601004_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จนเจริญเจริญ.docx
เนื้อหาในไฟล์
601004_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ “จนเจริญเจริญ”
สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้เป็นวันพุธที่ 4 ตุลาคม 2560 ที่ บวร ราชธานีอโศก วันนี้เป็นวันไหว้พระจันทร์ และมีวันที่มีคนไม่อยากให้ถึง คือวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งอยู่ในช่วงเทศกาลกินเจ คือวันที่ 26 ตุลาคม 2560 อาตมามาปฏิบัติธรรมกับชาวอโศกถือศีลกินเจมา 36 ปีแล้ว ก็ยาวนาน พ่อครูช่วงนี้ก็ขอพักงานอื่น จะทำแต่งานแสดงธรรม พ่อครูว่า... เริ่มจาก sms กับ facebook SMS วันที่ 3 ตุลาคม 2560 (สมณะ สิกขมาตุ : บวรสันติอโศก) _วาส ทองจันทร์… กราบนมัสการพ่อครู ด้วยความเคารพเป็นอย่างสูง ขณะนี้กระผมรับชมพ่อครูที่บ้าน เพราะกลับจากบ้านราชก่อนกำหนดพรรษา สาเหตุเพราะหลังเคล็ดอย่างแรง หลังจากไปช่วยกันเตรียมที่ข้างเฮือนสวน. รถไถเดินตามติดหล่ม ก็ช่วยกันทั้งดันทั้งยก จึงเป็นเหตุให้ช่วยงานที่วัดไม่ได้ ครั้นจะอยู่ก็กลัวจะเป็นภาระคนอื่น จึงตัดสินใจกลับบ้าน หายดีเมื่อไหรจึงจะได้กลับไปบ้านราชครับ พ่อครูว่า... อันนี้ก็ขอต่อว่า ผู้ที่ช่วยงานอโศก เมื่อเจ็บป่วย ก็กลับไป ให้ทางบ้านรักษา ที่จริงเราก็ช่วยกันดูแลรักษาพอได้ จนกระทั่งมีคนว่า อโศกพอดีๆก็ใช้งาน พอเจ็บป่วยก็ให้กลับบ้าน ดีก็ใช้ พอป่วยไข้ ก็ไม่รักษา อย่างนี้เสียอโศกหมดเลย เราไม่ได้มีประเพณีวัฒนธรรมแบบนี้ แต่คนเขาเกรงใจทำให้เรา ก็เลยเสียไปด้วย ที่จริงจะไปรักษาก็บอกกันได้ แต่เกรงใจก็เลยกลายเป็นแบบนี้ ชาวอโศกเขาก็เลยว่าเป็นแบบนี้ พอดีก็เอามาใช้ พอเจ็บป่วยก็ให้ไปรักษาเอง
_หินเย็น ศิลป์ประกอบ… ขอบคุณผู้ที่เอาภาระ ในการนำเสนอรายการสดอย่างยิ่งครับ กราบนมัสการนักบวชด้วยครับ ขอให้มีอย่างนี้ตลอดไปครับ
_ตุ้ม พรทิพย์… ฌานคือพลังจิตที่เข็มแข็งในการล้างกิเลสใช่หรือไม่เจ้าคะ พ่อครูว่า... ฌาน คื
อ่านต่อ
อพลังงานของจิต ผู้ที่ศึกษาสัมมาทิฏฐิ จะสร้างพลังงานจิตนี้ได้ เป็นพลังงานฌาน เป็น อุณหธาตุ แปลเป็นไทยก็คือ ธาตุไฟ สามารถที่จะ สลายไฟ ราคะ โทสะ โมหะ ได้ ทำให้มีคุณสมบัติถึงขีด ก็จะสามารถล้างกิเลสได้
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน วจีสังขาร เป็นรูปหรือนาม _อำภา รื่นใจดี… วจีสังขาร เป็นนาม รู้นามใช่ไหมเจ้าคะ พ่อครูว่า... วจีสังขาร เป็นนามธรรม ไม่ใช่ วจีกรรม เป็นภาษาอยู่ภายในใจ ปรุงแต่งเป็นคำพูดอยู่ในใจ อยู่ใน สังกัปปะ 7 เป็นต้น วจีสังขารจึงคือ นาม เมื่อเรากำหนดรู้วจีสังขารนี้ได้ วจีสังขารก็กลาย เป็นตัวถูกรู้ เป็นรูป อาการของจิตที่มันเป็นวจีสังขาร เรียกพยัญชนะว่าวจีสังขาร กำหนดรู้ตัวนี้ได้ อาการนี้ถูกรู้ โดย ตัวผู้รู้ ที่เป็น subject เป็นประธาน สิ่งที่เป็น วจีสังขาร ก็เป็น Object ค่อยๆรู้ไป รู้จักสภาวะดีแล้วจะไม่สับสนภาษาจะไม่สลับไปสลับมา คนเอาไปตีกิน ก็จะชั่ว คนยังไม่เอาไปตีกิน ก็สลับกันไปมาบ้าง คนไม่รู้ก็สับสน เลยกลับไปกลับมา เป็นสัจธรรมที่อาตมาใช้ภาษาเรียกว่า สภาพหมุนรอบเชิงซ้อน เป็นเรื่องลึกซึ้ง ซับซ้อน หมุนรอบเชิงซ้อน คัมภีราวภาโส ปฏินิสสัคคะ กลับไปกลับมา ทำให้มันเกิดความสมบูรณ์เรียกว่า นิสสัคคะ คือ ไม่มีสวรรค์แล้ว สัคคะ คือสวรรค์ นิ แปลว่าไม่ รูปนามที่สลับกันไปมา action / reaction ปฏิ คือ ทวนไปทวนมา กระทบไปกระทบมา แล้วเราก็สามารถรู้จักสภาวะ ของการเกิดชนิดนี้ ของนามธรรม หรือจิตวิญญาณนี้
_เอกีภาวะ วิชชาราม…เห็นพ่อครูไอ ท่านแพ้พัดลมแอร์อากาศข้างหลังหรือเปล่า อากาศไม่ค่อยดีหรือเปล่า พัดลมตัวข้างหลังพ่อครู หนูเคยเห็นเค้าแพ้พัดลมแบบนี้กัน แล้วไอก็มีน่ะเจ้าคะ ลองปรับอุณภูมิรอบตัวดูบ้าง อยู่แบบร้อน ๆ แล้ว ไม่ไอ อาจจะดีกว่ามั้ยเจ้าคะ น้อมกราบนมัสการ โอมแข็งแรง สู้ สู้ พ่อครูว่า... อย่าเอาอาตมาเป็นเกณฑ์เลย อาตมาไม่ได้แพ้อย่างที่ว่าหรอก คนก็พยายามช่วยกันอยู่ จัดสรรให้ ตอนนี้มีผู้พยายามทำ ตรวจสอบ ภูมิ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ เรากำลังจะใช้เครื่องมือด้วยวิชาการ ที่มีเครื่องมือทางโลกง่ายๆนี่แหละ ตรวจวัดจากอาการจริง ด้วยญาณปัญญาจริง ผู้รู้สามารถประเมินได้ด้วยการวัด โดยวิธีการทางโลกเป็นสากล เราก็พยายามสร้างและทำ นอกจากนั้นการวัดโดยนามธรรมนั้นไม่ง่าย การตรวจสอบคุณธรรม ก็มีมาแต่เดิมตามสมัยพระพุทธเจ้า เขาก็พยายามสร้างเครื่องมือวัดตอนนี้ แต่วัดกิเลสนี้คงวัดไม่ได้ง่ายๆ แต่ก็พยายามวัดตามเกณฑ์ หากผู้ที่ตอบมีความซื่อสัตย์ ก็จะสามารถวัดได้ ไม่อย่างนั้นก็งมคลำเดาด้นไป มันก็จะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ก็ขอพูดถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน พันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ก็ได้กลับมาทำงาน อาตมาว่าเป็นยุคสมัยที่ดีมากเลย จัดการชำระ โดยที่ไม่ได้ชำระ อย่างรุนแรงเหมือนสมัยพระเจ้าอโศก ที่ท่านชำระอย่างไม่ไว้หน้า ปราบกันถึงตายเลย การทำอย่างรุนแรง นั้นล้าสมัยแล้ว ก็หลงเหลืออยู่แค่ คิมน้อยก็ปล่อยเขาไว้เถอะ มีผู้ปรามกันอยู่ เป็นเหตุปัจจัยของสังคม ของโลกตามยุคกัปป์ เป็นอจินไตย มันต้องมีตัวอย่างมีเหตุปัจจัยอย่างนี้แหละ เป็นจริง เป็นตัวแสดง เป็นตัวละครของโลก มันก็เป็นอย่างนี้ก็ค่อยๆเป็นไป ก็ช่วยกันไป กรรมการก็มีไม่ใช่จะปล่อยแต่โดนัลด์ทรัมป์ สู้กับคุณคิมจองอึนเท่านั้น ก็ไม่ใช่ ถ้ามีกรรมการเยอะอยู่พอสมควร ก็ดูกันไปช่วยกันไป แม้แต่ไทยเราก็พยายาม ถูกดึงเข้าไปสู่เหตุการณ์ด้วย คุณโดนัลด์ ทรัมป์ ก็พยายามให้มาช่วยกัน อย่างไรอย่างไรก็เป็นไปสู่ความดี เพราะมวลประชากรของชาวโลก มีปัญญาแล้ว แม้ว่าจะไม่ใช่ปัญญา เป็นเฉกา เป็นความรู้ทางโลกีย์ก็ตาม ก็มีใจที่ต้องการไม่ให้เกิดความรุนแรง โหดร้ายแรง เพราะรู้แล้ว ยิ่งเป็นจิตที่เป็นโลกุตระจิต มีอัญญธาตุ แล้วก็ยิ่งชัดเจน
ลองอ่าน คอลัมน์กวนน้ำให้ใส ของสารส้ม ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า คณะปกครองสงฆ์ขยับเข้าไปจัดระเบียบพฤติกรรมไม่เหมาะสมในวงการสงฆ์ เช่น ห้ามพระเณรประพฤติไม่เหมาะสมแก่สมณสารูป แต่งกายที่ไม่เหมาะสม เช่น การใช้ย่าม กระเป๋าเฟี้ยวฟ้าว ฟู่ฟ่า รองเท้าแบรนด์เนม เป็นต้น ห้ามพระเณรแสดงพฤติกรรมไม่สอดคล้องเพศกำเนิด ห้ามเดินทางไปในสถานที่อโคจร ไม่ควรแก่เพศบรรพชิต ห้ามใช้อุปกรณ์สื่อสารผิดกาลเทศะ ห้ามใช้โซเชียลมีเดีย อาทิ เฟซบุ๊ค ห้ามกดไลค์ กดแชร์ โพสต์ภาพ รวมถึงเผยแพร่ข้อความวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นต่างๆ ในสังคม ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ด้วยถ้อยคำไม่เหมาะสม ยั่วยุ ปลุกปั่น ก้าวร้าว เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีข้อห้ามอันกระทบกับผลประโยชน์ในวงการพระและวัดบางแห่งด้วย นั่นคือ ห้ามติดแผ่นป้ายโฆษณาพระพุทธรูป พระเครื่อง วัตถุมงคล เทวรูป อ้างอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ สรรพคุณเกจิอาจารย์ ห้ามขึ้นป้ายงานพุทธาภิเษก รวมถึงพิธีปลุกเสก ห้ามจำหน่ายวัตถุมงคล เครื่องราง ของขลัง ในอุโบสถ ห้ามจำหน่ายรูปเหมือน รูปปั้นและเหรียญเทพเจ้าต่างๆ ห้ามเรี่ยไร ตั้งแผงพระ วัตถุมงคล จำหน่ายในงานประเพณี โดยสั่งเก็บ ปลด รื้อป้ายโฆษณาวัตถุมงคล พระพุทธรูปพระเครื่องที่มีอยู่เดิมออก และให้พระสังฆาธิการตรวจสอบ กวดขัน ควบคุมพฤติกรรม และลงโทษภิกษุในปกครอง หากมีความประพฤติไม่เหมาะสม ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง และพ.ร.บ.คณะสงฆ์ รวมถึงมติมหาเถรสมาคม 1. ขออนุโมทนาสาธุ เร่งจัดการกันเถิดพระคุณเจ้า ก่อนพระนอกรีต พฤติกรรมนอกคอก จะนำความเสื่อมมาสู่พระพุทธศาสนาองค์รวม เพราะในปัจจุบัน มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กับความเป็นพระ ให้เห็นกันทุกวัน และนับวัน วัดบางแห่ง ก็กลายเป็นโรงงานผลิต เครื่องวัตถุมงคลจำหน่ายเข้าไปทุกวันแล้ว 2. ธุรกิจวัตถุมงคลของพระและวัด มีมูลค่าผลประโยชน์หลายหมื่นล้านบาท มีกำไรส่วนต่างมหาศาล เพราะต้นทุนวัตถุดิบไม่กี่บาท แถมเงินรายได้ทั้งหมด ก็ยังไม่มีการเสียภาษี อาศัยพระอุโบสถวัด และจีวรพระสงฆ์ เป็นเครื่องมือเกาะเกี่ยวหาผลประโยชน์ 3. ข้อห้ามที่ออกมานั้น จะกระทบกับธุรกิจมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทนี้แค่ไหน? ห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจวัตถุมงคล มีหลายส่วน อาทิ ธุรกิจการผลิตวัตถุมงคล ประกอบด้วย การสรรหามวลสาร การเลือกสถานที่สร้าง วิธีการสร้าง ลักษณะของวัตถุมงคล จะเป็นพระเครื่อง หรือเครื่องราง ขนาด ชนิด และที่สำคัญ คือ การประกอบพิธีพุทธาภิเษก และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ทั้งหมดจะมีผลต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า เมื่อห้ามการสร้าง และการโฆษณาในพระอุโบสถ แน่นอนจะกระทบกับความขลังในส่วนนี้ ต่อไป เราคงเห็นการพยายามหาจุดขายใหม่ ธุรกิจแผงขายวัตถุมงคล ประกอบด้วย แผงพระ ศูนย์พระเครื่อง แผงจำหน่ายวัตถุมงคลต่างๆ มีทั้งที่อยู่ตามวัดและนอกวัด ทั่วประเทศน่าจะนับหมื่นแห่ง เมื่อห้ามขายในวัด ก็จะกระทบเพียง “หน้าร้าน” ในวัดเท่านั้น อาจเปิดนอกวัด ฝั่งถนนตรงข้ามวัด หรือหลังวัดต่อไป คงคล้ายๆ กับร้านเหล้ารอบๆ มหาวิทยาลัย ธุรกิจโฆษณา ปัจจุบัน วัดที่สร้างพระเครื่อง มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง การขึ้นป้ายในวัดเป็นแค่ส่วนหนึ่ง เมื่อถูกห้ามส่วนนี้ ก็คงต้องยุติไป แต่ส่วนที่โฆษณาผ่านสื่อ ทั้งสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์สมัยใหม่ น่าจะยังคงดำเนินต่อไป แถมจะได้รับอานิสงส์ความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม เพราะการโฆษณาชวนเชื่อ คือ เคล็ดวิชาคาถาสำคัญในการปั่นกระแส สร้างมูลค่าเพิ่มแก่วัตถุมงคลทั้งหลาย ซึ่งคงจะมีการพลิกแพลงวิธีการมากกว่าเดิม เช่น ปั่นราคาผ่านสื่อออนไลน์ เป็นต้น 4. กระบวนการทั้งหมด กระทบผลประโยชน์ของพระสงฆ์และวัด เช่น ปัจจุบัน ค่าปลุกเสกของพระระดับเกจิ หลายหมื่นบาทต่อวัน บางรูประดับแสนบาท บางรุ่น มีการนิมนต์พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ แผงขายพระที่เกิดตามวัดต่างๆ ก็มีการแบ่งเปอร์เซ็นต์ นอกเหนือ จากค่าเช่าให้กับพระหรือวัดจำนวนไม่น้อย แถมมีระบบสายส่งพระ เพื่อกระจายพระเครื่อง เหมือนสายส่งหนังสือพิมพ์ ไปรับพระมาจากวัด แล้วเดินไปตามศูนย์พระต่างๆ ได้เปอร์เซ็นต์ ขึ้นกับแต่ละวัด 5. ทั้งหมด มิใช่ข้ออ้างเพื่อจะเข้ามาอาศัยจีวรและชายคาวัด หากิน มิใช่แนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้แน่แท้ หากพระสงฆ์รูปใด วัดใด ยังดื้อดึง อยากทำมาหากินต่อ ควรจะรีบลาสิกขา ออกไปตั้งสำนัก ตั้งโรงงานผลิต จดทะเบียนถูกต้อง เสียภาษีถูกต้อง ตามระบบกฎหมาย สารส้ม
พ่อครูว่า.. .เรื่องความขลัง ไสยศาสตร์ นี้ เป็นเรื่องอุปาทาน ที่มีจริงในคนที่มี อย่างที่ภูเก็ตเวลาเทศกาลกินเจ เขาก็เอามีดแทงปาก ก็ทำได้ เล่นกันหนักหนา อาตมาก็เคยเล่นมา เป็นเรื่องเป็นพิษภัย ต้องใช้พลังงานจิต เราไม่ได้ปฏิเสธว่า พลังงานจิตไม่มีจริง สามารถทำจิตใจของคนรวบรวมพลังงานเอามาใช้ จะให้แรงเร็ว เหมือนพลังงานปรมาณูก็ได้ ตอนนี้วงการศาสนาก็ได้พัฒนาขึ้นมา ศาสนาพุทธจะดีขึ้นดีขึ้น สิ่งที่กระทำกันอยู่นั้น เป็นเรื่องนอกรีต เป็นเรื่อง เดรัจฉานวิชา ซึ่ง พระพุทธเจ้าท่านห้ามไว้ โดยเฉพาะมหาศีล
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลของพุทธนั้น ไม่ใช่วินัย 227 ข้อ ศีลของพระพุทธเจ้านั้น ทุกวันนี้ ศาสนาพุทธไม่มีศีลกันแล้ว ภิกษุไม่มีศีลกันแล้ว เหลือเศษ ศีล 5 8 10 เหลือเท่านี้ จุลศีลไม่ทราบแล้ว ก็เหลือเศษ เขาเอาไปทำตามจารีตประเพณีกัน สูงสุดก็เป็นศีล 10 แล้วบอกว่าคือ ศีลของเณร แล้วบอกว่าของพระคือศีล 227 ออกนอกรีตแล้ว 227 ข้อนี้ ไม่ใช่ศีล เป็นวินัย แต่แน่นอนวินัยก็ต้องมี วินัยเหมือนรั้วของศาสนา ถ้าไม่มีรั้วของศาสนา วัวควายหมูหมากาไก่สัตว์เดรัจฉานมา ปู้ยี่ปู้ยำศาสนาหมด วินัย คือ รั้วกั้น เป็นกฎหมายอาญาที่ มีโทษ ส่วน ศีล ไม่มีบทลงโทษ ปฏิบัติแล้วจะได้เป็น สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ เฉพาะตัว เป็นโลกุตรธรรม แต่วินัย เป็นการบังคับ แต่คนเอาไปสับสนกับศีล หลงเรียกว่าศีล 227 ถามกันว่าพระถือศีลอะไร ก็บอกว่าศีล 227 แต่ที่จริง 227 ข้อคือวินัย พระพุทธเจ้าสร้างศาสนามาด้วย จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จุลศีล มี 26 อย่าง ปฏิบัติตามทั้งหมดนี้ เป็นพระอรหันต์ได้แน่นอน ปฏิบัติมากกว่านี้ก็ได้ ก็ทำไป แต่ 26 นี้พระพุทธเจ้าท่านรวมมาหมดแล้ว ใช้ตามนี้เลย เป็นหมวดหมู่ เป็นขั้นตอนครบแล้ว ที่จะล้างกิเลสสิ้น เป็นพระอรหันต์ได้ ส่วน มัชฌิมศีล คือ เพิ่มจากจุลศีล ให้เข้มงวดกวดขันเพิ่มขึ้น ท่านก็เพิ่มให้ ขยับสูงขึ้นไปก็จะช่วย ส่วน มหาศีล เป็นศีลของศาสนาทั้งหมด เป็น ข้อห้ามที่เป็นเดรัจฉานวิชา เป็นเดรัจฉานกถา เดรัจฉานวิชชา คือ เป็นวิชชาที่ยังไม่พ้นจากความเป็นเดรัจฉาน เป็น ความรู้ที่ไม่พ้นจากความเป็นเดรัจฉาน มันยังต่ำๆอยู่ ยังไม่เจริญอะไรเลย แปลอย่างเอาเนื้อความ ผู้ที่ชัดเจนแล้วในยุคพระพุทธเจ้า ไม่มีหรอก สิ่งเหล่านี้ ที่ท่านห้ามไว้ในมหาศีล ไม่มีในสมัยพระพุทธเจ้า เช่น เรื่องทำนายทายทัก ไม่มีในมหาศีล เช่น ที่อาตมายกตัวอย่าง แต่หาว่าอาตมาพูดนอกรีต ดีที่มีหลักฐานในพระไตรปิฎก มหาศีล พระไตรปิฎกเล่ม 9 [114] 1. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างสมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน ดูลักษณะที่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษเป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง การใช้ ไฟ เป็นสื่อ เป็น เปลว หรือเป็น ควัน ติดต่อกับวิญญาณด้วยไฟที่สื่อ สมัยโบราณใช้น้ำมันเปรียง น้ำมันเนย ถ้าเป็นควันก็ใช้กำยาน เอากำยานมาโรย ขี้เลื่อยมาโรย โรยแล้วก็เกิดควัน ก็มีสองอย่าง คือควันกับไฟ มาถึงยุคนี้ก็ใช้เป็น เทียนไข ปั้นเป็นแท่ง ทำเป็น ธูป เพื่อให้เกิดควัน การเดินเวียนเทียน นี้ก็ไม่ใช่ ทำให้เกิดการไหม้หลังไหม้ไหล่ สมัยนี้มีจุดธูปเทียนแบบไฟฟ้าเลย ไปกันใหญ่
[115] 2. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว เลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทายลักษณะแก้วมณี ทายลักษณะผ้า ทายลักษณะไม้พลองทายลักษณะศาตรา ทายลักษณะดาบ ทายลักษณะศร ทายลักษณะธนู ทายลักษณะอาวุธทายลักษณะสตรี ทายลักษณะบุรุษ ทายลักษณะกุมาร ทายลักษณะกุมารี ทายลักษณะทาสทายลักษณะทาสี ทายลักษณะช้าง ทายลักษณะม้า ทายลักษณะกระบือ ทายลักษณะโคอุสภะ ทายลักษณะโค ทายลักษณะแพะ ทายลักษณะแกะ ทายลักษณะไก่ ทายลักษณะนกกระทาทายลักษณะเหี้ย ทายลักษณะตุ่น ทายลักษณะเต่า ทายลักษณะมฤค แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. พ่อครูว่า... อย่างเจ้าคุณธงชัย ที่ทำให้คนงมงายกับเรื่องไสยศาสตร์เหล่า นี้ถ้าสึกได้ก็สึกไปเสียเลย ขออภัย พูดอย่างคนรักศาสนามากหน่อย อย่างกาพย์กลอนนี้ ก็ต้องใช้อยู่บ้าง อย่างอาตมาแต่งกวี เป็นโลกุตระอย่างนี้ เป็นต้น [119] 6. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่ สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ให้ฤกษ์อาวาหมงคล ให้ฤกษ์วิวาหมงคล ดูฤกษ์เรียงหมอน ดูฤกษ์หย่าร้าง ดูฤกษ์เก็บทรัพย์ ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้าย ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนต์ให้ลิ้นกระด้าง ร่ายมนต์ให้คางแข็ง ร่ายมนต์ให้มือสั่น ร่ายมนต์ไม่ให้หูได้ยินเสียง เป็นหมอทรงกระจก เป็นหมอทรงหญิงสาว เป็นหมอทรงเจ้า บวงสรวงพระอาทิตย์ บวงสรวงท้าวมหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธีเชิญขวัญ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. [120] 7. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยาชะแผล แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. พ่อครูว่า... ก็อย่าพาซื่อขนาด พระมาบวชแล้วก็ต้องรักษาดูแลกัน ก็ซ้อนอีก แต่จะไปดูแลรักษาฆราวาสไม่ได้แล้ว เป็นพระเป็นเจ้า แต่ดูแลรักษากัน ในกรอบขอบเขต ก็ต้องเข้าใจในส่วนที่ควรจะเป็น มหาศีล เป็นส่วนที่พระพุทธเจ้าห้ามไม่ให้ทำ ศาสนาพุทธไม่มีสิ่งเหล่านี้ ย้ำแล้วย้ำอีกว่า ศาสนาพุทธทุกวันนี้ ศีลก็ไม่มี สมาธิก็ไม่มี ปัญญาก็ไม่มี วิชชาและวิมุติก็ไม่มี เพราะศีลไม่มีตั้งแต่ต้น ปฏิบัติศีล ก็ ไม่ถึงวิมุติ สอนว่า ศีล เป็นการ ควบคุมกายกับวาจา สมาธิ ก็ไป นั่งหลับตา เอา แยกไปเลย ซึ่งไม่ใช่ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ เป็นปฏิจจสมุปบาท เนื่องกันไปหมดเลย ปฏิสัมพันธ์กัน ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ เนื่องกันหมด แต่ไม่รู้กันแล้ว อธิบายนำพาทำกันไม่ได้ เขาถึงได้พูด ศาสนาพุทธไม่มีอรหันต์แล้ว ศาสนาพุทธไม่มีอริยบุคคลกันแล้ว โสดาบัน ก็ไม่รู้ความจริงกันสักเท่าไหร่ มีอยู่บ้างบางคนที่ตกทอดมา แต่มีบารมีเก่า สายอื่นๆ อาตมาก็เคยพยากรณ์หลายรูป ว่าท่านมีของเก่าตกค้างมา แต่ท่านก็ขยายผลไม่ได้ พาออกนอกรีตไป ของเก่าท่านมีแล้ว ก็เป็นของเก่าไป แต่ของใหม่ที่ท่านอธิบายผิด ก็เป็นวิบาก นี่คือความซับซ้อนหมุนรอบเชิงซ้อน เป็นอจินไตย ก็ฟังไว้ แล้วก็ไปศึกษา เมื่อศึกษาได้ มีภูมิปัญญาเหมือนอย่างอาตมา ก็จะเข้าใจได้ พูดด้วยจริงใจ ไม่ได้อวดดี อวดเด่น อาตมาจะไม่พูดผิด เพราะว่าเป็นวิบาก
สมณะฟ้าไทว่า…ถ้าเขาเป็นพระโสดาบันเจอพ่อครูเขาจะศรัทธาไหม พ่อครูว่า... บางคนก็ศรัทธา บางคนก็ไม่ศรัทธา เพราะไม่มีภูมิพอ แม้สกิทาคามี ก็ไม่ได้บางคน ส่วนสกิทาคามีขั้นสูงกับอนาคามี จะเข้าใจแล้ว ไม่ใช่เรื่องพูดเล่น จะไปตัด curve ทันทีไม่ได้มัน โอเวอร์แลป กันอยู่ พลังงานทางจิตนี้ ละเอียดกว่าทางอุตุและพีชะ แม้แต่คำว่านิยามชีวิต 5 ประการ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ก็ไม่มีใครเอามาขยาย อย่างที่อาตมาขยาย
สรุปว่า ศาสนาพุทธทุกวันนี้ คนทำบาปมากเลย อาตมาขอปรามว่า หยุดเถิด ขออภัยต้องบอกว่า มาฟังอาตมา มาฟังชาวอโศก แล้วศึกษาให้ดี อาตมายืนยันว่า ชาวอโศกทำถูกต้อง แม้แต่ในหลวง ร.9 อาตมาก็ยืนยันว่าท่านทำถูก ท่านเป็นโพธิสัตว์ อาตมาเป็นคนเปิดฉาก ว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นโพธิสัตว์ ไอน์สไตน์และคานธี ที่เป็นโพธิสัตว์ เขารู้กันที่ไหน อาตมามาอธิบายเนื้อหาสาระสัจจะ อาตมาก็ยังไม่เก่งพอที่จะอธิบาย ประเทศไทย คือ แดนชมพูทวีป คือ ดินแดนที่มีศาสนาโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า หยั่งลงเป็นแก่นแกนหลัก ยิ่งกว่าประเทศใด ก็ถือว่าประเทศนั้นเป็นชมพูทวีป แต่ก่อนอยู่ที่อินเดีย เดี๋ยวนี้เลื่อนเข้ามาแล้ว เพราะว่าในอินเดียศาสนาเทวนิยมกินเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังสงบ เมื่อเทียบกับจีน ทางจีนนั้นสงบสู้ไม่ได้ จีน เป็น สายปัญญา อินเดีย เป็น สายเจโต เป็นเรื่องของจริตนิสัย จะต้องมีในสังคมในโลก เป็น 2 ประเทศ ที่มีพลเมืองมากที่สุดในโลก มีเมืองไทยเป็นเมืองกลาง ที่จะเป็นกรรมการของอินเดียกับจีน ฝ่ายข้างไหน จะถือข้างอินเดียหรือจีน ก็ค่อยๆอธิบายกันในอนาคต เป็นเรื่องสังคมมนุษยชาติ ที่มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกันอย่างสงเคราะห์ เกื้อกูลกัน หากฆ่าแกงกัน มันก็ไม่ได้ ก็ต้องอยู่กันอย่างเอื้อเฟื้อเจือจาน เมืองไทยจะเป็นเมืองที่มีความเจริญทางด้านจิตวิญญาณมาก เราไม่จำเป็นต้องไปประเทศที่ก้าวหน้าอย่างเขา ทั้งวัตถุ ยุคนี้ต้องมาแสดงลักษณะทางด้านนี้ ทางด้านความจน พระพุทธเจ้าสมณโคดม แสดงลักษณะของความจนมาก่อน ในยุคนี้ท่านต้องพามาเป็นคนจน ก็จนตามท่านไปเถอะ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นพระโพธิสัตว์ ท่านถึงได้ตรัสว่าให้เอาแบบคนจน มาพาให้เป็นคนจน แต่มีความซับซ้อน ที่ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก็ต้องมีสถานะอยู่พอสมควร ไม่ใช่พระโพธิรักษ์ ที่จะมาอยู่ติดดินอย่างนี้ เป็นคนละกาละ ตัวอย่าง อย่ามาถามว่า อาตมากับในหลวงมีระดับต่างกันอย่างไร อย่ามาถามนะ ไม่ดี ในสิ่งที่เป็นอจินไตย เรื่องลึกซึ้ง ที่ยากอธิบาย จึงเป็นเรื่องที่มีจริง อาตมาเป็นคนขยายว่า อจินไตยหมายความว่าอย่างไร อจินไตยเป็นไปได้ อจินไตย มี 4 พุทธวิสัย วิสัยของพระพุทธเจ้าอาตมาไม่บังอาจ จริงแล้วอาตมาเป็นพระโพธิสัตว์แค่ระดับ 7 บางคนก็ว่า แน่นอนขึ้นไปหาระดับ 8 บ้าง อาตมาไม่ไปหลงตนเองว่าสูงก่อน หลงว่าตนต่ำไว้ก่อนดี ไม่ดีหรอกว่า หลงตนว่าสูง ถ้ารู้ตัวว่าสูงเสียแล้ว ไม่มีปัญหา แต่ไปหลงว่าตนสูง แต่ตนต่ำนี้ไม่ดี อย่าไปหลงตน หลงระเริง แต่ก็จริงใจ จะอ่อนน้อมถ่อมตนก็ดี อย่าไปทำเป็นต่ำ เต๊ะท่าอะไรมากไป มันก็ไม่ดี ในสิ่งที่ซับซ้อนตรงนั้น อาตมาก็ค่อยอธิบาย ยกตัวอย่างอ้างอิง ถ้าไม่มีอะไรยืนยัน อ้างอิง จะเชื่อได้ยาก นี่โชคดียังมีตัวอย่าง อ้างอิงอะไรไปได้ แม้ว่าผู้ที่อาตมาขอใช้อ้างอิง ไปในทางไม่ดี ก็ได้โปรดเข้าใจและขอขอบคุณจริงๆ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีก็ต้องขอบคุณ เพราะท่านจะต้องไปรับวิบากของท่านไป แต่อาตมาก็ต้องใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบการศึกษา ก็ต้องขออนุญาตขอบคุณ เป็นประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ ศาสนาพุทธทุกวันนี้ อาตมาไขความ แม้แต่เรื่องศีล ก็ต้องขยายความ เขาไม่มีศีลกันแล้วผิดเพี้ยนไปแล้ว สมาธิก็ผิดเพี้ยนไปแล้ว บอกแล้วบอกอีกว่า สมาธิหลับตานั้นเป็นมิจฉา ไปอ่านพระไตรปิฎกตั้งแต่พระสูตรแรกเลย ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พรหมชาลสูตร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ สมาธิหลับตา ที่เรียกว่า เจโตสมาธิ เมื่อหลับตาแล้ว ก็จะมีแต่อดีต แล้วท่านก็แยกไว้ว่า อดีต จะมีทฤษฎีหรือ ทิฏฐิ 18 อย่าง นอกนั้นก็มีอนาคตอีก 44 อย่าง ที่มีปัจจุบันซ้อนในนั้น แม้ลืมตาก็เป็นภพชาติ แต่ปัจจุบันหลับตา ไม่มีผัสสะภายนอก ก็เป็นมิจฉาฌาน อีก 4 กามคุณ 5 นั้นต้องล้างออกให้หมด ล้างได้ต้องมีการสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย จึงจะเป็นปัจจุบัน เป็นของแท้เป็นสัจจะ กามคุณ 5 หากไปอยู่แต่ภายใน ก็เป็นเพียงสัญญากำหนดรู้ ว่าลักษณะของกาม ที่เราจำได้ มันไม่ใช่กามจริง กามคุณมีทวาร 5 แต่หลับตา ดับหู ไม่มีสัมผัสมันจะเป็นกามครบได้อย่างไร กามาวจรไม่เกิด ภาษาพยัญชนะที่พูดนี้ เรื่องกามก็ดี เรื่องกายก็ดี เรื่องบุญก็ดี เรื่องปัญญาก็ยิ่งสำคัญ วิมุติไม่ต้องพูดเลย สำคัญแน่นอน ปัญญา เป็นภาษาไทยแปลว่าความเฉลียวฉลาด อยากเป็น 2 อย่างคือ เฉกะ กับปัญญา เฉกะมาจาก ฉ คือหก สามัญปุถุชนก็มีทวารทั้ง 6 เหมือนกันทุกคน ฉลาดด้วยทวาร 6 เหมือนกัน แต่ฉลาดแบบโลกีย์ ฉฬ ตัว ฬ นี้เป็นเศษวรรค อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 รู้ไม่ได้ละเอียดหมด แต่ก็รู้ไม่น้อย ยืนยันว่าศาสนาพุทธที่เป็นสัมมาทิฏฐิ มีสัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ สัมมาผล มีอยู่ในประเทศไทย เป็นแก่นแกน เป็นหลักแท้ เพราะฉะนั้นก็ขอเตือน ท่านนักบวช หรือผู้ที่เผยแพร่ศาสนาพุทธอยู่ อย่าทำบาปอีกต่อไป ไม่ได้บังคับท่านหรอกนะ พูดเป็นภาษา เป็นโวหาร ไม่ได้คุย หรือไปบังคับ ขออภัยหากภาษาทำให้เข้าใจว่าเป็นการบังคับ เป็นภาษาที่ใช้สื่อให้รู้ ว่าอย่าทำ กรุณาอย่าทำ โปรดอย่าทำ เพราะว่ากรรมเป็นอันทำ พีชนิยาม ไม่มีรักหรือชัง ไม่มีวิบาก พอเริ่มมาเป็นสัตว์ จิตนิยาม ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวก็เริ่มสะสมวิบาก เซลล์ร้อย พันเซลล์ ก็ไม่รู้เท่าไหร่ ก็สั่งสมวิบากต่อไป มันจะไปเป็นตัวเลวซับซ้อนต่อไปได้ มาเป็นมนุษย์นั้น ยิ่งจะซับซ้อน แล้วฉลาดกว่าเดรัจฉาน ทุกคนกว่าจะมาดีได้ ก็ต้องเลวมาก่อนทั้งนั้น ชั่วเลวร้ายหนักหนาสาหัสมากมาแล้ว แต่ระลึกไม่ได้เท่านั้น พระพุทธเจ้า บอกว่าดินที่ติดเล็บมานี่คือที่เกิดมาเป็นคน นอกนั้นดินทั้งหมดไม่มีดินที่ไหนที่สัดว์ไม่เคยเกิด ไม่ได้เป็นการเปรียบเทียบเลยเป็นเรื่องจริง โลกใบนี้ เกิดมากี่ล้านปีแล้ว ไม่มีใครรู้หรอก ทางวิทยาศาสตร์ก็เดาเอาเท่านั้น อาตมาถึงได้พยายามฝืนขันธ์ ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน เพื่อพิสูจน์ความจริงใจ ถ้าอาตมาไม่จริง อยู่ได้ไม่นานหรอก คนที่ทำชั่วก็เลยได้รีบตาย เดี๋ยวเขาจับได้ ตายไปแล้ว เขาก็ไม่รู้ แต่แท้จริงกรรมวิบากไม่จบสิ้นเลย ไม่ถูกด่าตอนนี้ ก็ต้องเกิดมาถูกด่ากันอีก ต้องถูกเขาเฉ่ง หลีกเลี่ยงกรรมวิบากมาก หรือน้อย ไม่ได้ ชาตินี้ อาตมาอายุ 84 แล้ว อาตมาไม่เคยมีวิบากที่จะถูกใครเตะหรือถีบ ไม่ได้แคล้วคลาด เพ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive