601006_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ไขปัญหาให้ถึงปัญญาโลกุตระ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์359 KB
วันที่แก้ไข29 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

601006_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ไขปัญหาให้ถึงปัญญาโลกุตระ

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้ วันศุกร์ที่ 6 ตุลาคม 2560 ที่ บวรราชธานีอโศก เป็น วันออกพรรษา ทางโลกเขา คือวันที่กิเลสออกทำมาหากิน เข้าพรรษา ก็อดทนกิเลสไว้ ออกพรรษาที ก็แตกกระจาย ผีดีใจ เต้นแร้งเต้นกากัน พวกเราก็มาทำเวทนา 2 ให้เป็น 1 กันต่อ ส่วนที่สนามหลวง ก็มี ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพ เป็นวันสุดท้าย เมื่อวานนี้ ประชาชนมาแสดงความอาลัยรักต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 กัน สำนักพระราชวังสรุปยอด รวมประชาชนที่เดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ตั้งแต่เวลา 00.01 น. จนถึงเวลา 24.00 น. มีทั้งสิ้น 88,602 คน รวม 335 วัน มี 12,532,492 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญ พระราชกุศลเป็นเงิน 5,712,411.25 บาท รวม 335 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 876,090,282.76 บาท โดยเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังได้อำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพชุดสุดท้ายของวันที่ 3 ต.ค. ในเวลา 03.50 น. ของวันที่ 4 ต.ค. พ่อครูยังมีชีวิตอยู่กับเรา มีอิทธิบาท 4 ยังไม่จากเราไป และเราก็ไม่ได้จากท่านไป เราก็มาฟังธรรมที่ท่านแสดง เพื่อให้ได้รับประโยชน์ ทำบุญเพื่อให้หมดบุญ และเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นต่อไป พ่อครูว่า... มาสาธยายกันต่อ ชีวิตนี้เบิกบานร่าเริงสนุกสนานกับธรรมะ มีธรรมะซะอย่าง ก็อยู่กันอย่างเบิกบาน ร่าเริง สนุกสนาน ขาดธรรมะแล้ว มันไม่เบิกบานร่าเริงสนุกสนาน เขาเองจะเบิกบานร่าเริงสนุกสนานกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ก็ว่ากันไป โดยเฉพาะธรรมะที่เป็นโลกุตรธรรม สุดยอด

สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน ระเบิดรัก ระเบิดประชาธิปไตย ขอต่อนิดหนึ่ง ที่ท่านฟ้าไท พูดเอาไว้ถึงเรื่องของความตื่นตัว ตื่นตั

อ่านต่อ

วจริงๆ แล้วเป็นการตื่นตัวอย่างระเบิดเถิดเทิง เรียกว่า bomb of love เป็นระเบิดแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ อย่างไม่เคยเกิดในโลก ในประเทศไหนที่เคยมีมา ในลักษณะอย่างนี้ ที่อื่นจะตื่นเต้นรักผู้ที่เขารัก ในระดับที่เขารัก เชิดชูกันจริงๆจังๆ อย่างไรอย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้แสดงออกอย่างลึกซึ้ง เนียนใน สูงส่ง มีลึกซึ้ง เนียนใน ในหลายผู้คน มีอยู่ที่คนรักนับถืออย่างมาก จะมีคนที่รักนับถือเนียนใน สูงส่งกัน ก็ผู้ที่มีโพธิสัตวคุณ มีคุณมีความเป็นโพธิสัตว์ อย่างเช่น คานธี เป็นต้น ในหลวงร. 9 ของเราเป็นต้น เขาแสดงออกอย่างแท้จริง เป็นเรื่องสูงส่ง ลึกซึ้ง เป็นเรื่องที่ออกจากจิตใจแท้ๆของเขา ที่เขานับถือยกย่อง ยกมอบให้ คุณลักษณะที่สุดยอดก็คือ เป็นคุณลักษณะ อันเป็น ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่สุด นั่นคือ คุณสมบัติของผู้ที่รับใช้ประชาชน ทำงานเพื่อประชาชนที่แท้จริง เสียสละเพื่อประชาชนที่แท้จริง ไม่ว่าคานธี ไม่ว่าในหลวง ก็นัยเดียวกัน สาระเดียวกัน เป็นต้น ที่อาตมานำคำว่า ประชาธิปไตยมาใช้ เพื่อยืนยันว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีประชาธิปไตยสมบูรณ์สุด ในยุคพระพุทธเจ้า เป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคราชาธิปไตย แต่พระพุทธเจ้านำประชาธิปไตยออกไปเผยแพร่ประกาศ โดยราชาของแต่ละแคว้น แต่ละแดน แต่ละประเทศนั้นเอง ในทวีปอินเดีย พระพุทธเจ้าไปแคว้นไหน รัฐไหนก็แล้วแต่ เขาก็ยกให้หมด โดยท่านมีธรรมนูญของท่าน มีทฤษฎีของท่าน มีระบอบของท่าน มีระเบียบของท่าน มีกฎเกณฑ์ของท่าน ใครจะมาเข้ารีตมา เข้ากฎระเบียบ มาเข้าธรรมนูญของพระพุทธเจ้า กษัตริย์แต่ละแคว้น แต่ละรัฐ แต่ละประเทศในยุคนั้น ก็ยกให้ท่านหมดเลย นี่คือ ความเป็นประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่ประกาศในยุคนั้น ก็ต้องเข้าใจ ความเป็นประชาธิปไตย ให้ดีทีเดียว เป็นประชาธิปไตยที่มี อิสระเสรีภาพ มี ภราดรภาพ มี สันติภาพ มี สมรรถภาพ มี บูรณภาพ สมบูรณ์แบบเลย นี่คือสุดยอดแห่งประชาธิปไตย คนที่เป็นพุทธต้องศึกษาให้ดี และทำความเป็นประชาธิปไตยที่สุดยอดนี้ให้ได้ ในประเทศไทยมีคนที่พยายามศึกษาฝึกฝนอย่างเช่น ชาวอโศก แล้วก็ได้ความเป็นประชาธิปไตย ที่มี อิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพจริงๆ นี่ขอยืนยัน พูดโดยไม่ได้หลงตัว หลงตน ยกตนข่มท่าน พูดด้วยวิชาการ ด้วยความจริงของสัจธรรมของความรู้ เมืองไทยมีประชาธิปไตยอันยิ่งใหญ่ แม้ตอนนี้ ก็ขอรับรองว่า เมืองไทยเป็นประชาธิปไตยที่เหนือกว่าอเมริกา ให้ไปศึกษาเถิดนักรัฐศาสตร์ทั้งหลาย มี อิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ เหนือกว่าอเมริกาที่เขาหลงใหลยกย่องว่า เป็นประเทศประชาธิปไตยเบอร์ 1 ซึ่งประชาธิปไตยของ อเมริกา เป็น ประชาธิปไตยขาเดียว สู้ประเทศอังกฤษไม่ได้ ประชาธิปไตยของ อังกฤษ เป็น ประชาธิปไตย 2 ขา ประชาธิปไตยขาเดียว คือประชาธิปไตยที่ไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน ไม่มีผู้สืบสันตติวงศ์ ที่มีกฎมณเฑียรบาล คำว่ากฎมณเฑียรบาล คือกฎหมาย คือระบอบระเบียบ ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน พระเจ้าแผ่นดินจะต้องสืบทอดกฎมณเฑียรบาล แต่ประชาธิปไตยขาเดียวนั้น ไม่มีการสืบทอดกฎมณเฑียรบาลอะไรเลย มาเลือกเอาเลย ประชาชนเลือกขึ้นไปให้เป็นใหญ่ที่สุดในประเทศ คนที่ได้รับเลือกไป ไม่ได้มีมณเฑียรบาลอะไร ไม่มีสายทางจิตวิญญาณ มีแต่รูปธรรมง่ายๆ มีแต่คำว่าเลือกตั้ง เลือกๆ แล้วก็เลือกใครก็ได้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นจึงมีการขี้โกงกันได้ด้วย มีทรัพย์สินลาภยศเงินทองอำนาจ ก็ขึ้นไปเป็นเบอร์ 1 ของประเทศได้ แล้วก็เป็นประเทศเหมือนกับอาบูฮาซัน เป็นใหญ่เพียงชั่วคราวแล้วก็ตกกระป๋อง ดีไม่ดีถูกไล่ออก ยังไม่รู้ ไม่แน่เลย โดนัลด์ทรัมป์จะถูก impeachment หรือไม่ สมณะฟ้าไทว่า...ประชาธิปไตยขาเดียวไม่มีการสืบทอดทางจิตวิญญาณ ไม่ต่อเนื่อง แล้วแต่ว่าแต่ละกลุ่มจะคิดอะไรขึ้นมา พ่อครูว่า... เป็นประชาธิปไตยแบบสมบัติผลัดกันชม

SMS วันที่ 4 ตุลาคม 2560 (พ่อครู : บวรราชธานีอโศก)

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน จะทำชินชา หรือจะยินดีกับคนที่มาวัด _8647… กราบนมัสการพ่อครูคะ ขอถามเลยค่ะ การที่ลูกมาเข้าค่ายกับอโศกบ่อยๆ แล้วลูกมีจิตที่ดีใจเมื่อใด้เห็นคนเก่าๆ ที่มาเข้าเหมือนได้พบญาติสนิท แม้จะเจอผัสสะบ้าง ก็ยังสนิทกันเหมือนเดิม และดีใจที่เห็นคนไหม่ๆเข้าค่ายชีวิตดีทีล่ะก้าวคะ ก่อนถึงวันเข้าค่าย ลูกจะคิดถึงคนนั้นจะมาไหมน่ะ คนนี้จะมาไหมน่ะ แต่พอใด้เห็นพี่ๆเขามากันก็ดีใจมากคะ ลูกทำถูกไหมค่ะหรือลูกควรทำเฉยๆ มาก็ชั่งไม่มาก็ชั่ง(กราบขอบพระคุณกับธรรมดีๆตลอดมาและตลอดไปคะ พ่อครูว่า...มันก็เป็นคุณสมบัติที่ดี ไม่เสียหายอะไร แต่ถ้ามันจะชินชา ผู้มาเก่าก็มาอีก ผู้มาใหม่ก็ยินดี ยินดีที่มีคนมาสนใจ มายืนหยัดยืนยันกับธรรมะ มันเป็นคุณสมบัติ คุณธรรมที่ดี เป็นจิตใจที่ดี เป็นกุศลจิต ไม่เสียหลายอะไร จะบอกว่า ถ้าทำอย่างนี้ มันจะดีกว่า มาก็ช่างไม่มาก็ช่าง เฉยๆหรือไม่ ไม่ต้องห่วงหรอก แม้แต่ความปิติยินดี มันก็ไม่เที่ยง มันก็จะนานไปแล้ว ก็จะชินชา ชินชา เป็นภาษาไทยไปแล้ว ชิน ภาษาบาลีแปลว่า ผู้ชนะ ชา แปลว่า ความรู้ เมื่อผู้ที่เคยชนะ มันก็ยินดีปรีดา มันเป็นการชนะอันหนึ่ง มันเป็นสิ่งที่ดี เป็นความดีที่ชนะแล้ว เป็นความรู้ เมื่อมันครบแล้ว นานเข้าไป มันก็เข้าสู่ กฎของไตรลักษณ์ มันก็ไม่เที่ยง มันก็เกิดเฉย ชินชา คือถ้ามันเป็นอย่างนี้ไป ก็ชินชาไป แต่ถ้ามันไม่เกิดเป็นอย่างนี้ มันก็จะเกิดไม่ยินดี ไม่ชอบใจก็ได้ แต่ถ้ามันเป็นอย่างนี้ไป ก็จะชินชา ก็เป็นสิ่งที่ดีแล้ว

_3867… มหาศีล ล้วนเป็นกฎต้องห้ามฯ ไม่ให้ภิกษุยังชีพโดยทางผิด ที่เกี่ยวกับพิธีกรรมทางติรัจฉานวิชา ฤาไสยศาสตร์ต่างๆ! ยุคต่อไปวัดไหน คงทำพิธีกรรมทางศาสนาไม่ได้? ก็คงยกหน้าที่ให้พราหมณ์จาก ศาสนาพรามหมณ์ ฮินดู ช่วยรักษาประเพณีเก่าแก่ ที่ยังมีในพุทธศาสนากระมัง? พ่อครูว่า… พิธีกรรมของศาสนาพุทธ ก็มี แต่ ไม่ได้เป็นเดรัจฉานวิชา เป็นพิธีกรรมที่เหมาะกับสถานะนั้นๆ เช่น มีสังฆกรรม เป็นต้น ก็ต้องใช้องค์ประกอบ ภาษาบัญญัติ การกราบไหว้ก็เป็นพิธี อย่างเราจะออกพรรษาก็มีคำกล่าวสังฆัมภันเต ปวาเรมิ เป็นต้น ก็เป็นพิธีกรรมที่ต้องใช้พอสมควร แต่นี่มันยาวยืดไป เป็นเดรัจฉานวิชาก็คือ มันเอาพิธีกรรมนั้นไปตกแต่ง ปรับปรุง แล้วไปเป็นวิธีการ พิธีกรรมที่ได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เป็นโลกียะ นั่นคือความเสื่อมของพิธีกรรม

จากเฟซบุ๊ก

_สุนงค์ อิทธิไพบูลย์… สาธุ ยินดีกับกฏหมายสงฆ์ที่จะออกมา ถึงไม่ได้เข้ามาเป็นชาวอโศก แต่เห็นด้วยทุกๆอย่าง บางทีตัวเองเป็นแกะดำ ในหมู่แกะขาว คือญาตินี่แหล่ะบางครั้งรู้สึกอึดอัด ต้องทำหูหนวกตาบอดไปบ้าง

_วลัยพรรณ วรชัยศรีโสภณ… ผักที่นำมาตกแต่ง และการตกแต่งวันนี้ ดูแปลกตาดีเชียวคะ อนุโมทนาบุญด้วยน่ะคะ พ่อครูว่า... พวกเรามาแสดงว่า นี่เป็นพลวปัจจัยของชีวิต เราไม่ได้หลงเพชรนิลจินดาอะไร เอามาโชว์อวด แล้วไปซื้อทองเพชรมาประดับ ก็ไม่ใช่ เราเอาปัจจัยของชีวิตมาให้ดู เป็นความอุดมสมบูรณ์ อย่างนี้ไม่ตายหรอก กินเพชรพลอยไม่ได้ตาย ผู้ที่ไปยึด อสาระ ว่าเป็นสาระคือคนไร้สาระ

_อัมพร กุลศักดิ์ศิริ… สุดยอดครับพระแท้ของชาวพุทธ

_นิตยา เฝ้ากระโทก… ขายของขาดทุนยังไม่พอแถมแจกฟรีอีก สาธุค่ะ

_ธนวัฒน์ สิริสุริยเสรี… ระนอง ชัดเจน บ่ายวันนี้ไร้ฝน

_คุณ ลายารัตน์ ทันแมน… สวีเดนชัดเจนค่ะ..กราบนมัสการพระคุณเจ้าค่ะ

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ระบบประสาทอัตโนมัติเป็นกิเลสไหม _ปัญญา หิรัญ ...กราบนมัสการ!เรียนถามหนึ่งประเด็นขอรับว่า.. อาการแสดงออกของ ระบบอัตโนมัติในร่างกาย จะถือว่าเป็น กิเลส ประการหนึ่งหรือไม่? อย่างเช่น ถึงเวลารับประทานอาหารประจำวันแล้วน้ำย่อยออกมา เวลาได้กลิ่นมะนาว หรือมีของเปรี้ยวเข้าปาก เวลาเห็นอาหารแล้ว น้ำลายออกมา โดยที่จิตใจก็ยังไม่ได้ดูดอะไร มันเป็นกิเลสไหม ถ้าเป็นจะอยู่ใน กิเลส ระดับต้น กลาง ปลาย จะอยู่ในอาสวะหรืออนุสัย... พ่อครูว่า... ถามละเอียดลออเลยนะ อัตโนมัติที่มันเป็นอาการของ 32 อาการของร่างกาย มันเป็น อัตโนมัติ มันเป็นนิสัย ของอาการของร่างกาย มันจะถึงเวลามีน้ำย่อยออกมา อะไรออกมา มันก็มีเป็นธรรมดา ธรรมชาติ ไม่ถือเป็นกิเลส เป็นสัญชาตญาณ สัญชาตญาณที่มันเป็นอัตโนมัติ สัญชาตญาณที่เป็นกิเลสก็มี สัญชาตญาณที่เป็นกิเลสนี่แหละเราจะต้องเรียน เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงให้มาเรียนรู้ สัญชาติ ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ นี่คือ การเกิด 5 ประการ ชาติ คือ การเกิด เป็นคำนามทั่วไป เป็นสามัญนาม เป็นคำรวม คำกลางๆ สัญชาติ คือการเกิดที่มันเคยเกิดมาแล้ว สัญชาติที่มันเคยสั่งสม ก็เป็นอัตโนมัติ มันก็เป็นเอง รู้เองเป็นเอง ซึ่งผู้ที่เข้าใจสัญชาติแล้ว สั่งสมมา คนที่รู้จักเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว จะไม่แปลกใจ ทำไมสัตว์มันเกิดขึ้นมา จะต้องรู้ว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้ พอออกมา ก็หานมแม่กิน จิงโจ้ออกมาก็หาถุงหน้าท้องของแม่ไปอยู่ในถุง ทำไมมันรู้ ก็เป็นสัญชาติ ศาสนาพุทธสอนให้รู้สัญชาติ มันเป็นของสะสมในจิต เป็นคลังแห่งความจำ เมื่อมันเกิดอนิจจังอันนี้ได้ มันก็ออกมาเป็นในตัวของมัน ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะฉะนั้นเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว จะรู้ครบหมดเลย นิพพัตติ คือการ เกิดที่มีโลกุตรธรรม อภินิพพัตติ คือ การ เกิดที่สูงสุดบรรลุนิพพาน โอกกันติ คือ ถ้าอวิชชาก็เกิด ชาติ สัญชาติ เป็นการสั่งสมส่วนมาก เป็นโลกียะ ทำให้เป็นโลกุตระ หยั่งลงเป็นโอกกันติไม่ได้ ผู้สามารถทำโลกุตระ หยั่งลงในจิตได้ ก็ข้ามเขตมาสู่ นิพพัตติ อ่านจิตที่มันเกิด มีโอปปาติกะโยนิ ที่เราสามารถแยกแยะเวทนาที่เป็น เนกขัมมะ ที่เป็นโลกุตระ เวทนาที่เกิดจากตาหูจมูกลิ้นกายใจ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ 18 อย่าง จากตาหูจมูกลิ้นกายใจ จากสุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ ก่อนจะเป็น 18 อาการ อาการ เคหะสิตตะ เป็นโลกีย์ ก็อ่านออก แล้วลดเหตุ ลดสมุทัย ของมัน เข้าใจเวทนาในเวทนา ที่เป็น เวทนา 108 โดยเฉพาะ มโนปวิจาร 18 แล้ว ทำให้เกิดเนกขัมมะ นี่คือการปฏิบัติของศาสนาพุทธและบรรลุได้สูงสุดจริง เป็นคนประเสริฐในโลก ไม่เป็นพิษเป็นภัย ไม่เป็นโทษแก่ใคร เพราะฉะนั้นประเทศไหน มีทฤษฎีของพระพุทธเจ้า และมีคนปฏิบัติได้มรรคผลจริง เป็นคุณค่าต่อโลกทั้งโลก เมืองไทยมีอันนี้ ก็พยายามพากเพียรศึกษา และปฏิบัติให้ได้คุณธรรมอันนี้ ถามว่าอัตโนมัติเหล่านั้น เป็นกิเลสไหม บางอย่างก็เป็นกิเลสผสมอยู่ เป็นอาสวะอนุสัย สัญชาตญาณที่ไม่เป็นกิเลส แล้ว เป็นอาการ มันก็เป็นบ้าง ถึงเวลาหิวโหย น้ำย่อยออกมา ก็ เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ต่อเนื่องกัน ทำให้เกิดสภาพ ต้องเป็นเช่นนั้น ต้องทำอย่างนั้น ถ้าไม่ทำอย่างนั้นแล้วตาย ไปไม่รอดเป็นต้น มันก็ต้องทำ

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อรหันต์ขั้นสูงจะรู้อาริยะของคนอื่นหรือไม่ _จาก ดอยแพงค่า… สงสัยว่า ที่ว่า อรหันต์ย่อมรู้ในอรหันต์ของตน กราบเรียนถามพ่อครูว่า ผู้ที่เป็นอาริยะ ขั้นสูง เช่น อรหันต์ ย่อมจะรู้ภาวะโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี ของตนหรือบุคคลอื่น หรือไม่ครับ? พ่อครูว่า… ใช่สิ แต่ถ้าเราไม่ตรวจสอบ เช่น พระสารีบุตร บรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ คือ ท่านพระสารีบุตร ที่จริงแล้ว เป็นพระโพธิสัตว์ พอถึงเวลา ท่านก็ตื่นจากสิ่งที่ท่านเป็น ก็ถือว่าบรรลุ แต่ลิงลมอมข้าวพอง ก็ถือว่าไม่บรรลุ แต่ที่จริงแล้ว ท่านมีแล้ว มีลูกศิษย์พระสารีบุตร บรรลุธรรมเป็นอรหันต์แล้ว แต่พระสารีบุตรไม่รู้ ถ้ามี สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ ตัดรอบรู้ภูมิตัวเอง ส่วน ที่เขารู้ก็รู้ของตน อย่าไปรู้ของคนอื่นเลย มันไม่ง่าย พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าเป็น ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ส่วนจะไปรู้คนอื่น ก็รู้โดยปริยาย อยู่ได้ด้วยการแสดงออก ทางกายรรม วจีกรรม มโนกรรม และมีปฏิภาณรู้ว่า ลักษณะอย่างนี้ รวมแล้ว ถ้าอยู่คบคุ้นกันนานๆ ก็พอที่จะใช้เหตุปัจจัยตรงนี้ มาสรุปได้ ถือว่าบรรลุแล้ว เป็นอรหันต์แล้ว ได้สำหรับผู้ที่พอมีภูมิ สามารถเอาเหตุปัจจัยเหล่านั้น มาประเมินประมวล ให้ค่าตีราคา พิพากษาได้ ก็ให้รู้ของตัวเองก่อน ของคนอื่นนั้นยาก พระสารีบุตรยังไม่รู้ลูกศิษย์ตัวเองเลย รู้ของตัวเองถูกต้อง ก็ดีแล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ปรับปวาทะนิพพานเป็นอัตตา _ทีนี้ของคุณ อโศกสัมปวังโก นี่ว่ามาตั้งยาว ก็เอาอันนี้ไปแสดงธรรม มี 9 ข้อ ละเอียดละออดี 1.ในกรณีที่ผู้นำความคิดของพุทธศาสนิกชน กลุ่มธรรมกาย ได้ตีความนิพพานว่าเป็นอัตตานั้น กลุ่มมหาบัวก็ตีความนิพพานเป็นอัตตา สายนั่งหลับตาจะตีความผิดเพี้ยนทั้งนั้น สายมหาบัวก็ตีความนิพพานเป็นอัตตา แต่มีนัยละเอียดต่างกัน คนหนึ่งสายมืดคนหนึ่งสายสว่าง ที่ตีความนิพพานเป็นอัตตาเพราะพระพุทธพจน์ที่ว่า นิพพานังปรมังสุขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง พ่อครูว่า...อาตมาเคยแปล นิพพานัง ปรมังสุขัง ว่า นิพพานนั้นยิ่งกว่าสุข แต่ เขาแปลว่า สุขอย่างยิ่ง ซึ่งเอานำมาเทียบกับ ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เอานิพพานังปรมังสุขังมาตีความ กับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา (สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ และสิ่งนั้นย่อมเป็น อนัตตา) ก็เกิดความเข้าใจกันทันทีว่า นิพพานนั้นเป็นสุข ไม่ใช่ทุกข์ เพราะใช้ตรรกะ อนิจจังไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ก็ใช้ตรรกะว่า นิพพานเป็นสุข ไม่ใช่ทุกข์ และเมื่อนิพพานเป็นสุข นิพพานจึงมีความเที่ยง และเป็นอัตตา มีสถานที่เป็นพุทธะเกษตร พระพุทธเจ้ามีพระอรหันต์นั่งล้อมรอบ ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้าจะนั่งโดดเดี่ยว เพราะสัมพันธ์กับความเชื่อที่ว่า พระปัจเจกพระพุทธเจ้าสอนใครไม่เป็นจึงไม่มีลูกศิษย์ลูกหา แล้วอยู่ห่างจากโลกมนุษย์หลายล้านปีแสง ไม่มียานพาหนะใดๆที่จะนำไปสู่โลกอย่างนั้นได้ ( พ่อครูว่า.. เห็นได้ว่าพวกเพ้อพกนี้มันบ้ากันไป โลกจินตา ) ผมเห็นว่าตรรกะดังกล่าว มีความหนักแน่นยากที่จะ ปรับปวาทะด้วย (พ่อครูว่า.. ปรับปวาทะคือ ไม่ใช่เถียง แต่แก้กลับ ที่เขาเห็นผิดจากของพระพุทธเจ้า ) ผมคิดว่าในยุคนี้ ไม่มีใครจะสามารถปรับปวาทะกับคนกลุ่มเหล่านี้ได้ นอกจากพ่อท่าน เพื่อป้องกันไม่ให้นักปฏิบัติธรรมชาวอโศก ไปตกในการยึดถือความคิดแบบนั้น เพราะว่า ในอดีตมีชาวอโศกที่ไปนับถือธรรมกาย พ่อครูว่า... ประเด็นที่พูดมาให้เห็นว่า เป็นเรื่องของอัตตา เขาเห็นว่า นิพพานเป็นอัตตา มันก็เป็นความจริงที่เขายึดมั่นถือมั่น อย่างไม่ลืมหูลืมตา อย่างสนิทแล้ว ก็เป็นธรรมชาติของเขา สุดท้ายพระพุทธเจ้าถึงบอกว่า ตัดสิน คุณก็เป็นความเห็นของคุณ เราก็มีความเห็นของเรา อย่ามาทะเลาะวิวาทกัน พระพุทธเจ้าไม่พยายามสร้างนิกาย แต่เขาก็อยู่ของเขา เราก็อยู่ของเรา เพราะคำว่า พุทธศาสนา ไม่มีลิขสิทธิ์ ใครจะเอาไปประพฤติปฏิบัติก็ได้ แต่เมื่อเขาเข้าใจผิดออกนอกทาง ก็เป็นอกุศล เป็นบาปของเขา ถ้าเราถูกก็ทำไป แต่สุดท้ายมันสุดวิสัย เขายึดถืออย่างนั้น เลยพูดกันไม่รู้เรื่องหรอก ถ้าจะว่ากันต่อไปก็ตีกัน ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่ทำให้เกิดความเป็นไปได้ในโลกนี้ มันเป็นสิทธิมนุษยชน เขาจะยึดถืออย่างนั้นสุดท้าย ก็ต่างคนต่างอยู่ สูงสุดพระพุทธเจ้าจึงเรียกว่า นานาสังวาส เป็นชาวพุทธด้วยกัน แต่ก็มีเงื่อนไขในการอยู่ต่างกัน ร่วมกัน ร่วมกันทำสังฆกรรมไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น ทำได้แค่ ปฏิกโกสนา คือว่ากัน ค้านกันอย่างแรงๆดังๆ ค้านอย่างหัวชนฝาก็ได้ แต่อย่าไปถึง อุกโกสนา ฟ้องร้องจนถึงขึ้นโรงขึ้นศาลไม่ได้ อย่างนี้คือนานาสังวาส แต่เถรสมาคม เอาชาวอโศก ขึ้นโรงขึ้นศาล เขาก็มีภูมินานาสังวาส แต่เขาก็มาทำผิดธรรมะคำสอนพระพุทธเจ้า อาตมาประกาศนานาสังวาส ตอนแรกเขารับนะ ตอน พ.ศ. 2518 อาตมาก็อยู่มา มีหลักฐานยืนยันเลยว่า มหาเถรสมาคมถือว่า เราเป็นนานาสังวาสไม่อยู่ในการปกครอง ต่างคนต่างปกครองตัวเอง เขารู้ เพราะมีหนังสือของกรมการรถไฟ ที่จดหมายไปถึงเถรสมาคมว่า ชาวอโศก เป็นพระในปกครองของเถรสมาคมหรือไม่ เขาก็ตอบไปว่าไม่ได้อยู่ในการปกครองของเถรสมาคม ตอบไปเป็นหลักฐานยืนยันเขารับแล้ว ว่าอยู่กันคนละพวกเป็นนานาสังวาส อยู่กันตั้งแต่ พ. ศ. 2518 แต่วันร้ายคืนร้าย พ.ศ. 2532 ก็รวมกัน ทั้งมหานิกายและธรรมยุต รวมหมู่ทำสังฆกรรม ซึ่งก็ผิดแล้ว คนละนิกาย เอามาทำสังฆกรรมร่วมกันไม่ได้ แล้วก็พิพากษามา ก็พิพากษาแบบลับหลัง ไม่ได้เรียกตัวจำเลยเข้าไปให้การ แล้วไปให้ทางการใช้กฎหมายจับ ตามกฎหมายสงฆ์ พ. ศ. 2505 ซึ่งเขาบอกว่ามีสิทธิ์ที่จะสั่งให้อาตมาสึกได้ แต่ในธรรมวินัยพระพุทธเจ้าบอกว่า ไม่มีใครจะสั่งให้สึกได้ ถ้าไม่ผิดตามหลักพระธรรมวินัย 11 ข้อ และไม่ปาราชิก เขาก็หลับหูหลับตา ทำผิดวินัย เราเองผู้น้อย ถูกย่ำยี เป็นอนันตริยกรรม เพราะเขาทำกับอาตมาเหมือนเป็นนิกาย ทั้งที่อาตมาเป็นนานาสังวาส เขาแยกตัวกับพวกเราเป็นนิกาย แต่เราทำกับเขาเป็นนานาสังวาส อย่างเช่นพระทางเถรสมาคมมาอยู่ร่วมกับเรา เราก็ให้ร่วมได้ในส่วนที่ร่วมได้ เราทำตามพระวินัยนานาสังวาสของพระพุทธเจ้าที่อนุญาต แต่ทางเราไปนั้นไม่ได้เลย จะต้องให้สึกก่อนเท่านั้น เป็นลักษณะนิกายอย่างนี้เป็นต้น ทั้งที่เป็นผู้รักษาธรรมวินัย แต่เป็นอย่างนี้ นี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธ ที่กระแสหลักไม่อยู่ในร่องรอย ไม่อยู่ในธรรมวินัย ก็จัดการกันไปเถอะ เดี๋ยวนี้เละเทะ อาตมาไม่มีหน้าที่จัดการ มีหน้าที่ทำงาน แล้วอาตมาก็ทำของอาตมา ไม่กลัวหรอก จะจับไปฆ่าแกง เอาอำนาจบาตรใหญ่ ทำก็เป็นบาปใครบาปมัน กรรมใครกรรมมัน ใครทำอาตมา พูดตรงๆก็คือเขาบาป ไม่ใช่บาปเล่นๆ เพราะอาตมามาทำงานศาสนาด้วยความตั้งใจจริงใจ และสัมมาทิฏฐิ คนที่มาทำร้ายสัมมาทิฏฐิ จะบาปขนาดไหน คิดเอาเองก็แล้วกัน จะให้อาตมาปรับปวาทะ มันไม่มีทางจะไปแก้ไขเขาหรอก แปลว่าการแก้ไข ปรับปรุงด้วยคำพูด ด้วยวาทะ ให้ธรรมกาย สำนักธรรมกาย สำนักธัมมชโยเปลี่ยนแปลง อาตมาว่า ทำให้หมามีเขางอกจะง่ายกว่ากระมัง เพราะฉะนั้นก็จะเป็นตัวอย่างอันเลวทรามอยู่ในโลก เราเป็นแต่เพียงพูดสัจจะว่า เป็นเรื่องต่ำ เรื่องผิด เรื่องทำลายศาสนา อย่างถึงราก เราก็ประกาศอย่างนี้ เป็นปฏิกโกสนา เป็นการค้านแย้งอย่างจัง อย่างจัดเต็มที่แล้ว ด้วยพยัญชนะ ด้วยภาษา ก็ทำได้แค่นี้ จะไปฟ้องร้องนั้น พระพุทธเจ้าไม่ให้ทำได้ อาตมาก็ถือเขา เป็นนานาสังวาส แต่เขาจะถือว่าเราเป็นนิกาย ก็แล้วแต่ แม้แต่ พระภิกษุของธรรมกาย จะมาที่นี่เราก็ต้อนรับด้วยนานาสังวาส อะไรที่ร่วมกันได้ ก็ให้ร่วม อะไรร่วมไม่ได้ ก็ไม่ร่วม เช่น เขาจะใช้โอวาทปาติโมกข์ ที่สวดในวัน แรม 15 ค่ำขึ้น 15 ค่ำ อันเดียวกันกับเราไหม ถ้าเดียวกัน ก็ร่วมกันได้ อย่างพระของเถรสมาคมก็ลงปาฏิโมกข์กับเราได้ แต่ของเราใช้ภาษาไทย เขาเข้าใจว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นัยสิ่งนี้ เมื่ออันนี้เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แสดงว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องแก้กลับ คือ แก้ให้เป็นเที่ยงเป็นสุข แก้ให้เป็นอัตตา คุณก็อยู่ในโลกของความเที่ยงที่มีธรรมะ 2 อย่างนั้นตลอดไปนิรันดร ศาสนาพุทธไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ หมดสุขหมดทุกข์ หมดอัตตา หมดอนัตตา ไม่ยึดติดในอนัตตา แม้จะทำให้อัตตาหมด เป็นอนัตตา ทุกอย่างไม่มีอะไรเที่ยง ทำให้ชัดเจนแล้ว จะมี สิ่งเที่ยงแท้ สิ่งเดียว ที่เขาเข้าใจผิด คือ ความบรรลุธรรมของผู้บรรลุธรรมนั้นเที่ยง ไม่ใช่ธรรมะเที่ยง นะ ความบรรลุธรรมของผู้บรรลุธรรมนั่นเที่ยง พระอรหันต์จริงๆแล้ว เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อนิพพาน ที่บรรลุแล้ว นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) สุดท้าย นัตถิอุปมา ไม่มีอะไรสามารถเทียบเคียงได้อีก จบแล้วในตัว เทียบเคียงกับอะไรไม่ได้ จะสุดยอดแล้ว เพราะฉะนั้นท่านจึงรู้จัก ที่อะไรเป็นนิจจัง อะไรเป็นอนิจจัง รู้จักอะไรอัตตา หรืออนัตตา อะไรมีอยู่หรือไม่มีอยู่ โหติ หรือ นโหติ ท่านก็จะสามารถ ปโหติ เมื่อเรายังมีอยู่ ก็ต้องอาศัยสิ่งที่มี แต่สิ่งที่ไม่มีคือกิเลสในจิต แต่สรีระขันธ์ 5 ของเรายังมีอย่างนี้เป็นต้น ก็ไม่ได้สงสัยในเรื่องมี หรือไม่มี แม้มีก็ไม่ได้ยึดติด เป็นเราเป็นของเราในจิตเราเลย ก็ต้องรู้ว่าจิตไม่ยึดติด แม้แต่ขันธ์ 5 ของเรา แม้จะเป็นขันธ์ 5 ที่บริสุทธิ์ ท่านก็ไม่ได้ยึดถือว่าเป็นเราเป็นของเรา เพียงแต่อาศัยทำประโยชน์คุณค่า เมื่อบรรลุธรรมแล้ว เป็นอรหันต์ ก็ทำประโยชน์คุณค่าไป ขันธ์นั้นไปจนตาย จะตายแบบปรินิพพาน เป็นปริโยสานก็ทำได้ แต่ถ้าไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน จะต้องเป็นโพธิสัตว์ มาสืบทอดศาสนา พระพุทธเจ้า ก็เรื่องของท่าน เพราะท่านเป็นอมตะบุคคลแล้วอย่างนี้เป็นต้น

สรุป ศาสนาพุทธไม่มีทั้งสุข และทุกข์ เข้าใจสุขทุกข์ ก็เป็น อุทุกขมสุข จิตเป็นอุเบกขา นิพพานไม่สุข ไม่ทุกข์ จำไว้ใส่กบาล นิพพานไม่ใช่สุข นิพพานังปรมังสุขัง ไม่ใช่นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง แต่นิพพานเป็นยิ่งกว่าสุข คือไม่สุขไม่ทุกข์ อทุกขมสุข อุเบกขา จึง เป็นฐานนิพพาน อุเบกขา มีในโลกียะ และเนกขัมมะ แม้ เคหสิตอุเบกขา ก็ ไม่สุขไม่ทุกข์ แต่ได้เพียงชั่วคราว คนที่ทำได้กดข่มได้ชั่วคราว ก็เป็นอุเบกขา แต่ถ้า คนล้างสมุทัย ไปเรื่อยๆ ก็จะเป็น เนกขัมสิตอุเบกขา จบได้ แต่เคหสิตอุเบกขาไม่จบ มีแต่วน สามารถสะกดจิตได้มาก ได้นาน ก็ได้ แต่ไม่เที่ยง ยังวนเวียนกลับ สังกุปปัง ไม่“นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” คนก็หาว่านิพพาน เป็นนิจจัง แต่ที่จริงแล้วท่านทำอุเบกขา ได้อย่างเที่ยง นิจจัง มันเป็นคุณสมบัติเป็นคุณธรรมไม่ใช่ตัวตน จะบอกว่าอัตตา ก็เป็นคุณค่าความดี โลกียะหรือโลกุตระแล้ว ท่านก็อาศัยอย่างไม่เป็นโทษ มีแต่คุณ อาศัยขันธ์ 5 ที่เป็นคุณประโยชน์ ไม่มีโทษ อาศัยสร้างสรร ถ้าจบ เป็นปรินิพพาน ก็เลิก ผู้ใดฟังแล้วชัดเจน ในสิ่งที่อาตมาอธิบายละเอียด ถูกต้อง คนนั้นจะรู้ว่าอาตมาเป็นใคร คำว่าเป็นใครนี้ อาตมาบอกให้ก็ได้ จะรู้ว่าอาตมาเป็นพระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่งที่มาสอน คำว่าจะรู้อาตมาเป็นใครคือ จะรู้ว่า อาตมาเป็นพระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่งที่มาบรรยายธรรมะมาสอนธรรมะ ทุกวันนี้เขาไม่เข้าใจว่า พื้นฐานของนิพพานคือ อารมณ์ไม่สุขไม่ทุกข์ อุเบกขา คือฐานนิพพาน ต้องสั่งสมฐานของนิพพานนี่ให้ยั่งยืนถาวร มีองค์ธรรม 5 นี้ให้อเนญชา เป็นการรักษาผลให้สมบูรณ์ ถ้าฟังอาตมาพูดนี้ก็หมดแล้ว จนวนไปวนมาแล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ทำไมพระบางพวกต้องไปอยู่วัดป่า _ผมเคยฟังเทปธรรมะของหลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี พ่อครูว่า... พออาตมามาบวช คนก็ไปถามหลวงพ่อชาว่ารู้จักอาตมามั้ย.. เขาก็บอกว่ารู้จักพ่อเขา เพราะว่าบ้านของพ่ออยู่หน้าวัด ไม่ได้ไกลเท่าไหร่ ไม่รู้ได้อย่างไร หลวงปู่ชา ได้ชี้แจงสาเหตุที่ท่านต้องไปสร้างวัดอยู่ในป่า ว่า พระพุทธเจ้าเมื่อประสูติตรัสรู้ปรินิพพานก็อยู่ในป่า เหตุผลดังกล่าวเป็นเหตุผลที่กินใจนักปฏิบัติธรรมสายป่าเป็นอย่างยิ่ง พ่อท่านจะวิจารณ์การใช้เหตุผลนั้นว่าอย่างไร พ่อครูว่า.

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน