351008 สีหสูตร โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
351008 สีหสูตร โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์
สีหสูตร ทำวัตรเช้า วันที่ 8 ต.ค.2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์
เราได้พิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้ากันมาเรื่อยๆ และก็คงจะต้องพิสูจน์ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ พิสูจน์ ปฏิบัติ ประพฤติโดยปริยัติ ปฏิบัติ และเมื่อมันได้ผล ได้สิ่งที่เราเกิด เราเป็น เรามี จิตใจมันจะเบิกบานผ่องใสนะ เราจะเห็นว่าคนเรานี่มันทุกข์ แต่เราไม่รู้ทุกข์ เพราะเราเอาความสุขที่เป็นโลกียสุข ที่ได้พอใจ ที่ได้เสพบำเรอนั่นน่ะมาหลอกเอาไว้ มาคั่นเอาไว้ แล้วก็เลยอยู่กับไอ้สิ่งนั้น ถ้าไม่ได้สิ่งนั้น ก็รู้สึกว่ามันขาด มันเป็นชีวิตที่พร่อง เป็นชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ จึงมีสิ่งที่เรียกว่ากิเลส เรียกว่าตัณหา เป็นเจ้าเรือน แล้วก็จะต้องบำเรอบำบัดกิเลส ตัณหานั้นๆเสมอๆๆ เป็นมาอย่างนั้น ตั้งแต่มันไม่ค่อยรู้เรื่อง มีน้อยเป็นเดรัจฉาน จนกระทั่งมันมีมาก ช่างหาเรื่องมาให้แก่ตัวเอง บำเรอบำบัดให้แก่ตัวเองมาเรื่อย จนกระทั่งกลายมาเป็นมนุษย์นี่ มันหนักหนาสากรรจ์ที่สุดเลย เมื่อเรามาเรียนรู้ แล้วก็ได้เลิกได้ละ ได้ล้างโลกียรสออกไปเรื่อยๆๆ เราก็เห็นได้ว่าชีวิตนี่ มันยิ่งไม่ต้องการ ไม่ต้องบำเรอ ไม่ต้องบำบัด ชีวิตมันยิ่งง่ายยิ่งโปร่ง เราจะเห็นว่าความอึดอัดขัดเคือง ความจะต้องมามีน้ำหนักอะไรที่จะต้องแสวงหาที่จะต้องดิ้นรนอะไรนี่ เพื่อมาบำเรอบำบัดมันน้อยลงๆ มันก็จะว่างลงๆ ทีนี้ชีวิตของคนนี่ เมื่อเวลาไม่ต้องบำเรอ ไม่ต้องบำบัดอะไรให้แก่ตนเอง ว่างลงๆ นี่มันก็จะเบาจะง่ายเข้า ก็จะเห็นความจริงว่ามันเบา มันว่าง มันง่าย เมื่อมันง่ายแล้วมันเป็นไง เบา ว่าง ง่าย มันก็จะติด มันก็ไม่อยากจะทำอะไร ก็จะให้มันผ่านไปวันๆคืนๆ ชีวิตมันก็คล้ายๆ กับสัตว์เดรัจฉานเข้าไปอีก เพราะสัตว์เดรัจฉานนี่ มันไม่มีธุระอะไร ถ้ามันหิว มันอยา
อ่านต่อ
กแสวงหา มีกิเลสตัณหาอะไรขึ้นมา ก็เที่ยวหามาบำบัดตน เมื่อมันบำบัดได้แล้ว มันก็ไม่มีสังขารอะไรมากเหมือนคน อย่างที่กล่าวแต่ต้น ไม่หาเรื่องอะไรมาบำเรอบำบัดตนเองมากมาย มันก็บำเรอบำบัดตัวเองนิดหน่อย แล้วมันก็จบ แล้วมันก็ว่าง มันก็อยู่เฉยๆ นอนๆอยู่นิ่งๆอยู่ ไปหลบๆ หลับๆคู้ๆไปตามเรื่องตามราว ไม่มีประโยชน์อะไรกับโลก สัตว์มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร มันก็อยู่อย่างนั้นของมัน แล้วก็จบไปวันๆ ชะลอไป ยาวนานไปจนกว่าจะตาย ก็ไร้ค่า เราก็เห็นว่าชีวิตเกิดมา มันไม่มีอะไรเลยนะถ้าไม่ทำงาน ถ้ามันไม่ทำกรรมกิริยาอะไรที่จะเป็นการรังสรรค์ สร้างสรร เป็นคุณค่าต่อสัตวโลก ต่อเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะมนุษย์ ก็เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนี่แหละ หรือเป็นเพื่อนมนุษย์ต่อกันนี่แหละ วิเศษยิ่ง ยิ่งทุกวันนี้มีเรื่องที่จะสอนกัน ที่จะแนะนำกัน ที่จะช่วยกัน อุดหนุนกัน ยิ่งมาก เพราะว่าคนผลาญมาก คนทำลายมาก บำเรอมาก มันก็ยิ่งพร่อง มันก็ยิ่งน้อย มันก็ยิ่งลำบาก มันก็ต้องแย่งต้องชิง เราก็ต้องช่วยกันสร้างสรร และก็สอนกันให้หยุดผลาญ หยุดบำเรอตน อย่างที่เรากำลังกระทำอยู่นี่ชีวิตจะมีคุณค่า ชีวิตที่เกิดมาใกล้กลียุคนี่ ยิ่งนานมายิ่งมีสังขารมีอะไรมาก ยิ่งทุกวันนี้ ถ้ารู้ดี เข้าใจธรรมะดีแล้ว จะเป็นชีวตที่มีบุญมาก ชีวิตทุกวันนี้ ยุคนี้สมัยนี้ มีบุญมากกว่าสมัยพระพุทธเจ้า ใครทำบุญทำกุศลนี่ บุญกุศลราคาแพง ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ถ้าเอาหลักเศรษฐศาสตร์มาจับแล้วจะเห็นชัด เพราะทุกวันนี้บุญ การเสียสละ การขาดแคลนมันมีมาก สมัยพระพุทธเจ้าการขาดแคลนมีน้อย เพราะฉะนั้น ของที่มันยังมีอุดมสมบูรณ์อยู่ ราคามันจึงไม่สูง โดยสัจจะ ทุกวันนี้นี่ของมันขาดแคลนมาก วัตถุดิบหรืออะไรก็แล้วแต่ที่มันเป็นสิ่งจำเป็นของมนุษย์นี่ ขาดแคลนมาก เมื่อขาดแคลนมาก เราสร้างขึ้นมาราคามันก็แพง การเสียสละ ก็น้อยกว่าสมัยพระพุทธเจ้าไปทางนามธรรม สมัยพระพุทธเจ้าเสียสละง่าย มันแย่งชิงกันไม่มาก การหวงแหนก็ไม่มาก มันมีอยู่มาก มันมีอุดมสมบูรณ์มากกว่า เพราะฉะนั้น การแย่งชิง การตระหนี่ถี่เหนียว ก็จึงมีน้อย เดี๋ยวนี้การตระหนี่ถี่เหนียว แย่งชิงมาก หวงแหนมาก แรงด้วย จัดจ้านด้วย เพราะฉะนั้นการ เสียสละ การสร้างสรรขึ้นมาทดแทน จึงมีราคาสูงมาก บุญจึงมาก ฟังเหตุผลเหล่านี้ดีๆง่ายๆไม่ได้ยากอะไรหรอก ชัดเจนไหม เพราะฉะนั้น ทุกวันนี้ ผู้ที่หลงไปตามโลก ตามโลกีย์ เมื่อแย่งชิงมาก การแย่งชิงก็บาปมาก การเอาเปรียบก็บาปมาก ที่ว่าแย่งชิงมากนี่นะ มันไม่ใช่ผิดหลักเศรษฐศาสตร์ คือคนเรานี่ของมีน้อย ราคามันแพง การแย่งชิงขึ้นมาจึงบาปมาก คนแม้จะแย่งชิงมาก ก็ยังบาปมาก มันดูจะค้านแย้งกันนิดหนึ่ง แต่ว่ามันยิ่งซ้อนลึกลงไปเลย เพราะว่าของยิ่งมีน้อย คนยิ่งมีน้ำหนักของการแย่งชิงนี่มันจัดจ้านขึ้นไป เพราะฉะนั้น ค่าของมันจึงสูง ค่าสูงที่ว่านี่ก็คือบาปมันสูง การแย่งชิงมันเป็นบาป มันสูง เพราะฉะนั้น การทำบุญจึงได้มาก การทำบาปก็จึงมีมากทุกวันนี้ คนที่ไม่ได้เรียนรู้พระธรรมของพระพุทธเจ้า แล้วก็ไม่ได้พัฒนาตนอิริยาบถกรรมกิริยา พฤติกรรมของคนทุกวันนี้ ที่ไม่ได้เรียนจึงบาปมากมายเหลือเกิน มีบาปกันจัดจ้าน มีบาปกันรุนแรง มีบาปสูง แต่เมื่อรู้โลกุตระ รู้ทิศทางที่จริงแล้วละก็มาทำบุญ ยิ่งด้วยน้ำใสใจจริง ด้วยความจริงใจ ด้วยความเจตนา มีปัญญารู้ แล้วก็เจตนาให้มันบริสุทธิ์ ให้มันสะอาด ให้มันปราศจากกิเลสที่ซ้อน จะไปลดค่าลงไปได้มากเท่าไหร่ บุญมันก็ยิ่งราคาสูงมากเท่านั้น พวกเรานี่ได้มาอบรมฝึกฝน แล้วก็ได้พัฒนากันสร้างบุญ เป็นโอกาสบุญจริงๆ นี่อาตมาไม่ได้หลอก ไม่ได้ลวง ไม่ได้มานั่งประเล้าประโลมอะไร เสร็จแล้วผลของพวกเราก็ได้กระทำพิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้า จะได้เห็นความอัศจรรย์ ว่าคนพวกเรานี่อยู่กันมากกันน้อย อยู่กันเยอะแยะ อยู่เป็นร้อยๆ อยู่รวมกัน เมื่อกี้นี้ อาตมาก็นึกถึงพระวิหารที่จะสร้าง เสร็จแล้วทางการนี่ เขาก็ประท้วงว่าวิหารนี่เขาไม่เรียกวิหาร เพราะว่าเราไม่ได้ไปบอกว่าไอ้โน่นไอ้นี่อะไร เราก็บอกเป็นอาคารสร้างธรรมดา สูง 5 ชั้น ตึกที่สูง 5 ชั้นขึ้นไปนี่เขาจะต้องมีที่จอดรถ จะเป็นชั้น 2 ชั้น 1 ชั้น 3 หรือชั้นล่างพื้นก็ตาม ชั้นไหนชั้นหนึ่งก็ตาม ที่ต้องมีที่จอดรถก็เพราะว่าตึก 5 ชั้น จะต้องมีคนมาอาศัย มาทำงาน จะต้องมีคนจำนวนมากที่มาอาศัยทำงาน แล้วจะตองมีรถรามากมาย เพราะฉะนั้น จะต้องเดือดร้อนไปกวนคนอื่นเขา จะต้องมีที่จอดรถส่วนตัวของตน อาตมานึกแล้ว เออ พวกเรานี่มันไม่เหมือนเขา เพราะฉะนั้น มันไม่ตรงกับสูตรของเขา จริง ของเขานี่ คนเขามาทำงาน เขาจะต้องมีรถมีรา เพราะวาเขาเองเป็นคนที่ไปๆมาๆ เป็นที่ทำงานตั้ง 5 ชั้น นี่มันจะต้องเป็นสำนักงาน ที่จะต้องรับคนงานทำอะไรต่ออะไร แต่ของเรานี่ บอกว่าเป็นชั้นที่อาศัย ถึงแม้เป็นที่อาศัย เป็นบ้านเป็นเรือนของคนที่อาศัยนี่ เขาก็ไม่มีที่อาศัย คนที่จะเป็นครอบครัวใหญ่ เป็นร้อยๆคน และร้อยๆคนอย่างพวกเรานี่ ไม่มีรถรา คนตั้งเป็นร้อยคนอย่างพวกเรานี่ ไม่มีใครเป็นเจ้าของรถราสักคัน ซึ่งมันนอกรีตมันนอกเรื่อง นอกไอ้ที่เขาคิดน่ะ มันนอกกฎ นอกระเบียบ นอกสามัญ มันเป็นวิสามัญ อาตมาก็นึกขำๆอยู่ แล้วจะไปเถียงเขายังไง จะไปแย้งเขายังไง บอกว่าไอ้สถานที่ของเรานี่นะ เรารู้ความจำเป็นนะ เรารู้โดยหลักเกณท์ของสัจจะนะว่า เออ ถ้าเป็นที่ทำงานตึก 5 ชั้น เขาจะต้องมีคนมาทำงาน คนมาทำงานก็จะต้องมีรถมีราวิ่งไปวิ่งมา จะต้องมีที่จอดที่เก็บอะไรต่ออะไรจริงๆ เราเห็นด้วยเลยนะ เข้าใจ๊เข้าใจ แต่ของเรานี่มันไม่เหมือนนะ เป็นข้อยกเว้นหนึ่งเดียวเท่านั้น จะเรียกว่าสำนักงานก็สำนักงาน จะเรียกว่าที่อยู่อาศัยก็ที่อยู่อาศัย จะเรียกว่ามีคนอาศัยมาก มากก็เป็นร้อยก็เป็นร้อยจริงๆเหมือนกันมาพักอาศัยทำงาน สร้างสรรอะไร ก็ใช่อาศัยเป็นประโยชน์นี่แหละ เป็นร้อยก็เป็นร้อยจริงๆเหมือนกัน แต่คนเหล่านี้ไม่ต้องเดือดร้อน เรื่องที่จอดรถหรอก เพราะเขาไม่มีรถนะ ซึ่งเขาจะไม่เชื่อ คนพวกนี้ไม่มีรถกันหรอก รถส่วนตนส่วนตัว มีรถที่จะอาศัยกัน แล้วก็ไม่กี่คันหรอก ซึ่งอาศัยจอดตรงไหนก็ได้ เขาจะไม่เชื่อเลย สำนักงานตั้ง 5 ชั้น ก็ไม่เล็กนะ สำนักงาน 5 ชั้นนี่กินที่ โอ พื้นที่ไม่รู้กี่ตารางเมตร นี่ เขาก็ไม่เชื่อ 25 คูณ 25 = 625 นี่เท่าไหร่เหรอ 625 ตารางเมตร มันก็ไม่ใช่เล็กนะ พื้นที่นี่ และก็ตั้ง 5 ชั้นนี่ คนอยู่เป็นร้อยๆ นี่ และไม่มีที่จอดรถนี่ เขาไม่ยอม นี่เขากำลังท้วงอยู่ เขาจะไม่อนุญาตให้มา เพราะไม่มีที่จอดรถ ไอ้เราก็มานึก เออ เขา ก็ไม่ผิดนะ เราก็ไม่ผิดนะ เออ เราก็ไม่ผิด เขาก็ไม่ผิด แต่เขาก็ไม่อนุญาตนี่ๆ สิ เราอยู่ในโลกนี้ มันยาก แต่เราก็ต้องพยายามต้องตามเขา เราจะมาตามใจเรานี่ เขาไม่เชื่อ และเาก็ว่าไม่ได้หรอก ผิดกฎของเขา กฎของเขาต้องเป็นอย่างนี้ ตามกฎ นี่โลกมันเป็นอย่างนี้ ซึ่งโลกเรามันเป็นเรื่องอัศจรรย์หลายอย่างเลย เป็นเรื่องที่จะประหลาด ที่จะไม่เหมือนกฎระเบียบเขา เราจะเป็นคนผิดกฎหมายในโลกนี้ไปเรื่อยๆนะ ฟังดีๆ เราจะเป็นคนผิดกฎหมายในโลกนี้ไปเรื่อยๆนะ นี่ไม่ได้ผิดกฎหมายเทศบาลเขาในโลกจริงๆ มันจะผิดกฎหมายเห็นไหม ในแง่นี้ที่เป็นประเด็น อาตมาก็มองเห็นว่า เออ อย่างนี้ จะไปเถียงกับเขา ก็ไปเถียงไม่ได้ เพราะว่า สามัญเขาเป็นอย่างนั้น เพราะเรามันเป็นวิสามัญเสียแล้ว พิเศษเขาก็ไม่ยอมยกให้ เราก็เลยต้องลำบากๆ อะไรกก็จะต้อง แหม จะต้องเสียสละ จะต้องอะไรอื่นๆ เต็มๆ แถมๆ ทั้งๆที่มันไม่มีความจำเป็นของเรา เราก็ต้องทำเผื่อไป เอา ก็จำเป็นเกิดมาในยุคนี้ ซึ่งเขาก็เป็นไปอย่างระบบของเขา ต้องเป็นอย่างนั้นน่ะ ตามสามัญ เราก็ต้องเข้าใจ เห็นความจริงของเขา ว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไอ้เราเองแม้จะพิเศษได้อย่างไร ยาก มันมีอีกหลายจุดหลายเรื่อง ที่อาตมาเห็นว่าของพวกเรานี่ จำเป็นก็จะต้องไปอนุโลมเขา ต้องไปตามเขา ทั้งๆที่เราเองเราไม่จำเป็นกับเขาเลย แต่เขาก็จะให้ได้อย่างเขา ถ้าไม่ได้อย่างเขา ไม่ได้หรอก เขาเป็นอย่างนั้นกันจริงๆ ในโลกเขาเป็นอย่างนั้น เราแม้ว่าเราเอง เราหลุดพ้นมาได้ เราไม่จำเป็นจะต้องไปเปลือง ต้องผลาญต้องเสีย เราต้องไปเสียเพิ่มอีก ไปเสียเพิ่มให้เขาอีก มันเป็นอย่างนั้น มันเป็นเรื่องประหลาดนะ เราได้พิสูจน์อะไรต่ออะไรมานี่ จะเห็นได้หลายๆอย่าง ที่มันดูแล้วขัดแย้ง ดูแล้วไม่สอดคล้อง แต่ของเรานี่ เบากว่าสบายกว่า ประหยัดกว่า ประหยัดนะ เราประหยัดอะไรต่อมิอะไรไปอีกตั้งเยอะ ตั้งแยะ อาตมายังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าเขาจะทำอย่างไร ถ้าเผื่อว่าเขาจะต้องเคลียร์พื้นที่ข้างล่าง ใต้ถุนนี่ ไม่ให้มีลาน จะให้ทำเป็นส่วนธรรมชาติ เป็นอะไรต่อมิอะไรขึ้นมา ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีในสังคมด้วยซ้ำไป เราทำอันนี้ขึ้นมาในสังคม เป็นเรื่องพิเศษอีกด้วยซ้ำไป กลับไม่ได้ จะต้องให้เป็นลานจอดรถ เราก็อาจจะอนุโลมยอมเอา แต่มันไม่มีรถมาจอด เราก็ปล่อยให้ต้นไม้มันขึ้น อย่างนี้ อาจจะว่าไปในอนาคตแหละนะ แต่ยังไม่ได้พูดเลย อาตมายังไม่รู้ด้วยซ้ำไป แว่วๆเท่านั้น ก็ยังไม่รู้เป็นความ จุดอะไรที่เขาไม่ผ่าน แต่แว่วๆ มาว่ามันไม่มีที่จอดรถ เขาก็เลยยังไม่ผ่านออกมาให้เท่านั้นแหละน่ะ ซึ่งที่จริงเราก็บอกนะ ตามที่เขียนกับอภิสิน ก็รู้อยู่ว่ากฎอันนี้ว่า ก็ที่ทั้งหลายแหล่พวกโน้นแหละ ที่ทั้งหลายแหล่พื้นที่ 2 ไร่ ยกนี่เราเสนอไป 2 ไร่ สร้างได้แค่นี้ ต่อไปโน่นจนกระทั่งสุดโน่นแน่ะเป็นที่ว่าง ก็เอาอันนั้นเป็นที่จอดรถ แต่ปรากฎว่าเขามาตรวจนี่แล้ว เขาเห็นต้นไม้ เขาเห็นกุฏิอยู่ เขาบอกว่ามันไม่ใช่ที่จอดรถ เขามาตรวจแล้วนี่ เขามาตรวจพื้นที่จริงแล้ว แต่เราเสนอไปนั่นน่า อันนั้นเป็นที่จอดรถ ไม่รู้วันเสาร์ หรือวันอาทิตย์หรือเปล่าก็ไม่รู้ละ ถึงเห็นไม่เห็นเขาก็ต้องให้มีที่จอดรถ ไม่ใช่ที่จอดรถมันเป็นต้นไม้ แล้วเขาก็มีเงื่อนไขว่าจะต้องตัดต้นไม้ จะต้องไม่มีกุฏิอะไรพวกนี้ เป็นที่จอดรถของเขาจริงนะ เขาอาจจะต้องว่าถ้าจริงก็ต้องจริงนะ ถ้ามันจริงมันก็ต้องใช้ที่ตรงนี้ ที่จอดรถอะไร เอาละ มันจะเป็นอย่างไร แล้วค่อยว่ากันไปนะ ก็ต้องมีทางออกอะไรสักอันหนึ่งแหละ ถ้าไม่มีอะไร อาตมาก็คิดว่าต้องยอมเขา ชั้นล่างนี่ว่าเป็นที่จอดรถ เพราะว่ามันเป็นลานกว้าง เป็นที่จอดรถอยู่แล้ว เราก็ทำอะไรที่พอทำได้ ส่วนอะไรพวกนี้ เราจะทำ เขาก็ทำกันไปตามลำดับทีหลังในอนาคต ก็เพราะว่าความจำเป็นของพวกเรามันไม่มีจริงๆ มันไม่เหมือนเขาจริงๆ ก็เป็นไปอย่างที่เราเป็น แต่จะว่าไปแล้ว เขาบอกว่าที่จอดรถ นั่นก็คือ รถที่มาวันเสาร์วันอาทิตย์มานี่ ก็ต้องให้มีที่จอดรถให้เขาซิ เพราะคุณเป็นสำนักงานที่ติดต่อกะสังคมเขาอย่างนี้ มันก็ถูกกับเขาอีกเหมือนกันนะจะว่าไป เราต้องมีที่จอดรถให้เขาเหมือนกัน ไม่ยังงั้นเขาจะไปจอดที่ถนนของเขาซิ ไปจอดในที่สาธารณะ ไปเอาเปรียบเขานะ มันก็ถูก ถ้าว่ากันจริงๆก็ถูกเหมือนกัน เราก็ติดต่อเหมือนกันนะ ติดต่อกิจการอะไรของเราก็มี สัมพันธ์กับสังคมเขาอย่างนั้น เรื่องพิเศษ เรื่องที่เป็นความต่าง ที่ความเป็นไปได้ ที่มันรู้สึกว่า มันแปลกจนกระทั่งถึงเรื่องเป็นความมหัศจรรย์ อัศจรรย์ นี่มันมี อย่างเมื่อวานนี้ อาตมาก็ได้พูดกับพวกเรา เมื่อวันอังคารอาตมาได้เทศน์ได้บรรยายว่า มันน่าอัศจรรย์นะ พวกเรานี่น่าอัศจรรย์ เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่โลกเขาเป็นไปไม่ได้แล้ว แต่เราก็เป็นไปได้ ดำเนินไปได้ ไม่น่าเชื่อ พวกเราที่เป็นคนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอัศจรรย์ โลกที่เต็มไปด้วยกาม เต็มไปด้วยอัตตามานะจะไปสอนให้คนนี่ ละกาม ละอัตตามานะนี่ มันเป็นไปได้ยาก เหลือเกิน ขนาดพระพุทธเจ้า ท่านยังปริวิตกอย่างนี้ ทั้งๆที่สมัยพระพุทธเจ้านั่นน่ะ คนที่มีกามก็ไม่หนาจัดเหมือนกับทุกวันนี้ มีอัตตามานะก็ไม่หนาไม่จัดเหมือนทุกวันนี้หรอก คนมีบุญ คนมีอินทรีย์พละดีกว่านี่ตั้งเยอะแยะ พระพุทธเจ้ายังปริวิตกเลย คือมายุคของพระพุทธเจ้านี่เป็นยุคหลังสุดแล้ว เป็นภัทรกัปสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าองค์นี้มาตรัสรู้นี่ มันไม่เหมือนยุคเริ่มต้นๆ ยิ่งคนยิ่งมีบุญมากนะ กามน้อย อัตตามานะน้อย สอนได้เป็นล้านๆ บรรลุพระอรหันต์ทีละล้านๆเลย ยุคต้นๆ ภัทรกัปแรกน่ะ ซึ่งอายุยาวๆ ยืนๆ นี่ ทีนี้มันถึงภัทรกัปที่พระพุทธเจ้านี้ พระพุทธเจ้าปลายภัททกัปแล้ว เป็นองค์สุดท้ายแล้ว ต่อจากนี้ก็พระศรีอาริย์ ซึ่งจะหมุนเวียนไปหากาล เป็นคนมีบุญมาเกิดแล้ว ไอ้นี่เป็นคนมีบาปมาเกิดแล้ว พระพุทธเจ้าถึงปริวิตก เพราะว่ามันเห็นจริงๆเลยว่า ขนาดยุคพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมานี่ ก็เป็นยุคที่มีกาม มีอัตตามานะมากแล้ว ถือว่ามาก ยิ่งมาถึงทุกวันนี้แล้ว ไม่ต้องพูดเลยว่ามาก มันมหามากเลย มหาบาปมากนะ ไม่ใช่บุญมากนะ ไม่ใช่มหาบุญมาก มหาบาปมากๆมากจริงๆ เพราะฉะนั้น อาตมาถึงได้พูดเป็นเชิงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า อัศจรรย์จริงหนอ คนเหล่านี้มีกามมาก มีอัตตามานะมากนี่ ยังมาฟังธรรม ยังมาปฏิบัติธรรม ยังบรรลุได้ อย่างภัทรกัปนี่ยังขึ้นมาได้ พระพุทธเจ้าท่านเปล่งว่า อัศจรรย์จริงหนอ อาตมาพาพวกเราทำนี่นะ บรรลุได้ พัฒนาขึ้นมาได้ ลดละไม่ได้ติดยึดอะไรในโลก ลดกาม ลดอัตตามานะมาได้ มาพอสมควรขนาดนี้ มันต้องอัศจรรย์ อัศจรรย์ต่อธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ ต้องว่าอัศจรรย์จริงโว้ย อย่างอาตมาว่า ไม่ใช่อัศจรรย์จริงหนอแค่นั้นหรอก อัศจรรย์จริงโว้ย มันอัศจรรย์จริงๆนะ ที่พวกเรามาได้นี่ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลย คุณจะรู้สึกแค่ไหนอาตมาไม่รู้ละ แต่อาตมานี่รู้สึกจริงๆว่า โอ เป็นไปได้ถึงปานนี้นะ ฤทธิ์เดชของพระพุทธเจ้า ฤทธิ์เดชของทฤษฎี ฤทธิ์เดชของหลักเกณฑ์ ฤทธิ์เดชของสัจจะ พวกคุณก็มีบุญด้วยกันนั่นแหละ พูดกันไป พวกคุณก็มีอินทรีย์พละ มีปัญญา มีบุญที่จะฟังธรรมะมันเข้าใจ มันรู้แล้วก็มีกำลังของเจโต กำลังของจิตที่ได้สะสมมา ที่จะมาปฏิบัติ ประพฤติ ลดละ ฝืนต้านแย้งอยู่กับโลกียะ นี่ ทั้งๆที่เขาเองยั่วยวน ประโคมประโลมประเล้ากันอยู่นี่ โอ้โฮ ฉึ่งๆฉั่งๆนี่ พวกเรายังมีกำลัง ยังมีอินทรีย์ จืดจาง วางได้ขนาดนี้นะ เอ้า วันนี้ อาตมาจะเอาสีหสูตรนะ สูตรที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงกำลังที่จริงไม่รู้จะใช้ภาษาอะไรดี อาตมาว่าใช้คำว่ากำลังเฉยๆนี่ มันยังไม่เข้าใจดีหรอก มันเป็นสุดพลังอะไร มันเป็นพลังนี่แหละ กำลังของตถาคต 10 ประการ มันเป็นอำนาจฤทธิ์แรง อินทรีย์พละ กำลังนี่มันมีฤทธิ์มีเดช มีอำนาจเหนือชั้นเหลือเกิน มันมีฤทธิ์แรง ความขับดัน ความแข็งแรง ความต่อต้าน หรือว่าความสามารถที่จะมีน้ำหนัก ไม่รู้จะเรียกอะไร ฤทธิ์แรง จะเรียกว่าฤทธิ์แรงก็ดูพอฟังได้ มากกว่ากำลัง กำลังดูมันจืดๆธรรมดา มันเป็นฤทธิ์แรงของพระพุทธเจ้า เป็นสิ่งวิเศษที่เป็นภาษามันเป็นไปในเชิงฤทธิ์แรงน้ำหนักนี่นะ ลองฟังดูนะ ที่จริงท่านเรียกว่าตถาคตพลญาณ ทศพลญาณ กำลัง 10 ประการของพระพุทธเจ้า สีหสูตรนี่ ในพระไตรปิฎก เล่ม 24 อย่างเดิม ในทสกนิบาตนี่แหละ ข้อที่ 21 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อ 21 นี่อยู่ในพระไตรปิฎก ฉบับสังคายนา นี่ไปแก้ของท่านเสียเยอะแยะเลย ไม่ตรงกับฉบับบาลี ฉบับหลวงก่อนนี้ตรง เดี๋ยวนี้มาแก้เป็นฉบับสังคายนา ไปแก้ข้อไปอีก ไม่ตรงกับฉบับบาลี ซึ่งอาตมาเห็นว่า โอ๋ ทำความยุ่งยากเพิ่มขึ้น ไม่เข้าท่าเท่าไหร่ แต่เอาละว่าไปก่อน ฉบับของสังคายนา ข้อที่ 21 ส่วนจะตรงกับฉบับหลวงหรือไม่ แค่ไหน อาตมายังไม่รับรอง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเวลาเย็น สีหมฤคราช ก็คือราชสีห์นี่แหละ ย่อมออกจากที่อาศัย ครั้นแล้วย่อมเหยียดดัดตัว ครั้นแล้วย่อมเหลียวดูทิศทั้ง 4 โดยรอบ ครั้นแล้วย่อมบรรลือสีหนาท 3 ครั้ง ครั้นแล้วย่อมหลีกไปเพื่อหากิน เป็นจังหวะนะ จังหวะที่ 1 พอจะลุกออกจากที่อาศัย ในเวลาเย็นนี่ ก็จะเหยียดดัดตัวเสียก่อน เสร็จแล้ว ก็เหลียวดูรอบ 4 ทิศ เสร็จแล้วก็บรรลือสีหนาท คือร้องเปร่งเสียง กึกก้อง แล้วก็ออกไปหากิน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมันคิดว่า เราอย่าได้ยังสัตว์ตัวเล็กๆผู้ไปในที่หากินอันไม่สม่ำเสมอ ให้ถึงกาลถูกฆ่าเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่าสีหนี่แลเป็นชื่อพระมฤคตถาคตอรหันต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดูกรภิกษุทั้งหลายการที่ตถาคตแสดงธรรมแก่บริษัทเป็นสีหนาทของตถาคต เอาอันแรกเสียก่อน ในความหมายต้นนี่แหละ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ราชสีห์นี่ ก่อนจะออกไปหากินนี่ เปล่งเสียงออกไปก่อน บรรลือสีหนาท เปล่งเสียงกึกก้องออกไปก่อน แล้วค่อยออกไปหากิน และท่านให้เหตุผลว่าเพราะอะไร เพราะว่าราชสีห์นี่ มันคิดว่าเราอย่ายังสัตว์เล็กๆผู้ไปในที่หากินอันไม่สม่ำเสมอให้ถึงกาลถูกฆ่าเลย บอกว่า ราชสีห์นี่จะออกไปหากินแล้ว ไม่ต้องการจะรังแกสัตว์เล็กๆ ในความหมายนี้ อาตมาแปลขลุกๆขลักๆ ยังไงไม่รู้ ความหมายของมันน่าจะชัดกว่านี้ อาตมาเข้าใจโดยภูมิปัญญาของอาตมาว่า ผู้ไปในที่หากินอันไม่สม่ำ เสมอ ให้ถึงกาลถูกฆ่าเลย ฟังภาษาพระไตรปิฎกแล้วก็ มันเหมือนกับเดินอยู่ในหลุมในบ่อ อยู่ในหนาม ในไหน่ คลุกๆคลิกๆ ฟังแล้วมันแล้วมันไม่ค่อยเข้าใจ ความหมายมันเป็นอย่างนี้ คือสัตว์เล็กๆน้อยๆ เปรียบนี่ก็เหมือนว่าเขาอยู่กันอย่างยากเย็น สัตว์เล็กน้อยพวกนี้ สัตว์ตัวน้อยตัวเล็ก อยู่กันอย่างหลบๆเลี่ยงๆ กระเบียดกระเสียรนะ อยู่กันอย่างไม่ได้ง่ายดาย ไม่ได้อยู่กันอย่างเรียบร้อยราบรื่น ไม่ได้อยู่กันอย่างเป็นผู้มีอำนาจ มีทรัพย์ศฤงคาร หรือว่ามีอะไรๆ ที่พรั่งพร้อมไปด้วยความสมบูรณ์ สัตว์เล็กสัตว์น้อยพวกนี้ก็ต่อสู้ชีวิต เพราะฉะนั้น ก็ไม่ควรจะถูกเบียดเบียนได้อีก ซ้ำเติมไป เพราะฉะนั้น เป็นผู้ที่จะมาสังเคราะห์พระพุทธเจ้า หรือสีหราชนี่ ตัวสัตว์จะมาสังเคราะห์ให้เป็นอาหารให้แก่สีหราช ก็ควรจะเป็นสัตว์ที่ไม่อยู่อย่างลำบากลำบน ไม่มีทุกข์มาก สบาย อยู่อย่างเรียบร้อยราบรื่น ไม่ต้องลำบากลำบน อุดมสมบูรณ์ มันก็จะได้ไม่ทุกข์ซ้อนทุกข์ ต้องแบ่งต้องปันได้ เพราะอุดมสมบูรณ์อยู่เรียบร้อยง่ายดาย นัยใดก็นัยนั้น เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าก็เปล่งสีหนาท คำเปล่งสีหนาทของพระพุทธเจ้านี่ ก็นัยคล้ายกันว่า คำสอนของท่านนี้ จะไม่ไปเบียดเบียนคนทุกข์ คำสอนของท่านนี่ไปปราบคนที่ไม่ทุกข์ ไม่ทุกข์นี่มันซ้อนเลยนะ ไม่ทุกข์ในทางโลกีย์ แต่ไปสร้างบาปให้แก่ตัวเอง ซ้อนนะ ฟังดีๆ มีโลกียะบำเรอ มีความสุขทางโลกียะบำเรอ คนอย่างนี้หลงในโลกีย์ เป็นความสุขอยู่กันเหมือนอุดมสมบูรณ์ สบายบันเทิงเริงรมย์ คนอย่างนี้ควรจะต้องถูกพระพุทธเจ้าท่านปราบ หรือจะต้องเอามาช่วยพระพุทธเจ้า เพราะบำเรออยู่เท่าใด เขาก็บาป เขาบำเรออยู่เท่าใด เขาก็บาป แต่เขาหลงบาปนั้นเป็นความสุข ฟังดีๆ เพราะฉะนั้น ไม่ถือว่าพระพุทธเจ้าท่านเบียดเบียนคนเหล่านี้ หรือไม่ถือว่าราชสีห์เบียดเบียนสัตว์เหล่านี้ สัตว์ที่มันเป็นตัวอยู่ทำมาหากินอย่างสบายๆ กว่าสัตว์เล็กสัตว์น้อย สัตว์ที่อยู่อย่างยากอย่างเย็น อย่างทุกข์อย่างยาก อย่างลำบากลำบนต้องทุกข์ต่อสู้ชีวิตอยู่แล้ว พอได้ยินเสียงของสีหราชแล้ว ต้องเผ่นหนีหมดนะ เพราะฉะนั้นราชสีห์ก็จะออกไปปราบสัตว์ที่ผยอง สัตว์ที่อวดดี สัตว์ที่จะต้องท้าทายสีหราช เปล่งเสียงกำราบคำรามไว้แล้ว เอ็งยังต้องการลองของเหรอ ก็สัตว์เหล่านั้นแหละ จะต้องถูกสีหราชขม้ำเป็นอาหาร ฉันเดียวกันกับพวกที่มีอำนาจทางโลก พวกที่มีศักดินาทุนนิยม พวกนี้ต้องถูกสีหราชปราบ หรือพระพุทธเจ้าจะต้องช่วยคนเหล่านี้ ท่านไม่ได้เบียดเบียน แต่ท่านเองท่านปลดบาปให้เขาด้วยซ้ำ ให้เขาได้ทำบุญ ให้เขาได้ปลอดโปร่ง ให้เขาได้เจริญ ทีนี้คนที่มีบุญฟังธรรมของพระพุทธเจ้านี่ จะรู้สึกว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ไม่ได้ข่ม สีหนาทนี่ บรรลือสีหนาทนี่คือ เปล่งคำที่มันรู้สึกว่ามันบาด มันแรง สีหนาทถ้าเผื่อว่าผู้ใดฟังบาดหู ก็บาดลึกแรง เหมือนกับมันข่ม ยกตนข่มท่าน มันข่มเขาน่า คนที่ไม่มีปัญญามองออก ก็จะรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ รู้สึกว่าเจ็บแสบ ข่ม แต่คนที่มีบุญ มีญาณปัญญาฟังออกมองออก กลับยิ่งเห็นจริงเห็นจัง โอ้โฮ ท่านมาโปรดแล้ว ท่านมาช่วยเราแล้ว ท่านเป็นเนื้อนาบุญ ท่านเป็นผืนบุญที่วิเศษ ที่เราจะต้องไปช่วยเหลือเฟือฟายไปอุดหนุนท่าน ฟังดีๆ มันจะซ้อน ถ้าคนที่มีบุญฟังธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ ไม่ถือว่าเป็น การข่ม ไม่ถือว่าเป็นการเบียดเบียน ถือว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เป็นสีหนาทบรรลือสัจจะธรรมะ บรรลือธรรมะยิ่งใหญ่ ไม่ถือว่าเป็นการข่ม เป็นที่น่าเลื่อมใส เป็นที่น่าบูชา ส่วนผู้ที่เป็นผู้ไม่มีบุญ ไม่มีปัญญาญาณ ฟังแล้วมันคนละทางกัน เหมือนกับเขามาข่ม เขามากำราบ เขามาปราบ เขามาเป็นศัตรู เขามาเบียดเบียน ฟังเข้าใจไหม นี่ลักษณะมันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้น เสียงนี่ เสียงบรรลือสีหนาท มันเป็นเสียงที่สองทิศสองทาง เป็นสองลักษณะ ที่อาตมาอธิบายไปแล้ว มันจะออกมาอย่างนั้นจริงๆ นัยนี้แหละมันเป็นสัจจะ เราทำอยู่เดี๋ยวนี้ อาตมาไม่ได้บรรลือสีหนาท ไม่ต้องเรียก เรียกไม่ได้ เรียกว่าบรรลือสีหนาท อย่างพระพุทธเจ้าไม่ได้หรอก แต่อาตมาก็เปล่งหมาน้อยหนาท ตามลักษณะของเราแค่เรา แต่มันก็เป็นลักษณะนัยคล้ายๆกับของพระพุทธเจ้านี่แหละ เพราะเป็นธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะธรรมะของพระ- พุทธเจ้าเปล่งออกไปแล้ว มันก็ไปบาดเสียด คนที่ไม่มีบุญ ฟังแล้วมันรู้สึกข่ม มันรู้สึกเป็นศัตรู รู้สึกเป็นการฝืนใจ เป็นการขัดหู ขัดตา เป็นการขัดความรู้สึกของเขา เพราะมันคนละทางกัน สวนทางกัน มันปฏิโสตัง มันทวนกระแส ส่วนคนมีบุญฟังแล้วก็ซาบซึ้งเหมือนกัน รับได้ ชื่นชม แล้วก็มาเอา นี่ มันเป็นเรื่องจริงอย่างนี้ เพราะคุณเองคุณได้ยินเสียงหมาน้อยหนาท คุณ ก็ชื่นชมขึ้นมา คนที่ฟังเสียงหมาน้อยหนาท อาตมาเปล่งไป เขาบาดจิตบาดใจ จิตเขาไปไม่ไหว เขาก็ฟังแล้ว มันน่าเห็นใจนะ อาตมาเข้าใจจริงๆ เห็นใจเขาๆ แต่เราเองเราไม่รู้จะทำยังไง อาตมาก็ไม่มีบุญบารมีมากพอที่จะไปปราบ พวกที่เขาฟังแล้วเขาก็ทนไม่ไหวเหล่านั้น แต่พระพุทธเจ้านั้นกำราบได้ แม้พวกนั้นจะถูกข่ม พระพุทธเจ้าบรรลือสีหนาท เขาก็ต้องกลังเกรง ไม่กล้ามารอหน้า เขาจะต้องถอยไกลห่างออกไป ไม่กล้ามารบรานะ แต่เรามันเสียงหมาน้อย เขามารบรา มันเป็นธรรมชาติอย่างนั้น มันไม่ถึงของพระพุทธเจ้า ของพระพุทธเจ้านั้นจะต้องหนีไป หรือไม่ก็เข้ามา ก็จะต้องถูกพระพุทธเจ้าปราบ เป็นอาหารของสีหราช จะเข้ามาให้พระพุทธเจ้าปราบ เป็นอาหารของสีหราช ก็คือเขาเองเขาก็จะต้องได้รับประโยชน์ เขาเองเขาก็จะต้องไม่เหมือนดังเดิม คือแทนที่เราจะสร้างบาปบำเรอตน เขาจะต้องไม่เจริญ ยิ่งไม่เจริญหนักขึ้น เขาก็ต้องได้เจริญ ฟังได้นะ อาตมาพยายามอธิบาย มันไม่ง่าย มันซับซ้อนนะ ธรรมดาของพระพุทธเจ้ามันซับซ้อนอย่างนั้นนะ อันนี้เป็นนัยแรกเลยนะ นัยสำคัญที่อาตมาไขให้ฟังมันลักษณะในโลกโลกียะ ในโลกุตระมันมีอย่างนี้นะ ทีนี้มาฟังในข้อต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า 10 ประการ ทศพลญาณ นี้มีอะไรบ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใด ย่อมปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจท บรรลือสีหนาทประกาศพรหมจักรในบริษัท พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า พระพุทธเจ้านี่ประกอบด้วยกำลัง ประกอบด้วยฤทธิ์แรง ที่อาตมาพูดแต่ต้นแล้ว ว่าจะใช้คำว่าอะไร เราจะใช้คำว่าเป็นฤทธิ์เป็นแรง เป็
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive