350528 ความเจริญของมนุษย์ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์2535 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข2 กุมภาพันธ์ 2569

เนื้อหาในไฟล์

350528 ความเจริญของมนุษย์ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

ความเจริญของมนุษย์ วันที่ 28 พฤษภาคม 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

อาตมาเองทบทวนอุเทศของพระพุทธเจ้า หัวข้อทฤษฏีเหล่านี้มาขยายความอีก ก็ยิ่งเห็นของจริง ยิ่งเห็นสภาพจริง ยิ่งชัดสภาวะจริงได้ลึกขึ้นมา แล้วก็ได้ชำนาญ เอาสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเป็นบัญญัติ มาเป็นภาษา มาเป็นรายละเอียดอะไรที่จะได้แจกแจง ชี้นำชี้แนะให้พวกเราได้ซับซาบ แม้จะเป็นปริยัติบัญญัติก็เอาไปศึกษาได้เพิ่มขึ้น เกิดความเข้าใจ เกิดความเห็นที่ถูกทิศถูกทาง ละเอียดลออแจ้งชัดขึ้น มันก็จะดำเนินไปด้วยดี พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงว่า ในสายขององค์ประชุมของกิเลสของจิตนี่ มันตั้งแต่โลภะ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ แล้วปาปิกาอิสสา และสุดท้ายตัวที่ 10 ปาปิกาอิจฉา ปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉา สองตัวท้ายนี่แหละ ตัวที่อาตมาว่ามันเป็นตัวลึก แล้วก็เอามา แจกแจงให้ฟัง อาตมาเคยขยายความอุปกิเลส 16 ซึ่งคล้ายกัน อภิชฌาวิสมโลภะ แล้วก็พยาบาท แล้วก็โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อะไรต่างๆนานา ไล่ไปจนกระทั่งถึงมานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ อุปกิเลส 16 ก็คล้ายกัน อันนี้ก็มี 10 ตัวเท่านั้น มีโลภะ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ แล้วอีกสองตัว ก็ปาปิกา บาปนั่นเอง ปาปิกาอิสสา ส.เสือ สะกด อิสสา แปลว่าริษยา แล้วตัวท้าย ปาปิกา อิจฉา ปาปิกาอิจฉานี่แปลว่า ความปรารถนาไม่ใช่ริษยา ก็เคยบอกแล้ว เคยอธิบายกันมามากแล้ว บาลีสองคำนี้ อิสสานี่ มันสายโทสะ อิจฉานี่ มันสายโลภะเป็นบาปที่เหลือเชื้อของอิสสา เหลือเชื้อของโทสะ หรือผลัก เป็นบาปที่เป็นเชื้อของดูด ปาปิกาอิจฉา เป็นความปรารถนาลามก หรือปรารถนาชั่วช้า นี่เราต้องมาไล่แจกแจงละเอียด แม้แต่สายของตระกูลเ

อ่านต่อ

รียกว่าโลภมูล ตระกูลโลภะ โทสมูล ตระกูลของโทสะ หรือพยาบาทพวกนี้ อาฆาต อิจฉา ริษยา พวกนี้แหละ อิจฉานี่ ภาษาไทย แต่แท้จริงแล้ว ก็มันอาตมาก็พยายามพาพวกเรามาเรียกกันให้มันถูกนะ เรียกอิสสา แม้จะเป็นภาคกลาง ภาคอีสาน ไม่เป็นปัญหาหรอก ภาคอีสานเขาเรียกถูกอยู่แล้ว ริษยานี่ เขาเรียกอิสสา ถูกแล้ว แต่ของภาคกลางนี่เท่านั้น ไปเรียกริษยาเป็นอิจฉา ซึ่งมันผิด อิจฉาออกเสียงเต็มอย่างนี้ แล้วมันเป็นภาษาบาลี แล้วมันผิด เพราะว่าอิจฉามันไม่ได้หมายความถึงริษยา อิจฉามัน หมายความถึงความปรารถนา ความต้องการ ความอยาก อิจฉานี่ เรื่องของอิสสา หรือเรื่องของสายโทสมูลนั้นน่ะ เราต้องล้างออกให้หมดก่อนเลย ไม่มีเหตุผลอะไร ไม่มีของดีอะไร เพราะฉะนั้น ที่ท่านเน้น เน้นสายโทสะมาทั้งนั้นเลย โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ มัจฉริยะที่จริงเข้าไปในสายของโลภะ มันเป็นสภาพของสิ่งที่หยาบ สิ่งที่มีทุกข์ชัด ร้อนแรง สายโทสะนี่ ซึ่งอาตมาพูดไม่รู้กี่ทีว่าในสายนี้ ไม่ว่าจะอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด อย่างไรนี่ เอาออกจากจิตได้หมดเลยก่อนอื่น ส่วนสายโลภมูลหรือสายดูดนี่ เราต้องอาศัย เพราะเราเอง เรายังมีการเกาะกลุ่ม เรายังมีการรวม นั้นก็คือความดูด ยังมีสิ่งที่เป็นฐานอาศัย ยังมีความเป็น ยังมีความมี ส่วนลักษณะทำลายนั้นนะ มันจบไว้ก่อน ความไม่มี แล้วไม่ต้องควรให้มี อย่างโทสะนี่ ไม่มีเลย สายโทสะหยาบ กลาง ละเอียดอะไร เอาออกให้หมดก่อนได้สบาย สบายก่อนเลย ซึ่งเราก็จะต้องมีละเอียดลออจริงๆ จนกระทั่งถึงปาปิกาอิสสานี่ เป็นอัตตามานะ อะไรต่ออะไรอยู่ เป็นเรื่องละเอียดลออ แล้วค่อยฟังกายสูตร อาตมาก็เทศน์มาแล้ว แล้วก็อธิบายมาแล้ว ก็ค่อยฟัง ค่อยไล่ ทีนี้ก็เทศน์อีก แล้วก็ค่อยๆขยายความกัน ยกตัวอย่างประกอบในรูปหยาบ ในอะไรต่ออะไรซึ่งในฐานความหมายของปาปิกาอิสสา ฐานความหมายของปาปิกาอิจฉาอะไรนี่ เราก็จะต้องเรียนรู้ ไม่เช่นนั้นเราก็เจริญไม่ได้ อยู่ในหมู่พวกเรานี่แหละ เป็นตัวฐานแท้ที่เราจะศึกษา ข้างนอกเขาไม่เท่าไหร่หรอก เขาจะไม่รู้หรอก มันละเอียด เพราะพวกเรานี่ ละเอียดพอที่จะรู้ แล้วก็ต้องปรับปรุง แล้วก็ต้องแก้ไขกันในหมู่เรา ถ้าเราล้างอัตตามานะไม่หมด ไม่เกลี้ยง หรือว่าไม่ได้ละเอียดลึกซึ้ง สูงกว่านี้ไม่ได้ เจริญกว่านี้ไม่ได้ มีพลัง มีคุณภาพ ประสิทธิภาพเจริญกว่านี้ไม่ได้ ทุกวันนี้ ที่มันเจริญไม่ได้ ก็เพราะว่า อาตมาอธิบายไม่เก่งก็ได้ อาตมาอธิบายยังไม่เก่ง พวกเราก็เลยเข้าใจยังไม่ได้ เข้าใจยังไม่ได้ ก็ทำไม่ได้ ทำไม่ถูกก็ได้ด้วย อาตมาอธิบายบ้างเหมือนกันนะ เพราะฉะนั้น อาตมาอธิบายแล้วละ ยังไม่เก่ง จนกระทั่งคุณรับรู้ไม่ได้ ก็เป็นความไม่เก่งของอาตมาด้วย ที่จริงของพวกคุณด้วยที่ว่า ขนาดอาตมาอธิบายซอยละเอียด นี่ขยายความแจกแจงขนาดนี้แล้ว พวกคุณก็ยังเข้าใจไม่ได้ พวกคุณก็จะต้องมีส่วนเหมือนกัน ว่ามันยังโง่ มันยังไม่ฉลาด มันยังไม่มีปฏิภาณเพียงพอ มันยังไม่มีเหมือนกับอย่างผู้ที่เจริญแล้ว อุคฆติตัญญู บัวพ้นน้ำ ได้รับแสงปั๊บ อะไรนิดหน่อย มีหัวข้อมีนั่นมีนี่เล็กๆน้อยๆ มันไม่ต้องมีถึงกับหัวข้อ ได้รับส่วนย่อย ส่วนหยาบนิดๆหน่อยๆ ท่านก็บานแล้ว รู้เรื่องแล้ว ส่วนวิปัญจิตัญญูนั้น จะต้องมีหัวข้อนั่นนี่แจกแจงเล็กน้อย ถึงจะสว่าง ถึงจะเข้าใจ ถึงจะบาน ถึงจะเป็นไปได้ ส่วนเนยยบุคคลนั้น โอ้โห ซ้ำซ้อน หมุนเวียน หมุนวน พยายามกันแล้ว กันเล่ามากมาย เนยยะ อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างหนา มีเยอะแยะมีอย่างหยาบอย่างกลาง อย่างละเอียด มีอีกหลายขั้น หลายตอน ก็ต้องว่ากันไปนาน ส่วนปทปรมะ ไม่ต้องไปพูดถึง เพราะว่าพูดอย่างไรๆๆ ก็ปักมั่นอยู่อย่างนั้นแหละ จมโคลนจมดินอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่งอกไม่เงย อาตมาก็เคยว่า พวกเราว่าพวกเรานี่ มันเป็นเนยยะ ในระดับเนยยะเสียส่วนมาก อาตมาจึงต้องหนัก แต่หนักยังไงก็ไม่มีปัญหาหรอก มันก็ ฐานที่เป็นจริง เรามีบุญบารมีเท่านี้ อยู่อย่างนี้ก็ต้องทำไป ช่วยกันไป แต่ดีขนาดนี้ที่จริง อาตมาก็ว่าดีแล้วละ แต่มันดีกว่านี้ยังมีอีก ที่เราจะต้องพากเพียร ที่อาตมาต้องย้ำต้องซ้ำกับพวกเราอย่าอยู่หยุดอยู่นะ อย่าทำเป็นฉวยโอกาสได้แป้น ได้บัลลังก์แล้วก็แช่ไป เฉื่อยไป ซึมไป ไม่ขวนขวายการศึกษา ไม่ขวนขวายปฏิบัติประพฤติ ไม่เคร่งกับตัวเอง ไม่สังวรระวังปล่อยปละละเลย จริงเราได้ฐานอาศัย ได้ฐานอาศัยพอสมควร แต่ฐานอาศัยเหล่านี้ มันก็จะต้องอาศัยเพื่อเจริญ ไม่ใช่ว่าฐานอาศัยนี้อาศัยเพื่อเสพ ถ้าอาศัยเพื่อเสพแล้ว มันก็ช้านาน แล้วมันก็ประมาท ตกต่ำได้ด้วย อัปปมาทสูตร เราก็อธิบายผ่านมาแล้ว ว่ามันไม่มีอะไรดี มีเลวแต่ถ่ายเดียว ประมาทนะ เพราะฉะนั้น วันเวลาล่วงไป อย่าประมาท อย่าปล่อยปละละเลย พระ- พุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ มุมเหลี่ยมต่างๆ แต่แค่ว่าอย่าติดแป้น อย่าเป็นเทพนิกาย แล้วก็อย่าหยุดอยู่ ตามฐีติสูตร ต้องเจริญขึ้นๆ หยุดอยู่ไม่เอา อย่าว่าแต่เสื่อม ไอ้เสื่อมนั้น ป่วยการกล่าวไปไย ถึงความเสื่อมไอ้นั่นแน่นอนละ แม้แต่หยุดอยู่กับที่ไม่เจริญขึ้น พระพุทธเจ้าก็ไม่เอา ไม่สรรเสริญ ไม่ให้เป็น เพราะฉะนั้น ต้องเจริญขึ้น ทุกเมื่อ ทุกขณะ ทุกเวลาให้ได้ อย่าปล่อยเวลาให้โมฆะ อย่าปล่อยให้เปล่าให้สูญไป เพราะฉะนั้น ต้องสังวรระวังจริงๆ ต้องตรวจตราตัวเองเสมอตรวจสอบใช้เตวิชโช อะไรเราได้แล้ว อะไรเราดีแล้ว อะไรที่ยังไม่ดี ต้องแก้ ต้องไขจริงๆ ต้องแก้ไข ต้องปรับปรุง และพวกเราเองนี้แหละ ขอย้ำอีกว่าเป็นเหตุปัจจัยเป็นตัวโจทย์ให้แก่พวกเราเองได้อย่างดีที่สุด หยาบมาก ก็หยาบอย่างพวกเรา จะไม่เหมือนอย่างข้างนอก ข้างนอกหยาบมาก จนพวกเราบางทีนี่เจ็บปวดมากมายเกินไป หรือว่าเสียหายมากเกินไป ด่างพร้อยเหม็นเน่าเกินไป ของพวกเรานี่แหละกำลังพอเหมาะ อะไรๆมันก็อยู่ในสัดส่วนที่มันจะต้องเป็นไปตามวิบาก เป็นไปตามองค์ประกอบของเหตุปัจจัย แสวงหาอย่างไหน ไปตกอยู่ในกลุ่มไหม หมู่ไหน มันก็จะอันนั้นละเป็นสิ่งแวดล้อม เป็นสัมปวังโก แล้วอันนั้นก็ต้องเป็นเนื้อแท้ของโจทย์ เพราะฉะนั้น พวกเราอย่าได้รังเกียจกันเกินไป พ่ายแพ้ภัยตัว เราก็ได้แต่เกลียดแต่ชังกันขณะนี้พวกเรานี่ก็ชังกัน ถ้าเผื่อว่าในหมู่ยังรับอยู่ ก็จงรู้เถิดว่า หมู่ยังรับอยู่นั้นน่ะ เขาก็เป็นตัวโจทย์ที่ดี แม้เขาจะร้าย มันก็เป็นความร้ายของเขา เป็นความต่ำของเขา เราช่วยเขาไม่ได้ เราก็อย่าไปเที่ยวได้ทำตัวเองสิ เราช่วยเขาไม่ได้ เราก็ต้องตั้งหน้าตั้งตารับว่าไอ้นี่เป็นโจทย์สำคัญนะ หยาบนะ แรงนะ เพราะฉะนั้น เราตั้งหน้ารับแล้วเราได้ประโยชน์จากอันนี้แน่นอน เอาเงินไปจ้างอีกกี่ล้าน กี่ล้าน ก็ไม่มีโจทย์มาอย่างนี้หรอก ไม่เหมือนหรอก แล้วมันของคุณนั่นแหละ จะว่าไปทางกรรมวิบาก วิบากของคุณต้องเจอแล้วละ ทำไมเราจะต้องเจอกับคู่วิบากอย่างนี้ ใช่ ต้องเจอกับคู่วิบากอย่างนี้ ดีแล้วละ อย่าเลี่ยงเลย ตั้งหน้าตั้งตาเถอะ พิจารณารู้เรารู้เขาให้จริง รู้เรารู้เขาได้จริง ได้ชัดเท่าไหร่ รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ก็ฟังกันมาจนชินหูแล้ว ถ้าไม่รู้เรารู้เขาได้ชัดเจน รบร้อยครั้ง แพ้มันทั้งร้อยครั้งนั่นแหละ แล้วก็อ่อนแออยู่อย่างนั้นแหละ จะเจริญอะไรได้ เพราะฉะนั้น เราพยายามสำนึกดีๆ อย่าไปหนีโจทย์ อย่าหนีโจทย์ แข็งแรงให้ได้ พยายามกัน ในแวดในวงพวกนี้ คนมีจริต มีวาสนา คนจริตอย่างนั้น วาสนาอย่างนั้น หยาบแรง มันก็เป็นจริง บางคนไม่หยาบ ไม่แรงหรอก บางคนนี่ไม่ได้กลัวหรอกเรื่องหยาบ เรื่องแรง แต่กลัวเรื่องอ้อนแอ้น เรื่องกระดิ๊กกระดี้ บางคน เรื่องหยาบเรื่องแรงเรื่องตรง โผงๆผางๆ นี่ไม่กลัว ชอบ บางคนนี่ชอบ ไอ้กระดิ๊ก กระดี๊ กระด็อกกระแด็ก ยังไง อาตมาไม่รู้จะใช้ภาษาอะไรเรียกลักษณะมันต่างกัน มันจะอ้วก มันเอ้อ มันน่าผลัก มันน่าหน่าย มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ เป็นธรรมดาธรรมชาติ ก็มีเป็นลักษณะอย่างนั้นๆ เราก็พิจารณาให้ดีว่าไอ้นี่เป็นวาสนาของเขา ไอ้นี่เป็นจริตของเขา ไอ้นี่เป็นเขาเป็นเราช่วยเขาได้ไหมละ ช่วยเขาได้เราก็พยายาม มีวรยุทธอย่างไร มีความสามารถอย่างไร ที่จะช่วย เราก็ช่วยไป ช่วยไม่ได้ก็ต้องปล่อยเขา และเราเองจะชอบหรือไม่ชอบ นั่นแหละตัวที่ก่อให้เกิดความชอบ ความไม่ชอบในใจเราได้ นั่นแหละเป็นตัวโจทย์ที่ดี เราจะได้อ่านความชอบความไม่ชอบในใจเราชัด แล้วเราก็จะได้จัดการมันตามความจริงของจริง มันเป็นของจริงนะ ทำกับมันเลย กับของจริงนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นมันไม่เกิดง่ายๆ แล้วมันก็ยิ่งไม่ได้ทำสิ แต่นี้มันเกิดง่ายดีนะ ประเดี๋ยวก็สัมผัสแตะต้อง ประเดี๋ยวก็แสดงบทบาท แสดงตัวออกมา อ่านให้ได้ รู้ให้ทัน ว่ามันเกิดแล้ว ผีในเรามันยังไม่ตาย ผีชอบ ผีชัง ผีชิง ผีชังอะไรอยู่นี่ เกิดอยู่นี่ อ่านให้มันจริง แล้วก็ปฏิบัติ ปฏิบัติสมถภาวนา วิปัสสนาภาวนา โดยเฉพาะวิปัสสนาภาวนา โดยที่มันรู้เท่าทัน แล้วก็รู้วิจัยเหตุวิจัยผล วิจัยสัจจะ ความแท้ของแท้อะไรมันดีแท้ แล้วทำไมเราจะต้องทำใจให้มันเลวร้ายอยู่ ทำใจให้มันดี คืออะไร เอาให้ชัดเจน ปรับแก้ไขจริงๆ จัดแจงให้มันลดละจางคลาย จนเห็นเลยว่ามันลดละจางคลายไปด้วยเหตุผล ไปด้วยสัจจะความจริง ไม่ใช่ว่าลดละจางคลายไปเพราะหลบ เพราะเลี่ยง เพราะหนี เพราะทำลืมๆ เพราะกด เพราะข่ม ไม่ใช่ เพราะสัจจะความจริง เพราะเหตุผลที่แท้จริง เพราะเรื่องชัดเจนเลยว่า มันไม่ดี มันต้องไป มันไม่ดี มันต้องอ่อนตัว มันต้องลดละจางคลายอาการลงไป มันไม่ถูกไม่ต้องจริงๆ ปัญญาญาณที่เห็นความจริงตามความเป็นจริงที่แหลมที่ลึกที่ชัดขึ้นไปนั่นแหละ มันเป็นฤทธิ์ เป็นอำนาจปราบกิเลส นี่เรียกว่าวิปัสสนาญาณ หรือญาณทัสสนวิเศษ ญาณทัสสนวิเศษมีฤทธิ์ มันเป็นเรื่องของผู้ดี มันเป็นเรื่องของอริยะ เรื่องของผู้ประเสริฐ ไม่ต้องไปเอาแรงกดข่มกัน เหมือนอย่างแรงๆ อย่างสัตว์เดรัจฉานนี่ ใช้แรงเข้ากดข่มกันอย่างเดียว ใช้อำนาจบาตรใหญ่ด้วยสิ่งที่รุนแรง มีเขี้ยว มีเล็บ ทำให้เจ็บให้ปวด ทำให้ทรมานโหดร้ายไปด้วยรูปธรรม แต่สัตว์ที่เจริญแล้ว สัตว์ประเสริฐแล้ว ใช้นามธรรม ใช้สัจจะความจริงใช้ปัญญาญาณ ใช้เหตุใช้ผล แล้วมันมีฤทธิ์ด้วย มันทำให้กิเลสตาย มันทำให้คนยอมแพ้ ไม่ได้ยอมแพ้ด้วย เอาเรี่ยวแรงเข้าไปทุ่ม ไปเอาอำนาจบาดใหญ่เข้าไปกดไปข่มกันไม่ใช่ แต่เพราะสัจจะความจริงที่เกิดจิตใจ จิตวิญญาณต้องจำนน ต้องยอมแพ้ ต้องยอมรับ แล้วเลิกราไปด้วยสัจจะความจริง นี่เป็นเรื่องประเสริฐ นี่เป็นเรื่องของมนุษยชาติชั้นสูงชั้นเจริญ จะเป็นโลกยุคไหน มนุษย์ยุคไหน ความเจริญก็อย่างนี้ มนุษย์ที่เจริญ ก็คือเจริญทางจิตวิญญาณ ทางปัญญาญาณ ทางสัจจะความจริงอย่างนี้ ไม่ใช่เจริญเพราะเอาเรี่ยวเอาแรงเข้าข่มเข้าขี่กัน ปราบปรามกันด้วยอาวุธ เขี้ยวเล็บ คนไม่มีเขี้ยว ไม่มีเล็บก็ไปสร้างดาบ สร้างมีด สร้างอาวุธ สร้างปืน สร้างระเบิด สร้างอะไรขึ้นมานี่ อย่างที่มันทำกันอยู่ทุกวันนี้ ไอ้อย่างนั้น มันวิธีการของคนไม่เจริญ มีเหตุการณ์ของโลกนี่ เขาพยายามที่จะระงับระเบิดปรมาณูกัน ระเบิดนิวเคลียร์กัน นี่มันเป็นความเจริญของโลกชนิดหนึ่งเหมือนกัน มีสัญญิงสัญญากันว่าหยุดสร้างนะ หยุดก่อระเบิดนิวเคลียร์ หรือว่าอาวุธ ขีปนาวุธร้ายแรง ต้องมีกำหนดกันนะ ลงมา นี่มันเป็นความเจริญชนิดหนึ่ง ความเจริญของมนุษยโลก สังคมโลกจริงๆ ซึ่งสามัญสำนึกเราก็คงพอรู้ ถ้ามันยังเอาชนะกันด้วยระเบิดนิวเคลียร์ หรือว่าความรุนแรงด้วย ไม่ต้องหรอก พูดกันด้วยใครมีปัญญา ใครมีความเฉลียวฉลาด ใครมีของจริงชักลึกของจริงนี่ขึ้นมายืนยันกันได้ จนต้องยอมจำนนด้วยของจริง ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยสัจจะพวกนี้ อะไรมันเหนือกว่าอะไรที่แท้ ดีกว่าที่แท้ ก็ยอมความดีความถูกต้องกัน ไม่ต้องไปทำให้เจ็บให้ปวด ไม่ต้องไปทำให้พังให้เสียอะไร อย่างนี้ต่างหากละคือมนุษย์ประเสริฐ เพราะฉะนั้น ความเจริญที่แท้ของมนุษยชาตินี่ ไม่ใช่ความเจริญที่แท้ อย่างที่ผนวก แต่มันก็ต้องปนเป ไม่ใช่ผนวกเอาอาวุธร้าย เอาอะไรร้ายเข้ามา แต่มันก็ต้องมีปนเปอยู่ สำหรับพวกที่เขายังอาศัย ยังไม่มีอำนาจทางธรรม ยังไม่มีฤทธิ์ ไม่มีแรงทางธรรมเพียงพอ ของพระพุทธเจ้านั่น ท่านตรัสชัดเจนเลยนะ เราวางอาวุธ วางศาสตรา วางทัณฑะ นี่คือไม้กระบอง อย่างที่เขาทำกันนี่ เพราะฉะนั้น อย่าว่าแต่กระบอง ยิ่งอาวุธร้ายเท่าไหร่ มันยิ่งแสดงถึงความเลวร้าย ยังไม่สูงอยู่ตราบนั้น เพราะเรายิ่งวางอาวุธ วางศาสตรา วางทัณฑะ วางสิ่งเหล่านี้ นั่นแหละคือผู้เจริญ เพราะฉะนั้น ในระดับของโลกุตระนี่วางอาวุธ แม้ที่สุดเขาจะทำร้ายเรา อหิงสา ที่อาตมาบอกไว้เป็นขนาดๆ ความหมายของอหิงสา หรือวิหิงสาด้วยว่าโหดร้ายรุนแรง วิหิงสา แปลว่าเบียดเบียน นั่นเป็นความหมายในระดับล่าง ระดับแรงวิหิงสา โหดร้ายรุนแรง เพราะฉะนั้น ถ้าอหิงสาได้ จนกระทั่งหมดเบียดเบียนเลย ไม่เหลือเบียดเบียนเลย ก็เป็นอหิงสาสมบูรณ์ หมดเบียดเบียนเลยอย่างพวกเรานี่ อาตมาว่าปฏิบัติธรรมในขีดนั้นที่พระพุทธเจ้าท่านจัดไว้อยู่ในขีด วางศาสตรา วางทัณฑะ วางอาวุธ วางไม้พลอง ไม้อะไรที่จะไปทุบไปทำร้าย ทำลายอะไรกันแล้ว พวกเรานี่อย่างเก่งก็ปากหอก กายกรรม ที่จะไปแสดงบทบาทรุนแรง ทารุณโหดร้ายพวกนี้นี่ คิดว่ายอมได้แล้ว ไม่สู้เขาไม่ทำอะไรเขาหนักหนาหรอก อาจจะมีบางคน อาจจะมีบางคนที่มันเป็นบ้าง บางคนวูบวาบ มันรุนแรง อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย ขอทีเถอะ แล้วก็ตัวเองที่ทำอะไรเลวร้ายลงไปในคนนี่นะ ผู้ที่มีสำนึกดีนี่ พอได้ทำลงไปแล้ว มันรู้สึกว่า สำนึกเสียใจนะว่าเราได้ทำสิ่งที่ไม่ดีอันนี้ นี่เรายังหยาบคายอยู่นะ ผู้มีหิริ มีโอตตัปปะที่แท้ จะระลึกจริงๆ จะสำนึกจริงๆ แหม นี่เราแสดงออก นี่เรามีกายกรรมอันต่ำ หรือวจีก็ตาม พอเราบอก เออ เรายังมีวจีอันหยาบ เรายังมีวจีอันต่ำ ยังมีวจีอันลามก ยังมีวจีอันเป็นบาป ยังมีวจีอันไม่งาม ไม่สวย ไม่สุภาพ ยังไม่ลงตัว ยังไม่ดีงามสมส่วน เราจะมีปัญญาเข้าใจไปเรื่อยๆ แล้วลดละมาเรื่อยๆ ไม่มีหยาบ ทางกายก็ลด ทางวจีก็ลดลงมา จนกระทั่งเหลือในใจเราก็จะรู้ ความสุภาพหรือว่าความเรียบร้อยของใจ ถ้าถึงขั้นที่มันไม่หยาบ มันไม่เป็นบาป มันไม่เป็นปาปิกา จะในทางอิสสา หรือในทางอิจฉา ก็ตาม ถ้าเมื่อมันสุดท้าย มันไม่มีแล้ว ก็จะรู้ว่า มันเหลือน้อย เหลือเล็ก เหลือละเอียด เหลือส่วนย่อย ส่วนบางอะไรนี่ ญาณปัญญามันจะแจ้งชัดให้แก่เรา เสร็จแล้วเราก็เป็นกลุ่มสังคม ทุกวันนี้ พวกชาวอโศกเรานี่ เป็นกลุ่มสังคม แล้วก็มีบทบาทลีลา มีวัฒนธรรม มีจารีตประเพณี มีกายกรรม วจีกรรม มีพฤติกรรม มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มีพฤติกรรมขนาดหนึ่ง พวกเรานี่ 10 ปี 20 ปี อาตมาทำงานกับพวกเรามา ถึงขั้นที่หยาบคาย ทะเลาะเบาะแว้งตีกัน ฟันแทง หยาบๆ กร้านๆ อะไรในพวกเรานี่ ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงก็น้อย มีบ้าง error ที่มีตบกันบ้างก็น้อยเต็มที 10 ปี 20 ปี อาตมาอยู่ที่นี่ มีคนตั้งไม่รู้เป็นร้อยเป็นพัน เป็นหมื่น มาสังสรรค์กันหลายครั้งหลายที เกี่ยวข้อง มันเกี่ยว- ข้อง มีสัมพันธ์ ปฏิสัมพันธ์อะไรกันอยู่อย่างขนาดนี้ แล้วยังมีความแรง หรือว่าโหดร้าย รุนแรงอะไร แค่ตบ แค่ตีนี่ ยังไม่ปรากฏ อย่างดีก็มีแค่ปากหอก หอกปาก ก็ไม่ได้จัดจ้าน ไม่ได้มากมาย ไม่เหมือนชาวโลกเขาประเดี๋ยวก็ทะเลาะกัน เถียงกัน อยู่ด้วยกันแม้แต่ครอบครัว พ่อแม่พี่น้อง ถกเถียงกัน หยาบคายรุนแรง พวกเรานี่ ยังไม่เป็นถึงปานนั้น ขนาดไม่ใช่พี่ใช่น้อง ไม่ใช่พ่อใช่แม่ตนเอง อยู่รวมกันร่วมกัน ก็มีการกระทบสัมผัส กระทุ้งกระเทือนกันพอสมควร แต่ก็มีการระงับมีการอดได้ มีการสังวรระวัง มีการเป็นไปได้อยู่ แล้วก็พยายามปรับตัว ปฏิบัติตัว เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้แก่ตัวเอง เป็นข้อสอบ หรือว่าเป็นแบบฝึกหัด เป็นโจทย์ให้แก่ตัวเองได้ปฏิบัติไปด้วยซ้ำ เราก็เป็นอยู่พัฒนากันมาจนกระทั่งมีพฤติกรรมอย่างนี้ มีกายกรรม วจีกรรมเป็นวัฒนธรรม มโนกรรมนั่นแหละเป็นประธาน แล้วก็แสดงออกทางกายกรรม ทางวจีกรรม จะเป็นวัฒนธรรมคนบอกว่า พวกชาวอโศกมันอย่างนี้ แล้วเราก็รู้ในพวกเรา แล้วมันจะสั่งสม แล้วมันจะก่อเกิดพวกนี้ ถ้ายิ่งดีขึ้นเจริญขึ้น สุภาพขึ้น วัฒนธรรมสุภาพขึ้น สุภาพก็ไม่ได้หมายความว่า กระดิ๊กกระดี้ กระด้องกระแด้ง เป็นมารยา มารยาท แหมประดิดประดอย ลีลาหวานเจี๊ยบ หวานย้อย เย็นเจี๊ยบ หรืออะไรก็แล้วแต่เถอะ ก็ไม่ถึงขนาดอย่างนั้น แล้วก็ไม่ใช่แข็งกระด้าง กระโด๊กกระเด๊ก กระโดกกระเดกอะไรก็ไม่ใช่ แต่มันจะได้สัดส่วนกิริยา กายกรรม วจีกรรม มันจะได้สัดส่วน คือ ใครมีมากไป เราก็ติงกันอยู่ ขวางหูขวางตากัน ก็มีสิ่งที่จะแก้ไขขัดเกลาปรับปรุงกัน ประท้วงกันบ้าง มากไปทางอ้อนแอ้น กระดิ๊กกระดี้กระด้างก็ว่ากันไป กระดุ้งกระดิ้ง อะไรก็ลดไปบ้าง กระด้างก็ว่ากันไป กระดุ้งกระดิ้งก็ว่ากันไป ไม่ว่าจะเป็นทั้งภาษา วาจา คำพูด น้ำเสียง สำเนียงก็ตาม มันจะปรับไปเรื่อยๆ ตามความเห็นความรู้ ตามปัญญาที่เราได้ศึกษา ฝึกฝนเรียนรู้ แล้วก็จะได้ปรับปรุงอบรม นับวันนับคืนมันก็เป็นไป แล้วก็ถ่ายทอดไปเรื่อยๆ สืบทอดไปเรื่อยๆ ผู้ที่สูงแล้ว เจริญแล้ว ก็ต้องพยายามปรับเข้าไป ผู้ที่ได้รับส่วนกลางก็ปรับเข้าไป ผู้ที่รับมาต่อทอดไปในระดับหางๆ ก็ค่อยๆ ต่อไปอีกเรื่อยๆ จนกระทั่งเรามีเด็ก มีเยาวชนอะไรต่างๆนานา พวกนี้ เราต้องสำเหนียกให้มากนะว่า เราเองเราจะต้องเป็นหลัก ยิ่งผู้ใหญ่อยู่นาน ผู้ใดที่เป็นผู้ใหญ่ ผู้ใดที่เป็นผู้ที่ได้ฝึกฝนอบรมมามาก มาเยอะ ก็ต้องยืนยัน ต้องพยายามเป็นหลัก เป็นตัวอย่าง สิ่งที่ดีก็ต้องพยายามรังสรรค์ไว้ รักษาไว้ ประ- คองไว้ อะไรยังไม่ดี ก็ทำให้ดีขึ้นอีก เจริญขึ้นไปเรื่อยๆ มันไม่ได้เป็นความเสื่อม ทราม เสียหายอะไร อย่าปล่อยปละละเลยน่ะ ถ้าเราได้ช่วยกันจริงๆ โดยช่วยตน ช่วยตนก็ได้ช่วยกัน ช่วยกันนั่นก็มีอยู่แล้ว ส่วนมากนี่ ชอบไปช่วยคนอื่น ตัวเองไม่ดูตัวเอง ตัวเองไม่พัฒนาตัวเองอยู่นั่นน่ะ ส่วนมากมันจะลืม เพราะฉะนั้น อย่าลืมตนเองนี่แหละ พัฒนาตนไป ช่วยผู้อื่นก็ช่วยด้วย แล้วก็พัฒนาตัวเองไปด้วย เราจะช่วยผู้อื่นได้มากจริง ก็เพราะว่าเราพัฒนาตัวเองได้มากจริง ถ้าเราช่วยผู้อื่นโดยที่เราไม่ได้พัฒนาตัวเองได้มาก ช่วยผู้อื่นไม่มีประสิทธิภาพหรอก ถ้าเราเองดีมากจริง ช่วยผู้อื่นได้มากจริง แล้วคนเรามันมีอัตตามานะ มันอยากจะช่วยผู้อื่น แล้วมันอยากสอน อยากใหญ่ ทั้งๆที่ตัวเองยังไม่ใหญ่ ยังไม่สูง ยังไม่ดีจริง ทีนี้คำสอน ได้ฟังได้เรียน ได้ศึกษานี่ มันเอาง่าย แล้วมันก็รู้ง่าย จำได้ อันนี้ อย่างนี้ดี อย่างนี้ดี เราเอาไปพอได้ เอาพูดได้ ก็ไปสอนคนอื่นได้ แต่ตัวเองเป็นไม่ได้หรอกนะ พูดได้ เอาไปสอนคนอื่นได้ สอนคนอื่นได้ มันก็เลยกลายเป็นครูกันใหญ่ มันก็เลยสร้างอัตตามานะ มันเลยอยากใหญ่ อยากเป็นครู เป็นผู้รู้ สมัยนี้ยิ่งเป็นสมัยนิยมความรู้ แล้วความรู้มีราคา ตีราคาความรู้แพง นี่แหละทำให้สังคมเสื่อม เชิดชูผู้รู้ แล้วรู้ไม่จริงด้วย ถ้ารู้จริงๆเชิดชูไม่ว่านะ รู้ที่เป็นจริงนี่ รู้ที่ถูกต้อง แล้วก็เป็นได้ ไม่ว่าเลย ราคาจะแพงก็สมควร ถูกต้อง แต่นี่รู้ รู้ไม่จริงด้วยซ้ำ รู้มาก รู้ไม่จริง รู้เลอะ รู้เยอะ วนเสียด้วยซ้ำ รู้มาก แต่ไม่จริง แล้วขายราคาแพง ขายความรู้ ราคาความรู้นี่แพง สมัยนี้นิยมกันมาก นี่เรากำลังมาแก้ประเด็นนี้เหมือนกัน แต่ก็ต้องยอมรับนะว่า สังคมมันยอมรับอันนี้กัน เราก็จะต้องพยายามว่าเอาเถอะ มัน มันยอมรับอันนี้กัน ก็ค่อยๆแก้ไขไป แล้วเรามาเป็นจริง เพราะฉะนั้น ทุกวันนี้ เราถึงมาเน้นว่า ร้อยรู้ไม่สู้หนึ่งทำ เรามาเน้น พยายามที่จะทำให้เป็นให้จริงไปตามลำดับ แม้มันจะรู้ในระดับต้น ระดับกลาง ยังพูดถึงเรื่องลึกซึ้ง ละเอียดสูงส่งไม่ได้กับเขา ปล่อยเขาพูดไปก่อน แต่ว่าเราทำต้น ทำกลางไปให้ดีๆ ก่อน เขาถึงว่าพวกเรานี่ มันเหมือนพวกระดับต้น ระดับหยาบอะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่ผู้ดีเหมือนอย่างเขา มันก็เป็นลำดับอยู่ในตัวเหมือนกันสำหรับพวกเรา แต่ซ้อนเชิงจริงๆลงไปแล้ว มันไม่ใช่ว่าระดับต้นทีเดียวหรอก มันมีทั้งรู้ และเป็นไปได้ที่ลดละจางคลาย ที่จะต้องมามีองค์ประกอบ มีสภาพอย่างนี้ๆ มันมีผล อาตมาก็พยายามใช้ภาษาไทย อธิบายให้พวกคุณฟัง มันเป็นสิ่งที่สมสัดสมส่วนของมัน ตามกาละตามยุค ตามสมัย ตามสภาพที่มันควรจะเป็น ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างพวกเรามากินมื้อเดียวนี่ เขาว่าเราสุดโต่ง แล้วเราก็พยายามประกาศ สมัยพระพุทธเจ้านี่ เขาไม่ได้ประกาศกินมื้อเดียวแข่งกันนะ เขาไม่ได้ประกาศกินมื้อเดียว เพื่อที่จะถ่วงสังคมนะ สมัยพระพุทธเจ้านั้น เขาประกาศอดข้าวแข่งสังคม อดข้าวนะ ไม่ใช่กินมื้อเดียวหรอก กินน้อยกว่ากินมื้อเดียวอีก สมัยพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น เขาจะนิยมชมชื่นกับคนอด เพราะเขาเข้าใจ สมัยนี้ แม้แต่กินมื้อเดียว ยังไม่เข้าใจเลย เมื่อวานนี้ นักข่าวยังถามเลย ไอ้กินมื้อเดียวเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้าด้วยหรือ เขาถามอยู่เลยเมื่อวาน บอกว่าใช่ยืนยันเลย กินมื้อเดียวนี่ เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า มีอานิสงส์ 5 ประการแน่ะ แต่ไม่ได้อธิบายถึง 5 ประการให้ฟัง บอกว่าแล้วประการที่ 1 ใน 5 พระพุทธเจ้ายืนยันว่า กินข้าวมื้อเดียว เป็นผลดีมากมาย มีพลังมีกำลัง มี power คนแปลเขาก็ใช้คำว่า เพาเวอร์ กินมื้อเดียวนี่มีกำลัง กินหลายมื้อไม่มีกำลังหรอก แนวลึกๆ นั่นน่ะ มันของลึกของสูงนะ แต่ดูเผินๆ มันดูหยาบๆ อะไรมันติด กินมื้อเดียวมันเข้าท่าอะไรว้า ไม่ใช่คำสอนพระพุทธเจ้าเขาไม่ค่อยรู้รายละเอียดอะไรอย่างนี้เป็นต้น ยิ่งมันดูเหมือนต่ำๆ หยาบๆ เขาถาม 2 ประเด็นใหญ่เท่านั้นแหละ กินมื้อเดียว กับไม่งส่งเสริมเรื่องเซ็กส์ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยหรือเปล่า ไอ้เรื่องเซ็กส์นั่นพูดเขาคงพอเข้าใจ แต่เรื่องกินมื้อเดียวนั่นมันงง แม้แต่ในคนไทยเอง แม้แต่อนันต์ ยังซัดพวกเราเลย มันมาพูดแต่เรื่องกิน ตะกละตะกลาม ไม่ ปฏิบัติวิปัสสนา เขาไปโน่นเลย อย่างนี้ เป็นต้น เอาละ อาตมาได้บรรยายอะไรกว้างๆ ลึกๆ อะไรก็เจาะไป เท่าที่เรามีเวลา เพราะว่า เราก็เรียนไปเรื่อยๆ น่ะ ศึกษาไปเรื่อยๆ อธิบายเอาเหตุการณ์ปัจจุบัน เอาองค์ประกอบที่มันเป็น มันมีมาพูดประกอบนี่แหละมันดี ต้องฟังดีๆ แล้วเราก็พากเพียร อย่าติด อย่ายึดอยู่ อย่าแช่อยู่เท่าเก่า อย่าประมาทน่ะ เพราะว่าเราต้องเจริญยิ่งๆขึ้นไป มันเป็นความเจริญทั้งตนเองและสังคม มันเจริญมาได้อย่างนี้ ก็ดีแล้ว ต้องพยายามพากเพียรกันต่อไป เอ้า สำหรับวันนี้ เอาแค่นี้ก่อน

ถอด โดย ประสิทธิ์ ฝ่ายทอง 9 มิ.ย. 2536 ตรวจทาน 1 โดย สม.ปราณี 14 มิ.ย. 2536 พิมพ์ โดย สม.มาบรรจบ 16 มิ.ย.36 ตรวจทาน 2 โดย โครงงานถอดเทปฯ 16 มิ.ย.36

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน