360807 งานสู่ค่ายเส้นทางใหม่ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2536
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์370 KB
วันที่แก้ไข26 เมษายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

360807 สู่ค่ายเส้นทางใหม่ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

งานสู่ค่ายเส้นทางใหม่ (เน้นเศรษฐศาสตร์บุญนิยม) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

ทำใจเบิกบาน ร่าเริง ชีวิตเป็นของเรา เราจะทำใจของเราได้เอง ศาสนานี้สอนให้คนฝึกหัดจิตฝึกหัดใจ สามารถที่จะรู้จักจิตใจตนเอง แล้วก็มีอำนาจให้ใจตนเองเป็นอย่างไรๆ ได้จนที่สุดสามารถที่จะโกรธหรือจะโลภ และสามารถที่จะไม่โกรธ ไม่โลภเลย ความจริงแล้ว โกรธ โลภนั้นมันไม่ใช่เรื่องความดีของจิต เราเรียกว่ากิเลส เราก็มาฝึกเอาออก จนกระทั่งเราจะโกรธ จะโลภนี่ไม่ชำนาญ หรือไม่เป็นจิตใจโกรธ ไม่เป็นโลภมาเพื่อตัวเองก็ไม่เป็น เราจะแปลความโลภว่าเป็นความต้องการได้ แต่ว่าความต้องการ ถ้าต้องการมาให้แก่ตัวเอง เรียกว่ากิเลส เป็นความเลว ความต้องการมาให้แก่ตัวเองเป็นความเลว แต่คนพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก เพราะว่าคนต้องการให้แก่ตัวเองอยู่ทั้งนั้น เรียกว่าปุถุชน เป็นธรรมดาของคนในโลก พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ตรัสรู้ถึงว่าคนเรานี่ ให้มีพลังต้องการได้ แต่ว่าทำไมจะต้องการมาให้แก่ตัวเอง ตัวเองก็อาศัยใช้ อาศัยกินได้ เราสร้างสรรขึ้นมาด้วยมือด้วยลำแข้ง ด้วยฝีมือความสามารถ ความรู้ของตนเอง สร้างสรรขึ้นมา แล้วเราก็อาศัยกิน อาศัยใช้ ในการที่เราทำของเรานี่แหละ เสร็จแล้วเราก็ทำให้มาก มีสมรรถภาพสูง มีความสามารถมากๆ มีความรู้มากๆ แล้วก็แจกจ่ายเจือจาน เป็นความสามารถ ความรู้นี้ให้แก่ผู้อื่นได้ เพราะเราจะต้องการความขยันหมั่นเพียร ต้องการสร้างสรรเยอะแยะ แล้วก็ให้ผู้อื่น มันเป็นคุณค่าที่แท้ ทุกวันนี้ คนเรามีแรงงาน มีความสามารถ เล่าเรียนศึกษา ฝึกฝน อบรม เสร็จแล้วก็เอามาแลกเปลี่ยน เอาราคาของมันกลับคืนให้แก่ตัวเอง ค่ามันก็หมด แล้วก็ไม่เข้า

อ่านต่อ

ใจว่าค่ามันหมด แล้วก็ยังนึกว่าตัวเองเป็นคนมีค่า ยิ่งไปโลภมาให้ตัวเองมากๆ เอาไปแลกค่า ค่าแรงงานก็ตาม หรือว่าค่าสิ่งผลิตที่เราผลิตออกมา แล้วเราก็เอาไปให้คนอื่น แล้วก็ขอราคาค่าของมัน ตีราคาค่าของมัน แล้วก็เอาคืนจนหมด จนเกินค่าของมันจริง หรือค่าแรงงานของเราควรจะสักเท่าไหร่ ค่า ราคาของมันประมาณหนึ่ง มันควรจะเท่านั้น ก็ไปตีราคาตัวเองให้มากๆ ให้เกินให้ได้มากๆเท่าไร ก็หลงดีใจ ยิ่งไปเอามามาก ยิ่งไปได้มากเกินความจริง คนเรามักจะหลงดีใจ เราได้มามาก ความจริงควรจะเสียใจ เพราะว่าเราไปเอามามาก มันหมดค่า ฟังตรงนี้ให้ดี ลัทธิทุนนิยม ลัทธิของชีวิตที่เป็นอยู่มาแต่ ไหนๆ ลัทธิทุนนิยมทั้งนั้น แล้วมันก็พัฒนาเอาลัทธิทุนนิยมมาอย่างฉลาดมากๆ ฉลาดที่จะเอาเปรียบ ฉลาดที่จะกอบโกย ฉลาดที่จะให้คนอื่นเขาจำนน ยอมเสีย เปรียบให้แก่ตน ตนได้เปรียบถือว่าเป็นผู้ฉลาด เป็นผู้ชนะ เป็นผู้ครองโลกเรียก ว่านายทุน เรียกว่าเป็นผู้ที่มีมาก มีอำนาจและมีทุนรอน มีรายได้ มีทรัพย์ศฤงคารมาก และกอบโกยเอาทรัพย์ศฤงคารเหล่านั้นมาเป็นอำนาจในการแจกจ่าย ซื้อมาเสพให้แก่ตน เป็นคนหมดค่า เป็นคนไร้ค่า เป็นคนขูดรีด เป็นคนเอาเปรียบเอารัดอยู่ในสังคม และยกย่องคนที่เอาเปรียบเอารัด ยกย่องคนที่มีความฉลาดในการที่จะข่ม ในการที่จะเอาเปรียบ ในการที่จะทำให้บ้านเมือง ให้มนุษยชาติเดือดร้อน เพราะฉะนั้นคนที่ฉลาดทุกวันนี้ ก็ฝึกฝนความฉลาดในการที่จะเอาเปรียบกอบโกยดูดเอามาให้แก่ตัวเองมากๆ หรือพรรคพวกของตนเอง วิธีการเฉพาะตนเองคนเดียว มันทำงานไม่ได้เก่ง ไม่ได้กว้าง ไม่ได้มีพลังรวม เขาจึงมีผู้เก่งรวบรวมคนเก่ง รวบรวมคนที่จะมีทิศทางเดียวกัน ฉลาดอย่างเดียวกัน แล้วก็มารวมหัวกันคิด รวมหัวกันสร้างวิธีการเอาเปรียบคนอื่นมาให้ได้มากๆ แล้วก็เอา แบ่งกัน แล้วก็ร่ำรวยด้วยกัน แล้วก็หัดตีราคาค่าตัวให้มากขึ้น เพราะฉะนั้นทุกวันนี้นี่จึงเห็นได้ว่า ตีราคาค่าตัวที่จะเอาให้มากๆ ตีราคาเอาเองนะ ซึ่งมันไม่สุจริต มันฉ้อฉล อย่างประธานบริษัทธุรกิจใหญ่ๆอย่างนี้ จะมีเงินเดือน รายได้ ยิ่งนอกประเทศนะ ไม่ต้องคิดเลย ราคานี่แทบจะฟังไม่หวาดไม่ไหว แต่แค่ในประเทศไทยเดี๋ยวนี้ เงินเดือนคุณรู้ไหมว่าเงินเดือนนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในประเทศไทย ในขณะนี้เงินเดือนเท่าไหร่ มีใครรู้บ้างไหม อาตมาอยากรู้ เหมือนกัน คนอื่นรู้มาบ้างไหม เงินเดือนนี่ เดือนละเท่าไหร่ มีใครรู้บ้าง ใครรู้ลองบอกอาตมาๆ คืออาตมาไม่ได้รู้มากหรอกนะ อาตมาไม่รู้มากหรอก พวกคุณอาจจะรู้มากกว่าอาตมาด้วยซ้ำไป ว่านักธุรกิจหรือเจ้าของประธานบริษัท ประธาน ธุรกิจใหญ่ๆ ซึ่งเขามีธุรกิจอยู่ถึง 200-300 สาขาอะไรอย่างนี้ รู้บ้างไหม ใครรู้บ้างไหม ว่าประธานนี่ได้ 500,000 เท่านั้นหรือ อาตมาไม่เชื่อ เป็นล้าน เดือนละ เป็นล้านกว่า ล้านด้วย ห้าแสนนี่ เป็นแต่เพียงตัวเงินเอามาอวดอ้าง เอามาโชว์ เพื่อหนีภาษี จริงๆแล้วเขาได้เป็นล้านๆ เดือนละ เขาควรจะกินข้าวเป็นเม็ดทอง คำ ก็เพราะว่าเงินได้มากขนาดนั้น ข้าวค่าไม่ควรจะกินข้าวธรรมดา ก็เงินเดือนตั้งเดือนละล้าน อย่างนี้ใช่ไหม นี่เป็นวิธีการฉ้อฉล เขาตีราคาวันหนึ่ง 24 ชั่วโมงเท่ากัน ทำงานเท่ากันกับกรรมกร กรรมกรเขาก็ทำงานหนักหนาสากรรจ์ บางคนทำยิ่งกว่า วันทั้งวัน ทำยิ่งกว่าพวกประธานพวกนี้ด้วยซ้ำไป ประธานพวกนี้ ยังมีเวลา Relax มีเวลาเล่น มีเวลาไปเสพสุข มีเวลาไปนอนพักผ่อนอะไร มาก กว่าคนกรรมกรอีกเยอะแยะ แต่คนเหล่านี้ราคาแพงมาก อาตมาจะพยายามอธิบาย สื่อให้พวกเราเห็นสัจธรรมความจริงว่า เราเข้า ใจผิดกันมานานมาก เข้าใจผิดมาจริง ประเด็นที่อาตมากำลังหยิบเอาขึ้นมาพูด กะพวกเรานี้ก็คือ เช่นว่า เราจะเป็นคนมีความสามารถ เราจะสร้าง มีความรู้ ความสามารถ เป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นนักประดิษฐ์ เป็นนักทำอะไรก็แล้วแต่ ทำกสิกรรม ทำอุตสาหกรรม ทำเทคโนโลยี ทำอะไรก็แล้วแต่ แม้แต่ไปผลิตขี้หมูขี้ หมาทาสีอะไรขึ้นมาก็ตาม สังเคราะห์ไอ้นั่นขึ้นมาไปขายใส่ซองใส่ตู้แพคกิ้ง ทาสีทำอะไรขาย อะไรก็แล้วแต่ ทุกวันนี้นี่ผลิตอะไรออกมาก็แล้วแต่ เมื่อเขาผลิตออกมาแล้ว นี่เขาก็ลงทุนลงแรง คิดทั้งค่าวัสดุใช่ไหม คิดทั้งค่าแรงงาน ค่าแรงงานทางกายเขาก็คิด ค่าแรงงานทางสมองเขาก็คิดอีกต่างหากนะ เขาแบ่งแยกทางฝีมือ พอคิดแล้ว คนลงมือทำ ก็ค่าลงมือทำ เรียกว่าแรงกาย แล้วก็คิดค่าความคิด ค่าสมองนี่เป็นเปอร์เซ็นต์ไว้ด้วย นอกจากคิดแล้วยังมีเปอร์เซ็นต์ให้ด้วย กินมันให้หมด วิธีการฉ้อฉล คิดแล้วมันก็ต้องคิดค่าเปอร์เซ็นต์เอาไว้ด้วย ถ้าจะเอาไอเดียของฉันไปใช้ ต้องให้เปอร์เซ็นต์อย่างนั้นอย่างนี้ เขาคิดเอาไว้หมด วิธีการของพวกนักคิด ตีราคาเอาไว้หมด ค่าโสหุ้ยต่างๆ ค่าเสื่อมราคาของ ค่าเช่าที่ ค่าพื้นที่เขาคิดหมดนะ นักธุรกิจนี่ ถ้าใครเคยเรียนเศรษฐศาสตร์ เรียนพาณิชย์มา ราคาทุนเขาคิดอย่างไร คิดหมด ค่าเสื่อมของวัสดุ ค่าโน่นค่านี่ Error อีก ค่า อะไรที่หกตกหล่นอะไร บวกเอาไว้อีกห้าเปอร์เซ็นต์ อะไรอย่างนี้ พอคิดไม่ออกอะไรเลยอย่างนี้ ค่าอะไรที่มันหกตกหล่นเขาเรียกว่า Error ใช่ไหม ใครเรียนทางเศรษฐศาสตร์ทางพาณิชย์มาบ้างล่ะ ทางทุนนี่เขาจะคิดใช่ไหม นะ ทุนนี่เขาจะคิดเอาไว้หมดเลย นี่เขาเรียกว่าทุน แม้แต่บอกแล้วว่านอกจากค่าโสหุ้ยค่าโน่นค่านี่ ค่าอะไรหมดแล้วเรียบร้อย ก็ยังมีค่า Error บวกเอาไว้เท่านี้เปอร์เซ็นต์ เพราะไม่เช่นนั้น มันจะขาดหกตกหล่น ประเดี๋ยวจะไปไม่รอด จะไม่คุ้มทุน เพราะฉะนั้นทุนนี่เขาคิดเอาไว้เสร็จสรรพ ครบหมดเลย เอาสิ่งใดออกมา คือราคาของมัน เอาเถอะ คิดอย่างสุจริตของคุณแล้ว คุณคิดทุนของคุณแล้ว คิดราคาค่าแรงงานคุณก็คิดแล้ว ค่าแรงงานเขาคิดหมดนะ ค่าแรงงาน ค่าทุนที่จะครอบคลุมไว้หมดเลย แต่ละบริษัทเวลาจะขายของเวลาจะผลิตอะไรออกมานี่ คิดหมดเลย เงินเดือน เงินดาวน์อันนี้ เขาคิดมาหมด มารวมแล้วก็หักเพื่อที่จะให้คุ้มสินค้าที่ผลิตขึ้นมา แล้วเวลาได้ค่าทุนออกมาแล้ว นำออกไปขาย เอาไปให้คนอื่นนั่นเอง เมื่อนำไปให้คนอื่น ก็ต้องเอาราคาเกินกว่าทุน เอาละ อาตมาจะอธิบายเป็นระดับๆ แค่เขาจะเอาค่าราคาของมันเท่าทุนคืนมานี่ อันนี้คุณเอาไป และคุณก็เอาค่าทุนสมมุติว่าพันหนึ่ง ชิ้นนี้พันหนึ่งให้เขา ไป แล้วเขาก็เอาพันหนึ่ง ตัวเงินพันเอามา แลกคืนมา คุณก็ได้คืนมาแล้ว คุณเองคุณมีค่าหรือไม่ต่อสังคม หรือต่อคนผู้นั้น คุณให้ไอ้นี่เขาไป เอาของเขาคืนมาพันหนึ่ง แล้วเท่าทุนนี้คุณมีค่ากับเขาไหม ฮะ มีไหม คุณเหลือค่าให้แก่เขาไหม คุณมีประโยชน์อะไรแก่เขาไหม คุณให้เขาไปนะ มีไหม ไม่มีเลย เพราะค่าของมันคุณเอาคืนมาเป็นตัวเงิน เป็นราคาของเงินพันบาท คุณเอาคืนมาหมด แล้วคุณให้เขาไป แต่เอาคืนเท่าทุนมา คุณยังไม่มีค่าแล้ว อย่าลืมน่ะ อย่าลืม ค่าแรงงานค่าสมรรถภาพ ค่าความรู้อะไรของคุณอยู่ในนี้หมดแล้วน่ะ คุณเอากู้กลับคืนมาหมดแล้ว คนในโลกทุกวันนี้ คิดค่าแรงค่าอะไรมาหมดแล้ว นี่มีเอาแค่ทุน เอาแค่คืนมาเท่าทุนคุณก็หมดค่าแล้วในโลก คุณเห็นหรือยังว่าในโลก คนเราในโลกไม่มีค่าเลยในโลก ความจริงแล้ว เขาเอาเท่าทุนหรือเปล่า เวลาเขาเอาไปขายไปให้คนอื่น สิ่งผลิตนี่ สินค้านี่ เขาให้คนอื่นไปนี่ เขาเอามาเท่าทุนหรือเปล่าๆ ในสังคมธรรมดาในโลกนี่ ทุนในโลกไม่ใช่แต่ประเทศไทย ฟังดีๆนะ อาตมากำลังอธิบายสัจจะให้คุณฟัง เขาเอาคืนมาเท่าทุนหรือเปล่า เขาจะต้องเอาเกินทุนใช่ไหม เกินได้มากเท่าไหร่ เขาดีใจใช่ไหม ค่าที่เกินจากทุนไปนั้นเรียกค่าอะไร ตอบอาตมาซิ ค่าอะไร กำไรหรือ กำไรเป็นสิ่งดีใจหรือเสียใจ ได้กำไรนี่ ควรดีใจใช่ไหม ควรเศร้าใจที่สุด เงินที่เกินทุนควรเศร้าใจที่สุด เพราะไปขูดรีดเขามา ขูดรีดเขามาใช่ไหม ไม่มีค่าอะไรเลย เอามาหมดแล้ว ทุนมันเอามาหมดแล้ว แต่ไปบอกเอาเกินมานั่น ค่าขูดรีดมนุษย์ ขูดรีดคนอื่น เอาไปให้คุณๆแล้วก็บอกนี่ทุนพันหนึ่ง ขายสักพันห้า ขายพันห้าคุณก็เอา คุณก็ขูดรีดเขามาห้าร้อย และดีใจที่ได้ขูดรีด ได้มาห้าร้อย ถ้าขูดรีดมาได้เกินกว่าห้าร้อย ดีใจอีกใช่ไหม ถ้าได้สองพัน โอ้ ได้เกินทุนมาอีกพันใช่ไหม ดีใจใหญ่เลยนั่น คนนี่ ทุกวันนี้ไม่รู้ความจริง น่าเศร้าใจที่สุดเลย สังคมอยู่ด้วยความขูดรีด ด้วยประการฉะนี้ นี่คือประเด็นง่ายๆของสัจธรรม พวกเราเห็นแล้วเศร้าใจมาก และพวกเราก็ระลึกรู้อย่างนี้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าถึงมาเสียสละสิ้น ไม่เอาเงินเอาทอง ไม่สะสมทรัพย์ศฤงคารและทำงานรับใช้สังคม ทำงานให้โลกจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ ตั้งแต่สละราชสมบัติ ไม่เอาเงิน ไม่เอาทอง ไม่ต้องมามีเงินมีทอง แล้วเป็นคนไม่มีเงิน ไม่มีทอง ยิ่งคนที่ทำงานไม่ต้องเอาเงินใครนี่ เป็นคนดี หรือว่าคนที่ทำงานเอาเงินใครนี่เป็นคนเลว แต่ถ้าคนไม่ทำงานไปเอาเงินค่าแลกเปลี่ยนตอบแทนค่าแรงมา ให้มากๆเป็นคนดี ตั้งใจดีๆๆ แล้วคิด คนที่ไปทำงานแล้วก็ไม่เอามา หรือเอาคืนมา เหมือนกัน ค่าแรงให้ถูกๆ แต่ทำงานให้ดีๆ มีประสิทธิภาพมากๆ คุณภาพดีๆ ให้แก่คนอื่น แล้วเอาเงินคืนมาน้อยๆ เป็นคนดี หรือว่าคนที่ไปทำงานให้แก่เขาแล้วเอาค่าแรงก็แพงๆ คุณภาพก็ไม่ค่อยดี ทำน้อยด้วย คนไหนเป็นคนดี อาตมาว่าใครตอบไม่ได้ ก็โง่อยู่ตรงนี้ๆ แต่ความจริงเราคิดยังไง ตามสามัญสำนึก คุณคิดกันยังไง จะต้องเอามามากๆ ใช่ไหม ได้มามากๆ ใช่ไหม ถ้าทำได้น้อย แต่มีเวลาแวบไปทำอื่น อุตส่าห์ทำราชการนี้แล้ว ต้องไปทำงานพิเศษอีก แวบเอาเวลาราชการไปทำงานพิเศษอีก ก็ยิ่งดี เพราะจะได้มามากๆใช่ไหม นี่ คนเรามันถึงไม่เจริญอย่างนี้ อาตมาพูดให้ฟัง ตั้งใจให้ดีๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสัจธรรม ไม่ใช่เรื่องลึกลับ เป็น เรื่องลึกซึ้งเท่านั้นไม่ใช่เรื่องลึกลับ แต่คนเราไม่คิดให้มันลึกซึ้ง แล้วก็ให้คิดเห็นสัจธรรมพวกนี้ แล้วทำให้มันดี บอกแล้วว่า คนดีเป็นคนเสียสละ คนเลวคือคน เอาเปรียบ หรือได้เปรียบ แต่เสร็จแล้วคนเราก็ไปฝึกตน คิดหาวิธีทุกอย่างที่จะ ได้เปรียบ แล้วค่อยไปคิดหาวิธีได้เปรียบ เมื่อได้เปรียบแล้วดีใจ ดีใจก็ยิ่งหลง ตัวเองใหญ่เลย ดีใจนั่นมิจฉาทิฐิ ดีใจในทางที่ผิดแล้ว ไปได้เปรียบมามันน่าดีใจ ไปเอาเปรียบมามันน่าเสียใจ เราเสียสละซิ ควรจะดีใจใช่ไหม เพราะฉะนั้นอย่าว่าแต่ผลผลิตเลย แม้แต่ค่าแรงงานทุกวันนี้ ตั้งค่าแรงงานของตัวเองสูงๆๆๆ ค่าความรู้ของตัวเอง คนยิ่งรู้มากก็ดี รู้ไม่ใช่รู้มาก เอาเปรียบคน รู้คือฉลาดเฉลียว สร้างสรรที่มีความฉลาดอะไรในสัจธรรมดีๆ หรือมีความฉลาดในความสามารถก็ตาม สามารถแล้วฉลาด แล้วมีความรู้นั้น ก็เอาไปบอกกล่าวคนอื่น เอาไปเกื้อกูล เมื่อคิดได้ คิดอะไรก็ดี เอาความคิดดีๆนั้นไปแจกจ่ายเจือจาน แล้วอย่าไปแลกราคาค่าความคิดมาให้มาก ถ้าขืนแลกมาก็ยิ่งขาดทุน เอามาหมดเท่าไหร่ ยิ่งขาดทุนเท่านั้น ฟังดีๆนะ อันนี้กำไรกับขาดทุนชักคนละเรื่องแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราเอาอันนี้ ทุนพันหนึ่งนี่ไปให้คนอื่น หรือเอาไปขายแล้วเอาคืนมา บอกแล้ว ถ้าพันหนึ่งเอาคืนมาพันหนึ่งหมดค่าแล้ว เจ๊า ไม่มีทุน ไม่มีกำไร แต่ถ้าเราเอาคืนมาเก้าร้อย กำไรร้อย เพราะเรายังได้เสียสละไปให้แก่โลกอีกร้อยหนึ่ง ถ้าเอาคืนมาแปดร้อย กำไรสองร้อย เพราะเรายังมีคุณค่า ยังมีประโยชน์ให้แก่คนอื่นไปได้ ทุนคิดมาแล้วพันหนึ่งอย่างที่กล่าว เพราะฉะนั้นเมื่อเราให้เขาไปควรจะเอาคืนมาให้น้อยลง เราจึงจะเป็นคนมีคุณค่ามีประโยชน์ในโลก เพราะฉะนั้นที่นี่ ลักษณะของที่นี่ หลักของความเจริญของที่นี่ ก็คือ เสียสละต่อสังคม และให้มีประโยชน์แก่สังคมมนุษยชาติอย่างนี้ เพราะหลักเกณฑ์ของที่นี่แล้ว แม้แต่การค้าขาย วิธีการค้าขายของที่นี่ ความเจริญคือ เราจะต้องค้าขายสินค้านี่ให้ราคาต่ำกว่าตลาด นี่ราคาตลาด เขาขายแพงนี่ เป็นเรื่องเลว เหลวไหลรู้แล้ว เพราะฉะนั้นเราจะต้องพยายาม ทำอย่างไรถึงจะอยู่ได้ด้วยการขายสินค้าให้ราคาต่ำกว่าตลาดที่สุดที่จะทำได้ นี่เป็น Step แรกของการค้าอย่างบุญนิยม อย่างเรา พวกเรา เป็นว่าจะต้องขายให้ต่ำกว่าราคาตลาดที่สุด เท่าที่เราจะทำได้ นั่นอย่างเลวที่สุด ดีขึ้นมากว่านั้น ขายเท่าทุน อย่างที่ว่าเมื่อกี้นี้ สินค้าเราทุนเท่าไหร่ คิดทุนหมดแล้ว ค่าแรงงานค่าอะไรก็ตาม ก็ควรขายแค่เท่าทุน นี่ดีขึ้นมากว่า ขายต่ำ กว่าราคาตลาด ดีกว่านั้น เจริญกว่านั้น การพาณิชย์ของทางเรานี่ การจำหน่ายจ่ายแจก หรือค้าขายให้แก่ผู้อื่น ดีกว่านั้นก็คือ ขายต่ำกว่าทุนอย่างที่กล่าวแล้วเมื่อกี้นี้ ถ้าทุนพันหนึ่งควรจะขายต่ำกว่านั้นลงไปอีก ขายต่ำกว่าเท่าไหร่ เราถือกำไร ขายเท่าทุน นี่ยังไม่ได้กำไร ไม่ขาดทุนอะไร ถ้ายังขายเกินกว่าราคาทุน แต่ต่ำกว่าราคาตลาด ก็แสดงว่าเราเอง เราทำการค้ายังไม่มีประโยชน์ ไม่มีบุญ ยังไปเอาของคนอื่นแลกเปลี่ยนมาอยู่ ยังขูดรีดคนอื่นอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าเท่าทุนแล้วก็เจ๊า ไม่กำไรไม่ขาดทุน ชีวิตยังไม่มีคุณค่าประโยชน์อะไรในโลก แต่ถ้าขายต่ำกว่าทุนได้นั่นเริ่มต้นมีกำไร อย่าเพิ่งเอาหัวเดินต่างตีนนะ พวกบัญชีไม่รู้จะลงช่องไหนแล้ว เรียนบัญชีนี่อะไรต่ำกว่าทุนไปลงช่องกำไร แล้วไอ้ที่เกินทุนไปลงช่องขาดทุน งงตาย อันนี้เรื่องสัจจะ ฟังดีๆ อาตมากำลังพูดสัจจะให้ฟังนะ ไม่ได้เล่นคารม ไม่ได้เล่นมายากลนะ ฟังดีๆ นี่ไม่ได้เล่นมายากล ไม่ได้หลอกลวงอะไร คุณตามให้ดี ใช้ความคิดของคุณ อาตมาเชื่อว่าพวกเรามีไอคิวพอที่จะรับฟังที่อาตมาพูดนี้ได้ คนที่มานี่ ไอคิวไม่ถึงมาไม่ได้หรอก ขอยืนยัน เพราะที่นี่เราบอกก่อน ไม่ใช่ว่าเราไม่บอก จะมานี่มาอย่างไร เพราะฉะนั้นคนใดที่ยังมีโลภวนอยู่ในโลกที่วุ่นในโลกียะ ระเริงอารมณ์อยู่ที่ความสุขโลกๆ ไม่กล้ามาที่นี่หรอก กลัว ที่นี่เขาว่าดุนะ เพราะฉะนั้นยิ่งขายต่ำกว่าทุนได้เท่าไหร่ ก็กำไรมากเท่านั้น หรือมีคุณค่าประโยชน์ ได้เสียสละต่อสังคมต่อมนุษย์โลกเท่านั้น ใช่มั้ย ที่พันหนึ่งขาย 30 บาท ถ้าพันหนึ่งเราก็ขาย 30 กำไรจมเลย กำไร 970 มันอยู่ที่ฐานะของคุณ คุณจะอยู่ได้ไหม ถ้าคุณขาย 30 คุณอยู่ได้ไหม อยู่ได้ แจกฟรี นั่นเป็นอัตราสูงสุด เป็นการค้าที่เจริญที่สุด คือแจกฟรี สร้างขึ้นมาแล้ว เอาไปเลย ได้กำไรเต็มเลย ลงทุนพันหนึ่ง กำไรพันหนึ่ง เพราะเราได้ให้เขาได้หมด เสียสละให้เขาได้เต็มที่เลย เราไม่เอาอะไรคืนมาเลย การค้า ของที่นี่ การค้าระบบบุญนิยม เลวที่สุด ขายต่ำกว่าราคาตลาดได้จริงๆ ความจริงใจ แล้วทำให้ตัวเองอยู่ได้ 2. ขายเท่าทุน 3. ต่ำกว่าทุน ต่ำได้มากเท่าไหร่ ก็เป็นความเจริญเท่านั้น 4. สูงสุด แจกฟรี นี่คือเป็นมาตรการของชาวอโศก ระบบบุญนิยมเราจะทำอย่างนี้ ที่อาตมาอธิบายนี่คือสัจธรรม และเป็นแนวคิดพอเป็นทิศทางที่มนุษย์ควรจะพึงฝึกปรือ ทุกวันนี้เราก็ยังไม่สมบูรณ์ ยังทำไม่ได้หมด แต่เราทำได้บ้าง องค์ กรของเราที่ทำงานผลิตอะไรให้แก่สังคมทุกวันนี้ ทำมานานแล้ว หลายสิบปีแล้ว ทำมาตั้งแต่ต้นคือกิจการ มันมีหลายกิจการ กิจการพิมพ์หนังสือ ทุกวันก็ยังทำอยู่ แจกฟรี กำไรร้อยเปอร์เซ็นต์ กำไรเท่าตัว ทุกวันนี้เราทำอยู่ พวกคุณมานี่ก็ได้หนังสือนี่เยอะแยะนี่ เราพิมพ์กันเองทำกันเองทั้งนั้น เราลงทุนลงแรงลงอะไรทุก อย่างมันก็ได้ไปฟรี กิจการหนังสือเราแจกฟรีได้อยู่ กิจการหนังสือแจกฟรีจนกระทั่งเรามีกิจการหนังสือเพิ่มขึ้นมา มีบริษัทฟ้าอภัยฯ ขึ้นมารับรองงานขายให้ราคาถูก หรือขายให้กับสังคม เพราะว่าคนข้างนอก เราเอื้อมไม่ถึง จะแจกไปทั้งหมดก็ไม่ได้ เราแจกไปได้ส่วนหนึ่ง คนที่ต้องการ แต่เขาก็อยู่ในสังคมส่วนแคบ ไม่ใช่เขา เราอยู่ในสังคมส่วนแคบ เขาน่ะสังคมส่วนกว้าง เราก็ออกเราก็มีวิธีการหนังสือ เรามีสายส่ง มีอะไรกับบริษัททำหนังสือ มีระดับขายถูก บางทีคนเรานี่มีอะไรต่างๆ ขายถูกไม่ซื้อเสียด้วย เห็นว่าหนังสือราคาถูกนี่เป็นหนังสือไม่มีค่า ต้องทำให้มันเหมือนตลาด แล้วก็ขายแพงอย่างตลาด แต่ไม่แพงกว่าหรอก เราก็พยายามต่ำกว่าตลาดบ้าง แต่อยู่ไล่เลี่ยกันไม่น้อยหน้าน้อยตา แต่ราคามันก็ไม่แพงกว่าเขา เรายังมีมาตรการ แต่เราขายต่ำกว่าราคาตลาดด้วย เอาขึ้นไปเคียงหน้าเคียงตาเคียงบ่าเคียงไหล่เขา ขึ้นหิ้งขึ้นแผงอะไรตามสังคมเขาบ้าง และ เราก็จัดหน่วยบริษัทอีกบริษัทหนึ่งทำ หมุนเวียนทำอย่างนี้บ้าง เพื่อการเผยแพร่หรือสื่อสาร เพราะทุกวันนี้เราสื่อสารหนังสือธรรมะ โลกสังคมขาดแคลนสัจจ ธรรม อย่างที่กล่าวแล้ว เป็นตัวอย่างขาดแคลนธรรมะ เข้าใจผิดจึงมีแต่การแก่งแย่งเอาเปรียบเอารัด เห็นว่าการเอาเปรียบเอารัดได้มาก ไม่ว่าจะเป็นการเอาเปรียบเอารัดทางอำนาจ หรือทรัพย์ศฤงคารได้มากแล้วก็มันก็สามารถเป็นฤทธิ์เดชทางสังคม คนมีทรัพย์มาก มีฤทธิ์ คนมีอำนาจมียศศักดิ์มากมีฤทธิ์ คนมีสรรเสริญมากมีฤทธิ์ ดัง ก็อยากดังกัน ดังแล้วก็หาเงินได้อีก เพราะทุกวันนี้ ความดังมีคนเที่ยวไปนิยมคลั่งไคล้ไปหลงใหลไปรักด้วยวิธีใดๆ ก็เอาทั้งนั้น เพื่อเอามาใช้พ่วงแพให้แก่คนที่นิยมนี่มาพาทำตามๆกัน มันมีความเลวชนิดหนึ่งของคนก็คือ ความเห่อตาม พูดอย่างศัพท์ชัดๆ หยาบๆ โดยไม่คิด ไร้สติสัมปชัญญะปัญญา เห่อตามคนที่นิยม เพราะฉะนั้นคนนี้ได้รับความนิยมอะไร เขาเห่ออะไรตามเขา คนทุกวันนี้ จึงเอาลักษณะนี้มาใช้ในการโฆษณาสินค้า Advertising เพราะฉะนั้นไอ้นี่ดังประเภทที่ชกหน้าคนเก่ง เรียกว่านักมวย เอามาเป็นตัวโฆษณา สินค้า Presenter ไอ้นี่ดังเพราะอะไรก็แล้วแต่ ดังเพราะแก้ผ้าๆ แก้ผ้าดังใช่ไหม อาตมาพูดจริงนะนี่ อาตมาไม่ได้ลามกนะ แก้ผ้าดัง คนนิยมชมชื่นว่ามันสวย มันงามอะไรก็แล้วแต่ของคุณ แก้ผ้าแล้วคุณก็มีอะไรมาโชว์ก็แล้วแต่เถอะ ทั้งโลกเมืองไทยเดี๋ยวนี้ทัดเทียมกับต่างประเทศ เขาทำมาก่อน อย่างมาดอนน่าอย่างนี้เป็นต้น ดังเพราะแก้ผ้าจริง เก่งร้องเพลงก็ตาม แต่ว่าร้องเพลงอย่างเดียว คนร้องเพลงเก่งอย่างมาดอนน่ามีเหมือนกัน แต่ไม่ดังเพราะหน้าไม่ด้านเท่ามาดอนน่า อย่างนี้เป็นต้น แก้ผ้าดัง เรื่องทำให้ตัวเองดังๆ ดังแล้วก็เอาไปเป็น Presenter แพงด้วยแพง เมืองไทยก็เดินทางเยี่ยงอย่างเดียวกัน แล้วแต่จะดังด้วยวิธีใด ก็แล้วแต่ มันก็เลยเลวลงไป มีวิธีเลวหมุนกลับไปหมด มีอำนาจมาก มียศมาก ก็สามารถดัง สามารถแลกเปลี่ยนหาเงินมาได้ สรรเสริญจะดังด้วยวิธีใด เดี๋ยวนี้จะลามกอนาจารอย่างไร ก็ตามแต่ ต่ำต้อยอย่างไร ก็ขอให้ดังก็แล้วกัน ก็หาเงินได้ มีความขยันหมั่นเพียร ก็มีลาภมาก มีอำนาจในลาภ ในเงิน วิธีการของทุนนิยมซับซ้อนมาก มีเงินมากก็ดังและมีอำนาจอยู่ในตัวของการเงิน มีเงินแล้ว ก็ยิ่งใหญ่จะสั่งฆ่าคนยังได้ จ้างฆ่ายังได้เลย อะไรต่ออะไรก็แล้วแต่ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นสังคมไม่รู้จักสัจธรรม เดี๋ยวนี้ไปกันใหญ่แล้ว ต้องการจะให้มันมีฤทธิ์เดช มีอำนาจทางความรวย อำนาจทางยศศักดิ์ ควบคุมบริหาร สามารถที่จะมีศักดินาอะไรก็แล้วแต่ ยิ่งใหญ่ได้ อำนาจทางความดัง อวดอ้างทางเสพโลกียสุข แหม เขามีสุขกันเหลือเกิน เสพสุขเสพโลกียสุขมาก ริษยากัน ใครที่ได้เสพสุข ใครเขาอยากกินก็ได้กิน อะไรเขาก็ได้กินอร่อย มันมีค่ามีราคาแล้วก็ได้กิน เขาอยากได้อะไรสวยๆ เรื่องของกามทั้งนั้น รูปสวย รสอร่อย เสียงไพเราะ อยาก จะได้อะไรเพราะๆ มีสตางค์ โอ๋ย เขาว่ากันเพราะเหลือกิน จะไปดูไอ้ไมเคิล แจ็กสัน ร้อง มันเพราะเหลือเกิน ต้องไปฟังเสียง จ่ายบัตร โอ๋ย เดี๋ยวนี้อย่าว่า 2,500 เลย เดี๋ยวนี้ 7,000 -8,000 ใครมีขายได้เลยทันทีเดี๋ยวนี้ บัตรหมดแล้ว ไปฟังเพราะบุญหู เป็นบุญนะ มันมาร้องให้ฟังนะ ยิ่งใหญ่นะ ที่จริงควรจะกราบทุกคนนะ ก่อนจะร้องควรจะกราบไมเคิล แจ็กสัน ทุกคน มันมาร้องให้ฟังน่ะ ควรจะกราบเป็นบุญหูได้ฟังเสียงเพราะ ได้ฟังเสียงวิเศษ เป็นนักร้องเยี่ยมยอดนะ จริงไหม ควรจะกราบด้วยนะ ไปบอกกันได้รูปสวยสมใจ ได้กินอร่อยสมใจลิ้น ได้ฟังเสียงที่ชอบใจติดยึด เพราะได้ดมกลิ่นที่ เพราะได้สัมผัสเสียดสีทางกาย ได้สัมผัสทางใจ เป็นเรื่องของการสมใจในรูปรส อุปาทานไปติดยึด หลงใหลเป็นอุปาทานว่าอันนี้น่าได้ แหม อันนี้น่าอร่อย อันนี้มันเพราะ มันเพลิดเพลิน มันสนุกสนาน มันเป็นโลกียสุข รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เรียกว่ากามคุณ 5 ถ้าเอาข้างนอกทวารใจก็เรียกอีกอันหนึ่ง เขาก็เรียกภวตัณหาอีกอันหนึ่งไป อาตมาก็ไม่มีเวลาที่จะอธิบายรายละเอียดของสัจธรรมพวกนี้ ให้พวกคุณฟังนะ ก็เอาหยาบๆ ง่ายๆต้นๆ เสียก่อน คนเราก็ดิ้นรนเพื่อจะเสพสุขอย่างนี้กัน เสพสุขทางรูปข้างนอก หรือแม้แต่ติดโลกียะ โลกธรรม ได้ลาภมาก ได้เปรียบมากๆ ที่ยกตัวอย่างตอนแรกได้เปรียบ มา ขูดรีดมาได้มากๆ เอาค่าแรงมา เอาค่าวัสดุ เอาค่าอะไรก็แล้วแต่ ยิ่งได้มาได้เปรียบมาฟรีๆ ไม่ได้ออกอะไรมาเลย ค่าข้าวของอะไรก็ไม่ได้ให้แรงงาน ก็ไม่ได้จ่าย โอ๋ย ยิ่งดีใจใหญ่ เป็นหนี้เขาตาย ไปเอาของเขามาฟรีได้หรือ เอาของเขามาเปล่าๆ ได้เปล่ามายิ่งดีใจใหญ่ เป็นความคิดที่เลวร้าย มันควรจะเป็นผู้ได้ให้ เขาต่างหาก เป็นคนมีค่าในโลก ใช่ไหม แต่เขาคิดไม่ได้ ได้ลาภมาสมใจ ก็ดีใจ ได้ยศมาสมใจ ก็ดีใจ ได้ปกครองตัวเองที่จะทำให้อยู่ในสังคมได้ จะต้องหาอำนาจ ให้แก่ตัวเองทั้งนั้น วิธีการหาอำนาจอย่างไร หา แม้แต่ที่สุดไม่ได้ร่ำไม่ได้เรียนก็มี วิธีการไปตามสายตามระบบ เขามีระบบในทางโลกว่า จะหาอำนาจด้วยวิธีอะไร เขามีใช่ไหม นอกระบบก็มีอำนาจได้ เรียกว่า God Father God Mother เรียกว่าเจ้าพ่อ เจ้าแม่ อะไรก็ตามใจเถอะ ใช่ไหม เป็นเจ้าพ่อเป็นเจ้าแม่ได้ ด้วยวิธีการต่างๆนานา สร้างอำนาจบาตรใหญ่ แม้แต่ที่สุดเรียกว่าได้แต่แค่นักเลงก็มีอำนาจ หาอำนาจบาตรใหญ่ให้แก่ตัวเอง หรือหาทางดัง หาสรรเสริญ ทุกวันนี้หาดังด้วยวิธีการต่างๆ เห็นไหม อย่างอาตมายกตัวอย่างแล้วที่ชัดๆ ก็ลามกนั่นแหละ ยิ่งยกตัวอย่างชัดๆ แม้แต่อย่างไม่ลามกมากมาย มีวิธีการแฝงซ้อนอย่างนั้น หาแต่เรื่องให้ดังให้นิยม ซึ่งไม่น่าจะมีอะไรเลย เดี๋ยวนี้ดาราร้องเพลงเก่งๆ อะไรบ้าง เป็นดารามีความสวยแอ๊คอาร์ตอย่างโน้นอย่างนี้ เข้าท่าเป็นนักโฆษณา นางแบบนายแบบ เป็นโน่นเป็นนี่ ดัง หาเงินได้มากๆ เพราะมันไปเข้าข่ายทุนนิยมที่จะใช้คนให้มาติดอกติดใจอย่างที่ว่าแล้ว ถ้านิยมชมชอบแล้วก็ขอให้นิยมชมชอบเถอะ แกว่าข้าตาม ลัทธิเอาอย่าง ตกอยู่ใต้อำนาจลัทธิเอาอย่าง เห่อ ใครๆ เห่อใครดัง ก็เขาว่ายังไง คนเห่อนี่ เขาใช้เสื้อผ้าอย่างนี้ เอาตาม คนเห่ออย่างนี้ เขาใช้แปรงสีฟันอย่างนี้ คนเห่ออย่างนี้ เขากินอย่างนี้ เอาคนเห่ออย่างนี้ เขาเดินอย่างนี้ เดินตาม คนเห่ออย่างนี้ อะไรตาม จะเป็นตามกันไปหมด ขอให้เห่อ ขอให้ชอบใจในอะไรก็แล้วแต่ คนเรามันงมงายมากมาย จนทุกวันนี้ตามอย่างเขาโดยที่ไม่คิดไม่นึกว่ามันสาระอะไร เนื้อหาอะไรกันบ้าง มันมีความดีงามอะไรกันบ้าง สิ่งที่ดีงาม แต่แท้จริง ในงานการของเขาที่แท้จริง ที่เขาสื่อให้แก่เรานั้น มันมีสาระอะไรบ้างก็ไม่ถึง ไม่หยั่งไปถึงในงานการ หรือว่าการกระทำที่เป็นสาระน่ะ มีความดีบ้างก็ยังดี เป็นดีบ้าง มีส่วนดี แต่ส่วนที่ไม่ดีก็คือเอาเปรียบมาก ไมเคิล แจ็กสัน มาร้องไม่กี่ชั่วโมง เอาไปกี่ล้าน คราวนี้ ส่วนตัวเขาเท่าไหร่ 30 ล้าน แหม รู้กันทั่ว น่าอายไหม ค่าต

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน