601005_พ่อครูเทศนาเวียนธรรม ออกพรรษา บวร ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข26 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

601005_พ่อครูเทศนาเวียนธรรม ออกพรรษา บวร ราชธานีอโศก

วันที่ 5 ตุลาคม พศ.2560 ที่ บวร ราชธานีอโศก พ่อครูว่า… สาธุนะทุกๆคน ที่ยังใส่ใจเอาชีวิตมาสนใจกับธรรมะ ผู้คนทุกวันนี้ อาตมาเห็นแล้วน่าสังเวชใจ น่าสงสาร ชีวิตลงอยู่กับโลกธรรม หลงอยู่กับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไปวันๆคืนคืน ซอกๆๆๆ อยู่กับอย่างนั้นแหละ ไม่เข้าใจว่าชีวิตที่เกิดมานี้ มันควรจะได้อะไร พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า โมฆบุรุษ คนที่เกิดมาเป็นโมฆบุรุษเสียเยอะ คือ เกิดมาแล้วเสียชาติเกิด เกิดมาแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่เกิดมาพบศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นศาสนาที่รู้จักความเป็นชีวิต รู้จักความเป็นสังคม ชีวิตและสังคม พระพุทธเจ้าท่านสอนให้รู้จักความเป็นกรรม ศาสนาอื่นเขาให้ฟังคำสอนของGod แล้วพยายามให้เป็นอย่างGod ที่จริงก็อันเดียวกัน God คือสิ่งประเสริฐสูงสุด เราจะเป็นอย่างGod ก็ต้องศึกษาความประเสริฐสูงสุดนั้น เป็นอย่างไร ส่วน พระพุทธเจ้าท่านเอาคำว่า กรรม ไม่เอาคำว่า God God คือ เทวดา พระเจ้า เป็นสิ่งสูงสุดเขาให้ God เป็นผู้ประทาน เป็นผู้กำหนดทุกอย่าง นั่นก็คือการจำนน ความจริงแล้วผู้ที่ปฏิบัติธรรม จนสามารถ ควบคุมกรรมของตนได้ ก็คือ ผู้ที่ ควบคุม God ได้ หรือ ผู้ที่ควบคุมกรรมตัวเองได้ เท่าที่ตนเองเห็นว่าดี และมีปัญญารู้ว่าดีคืออะไร ไม่ดีคืออะไร คนที่จะทำให้เกิดเป็นคนที่ควบคุมกรรมได้ และก็มีปัญญา รู้จักความดีที่จริง แล้วควบคุมกรรมได้ ปฏิบัติกรรม ทำกรรมแต่สิ่งที่ดีได้ ก็ต้องเป็นคนที่มีปัญญา รู้ว่า สิ่งที่ทำให้คนทำกรรมไม่ดีได้ คืออะไร สิ่งที่หรือ สภาวะที่ ทำให้คนทำกรรมไม่ดี ก็คือ ภาวะของ ผีนรก หรือ ซาตาน หรือ พลังงาน ที่มันโง่ มันชั่ว อยู่ในจิตเราเรียกว่า กิเลส มันเป็นพลังงานอยู่ในจิตเรา และก็ควบคุมกรรม เสร็จแล้ว มันก็ทำให้คนเราก่อกรรมเลว ที

อ่านต่อ

่เป็นทุกข์ เป็นโทษภัย ยิ่งมันเป็นผี เป็นกิเลสเลวร้าย ก็ก่อกรรมเลวร้าย ที่ไม่ดีทั้งนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้สอนให้คนนี้ ให้มา รู้จักกรรม แล้วก็ พัฒนากรรม หรือจะใช้ภาษาที่เขาพูดว่ามา แก้กรรม ก็คือตรงนี้แหละ คือว่าแก้กรรม ที่เราทำกรรมทุจริต กรรมที่เป็นอกุศล หรือกรรมที่มีเจ้าเรือน คือ กิเลสเป็นเจ้าเรือน กิเลสมันสั่งการ มันควบคุมอยู่ ให้ทำตามกิเลส กิเลสมีอำนาจเหนือเรา นั่นแหละ เป็นตัวจุดสำคัญ ศาสนาพุทธ จึงเป็นศาสนาที่เรียนรู้กรรม กายกรรม วจีกรรม โดยเฉพาะมโนกรรม ซึ่งเป็นประธานจิตเป็นประธาน และกิเลสก็อยู่ที่จิต เพราะฉะนั้นจึงเรียนรู้กิเลสในจิต ที่มันจะควบคุมกรรม เมื่อรู้จักกิเลส ที่เป็นตัวบงการเลวร้าย ที่ไม่ดี ก็ต้องเรียนรู้ตัวนี้ให้ถูกต้อง จับตัวกิเลสให้ได้ นี่เป็นหลักสำคัญ ทุกวันนี้ศาสนาพุทธได้ผิดเพี้ยนไป ไม่ได้เรียนรู้จักกิเลส กิเลสมันก็ต่อเมื่อ มีการกระทบสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย อยู่กับ ลาภ ยศ สรรเสริญ สิ่งที่ยั่วยวนให้เราหลงไปสุข แล้วก็เป็นทุกข์ มันมีการกระทบสัมผัส แล้วเกิดอาการจริง เกิดกิเลสจริง จะรู้จักกิเลสได้ ต้องมีการสัมผัส มีการกระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ นี่คือหลักใจของศาสนาพุทธ ที่ท่านได้แก้ แก้การปฏิบัติ ที่ผิด การศึกษาศาสนาที่ผิด ที่ท่านได้ออกมาทำงานศาสนาพระพุทธเจ้า ทำให้เรียนรู้สมาธิ เรียนรู้ฌาน ที่เป็นอยู่เขาทำกัน ที่ไปนั่งหลับตาสะกดจิต มันผิดหมดเลย นั่งหลับตาสะกดจิต หรือนั่งหลับตาทำสมาธิ ทำฌาน ก็ผิดไปหมด พระพุทธเจ้าได้บรรลุ สัมมาสัมโพธิญาณ สัพพัญญุตญาณ มาก่อนแล้ว ที่จะเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เพราะฉะนั้น ท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรมหรอก ในชาติสุดท้าย พอท่านจะออกมาทำงาน ก็ทิ้งทางโลกไปออกมา ก็ไปเจอกับนักบวช ที่เขาปฏิบัติกันอย่างไร สังคมเค้าหลงผิดว่าออกป่า แล้วก็ไปนั่งหลับตาสะกดจิต ทำสมาธิ ทำฌาน ก็จะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ซึ่งมันก็ทำให้คนเข้าใจผิดได้ ที่พระพุทธเจ้าจะบรรลุสูงสุด ก็บรรลุที่วันเพ็ญเดือน 6 ท่านก็นั่งหลับตาสมาธิด้วย มันก็เลยพาลพาให้คนเข้าใจผิด ว่าจะเกิดปัญญาตรัสรู้ ต้องไปนั่งอย่างพระพุทธเจ้าสิ เกิดเป็นรู้ สัพพัญญุตญาณ อันนี้แหละ เป็นเรื่องใหญ่มากเลย ที่คนเห็นไม่ได้เข้าใจไม่ได้ กลายเป็นสิ่งที่ เละที่สุด เรื่องใหญ่ที่สุด ที่ทำให้คนหลงผิด ว่าต้องไปนั่งหลับตา ทำสมาธิ ซึ่งไม่ใช่ ท่านตีทิ้งเลย การนั่งหลับตาทำสมาธินั้น ท่านมีเตวิชโชเก่งแล้ว คือนั่งนิ่งๆอยู่ ระลึกย้อนสัญญา ไปถึงสิ่งที่ตนเองมี ตนเองเป็น ตนเองได้ ท่านมีสัมมาสัมโพธิญาณ ก็ระลึกเอามาใช้ได้ แต่คนที่ไม่ได้บรรลุจะให้ทำ ฌานทำสมาธินั้น ไม่ได้ทำฌานสมาธิอย่างที่พระพุทธเจ้าทำ แปลว่า ฌานสมาธิอย่างที่พระพุทธเจ้าสอน คือให้ลืมตาปฏิบัติ ไม่ใช่นั่งหลับตาปฏิบัติ หากนั่งหลับตาปฏิบัติ ก็ต้องมีสัมมาทิฎฐิ เป็นการทบทวนอดีตที่เราผ่านมาแล้ว หรือในอนาคต ก็ไม่ต้องทำอะไร เพราะในอนาคตทำอะไรมันไม่ได้ นั่งหลับตาก็ทำอะไรมันไม่ได้ จะไปฟุ้งซ่านเท่านั้นเอง หลับตาและคิดถึงอนาคต เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยเกิด เคยมีใครไป คุณก็คิดฟุ้งซ่านไปเท่านั้น บ้าๆบอๆเสียเวลา พลังงาน ไปคิดถึงอนาคต ทำอะไรไม่ได้ ก็นั่งเฉยๆ ไปนั่งฟุ้งซ่าน มันทำอะไรไม่ได้ ไม่ได้กระดุกกระดิกอะไร ที่ไปคิดอยู่กับอนาคตมีถึง 44 ทิฏฐิ หรือไม่ก็ไปเอาอดีตอีก 18 อยู่ในพรหมชาลสูตร เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้พาให้ทำ ศาสนาพุทธนั้น อาตมาได้มาเปิดเผยว่า ที่ทำกันมานั้น มันผิด ก็เอาสิ่งที่ถูกต้องมาพูด วันนี้วันออกพรรษา ก็เอาสิ่งนี้มาพูดเคยย้ำแล้ว ย้ำอีก แล้วก็ตีทิ้งสิ่งที่เขายึดถือ และปฏิบัติติดกันอยู่ในวงการศาสนาพุทธ พูดมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว พูดย้ำซ้ำซากอย่างนี้แหละ พวกเราได้มาเรียนรู้ได้มาพบอาตมา ได้มาศึกษาปฏิบัติ ประพฤติ ก็ได้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ ได้มรรคได้ผลขึ้นมา จนกระทั่งตอนนี้ เราจะได้สำรวจมีแบบแผนวิชาการ มีการตอบคำถาม มีการตรวจสอบตัวเอง ระบุดูว่าเราเข้าเขตของโสดาบันใหม่ ต่อไปเป็นสกิทาคามี ก็ค่อยๆทำต่อ อนาคามีก็ค่อยๆทำต่อ ก็จะตรวจได้ ตรวจตัวเองได้ ตอบหรือให้ผู้อื่นรู้จากที่เราตอบนี่แหละ แล้วประมวลดูว่าเราอยู่ในเกณฑ์โสดาบัน อยู่ในเกณฑ์ของสกิทาคามี เกณฑ์ของอนาคามีก็รู้ได้ ไม่ใช่ปฏิบัติธรรมแล้ว ก็เป็นความงมงาย งมคลำ จับไม่มั่นคั้นไม่ตาย รู้ไม่ชัด รูปนามอย่างไรๆ อาการของกิเลส อาการลิงคนิมิตอย่างไร ฟังธรรม อุเทสมา แต่ก็ไม่สามารถเอาไปปฏิบัติ เรียนรู้ ปฏิบัติอย่างนี้ จะเป็นอาการกิเลส ปฏิบัติอย่างนี้ ทำให้กิเลสจางคลาย ก็มีสัญญาไปกำหนดรู้ได้ว่า กิเลสมันลดลงจริงๆ กิเลสมันดับ ก็รู้ว่าดับกิเลสได้ ต้องรู้แจ้งเห็นจริงอย่างนั้น ไม่ใช่งมคลำเดากัน ทุกวันนี้ เป็นศาสนาเดากันหมด พูดก็ว่าพูดไม่ได้ บอกว่าเราเองเป็นผู้บรรลุ ก็บอกไม่ได้ เป็นเรื่องเลอะเทอะ เข้าใจผิดไปหมด แล้วก็ไม่เชื่อด้วยว่า คนมาพูดจริง มาบอกตัวตนจริง ว่าเราเป็นสัตบุรุษ เป็นผู้รู้ เป็นผู้ที่มาบอก พูดด้วยความจริงใจ ไม่ใช่อวดโอ่อะไร แต่เขาก็ไปติดอยู่ในตำราอย่างนั้นแหละ ตีทิ้งเลยว่า เราพูดนี่ ออกนอกตำรา คือเขาไม่เชื่อว่าโลกนี้ จะมีผู้บรรลุมาบอกความจริง ไม่เชื่อ ก็ไปเชื่อตำรา ที่มีแต่เดา เดาว่า ผู้นี้เป็นอาจารย์ เป็นผู้รู้อะไร จำคำสอน เป็น ปทปรมบุคคล บวชก็จำคำสอนพุทธพจน์ได้มาก สอนก็มากท่องบ่นก็มาก แต่ไม่ได้บรรลุธรรมอะไรเลย เป็นปรปรมบุคคลเยอะ จะว่าเป็นกันทั้งนั้นก็ได้ เพราะว่าถ้าคนที่บรรลุธรรมมะจริง ฟังธรรมะของอาตมา ถ้ามันตรงกัน ว่าจะมาพูดให้ถูก ถ้าบรรลุธรรมเหมือนกัน ก็ต้องตรงกัน ก็ต้องขานรับ และยอมรับอาตมา แต่เมื่อท่านเห็นว่าจะมาไม่ถูก ก็ตีทิ้ง ก็ตัดสินเลยว่า อาตมาผิดแล้ว ท่านถูก แต่ถ้าอาตมาถูก ท่านก็ผิด ใครเห็นอย่างนี้ ก็มาศึกษาเอา ไม่ต้องศึกษาทางโน้นก็ได้ แต่ที่จริงคำสอนเดียวกัน แต่เอามาอธิบายกันคนละอย่าง สมาธิก็ธิบายคนละอย่าง ปัญญาก็อธิบายคนละอย่าง บุญก็อธิบายแตกต่างกัน อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นมันก็เลยต้องแยกกันอธิบาย พระพุทธเจ้าท่านพูดถึงการแยกกันอย่างนี้ก็คือ เป็น นานาสังวาส การร่วมกัน เรียกว่าสังวาสเดียวกัน แต่มันมีนานา คือต่างกัน ก็ประกาศให้ประชาชนรู้ว่า เป็นนานาสังวาสกัน ทุกวันนี้ก็ประกาศชัดเจนว่า ชาวอโศก คือชาวพุทธร่วมกัน แต่ว่า เป็นพุทธอีกอย่างหนึ่ง แตกต่างจากชาวพุทธกระแสหลัก ที่ท่านกำลังสังเคราะห์ และปฏิรูปจัดการกันอยู่ แต่ของเราไม่ต้องจัดการ หมู่สงฆ์ของเราเรียบร้อย ฆาราวาสของเราเรียบร้อย ไม่ต้องจัดการอะไรอยู่ในระบบระเบียบ อยู่ในศีลธรรมตามพระวินัย ตามพระสูตรเรียบร้อย ของท่านนั้นเละตุ้มเป๊ะ ตัวอย่างพวกเรานี้สบาย มีแต่นั่งเรียนฟังธรรม เอาไปปฏิบัติพัฒนากันไป ยังเหลือแต่ว่า ทุกคนก็สามารถที่จะมีปัญญาอย่างตรวจสอบตัวเองได้ อย่างรู้ตัวเองได้จริงๆว่า เราเป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคามี เป็นอนาคามี เป็นพระอรหันต์ โดยไม่หลงผิดพลาดอะไรชัดเจน อาตมารับรองนะว่า พวกเราเป็นอริยบุคคลกัน ไม่ได้พูดให้เหลิง ไม่ได้พูดให้หลงตัว พยายามตรวจสอบให้ดี คนข้างนอกเขานับถือกระแสหลัก ไม่นับถืออาตมา เพราะกระแสหลักเป็นกลุ่มใหญ่ เป็นหลักของประเทศประเทศ รองรับทุกอย่าง แต่อาตมาพาทำนี้ ประเทศไม่ได้รองรับ ไม่ได้ขานรับ มีแต่อิสระเสรีภาพส่วนตัว ใครจะฟังธรรมะของสายอโศกแล้ว รับได้ ก็เป็นอิสระเสรีภาพ มีแต่ด้วยจำนวนประมาณ 1 ที่ไม่กล้าเปิดตัวว่า นี่เขาฟังธรรมะของสายอโศกอยู่นะ ไม่กล้าเปิดตัว เพราะว่าตัวเองยังอยู่ในฐานะของผู้ที่อยู่ในสายโน้น แสดงออกเปิดเผยตัวเองไม่ได้ แม้จะมีภูมิปัญญารู้ว่า อย่างนี้ถูกต้อง ดีไม่ดี ก็ชัดเจนว่า อย่างนั้นมันผิด แต่มันได้ตกกระไดพลอยโจนไปแล้ว ชีวิตชาตินี้ ได้รับตำแหน่งได้รับหน้าที่ ได้รับสถานะอย่างนั้นอย่างนี้ไปแล้ว บางคนก็เป็นถึงสมเด็จ บางคนเป็นเจ้าคุณชั้นสูง เป็นผู้ที่สอนอยู่ แต่ถ้าถือว่าเป็นผู้ที่จริงใจต่อสัจธรรม ก็เห็นว่าที่เราสอนนั้นผิด ก็แก้เสีย ก็ใช้ได้ ที่เขาสอนนั้นผิด พระโพธิรักษ์สอนอยู่ เป็นเรื่องถูก ก็เปลี่ยนแปลงมา ที่จะถูกจะผิดนั้น ถ้าเป็นนานาสังวาสพระพุทธเจ้าตรัสว่า ให้ทำอย่างไร พุทธศาสนิกชนก็จะทำอย่างไร พระพุทธเจ้าก็บอกให้ฟังธรรมทั้งสองข้าง แล้วคุณต้องตัดสินเองว่า อันใดเป็นธรรมวาที ที่อาตมาเทศน์เป็นธรรมวาที ก็มาเอา ถ้าฟังแล้วเห็นว่าโพธิรักษ์ไม่ถูก ก็ไปเอาทางโน้น สุดท้ายเราก็เป็นผู้ตัดสินเองว่า อะไรถูกอะไรผิด ศาสนาพุทธเป็นศาสนาอิสระเสรีภาพ ก็ต้องใช้ญาณปัญญาของตนเองตัดสินเอง ว่าอะไรถูกหรือผิด แล้วคุณก็มาศึกษา ฝึกฝน ปฏิบัติเอา อาตมาทำงานมาจนอายุถึงป่านนี้ ทำงานมา 47 ปีแล้ว ถึงปีหน้าก็จะอายุครบ 84 ปี จนกว่าจะถึงวันที่ 7 พ.ย. 2560 ก็เต็ม 47 ปี ตอนนี้ก็สอนมาย่าง 47 ปี เข้าไปเรื่อยๆ พอถึง 2560 วันที่ 7 พ.ย.ก็ขึ้นปี 48 วันที่ 7 เป็นวันบวช อาตมาก็ขึ้นปีที่ 48 ก็ทำงานมาตลอดได้ คนที่ฟังแล้วได้รับความเข้าใจ เอาไปปฏิบัติ เอาชีวิตมาศึกษา ทำงาน มาอยู่กับกระแสนี้เลย สายนี้ สายอาตมาพาไปเลย จนกระทั่งเห็นจริง เห็นจังว่า สายโน้นไม่เอาแล้ว ไม่สนใจแล้ว ไม่ศึกษาปฏิบัติด้วยแล้ว มาปฏิบัติทางนี้ ทางเดียว จนอยู่อย่างนี้เลย ใครทำอย่างนี้รู้สึกอย่างนี้ อย่างนี้บ้าง เมื่อตัดสินใจแล้ว ว่าอันนี้ถูก ก็มาดำเนินทางนี้ จะได้ไม่เสียเวลา อาตมาจะไม่พาคนผิด ขอยืนยันว่า อาตมาจะไม่พาทำสิ่งผิด อย่างจริงใจ ตามภูมิ ไม่ออมมือ ไม่อ้อมค้อมอะไร อาตมาออกมาทำงานศาสนาเต็มตัว ตั้งแต่ชัดเจนว่า ต้องมาทำอะไร มาทำงานกอบกู้ศาสนาพุทธ เชื่ออย่างนั้นจริงๆ มั่นใจอย่างนั้นจริงๆ และจะมาทำให้ถูกด้วย ธรรมะ 47 ปี ก็ยังมั่นใจเห็นชัดเจนว่าถูก เห็นชัดเจนว่า ทางนั้นผิด ก็ไม่ปิดอย่างไร เละตุ้มเป๊ะกัน กำลังจะสะสางกัน ตอนนี้ก็เลย กฎหมายทางบ้านเมืองเป็นตัวช่วย จะออกกฎหมายควบคุมอย่างไร ก็ทำเลย ไม่อย่างนั้น ไปไม่รอด ผู้ที่ควบคุมดูแลก็ดี แล้วเป็นผู้รู้ช่วย เอาให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ หลักธรรมของพระพุทธเจ้า อาตมาก็อนุโมทนาสาธุ ไม่อย่างนั้น บรรลัยจักร ให้ทำตามกฎหมายจะจับสึกอะไร ก็ทำเลย ทำเลยขอส่งเสริม ไม่เช่นนั้น ไม่ได้เรื่องหรอก ศาสนาพุทธพังแน่ๆ เอาเท่าที่รู้ก็ได้ เท่าที่เป็นไป เป็นการปฏิรูป ปฏิวัติขึ้นมาข้างหนึ่ง แล้วขันชะเนาะ ให้เกิดความถูกต้องขึ้นมาประมาณหนึ่ง ทางโน้นก็มีความรู้ และผู้รู้มากมาย อาตมาไม่มีส่วนหรอก ชาตินี้ อาตมาก็ต้องมาทำส่วนย่อย จนตาย หมู่ใหญ่ไม่ยอมรับหรอก แม้ว่าอาตมาอยู่หมู่ใหญ่ ก็ทำอะไรไม่ได้หรอก เพราะหมู่ใหญ่นั้นมีมานะอัตตา จะรับประกันมาเข้าไปทำไม ถ้ารับเข้าไป ก็เท่ากับเอาความถูกต้องเข้าไปใช่ไหม ทางโน้นก็จะไม่ให้อาตมาทำ เพราะว่าเมื่อไม่ยอมรับแสดงตัวมาแล้วว่า ไม่ยอมรับ ถ้าไม่ยอมรับ ตอนนี้ก็เท่ากับเขาหมดเนื้อหมดตัว ก็เท่ากับยอมรับผิด เหมือนกับคุณปู่ ที่หนีศาลไปเลย เขารับไม่ได้หรอก ก็ต้องปล่อยให้อาตมาทำไปอย่างนี้จนตาย อาตมาก็ไม่ท้อแท้ ไม่สงสัยเลยว่า ต้องทำเช่นนี้ เป็นวิบากของอาตมา ต้องมาใช้หนี้ ต้องมาทำงานอย่างนี้ หนักมาก ลำบากลำบน แต่อาตมาตั้งจิตเป็นโพธิสัตว์แล้ว ต้องพากเพียรทำสิ่งนี้ไป จะหนักหนาเหน็ดเหนื่อยอย่างไร ก็ต้องทำ ที่อาตมาทำมาจนถึงทุกวันนี้ อาตมาแคล้วคลาด รอดพ้นมาไม่ได้โดนทำร้ายทำลาย จนตนเองต้องได้รับการบาดเจ็บทางร่างกาย ก็แคล้วคลาดมาตลอด หมายความว่า เขาจะทำร้าย เหมือนที่เขา จะทำร้ายพระพุทธเจ้าจริงๆ ขนาดจ้างคนไปฆ่าจริงๆ เอาน้ำเมามอมเมาช้างตกมัน ให้มาทำร้ายพระพุทธเจ้า จ้างนางจิญจมาณวิกา จะมาหักล้างพระพุทธเจ้า แต่อาตมาไม่ได้โดนถึงขนาดนั้น อาตมาก็ทำได้อย่าง อาตมาว่า อิสระพอได้นะ อาตมาสามารถประกาศบรรยาย แสดงความเห็น แสดงความเชื่อมั่น พูดอย่างไม่อมพะนำว่า อย่างนี้ถูก อย่างนี้ผิด ถูกคือเรา ผิดคือเขา พูดได้อย่างอิสระเสรีภาพมากเลย ก็ต้องขอบคุณประเทศไทย ที่ให้อิสระเสรีภาพ อย่างดีมากเลย ต้องขอบคุณจริงๆ อันนี้ เป็นประเทศที่ให้อิสระเสรีภาพ ทางด้านการนับถือศาสนา แต่ก็มีเงื่อนไขเพียงแต่ว่า ผู้ประกาศธรรมะนั้น จะต้องไม่ให้เกิดความไม่สงบต่อสังคม ก็มีสิทธิ์ทำได้ตามกฎหมาย ธรรมะที่อาตมาประกาศ มันไม่ผิดกฏหมาย ไม่ได้ทำให้เกิดความไม่สงบ มีแต่จะทำให้เกิดความสงบเสียด้วยซ้ำ จริง อาตมาพาพวกเราไปประท้วงรัฐบาลในยุคนั้น เราก็ไปทำให้เกิดความสงบ แม้จะมีคนก่อความวุ่นวายก่อความเดือดร้อน มีคนทำร้ายทำเลว ถึงขั้นไปยิง อีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าจะพูดตรงๆก็คือ ยิงฝ่ายเรานั่นแหละ แต่ก็ยิงไม่โดน พวกชาวอโศกทีเดียว อันนี้เป็นเรื่องอจินไตย เป็นบารมี ชาวอโศกแคล้วคลาด ไม่มีใครบาดเจ็บถึงตาย ก็มีคนที่มีวิบากมาร่วมชุมนุมประท้วงด้วย ก็เป็นวิบาก เป็นคนที่กำลังจะเข้ามาสู่สิ่งที่ดี ที่ถูกต้อง แต่เขาได้ถูกฆ่าถูกยิง เขาก็ได้กุศลนะ วิบากเจริญวิบากดี ตอนเขาถูกฆ่า เพราะเขามารวมกับหมู่บัณฑิต ต่อต้านกับสิ่งที่เป็นคนพาล คนพาลกับบัณฑิต เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน เขาก็มาช่วยกัน เพื่อแก้ไขความพาล ให้มันถูกต้องดีงาม สัจจะพวกนี้มันเป็นเรื่องที่เป็นไปตามจริง เพราะฉะนั้นผู้ที่มาช่วย มารวมกับพวกเรา แม้จะถึงตาย ก็เป็นผู้ได้กุศลอันสูงส่ง แม้จะบาดเจ็บหรือตาย เป็นเรื่องที่ได้กุศล เป็นเรื่องดีทั้งนั้น ไม่ได้ตู่หรือพูดเอาใจนะ แต่อธิบายอย่างเป็นวิชาการ ตามความจริงให้ฟัง เมืองไทยเป็นศาสนาพุทธ มีศาสนาพุทธตั้งแต่รวมเป็นประเทศไทย ศาสนาพุทธจึงเป็นหลักของประเทศ มีศาสนาพุทธ มี ประชากรของคนไทย นับถือศาสนา 95% เขาสำรวจประมาณ 94.6 % ก็ปัดเศษเป็น 95% แต่น่าเสียดายที่ได้ผิดเพี้ยนไป ผู้ที่นำพาก็ เฉไฉ ออกไปจากความถูกต้อง เป็นมิจฉาทิฐิ แล้วพากันทำมิจฉาปฏิบัติ แม้กระทั่งศีล ก็ไม่เหลือ ผู้ที่จะต้องดูแลศีล ก็คือภิกษุผู้ที่บวชมา แต่ตกลงพิสูจน์ทุกวันนี้ ไม่มีศีล แล้ว จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ก็ไม่มีแล้ว ยึดถือได้แค่พระวินัย 227 ข้อแล้ว นับถือกันว่าเป็นศีลที่พูดเรื่องนี้ซ้ำซาก เพราะอยากให้สะดุดว่า มันได้ผิดเพี้ยนไปไกล จนกระทั่งว่าจริงหรือ ภิกษุในหมู่ใหญ่ เดี๋ยวนี้ไม่มีศีลแล้วหรือ มีแต่เดรัฐฉานวิชา เดรัจฉานกถากันเต็มไปหมด เดรัจฉานกถา คำว่ากถา แปลว่าคำพูด พูดการสอนการบรรยายให้เป็นเดรัจฉาน ไม่ได้ไปสู่ความเป็นอริยะ พูดและสอน การให้ไปตกนรก ไม่ได้เป็นอริยะ ไปสู่ความเสื่อม เพราะอะไร เพราะความมิจฉาทิฐิ ที่เป็นเดรัจฉานกถาเต็มไปหมด แล้วมันจะมีอะไรเป็นศาสนาพุทธ พูดแล้วอาตมาก็เกรงใจ ต้องขออภัย เกรงใจที่ต้องพูดถล่มทลาย ไปดูถูกดูแคลน ไปว่าเขาผิด ซึ่งมันก็ผิดจริงๆ เรื่องสัจจะไม่ได้ ผิดก็ต้องว่าผิด ถูกก็ต้องว่าถูก ถ้าเป็นไปได้ เกิดว่าวงการศาสนาพุทธกระแสหลัก ยอมรับว่าอโศกนี้ถูกต้อง มาทำตามอโศกนี่แหละ โลกนี้จะแตกหรือเปล่านะ จะเจริญอย่างหาที่เปรียบมิได้เลยจริงๆ สังคมจะเปลี่ยนไปทันที จะเป็นไปถูกต้อง จะเปลี่ยนไปมาบริหารกันแบบคนจน จะเปลี่ยนไป จะต้องมาเอาเศรษฐศาสตร์บทใหม่ เศรษฐศาสตร์ที่จะต้องมาสอนให้ลดละ มาเป็นคนขาดทุน อย่ามาหากำไร มาเป็นผู้ที่เสียสละ อย่าเป็นผู้ที่เอาแต่ได้ หลักเกณฑ์ที่ชัดชัดก็คือ ใครก็ตามที่เข้าใจสัจธรรมของศาสนาพุทธแล้ว จะมาเป็นผู้ที่ปฏิบัติ เพื่อได้สละ ได้เสียนั่นเอง ให้แก่สังคม ไม่ใช่เป็นผู้ที่ไปเอาจากสังคม ฟังความนี้ไว้ให้ดีๆ ถ้าแต่ละคนมีกำลังวังชา มีความรู้ความสามารถ ก็จะกระทำการงาน ทำกัมมันตะวาจา สังกัปปะ ทำการงานแล้ว เกิดมีผลผลิต ผลได้ แล้วเราก็เอาผลที่ได้นี้ ไปจำหน่ายจ่ายแจก ให้แก่คนอื่นต่อ อย่างที่พวกเราปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารได้ เป็นพืชพรรณธัญญาหารที่ไร้สารพิษ เราทำกันจนสำเร็จเป็นตัวหลักเลย ชาวอโศก เป็นตัวหลักที่ทำพืชพรรณธัญญาหารที่ ไร้สารพิษ ไม่ใช่แค่ ปลอดสารพิษ ปลอดสารพิษคือ ทำได้ตามหลักเกณฑ์ทฤษฎีในการใช้สารเคมี ก็เลยปลอดภัย ส่วนไร้สารพิษนั้น ก็คือไม่ใส่สารเคมีเลย ยาฆ่าหญ้า ฆ่าแมลง ไม่ต้องทำตามหลักเกณฑ์เขาเลย ใช้ตามธรรมชาติ เรียกว่าเป็นพวก กสิกรรม แบบ อินทรีย์ แบบธรรมชาติ Organic ไม่ใส่สารเคมี เอาตามธรรมชาติ ปุ๋ยเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องไปนับเวลาอะไร เพราะไม่มีสารพิษ ออกมาก็กินได้สดๆ ถ้ามันไม่เปื้อนดินเปื้อนฝุ่นอะไรบ้าง ก็กินได้สดสดเลย ของพวกเราสะอาดๆ เด็ดยอดใบกินลูกได้ เพราะไม่มีสารเคมีที่เป็นพิษอะไรอย่างนี้เป็นต้น เราได้สามารถที่จะนำพาสังคม เป็นผู้ผลิต เป็นผู้ทำ ผู้สร้าง เป็นกรรมกร อาตมาได้พา ชาวอโศก หรือพวกที่ปฏิบัติธรรมทางสายนี้ ให้มาเป็นผู้สร้าง มาเป็นกรรมกร เป็นผู้ทำงานให้เกิดตั้งแต่ผลผลิตปัจจัย 4 เป็นต้น สร้างขึ้นมา นอกนั้นก็มีงานอื่นๆ เป็นองค์ประกอบบ้างก็ทำไป แต่มาทำงาน เป็นกรรมกร เป็นชาวกสิกรรม กสิกรเป็นผู้ที่มาสร้างสิ่ง ที่จำเป็น พวกเราไม่เรียกว่าชาวเกษตร เพราะการเกษตรนั้นรวมทั้งปศุสัตว์ทั้งประมงไปด้วย แต่เราไม่ได้ทำ เราได้ยกเว้น ได้เลือกที่จะไปเอาเรื่องของสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์น้ำ สัตว์บก เอามากิน เอามาเลี้ยง ก็ไม่เอา เพราะว่าสัตว์ทุกตัว มันเกิดมาก็มีวิบากของมัน ก็ให้มันชดใช้วิบากของมัน ตามสัญชาตญาณ ไม่ต้องไปทำอะไรมัน ถ้าคนเข้าใจอย่างนี้ แล้วระมัดระวังดูแลสัตว์ที่เป็นพิษเท่านั้น สัตว์นอกนั้นจะอุดมสมบูรณ์มากเลย แล้วมันก็จะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ จะจัดสรรธรรมชาติมันได้อย่างดี อย่างดีเลย สัตว์นี้มันจะช่วยอย่างมาก แต่มันได้ผิดเพี้ยนไปจนกระทั่งเขานึกไม่ออก คิดไม่ได้ว่า จะช่วยอย่างไร สัตว์มันจะยุ่งกันตายสิ เขาก็ไปนึกถึงแต่สัตว์ที่เป็นพิษสัตว์ ที่เป็นสัตว์ร้าย แต่คนไม่ได้อยู่ในป่า คนก็อยู่ในเมือง สัตว์ร้ายมันไม่เข้ามา สัตว์ร้าย มันก็อยู่ในส่วนของมัน นอกจากสัตว์ที่กึ่งร้ายกึ่งดีบ้าง มันก็เข้ามา แต่เราก็มีวิธีป้องกัน สรุปแล้วก็คือ พวกเราได้เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาปัดฝุ่น มาทำให้สะอาดสะอ้าน มาทำให้ถูกต้อง แล้วก็ ได้ประโยชน์ จากธรรมะพระพุทธเจ้า กัน นี่แหละได้มรรคได้ผล ได้คนที่อาศัยอยู่ดีกินดีสบาย ผู้ที่มาเป็นชาวอโศกจริงๆแล้ว จะมีชีวิตที่สบายไม่ดิ้นรนเดือดร้อนไปแย่งชิงต้องไปเป็นโทษภัย หรือจะไปสร้างวิบากอะไร กับคนอื่น เพราะจะมีแต่กุศล มีแต่เอาไปแจกไปแบ่งให้คนอื่น ไปขายให้ถูกอะไรต่างๆนานา แล้วพวกเราก็อยู่รอด อุดมสมบูรณ์ อุดมสมบูรณ์จริงๆ พวกเราจึงอยู่ไป จะเห็นได้ว่า พวกเราอุดมสมบูรณ์อย่างไม่น่าเชื่อ อาตมาได้ทักท้วง ว่าพืชพรรณธัญญาหารทำไมมันสวยงาม และใหญ่โต ดูน่ากินทั้งนั้น น่าเอาไปใช้ทั้งนั้น มันเป็นเรื่องของสัจจะ ที่มันต้องเป็นเช่นนี้เป็นความอุดมสมบูรณ์ เป็นความเจริญอันนี้เป็นสิ่งที่ยืนยัน อะไรต่างๆนานามันก็จะค่อยๆเจริญ นอกจากสิ่งเหล่านี้ที่เป็นปัจจัย 4 ของมนุษยชาติแล้ว อื่นๆก็จะค่อยๆเป็นไป เอาล่ะก็ต้องถึงเวลาพักแล้ว ก็ขอตัดจบลงแต่เพียงเท่านี้ก็แล้วกัน ขอให้เจริญเจริญ สู่ผู้สู่คนเด้อ ...สาธุ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน