350828 วิธีสลายกาม-ภพอย่างละเอียด โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์2535 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์421 KB
วันที่แก้ไข11 กุมภาพันธ์ 2569

เนื้อหาในไฟล์

350828 วิธีสลายกาม-ภพอย่างละเอียด โยคสูตร ตอน 1-3 โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

วิธีสลายกาม-ภพอย่างละเอียด โยคสูตร ตอน 1 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้าที่ 28 สิงหาคม 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

ฟังธรรมกันต่อน่ะ...อย่าให้กลายเป็นว่า เราฟังธรรม แล้วก็กลายเป็นมันชินชา ด้านชาต่อธรรมะ ฟังแล้วก็เข้าใจ ฟังแล้วก็รู้เรื่อง รู้แล้วก็เฉย รู้แล้วก็ไม่ได้เกิดสภาพที่มันเกิดอินทรีย์ เกิดพละ ไม่ได้เป็นพหูสูต พหูสูตนี่ หมายความว่ารู้มาก ได้รับรู้ ได้ยิน ได้ยินมาก ได้รู้มาก ได้ฟังมาก พหูสูตนี่ ได้รู้มาก ได้ยินมาก ได้ฟังมาก ได้รู้มาก ได้ยินมาก ได้ฟังมากแล้ว แล้วมันก็เลยกลายเป็นว่า เออ เราก็ รู้มาก ฟังมาก แล้วก็ชินชา อยู่กับความรู้มาก ฟังมาก ไม่เกิดความเข้าใจลึกเพิ่ม เติม คือว่าเราจะต้องนำไปประพฤติตาม สำนึก สังวร ตัวสำนึก สังวรนี่ ตัวสัม มัปธานต้องเกิด ต้องเป็น หรือเราจะต้องพากเพียร เมื่อเกิดความเข้าใจ เมื่อ เกิดความรู้ เกิดความเห็นดี เห็นชอบขึ้นมาแล้ว เป็นฉันทะ มันจะต้องพากเพียร ปฏิบัติ เข้าใจดีแล้ว ยินดีแล้ว พอใจแล้ว ที่เราได้ยิน ได้ฟัง ได้เข้าใจ ถ้าเผื่อว่าเรา ไม่เพียรเพื่อที่จะปฏิบัติ ไม่มีวิริยะตามมาจริงๆแล้วละก็ ได้ยินดี พอใจ มันก็ได้ แต่ฟังไปๆ ฟังไปตั้งแต่วันนี้ไป จนกระทั่งตาย ให้ 40 ปีตาย 80 ปีตาย ฟังไปแล้วก็ไม่ได้ไปสังวรจริงๆ ไม่ได้เอาไปเกิดสภาพเดินบทปฏิบัติ หรือว่ามีวิริยะเพิ่มเติม เอาใจใส่ที่จะมีตัวเพียรปฏิบัติ ปฏิบัติอะไร ปฏิบัติ พยายามที่จะต้องให้มันมีตัวสติ สติปัฏฐาน 4 ให้มีการระลึกรู้ตัว จะเดิน จะยืน จะนั่ง จะนอน จะไป จะมา จะมีทุกอิริยาบถแหละ ทุกอิริยาบถเราจะต้องสังวร สังวรปธาน ปหานปธาน ให้เกิดผล เป็นภาวนาปธาน แล้วก็รักษาผล อนุรักขนาปธาน ร

อ่านต่อ

ักษาผลไว้จริงๆ ต้องมีสัมมัปธาน 4 จริงๆ หลักโพธิปักขิยธรรม 3 สติปัฏฐาน 4 สัมมัปธาน 4 อิทธิบาท 4 ต้องทำจริงๆ นะ ไม่ทำจริงๆ ได้แต่ฟังไป ก็ได้แต่ฟัง ได้แต่รู้ นอกจากที่ฟังไป ได้แต่รู้เฉยๆ แล้วยังไม่พอ ความเสื่อมมันมียิ่งกว่านั้นได้ตรงที่ว่า เมื่อรู้มาก เป็นพหูสูต นี่คือได้ยิน ได้ฟังมามาก รู้มาก Knowledge รู้มาก Knowledge กลายเป็นผู้คงแก่เรียน Knowledge man เป็นผู้คงแก่เรียน แต่ไม่ได้พยายามปฏิบัติ ไม่ได้ทำการต่อเนื่อง จากตัวที่รู้มากนั้น ไม่มีผล ไม่เกิดการบรรลุธรรม ไม่เกิดการเจริญในธรรม ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง กาย วาจา โดยเฉพาะใจ แล้วเกิดญาณ Enlightenment เกิดญาณที่เห็นแจ้งความจริง ตามความเป็นจริง ว่าเราได้เปลี่ยนแปลง สิ่งนี้ไม่ดี เราละหน่ายคลายจาง เราวาง เราเลิก เราละ เราลดได้จริง ไม่ได้เกิดผลอย่างนั้นเลย ป่วยการ นอกจากป่วย การแล้ว รู้มากนี่แหละ แล้วเอาความรู้มากๆนี่ไปแสดงออก เอาไปเทศน์ เอาไปบรรยาย เอาไปแสดงให้เขาเห็นว่าเรารู้ เรามีความรู้ เรามีอันนี้เป็นสมบัติ เรามีอันนี้เป็นเครื่องอลังการของชีวิต แล้วก็เอาไปหากิน เอาไปขายด้วย เอาไปเลี้ยงชีวิต เอาธรรมะพระพุทธเจ้านี่เป็นแต่เพียงบัญญัติ เป็นแต่เพียงภาษาเท่านั้นแหละ เอาไปค้าไปขาย ทุกวันนี้ยิ่งค้าขายได้มาก เพราะว่าเอามาเขียน เอามาสาธยาย ไปเป็นคอลัมนิสต์ก็ได้ ไปเป็นคนเขียนประจำคอลัมน์เผยแพร่ ขยายความอะไรต่ออะไรไป ตามความรู้มากนี่แหละ เลี้ยงชีวิต แล้วตัวเองก็เป็นคนธรรมดาๆ เหมือนอย่างปกติ ไม่ได้สังวรระวังอะไรหรอก สำมะเลเทเมา ดื่มเหล้า สูบยา มีเมียหลายคนไปตามประสา ทำกันอย่างนั้นอยู่ คนเช่นนี้แหละ ยิ่งบาปใหญ่เลย บาปใหญ่เลย เอาสิ่งที่ดีนี่ไปแลกโลกียะ ที่เป็นโลกียะต่ำ เป็นอบายมุขด้วย ได้เงินได้ทอง ได้สิ่งแลกเปลี่ยนมา แล้วก็เอาไปใช้ทำให้ตนเองนี่ตกต่ำ ซึ่งมันค้านแย้ง แล้วก็เป็นการหลอกลวง มันเกิดสภาพๆหนึ่ง คือคนนี้นี่ แสดงออกโวหาร วาจา ภาษา พูด เป็นคนเหมือนกับทรงความรู้ มีคนเขายกให้ด้วยนะ แต่เป็นคนจริงๆ ชีวิตจริงๆแล้ว เป็นชีวิตสำมะเลเทเมา แต่ว่าสิ่งที่ตัวเองเป็นผลผลิต หรือสินค้าความรู้ของเราเอาไปขาย ไปสาธยายขาย ไปพูดขาย บรรยายขาย อะไรขายนั่นน่ะ มันเป็นอีกอันหนึ่ง มันเลยกลายเป็นคนผู้นี้นี่ สิ่งที่ผลิตออกจากตัว ขายออกจากตัว พ่นออกไปจากตัว หรือว่าแสดงออกไปจากตัวนั่น เป็นความรู้ชั้นสูง ชั้นยอด ชั้นดีของพระพุทธเจ้า แต่ชีวิตตนเอง พฤติกรรมของตัวเองนั่นกลายเป็นความเน่า กลายเป็นความตรงกันข้ามกับพระพุทธเจ้า คนเราก็เลยดูรวมๆ เห็นรวมๆ รับรวมๆ ค่ารวมๆ มันเผินนะ คนเรานี่ ถ้าคนที่ไม่ลึกจะเผินๆ คนลึกๆจะไม่เลื่อมใส คนที่ลึกซึ้ง คนที่มีปัญญาจะไม่เลื่อมใส แต่คนที่ไม่มีปัญญานี่ก็จะเผินๆ จนกระทั่งจะกลายเป็นว่า ก็เคารพนับถือในความรู้ เสร็จแล้วก็เลย โอ๊ คนมีความรู้นี่ เป็นอย่างนี้เองนะ ค่าของความรู้ พฤติกรรมที่เสื่อม พฤติกรรมที่ไม่ดี ทำให้ลดค่าความรู้ ทำให้เป็นความเข้าใจว่า โอ คนที่มีความรู้ จะต้องเป็นคนอย่างนี้ มันก็เลยทำให้ค่าของความรู้นั้นเสื่อม ค่าของความรู้นั้นลดค่าลงมาในตัวของมันเอง คนเผินๆอย่างนี้ก็มี ไม่ใช่มีน้อยนะ มีมากด้วย ทุกวันนี้ศาสนาจึงกลายเป็นเผินๆ ถ้ามันหยาบต่างกันมาก หยาบต่างกันมากนะ ความรู้พระพุทธเจ้าสูง แต่ตัวเองก็หยาบต่ำ ไกลกัน ห่างกัน มันก็พอจะมองออกละว่า มันไม่จริง มันเป็นควาามไม่น่านับถือ มันเป็นความไม่สอดคล้อง แต่ถ้าเผื่อว่า ความรู้นั้นน่ะ ก็ไม่สูงนัก ตัวเองต่ำ ก็ไม่ต่ำนัก มันไม่ได้เลว สำมะเล เทเมานัก แต่เลวนะ พฤติกรรมก็เลว ก็ผิดอยู่นั่นแหละ มันไม่ตรงกับความรู้ ความรู้ที่สาธยายนั้นถูกต้องเป็นอย่างนี้ แต่ตัวเองประพฤติอย่างนี้ แต่ไม่ห่างกัน มากนัก อันนี้แหละทำให้คนเข้าใจไม่ได้ เอ๊ แล้วความรู้อย่างนี้ ที่พูดนี่ ที่จริงสูง นะ สูงกว่าความเป็นจริงที่ตัวเองเป็น แต่มันไม่ห่างกันนัก มันใกล้เคียงกัน คนธรรมดา หรือว่าคนมีปัญญาบ้าง ยังอ่านไม่ออก ตัดสินไม่ออกเลยอย่างนี้ ก็เลยเข้าใจความหมาย ค่าของความหมายอันนี้อยู่สูงหน่อย แต่พฤติกรรมมันผิด มันต่ำ มันเพี้ยน แต่ไม่ห่างกันมาก มันก็เลยตีความหมายว่า เออ ความหมายของความเป็น ความหมายของความรู้นี่ เป็นอย่างนี้ มันก็คืออันนี้แหละ จริงๆมันก็ลดค่าลงมาแล้ว และอันนี้แหละรู้ยาก เพราะฉะนั้นทุกวันนี้เราเห็นพระ เห็นสมณะ เห็นตัวแทนที่สาธยายธรรมะสูงๆ อะไรนี่ อยู่นี่ แล้วบางทีมันไม่ได้เป็นว่า พระไม่ใช่ว่า ท่านจะมีความต่ำเสียทีเดียว หลายๆองค์ท่านก็ไม่ต่ำหรอก ท่านพอมีสมณสารูป แต่ว่าสาธยายเป็นโลกุตระ เขาก็เลยเข้าใจว่า สมณสารูปที่จริงแค่กัลยณชน แค่กัลยาณชนยังไม่ถึง อาริยชน แต่สาธยายธรรมะเป็นอาริยธรรม เป็นธรรมะโลกุตระ แต่ตัวเองแค่ กัลยาณชน คนก็เลยเข้าใจว่า อ๋อ ไอ้ที่บรรยายโลกุตระ เพราะโลกุตระต้องข้าม มันต้องข้ามรอบ เพราะมันทวนกระแส ก็เลยเข้าใจว่าโลกุตระนั้น ก็คือกัลยาณชน ที่ไม่ทวนกระแสนี่แหละ แต่ก็เป็นคนที่ดีพอสมควรนะ กัลยาณชนที่ดี นี่แหละทำให้โลกุตระก็เสื่อมต่ำ เข้าใจผิดลงมา หนักเข้าอย่าว่าเสื่อมต่ำแต่แค่สภาพของความดีงามที่มันเป็นโลกุตระแท้เลย มันกลับเพี้ยน พลิกกลับมาเป็นฤาษี พลิกกลับมาเป็นฤาษี เพราะว่าฤาษีนี่ มันก็ไม่เหมือนกัลยาณชนธรรมดาๆ ที่เป็นคนเมืองหรือว่าเป็นคนธรรมดาสามัญที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน ทีนี้มันพลิก มันแปลกไปจากคนธรรมดา แต่แปลกไปออกนอกทางเป็นมิจฉาทิฐิ ไปเป็นฤาษี ก็เลยยิ่งเข้าใจกลับเพี้ยนไปใหญ่เลย เลยกลายเป็นว่า เข้าใจว่าอ๋อ โลกุตรธรรม ก็คือฤาษีนี่แหละ เพราะว่าฤาษี เพราะว่ามันไม่เหมือนกับคนธรรมดา ที่เป็นกัลยาณชนธรรมดา แต่กลายเป็นกัลยาณชนที่ดูยิ่งกว่านั้นอีก เพราะว่าไม่เอา หนี ธรรมะของศาสนาพุทธได้เพี้ยนไปด้วยประการฉะนี้ กลายไปเป็นศาสนาฤาษี ในเถรวาทนี่เอง หินยานนี่เอง รูปเป็นอย่างหนึ่ง สาธยายโลกุตระไปอีกแบบหนึ่ง ทั้งๆที่บอกว่าเป็นมรรคองค์ 8 ทั้งๆที่บอกว่า มีการกระทำ มีผัสสะเป็นปัจจัย หนีจากผัสสะเป็นปัจจัย ซึ่งมันลึกซึ้งแล้วซ้อนขึ้นไปอีก เข้าใจไม่ได้ กลายเป็นตัด คำสอนอะไรไปเป็นอะไรไปเลย นั่งสมาธิ ก็นั่งสมาธิ หนักเข้าปฏิบัติองค์ 7 จริงๆ ไม่เป็น ไม่มีสมังคีธรรม ไม่มีการปฏิบัติให้เกิดสัมพันธ์กัน เกี่ยวข้องกัน ขยายกันอย่างที่อาตมานำมาอธิบายซับซ้อนในสูตรต่างๆ หลักฐานต่างๆ จะเห็นได้ว่า มันร้อยเรียง มันขยายกัน มันเอามากี่สูตรๆก็เอามาสาธยายร้อยเรียงกันได้ ที่จริงน่ะ ร้อยเรียง ขยายกัน แล้วจะสอดคล้องกัน มันมีหลายชั้นก็จริง มันก็ชั้นนั้นชั้นนี้แหละ ที่จะอันนี้เข้าไปส่งเสริม เข้าไปสอดคล้อง เข้าไปขยาย เข้าไปทำให้ลึกขึ้นซ้อนขึ้น ทำให้สูงส่งขึ้นไปอีกหลายชั้น หลายตอนขึ้นไปจริงๆ ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้น แต่เดี๋ยวนี้ มันขาด มันวิ่นไปหมดแล้ว ด้วยนัยอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องสังวรกันให้มาก ต้องพิสูจน์ ต้องปฏิบัติให้เกิดจริงเป็นจริง สติปัฏฐาน 4 สัมมัปธาน 4 อิทธิบาท 4 นี่ ให้มีอยู่ในตัวเรา หรือโพชฌงค์ 3 สัมโพชฌงค์ 7 ต้องมีสติ ไปไหนมาไหน ต้องรู้ตัว จะก้าว จะย่าง จะเดิน จะไป จะมา อะไรก็ต้องให้รู้ตัว ให้รู้ทั้งอิริยาบถ กาย วาจา ใจของเรา โดยเฉพาะจะต้องไปถึงใจ กายกรรมอย่างนี้ การแสดงออกทางกาย ทุจริตหรือไม่ วจีอย่างนี้ ทุจริตหรือไม่ หรือว่า เป็นทุจริตกาย ทุจริตวาจานี่ เป็นอกุศลอะไร อย่างไรหรือไม่ ถ้ายิ่งมีปัญญา มีความลึกซึ้งเข้าไปถึงนัยที่ซับซ้อนละเอียดลออเข้าไปได้มากเท่าไหร่ เราก็เป็นผู้ที่จะรู้เท่าทัน แล้วก็พยายามกระทำให้ละ ให้เลิก ให้ออก ให้ได้จริงๆ อย่างที่สาธยายมาแล้ว อะไร วิเคราะห์อะไร จากเวทนา จากจิต องค์ประชุมมันเป็นอย่างไร สัมผัสเกี่ยวข้องอยู่ คนที่อยู่เหนือโลก หรือโลกุตระนั้นน่ะ มีองค์ประชุมยิ่งกว้าง อยู่เหนือองค์ประชุม จะยิ่งใหญ่ ยิ่งโต ยิ่งกว้าง ยิ่งจัดจ้านยังไงก็ได้ แล้วท่านก็วางได้ ท่านก็อยู่เหนือมัน ไม่มีการหวั่นไหว ไม่มีเกิดธุลีละอองในจิตใจ จิตใจแข็งแรง จิตใจก็มีทั้งความรู้เท่ารู้ทัน เป็นโลกุตรจิต เป็นโลกวิทู และมีโลกานุกัมปายะ โลกุตรจิตก็คือจิตที่เป็นโลกุตระแท้ ถึงขั้นวิมุตติญาณทัสสนะ โลกวิทู ก็คือรู้เท่าทันโลก หรือรู้เท่าทันสังคม หรือรู้เท่าทันสภาพที่ท่านอยู่ร่วมด้วย หรือกาโย ที่ประชุมอยู่กับเราในขณะทุกขณะ สิ่งที่แวดล้อมที่ประชุมอยู่นั้น เราก็สัมผัส เราก็รู้ เราก็เข้าใจ มันเป็นโลกีย์อย่างไร เขาสูง เขาต่ำอย่างไร เราเข้าใจตามสัญญากำหนด รู้เท่าทันตามเขา แต่เราไม่ได้ติดได้ยึด ไม่ได้ไปอร่อย ไม่ได้ไปยินดียินร้าย ไม่ได้มีโลภะ โทสะ ที่จะเอามาให้แก่ตัวแก่ตนอย่างจริงๆเลย ไม่โมหะ ไม่หลงผิด เป็นคนโลกวิทู แล้วก็มีโลกานุกัมปายะ เป็นผู้อนุเคราะห์เขา ด้วย ช่วยเหลือเขา มีประโยชน์ต่อเขา มีคุณค่าต่อเขา ไม่ใช่เรากลายเป็นคนไม่มีประโยชน์อะไร มะลื่อทื่อ เฉย ว่าง ว่างแบบอันธพาล ไม่ใช่ โลกุตรธรรมเป็นอย่างนี้ มีโลกุตรจิต มีโลกานุกัมปายะ มีโลกวิทูอย่างนี้จริงๆ ถ้าเผื่อว่าพวกเราไม่ฝึกซ้อม ไม่อบรม ไม่ฝึกฝน ปล่อยปละละเลยไปวันแล้ววันเล่า มันก็เป็นอย่างคนธรรมดา ก็เป็นอย่างปุถุชน หรือเป็นอย่างที่เราเคยตัว เคยชินมาแต่เดิมๆ คนไม่ได้ปฏิบัติธรรม สังวรไม่เป็น สติเป็นสัมโพชฌงค์ไม่ได้ หรือไม่เข้าใจกาโย กายะคืออะไร เวทนาคืออะไร จิตคืออะไร ธรรมะคืออะไร สติปัฏฐาน 4 ไม่เป็น ฟังธรรมะ หรือว่าเรียนธรรมะมาจนป่านนี้ แล้วพวกเรานี่ บางคนก็หลายปีเต็มทีแล้ว มันรู้สึกตัวไหมว่า เราปฏิบัติไม่เป็น ถ้ายังปฏิบัติไม่เป็น ก็ได้แต่ฟังธรรมไป เช้ามาก็ทำวัตร ทำวัตรก็ได้ฟังไป ก็ดีนะ เสร็จแล้วก็ไปเป็นอย่างเดิม จะยืน เดิน นั่ง นอน จะไป จะมา จะมีชีวิต มีอิริยาบถอะไรไป ก็อย่างเดิม ปีแล้วผ่านไป 5 ปีผ่านไป 10 ปีผ่านไป 20 ปีผ่านไป ประเดี๋ยวก็ตาย ตายแล้วก็อย่างเดิม ได้รู้ ได้รู้เท่านั้นเอง เราไม่ได้ประพฤติ ไม่ได้สังวร มันก็ไม่ เกิดผล ไม่เกิดประโยชน์ ไม่เกิดสภาพที่ได้จริง เป็นจริง พัฒนาขึ้นมาเป็นอาริย บุคคล มีมรรคมีผลจริง มันไม่เกิดนะ มันอยู่ที่เราจะต้องปฏิบัติ ฝึกซ้อมจริงๆ ที่อาตมาบรรยายไปทุกวันนี้ บรรยายไปไกลมาก ลึกมากไปแล้วนะ อาตมาก็เวียนต้นมาแนะนำ ก็ย้ำๆ ซ้ำๆ ซากๆ อยู่บ้าง จะมีศีล สมาธิ ปัญญา หรือว่าจะทรงสภาพอะไรพวกนี้ ก็พยายามอยู่บ้าง วนเข้ามาบ้าง เพื่อเตือน เพื่อแนะนำ บางทีจะเลือนจะลืม หรือว่ามันจะยังไม่ชัด จะเห็นได้ว่า ยิ่งฟังไปแล้ว เราจะเข้าใจเมื่อเวลาพูดพื้นฐาน พูดความหมายที่ไม่สูงอะไรขึ้นมาเรื่อยๆ วนเข้ามาหาต่ำ หาพื้นฐาน เราก็จะเข้าใจซ้อนขึ้น เรารู้ไปแล้ว ลึกๆขึ้น เพราะฉะนั้นเราจะต้องนำพาตัวเองให้มีปฏิบัติจริงๆ มีสังวรปธาน มีปหานปธาน มีภาวนาปธานให้เกิดผล ให้เกิดจริงๆ สติคืออะไร เวทนาคืออะไร จิตคืออะไร จะต้องฝึก อ้อ อย่างนี้เองเป็นสติ อย่างนี้เองเป็นสติสัมโพชฌงค์ สติอย่างนี้นี่ มีสติสัมปชัญญะ มีปัญญา มีไหวพริบ มีตัวรอบรู้ มีมุทุภูตธาตุ มีธาตุที่จะรู้นอกรู้ใน รู้การสัมผัส แล้วก็มีญาณ มีปัญญาประกอบ อ่านไปด้วย ทำให้เกิดการวิจัย มีธรรมวิจัย มีสัมมาทิฐิขึ้นไปทุกทีๆ สัมมาทิฐิที่มีสภาวะรองรับ ไม่ใช่สัมมาทิฐิที่แค่ฟัง ก็ได้แต่เข้าใจ ได้แต่เห็นเฉยๆ เพราะฉะนั้นมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีธัมมวิจัย เมื่อสัมผัสแล้ว มีสติสัมโพชฌงค์ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีวิริยสัมโพชฌงค์ มันก็จะเกิดรู้ดี รู้ชั่ว เกิด สัมผัสสภาวะ เกิดอย่างนั้นอย่างนี้ เวทนานี่เป็นสุขเวทนา อย่างนี้เป็นทุกขเวทนา ปรับจากสุขเวทนา ปรับจากทุกขเวทนา เปลี่ยนแปลงจากทุกข์จากสุขไปได้เป็น อุเบกขา หรือวิเคราะห์ไป จนกระทั่งถึงจิต วิจัย ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิจัยจิต ออก อ้อ อย่างนี้ราคมูล อย่างนี้โทสมูล อย่างนี้โมหมูล วิจัยออก อ่านออกเลยว่า อย่างนี้มันเป็นสภาพของรากเหง้าของกิเลสอย่างนี้ ไม่ใช่รากเหง้าก็อยู่ในสาย มีอยู่ในสายราคะ หรือโลภะ อันนี้แบ่งออกได้ว่าอยู่ในโทสะ อันนี้อยู่ในสายโมหะ ก็ปรับ อย่าใหัมันเป็นโมหะ เมื่อไม่มีโมหะแล้ว มันก็จะย่นย่อมาเหลือแต่กามกับภพ หรือกามกับพยาบาท ซึ่งอาตมาก็ได้อธิบายให้ฟังแล้ว วิเคราะห์ลึกเข้าไป ได้อธิบายนิวรณ์ 5 อย่างซ้อนลึกแล้ว สุดท้ายจริงๆ มันก็แบ่งเป็น 2 ทิศเท่านั้นเอง ผลักกับดูด ถ้าละล้างไอ้พวกนี้ หรือว่าอย่าไปหลงใหลอยู่กับไอ้สิ่งนี้จริงๆได้เท่าไหร่ๆ ก็ลึกซึ้งเท่านั้น สุดท้ายเราก็อาศัยมัน แต่ก็ไม่ใช่เราไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มว่ามันเป็นเรา นั่นก็ขั้นตอนสูงไปเรื่อยๆ พิจารณาเห็นจริง แล้วก็ปฏิบัติประพฤติปลดปล่อย วาง ทั้งๆที่เรายิ่งแข็งแรง ยิ่งมีจิต มีวิญญาณ จิตวิญญาณเราละนะ ที่เราได้อยู่ในตัวเรา ที่เราได้อาศัยนั้นนะ แล้วเราก็จะต้องพยายามเห็นว่า มันไม่ใช่สิ่งที่เราจะหลงใหลได้ปลื้ม จิตวิญญาณยิ่งสูง ยิ่งเป็นอาริยภูมิ มันก็ยิ่งวิเศษ วิเศษยิ่งกว่ายอดเพชรยอดทองในโลกนี้แหละ มหาสมบัติอะไรยิ่งใหญ่เท่าไหร่ มันก็ไม่สู้ มัน ไม่เท่าเทียมกับอาริยทรัพย์ ที่ทำให้จิตของเราเป็นจิตของพระอาริยะ เป็นจิตโสดา สกิทา อนาคาขึ้นมาได้จริงๆ มันไม่มีอะไรเท่าหรอก วิเศษที่สุด แต่เราก็ต้องไม่หลงใหลได้ปลื้มว่า เป็นเราเป็นของเรา นี่มันก็ต้องเรียนไป พิจารณาวางปล่อยไป พากเพียรที่จะกระทำให้ซับให้ซ้อน ให้ลึกซึ้งขึ้นจริงๆ มีเจโตปริยญาณ 16 ที่ได้สาธยาย นำมาอธิบายขยายความให้ฟังแล้ว อ่านสภาวะออกว่า นี่ เออ นี่ มันสายผลัก นี่สายดูด แล้วเราก็ทำให้มันจางคลาย อย่าให้มันผลัก อย่าให้มันดูด อย่าให้มันติด อย่าให้มันยึด ไม่ติด ไม่ยึด ยิ่งซ้อนลึก เข้าไปเท่าไหร่ๆ เราก็ยิ่งเป็นยิ่งมี ก็ยิ่งสูง แล้วเราก็ยิ่งจะเห็นค่า แล้วเราก็ยิ่งต้องปลดต้องปล่อย ต้องวาง ต้องฝึกหัดจริงๆ ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา อย่าไปให้เกิดมานะสังโยชน์ อย่าให้เราหลงใหลได้ปลื้มในตัวในตน ซึ่งตัวตนนั้นแหละ ยิ่งเจริญ แล้วเราก็จะยิ่ง ไม่ต้องหลงตัว ไม่เกิดหยิ่งผยอง ไม่เกิดอุปกิเลสซ้อนลงไปอีก อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ต้องทำจริงๆ ไม่เช่นนั้นก็สูญเปล่า ได้แต่ฟัง อาตมาก็ ยินดีที่จะสาธยาย ยินดีที่จะบรรยาย ยินดีที่จะแนะนำ จะสอน พวกเราฟังได้ ยินดีในการฟังธรรมก็ดี หรือไม่ยินดี มันเบื่อบ้าง อะไรบ้าง ก็อดทน ทนฟังได้ด้วยดี ก็ดี มันก็ได้อานิสงส์ส่วนหนึ่ง แต่ว่ามันก็ไม่เกิดปรมัตถธรรม ไม่ เกิดธรรมะที่เป็นรอบของปรมัตถสัจจะ เป็นความจริงในระดับสูง ในระดับที่จะ เป็นโลกุตระ มันก็สูญเปล่า หรือแม้ว่าได้แล้ว ก็มาติด ติดแก็ก ติดขั้นแช่อยู่ แค่นั้นแหละ เราก็ไม่เจริญขึ้น อยู่กับหมู่กับฝูงเขาได้ ไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน เราก็มี มาตรฐานดีพอ หมู่จะไล่ออกจากหมู่ก็ไม่ได้ ก็อยู่กันไปอย่างนั้นแหละ อย่างเป็น พระนี่ก็ได้ ไม่เป็นไร เราไม่ต่ำกว่าหมู่ เพราะไม่ปาราชิก ก็ไม่ต้องสึก ก็อยู่มันไปได้ สังฆาทิเสสก็หนักอยู่ บางทีสังฆาทิเสสก็อยู่กรรม ทำตามธรรม ตามวินัย มี วินัย ก็สังฆาทิเสสมันอยู่อย่างนั้นแหละ บ่อยๆเรื่อยๆ อยู่อย่างนั้นแหละ แล้วก็ทำ ตามวินัยนะ หมู่ก็ไล่ออกไม่ได้ ถ้าไม่ปาราชิกแล้วก็ไม่ขาดจากการเป็นสงฆ์ด้วยกัน เป็นพระ เป็นภิกษุด้วยกันไปเลย ถ้าเผื่อว่าไม่ปาราชิก แต่ถ้าปาราชิกแล้วก็ตัดขาดได้ทันที แน่ใจ พิสูจน์กันจริงๆ แล้วก็เห็นชัดจริงๆ หรือแม้แต่ไม่รู้จริง แต่ว่ามันเห็นชัดเหลือเกิน ไม่ได้รู้จริง ไม่ได้จับได้คาหนังคาเขา ไม่ได้จับมั่นคั้นตาย แต่ว่า แหม มันชัดเหลือเกินนะ องค์ประกอบเหตุการณ์อะไรๆนี่ ก็มีสิทธิ์ที่จะไม่คบหาได้ เพราะว่ามันชัดเหลือเกินนี่ เหตุปัจจัยสิ่งแวดล้อม ตามหลักฐานอะไรนี่มันชัดเหลือเกิน จับไม่ได้คาหนังคาเขาหรอก ปาราชิกเดี๋ยวนี้เยอะแยะ ปาราชิกที่มี จับไม่ได้คาหนังคาเขา แต่ว่าหลักฐานมันชัดเหลือเกิน ก็มีสิทธิ์ที่จะไม่รับ แต่ก็มันไม่ชัดจริง ก็ไม่สามารถที่จะไปปลดเปลื้องเครื่องแต่งตัว หรืออะไรต่ออะไรของเขา เราก็ ใจของเรา เราไม่คบ อันนี้ก็เป็นสิทธิ์ส่วนตัว ใจใครใจมัน เราเองเรารังเกียจ แหม คนนี้นี่จับได้ ไม่ได้คาหนังคาเขา แต่ว่าหลักฐานมันชัดเหลือเกิน มันก็อะไรๆ ก็หลักฐาน เหตุผล หลักฐานอะไรทุกอย่าง มันแวดล้อม มันชัด เราก็มีสิทธิ์ที่จะเข้าใจว่าเสื่อมต่ำ แล้วไม่คบก็ได้ นั่นเป็นสิทธิส่วนตัว ทางโน้นจะดันทุรังโกหก ไม่ยอมรับความจริง เพราะมันจับไม่ได้คาหนังคาเขานี่นะ อะไรก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น แต่ถ้าเผื่อว่า สรุปแล้วว่ามันไม่ได้เสื่อมต่ำจนกระทั่งถึงขั้นเป็นปาราชิก จะไล่เขาออกจากความเป็นพระไปไม่ได้ ในธรรมะของพระพุทธ เจ้า ถ้าเขาไม่ประสงค์จะสึกเอง เป็นสังฆาทิเสส ก็ยังไล่ไม่ได้เลย ก็อยู่กรรม ไม่อยู่กรรม ก็ค้าง ก็ติดอยู่อย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นถ้ายิ่งเขาจะผิดพลาดในธรรมในวินัย นิสสัคคิยปาจิตตีย์ จะเป็นปาจิตตีย์บ้าง จะเป็นอะไรลงไปอีก ก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่แปลกนี่ เขาก็ต้อง แก้ไขของเขาเอง ถ้าใครทำได้ดี ไม่ด่างไม่พร้อย ไม่เว้าไม่แหว่ง ไม่เป็นอะไรไปก็ยิ่งดี ก็พากเพียรเอา แต่ถ้าปฏิบัติอยู่แต่ในศีล ในธรรมเฉยๆเป็นสีลลัพพตุปาทาน รักษาศีลได้ บางคนบางผู้ก็ โอ๊ แค่สังฆาทิเสสนี่ก็ไม่เป็นแล้ว ปาราชิกก็ไม่ สังฆาทิเสสก็ไม่เลย อยู่ได้ไปตลอด นิสสัคคิยปาจิตตีย์บ้าง หรือไม่นิสสัคคิยปาจิตตีย์ สักเท่าไหร่ เป็นมรรคเป็นผลไปเลย ก็น่าเสียดายตลอดชีวิต ก็อยู่มันอย่างนั้น กินๆอยู่ๆไป จะเป็นหนี้เอาละนะ เป็นหนี้เอาง่ายๆนะ ปฏิบัติตนไป อยู่ไปได้ รักษา ฐานะ ไม่ต้องสึก ใครมาไล่สึกไม่ได้หรอก เป็นพระ อยู่ในรูปของพระไปอย่างนี้ เพราะว่าไม่ได้ผิดศีล ไม่ได้ผิดวินัยอะไร อยู่ไปได้เป็นมาตรฐาน แค่รูปธรรม มันก็น่าเสียดายชีวิต ทั้งชีวิต เป็นพระ บวชไปจนแก่จนเฒ่าตาย ปฏิบัติไม่เป็น ได้แค่ สีลลัพพตุปาทาน ดีไม่ดีออกนอกรีตนอกเรื่องไปด้วย พาทำอะไรออกไป มันเป็นเรื่องผิดธรรม ผิดวินัย วิปริตออกไป แล้วก็ไม่รู้ตัว พฤติกรรมอย่างที่อาตมาพูด ตอนต้นแล้วว่า พูดอย่างหนึ่ง ปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง ปฏิบัติอันนี้ออกเป็นเดรัจฉานวิชาไปแล้ว ปฏิบัติอันนี้ออกนอกรีตไปแล้ว ก็ไม่รู้ตัว แต่สอนก็สอนธรรมะล่ะนะ แต่พฤติกรรมก็ออกนอกรีตนะ ไปหลายๆอย่าง ที่ไม่ได้ตรงกับคำสอนโลกุตระนั้นหรอก เพราะว่าเป็นพฤติกรรมของชีวิต จะค้าจะขาย จะรดน้ำมูกน้ำมนต์ อย่างนี้เป็นต้น จะเป็นอะไรต่ออะไรไป เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้สอน ไม่ได้เป็นตัวปฏิบัติของจิต ไม่ได้เป็นตัวปฏิบัติปรมัตถ์ทีเดียว จะทำหล่อพระเครื่อง พระบูชาขาย จะทำเครื่องรางขาย จะรดน้ำมูกน้ำมนต์อะไรต่างๆนานานี่ มันไม่ได้เป็นตัวปฏิบัติปรมัตถ์ มันไม่ใช่เรื่องของปรมัตถ์ แล้วก็ไม่ต้องมาสอนอะไรมากมายด้วย คนก็ เลยเข้าใจผิดไปใหญ่ ฆราวาสไม่ได้ศึกษาธรรมะ ศีล วินัย อะไรลึกซึ้ง ตามหลัก ตามเกณฑ์ เขาก็เลยไม่รู้เรื่อง ยิ่งไม่เอามาสาธยายเลย จุลศีล มัชฌิมศีล มหา ศีลอะไรที่ท่านห้ามไว้ ไม่ต้องมาสาธยายเลย เพราะว่ามันไม่ใช่ของฆราวาส ก็เลยกลายเป็นซับซ้อน ศาสนาก็เลยเปื้อนปน มีเปื้อนๆ มีปนๆ เอาอะไรมาปน เดรัจฉานวิชามาปน อะไรเลอะเทอะ เข้าไปกันใหญ่เลย เลยกลายเป็นศาสนานั่น แหละ พฤติกรรมเป็นอยู่อย่างนั้น แต่สาธยายโลกุตระได้ หนักเข้าก็เลยเละเทะไป โยคสูตร เรามาดูโยคสูตรนะ โยคะ 4 ประการ อยู่ในพระไตรปิฏกเล่ม 21 จตุกนิบาต หมวด 4 โยคะก็คือ มันกระทำอยู่ ด้วยความพยายามทำ เรียกว่าเพียร พยายาม ทำอยู่อย่างนั้นแหละ มันก็เกิดอย่างนั้น ถ้าพยายามออก ละออก มันก็จะออก พยายามสั่งสมเข้า มันก็จะเข้า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย โยคะ 4 ประการนี้ 4 ประการเป็นไฉน คือ กามโยคะ 1 ภวโยคะ 1 ทิฐิโยคะ 1 อวิชชาโยคะ 1 โยคะก็มี 4 ที่จริงโยคะมีเยอะ มี 4 ก็ได้ มี 8 ก็มี แต่นี่ 4 ก็เป็นหลักใหญ่ๆ หลักใหญ่ๆนี่ย่นย่อเข้ามา ก็ต้องกรอง หรือว่าต้องคั้นเอามาที่เป็นหลักหัวข้อ หรือ เป็นหลักที่จะสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นเวลาจะยิ่งน้อยๆ โยคะ 4 โยคะ 3 อะไร ยิ่งน้อยเข้าไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งย่นย่อเข้าไปหาสภาพที่มันเป็นรวมไปได้หมด เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าย่อๆ จะย่นย่อเอาไปเหลือแค่ 3 กามโยคะ ภวโยคะ อวิชชาโยคะ ทิฐิโยคะ ก็จะลดลง ถ้าเป็น 3 จะเหลือกามโยคะ ภวโยคะ อวิชชาโยคะ ทีนี้ขยายขึ้นมา เขาจะเอาตัวก้อน ตัวเนื้อ ที่ขยายออกมาแล้ว ก็เป็นตัวสำคัญอีกอันหนึ่งขึ้นมาเสริม เพราะฉะนั้นจะเป็นกามโยคะ ภวโยคะ ทิฐิโยคะ อวิชชาโยคะ เป็น 4 ถ้าเป็น 3 จะเหลือแค่นั้น หมด ถ้ากามโยคะ ภวโยคะ อวิชชาโยคะ 3 โยคะก็หมด เรียนรู้ได้หมดเหมือนกัน เพราะว่าเป็นหัวข้อใหญ่หลัก แล้วก็รวมไปหมด ทิฐิอยู่ในนั้นเสร็จ ทิฐิอยู่ในอวิชชานั่นแหละ มันรวมกันได้ แต่นี่ขยายออกมาก็แสดงว่า ทิฐิโยคะนี่สำคัญไม่ใช่เล่น ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ก็กามโยคะเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่รู้ชัด ซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออก แห่งกามทั้งหลายตามความเป็นจริง ท่านบอกว่าไม่รู้ชัด ไม่รู้ชัดซึ่งอะไร ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด นี่เป็นนัยซ้อนขยายว่า ถ้าเกิดกามมันเป็นยังไง ดับกามเป็นยังไงนั่นเอง คุณของกามมันเป็นยังไง โทษของกามมันเป็นยังไง อุบายเครื่องออก สลัดออกจากกามมันเป็นยังไง ไม่รู้สภาพพวกนี้นะ ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกามทั้งหลาย นี่ก็พูดถึงกามก่อน ตามความเป็นจริง เมื่อเขาไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออก แห่งกามทั้งหลาย ความกำหนัดเพราะกาม ความเพลิดเพลินเพราะกาม ความเยื่อใยเพราะกาม ความหมกมุ่นเพราะกาม ความกระหายเพราะกาม ความเร่าร้อนเพราะกาม ความหยั่งลงในกาม และความทะยานอยาก เพราะกามในกามทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น นี่เราเรียกว่า กามโยคะ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าทำอยู่เสมอ หรือว่าปฏิบัติอยู่เสมอ พากเพียรพยายามอยู่เสมอ มันก็เป็นกามโยคะ มันก็เป็นการกระทำอยู่เสมอ ก็คือการสั่งสมโดยไม่รู้ ไม่รู้ว่าเกิดคืออะไร ดับคืออะไร จะทำให้มันลดกาม หรือว่าทำให้มันดับกาม ทำให้จางคลายกามหรือว่าเป็นคุณอย่างไร เป็นโทษอย่างไร พิจารณาไม่เป็น พิจารณา ไม่ออก มันเป็นคุณหรือว่ามันเป็นโทษ ไม่ชัดไม่เจน ไม่มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ ไม่เคยพิจารณาเลย หลงใหลได้ปลื้มว่า โอ๊ ได้สมใคร่สมอยากนี่แหละดี อยู่อย่างนั้นตลอดไป แล้วก็ไม่มีอุบายเครื่องสลัดออก เดี๋ยวค่อยฟังขยายความพวกนี้ ก็มีหลัก 5 นี่แหละ หลักความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องออกนี่แหละ หลัก 5 ที่จะขยายกามอย่างไร ภวะอย่างไร ทิฐิอย่างไร อวิชชาอย่างไร นี่เรียกว่ากามโยคะ กามโยคะเป็นดั่งนี้ ภวโยคะเป็นไฉน ทีนี้ภวโยคะ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งภพทั้งหลาย จากกาม ก็มาภพ ตามความเป็นจริง เมื่อเขาไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งภพทั้งหลาย ตามความเป็นจริง ความกำหนัดเพราะภพ ความเพลิดเพลินเพราะภพ ความเยื่อใย เพราะภพ ความหมกหมุ่นเพราะภพ ความกระหายเพราะภพ ความเร่าร้อนเพราะภพ ความหยั่งลงในภพ และความทะยานอยากเพราะภพ ในภพทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน