอ้นี่ อะไรต่างๆ มันทำได้ทั้งนั้นแหละ เด็กก็ทำได้ ฝึกหัดเอา ถ้าฝึกหัดแล้วก็ได้จริง ฝึกหัดแล้ว เราจะฝึกหัดเดินส่าย ก็เดินส่าย ฝึกหัดเดินตรง เดินเรียบร้อย ก็จะเดินเรียบร้อย ฝึกหัดพูด ฝึกหัดแล้วแต่กิริยาท่าทางอย่างไรก็เหมือนกัน ถ้าเราฝึกหัดให้กิริยาท่าทางดี เราก็ได้ท่าทางกิริยาดีนั้นใส่ตัวเองไป ติดจนชิน ชำนาญ เมื่อเรารู้ด้วยปัญญาว่า เออ อย่างนี้แหละ พยายามสังวรระวังท่าที ลีลา การประพฤติ การกระทำให้ดีงามอย่างโน้นอย่างนี้ ให้ดีๆแล้ว เราเข้าใจแล้วก็ฝึกเอา แล้วเราก็จะได้ ที่นี่ก็เห็นบ่นว่าการเรียนพวกเราไม่ค่อยเอาใจใส่ อาตมาก็ไม่เข้าใจว่ามีปัญหาอะไร ที่ไม่เอาใจใส่การเรียน อาตมาเคยพูดไหม? ว่าการเรียนไม่สำคัญ แม้ว่าจะจัดอยู่ในลำดับที่ 3 ก็ตาม ว่าเราจะเน้นคุณธรรม ก่อนการทำงาน และวิชาการ อาตมาเคยพูดว่าวิชาการนี้ไม่สำคัญ เคยไหม? อาตมาเคยพูดว่ามันสำคัญ แม้ว่า จะจัดอยู่ในลำดับ 3 ก็ตาม ซึ่งเราต้องเรียน ถ้าได้รับวิชาการดีแล้วเป็นอย่างไรล่ะ มันต่ำ มันเป็นคนเสียหาย คนนี้วิชาการดี คุณเสียหายเหรอ มันไม่ใช่นะ มันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยปละละเลย โอกาสเรามี เราใส่ใจ ตั้งใจเถอะ เวลาเรียนก็ตั้งใจเรียน ทำการบ้าน ทำโน่นทำนี่ ทำอะไรก็ทำ ให้มันได้สัดได้ส่วน ให้มันได้ตามโอกาสเวลา บอกแล้วว่าเราอยู่ในวัยเรียน โอกาสมีเต็มที่ เรียนเอาน่า ถ้าเผื่อว่าเราเรียนแล้วดี รู้ดี เจริญดี เข้าใจดี มีความรู้ดี สอบก็ได้คะแนนดีๆ ครูเสียใจมีไหม? ไม่มีหรอก แต่ถ้าเผื่อว่าเราเรียนไป ครูก็สอนไป ได้ ศูนย์ หนึ่ง ครูก็แทบจะคออ่อน มืออ่อน ตีนอ่อน ที่พูดนี่อาตมาคิดว่า แม้ไม่พูดพวกเราก็รู้ที่พูด พูดมาแต่ต้นชั่วโมง มาจนถึงกระทั่งขณะนี้ ไม่พูดก็รู้ แต่ว่ารู้แล้วทำมั้ย นี่สิ มันสำคัญ อ้าว เพราะฉะนั้นเราควรมีจิตสำนึกจริงๆ ต้องเตือน เพราะฉะนั้นห้ามไม่ได้หรอก เป็นครู หรือว่าเป็นผู้ใหญ่ที่หวังดี ปรารถนา ดีต่อพวกเรานี่ เราอย่าไปเบื่อคำซ้ำซาก ถ้าผู้ใหญ่พูดเตือนเรา พยายามสอนเรา ย้ำซ้ำซาก ไม่ได้หมายความว่าท่านไม่หวังดี ไม่ได้หมายความว่าท่านไม่ปรารถนา ดี เพราะฉะนั้นอย่าไปโกรธ อย่าไปเบื่อ พิจารณาแต่ว่า ไอ้ที่ท่านเตือนอีก เตือนแล้วเตือนเล่านั้นแหละ มันเป็นเรื่องเตือนที่ดีหรือเปล่า หรือเตือนผิดๆ เตือนให้เราเลว นี่ไม่ใช่ ไปทำชั่วเลย อย่างนี้ ทำไมไม่ไปหกคะเมนตีลังกา อย่างโน้นอย่างนี้ โอ้ อย่างนั้นค่อยว่าพูดซ้ำอยู่ได้ พูดแต่ว่าให้เราไปเลว เออ อย่างนั้นก็ควรว่า แต่ถ้าเผื่อว่าพูดซ้ำเท่าไหร่ เป็นเรื่องให้เราดีขึ้น ดีขึ้นจริงๆน่ะ แม้เราจะทำดีนั้นได้แล้วก็ตาม ก็อย่าไปว่าท่านเลย ถ้าเผื่อว่าท่านเตือนว่าทำอย่างนี้เถอะมันดี แล้วเราก็ทำได้แล้วด้วย อย่างเก่งก็อดไม่ได้ก็บอกเลยว่า ว่าหนูทำได้แล้ว บอกว่าทำได้แล้ว ไม่เชื่อก็ทำให้ดูเลย ถ้าเราทำได้จริง ก็เท่านั้นเอง แต่ถ้าเราทำไม่ได้อยู่แล้วล่ะก็ ไม่มีสิทธิ์ไปต่อว่า จะซ้ำย้ำเท่าไหร่ก็ต้องรับฟังด้วยความเคารพ ด้วยความดีใจ ที่มีผู้เตือนติงอยู่ คนที่เตือนติงเรา พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "เป็นผู้ชี้ขุมทรัพย์ เป็นผู้ที่จะต้องเคารพนับถือทีเดียว เป็นผู้หวังดีต่อเรา จงคบหาแต่ผู้เช่นนั้นเถิด" พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้จริงๆ จงคบหาแต่ผู้เช่นนั้นเถิด ได้ดีแต่ ถ่ายเดียว จะได้ดีแต่ถ่ายเดียว นี่ตอนนี้เราก็ยัง 1. ยังเด็ก 2. เรามาเรียนก็ยังไม่นานปี ระบบความลงตัว ก็ยังไม่สมบูรณ์ เพราะว่ามันต้องจัดสรรระบบ ยิ่งการเรียนอย่างนี้ไม่เหมือนอย่างโลกเขาเรียนกันเอาอย่างได้ เพราะว่าเขาสอนกันมาเป็นร้อยๆปีแล้ว โรงเรียนเขาก็ตั้งกันมาเป็นร้อยๆปี แล้ววิธีการห้องเรียนยังไง อย่างตารางสอนยังไง หลักสูตรยังไง แล้วครูจะสอนยังไง วิชาครูเขาก็สอนมาแล้ว แต่ที่นี่นะ ไม่ได้สอนอย่างนั้น จุดเป้าหมายก็จึงต่างกัน เน้นต่างกัน จริงๆ เพราะอันนี้มันยังพึ่งใหม่ ยังไม่ลงตัว สมบูรณ์แบบทีเดียว เพราะฉะนั้นครูจึงต้องประชุมกันอยู่บ่อยๆ ก็คงจะรู้กันว่าครูประชุมกันอยู่บ่อยๆ เพื่อที่จะจัดสรรว่า ทำไปแล้วมันเกิดสภาพข้างเคียงอย่างนี้ มันเกิดอย่างนี้นะ มันน่าจะปรับอย่างไร ต่างคนต่างช่วยกันคิด และปรับปรุงให้ดี ที่สุด อันไหนดีกว่านี้ ดีแล้วยืนยันกันอันไหน เอ๋ สงสัยจะต้องปรับปรุงนิดหน่อย อันนี้ต้องเสริมนิดหน่อย อันนี้ต้องแก้ไขบ้าง อะไรต่างๆนานา เราก็ต้องทำไป จนกว่าจะได้หลักการ จะได้ทฤษฎี วิธีการที่ดีเอามาใช้กับพวกเรา ฉะนั้นพวกเราก็ต้องหนักหน่อย เหน็ดเหนื่อย และมันก็ทวนกระแสด้วย เพราะมันคนละเรื่องกันกับทางโลก ฉะนั้นพวกเราต้องเอาใจใส่ ต้องพากเพียร ต้องพยายามบากบั่น อาตมาเคยพูดกับพวกเราแล้ว ถ้าเผื่อว่านานไปสักสิบปี ล่วงไปแล้วนี่ ถ้า สิบปี โอ้นี่ 23-24 โอ้โฮ เป็นนางสาวมาน่ะ อาจจะจูงลูกมาสองคน จูงลูกมา ก็ไม่ได้ว่า "ตาล" ทีเดียว ชี้ไปเฉยๆ ตรงๆนี่ ถ้าอีกสิบปีนี่ใช่ไหม พวกเราก็เพิ่มไปอีกสิบปีนี่ บางคนพอเรียนจบแล้ว มีอะไรแล้ว อาตมาว่า ก็คิดว่าพวกเราจะได้ ผลบ้างน่ะ ว่าพวกเราคงไม่ได้ไปเที่ยวได้ แหม ในที่นี้น่ะ สักครึ่งหนึ่ง ไม่แต่งงานนี่ก็บุญแล้ว ได้สักครึ่งหนึ่งไม่แต่งงาน น่าเรียนไปแล้ว ก็เสร็จแล้ว เรียบร้อยไป ไม่แต่งงาน กลายเป็นคนที่ แหม ไม่ต้องไปมีภาระ มีเวลาเต็มตัว แต่งงานนี่ โอ้โฮ ภาระมันเยอะน่ะ จะต้องโน่นจะต้องนี่ โอ้ จุ๊ จุ๊ ยุ่งๆมากนะ ฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราไม่มีภาระนี่ เราจะมีเวลา มีโอกาส และยิ่งอยู่ในระบบของพวกเรา ไม่ต้องเปลือง ไม่ต้องผลาญวุ่นวายอะไร ตื่นเช้าขึ้นมา ไม่ต้องเสียเวลา โตมาก็ตาม แหม จะต้องมา จะต้องออกจากบ้าน อย่างไรก็ตามต้องแต่งหน้าแต่งตา แต่งเนื้อแต่งตัว กว่าจะได้ออกไป ออกไปก็โน่นๆ นี่ๆ โอ้ย เหนื่อย พูดก็เหนื่อยแล้ว ยังไม่ต้องไปลงมือทำหรอก มันยุ่งไปหมดน่ะ อันนี้ยิ่งระบบของพวกเราสบาย หน้าจะดูกระจกบ้างก็ได้ ไม่ดูกระจกบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก ผมเผ้า หน้าตา เราก็ไม่มากไม่มายอะไรแล้ว ไม่ต้องไปหวีมันเลยก็ได้ ที่จริงมันก็อยู่แล้ว อยู่อย่างระบบของมันแล้ว ใช่ไหม? (เด็กหัวเราะ) อย่างดีก็ลูบๆหน่อยเสร็จแล้ว น่า มันจะชี้บ้างก็เสร็จแล้ว (เด็กพูด ถ้าผมหยิกละ) หยิกก็ปล่อยให้มันหยิกไปสิ (เด็กหัวเราะ) เป็นไรไปล่ะ ทำไมล่ะผมหยิกหวีไม่ได้เลยเหรอ ผมหยิกมันยิ่งอยู่ตัวดีน่ะ ใช่ไหม? ผมที่มันไม่หยิกนี่มันยัง โอ้โฮ กระเซิงบ้าง ไอ้ผมที่หยิกนี่ มันอยู่ตัวออกจะตายไป (เด็กๆ คุยกัน ฟังไม่ค่อยออก) ไปดัดมันทำไม อยู่ดีๆ ไปดัดให้มันกระทบกระเทือนเซลนะ ผมก็เป็นเซลน่ะ แล้วไปเอาธาตุความร้อน ไปเอาสารเคมีไปใส่ ไปนั่นไปนี่ บางคนก็ย้อม แหม ย้อมสีโน่นนี่ (เด็กคุย) โอ้ย สีสารพัดแหละ ไม่เข้าเรื่อง เอาละพูดเรื่องแต่งตัวก็ออกบานไปถึงผมแล้ว (บานๆๆๆ เด็กหัวเราะ) บานทะโล่โท่ไป (เด็กหัวเราะ) ไม่ต้องแต่งตัว ไม่ต้องลำบากลำบน เรายิ่งมีเวลาไปทำประโยชน์คุณค่า งาน ถ้าเรามีเวลามาก งานเราก็ไม่ต้องเร่งรีบ ทุกข์ ไปถามพ่อแม่ทุกคนเถอะ ถ้าลูกไม่ดีนี่ พ่อแม่จะเป็นอย่างไร ทุกข์ทั้งนั้นแหละ มันเป็นกังวลหมดเลย นี่เราไม่ต้อง เราไม่ได้เป็นพ่อแม่ใคร แต่เราก็มีลูกที่จะต้องเลี้ยง และลูกต่างๆ นี่ ถ้ามันไม่เอาถ่านนี่ ตัดได้เลย เพราะว่ามันไม่ใช่ลูกแท้ๆ ใช่ไหม น่า อาตมานี่เห็นไหม มีลูกเยอะมีสิทธิ์คัดเลือก ใครไม่อยู่ในเกรดนี้ ไม่นับเป็นลูก (เด็กๆพูดแซวฟังไม่ค่อยออก) เอ้า จริงๆ จริง มีสิทธิ์ เอ้า แค่นี้นับเป็นลูก ใครไม่เป็นลูกเราก็ไม่ได้ว่า เราไม่ได้น้อยอกน้อยใจหรอก แต่ใครจะเป็นลูกก็เอา ฮะ ใครเป็นลูกก็เอา แต่ว่าลูกเราต้อง อย่างนี้เราคัดเป็นลูก อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งว่ามัน แหม สบายใจกว่ากันเยอะเลยน่า แล้วระบบสังคมของพวกเรานี่ สามารถอยู่ได้ มันไม่ต้องห่วงเลยว่าเราจะขึ้นคานเพชรแล้วไม่มีใครเลี้ยง เรานี่จะแก่ตายแล้วก็ไม่มีใครเลี้ยง ไม่มีใครดูแล พ่อแม่มีลูกห้าคน หกคน แปดคน พอเวลาแก่ตัวนี่ ช้ำอกช้ำใจ เพราะลูกไม่มาดูแล ต่างคนต่างไปแต่งงาน ไปมีลูกมีเต้าของตัวเองไป เกี่ยงกัน พ่อแม่ป่วยทีก็พี่ไปสิ น้องไปสิ น้องติดงานเกี่ยงอะไรกันต่ออะไรสารพัด พ่อแม่น่ะช้ำอกช้ำใจมาเยอะแล้ว เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมจิตวิญญาณ เราพยายามมาอบรมวัฒนธรรมจิต วิญญาณ แม้ไม่ใช่พ่อใช่แม่ ไม่ใช่ลูกใช่เต้า เราก็มีจิตใจเกื้อกูลช่วยเหลือ เลี้ยงดู กันเถอะ เมื่อเราทุกข์ เจ็บป่วยได้ไข้ อายุมากแก่เฒ่าขึ้นมา สังขารก็เสื่อมโทรมอย่างที่เราเป็นนี่ เรากำลังมีวัฒนธรรมของเรากันนี่ พวกเรานี่ต้องดูน่ะ คนแก่ คนป่วย คนอะไรนี่ ก็ต้องดูแลมีน้ำใจ เหมือนป้า เหมือนน้า เหมือนอา เหมือนตา เหมือนยาย เหมือนย่า เหมือนทวดอะไรของเรา อยู่ด้วยกันนี่แหละ มันดีมั้ยล่ะ ถ้าเรามีน้ำใจ มีพฤติกรรม โอ้ เอ็นดูคนเฒ่าคนแก่ คนเจ็บ คนที่เราควรจะช่วย เหลือ เราก็เข้าไปช่วยเหลือ เราเลวไหม? ไม่ได้เลวเลย ไปถาม วัฒนธรรมชาติไหน ที่เขาไม่ได้มีวัฒนธรรมแบบนี้ ก็จะเห็นสอดคล้องแบบนี้เหมือนกัน เขาจะเห็นสอดคล้องหมดเลยว่าเป็นความดีทั้งนั้นแหละ ใช่ไหม? เราเป็นคนมีน้ำใจ ช่วยเหลือเกื้อกูล เอื้อเฟื้อเสียสละ คนที่ควรช่วยเหลือ แค่นานๆทีไปได้ช่วยจูงคนข้ามถนนที เอามาลือกัน เอามาเฮฮา ยกย่องกัน เชิดชูกันใหญ่โต เราอย่าว่าแต่จูงมือกันข้ามถนนเลย ช่วยเหลือเฟือฟายกันจริงๆ นี่มีวันต่อวัน ช่วยกันตลอดเวลา ดูกันอย่างนี้ล่ะ เป็นวัฒนธรรมที่ดีไม่จำเป็นจะต้องแต่แค่พ่อแม่พี่น้อง พ่อแม่พี่น้องน่ะแน่นอนอยู่แล้ว กตัญญูกตเวที เราต้องช่วยเหลือพ่อแม้แท้ๆนั่นน่ะ เราก็ต้องช่วยเหลืออยู่แล้วล่ะ แม้ว่าไม่ใช่พ่อแม่พี่น้องแท้ๆ มันเป็นเรื่องวัฒนธรรมที่มันสูญเสียไปจากสังคมทางตะวันตก อเมริกาเขานี่นะ พอลูกเขาอายุ 16-17 เขาก็ปล่อยแล้ว บอก ไปเองไปเลี้ยงตัวเอง เขามีวิธีที่จะให้พึ่งตนเองเหมือนกัน ให้ไปพึ่งตนเอง ให้ไปหากินเอง ให้ไปหาเงินหาทองเลึ้ยงตัวเองให้ได้ ไม่เช่นนั้นมันจะไม่แข็งแรง เขามีวิ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive