600201_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ปัญญาต่างจากเฉกาอย่างไร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์353 KB
วันที่แก้ไข1 กรกฎาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

600201_พุทธศาสนาตามภูมิ โดยพ่อครู สันติอโศก ปัญญาต่างจากเฉกาอย่างไร

สมณะเดินดินว่า…วันนี้เป็นวันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นเดือนที่มีจำนวนวันน้อยที่สุด มี 28 วัน แต่อย่างไรก็ดี พ่อครูก็ยังยืนยันปักหลักในโลกุตระ ทำให้พวกเราเข้าใจให้ได้ แม้ว่าในยุคนี้คนจะมาเอาก็น้อย คนเข้าใจก็น้อย คนเขาไปวัด ก็ต้องมุ่งหมายว่าจะได้อะไร อย่างน้อยก็ได้ความสุขได้บุญ ในความสงบใจ แต่มาเห็นพวกเราทำงานกัน ดูเหมือนว่าที่วัดนี้ ไม่ได้ปฏิบัติธรรมอะไรเลย แล้วได้บุญหรือเปล่า บุญคือความพินาศของกิเลส คือเครื่องมือประหารกิเลส ซึ่งดูแล้ว ถ้าคนหวังว่าจะได้อะไร เขามานั่งฟัง ก็ดูเหมือนจะไม่ได้อะไรเลย แล้วต้องจัดการล้างตัวตนให้หมดไปอีก ทิศทางของคนที่จะรู้เข้าใจ สิ่งที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า เวไนยสัตว์ คือผู้สามารถหยั่งรู้โลกุตรธรรมนั้นได้ไม่ใช่ง่ายๆ คนที่ยินดีในกามคุณ 5 ในโลกธรรม ลาภ ยศ ชื่อเสียง เงินทองมีมากมาย จะหาคนสิ่งที่มาเอาสิ่งที่ไม่มีอะไร เมื่อฟังแล้วก็เหมือนไม่ได้อะไร คนที่จะยินดีในสิ่งที่ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไร ไม่เป็นอะไร แล้วทำให้ตัวตน 0 ไปด้วย คนที่จะมาเอาสิ่งเหล่านี้ เหมือนกับอุปมาเขาโค ที่มีน้อยกว่าขนโคมาก แต่พ่อครูก็ไม่ย่อท้อ จะประกาศโลกุตรธรรม

(โลกียะ คือน้ำยาหมักดองคนมีกิเลส) พ่อครูว่า…ที่จริงบอกว่า ผู้ที่จะมาเอาอะไร คือมาเอาสิ่งที่จะไม่ได้อะไร นั่นแหละคือโลกุตระ ใครจะมาอยากได้อันนั้นอันนี้ ในโลกมี 2 อย่างเท่านั้น อยากได้กามกับอยากได้อัตตา ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ก็มี 2 อย่าง มีให้เรียนรู้ เรียนดูกามกับอัตตา แล้วเรียนรู้ล้างกามกับอัตตา ให้หมดไปให้ได้ นั่นแหละคุณจะได้ความหมดไปในกามและอัตตา หรือพูดให้งงๆ เล่นบ้าง จะได้สิ่งที่ คุณไม่ได้กาม ไม่ได้อัตตา กลับคืนมาได้สิ่งที่ไม่ได้ คนไม่เข้าใ

อ่านต่อ

จโลกุตระ ก็จะยังไม่ค่อยรู้เรื่อง ชีวิตก็มีแต่สร้างสะสมกิเลสไปชาติแล้วชาติเล่า แล้วมันจะไม่ทุกข์ได้อย่างไร เพราะว่ากิเลสมันเพิ่มอยู่ทุกวินาที ก็เพราะไม่ได้เรียนรู้ วิธีที่จะทำให้กิเลสออก ไม่ได้ศึกษาการโยนิโสมนสิการ ที่จะสามารถทำใจในใจของตนเอง ไม่ให้รับเอากิเลสมาเพิ่ม แล้วทำให้กิเลสที่มีอยู่แล้วลดลงได้ ถ้าไม่มีโยนิโสมนสิการดังกล่าว ทุกวินาที กิเลสมันก็จะก่อเกิดอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่าจิตมันเร็ว จิตมันก็แสวงหา ไปคว้าหาความสุขสบาย ความอร่อย ความสนุกสนาน อยากได้มากมาย อยากได้ความหรูหรา อยากได้ไปหมดตลอดเวลา มากบ้างน้อยบ้าง อยู่ตลอดเวลา อยากได้มาบำเรอใจตัวเอง ให้ได้รับความสุขใจสมใจพอใจ จะอยู่ในอิริยาบถใด ก็แล้วแต่ ที่มันจะสบายใจ มันจะพอใจชอบใจ ดีใจอร่อยใจอยู่ตลอดเวลา ใช่ไหม คนไม่รู้จักโลกุตระ ก็จะเป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้น จึงยากมากเลย การประกาศโลกุตระ การอธิบายโลกุตระ ที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ ก็เอามายืนยัน ไม่รู้กี่ทีแล้ว ว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า ในอนาคต ก็หมดน้ำยาของศาสนาพุทธ ทุกวันนี้ก็เป็นแล้ว หมดน้ำยาของศาสนาพุทธไปแล้ว มีแต่น้ำยาที่เพิ่มกิเลสหนักเข้าๆ ทั้งดองทั้งหมักคน น้ำยาเพิ่มกิเลส มันดองมันหมักคนอยู่ทุกวันนี้นั่น เลยกลายเป็นน้ำหมัก แล้วคนก็คือเชื้อเน่า ที่เขาเอามาหมักทำน้ำหมัก เกิดจุลินทรีย์คือกิเลสเยอะเลย

ก่อนที่จะได้บรรยายธรรมะโลกุตระ ก็ต้องขอเชิญชวนศิษย์เก่า มาพบปะพูดคุยกัน ในวันมาฆะบูชา เสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12.30-14.00 นาฬิกา ที่หอประชุมชาวบ้าน พุทธสถานปฐมอโศก จ.นครปฐม โดยจะเริ่มลงทะเบียน และถ่ายรูป จัดทำ ทำเนียบศิษย์เก่า สัมมาสิกขาทุกสถาบัน ตั้งแต่เวลา 11.30 นาฬิกา..

SMS วันที่ 25 มกราคม 2560

(ความรัก 10 มิติ - ปิยกรณะ) _0890015xxxปรากฏการณ์ความรักที่สนามหลวง เข้าหลักเกณฑ์ "รักร้อยทุกข์ร้อย" ของพระพุทธเจ้าหรือไม่ครับ พ่อครูว่า…พระพุทธเจ้าตรัสถึง ความรัก คือปิยะ แต่ความรักที่เป็นทุกข์คือ เปมะ ความรักที่ไม่ ก็มี เป็นความรักของพระอรหันต์ ความรักมิติที่ 9 มิติที่ 8 ก็ลดความทุกข์ ไปตามลำดับ มิติที่ 1-7 จะบอกว่า ทุกข์หรือไม่ทุกข์ มันก็ยาก แต่เชื่อว่ามันยังทุกข์ แต่เขาเอาความสุข เอาความเป็นประโยชน์ มากลบเกลื่อน ก็มีแต่สุขหรือมีแต่ดีใจปลื้มใจ มิติที่ 1-7 จะเป็นอัตตาอยู่ โดยเฉพาะศาสนาเทวนิยม ไม่ได้เรียนอเทวนิยมก็ไม่ได้ลดอัตตา ก็เอาสวรรค์หรือความสุขมากกว่าความทุกข์ ความรักขั้นที่ 1 แย่ที่สุด เป็นเรื่องของกามนิยม เป็นความรักที่เห็นแก่ กาม แคบๆ แม้แต่ลูกจะเกิดตามเพศสัมพันธ์ เขาก็ไม่เอา เอาแต่กาม ดีไม่ดี เกิดลูกมาก็เอาไปทิ้ง ฆ่าทิ้งเลย ซึ่งมันแย่เต็มที เป็นความรักมิติที่ 1 ที่เลวที่สุด เห็นแก่ตัวที่สุด ถ้ามีจิตใจเห็นแก่ลูกบ้าง ก็เป็นมิติที่ 2 เห็นแก่ญาติเห็นแก่พี่น้องก็ดีขึ้น เป็นมิติที่ 3 เห็นกว้างไปกว่าญาติ มีมิตรสหายเพื่อนฝูง ในสังคมชุมชน เป็นสังคมนิยม ชุมชนนิยม ก็เป็นความรักที่มีประโยชน์กว้างขึ้น ยิ่งกว้างไปสู่ความเป็นชาติ เป็นรัฐเป็นประเทศ ชาตินิยมก็ยิ่งดี ขึ้นไปถึง สากลนิยม จักรวาล เห็นแก่มวลมนุษยชาติ เห็นแก่คนทุกคน ในจักรวาล ไม่มีละเว้นชาติเชื้อไหน ใจกว้างก็ยิ่งดี เป็นประโยชน์คุณค่า อันที่ 7 รวมภาษาว่าเทวนิยม เป็นความรักของพระเจ้า ปรมาตมัน เป็นเทวนิยมสูงสุด คือปรมาตมัน เป็นความรักทุกสิ่งทุกอย่าง ส่วนความรักที่ 8 9 10 เป็นเรื่องของโลกุตระ เป็นเรื่องของศาสนาพุทธ ที่จะลดละความรักที่แคบไป ตามลำดับ ตั้งแต่ 1 ถึง 7 ให้กว้างขึ้น มิติที่ 8 เป็น เรื่องของอเทวนิยม วางความเห็นแก่ตัว หรืออัตตาตัวตน ไปได้เรื่อยๆ ก็สูงขึ้นได้เรื่อยๆ จนเป็นมิติที่ 9 คือนิพพานนิยม หรืออรหันต์นิยม ส่วนมิติที่ 10 เกินอรหันต์ เป็นโพธิสัตวภูมินิยม หรือ พุทธภูมินิยม พูดถึงความรักที่ปรากฏ เป็นการแสดงออกของมวลมนุษยชาติ คนไทยก็แสดงออกความรักต่อในหลวง เขาไม่ได้รักที่รูปร่างหน้าตาในหลวง หรือว่า รักความรวย รักความหรูหรา รักความมีอำนาจ รักอะไรที่เป็นโลกีย์ ลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสุขไม่ใช่ เขารักคุณค่าอันประเสริฐของในหลวง ซึ่งเป็นการเห็นแก่ประชาชน ในหลวงท่านเห็นแก่ประชาชน อย่างที่แต่ละคนในคนไทย พอท่านสิ้นพระชนม์ คนไทยรู้สึกเลยว่า ท่านมีคุณค่ามหาศาล ได้มี พระจริยวัตรมาตลอด ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันความจริง ที่เขาปฏิเสธไม่ได้ เขาจึงแสดงออกถึงความห่วงหา อาวรณ์อาลัย อย่างยิ่ง ต้องไปคารวะ ต้องไปรอ ต้องไปเสียสละเวลา ทนร้อนทนหนาวทนลำบาก พยายามแสดงออก ด้วยความจริงใจ อาตมาว่า คนที่ไปคารวะพระศพในหลวง ไม่มีใครจ้างใครไปหรอก ไปด้วยใจของเขาเองทั้งนั้น ที่แสดงถึงความรักเทิดทูนบูชา แล้วเกิดมวล ความรักที่มากมายมหาศาล จึงเรียกว่า Bomb of love ความรักที่บริสุทธิ์ เพราะในหลวงทรงเป็นพระโพธิสัตว์ จากพระจริยวัตรของท่าน โพธิสัตว์จะต้องมี อรหัตตผล อย่างน้อย เป็นพระโพธิสัตว์ ตามลำดับ อรหัตตผลในโสดาบัน ก็เป็นโพธิสัตว์โสดาบัน อรหัตตผลในสกิทาคามี ก็เป็นโพธิสัตว์สกิทาคามี อรหัตตผลในอนาคามี ก็เป็นโพธิสัตว์อนาคามี อรหัตตผลในอรหันต์ ก็เป็นโพธิสัตว์อรหันต์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ 10. สัมมาสัมพุทธโธคือพระพุทธเจ้า

ก็ขยายความถึง สิ่งประเสริฐอันสุดยอด มีในประเทศไทย จึงยืนยันว่า ประเทศไทยเป็นชมพูทวีป คนไทยจึงมีปัญญา รู้จักคุณธรรมของในหลวง และได้แสดงออกอย่างชัดเจน ในปรากฏการณ์ที่เดี๋ยวนี้ก็ยังมี แล้วก็ยังซ้อน คนที่เห็นว่าคนนี้มีคุณธรรม ไปเคารพสักการะสิ่งควร คนก็ไปแสดงตั้งร้านบริการ อยู่เต็มไปหมด ปรากฏการณ์ที่สนามหลวง ไม่ได้เข้าเกณฑ์ รักร้อยทุกข์ร้อย รักของ พระโพธิสัตว์ เป็นความรักอันยิ่งใหญ่ เขามีความทุกข์ยากลำบากกาย แต่ ไม่ลำบากใจ แต่เขาดีใจ มีใจยินดีด้วย เป็นปิยกรณะ ไม่ใช่เปมะ

(หิริ-โอตตัปปะคือธรรมคุ้มครองโลก) _0890015xxxทำไมหมวดธรรม "หิริโอตัปปะ" จึงเป็นธรรมะที่คุ้มครองโลก พ่อครูว่า...หิริโอตัปปะ ที่เป็นคุณธรรม ของจิตมนุษย์ที่เกิดจริงแล้ว เป็นความละอายต่อบาป เกรงกลัวต่อบาป มันเป็นจริงที่ใจ ถ้าเห็นว่า อันนี้ว่าชั่วว่าบาป ก็ไม่ทำ ถ้าไม่ทำโลกก็ปลอดภัย เพราะคุณธรรมนี้ คุ้มครองโลกนี้ไว้ ถ้าปฏิบัติตามจรณะ 15 ก็จะเกิด คุณธรรม สัทธรรม 7 นี้ ปฏิบัติศีล ตั้งแต่ศีล 5 ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เอาของคนอื่นที่เขาไม่ให้ ไม่จัดจ้านในกาม ไม่พยายามเพิ่ม ผู้ที่มีหิริ โอตตัปปะ จะละอาย ที่เรามีกิเลสเพิ่มขึ้น เป็น อาริยบุคคล แต่ถ้าไม่รู้จักว่ากิเลสที่เพิ่มขึ้น ก็ไม่ใช่โลกุตรบุคคล อาริยะจะรู้อาการโกรธ อาการโลภ มันเกิดแล้ว ยับยั้งอย่างน้อยก็ข่มไว้ ซึ่งคนเรามีความสามารถ ในการกดข่มอยู่ทุกคน คนที่มีกิเลสโกรธ และแสดงออกเต็มที่เลย ยังไม่อายชาวบ้านชาวช่อง ราคะจัดจ้าน ก็ละอาย มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ต่อหน้าใครก็ตาม หรือธารกำนัล ก็ต้องควบคุมไว้ มันเกิดเมื่อไหร่ จะแสดงออกเต็มที่ไม่มีหรอก โดยสัญชาตญาณ จะมีการกดข่มไว้ทั้งนั้น การ กดข่มไม่ใช่การปฏิบัติธรรม แต่โดยทั่วไป จะสะสมไว้เพื่อระเบิดในอนาคต พระพุทธเจ้าจึงสอน ให้มีวิปัสสนา ไม่ใช่แค่สมถะ กดข่ม พิจารณากิเลสว่า มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ ล้างมันได้ ให้มันไม่มีตัวตน สรุปเป็นหลักไตรลักษณ์ ของพระพุทธเจ้า ศีลข้อ 4 วจีกรรมไม่พูดปด ศีลข้อ 5 ละอบายมุขในโลก อบายมุขที่เรามีปัญญา ว่ามันแรงมันหยาบ ก็ต้องเลิก จะโกงที่ละแสนล้าน มันเป็นบาปหนักหนาๆ ก็ต้องเลิก จะทำร้ายคนอื่นแรง รู้ตัวเถอะว่า มันคืออบายมุข รูปจะต้องเอาสวยมากๆ ไม่พอ คืออบายมุข เสียง กลิ่นที่หอมที่มีกิเลสเพิ่ม ก็คืออบายมุข รสอร่อยต้องปรุงเพิ่มอีก ก็คืออบายมุข ใครที่ทำให้รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส จัดจ้านเพิ่มขึ้น กำลังวิ่งหานรก ก็คืออบายมุขทั้งนั้น หิริแค่เกรง แต่โอตตัปปะคือกลัวเลย ไม่เอาเลย จิตตัวนี้เกิด ก็ไม่เป็นคนทำลายโลก จึงถือว่าปกป้องโลก หรือคุ้มครองโลก)

0850278xxxกราบนมัสการพ่อครูค่ะ กัณฐกะ ม้าทรงคู่บารมีของ เจ้าชายสิทธัทถะ รับใช้เจ้าชายครั้งสุดท้าย คือส่งเจ้าชายถึงฝั่งแม่น้ำ เพื่อทรงออกบวช หลังจากนั้น ม้าทรงชื่อกัณฐกะ ก็ตรอมใจตาย ด้วยความอาลัยอาวรณ์ อยากทราบว่า ม้าทรงกัณฐกะ ได้ไปเกิดทันพระพุทธเจ้าหรือเปล่า แล้วได้บวชในชาติพระพุทธเจ้าไหมคะ พ่อครูว่า... ขอถามคุณว่า คุณจะรู้ไปทำไม คนเราทำไมต้องอยากรู้ ให้มากขึ้น ถึงอยากรู้อย่างไร อาตมาก็ตอบไม่ได้หรอก อาตมาไม่รู้

(การระลึกชาติที่ถูกพุทธ) 0893867xxxเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลส ปราศจากความเศร้าหมอง! ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว แล้วน้อมจิตไปสู่ ปุพเพนิวาสนุสสติญาณ! ระลึกชาติก่อนได้ทุกสังวัฏกัปป์! ครั้นดับจากภพนั้น ไปจุติสู่ภพโน้น ย่อมตามระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก! คือพระอรหันต์ขั้นใด?ที่ยังเกิดดับหลาย ภพชาติก่อนเข้าสู่นิพพาน พ่อครูว่า…ตอบ ชาติที่ว่านี้ การระลึกชาติที่ว่านี้ ถ้าเป็นนับเอาการระลึกชาติ ที่เป็นตัวตน บุคคลเราเขา ชาตินี้เกิดเป็นคน ชาตินี้เกิดเป็นลิง ชาตินี้เกิดเป็นเสือ เกิดเป็นคนฐานะจน ฐานะรวยอย่างไร อย่างนั้นไม่นับขั้นเลย ในศาสนาพุทธ เป็นการเสียเวลาด้วย ไปมัวเสียเวลา ระลึกชาติอย่างนั้นทำไม คำว่าชาติ ที่พระพุทธเจ้าสอน มี 5 อย่างคือ ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ คนที่ระลึกชาติครบ 5 นี่แหละ แล้วทำให้เกิดความเป็นจริง โดยเฉพาะให้เกิด นิพพัตติ ชาติคือการเกิดนิพพัตติ เกิดทางจิตเป็นโอปปาติกโยนิ จิตเกิดเป็นอุบัติเทพ วิสุทธิเทพขึ้นเรื่อยๆ เป็นวิสุทธิเทพ ก็เป็นอภินิพพัตติ เป็นการเกิดเป็นอาริยะเจ้าขั้นสูงสุด ชาติ คือ ความเกิด สัญชาติ คือ การเกิดที่ติดตัวมาโดยอัตโนมัติ เรียกเต็มๆ ว่าสัญชาตญาณ คือมันติดตัวมา คุณไม่ได้นึกถึงมันก็เกิดเป็นสัญชาตญาณ มันรู้ของมันเองขึ้นมา โอกกันติ คือ ความหยั่งลง คนที่ปฏิบัติธรรมแล้ว จึงจะเรียนรู้ถึง ความหยั่งลง แต่คนไม่ปฏิบัติธรรม กิเลสก็หยั่งลง การเกิดก็หยั่งลง กิเลสเกิดก็หยั่งลง สะสมไปๆ กิเลสมันก็หยั่งลงๆ คนจะรู้จักอาการของจิต ที่มันหยั่งลงเป็นอกุศลจิต ที่หยั่งลงใส่จิต เมื่อคุณมีกรรมกระทำ มันก็เกิดหรือว่ามันก็หยั่งลงใส่จิต คนที่จะรู้อย่างนี้ต้องศึกษาอ่านโอกกันติ เมื่อคุณสามารถเรียนรู้อาการของจิต ที่มันหยั่งลง และก็จับได้ มีกิเลสเกิดแล้วคุณก็จับ มันกำลังดำริ ยังไม่ทันเกิด มันดำริจนเป็นกิเลสแล้วและมันกำลังเกิดหยั่งลงในจิต ก็จับทัน คุณก็เกิดสังกัปปะ 7 ทำให้กิเลสมันลด จัดการ ตักกะ วิตักกะ จัดการให้กิเลสมันลดได้ๆๆ การเกิดนิพพัตตินั่นแหละ คุณก็ลดกิเลสลง เป็นอุบัติเทพ เป็นเทพที่อุบัติ เป็นอาริยะบุคคล จิตลดกิเลสได้ๆๆ เป็นอภินิพพัตติ จบอรหัตตผล ไปตามลำดับๆ การเกิดอย่างนี้ คือการเกิดที่เป็น ชาติที่แท้จริง หรือจะไประลึกถึงเรื่องราวก่อนก็ได้ว่า เราไปเจอกับคนนี้ แล้วเกิดกิเลสอย่างไร เกิดความโกรธ เพราะทะเลาะกัน ก็สมใจในเรื่องโกรธเต็มที่ เดี๋ยวจะไปทำร้ายเขาเลย ระลึกชาติแบบนี้ ต้องรู้ตัวเองว่าชีวิต ชาติที่มันเกิดมาเมื่อวานนี้ เมื่อวานนี้ 2 วันที่แล้ว 7 วันที่แล้ว เดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว มีกรรมกิริยาอะไรผ่านมา การเกิดเหล่านั้น เป็นการสร้างกิเลสใส่เราอย่างไร ระลึกอย่างนี้ที่ท่านสอน ไม่ใช่ไประลึกชาติว่า เป็นตัวตนอย่างเดียว ระลึกชื่อของกิเลสกาม มีโคตรอย่างนั้น เป็นราคะโคตร โกรธนี้โทสะโคตร เกิดนานอย่างนั้น อายุอย่างนั้น มันเกิดกับเรา นานห้าร้อยปี หรือมันซัดเราเป็นชั่วโมง กว่าจะคลาย อายุของกิเลสความโกรธที่ใจเรา ต้องระลึกเช่นนี้ ถึงเป็นปรมัตถ์ ที่พระพุทธเจ้าท่านว่า ระลึกถึงอาหาร ก็คืออาการที่เป็นอาหารของกิเลส เป็นกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา คือมโนสัญเจตนา ก็อ่านรู้สิ่งเหล่านั้น ในอาหาร 4 พระพุทธเจ้าสอนไว้ ชัดเจนหมดเลย คนเข้าใจแล้ว ก็บอกต่อกันไป อาตมาเข้าใจแล้ว ก็บอกต่อได้ สมณะเดินดินว่า...พระอรหันต์คือ อเสขบุคคล จะระลึกชาติอย่างไร พ่อครูว่า...อรหันต์จะระลึกชาติได้ด้วย แล้วจะค่อยๆระลึกได้เอง ตามบารมี ตามที่ฝึกมา ใครได้ฝึกมาจนเก่ง ก็จะรู้ได้เร็ว จะฝึกระลึกรู้แบบตัวตน ก็จะเห็นเป็นตัวเป็นตน หรือไม่แบบเป็นตัวตน แบบนิมิตก็ได้ สายปัญญาจะไม่ค่อยมีนิมิต แต่สายเจโต จะเป็นนิมิตเลย อย่างผมก็ระลึกได้ตามสายปัญญา มันมีนิมิตมันมีอะไรต่ออะไรชัดเจน เป็นการเกิดดับ อยู่หลายภพชาติ จนกว่าจะนิพพาน ก็ได้อย่างที่เข้าใจ

0893867xxxคงมีแต่โศลกธรรมพ่อครู ที่ลดกรรมพิบัติภัย ในทุกสถานการณ์โลก ให้เบาบางลงได้ ด้วยสุทธิ..เกว..สกลโลเก..ชิเนติ.. พ่อครูว่า...เป็นโศลกของอาตมา ก็คือ ความบริสุทธิ์เท่านั้น จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด

SMS วันที่ 31 มกราคม 2560 0893867xxxผู้น้อยมิกล้าคิดตามพ่อครูว่า พระเกจิครูบาอาจารย์ รุ่นเก่าแก่ ใช่พระอรหันต์ฤาไม่? เพราะผู้น้อยคิดตามพ่อหลวง ทรงมีศรัทธาในพระรุ่นก่อน ในจริยวัตร อันปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทรงพบปะพระราชปุจฉา ได้รับคำวิสัชชนา จากพระอาจารย์ มาประกอบพระกรณียกิจทุกการงาน เพื่อปย.สุขราษฎรแท้จริง! ผู้น้อยรู้แต่ว่า พระอรหันต์แท้ ต้องหมดสิ้นกิเลส ด้วยสัทธาฯปัญญาฯ อุภโตภาควิมุต, สุกขวิปัสสโก, เตวิชโช,ฉฬ ภิญโญ, ปฏิสัมภิทัปปัตโต! ตามที่พ่อครูเคยสอนว่า พระอรหันต์ที่หมดทุกข์จริง ต้องสอนให้เราสิ้นทุกข์ได้จริง! พ่อครูว่า… ก็ต้องตอบเป็นวิชาการให้เข้าใจ ฟังให้ดี ถ้าฟังไม่ดี จะกลายเป็นว่า อาตมาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไปดูหมิ่นในหลวง ซึ่งที่จะพูดต่อไปนี้มีสติสัมปชัญญะเต็ม ไม่ได้ดูถูกดูหมิ่นในหลวง แต่อาตมายกย่องในหลวง ว่าเป็นพระโพธิสัตว์ บอกไปแล้วด้วยว่า ในหลวงเป็นโพธิสัตว์ระดับไหน บอกก็ได้ ระดับ 6 ในหลวงท่านมีภูมิยิ่งกว่า ผู้ไม่ใช่อรหันต์ อย่างพระเกจิอาจารย์เหล่านั้น ยังไม่เป็นพระอรหันต์สักองค์ ยังหลงในเทวนิยม แต่ท่านเป็นในหลวง ในประชาชนของท่าน ท่านก็ต้องไปศึกษาสายธรรมะ ก็เพื่อแนะนำให้ได้ ว่าประชาชนควรปฏิบัติอย่างไร เมื่อพระองค์ถามพระเกจิเหล่านั้น พระอาจารย์เกจิอาจารย์ ก็ต้องบอกไปตามปฏิภาณ ส่วนท่านจะรับไปปฏิบัติหรือไม่ ก็แล้วแต่ภูมิของท่าน เอาพระเกจิอาจารย์ ที่ในหลวงไปสนทนา ให้มาบริหารแทนในหลวง จะบริหารไม่ได้อย่างในหลวง แต่ท่านก็ทำตามมารยาทสังคม แต่จริงๆท่านมีภูมิธรรม ยิ่งกว่าเกจิเหล่านั้น อย่างเช่นฤาษีลิงดำ ก็ทำนายว่า ในหลวงจะเป็นพระพุทธเจ้าใน ๕ ชาติ มีกี่ชาติก็เป็นการโมเมเดาเอา ในหลวงมีศรัทธาต่อพระรุ่นก่อน จะให้ท่านไปดูถูกดูแคลนไม่ได้ เพราะท่านเหล่านั้น ก็ปฏิบัติดี อยู่ในศีลในวินัย แต่ทิฏฐิของท่าน ไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นธรรมะที่เป็น อัญญเดียรถีย์ คือธรรมะที่ไม่ใช่ของพุทธ นอกพุทธไปแล้ว คุณ 3867 อาตมาบอกว่า ลักษณะคุณรับเละ ก็จะแย่ ควรจะปล่อยในสิ่งที่ควรทิ้งได้ ไม่ต้องไปนับถือ ไม่ต้องไปเอามา ก็ควรทำอย่างนั้นบ้าง ไม่เช่นนั้นในสัจธรรม คุณมีพลังงาน จดจำได้ระดับหนึ่ง ไม่อย่างงั้น เอามาหมด จะเสียเปล่า คุณก็มองตามอาการ ตามพระจริยวัตรของท่าน ท่านไปสนทนา ปุจฉาวิสัชนา ตามธรรมดา ตามกรณียกิจที่ควรทำ แต่คุณไปแปลว่า ท่านได้คุณธรรมจากพระเหล่านั้น แนะมาท่านก็รับฟัง ไม่มีปัญหา ยิ่งไปถึงขั้นบอกว่า อาตมาตำหนิอย่างไร อย่างสุกวิปัสสโก ก็ไม่มีในสัมมาทิฏฐิของ พระพุทธเจ้าหรอก คือแปลว่า อรหันต์แบบสอนใครก็ไม่ได้ ศาสนาพุทธ ไม่มีพระอรหันต์ที่สอนคนไม่ได้หรอก ขนาดยังไม่ใช่อรหันต์ ก็ยังสอนคนได้เลย แม้จะพูดไม่เก่ง ก็สอนได้ เช่นพระอัสสชิ แต่ท่านก็บอกคำสำคัญ ผู้มีปัญญาก็รับได้เลย สิ่งที่เรามีแล้ว สอนไม่ได้อย่างไร คุณต้องรู้ก่อน แล้วถึงบรรลุ ศาสนาพุทธไม่ใช่แบบว่า ทำได้แล้วค่อยรู้ มีเหมือนกันแต่ไม่ถือว่าบรรลุ เช่น คนได้กายสักขี ได้ตัวตนหลักฐานที่เป็นได้ แต่พระพุทธเจ้าว่า แม้กายสักขี ก็ต้อง สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จึงจะเป็นบุคคลที่ขึ้นเป็น ปัญญาวิมุติ จึงจะเรียกว่าอรหันต์ กายสักขี อาสวะบางอย่างดับ แต่คุณยังไม่รู้เลยว่าคุณมี ก็ไม่ถือว่าบรรลุ แม้คุณมีจริงในรูปนาม เรียกว่ากาย เป็นแล้ว มีแล้ว เรียกว่าสักขี ก็ต้องรู้ว่า มันดับเป็นอย่างนี้ มันไม่เกิดอีกเป็นอย่างนี้ คุณก็จะเป็นปัญญาวิมุติ เป็นอรหันต์ ถ้ายังเป็นแค่กายสักขี ยังไม่เรียกว่าอรหันต์ กายสักขีนี้ เวียนกลับได้ ถ้าไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สุกขวิปัสสโก คือคำพูดของ พระพุทธโฆษาจารย์ ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ที่บัญญัติไว้ ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า น่าสงสารในประเทศไทย ที่ถือคัมภีร์วิสุทธิมรรค มาเป็นตำราสอน ศาสนาพุทธ ก็เลยกลายเป็น กลองอานกะไป

จาก ลูกหนอนใต้ต้นโพธิ์ กราบนมัสการพ่อครู ด้วยความเคารพค่ะ… ฟังธรรมวันนี้ (31 ม.ค.60) พร้อมกับช่วงนี้ อ่านหนังสือสมาธิพุทธไปด้วย ซึ่งเสริมการเรียนรู้ ให้เข้าใจได้มากค่ะ ... ขออนุญาตพ่อครู สรุปทำความเข้าใจในเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ดังนี้ค่ะ.. ศีล สมาธิ ปัญญา เป็น 3 เส้าของไตรสิกขา มีศีล(เป็นเหตุ)ในภาคปฏิบัติขั้น ศีลสิกขา (รูป หรือ Danamic) (พ่อครูว่าใส่ผิดภาษา รูปคือ static) ตามปริเฉทที่เราตั้งไว้เช่น ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ตามลำดับ โดยการมีปฏิบัติมรรคมีองค์ ๗ แบบลืมตา มีผัสสะ เรียนรู้เวทนา มีเวทนาเป็นกรรมฐานปฏิบัติธรรมะ ๒ จนถึงขั้นเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา ...เมื่อปฏิบัติ”ศีล”ดีขึ้นตามลำดับ เป็น”ปัจจัย”ให้เกิด “ผล”เป็น”สัมมาสมาธิ” ด้วยการใช้พลัง”ฌาน” (เป็นปัจจัย) ในภาคจิตสิกขา (นาม หรือ Static) (พ่อครูว่าใส่ผิดภาษา นามคือ dynamic) มีองค์คุณของอุเบกขา 5 อินทรีย์ 5 พละ 5 มีจิตกล้า แข็งแรง ที่จะลดหน่าย คลายกิเลส ตัณหา อุปาทาน สงัด สงบ จากกิเลส เกิดผลเป็นอาริยชน ตั้งแต่โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ไปตามลำดับ เป็นอริโย สัมมาสมาธิ...ส่วนปัญญานั้น เป็นบทบาทของ”ปัญญาสิกขา” คือ การรู้เหตุ(ศีล) รู้ผล(สมาธิ) ที่เกิดจริง มีจริง เป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา (เป็นประธานในธรรมะ 3) ด้วยปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 37 เป็นการรู้เห็นของจริงในปัญญาโลกุตระธรรม ครบถ้วน การปฏิบัติแบบลืมตา มีผัสสะในปัจจุบัน จากธรรมะ 3 คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็น อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา จนเกิดอธิวิมุติ เป็นวิมุติญานทัสสนะ จากการลืมตา มีผัสสะกระทบแล้วศึกษาเรียนรู้เท่านั้น นั่งหลับตา ปิดผัสสะ ไม่มีทางเกิดปัญญา เกิดเพียงสัญญาเท่านั้น... กราบนิมนต์พ่อครู ช่วยชี้แนะด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณพ่อครู อย่างสูงค่ะ... พ่อครูว่า...คุณไล่เรียงมา ถูกต้องหมดดีหมด เหลือแต่คุณปฏิบัติเลย จะได้อาริยะบุคคล เข้ามาช่วยงานศาสนา อย่างเต็มที่ อนุโมทนาสาธุ ที่ไล่เรียงมาซับซ้อนหลายชั้น ที่เรียบเรียงมานี้ ดีใช้ได้ อาตมาก็อุ่นใจ ที่อธิบายธรรมะได้ซับซ้อน คุณก็เขียนรายงานมา ก็ใช้ได้ แม้จะเป็นพยัญชนะก็ตาม ถ้าเข้าใจสภาวะแล้ว ปฏิบัติให้เกิดผล ก็อนุโมทนาสาธุ

_จาก Guru สู่แดนธรรม ความว่าง ในจูฬสุญญตสูตรนั้น มีหลักพิจารณาไม่ซับซ้อนอะไรมาก แต่ต้องพิจารณาตั้งหลักให้ดีๆ เพราะจะแตกต่างไปจาก การอธิบายความว่างของบรรดาอาจารย์อื่นๆ ในเมืองไทย ที่อธิบายว่างๆ เวิ้งว้าง โดยไม่มีเหตุปัจจัยอะไร ความว่างที่ พระพุทธเจ้าตรัสสอนนั้น หมายถึง ว่างจากสิ่งแรก ไม่ต้องกระทำใจ ไม่ต้องมนสิการ ในสิ่งแรกนั้นอีกแล้ว แต่ก็ยังมีไม่ว่างอยู่ เพียงสิ่งหนึ่ง คือสิ่งที่จะต้อง "กระทำใจ" ในสิ่งที่ยังไม่ได้หลุดพ้น หรือสิ่งที่ "ยังมี" เหลืออยู่ เช่น ในศาลาที่พระพุทธเจ้า ตรัสกับพระอานนท์หลังนั้น ย่อมว่างจากช้าง ม้า ลา ไม่ต้องกำหนดสัญญา และไม่ต้องกระทำใจ ในช้างม้าอีกเลย แต่ศาลาหลังนั้น มีไม่ว่างอยู่อย่างเดียวก็คือ ยังมีภิกษุ นี้ก็เป็นความว่างประการหนึ่ง ตามความเป็นจริง ประการต่อมาก็ ตรัสถึงความว่างจากความหยาบ ของโลกภายนอกอื่นๆ อีก เช่น ว่างจากป่า จากมนุษย์ จากเงินทอง ไม่ต้องใส่ใจ หรือไม่ต้องกระทำใจ (อมนสิการ) ในพวกวัตถุกามเหล่านั้นอีกแล้ว เพราะหลุดพ้นแล้วด้วย รูปฌาน แต่ยังมีไม่ว่างอยู่ก็เพียง สิ่งที่จะต้องกระทำใจ ยังต้องใส่ใจ ใน "อากาสานัญจายตนะ" ในอีกขั้นต่อมา ที่เหลืออยู่ (ต่อจากรูปฌาน) สรุปรวบยอดข้ามไป จนถึงพ้น เนวสัญญาฯ พ้นแม้กระทั่ง กามาสวะ ว่างแล้วจาก ภวาสวะ อวิชชาสวะ ไม่ต้องใส่ใจ ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวด้วยกิเลส ในสัญญาเช่นนั้น เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว จากอาสวะทั้งปวง รู้ความไม่มีในอาสวะ ว่างจากอาสวะแล้ว ไม่มีความกระวนกระวาย (ทรถา) ในเรื่องอาสวะอีกแล้ว ... แต่ ยังมีความไม่ว่าง ยังต้องมีสิ่งที่กระวนกระวายใจ ด้วยเรื่องของ อายตนะ 6 อยู่เท่านั้น เพราะมีชีวิตเหลืออยู่ เป็นเหตุปัจจัย ให้ต้องจัดการ จึงยังไม่ว่างจากภาระการใช้ขันธ์ 5 อายตนะ 6 ที่มีอยู่ ได้ข้อสังเกตุอย่างหนึ่ง คำว่า "อมนสิการ" นั้น ถือว่าเป็นคำที่ดี คือ จบแล้วในเรื่องนั้น มีคุณภาพดีกว่าคำว่า มนสิการ ด้วยซ้ำไป เพราะ มนสิการนั้น ยังต้องทำใจอยู่ ยังไม่จบ อมนสิการ จึงมีศักดิ์สูงขึ้น เช่นเดียวกับคำว่า อเสขะ อปุญญา อโสก / คำว่า อมนสิการ คือคำที่ดี แต่ถ้าเป็นคำว่า อโยนิโสมนสิการ จึงจะถือว่า เป็นคำที่ไม่ดี ได้ข้อสังเกตอย่างหนึ่ง คำว่า "อมนสิการ" นั้น ถือว่าเป็นคำที่ดี คือ จบแล้วในเรื่องนั้น มีคุณภาพดีกว่าคำว่า มนสิการ ด้วยซ้ำไป เพราะ มนสิการนั้น ยังต้องทำใจอยู่ อมนสิการ จึงมีศักดิ์สูงขึ้น เช่นเดียวกับคำว่า อเสขะ อปุญญา อโสก / คำว่า อมนสิการ คือคำที่ดี แต่ถ้าเป็นคำว่า อโยนิโสมนสิการ จึงจะถือว่า เป็นคำที่ไม่ดี

พ่อครูว่า...การแปล “ทรถะ” ว่ากระวนกระวายใจนั้น ยังไม่ถูก มันแปลแรงไป คำว่าอโยนิโสมนสิการ แปลได้สองนัย นัยหนึ่งคือ ผู้ที่ทำโยนิโสมนสิการไม่ได้ ก็ได้ หรือจะแปลว่า ไม่ต้องทำโยนิโสมนสิการอีกแล้ว ก็ได้ โยนิโส แปลว่า แยบคายถ่องแท้ ละเอียดลออ ในสิ่งที่ยังเป็นกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด ได้ถ้วนรอบครบเลย จึงเรียกว่าโยนิโส หรือโยนิ แปลว่าที่เกิด โยนิโสมนสิการ คือหยั่งไปถึงที่เกิดกิเลส ตรงไหน หทยรูป ที่กิเลสเกิด ก็จัดการที่ตรงนั้น ให้หมดชีวิตินทรีย์ของกิเลส จนไม่มีอาการกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด หมดสิ้นเลย ไม่มีอาการกิเลสในจิตแล้ว มาเข้าสู่ธรรมะ สรุป จูฬสุญญตสูตร คำว่า จูฬ คือเล็ก ว่างอย่างละเอียด ผู้ที่อ่านพระไตรปิฎกบทนี้เข้าใจ จึงเข้าใจว่า ความว่างนี้ ไม่ใช่ว่างอย่างเวิ้งว้าง ให้ไปสร้างจิต อย่าไปคิดอะไรให้ว่างๆ ผู้ที่บรรยายความว่างแบบนี้ อาตมาฟังแล้วก็เห็นใจ ว่างอย่างท่านพุทธทาส ว่างอย่างนักตรรกะ ที่เป็นลูกศิษย์ท่านพุทธทาส ก็ว่างอย่างนี้เยอะ คือว่างยังไม่มีเหตุปัจจัย ว่างโดยไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นสภาพรู้ มันต้องมีจิตวิญญาณ เป็นธาตุรู้ เรารู้ตั้งแต่ หยาบ กลาง ละเอียด หมดอบาย หมดกาม ก็เป็นพระอนาคามี ความว่างของพระพุทธเจ้านั้น จะอยู่อย่างเหนือ แม้จะมีสิ่งกระทบกระแทก กระทุ้งกระเทือน ก็ไม่มีกิเลสเกิด ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ สัมผัสโลกธรรม ลาภยศ สรรเสริ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน