600804_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จิปาถะอาริยะโพธิ_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข3 กรกฎาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

600804_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จิปาถะอาริยะโพธิ

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม 2560 ที่ราชธานีอโศก พ่อครูได้พูดถึงพลังงานบุญ ที่จะทำร้ายทำลายกิเลส ของเราให้หมดไปได้ ก็จะเหลือแต่พลังงานสร้างสรรต่อมวลมนุษยชาติ ที่กำลังมีภัย โดยเฉพาะอุทกภัย พวกเราชาวบ้านราชฯ ก็ประสบอุทกภัยเช่นกัน แต่แม่น้ำมูลขึ้น ทีละน้อย แต่พ่อครูให้เราใช้วิกฤตเป็นโอกาส ตอนนี้ที่สวนอุทยาน เราก็ขาดคนดูแล ก็เลยใช้วิกฤตเป็นโอกาส ไปดูแลสวนอุทยานดีกว่า ที่ญี่ปุ่น เกิดภัยพิบัติบ่อย ก็เลยทำให้คนในชาติเข้มแข็ง ชาวอโศกเราก็น่าจะเข้มแข็งได้จากภัยพิบัติ

สื่อธรรมะพ่ อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ปัญญาในเวทนากับสงสาร พ่อครูว่า...เจริญธรรม อย่างที่ท่านฟ้าไทว่า เราทำกันจริงๆสิ ที่ไม่น่า จะได้มันจะได้ มันเป็นจริง สำหรับคนที่ภูมิและบารมีไม่ถึง ยังสั่งสมบารมี มีความซับซ้อนมากในเรื่องบุญบารมี คนที่มีบารมีเชิงฉลาด เฉลียวฉลาดปฏิภาณดี แต่เจโตไม่ค่อยไหว ทำจิตของตนเองไม่ค่อยได้ ได้แต่ เฉลียวฉลาด เก่ง ฟังได้ แต่ตัวเองรู้สึกว่าน่าได้ รู้สึกว่าจะเข้าใจ แต่มันไม่ได้ มันเป็นสัจจะที่ชัดเจน ศรัทธากับปัญญานี่แหละ 2 หลักใหญ่ สัทธานุสารี ธรรมานุสารี ปฏิบัติตามโดยมีธรรมะ และมีปัญญา ท่านไม่ใช้คำว่าปัญญานุสารี เพราะว่า ต้องใช้ปัญญาทั้งคู่ อาตมาอธิบายปัญญาแล้วว่าคืออะไร ปัญญาคือความฉลาดใหม่ เป็นความฉลาดที่ โลกโลกุตระเท่านั้นที่จะมีปัญญา ถ้าไม่อยู่ในโลกโลกุตระ สร้างพลังงานปัญญานี้ขึ้นไม่ได้ ต้องมีกระบวนการ องค์ประกอบ ของ เหตุปัจจัยครบ ทั้งธรรมะ 2 แล้วพิจารณา ธรรมะ 2 กายนอกกาย กายในกาย และคำว่ากาย ก็ไม่ใช่ว่ามีแต่ภายนอกโดยไม่มีจิตวิญญาณร่วม นี่แหละ คือเรื่องใหญ่สำหรับคนไทย เพราะคนไทย คำว่ากาย หมายถึง ดิน น้ำ

อ่านต่อ

ไฟ ลม ไม่มีจิตวิญญาณประกอบ กายนี้ เข้าใจกันส่วนใหญ่แทบทั้งหมด มันเป็นภาษาไทยที่สนิทแล้ว แล้วมันก็เพี้ยนผิดไปสนิทเหมือนกัน ดังนั้นจึงนำกลับคืนมายากมาก คำว่า กาย นี่ ซึ่งสรุปแล้ วสรุปอีกว่า กาย จะขาดความรู้สึกไม่ได้ ถ้าหมายถึง ดิน น้ำไฟ ลม วัตถุธาตุ 4 โดยตรง แถม อากาศอีกธาตุ มันเป็นช่องว่าง แต่มันมีพลังงานในอากาศ ก็จะไม่จับตัวเป็นอะไร แต่ที่จับตัวเป็นอะไร คือ ดิน น้ำไฟ ลม ถ้าไฟกับลมนี้ก็ยากจะรู้แล้วนะ มันไม่ได้จับเป็นตัวเป็นตน มีน้ำกับดินนี้ จะเป็นตัวเป็นตน ไฟกับลม ไม่จับเป็นตัวเป็นตน มันเป็น พลังงานเท่านั้น ถ้าละเอียดขึ้นไปจับตัวมาได้เป็นบทบาทใหญ่ เรียกว่าอากาศ แล้วพลังงานจะอยู่กับอากาศ พลังงาน เป็นธรรมะ 2 กับอากาศ ทำเสร็จก็ว่าง ก็อากาศ พลังงานนั้นก็หายไป เป็นเรื่องที่ละเอียดลออมาก อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ไม่ได้รู้ถึงระดับ 9 ก็พอพูดให้เข้าใจได้ น่าจะไม่สงสัยอะไรต่อได้ แต่ถ้าคนที่ฉลาดกว่าอาตมา ภูมิธรรมขั้นสูงกว่าอาตมา ก็จะมีมุมเหลี่ยมละเอียดให้อาตมาสงสัยได้ อาตมาก็จะตามศึกษาให้สูงขึ้นได้ อันไหนที่อาตมาไม่ถึง ก็รู้ไม่ได้ คิดไม่ได้ มีหรือไม่มีก็ไม่รู้เลย เดาไม่ได้ อย่าไปคิดว่า ตัวเองต้องเก่ง ต้องรู้หมด ถ้าอย่างนั้น จะอึดอัดมาก ว่าทำไมเราก็คนเหมือนเขา ข้าก็ต้องรู้ได้เหมือนกัน ใครไปทำอย่างนั้นจะเกิดภาวะ หรือจะเกิดความร้อน ไม่แจ่มใส ถ้าพลังงานอย่างนั้น จะหม่นมัว อาตมาว่ามันละเอียดลออ สนุก ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า ผู้ใดมีภาวะอย่างละเอียดขึ้นมา ศึกษาแล้วเห็นความจริงที่เราเข้าไปถึง แล้วบรรลุได้ เมื่อพูดกับผู้ที่รู้กันก็จะชัดเจน ผู้ที่ยังไม่รู้ ก็ต้องเข้าใจเขา ถ้ายังต่ำเตี้ย อย่าไปพูดแล้วเชิงข่มเขา ดูถูกเขา ไม่เมตตา ไม่มีความเห็นใจ ยังไม่ชัดในเวทนา ในสงสาร ถ้าชัดเจนในเวทนา สงสาร จะเข้าใจ เมตตาคนอื่น ผู้นั้นจะรู้ลึกซึ้งเรื่องเวทนากับสงสาร สงสารคือเรื่องโลก เ วทนาคือเรื่องอัตตา สงสารคือ องค์ประกอบ ปรุงแต่งใน space and time เราก็รวมกับโลก เป็นธรรมะ 2 มีรูปกับนาม ส่วนอัตตาตัวเราเอง ยิ่งเล็กน้อยๆ จนเป็นหนึ่ง แล้วก็อย่าไปยึดหนึ่งเป็นเรา จนทำให้เป็น 0 และอย่าไปเห็นว่าจิตที่ไปยึดเป็นเรา

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน สักกายทิฏฐิ 20 วัตถุ เอาภาษานี้อ่านให้ฟังนิดหน่อย มันสุดยอด คือ อัตตานุทิฏฐิ คือ ความตามเห็นอัตตา ตามเห็นตัวอัตตาเรา ในขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ผู้ที่สามารถตามเห็น มันจะมีตามเห็นได้ เรียกว่า เป็นสิ่งที่ถูกรู้ได้เลย มันจะเป็นนาม แต่ถูกรู้ได้ หรือรูป เป็นวัตถุ เพราะขั้นธ์ 5 นี้ จะมีสภาวะของ 4 วัตถุ 4 รูป 4 รูป ในขันธ์ 5 รูป ก็ต้องเห็นทั้ง 4 รวมแล้วจะครบ สักกายทิฏฐิ 20 วัตถุ ล. 31 ข้อ 671 บรรดาสัญโญชน์ 3 นั้น สักกายทิฏฐิ เป็นไฉน? ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไร้การศึกษา ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้ฝึกฝนในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ฝึกฝนในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมเห็นรูป เป็นตน หรือเห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน เห็นตนในรูป ย่อมเห็นเวทนาเป็นตน หรือเห็นตนมีเวทนา เห็นเวทนาในตน เห็นตนในเวทนา ย่อมเห็น สัญญาเป็นตน หรือเห็นตนมีสัญญา เห็นสัญญาในตน เห็นตนในสัญญา ย่อมเห็นสังขารเป็น ตน หรือเห็นตนมีสังขาร เห็นสังขารในตน เห็นตนในสังขาร ย่อมเห็นวิญญาณเป็นตน หรือเห็นตนมีวิญญาณ เห็นวิญญาณในตน เห็นตนในวิญญาณ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ป่าชัฏ คือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ ความเห็นเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ ความผันแปรแห่งทิฏฐิ สัญโญชน์คือทิฏฐิ ความยึดถือ ความยึดมั่น ความตั้งมั่น ความถือผิด ทางชั่ว ทางผิด ภาวะที่ผิด ลัทธิเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ การถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า สักกายทิฏฐิ.

[671] ตตฺถ กตมา สกฺกายทิฏฺิ อิธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยาน อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสาน อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูป อตฺตโต สมนุปสฺสติ รูปวนฺต วา อตฺตาน อตฺตนิ วา รูป รูปสฺมึ วา อตฺตาน เวทน อตฺตโต สมนุปสฺสติ เวทนาวนฺต วา อตฺตาน อตฺตนิ วา เวทน เวทนาย วา อตฺตาน สฺ อตฺตโต สมนุปสฺสติ สฺาวนฺต วา อตฺตาน อตฺตนิ วา สฺ สฺาย วา อตฺตาน สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ สงฺขารวนฺต วา อตฺตาน อตฺตนิ วา สงฺขาเร สงฺขาเรสุ วา อตฺตาน วิฺาณ อตฺตโต สมนุปสฺสติ วิฺาณวนฺต วา อตฺตาน อตฺตนิ วา วิฺาณ วิฺาณสฺมึ วา อตฺตาน ยา เอวรูปา ทิฏฺิ ทิฏฺิคต ทิฏฺิคหน ทิฏฺิกนฺตาโร ทิฏฺิวิสูกายิก ทิฏฺิวิปฺผนฺทิต ทิฏฺิสฺโชน คาโห ปฏิคฺคาโห อภินิเวโส ปรามาโส กุมฺมคฺโค มิจฺฉาปโถ มิจฺฉตฺต ติตฺถายตน วิปริเยสคฺคาโห อย วุจฺจติ สกฺกายทิฏฺิ ฯ คุณต้องเป็นผู้มีรูป และคุณต้องเห็นรูปนั้น รูปี รูปานิ ปัสสติ คนมีปัญญา ตัวปัญญานี้ ทำให้เราไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา ผู้นี้มีญาณเห็น มันเหมือนกัน สิ่งนี้ไม่มีประสาทจะรับรู้ได้ แต่มันมีอยู่ เรียกว่า ตั้งแต่อุปาทาน ยึดไว้เลยว่ามี ต่อมา สมาทาน คือ ปฏิบัติลดอุปาทาน จนศึกษาได้ หมดอุปาทาน แต่ก็ยังมีอยู่ แต่ยึดถือไว้แต่อาศัยเท่านั้น ย่อมเห็นรูปเป็นตน หรือเห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน เห็นตนในรูป

SMS วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 _3867 พ่อครูไปพังงาฤาเปล่า? ช่วงนี้พายุฝนเข้าใต้ คลื่นลมแรงระมัดระวังทุกเส้นทางด้วยเถิด! ห่วงใยทุกท่านฯ (พ่อครูว่า… ไม่ได้ไป ด้วยเหตุปัจจัยไม่เหมาะสม)

_3867นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.บวรบ้านราชฯนร.สสข.ทุกบวรอโศกอีสาน ขอให้ปลอดภัยจากอุทกภัยทุกคน ทุกถิ่นที่รอดพ้นทุกขภัยฯ

_3867 รักษากายเจ็บด้วยธ.โพชฌงค์ 7! รักษาใจป่วยด้วย โพชฌังคปริต! มีสติรักษาโรค! มีวิจัยสังเกตุอาการ! เพียรรักษาต่อเนื่อง! ยินดีเต็มใจรักษา! ระงับกังวลอดทน! ตั้งใจ รักษาให้หายดี! ยอมรับเจ็บป่วยเรื่องธรรมดา! ยาขนานเดียวรักษาตัว พึ่งตนได้ทุกที่ประสบภัย แม้ไกลหมอ! พ่อครูว่า...ลางเนื้อชอบลางยา องค์ประกอบของเหตุปัจจัยแต่ละคนไม่เหมือนกัน อันไหนเห็นว่าดีก็เอาไปทำกัน _3867 สังคมเจ็บ แผ่นดินป่วย จากคอรัปชั่น รักษาด้วยการบังคับใช้กฎหมาย ปราบปรามอธรรมด้วยสุจริตธ.! สังคมเจ็บ แผ่นดินป่วย จากภัยพิบัติรักษาด้วยการใช้กฎหมาย ปกป้องธรรมชาติด้วยสุจริตใจ! กราบขอบคุณพ่อครูฯ SMS จากเฟซบุ๊ค _เล็ก มณีรัตน์ · ถ้าเปิดแบบหมอเขียว น่าจะยั่งยืนกว่านะเจ้าคะ ฝึกให้ประชาชนได้พึ่งตนและประหยัด ยุบการใช้ยาจากต่างประเทศเกินความจำเป็น

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน นักการเมืองเบอร์ 1 ของโลก _หินไท ชาวหินฟ้า · ศาสนากับการเมือง งานการเมืองคืองานที่ทำเพื่อบ้านเมือง ไม่ใช่ทำเพื่อกลุ่มพวกตัวเอง และบริวาร นี่คือหัวใจสำคัญของงานการเมือง จะเป็นระบอบคอมมิวนิต. สมบูรณา. เผด็จการทหาร หรือระบอบประชาธิปไตยก็ตามที ล้วนต้องทำเพื่อประชาชน (เขาว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็น.ของประชาชน โดย.ประชาชน เพื่อ.ประชาชน) ที่ผ่านมาขอถามว่า .โดย.?ประชาชนจริงหรือ ได้ข่าวว่าผู้สมัครสส.ตัวนี้เกรดเอได้แน่นอนเอาไปหาเสียง50ล้าน. เกรดบี30ล้าน อะไรประมาณนี้. ของ.? ประชาชน จริงหรือ หรือเป็นกลุ่มก้อนของนายทุนส่งมาสมัคร แล้วมันจะเป็น เพื่อ.ประชาชนได้ไง เพราะ โดย.ก็ใช่ ของ.ก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้น เพื่อ.ประชาชนเลยไม่ใช่????? เพราะฉะนั้นการเมืองสูงที่สุดอยู่ที่เพื่อประชาชน จะเป็นระบอบระบบอะไรไม่ใช่สาระสำคัญ. ขอให้ทำเพื่อบ้านเมือง ส่วนผู้ทำงานศาสนานั้นหากท่านบรรลุธรรมสูงสุด ท่านก็ทำเพื่อผู้อื่น เพราะท่านหมดความเห็นแก่ตัวหมดตัวตนแล้ว ท่านจึงเห็นแก่ผู้อื่น. เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้า จึงเป็นนัก การเมืองเบอร์หนึ่งของโลก เพราะท่านทำงาน เพื่อ.ประชาชนตลอดพระชนชีพ ผู้ทำงานการเมืองกับงานศาสนา จึงคืออันหนึ่งอันเดียวกันฉะนี้แล.... พ่อครูว่า...ผู้ที่เป็นจริง มีคนยอมรับนับถือยกให้ แต่เขาไม่ได้ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา จะไม่ใส่ใจเลยว่า ใครจะมาเลือกเราหรือไม่เลือกเรา ในหัวใจจะไม่คิดเลยว่า เขาจะเลือกเราหรือไม่ ยกให้เราหรือไม่ เขาตั้งใจเสียสละอย่างเดียว หากคนจะยอมรับนับถือ ยกตัวอย่างอาตมา ให้อาตมาไปลงสมัครส.ส.อาตมาไม่เอา จะไม่ได้รับเลือกแน่นอน คนอื่นๆไม่จริงเท่าอาตมา แต่อาตมาจะไม่ได้รับเลือก เพราะว่าชาตินี้ อาตมาไม่ได้สร้างสิ่งที่ให้เขายอมรับ มีแต่ปัญญา และทำงานเท่าที่มีจริง คนก็จะยอมรับนับถือน้อย เอาแต่คนมีปัญญา ผู้ที่จริงแล้ว ไม่คิดหรอกว่า ของประชาชน หรือโดยประชาชนหรือไม่ แต่มีเท่าไหร่ก็ให้ด้วยใจจริง ไม่คิดหรอก เราเพื่อประชาชนตัวเดียว เต็มที่ โดยประชาชน ของประชาชน ยังไม่สูงเท่า เพื่อประชาชน ผู้จะทำงานการเมืองให้จริง ต้องยิ่งหมดตัวตน ไม่มีตัวตน ได้จริง และจะทำงานเพื่อประชาชนได้อย่างจริง ไม่ใช่พวกอยู่ว่างๆ ไม่ทำอะไร อย่างนั้นมันก็เป็นอัตตาอย่างหนึ่ง การเมืองสูงสุดอยู่ที่เพื่อประชาชน จะเป็นระบอบใดก็ตาม สำคัญที่ ทำเพื่อประชาชน คนไหนก็แล้วแต่จริงใจ ทำเพื่อประชาชนเต็มที่เท่าที่ตัวเองมีความรู้ความสามารถ แล้วมีความเสียสละให้เต็มที่เท่านั้นแหละ เป็นความจริง คนไหนมีได้มากก็มาก คนไหนมีน้อยก็มีน้อยตามความจริงเท่าที่เขามี มีความรู้ความสามารถ มีแรงงานเท่านี้ ก็ทำได้เท่านี้ เต็มที่แล้ว คนไหนมีมากก็ทำเต็มที่มากของตัวเอง ระบอบอะไรก็ไม่ใช่สาระสำคัญ ขอให้ทำเพื่อคนอื่น เพื่อประชาชน ส่วนทางศาสนานั้น ท่านบรรลุธรรมสูงสุดก็ทำเพื่อผู้อื่น เพราะหมดตัวตนแล้วก็ทำเพื่อผู้อื่น เป็นศาสนาที่รู้ธรรมะ 2 ด้าน 0 นี่คือเต็ม เต็มที่คือ 0 นะ พระพุทธเจ้าจึงเป็นนักการเมืองเบอร์ 1 ของโลก ของมหาจักรวาลเลย เพราะว่าท่านทำงานเพื่อประชาชนตลอดพระชนม์ชีพ เราดูตัวอย่างพระพุทธเจ้าได้ยาก เพราะว่าท่านปรินิพพานไป 2,500 กว่าปีแล้ว เราดูที่พระเจ้าแผ่นดินในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เพิ่งสิ้นพระชนม์ไปหยกๆ มีชีวิตให้คนได้สัมผัสเห็น ก็นี่แหละคือความจริง

_ป้าจงใจ. ….ถึงตอนนี้เข้าใจสภาวะธรรมของการละกิเลส ความอยากได้อยากมี ว่าทำไมพ่อครูจึงห้ามมีการทำประกันชีวิต ประกันรถ มองเห็นความโลภของคนที่ทำประกัน เห็นความเห็นแก่ได้ของบริษัทประกัน ความโลภของโรงพยาบาล ที่ตั้งราคาโดยไม่คิดคำนึงถึงผู้เสียหายว่า จะต้องจ่ายเงินแบบเลือดตากระเด็น คนทุกข์อยู่แล้วยิ่งเพิ่มทุกข์เท่าทวี ฆ่ากันให้ตายซ้ำสอง

_ต่อมา...มีคนบอกว่า ขออนุญาต ส่งการบ้านพ่อครูค่ะ ย้อนความเดิม วันที่ 31 กรกฏาคม 2560 พ่อครูกล่าวว่าเช่นนี้ : อาตมาอาภัพ ปางนี้อาภัพ ถ้าเทียบกับในหลวง อาตมาต่างกันฟ้ากับเหว อาตมารู้สึกเช่นนั้น !!?

พ่อครูว่า ต่างกันฟ้ากับเหว เหวที่ลึกสุด คือพิกัดใจที่ บุคคลบนนภาอากาศ ตามมาสักการะ ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการทำงานเพื่อประชาชน แม้ว่าชีวิตของคนเรา อุปมาเปรียบเทียบกับตัวพระ และตัวนาง ที่ต้องเดินสวนทางกันในทิวาและราตรี ยากที่จะเจอกันในตอนต้น แต่เช่นนั้นพลังงานของจิตที่สื่อถึงกันด้วยความหวังดี ไม่ใช่น้อยๆ ก็จะปรากฎ

ก็ขอย้อนทวนกลับเข้าสู่ประวัติศาสตร์ อันสำคัญของชาติไทย ฉะนี้หลายท่านได้พอเรียนรู้เรื่องราวของประวัติศาสตร์นี้มาแล้ว แต่เผื่อเยาวชนคนรุ่นหลังที่อาจไม่ค่อยให้ความสำคัญใดๆมากนัก ได้ลองกลับมาฟังอีกครั้ง ก็จะเข้าใจในมุมมองใหม่ๆ หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นค่ะ ซึ่งครั้งนี้โปรดใช้จินตนาการตาม สู่ห้วงแห่งความเป็นจริงอันน่าอัศจรรย์นับจากนี้ เพราะความลงตัวของ กาละและเวลา space & time คือ สถานที่และเวลาแท้ๆนั้น หวนกลับมาอีกไม่ได้จริงๆ หนูตั้งชื่อหัวข้อนี้ว่า รัชสมัย ร.9 ผู้เล็งเห็นความก้าวหน้าของมหาราชองค์แรก ของอาณาจักรไทย

พ่อขุนรามคำแหง แห่งอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งแปลตามความรู้สึกว่า เมืองแห่งความสุข สุขะด้วยจิตที่ว่าง และสงบ เช่นนั้น คือ ณ เวลานั้นจริงๆ

พระราชประวัติของมหาราชพระองค์นี้ จารึกไว้ ทรงเป็นพระโอรสของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และ พระนางเสือง ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 3 แห่ง ราชวงศ์พระร่วง ราชอาณาจักรสุโขทัย

พระองค์ทรงเสวยราชสมบัติโดยประมาณ พุทธศักราช 1820 และ สวรรคตประมาณ พุทธศักราช 1860

พ่อขุนรามคำแหงทรงเป็นนักรบที่เก่งกล้า ไม่ต่างจากพระเจ้าอโศกมหาราช แต่ปางนี้ทรงเน้นความประนีประนอม ไม่เน้นการเข่นฆ่า ใช้การเจรจาเป็นหลักสำคัญ พ่อขุนรามคำแหงทรงเป็นนักการปกครองที่ดี เป็นนักปราชญ์ทรงคิดค้นประดิษฐ์ตัวอักษรไทยขึ้นเมื่อราวๆปี พุทธศักราช 1826 ทรงรับเอาพระพุทธศาสนา นิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์ (ข้อสันนิษฐานนี้ หนูว่าคงมาจากทางศรีลังกา ที่รับการเผื่อแผ่ศาสนาพุทธจากประเทศอินเดีย ในสมัยพุทธกาลก่อน จึงกลายเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาจนถึงปัจจุบัน)

พ่อขุนรามคำแหงมีจุดเด่นที่คล้ายกันกับพ่อครูไม่ต่างกัน เพราะคือ สิ่งเดียวกัน

พ่อขุนรามคำแหง ทรงเปิดการค้าเสรี = พ่อครูส่งเสริมการค้าเเบบตลาดอาริยะ

พ่อขุนรามคำแหงทรงปกครองบ้านเมืองอย่างยุติธรรม เหมือนพ่อปกครองลูก = พ่อครูเน้นสอนการปกครอง แบบประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 77

และตรงจุดเชื่อมต่อ ระหว่างในหลวงรัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี กับพ่อขุนรามคำแหง ทรงเล็งเห็นพระมหากรุณาธิคุณสุดล้ำค่าของ พ่อขุนรามคำแหงพระองค์นี้เสมอมา

ในช่วงต้นของการเสด็จประพาสทรงงานภายในประเทศไทย รัชกาลที่ 9 ทรงน้อมถวายสักการะ พ่อขุนรามคำแหง ณ เมืองศรีสัชนาลัย อาณาจักรสุโขทัย ในวันที่ 1 มีนาคม พุทธศักราช 2501 วัดวิหารใหญ่สุดในราชอาณาจักรนี้คือ วัดมหาธาตุ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงบรวงสรวงสังเวยมหาราช พระเจ้ารามคำแหง ที่ทรงผนวชที่วัดแห่งนี้ และในพุทธศักราชเดียวกัน ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเดินทางต่อไปยังศาลแม่ย่า จังหวัดสุโขทัย ( อันเป็นศาลของพระเจ้ารามคำแหงมหาราช เสด็จลงถวายสักการะแด่พระเจ้ารามคำแหงอีกสำทับหนึ่ง )

ในช่วง รัชสมัยรัชกาลที่ 9 ทรงระลึก และให้ความสำคัญ ต่อพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงก่อตั้งมหาวิทยาลัยที่ไม่แบ่งชนชั้น ในพุทธศักราช 2514 ตั้งชื่อตามพระนามพ่อขุน มหาวิทยาลัยรามคำแหง ทรงประดิษฐานพระบรมรูปพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ซึ่งได้อันเชิญมาเป็นเครื่องหมายของมหาวิทยาลัย ( พระแท่นมนังศิลาบาตร ) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธีเปิด พระบรมรูปพ่อขุนรามคำแหง และตราประทับมหาวิทยาลัยและ ศิลาจารึกหลักที่ 1

คำขวัญของมหาวิทยาลัยรามคำแหง มีดังนี้ ( รู้จักอภัย ตั้งใจศึกษา บูชาพ่อขุน สนองคุณชาติ )

จารึกหลักที่ 1 ค้นพบเมื่อปี พุทธศักราช 2376 ณ เมืองสุโขทัย โดยพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชประวัติที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงหลักฐานสำคัญเพียงส่วนหนึ่งตั้งแต่ สมัยราชอาณาจักรสุโขทัย เรื่อยมาจนถึง กรุงรัตนโกสินทร์ มีเพียงบางพระองค์เท่านั้น ที่ใช้พระนามลงท้ายด้วยคำว่า ( มหาราช) และหนึ่งในนั้นคือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช อันเป็นกษัตริย์มหาราชพระองค์แรก ของพระมหากษัตริย์ไทย

ฉะนั้นเหวที่พ่อครูกล่าว คือ นิยามเชื่อมต่อความสัมพันธ์ ของ จิตวิญญานโพธิสัตว์ 2 องค์ โลกใบนี้จึงเป็นห้องทดลองจิตใจผู้คนมากมายที่มองผ่านเพียงแค่อลังการภายนอก แต่ในหลวงไม่มองผ่านเลยไปซักขณะเดียว

ประวัติศาสตร์ค้นหานี้ควรค่าแก่การศึกษาเท่าที่ผู้คนนั้นอยากจะจดจำ ประวัติศาสตร์ใดในโลกไม่สำคัญเท่ากับคำตอบของพ่อครู จากนี้สืบไป

กราบนมัสการพ่อครูด้วยหัวใจค่ะ

ภาษาไทยคือภาษาที่ดีที่สุดในตอนนี้ เพราะเป็น ภาษาที่ทำให้ฟังพ่อครู รู้เรื่อง ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพ่อขุนรามคำแหง ผู้สร้างรหัสตัวอักษรไทยสืบมา

SMS วันที่ 2 สิงหาคม 2560 (พ่อครู-บวรราชธานีอโศก)

_3867 นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.กทธ. กับการเคยร่วมทำหน้าที่ฯใช้หนี้แผ่นดินฯ และมาทำบุญ สละกายใจออกไป เพื่อคงอธิปไตยให้ช.ศ.กษ.ดำรงอยู่คู่ไทย!

_3867 หลังฟังผลเปาฯ นึกถึงเพลงผู้แพ้ของพ่อครูฯ แพ้ก็แพ้ชะตาทราม ดวงใจยังทรงความมั่นคงฯ มวลชนกู้ช. ทำคุณคนไม่ขึ้น แต่ทำคุณแผ่นดินให้สูงขึ้นได้ เท่านี้ก็ดีแล้ว! พ่อครูว่า...อาตมาว่า น่าเห็นใจผู้ตัดสิน ท่านก็ตัดสินตามข้อมูล หลักฐาน พร้อมกันนั้นก็มีจิตวิญญาณ และรายละเอียด องค์ประกอบสัมพันธ์กัน ก็เป็นไป สำหรับผู้ที่มั่นคงแข็งแรงแล้ว ก็ไม่มีปัญหา อะไรจะเกิดมันก็เป็นไปเท่าที่มันจะเป็น

_3867 ขอส่งกำลังใจให้ทุกจิตบริสุทธิ์! ทุกใจสัตย์ซื่อ! ในทุกๆความดี! ยังชีวิตอยู่อย่างเงยหน้าไม่อายฟ้า! ก้มหน้าไม่อายดิน! ยืนหยัดคุณค่าคน รู้คุณแผ่นดิน!

_0015 พลังงานพิเศษที่สร้างขึ้นมาเพื่อกำจัดกิเลส (บุญ) นั้น เกิดจากการสร้างเหตุปัจจัยในวิปัสสนาและกัมมัฏฐาน ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า...ใช่แล้ว

_0015 การจัดกิจกรรมที่เป็นบุญ หรืองานบุญนั้น ผมเข้าใจว่าน่าจะหมายถึงการใช้กิจกรรม หรืองานนั้นๆ เป็นสื่อในการลดกิเลส(บุญ) มีส่วนถูกบ้างไหมครับ พ่อครูว่า.. ใช่

สื่อธรรมะพ่อครู(อาสวะ อนุสัย) ตอน อนุโลมปฏิโลมไม่ใช่อาสวะอนุสัย จาก เฟสบุ๊ค... _ปรัชญา ปารมี "ท่านโพธิรักษ์" มักพูดถึงว่าตนเองรู้สึก"อบอุ่นใจ"บ้าง หรือพูดถึงว่า"อาตมารู้สึกภาคภูมิใจ" (ใน"ผลงานต่างๆ") บ้าง หลายครั้งหลายหน เท่าที่ได้ติดตามฟังมาโดยตลอด ขออนุญาตถามว่า อาการดังกล่าวข้างต้นนั้นจะถือว่ายังเป็น"สภาวะที่ยังมีกิเลส" ในระดับ "อุปกิเลสหรืออาสวะ-อนุสัย"ได้หรือไม่ พ่อครูว่า… ผู้ยังไม่ถึงอรหัตผล ถือว่ายังเป็นกิเลส อาสวะ อนุสัยอยู่ แต่ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ เป็นพระโพธิสัตว์แล้ว เป็นผู้พูดโดยโวหาร ให้ผู้อื่น ได้รับรู้ ถึงภาวะในองค์ประกอบของสังขารโลก การปรุงแต่งเหตุปัจจัยต่างๆที่มันมีอยู่ ที่ยังมีกัน ก็ต้องรู้ของตนและกำจัดให้ได้ ของใครก็ของใคร ที่อาตมาพูด เพื่อให้คนฟังได้รู้ตัวและตรวจสอบของตัวเอง แล้วกำจัดให้หมด ส่วนผู้ที่หมดสิ้นแล้ว ยิ่งจะอนุโลม ปฏิโลม ตามสังขารโลก จะทำได้ตามสัญญาเก่าที่เราเคยมีได้ เราจะร่วมรู้ ร่วมทำ เราต้องมีของเดิมของเราด้วย และมีผลของเรา ที่เป็นปัจจุบันที่ยิ่งใหญ่ด้วย แล้วก็จะทำกับผู้อื่น ด้วยการอนุโลม ปฏิโลม เรียกว่า สัจจานุโลมิกญาณ ยืดหยุ่น ตามเขาบ้าง ทวนเขาบ้าง ขัดแย้งเขาบ้าง มันเป็นศิลปะ วิธีการที่จะต้องทำ โดยอนุโลม ปฏิโลมกับคนอื่นเขา ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ที่เริ่มสั่งสม อเนญชาภิสังขาร หรือสั่งสมความเจริญของอุเบกขา 5 ผู้ที่บรรลุนิพพานได้ ฐานอุเบกขาได้คุณสมบัติ ก็จะยิ่งอาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ทำอเนญชาภิสังขาร เป็นวสีที่แข็งแรงของอเนญชา พอนานเข้าจะปฏิบัติประพฤติไป ผ่านปัจจุบันนั้นไป ก็จะเกิด มีเจโตวสิปัตโต ความแววไวของมุทุก็ยิ่งเกิด ก็ยิ่งทำการงานด้วยอัญญา เป็น กัมมัญญา เป็นความรู้อื่นที่เป็นปัญญา จากการสั่งสมอัญญา แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งจะเกิดการกระทำ กรรมการงานดีขึ้น เหมาะสมขึ้น สมควรยิ่งขึ้น เก่งยิ่งขึ้น มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น ลงท้ายแล้ว ยิ่งทำก็ยิ่งผ่องใส ประภัสรา ความผุดผ่อง ผ่องแผ้ว ใสสะอาดหมดจดมากยิ่งขึ้น ยิ่งเป็นเพชรน้ำใสมากยิ่งขึ้น แล้วเพชรยิ่งสูงยิ่งสะอาดใส ยิ่งมีเหลี่ยมมุมมาก มีหลากลีลา ยิ่งสุดยอด นี่คือ ความละเอียดลึกซึ้ง ที่ขยายความเพิ่มเติม เท่าที่มีเหตุปัจจัยให้อธิบาย ก็พยายามอธิบายให้ได้ความเข้าใจความรู้ เท่าที่อาตมามีภูมิ

_ศิษย์สไมย์ ผมเข้าใจว่าสมาธิคือตัวประสานงาน ระหว่างศีล กับปัญญา เพื่อให้ศีล และปัญญา ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน และสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ วิมุติ และวิมุติญาณทัสสนะ พ่อครูว่า...เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง คำว่าศีล และคำว่าปัญญา เป็นรูปกับนามทั้งคู่ ศีลกำหนดเป็นรูป แล้วทำให้เกิดนามคือปัญญา เป็นไปตามลำดับ

สื่อธรรมะพ่อครู(ญาณ 16) ตอน ญาณ 3 กับการตัดกิเลส _ทุกครั้งที่ทำลายกิเลสได้นั้น นับตั้งแต่ครั้งแรกเป็นต้นไป จะมี โสฬสญาณ ข้อที่ 7 8 9 เกิดร่วมด้วยเสมอ ใช่หรือไม่? พ่อครูว่า...โสฬสญาณ 3 ข้อนั้น คือ อาทีนวญาณ นิพพิทาญาณ มุญจิตตุกัมยตาญาณ อาทีนวญาณ คือญ าณเห็นโทษเห็นภัย จึงจะหน่ายคลาย พระพุทธเจ้าตรัส รู้คุณรู้โทษ เราไม่ยึดมั่นเป็นเรา เป็นของเรา เหมือนเรา ไปติดความอร่อยที่เป็นโทษ คนที่มีญาณปัญญาจะรู้ ความอร่อยนี้เป็นโทษ เราจะติดไปอีกนานเท่าไหร่ กี่กัปป์กี่กัลป์ แล้วทำให้ความอร่อยนี่หมดไป จากจิตได้ไหม ก็ได้ด้วย มีพระพุทธเจ้ายืนยัน ผู้ทำตามยืนยันทำได้ ยิ่งเราเคยพอใจ เคยสุข ในสิ่งหลายสิ่ง เราก็ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า ทำตั้งแต่ อันแรก ก็ยิ่งมั่นใจ อาการอร่อยมันไม่มี มันเฉยจริงๆ มาปรุงแต่งใหม่ ยั่วยวนใหม่ ก็รู้เท่าทัน เหมือนพระพุทธเจ้าตรัสว่า เรารู้ทันแล้ว เราตัดเรือนยอดเสียแล้ว เธออย่ามาหลอกเราเลย (คุณอู๊ดถามว่า แม้เวลาเราหลับ ก็รู้ว่าอยู่ในท่าไหนได้ไหม) พ่อครูว่า...ถ้าคนที่ฝึกอยู่ในท่าที่กำหนด ก็จะทำได้ อย่างอาตมาเคยฝึกมานาน แต่ก็ไม่ได้ทำแล้ว เมื่อมีญาณ 3 นี้ เกิดร่วมกันเสมอ คือเห็นโทษ เราเบื่อแล้วก็ปล่อย มุญจิตตุ จิตมันปล่อย มันมีความฉลาดรู้มันเป็นโทษ รสอร่อยนี้มันเป็นโทษ คุณมีความเฉลียวฉลาด รู้จริงๆก็ปล่อย ตัวนี้ถ้าคุณไปสมมุติความหวานว่าอร่อย คุณสัมผัสหวาน ใครก็สัมผัสแล้วรู้สึกเหมือนกัน แต่ความอร่อยนี้เป็นตัวเก๊ เมื่อเห็นชัดเจนแล้ว คุณจะเอาตัวเก๊นี้ไว้ทำไม ปัญญามันจะทำให้ปล่อยได้เลย กระทบสัมผัสก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง หวานก็หวาน เปรี้ยวก็เปรี้ยว แรงคือแรง ร้อนคือร้อน เย็นคือเย็น ไม่มีปัญหา แต่เราไม่มีชอบ ไม่มีชัง รู้แต่ว่ามันร้อนมาก มันไม่ไหว มันจะละลาย ไม่สมดุล ก็เอาตามจริงที่พอเหมาะ สรุปแล้วถามข้อ1 ว่า ญาณ 7 นี้จะเกิดร่วมด้วยเสมอ ในการทำลายกิเลส 1.เห็นโทษ 2.เบื่อหน่าย 3.วางปล่อย

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน อัญญา สัญญา ปัญญา ข้อ 2 อัญญากับปัญญา ต่างกันไหม ข้อ 3 อัญญา สัญญา ปัญญา มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร พ่อครูว่า... อัญญานี้มาจากรากศัพท์เดิมคืออัญญะ แปลว่าอื่นที่ต่างไป เป็นภาษาใหม่ของศาสนาพระพุทธเจ้า คำว่าอื่นนี้มีหลายคำ เช่นคำว่า ปร แปลว่าอื่น อัญญะก็อื่น แต่อื่นที่ต่างจากเก่า เป็นความเฉลียวฉลาดชนิดโลกุตระอันแรก เสร็จแล้วเราก็มีอันนี้ แล้วเอาไปทำงาน กำหนดรู้ อย่างอื่นอีก ได้ตัวนี้แล้ว ก็ไปทำเพิ่มขึ้นๆ ตั้งแต่ ก ข ฆ ค ง ไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ไปใช้กับกัญญา ก็หมายถึงผู้หญิง เด็กๆน่าเอ็นดู วัยรุ่น แล้วคนก็จะเอ็นดู คนจะชอบ ผู้ที่ศึกษามีความรู้ อัญญา ถ้าไม่มีอัญญาก็จะชอบ ผู้ชายก็ชอบกัญญา วัยรุ่น แต่ผู้ชัดเจนก็มีอัญญา ไม่ชอบไม่ชัง คนมีปัญญาจะรู้ คนไม่มีปัญญาก็ชอบชัง ขั้วบวกลบกันไป ถ้า ฆัญญาก็คือการฆ่า เราจะใช้การฆ่าในการฆ่ากิเลสอย่างเดียว โดยเฉพาะเรื่องสัตว์ ตั้งแต่เซลล์เดียวเราไม่ฆ่า หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวง เพราะสัตว์เซลล์เดียวนี้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน