350924 ความร่ำรวยที่ช่วยคนได้วิเศษ โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์2535 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์353 KB
วันที่แก้ไข10 กุมภาพันธ์ 2569

เนื้อหาในไฟล์

350924 ความร่ำรวยที่ช่วยคนได้วิเศษ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก

ความร่ำรวยที่ช่วยคนได้วิเศษ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2535 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

เราทำวัตรกันมาเรื่อยนี่แหละ เพราะอย่างนี้ไปเรียนกันไป แต่ละวี่แต่ละวัน มีการเรียนปริยัติ แล้วก็ปฏิบัติ มีผลคือปฏิเวธของเราได้อาศัย ได้เกิด ได้เป็น เป็นไปตามที่มันเป็นจริง พิสูจน์ปริยัติ พิสูจน์ปฏิบัติ พิสูจน์ปฏิเวธของพระพุทธเจ้า เราก็ได้มีชีวิตอยู่กันสิ่งเหล่านี้แหละ อาตมาว่าเป็นชีวิตที่มีบุญนะ ก็พูดย้ำ พูดซ้ำ พูดซาก เป็นชีวิตที่มีบุญ เราได้พิสูนจ์อานิสงส์ ซึ่งมันจะเห็นชัดเจนซึ่งมีปัญญา มีญาณ มีปัญญาเข้าใจขึ้นมาเรื่อยๆแล้วว่า เราอยู่ในโลก เกิดมามีชีวิต อย่างโลกีย์เราก็ผ่านมากันทั้งนั้นแหละ ขึ้นมาก็มาหาความสุข ตั้งแต่เด็กมาจนกระทั่งโต หาความสุขในการบำเรอสิ่งที่เราต้องการ เราชอบ เราเพลิดเพลิน เราสนุกสนาน เราเอร็ดอร่อยอะไรก็เราก็เคยมา อาตมาเชื่อว่า อาตมาได้สอนถึงปรมัตถ์ ปรมัตถสัจจะแก่พวกเรา สอนถึงรสชาติโลกีย์ ที่เราเพลินเป็นสุข พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทุกข์ และเราก็รู้ว่า ไอ้ที่เราเพลินเป็นสุขนั่น มันเป็นเรื่องหลอก เป็นสุขัลลิกะ และเราก็มาได้พิสูจน์ มันไม่เที่ยงหรอก ตั้งแต่เด็ก ที่เราสนุกสนานมาตั้งแต่เด็ก เราก็โตมาหน่อย มันก็ไม่เอาแล้ว อย่างนั้นน่ะ สุขอย่างนั้นอร่อยอย่างนั้นก็เฉยๆแล้ว มันพ้นวัยแล้วอย่างนี้เป็นต้น แต่มันก็ลักษณะเดียวกัน พอไม่ไปติดใจ ไม่ไปเอร็ดอร่อยกับอย่างที่เราสมมุติอย่างนั้นอย่างนี้ ตอนที่เป็นเด็กโตขึ้นมาหน่อย มันก็มาสมมุติ ตามลักษณะหนุ่มสาว พอโตขึ้นมาอีก มันก็ยึดกะอันอื่นๆอีก เป็นเรื่องที่น่าได้น่ามีน่าเป็นไปเรื่อยๆ แล้วก็ได้สมใจ แล้วก็เป็นสุข สุขัลลิกะ

อ่านต่อ

สุขหลอกๆ แก่แล้วก็ชักจะลดลง ถ้ามันไม่ได้ศึกษา แม้จะลดลงไปเองตามอย่างนั้นมันก็ไม่เที่ยง ก็เห็นอยู่แล้ว เด็กก็อย่างหนึ่ง หนุ่มสาวก็อย่างหนึ่ง แก่ก็อย่างหนึ่ง แก่หนักๆเข้ามันยิ่งไม่เอาอะไร มันไม่หวาดไม่ไหว มันก็ลดลงไปอีก เขาก็ยังไม่เข้าใจ เขาไม่ได้ญาณ ไม่ได้ปัญญา ไม่ได้รู้เท่าทัน โดยเฉพาะไม่ได้อ่านกิเลส ไม่ได้รู้จักลักษณะกิเสที่มันหลงอย่างไร โมหะนี่หลง มันหลง มันเข้าใจไม่เป็นนะ มันไม่มีวิชชา มันไม่มีปัญญา เมื่อเรามาได้พิสูจน์ตั้งแต่เป็นๆ ตั้งแต่รู้ๆๆเดี๋ยวนี้เลย แล้วล้างเดี๋ยวนี้เลย เลิกเดี๋ยวนี้เลย หมดความอร่อย หมดความทุกข์ เพราะเราไม่ได้เป็นสุข เพราะเราไม่ได้หลงว่ามันสุข มันไม่ใช่สุข ไม่ใช่เสิกอะไร เราเห็นชัดเจนว่าแต่ก่อนนี่ แต่ก่อนนี่เราจะได้มาประพฤตินี่ อ่านสิ่งที่เราติดเรายึดว่ามันเป็นสุขนี่ แท้จริงเราเห็นว่า มันเป็นทุกข์ มันสวนกระแส หรือว่ามันทวนกระแสกันจริงๆ เห็นเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งอ๋อ มันอย่างนี้ จนกระทั่งลดละเหตุของมัน สมุทัยของมัน เมื่อเราเห็นว่ามันเป็นทุกข์แล้วก็มันเป็นภาระ มันเป็นเรื่องยุ่งยาก มันเป็นเรื่องไม่จบ มันเป็นเรื่องไม่เที่ยงๆ มันเป็นเรื่องไม่จริง ไม่แท้ไม่เที่ยง และก็ไม่ใช่ตัวสภาพที่มันจะเป็นสภาพอย่างนี้อยู่อย่างไม่สูญไม่หาย สลายมันไม่ได้ อาการอย่างนี้ จะต้องอยู่กะเราไปนิรันดร เอามาพิสูจน์จริงๆแล้ว เห็นจริงว่า เออ มันลดได้ ลดเหตุมันนี่แหละ ลดตัวการใหญ่นี่แหละ ลดสมุทัย คือกิเลสที่เข้าใจผิด แล้วมันก็สมโลภ สมโกรธอยู่อย่างนี้ นี่แหละ พอลดได้จริงๆ เข้าไปเรื่อยๆ นะ มันจนกระทั่งเข้าใจว่า มันเป็นกิเลสอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด ไม่มีสุข และมันก็ไม่มีทุกข์ มันเป็นอุเบกขา หรือว่าเป็นอทุกขมสุข มีธุลีละอองอย่างไร เราก็เรียนไปตามลำดับ มันเหลือเศษอ่อน เศษน้อย เศษอย่างนั้นอย่างนี้พอทนได้โดยไม่ยาก ทนได้โดยไม่ลำบาก แต่อาการมันก็ยังมีอยู่นะ มีชื่นใจยังมีอร่อย มีความโหยหาอาวรณ์ มีความอาลัย มีความต้องการอยู่นิดๆ อะไรต่างๆ เราก็รู้ไปละเอียด จนกระทั่งไม่เอาไว้ มันจะเหลือนิดเหลือน้อย เราก็ไม่ประมาทโทษภัยอันมีประมาณน้อย พอรู้จักอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างที่มันเป็นสภาพต้น กลาง ปลาย อะไรนี่ รู้มาเรื่อยๆแล้วทำดู จนกระทั่งมันไม่มีธุลีละอองอะไร เข้าใจในสุญตา เข้าใจในสุญภาพ เข้าใจในอาการที่มันเหลือเล็กเหลือน้อยก็หมดไปได้ สะอาดบริสุทธิ์เข้าไปเราก็จะรู้ความจริง เป็นปรมัตถ์ ปฏิเวธธรรม ที่แทงทะลุรอบทวนดูอ่านดู เราก็จะมีตัวอย่าง แล้วเราก็จะเข้าใจความจริงที่เป็นปรมัตถ์อริยสัจ สภาพที่ถึงจิตใจ เราต้องมีญาณเอง ต้องมีปัจเจก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ มีสิ่งที่รู้ได้ด้วยตน เป็นบัณฑิตที่ตนเกิดญาณ เกิดปัญญาเข้าใจอริยสัจอย่างนั้นจริงๆ นั่นแหละ เป็นตัวปรมัตถ์ เป็นหลักปฏิบัติ และวิธีปฏิบัติเราก็ใช้มรรคองค์ 8 นี่แหละ มีสติ ดำริคิด พอสัมผัสอะไรต่ออะไร เราก็อ่านอาการมันออก อาการมันเป็นนิวรณ์ ไม่มีอื่นหรอก อาการของมันก็คือนิวรณ์ ซึ่งเป็นอาหารของอวิชชา เราก็เรียนมามากแล้ว เป็นนิวรณ์แล้วก็พยายามพัฒนาทั้งจิตสังกัปปะ ทั้งวาจา ทั้งการกระทำ ทั้งการงานที่มีสัมผัสเป็นปัจจัย จนเป็นอาชีพอยู่กันอย่างปกติ ชีวิตนี่แหละ มีเหตุปัจจัย มีผู้มีคน มีผัสสะทางทวารทั้ง 6 อย่างที่เราได้เรียนมา อาตมาอธิบาย อริยวสสูตร อยู่ที่สันติฯ อยู่ที่นี่ก็อธิบายไปแล้ว อธิบายซ้ำอีก อธิบายบรรยายความอีกในสูตรที่ธรรมะเป็นเครื่องอาศัย ธรรมะที่เป็นที่อยู่ อริยวสสูตร ธรรมะที่เป็นที่อยู่ของคนเรามีธรรมะ 10 ประการนี้อยู่ เราก็สามารถที่จะเจริญขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้า เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้มีบุญแท้ แต่เราจะต้องเห็นจริงนะ เราจะต้องเห็นจริงๆจังๆเลยว่าสภาพพวกนี้มีจริง ตั้งแต่เราเป็นผู้ละองค์ 5 ก็คือละนิวรณ์ เป็นผู้ประกอบด้วยองค์ 6 ก็คือเป็นผู้ที่รู้จักรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสนอก สัมผัสใน รู้จนกระทั่งเป็นผู้ที่เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ รูปจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่เสียงจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ กลิ่น รส สัมผัสกาย สัมผัสใจ มันจะเป็นอย่างไร ก็แล้วแต่ เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติมีสัมปชัญญะรู้แจ้ง เห็นจริงอยู่ เราก็ฝึกหัดไปจริงๆ อาตมาได้อธิบายนัยละเอียด สัมผัสแล้วมันไปเป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร มันเป็นเรื่องที่พิจารณาเห็นแล้วว่า มันไม่จริง ไม่แท้เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่มีตัวตนจริงๆ หรอก มันมีสภาพหลอกเคยหลอก เคยหลง เราเคยสุข ดังที่กล่าวแล้ว เสร็จแล้วเราก็ไม่ได้สุข ไม่ได้ทุกข์ จนกระทั่งเป็นอุเบกขาดังที่กล่าว ที่พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสไว้ ทำให้มันจาง ทำให้มันหายไปโดยสามารถ โดยเข้าใจจริงๆเลยว่า มันเป็นการไม่มีไปโดยความสามารถที่เราเเป็นผู้ฝึกหัดลด นี่หลักต่างๆของท่าน เป็นผู้ละด้วยองค์ 5 เป็นผู้ประกอบด้วยองค์ 6 เป็นผู้รักษาแต่อย่างเดียว เอการักโข เป็นผู้รักษาแต่อย่างเดียว คือประกอบด้วยใจอันรักษาด้วยสติ มีสติอยู่แล้ว ก็ประกอบด้วยใจ สัมผัสแตะต้องมีทั้ง 6 นี่ ประกอบด้วยองค์ 6 ประกอบไปด้วยรู้หมดจริงๆนะ นิวรณ์ 5 ก็รู้จริงๆ เห็นรู้อาการของมัน ประกอบด้วยองค์ 6 ก็ชัดเจนว่าเราเองเรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัสเมื่อไหร่ ก็รู้ เสียง กลิ่น รส อะไรต่ออะไรมีอยู่ มีสติสัมปชัญญะอยู่ ไม่ได้หมายความว่าไปนั่งหลับหูหลับตา ปิดทวารตา ปิดทวารหู ไม่ใช่ มีสติสัมปชัญญะอยู่ และก็รู้จักอุเบกขา รู้จักความไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เมื่อเห็นรูปด้วยจักษุ เมื่อได้ยินเสียงด้วยหู เมื่อได้กลิ่นด้วยจมูก เมื่อลิ้มรสด้วยลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย หรือรู้แจ้งธรรมะด้วยใจ ทุกอย่างเป็นผู้ไม่ดีใจไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ทวารทั้ง 6 เป็นธรรมดา ธรรมชาติเปิด แต่เรามีญาณ มีปัญญา และมีความสามารถปฏิบัติ มีปฏิเวธธรรมอย่างแท้จริงนะ ไวแคล่วคล่อง รักษาแต่อย่างเดียว ก็คือมีจนกระทั่งชำนาญ และก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่รู้ถึงกาย เรียนมาแล้ว เรารู้กาย รู้กาม รู้กาม รู้กาย รู้รูป ที่เรียนมาแล้วสูตรก่อน รู้สิ่งที่เราจะหลงหลับหลงเพลิน อะไรเราก็รู้ หรือแม้เราได้ดีแล้ว เป็นเทพ เป็นเทวดา ยังจำได้ไหม ขีลสูตร เราจะต้องเป็นผู้ผูกพันในใจ ผูกพันด้วยกาม ด้วยกาย ด้วยรูป เสร็จแล้วก็หลงใหลในเรื่องถีนมิทธะ หรือแม้แต่เราได้เป็นเทพ ได้เป็นเทวดานิกายใดนิกายหนึ่ง เราก็ไม่หลง ไม่เข้าใจผิด จิตใจเจริญจริง จะเป็นเทพนิกายใดหมู่ใดหมู่หนึ่งแล้วก็จะเป็นเทพองค์นั้นอยู่อย่างนั้น หรือจะเป็นอยู่อย่างเทวดา อธิบายให้ฟังแล้ว แม้แต่เป็นเทวดาแค่สมมุติ เราก็รู้ชัดเจนว่า อ้อ เทวดาสมมุตินี่แหละมนุษย์โลก ปุถุชนไม่เข้าใจ ก็ได้แต่รสอร่อยเป็นเทวดาปลอม เทวดาสมมุติ เทวดาไม่เข้าใจอย่างชัดเจน จนเป็นเทวดาที่เจริญ เป็นเทวดาที่เป็นอุบัติเทพ เป็นเทวดาที่ลดละกิเลสในใจได้จริง จะเป็นวิสุทธิเทพ ถ้าเราทำให้เป็นวิสุทธิเทพได้ แม้ที่สุดเป็นวิสุทธิเทพ เราก็ไม่ติดใจ เป็นเทพนิกายที่สูงสุดวิสุทธิเทพ คือจิต อรหันต์ทีเดียว จิตสะอาดบริสุทธิ์แล้ว เราก็ไม่หลงใหลติดอยู่ในเทพนิกายนั้น เราก็เห็นให้จริงเลยว่า แม้นี่ก็เป็นเพียงเครื่องอาศัย ก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนเราอะไร นั่นก็สูงสุด แต่ว่าจะได้เป็นขั้นนั้นก็ต้องรู้ระดับเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย เรียนรู้ ไม่ใช่ลัดๆ แล้วก็ทำโมเมข้ามขั้น ตัดลัดขั้นๆ นั่นไม่ได้ละเอียดลออ และก็ไม่ได้จริงหรอก ลวงกันมามากแล้วนะ เราก็เรียนรู้อย่างแท้จริง กายอย่างไร กามอย่างไร รูปอย่างไร ก็อธิบายมาแล้ว เราสามารถที่จะอาศัย เราสามารถที่จะมีเครื่องอาศัย เราพักพิง หรืออาศัยสิ่ง 4 ประการ พิจารณาแล้วเสพ พิจารณาแล้วอดกลั้น พิจารณาแล้วเว้น พิจารณาแล้วบรรเทา ก็รู้ว่าเสพอย่างไร อาศัยอย่างไร อดกลั้นได้อย่างไร เว้นได้อย่างไรบรรเทาได้อย่างไร ทำรอบ ทำพัฒนาตนเอง เป็นผู้ที่จะต้องมีธรรมเป็นที่พักพิง 4 ประการ สัมผัสแล้วก็ต้องพิจารณาทั้งนั้น อันนี้ควรเสพ หรือไม่ควรเสพ เป็นผู้ที่เป็นพระอริยเจ้าแล้ว เสพนี่หมายความว่า ในความหมายที่อาตมาอธิบาย เสพในลักษณะของการติดยึด เราก็ละจนติดยึดนี่จนหมดไปในความติดยึด จนกระทั่งสุดท้ายก็อาศัยพักพิง สิ่งนี้ควรสิ่งนี้พอเป็นไป และเราก็ไม่ได้ติดยึดอะไร เป็นกุศล เป็นต้น เป็นสิ่งที่ดีแล้ว เป็นสิ่งที่เป็นอุเบกขาฐาน อย่างนี้เป็นต้น สภาพไม่สุข ไม่ทุกข์ อทุก-ขมสุข พอทำได้แล้ว เราก็อาศัยอุเบกขาฐาน เป็นวิหารธรรม เป็นเครื่องอาศัย สิ่งใดควรอดกลั้นก็อดกลั้นได้อย่างดี สิ่งใดควรเว้นก็เว้นขาดได้ สิ่งใดควรบรรเทา จนกระทั่งไม่เหลือ ไม่มี การบรรเทานี่ บรรเทาไปถึงที่สุดเป็นผู้ที่สงบ เป็นผู้ที่บรรเทา ในการบรรเทานี่มีอยู่ต่อมาก็ปัจเจกสัจจะบรรเทา บรรเทาแล้วจนกระทั่งสุดท้าย เป็นผู้สลัดได้เฉพาะ นอกจากบรรเทาได้แล้วๆ ก็กำจัดออกแล้ว สละได้แล้ว คลายได้แล้ว พ้นได้แล้ว ละได้แล้ว สลัดได้เฉพาะแล้ว ก็บรรเทาไปจนกระทั่งถึงขั้นสละได้ คลายได้ พ้นได้ ละได้ สลัดได้เฉพาะ สลัดได้เฉพาะก็คือเราเข้าใจเลยว่าเราสลัดได้อย่างไร เวทนาในเวทนา เราก็รู้ว่าเวทนาอะไร เฉพาะเวทนาที่เราจะละจะลด จนกระทั่งเหลือเวทนาที่เราจะพักพิงอาศัย เราก็พักพิงอาศัยนะ พิจารณาแล้วก็เสพ หรือพิจารณาแล้วก็อาศัย บรรเทาก็บรรเทาได้แล้ว อาศัยก็รู้อยู่ว่าอาศัยอย่างนี้เป็นต้น เวทนาที่เป็นอุเบกขาอาศัย แต่ขนาดนั้น เราก็ถึงที่สุด ว่าเราละได้เฉพาะอีกว่า แม้จะอาศัยก็ไม่ใช่เราอุเบกขาถึงเจตสิกสุดท้าย เราอาศัยก็ไม่หลงใหลว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา ที่จะอยู่ด้วยกันไปนิรันดร มันไม่ใช่สิ่งที่เป็นเราเป็นของเรา มันองค์ประกอบเกิดแต่เหตุแต่ปัจจัย มีรูป มีนาม มีกายขันธ์ มีจิตวิญญาณ มันก็เกี่ยวเกาะกันสังขารกันอยู่ ถ้ามันไม่มี เราปล่อยวางทั้งหมด ไม่มีภพอะไรอีกเลย แม้แต่วิภวภพใดๆ ไม่ขอต่อภพอะไรจริงๆ วางสนิท มันก็จะไม่เหลืออะไรที่จะมาสังขารกันอยู่อีกต่อไป เป็นปรินิพพาน ก็จริง เราพิสูจน์นิพพาน หรือปรินิพพาน เดี๋ยวนี้จุดไหนเรื่องไหน ที่เราจะไม่ขออาศัยเป็นภพ เป็นเครื่องอาศัยเลย ในเรื่องของเหตุปัจจัยหยาบๆ เราก็พิสูจน์เดี๋ยวนี้ มันไม่เกิด แล้วมันก็ไม่มีมาอีกเลย พิสูจน์ให้ได้ มันจะไม่มีมาเกิดเป็นตัวเป็นตน เป็นเจตสิก จะเป็นรสอัสสาทะใดๆ หรือแม้ขึ้นมาเกิด ในอาการของกิเลส มันก็จะไม่เกิด เมื่อไม่เกิดทุกอย่างมันก็จะไม่มีอาการของทางจิต ทางเจตสิกนั่นเลย ไม่มีกิเลสแล้ว มันไม่เกิดจริงๆ เพราะฉะนั้น เราไม่มีภวภพ วิภวภพ แม้แต่ภพที่เป็นอุดมการณ์ เราก็ไม่มี มันก็นัยเดียวกัน เราก็จะรู้ด้วยเราเองนี่แหละ จะบรรเทาความสงสัย เป็นผู้มีการแสวงหาอันสละได้แล้วด้วยดี แสวงหากาม เราก็เป็นผู้ละการแสวงหากามได้แล้ว เป็นผู้ละการแสวงหาภพแล้ว ก็ละการแสวงหาภพได้แล้ว สุดท้ายเรามาแสวงหาพรหมจรรย์ก็เป็นผู้สงบระงับ การแสวงหาพรหมจรรย์ได้แล้วอย่างนี้เป็นต้น อีกอันหนึ่ง เป็นผู้ละองค์ 5 เป็นผู้ประกอบด้วยองค์ 6 เป็นผู้รักษาแต่อย่างเดียว เป็นผู้พักพิง 4 ประการ เป็นผู้มีปัจเจกสัจจะบรรเทา เป็นผู้มีการแสวงหาอันสละได้แล้ว ด้วยดี เป็นผู้ไม่ดำริขุ่นมัว ไม่มีตรรกะ วิตรรกะ ไม่มีอาการของจิตสังกัปปะ นี่เราเรียนรู้ละเอียด เรียนตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ สังขารเรียนรู้จนกระทั่งรู้ว่าสังขารคืออย่างไร จนเป็นวิสังขาร สังขารพิเศษเราจะสังขารเราก็เจตนาสังขาร โดยที่ไม่ได้สังขารมาเพื่อบำเรอตน ไม่ได้สังขารมาเพื่อที่จะเอร็ดอร่อย เพื่อที่จะมีอัสสาทะ ไม่มีเรา ไม่เป็นเรา ไม่เป็นของเรา เราสังขารเพื่อยังเพื่ออาศัย เพื่อเป็นไปในโลก เพื่อเกื้อกูล เราได้พิสูจน์อย่างแท้จริง เราเป็นผู้ที่มีกายสังขารอันสงบระงับ อันนี้อาตมาก็ได้อธิบายให้ฟังแล้ว มีกายสังขาร ทำไมท่านใช้กายสังขารอันสงบระงับนะ ก่อนที่จะใช้คำว่ามีจิตหลุดพ้นด้วยดี มีปัญญาอันหลุดพ้นด้วยดี ก็คือมีเจโตวิมุติ กับมีปัญญาวิมุติ สองอันสุดท้าย เพราะฉะนั้นเข้าใจสังขารมีกายสังขาร ที่จริงกายสังขารมันก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นกาย กายคือแท่งก้อนร่างกาย ท่านก็ไม่ได้หมายเป็นอันนั้นเลยนะ กายสังขารของท่านนะ มันก็หมายถึงสภาพของจิตนั่นเอง เพราะภิกษุมีเป็นผู้กายสังขารอันสงบระงับแล้วอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ เพราะละสุข ละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆได้ มีอุเบกขา เป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีกายสังขารอันสงบระงับแล้วอย่างนี้แล สงบระงับแล้วถึงขนาดว่าจิตใจนี่เป็นจิตอุเบกขา กายนี้มันกายใน เป็นผู้ที่มีความสงบระงับทางกายใน สงบถึงระดับอุเบกขาทีเดียว มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ระงับสบาย และระงับกายสังขารนี้ เรารู้ในองค์ประชุมในและองค์ประชุมนอก จึงเรียกว่ากาย เพราะฉะนั้น ข้างนอกนี่ เราเรียนมาแล้วนี่ มีการประกอบด้วยองค์ 6 มีความสงบระงับ มีการพักพิงอะไร ก็มีการรักษาแต่อย่างเดียว อะไรก็ได้แล้ว มีการพักพิงก็รู้ มีปัจเจกสัจจะบรรเทาๆไปหมด ปัจเจกสัจจะก็คือตัวเรานี่แหละ ได้รู้สัจจะ มีสัจจะในตัวเรา มีของจริงในตัวเรา มีของจริงแล้วเราก็เกิดบรรเทา บรรเทามาได้จนกระทั่งถึงขั้นกำจัดออก สละออก คลายได้แล้ว สละได้พ้นได้ สลัด เฉพาะเห็นอาการ รู้อาการ มีสภาพพวกนี้เป็นนามธรรม รู้แจ้งเห็นจริงมีญาณรู้บรรเทาได้ของหยาบๆกำจัดตั้งแต่ของหยาบๆ ตั้งแต่เราเห็นความจริงเลยว่า เราไปติดไปยึดตั้งแต่ ตาไปสัมผัสรูป ไปรู้อบายมุข อย่างนั้นอย่างนี้ หูสัมผัสเสียงเป็นอบายมุข อย่างโน้นอย่างนี้ ระงับหยาบ ระดับต่ำ โลกธรรมก็ดี กามก็ดี อัตตามานะก็ดี เราก็ถือดีถือมานะถืออัตตา ถ้ามันไม่ได้ดังใจแล้วมันก็ไม่ยอม ก็จะต้องยึดต้องถือตามกูนี่แหละเป็นอัตตาทุปาทาน ให้ได้อยู่อย่างนั้นแหละ หรือว่าเป็นทิฐุแปาทาน เป็นกามุปาทาน เป็นการยึดติด ก็รู้ว่าเราไม่ติดไม่ยึดก็ปล่อยเสีย มันก็ยิ่งโล่งยิ่งว่าง ยิ่งสะอาด ยิ่งสบายอะไรไปนี่ เราก็เห็นว่ามันเป็นสัจจะที่ตัวเรา บรรเทาได้ ละได้ ขาดได้เป็นอย่างไร เป็นผู้เข้าใจในกาม เป็นผู้เข้าใจในภพ เป็นผู้เข้าใจในพรหมจรรย์ ละกาม ละภพนั่นแหละอะไรๆ ก็ละกาม ละภพ แม้ที่สุดขั้นวิภวภพ อาตมาก็ได้ขยายความไปมากมายแล้ว เพราะฉะนั้น เราอยู่อย่างปกติมีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย มีใจ กระทบสัมผัสอะไรก็รู้ทั้งนั้น กายะ องค์ประชุม แม้กระทั่ง ร่างกายที่เราอาศัยรูป นาม รูป ของร่างกายนี่ มีขันธ์ มีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย มีแขน มีขา นี่มีเนื้อมีตัว มีตับมีไต มีไส้มีพุงอะไรต่างๆนานา นี่ก็ตาม นี่เราก็พิจารณาซ้อนซ้ำ ว่าไอ้นี่ก็เป็นองค์ประกอบของการติดยึด พอหยั่งลงสู่ครรภ์ แล้วมันก็ประกอบกันมาเป็นเนื้อเป็นตัว มันก็ไม่ใช่เราของเรา ไม่เที่ยง มันก็เอาไว้ไม่ได้ สุดท้ายมันก็จะต้องสลายตามไป มันก็จะสลายแยกธาตุออกไปอีก มันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา เอาไว้ไม่ได้หรอก ไม่ยั่งไม่ยืน เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน จากเด็กขึ้นมา เป็นหนุ่มสาว ก็มาแก่เฒ่ามาเหี่ยวมาซะหลาย บางคนไม่ถึงแก่ถึงเฒ่าก็ตาย เอาไปเผา เอาไปฝังเอาไปทำซะหลายไปแล้วได้ เห็นจริงว่าไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา แม้แต่รสชาตินามธรรม มันเป็นสุข มันเป็นทุกข์ พิจารณาทุกข์อย่างกายแปลว่าองค์ประชุมข้างนอก มีสมบัติพัสถานของเรากว้างขวางขนาดไหน มีอาณาจักร มีขอบขันธ์ มีความเป็นเจ้าใหญ่ หรือเป็นเจ้าแผ่นดิน มีอำนาจยศศักดิ์ มีทรัพย์ศฤงคาร มีแผ่นดิน มีอะไรต่างๆนานาสารพัด เราก็รู้ว่ามันไม่ใช่เราของเรา ก็ไม่ต้องไปหอบไปหามเอามาเป็นของเรา ไม่มีก็พิสูจน์ลงไป ว่าเราไม่มีก็ได้ ไม่ติดไม่ยึดเลย ชีวิตนี้ก็อยู่ได้โดยวูปสโมสุข อุปสโมหรือ อุปสมสุข สงบ ระงับ ไม่ต้องไปแบก ไม่ต้องไปหาม ไปหอบไปหวง เป็นชีวิตที่ปลดปล่อย เป็นชีวิตที่เบาว่างเป็นระดับโสดา สกิทา อนาคา ไม่มีทรัพย์ศฤงคาร ไม่มีบ้านช่องเรือนชาน แม้แต่มีตัวเราที่เป็นร่างกายไปไหนมาไหน ร่างกายนี้ก็ยังไม่หลงใหลได้ปลื้มว่าเป็นเราเป็นของเราจริงๆ มีเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติโดยแท้ เพราะฉะนั้น กายสังขารที่ว่านี่ก็เป็นองค์ประชุมกายะ กาโยข้างนอก จนถึง ข้างใน จนถึงจิตใจลึกๆ กายนอก กายใน สงบระงับหมด เข้าถึงขั้นเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติจริงๆ นั่นเป็นหลักการที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเป็นสูตร เป็นนามธรรมที่เราเอามาอธิบายกันแล้วก็พิสูจน์กัน ขยายความกันซ้ำๆซากๆ แต่มันก็ไม่ใช่ง่าย แม้จะขยายการฟังอยู่ ฟังกันอีก ฟังกันแล้วกันเล่า เสร็จแล้วเราก็เอาไปพิสูจน์ได้ มันก็เป็นสัจจะจริง ฟังแล้วเอาไปพิสูจน์ไม่ได้ ก็ไม่ได้สัจจะนั้น เพราะเราพิสูจน์ได้ก็เป็นสัจธรรม ทรงไว้ซึ่งสัจจะที่เราได้ ใครได้ฟังมากได้น้อย อาตมาพูดไปนี่ คุณก็ฟังดู ใครได้มากได้น้อย ก็รู้ตัว ก็เป็นสุขไป อันไหนเหลือก็ต้องรู้จริง ว่าเราเหลืออะไร เราติดยึดอะไร เป็นคนที่มีคุณค่า มีประโยชน์ มันภูมิใจ ที่อาตมาบอกพวกเราอยู่ว่า เราน่าภูมิใจนี่ เราเองที่เรามีคุณค่าอย่างนั้นอย่างนี้ มีประโยชน์ ไม่สร้างบาป ไม่สร้างเวร ไม่สร้างหนี้ แต่ว่าเราจะมีแต่บุญ มีแต่กุศล สิ่งส่วนสิ่งเหลืออะไรที่เราแน่ใจอยู่ว่า เออ เรายังไม่ได้เป็นอรหันต์ เราก็ต้องอย่าประมาท สั่งสมบุญ สั่งสมกุศลไป สิ่งที่ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่กุศล เป็นบาปเป็นภัย เป็นอกุศลอะไร ทุจริตอะไร เราก็ไม่ทำ เรียนรู้ลึกซึ้งขึ้นไปเรื่อยๆ เว้นสิ่งที่เป็นฐานที่ควรเว้น สภาพที่ควรเว้น ภาวะที่ควรเว้นได้จริง สั่งสมสิ่งที่ดี ไปได้เรื่อยๆ เราจะรู้ค่าของชีวิต เราจะสบายใจ นี่เราพากเพียรกันมากลายมาเป็นคนที่ไม่ได้หลง แค่ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ตามที่คุณได้นี่มีตัวอย่าง น้อยบ้าง มากบ้าง บางคนก็ยังเหลืออยู่ ก็ยังพยายามลดละของตัวเอง หรือไม่ก็แอบๆเสพ เรายังเหลือส่วนอะไรอยู่นี่เราก็รู้ของเรา อะไรที่เราได้แล้ว เราก็เข้าใจๆของเราเป็นปัจเจกสัจจะ เราก็ได้บรรเทา เราก็ได้สละแล้วโดยเฉพาะตามลำดับไป เป็นเรื่องเป็นอันเป็นอย่าง แล้วก็รู้จักชีวิตของเราอาศัยอยู่นี้ ตัวอย่างหรือของจริงที่มีเราด้วย เพื่อนมิตรดีสหายดีด้วย องค์ประกอบของเราด้วยนะ จะพิจารณาในสูตรไหนอย่างไร สภาพอย่างไร มีเสนาสนะสปายะอย่างไร มีบุคคลสปายะอย่างไร มีอาหารสปายะอย่างไร อาหารเครื่องอาศัย เครื่องอาศัยนอก เครื่องอาศัยใน เราก็มีของเราไป เสนาสนะก็เป็นที่อาศัย อาหารก็เป็นเครื่องอาศัย เพื่อนฝูงก็เป็นเครื่องอาศัยกัน เกื้อกูลกัน อยู่ด้วยกัน เกื้อกูลกัน เลี้ยงดูกันเป็นญาติเป็นมิตรเป็นสหาย เป็นมิตรดี สหายดีกัน เป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีกัน มีธรรมะสปายะเป็นแกนหลัก เรายิ่งเจริญด้วยธรรมะ เป็นธรรม-สปายะ เป็นธรรมะที่เป็นประโยชน์คุณค่า มันก็เกิดเป็นสังคม เกิดเป็นวัฒนธรรม เกิดเป็นจารีตประเพณี เกิดเป็นพฤติกรรม เกิดเป็นกิจกรรม เกิดเป็นพิธีกรรม อะไรเราก็อยู่ของเราไปเจริญขึ้นไปเรื่อยๆ อย่าประมาทในสิ่งที่เหลือ พากเพียรไปแล้ว อ่านให้ชัดให้มีจิตวิญญาณอ่านนิวรณ์ อ่านไปเรื่อยๆ แล้วจะเข้าใจนิวรณ์นี่ลึกซึ้งไปเรื่อยๆ แล้วก็มีทวารทั้ง 6 ประกอบมีองค์ประกอบด้วยองค์ 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจไปเรื่อยๆ อ่านสัมผัสไป รักษาใจนี่แหละเป็นหลัก ตื่นๆนี่แหละไม่ใช่ไปนั่งหลับตา แล้วอยู่ในภพใจเท่านั้นเอง ในภพในแล้วก็ช้า ตาพบสัมผัส สัมผัสแล้วเกิดนิวรณ์อย่างไร มันก็ไม่ทันหรอก เพราะฉะนั้น ใจก็เป็นจริง เรารักษาใจโดยสติด้วยสติอยู่จริงๆ ตื่นประกอบด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัสอย่างไรก็เข้าใจอย่างแท้จริง นะ มีการเรียนรู้ มีการไล่ไปจริงๆ ทำการพักพิง ทำการอาศัย ทำการลดทำการละทำการบรรเทา พักพิงแล้วก็ปัจเจกสัจจะบรรเทาไปได้เรื่อยๆ ตัวเราเองมีสัจจะนั้น ปัจเจกเรา แต่ละคนๆ ก็ทำกันไป บรรเทาได้ ได้ที่สัจจะสูงขึ้นมาๆ สามารถละสามารถลด สามารถทำตามลำดับ หรือว่ามีอะไรที่มันลำดับมันก็พอเข้าใจ มันสัมพันธ์กันอย่างไร บางทีมันซับซ้อน ลำดับต้นๆก็เรียงกันไปตามลำดับข้อคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นขั้นเป็นหัวๆ เป็นขั้นไปนะ เสร็จแล้วพอปฏิบัติเข้าจริง คล่องแคล่วหมด มันก็จะเข้าใจว่า อ๋อ นิวรณ์ก็อย่างนี้ ทวารอายตนะทั้ง 6 ก็อย่างนี้ เราสามารถที่จะรู้ สามารถที่จะอาศัยพักพิงในสภาพที่เสพบ้าง อดกลั้นบ้าง เว้นบ้าง บรรเทาได้บ้าง บรรเทาไปได้แล้วก็จริง เป็นสัจจะปัจเจกสัจจะของเราเอง บรรเทาไปได้จนกระทั่งลดละขาดสละได้พร้อม สละได้อย่างดีสละในกาม สละได้อย่างดีในภพ จนวิภวภพ ก็รู้ จนกระทั่งอยู่จบพรหมจรรย์ แม้พรหมจรรย์ก็เป็นแค่เครื่องอาศัย เราก็เรียนรู้ได้จริงเลย จิตใจนี่ก็จะไม่ดำริอะไรขึ้นมา ตรรกะ วิตรรกะ ขึ้นมาไม่มีขุ่นมัว ใจไม่มีเครื่องเศร้าหมอง แปลโดยภาษาแปลว่ากิเลส แปลว่าเครื่องเศร้าหมอง ไม่มีเครื่องเศร้าหมอง ไม่มีเครื่องขุ่นมัวเลย เบิกบานร่าเริง จะเจอผัสสะ จะเจอวิบาก วิบากร้ายแรง วิบากถ้าเป็นแต่ก่อน ไม่ได้ฝึก ไม่ได้ปรือมานี่ ก็จะต้องเกิดโกรธ เกิดขุ่นมัว เกิดเศร้าหมอง ไม่มีสัมผัสอย่างไร ก็ไม่มีนะ ไม่เกิดความเศร้าหมอง สงบระงับได้ด้วยจริงเลย เข้าใจเจโต เข้าใจปัญญาวิมุติอย่างแท้จริง ที่จริง วสะนี่แปลว่า อำนาจด้วยนะ วสะ แปลว่าอำนาจ หรือแปลว่าเป็นวสะ วสีเป็นสิ่งที่ได้อาศัย เป็นสิ่งที่เป็นอยู่อย่างแคล่วคล่อง วสีหรือวสะที่เจริญขึ้น มีวสีพวกเราก็คงเคยได้ยิน มีวสีแคล่วคล่องชำนาญ ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ในฌานทั้ง 4 นี่ มีวสี มี ฌานอย่างนี้ วสี หรือมีวิมุติ มีวสีจนแคล่วคล่อง เป็นวิมุติอย่างแคล่วคล่อง ได้เครื่องอาศัยนี้อย่างมีอำนาจ มีฤทธิ์ มีแรงเป็นที่อาศัย เป็นที่เป็นไปได้ อย่างเจริญ เป็นอำนาจ เป็นฤทธิ์ จนจบสมบูรณ์ อริยวสะ หรืออริยวสี นี่ตัวอำนาจ ความเป็นอริยะ นี่ได้ความเป็นอริยะนี่แหละ พักพิง ได้ความเป็นอริยะนี่แหละ อาศัยได้เจริญงอกงามอย่างแท้จริงนะ นั่นก็ทบทวน สูตรที่เราได้เรียน ที่เราได้อาศัยจริงได้ใช้จริงมา สูตรเหล่านี้ เป็นสูตรหลายๆสูตรที่ได้เอามาอธิบายเข้าแล้ว มันจะขยายกัน ช่วยสนับสนุนสมบูรณ์ไปเรื่อยๆ ลองฟังสูตรอีกสูตรหนึ่ง อาตมาก็ข้ามสูตรอื่นๆ มาด้วย ถึงข้ามก็อธิบายไป แล้ว ที่จริงจากสูตรพวกนี้ สูตรต่างๆ สูตรของพระพุทธเจ้าก็เอาละ เราก็ยกไว้ มหาจุลทสูตร ลองฟังสูตรนี้ดูนะ มหาจุนทสูตร ท่านพระมหาจุนทะ อยู่ที่เชตวันในแคว้นเจตีนะ ณ ที่นั้น พระมหาจุนทะ เรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโส ภิกษุทั้งหลาย รับคำของพระมหาจุนทะ แล้วท่านมหาจุนทะได้กล่าวว่า ดูกรอาวุโส ทั้งหลาย ภิกษุเมื่อกล่าวอวดความรู้ ย่อมกล่าวว่า เรารู้ธรรมนี้ เราเห็นธรรมนี้ ดั่งนึ้ ดูกรอาวุโส ทั้งหลาย หากว่าโลภะย่อมครอบงำ ภิกษุนั้นตั้งอยู่ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ ความริษยาอันชั่วร้าย ความปรารถนาอันชั่วช้า ย่อมครอบงำภิกษุนั้น ตั้งอยู่ ภิกษุนั้น อันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะ ย่อมไม่มีแก่ผู้รู้ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น โลภะจึงครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ แล้วท่านก็ไล่ไป โทสะก็เหมือนกัน โมหะก็เหมือนกัน ตั้งอยู่ โมหะ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ จนกระทั่งถึงความริษยาอันชั่วช้า ซึ่งเราได

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน