350907 ครบรอบ 1 ปี วันที่พรพิชัยจากไป โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์2535 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข21 มกราคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

350907 ครบรอบ 1 ปี วันที่พรพิชัยจากไป โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

ครบรอบ 1 ปี วันที่พรพิชัยจากไป เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

เอ้า วันนี้ วันที่ 7 กันยายน เราก็จำกันไว้ในโลก ในสังคม ที่มีสมมุติสัจจะนี่ เราจะมีวิธีการ พิธีกรรมอะไรพวกนี้ มันจะมีอันนี้ ก็เป็นพิธีกรรมอันหนึ่งมันเกิดมีธรรมชาติ ต่อไปในอนาคต มักก็จะมีมากกว่านี้ นี่แม้แต่แค่ฆราวาส เราก็เกิดมาพยายาม อาตมาไม่ได้เป็นคนจุดนะเรื่องนี้ อาตมาไม่ได้จำบอกตรงๆ ไม่ได้จำด้วยซ้ำไปว่า พรพิชัย นี่ตายวันที่ 7 กันยายน แต่พวกเราจำได้ แล้วก็พูดขึ้นมา แล้วก็เลยคิดว่าอยากจะมีอะไรเป็นการรำลึกแสดงออกในเรื่องไหนก็แล้วแต่ ก็เลยนิมนต์อาตมาให้มาย้ำให้มาเทศน์ ให้มาขยายความ ให้มาอธิบาย อาตมาก็เต็มใจรับ ก็เลยมา แล้วพวกคุณจะทำอะไรขึ้นมา ไม่ต้องมีรูป มีพิธีอะไรมาก่อนก็ได้ แต่ต่อไปมันก็จะมีรูป มีพิธีมากขึ้นๆ มากจนกระทั่งบานปลาย จนกลบเนื้อหา มันจะเป็นอย่างนี้น่ะ ตามธรรมชาติของโลก มันก็เป็นธรรมดา พิธีการบานปลาย ก็บานๆ มีไอ้นั่นประกอบ มีไอ้นี่ กลายเป็นสิ่งตกแต่ง หรูหรา ฟู่ฟ่า กลบเนื้อหาลงไป แต่ตอนนี้ อาตมายังพูดถึงเนื้อหามันได้อยู่มาก พระพุทธเจ้าที่จริง ท่านก็ไม่ได้เคยบอกว่า จงไปจัดพิธีการในวันวิสาขะ ไปจัดพิธีการในวันมาฆะฯ ท่านก็ไม่ได้เคยสั่ง ไม่เคยสั่ง แต่พวกเราก็มีปัญญา มีปฏิภาณสังคมมนุษย์ มันเป็นพิธีการที่เป็นประโยชน์คุณค่า เพราะฉะนั้น มันก็เกิดมา มันจะเกิดพิธีกรรมอันนี้ก็เกิดมาบ้างนี่ พิธีกรรมใหม่ๆ นี่มันก็เป็นธรรมชาติที่สะอาดดี ไอ้อะไรปรุงแต่งก็ไม่ค่อยมาก เนื้อหาก็ยังมีอยู่เยอะ เพราะฉะนั้น สิ่งประโลม สิ่งที่ครอบๆงำๆ ที่เป็นเรื่องฐานะแห่งการตกแต่งก็ยังไม่มากนัก อาตมาก

อ่านต่อ

็ยังได้พูดถึงแม้ปรมัตถ์ต่อไป ถ้าเผื่อว่าคนเราไปติดในเปลือก ไปติดในเปลือก งานพิธี งานวันรำลึกถึงพรพิชัย มีอะไรกันนั้นก็เอาอันนี้มาร่วม หนักเข้าก็มีเต้นระบำ มีรำ มีอะไรไปเลยไปสนุกครึกครื้นไปกับไอ้เปลือกนั่นหมดเลย แล้วทำๆไปนี่ทำระลึกถึงพรพิชัย เพื่อที่จะได้มาชื่นใจ ประทับใจ บอกว่า โอ้ย ประทับใจจังเลย งานคราวนี้สนุกเหลือเกิน โอ๊ เราไปงานพรพิชัยนี่ แหม คนนั้นก็เต้นดี คนนี้ก็รำดี คนนั้นก็ร้องดี อาหารก็ โอ้โฮ มากมาย หรูหรา กินอิ่มแปร้เลย เหล้าก็รสดีอะไรดีไปหมดเลย แล้วมางานพรพิชัย งานรำลึกถึงพรพิชัย เราจะได้กินเหล้าดี เราจะได้บันเทิงเริงรมย์ เพลิดเพลินเป็นกิเลสไปหมดเลย เดี๋ยวนี้งานอะไรบันเทิงพวกนี้ งานพิธีการอะไร งานรำลึกถึง หรือว่างานจัดงานไอ้โน่นไอ้นี่ กลายเป็นเรื่องปลีก กลายเป็นเรื่องย่อย กลายเป็นเรื่องเผิน กลายเป็นเรื่องเปลือก ไม่ได้เนื้อหาอะไรเลยนี่ก็บอกเอาไว้ว่าระวัง จะรำลึกนั้น ก็ต้องรำลึก รำลึกถึงอะไร พรพิชัย คืออะไร พรพิชัย เมื่อเช้านี้ ก็พูดแล้วว่า ไม่ใช่เนื้อตัวหน้าตา ไม่ใช่ตัวบุคคล พรพิชัยคือกรรม กรรมกิริยาของพรพิชัย คุณค่าทางกายกรรม คุณค่าทางวจีกรรม คุณค่าทางมโนกรรม เขามี แล้วเขาก็ประกอบอยู่ตั้งแต่เป็นๆ เราจำได้ไหม จำได้ว่าพรพิชัยมีกรรมกิริยาอย่างไร กาย วาจา ใจ อย่างไร มีความอดทน มีความขยันหมั่นเพียร มีความเสียสละ แม้แต่ที่สุด ความเบิกบานร่าเริง อาตมาก็หยิบมาขยายความเมื่อเช้านี้ ว่าเขามีอันนี้สำคัญนะ จุดเด่นพวกเรายังด้อยอยู่ เราควรจะเอามาใช้ ก็ขยายความไปมากแล้ว เอาไปฟังก็แล้วกัน เทปเทศน์เมื่อเช้านี้ เอ้า ไปฟังซ้ำอีกก็ได้ เพราะฉะนั้น เรามารำลึก ก็มารำลึกถึงเนื้อหาแก่นสารอันนี้ ไม่ใช่มารำลึกถึงไอ้สิ่งปลีกย่อย ที่จะมีองค์ประกอบบานปลายออกไปดังที่กล่าวตอนต้นเป็นเรื่องเปลือก เรื่องผิว เป็นเรื่องบันเทิง เริงรมย์ พิธีกรรม หนักๆเข้า ก็จะเป็นเรื่องพิธีกรรม เริงรมย์ หรือวิภูสนัฏฐานา เครื่องตกแต่ง ประดับประดา การรัฐพิธี หนักเข้าเนื้อหาของรัฐพิธี อันนี้คืออะไร ไม่รู้เรื่องเลย เพราะฉะนั้น การรำลึกถึงอะไรก็ต้องมี เรารำลึกถึงพระพุทธเจ้าในวันเกิด วันประสูติ วันปรินิพพาน ที่เรียกว่าวิสาขะ แม้แต่วันอื่น ที่เราจะเอามาระลึกถึงพระพุทธเจ้าให้มากขึ้น มีวันวิสาขะ มีวันอาสาฬหบูชา มีวันเข้าพรรษา มีวันอะไรก็แล้วแต่ หรือรำลึกเสมอ เรารำลึกถึงพระพุทธเจ้าเสมอ ก็ไม่ได้หมายความว่าเรารำลึก อย่างเราจะตั้งนะโม ตัสสะ ภะคะวะโต มีพยัญชนะ มีภาษานะโม ตัสสะ ภะคะวะโต ก็หมายถึงพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว แล้วเราก็รำลึกถึงพระพุทธเจ้า แม้แต่ชั่วแวบ ชั่วขณะก็ตาม เรารำลึกถึงอะไรกันแน่ๆ แท้ๆ รำลึกถึงอะไรกันแท้เอาให้ชัด นี่ อย่างนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้น เรามารำลึกถึงพรพิชัยนี่ รำลึกกันให้ดี แล้วก็รำลึกให้ประทับใจจริงๆก็ได้ แล้วมันจะได้คุณค่าประโยชน์ เมื่อรำลึกถึงประทับใจจริงๆว่า เออ อย่างนี้นี่ มันเป็นกรรมที่ดี กิริยาที่ดี คุณภาพ คุณธรรมที่ดี ทำอย่างไรหนอ เมื่อเช้า อาตมาก็วิเคราะห์หลายๆอย่าง ไปถึงปรมัตถ์ ไปถึงภาวนาอย่างไร ปฏิบัติถึงขั้นปรมัตถ์ สมถภาวนา วิปัสสนาภาวนา ที่จะให้เกิดกรรมกิริยา ไปจนกระทั่งถึงเปลี่ยนแปลงทางจิต เมื่อเปลี่ยนแปลงทางจิตแล้ว มันก็เปลี่ยนแปลงทางกาย ทางวาจาด้วย ก็เป็นสิ่งที่ดีขึ้นมา เราก็เกิด เราก็เป็น เราก็ได้สิ่งอย่างนี้ เป็นสิ่งที่น่าเชิดชูบูชา น่าที่จะสืบทอด น่าที่จะเอาอย่าง เอาตาม พระพุทธเจ้า เราก็รำลึกถึงได้ แต่เราไม่ได้รำลึกถึงตัวตนแท่งก้อนแท่งอย่างที่กล่าวไปแล้ว ต่อไปก็อาจจะรำลึกถึงอาตมา อาตมาตายแล้ว ก็ระลึกถึงอาตมา พรพิชัยตาย ก็ระลึกถึงพรพิชัย นี่เราก็ระลึกถึง แม้แต่จะเป็นเล็ก เป็นทองสุกที่ตายไปแล้วหรือใครก็ตาม เพื่อนเรา มีอะไรดีล่ะ ระลึกถึงสิ่งที่เป็นกรรม ระลึกถึงสิ่งที่เป็นกรรม กรรมที่เป็นคุณ กรรมที่น่าจะสืบทอดถ่ายทอดออกมา มันเป็นสิ่งที่น่าประทับใจ เป็นความประเสริฐของมนุษย์สิ่งดีอย่างนี้ ทำอย่างไรจะได้ดีอย่างนั้นศึกษาต่อ แล้วก็เอามาอบรมฝึกฝนของเราเอา เราจะได้เป็นอย่างนั้น ชาตินี้ไม่ได้ ก็อบรมไปได้ชาติต่อไปอีก ชาตินี่ได้บ้าง ก็ดีได้ขึ้นมา ทีละน้อย ทีละน้อยในแง่ที่เข้าใจได้แล้วก็พากเพียรเอา นี่แหละ คือการระลึก คือการระลึก โดยเฉพาะระลึกถึงบุคคล บุคคลนั้นก็จะต้องมีของจริง มีตัวอย่าง หรือแม้แต่เขาสมมุติกันน่ะ เขาระลึกถึงอะไรขึ้นมา ไม่มีตัวบุคคลจริง จนกระทั่งเป็นนิยาย เป็นนิทาน ไม่รู้ละ มีตัวจริง หรือไม่จริง แต่ว่านิทาน นิยายอย่างนั้น รำลึกถึงสภาพนั้น มีคุณลักษณะอย่างไร เขาก็เอามาอธิบาย ยกตัวอย่างง่ายๆ รำลึกถึงพระราม รำลึกเจ้าแม่กวนอิม ไม่รู้เจ้าแม่กวนกิม มีจริงหรือเปล่า เจ้าแม่กวนอิม ชื่อเมี่ยวซ่าน ไม่รู้เมี่ยวซ่าน มีจริงหรือเปล่าอะไร อย่างนี้เป็นต้น แต่เอาเถอะ เราไม่มีปัญหา เมี่ยวซ่านจะมีจริง หรือเจ้าแม่กวนอิมจะมีจริงหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับว่าพฤติกรรม หรือกรรมของการกระทำกาย วาจา ใจของเมี่ยวซ่านของเจ้าแม่กวนอิมนี้น่ะ มันดีอย่างไร แล้วเราจะทำอย่างไร ถึงจะได้ดีอย่างนั้น อบรมฝึกอย่างไรถึงจะได้กรรมกิริยาอย่างนั้น จะเป็นตัวเมตตา จะเป็นตัวอดทน จะเป็นตัวที่มีน้ำจิตน้ำใจอย่างไรละ พฤติกรรมที่ทีดีงามอย่างไร อย่างนี้ เป็นต้น เป็นนิทาน มีจริงหรือไม่จริง ไม่มีปัญหามากหรอก แต่เรามีเหตุผล มีปัญญาวิเคราะห์วิจัยได้ว่า อันนี้ดี ดีจริงไหมดี ดีอย่างไร แล้วทำอย่างไรจะได้ดีอย่างนี้ มีวิธีการอย่างไร จะทำได้ดีอย่างนี้ เราก็มาฝึกเอากรรมกิริยานั้นไปๆนี่คือ เนื้อหา แก่นแท้ สาระที่จะมารำลึกอะไร หรือว่าจะเอาเรื่องนั้นมาเล่า เอาอันนี้มาให้เกิดความพออกพอใจ ประทับใจ มีเรื่องมีการรำลึก มีการเล่าเรื่อง มีการเรียนตามถ่ายทอด ประวัติถ่ายทอด คุณลักษณะ ถ่ายทอดอะไรต่ออะไร ก็สืบทอดกันไป มันไปนิรันดร์ นิรันดร์ โลกนี้แตก โลกอื่นก็มีอีกต่อไป มันไม่มีที่สิ้นสุดหรอก แต่ถ้าเราฉลาด เราก็รับเอาความหมาย รับเอาวิธีการ จนมาสร้างให้เกิด ให้เป็น ให้มีแล้วเราก็ได้ผล ได้รับผลนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะปรินิพพาน ยังไม่ปรินิพพานคุณก็จะไปอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยแหละ เพราะฉะนั้น เราเริ่มต้นกันดีแล้ว จะมีการรำลึกถึงอาตมา ก็อนุโมทนาพวกเรานี่ ก็มีน้ำใจรำลึกถึงกัน รำลึกถึงคุณงามความดีของเพื่อนของฝูง แม้แต่ในระดับความหมายว่าเป็นแค่เพื่อนแค่ฝูง แต่ถ้าเขามีคุณงามความดีก็เคารพ นับถือ ยกย่อง ประทับใจบูชาเชิดชู ยกย่องกันได้ อายุน้อยกว่าก็ตาม จะมีลักษณะส่วนที่โลกๆ เขาว่ามันมีเป็นส่วนน้อย แต่ส่วนสำคัญสิ่งสำคัญ กรรมที่สำคัญ คืออะไร เป็นคุณภาพเป็นคุณธรรม คุณธรรมอะไรต่างๆ มันก็ประกอบไปด้วยกรรมกิริยาทั้งนั้นแหละ แม้แต่จะเป็นสมรรถภาพ ความสามารถ มันก็เป็นกรรมกริยา แล้วก็เป็นคุณภาพ เป็นคุณธรรม เพราะฉะนั้น คุณภาพกับคุณธรรมนี่ คุณภาพอาจจะเป็นลักษณะที่เป็นฝีมือความสามารถอะไรต่ออะไรต่างๆ นานา ประกอบมาจนกระทั่งถึงระดับหยาบ การงานข้างนอก มีความสามารถ ทำสมรรถนะ คุณธรรมอาจจะเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ มีจิตวิญญาณประเสริฐ จิตวิญญาณปราศจากกิเลส หรือว่ากิเลสน้อยลงๆๆๆ แล้วก็มีปัญญาชาญฉลาดที่จะรู้ด้วยโลกุตรธรรม มีโลกุตรจิตจริง เรียกว่าคุณธรรมก็ได้ คุณภาพก็ทั้งข้างนอกเลย ความสามารถอะไรมากๆ เป็นคุณภาพ แล้วก็มีญาณที่เป็นคุณธรรม หรือโลกุตตรธรรม เป็นปัญญาญาณชั้นสูง รู้ละเอียดลออที่จะตัดสิน ที่จะประกอบคุณภาพที่เราสามารถ คุณภาพ หรือว่าเป็นความสามารถโลกๆ มันก็หลายระดับ หลายอย่าง หลายอัน แต่อันไหนที่ควรทำก็เอามาทำ อาจจะเก่งนะ อย่างสมมุติว่า อาตมานี่เก่งทางเล่นไพ่ ก็เก่งอย่างนั้นน่ะ มีคุณภาพ เล่นไพ่ มีคุณภาพว่าอย่างนั้นน่ะนะ สามารถมีเดรัจฉานวิชา มีคุณภาพ แต่อาตมาจะทำไหม อาตมาไม่ทำหรอก จริง อาตมาอาจจะเก่งนะ ทำเดรัจฉานวิชาเก่งกว่าพุทธวิชา แต่ไม่เอา อาตมาจะทำพุทธวิชชา แม้อาตมาจะมีสมรรถภาพ มีความสามารถเก่งทางด้านเดรัจฉานวิชา หรือเก่งทางด้านอะไรอื่น ที่มันไม่เข้าท่า มาทำแล้วมันทำให้เสื่อม ทำให้สังคมแย่ลงไป เราก็งด จะเก่งขนาดไหนก็เป็นคุณภาพ ก็เป็นสมรรถนะของเราเหมือนกัน อย่างนี้มีปัญญาเลือกเฟ้น มีปัญญารู้ว่า เราควรจะทำกรรมกิริยาอะไรก็เกิดจากคุณธรรม เกิดจากปัญญาญาณที่รู้จักเลือกเฟ้น งดสิ่งที่ควรงด เลิกสิ่งที่ควรเลิก แล้วทำสิ่งที่ควรทำ แม้มันจะไม่เก่งเท่า เราก็จะทำ เราทำพุทธวิชชา ไม่เก่งเท่าเดรัจฉานวิชา เราก็จะทำพุทธธรรมนี่แหละ เดรัจฉานวิชารู้แล้วว่ามันพาเสื่อม มันพาทุกข์ มันพามีเวร มีภัยเราไม่เอา เราปรุงเหล้าเก่ง แหม ฝีมือค่าตัวนี่ ปรุงเหล้านี่แพงนะ ไม่เอาละ ไม่ไปทำล่ะ งานอย่างนี้น่ะ เรามาทำพุทธวิชชานี้ แม้มันจะราคาไม่สูงก็เอาดีกว่า อะไรอย่างนี้ เป็นต้น นี่เรียกว่า เรารู้คุณภาพ คุณธรรมที่แท้จริงด้วย ในการศึกษาของคนนี่ อาตมาก็พูด ก็สรุป ไม่รู้กี่ครั้งกี่คราวนะ คนเราเกิดมานี่ มันไม่ได้เกิดมาทำอะไร มันเกิดมาฝึกกาย วาจา ใจ แล้วก็พัฒนาให้เป็นคนมีกาย วาจา ใจที่ประเสริฐ โดยเฉพาะ ใจที่มีปัญญาญาณสูง รู้ละเอียดลออ ถูกต้องว่าความถูกต้อง ความดีงาม คืออะไร แล้วเราก็เลือกเฟ้นให้ถูกกาละ ถูกองค์ประกอบ มีองค์ประกอบขนาดนี้อย่างนี้แหละ กาละอย่างนี่น่ะ เราควรจะประมาณเอาแค่ไหน เอาแค่ไหน จึงจะรู้ความพอเหมาะ เป็นความสมดุล สมบูรณ์ที่ได้สัดได้ส่วน ที่เรียกว่ามัชฌิมานี่สำคัญ และผู้นั้น ถ้าทำสมบูรณ์ ได้มัชฌิมาที่ดี มันจะเป็นประโยชน์คุณค่ามากที่สุด สิ่งที่มีค่าสูงสุด ก็คือความสมดุล สมบูรณ์สูงสุด คุณจะทำได้แค่ไหนล่ะ สมดุล แค่ไหนหรือสมบูรณ์แค่ไหนละ ตามภูมิปัญญา หรือตามภูมิสามารถที่จะทำได้ แล้วเราก็ทำอยู่ในสังคมตลอดเวลา แล้วคนเราก็จะกลายเป็นคนมีคุณค่าอยู่ตรงนี้ ตรงอื่นไม่มีท่าอะไรเลย เราไปหลงติดเสพเอร็ด- อร่อย จะต้องเอามาบำเรอมากเท่าใด ก็ยิ่งขี้โกงยิ่งเอาเปรียบยิ่งโลภ ไม่ได้สมใจก็โกรธ สะสมอย่างนั้นกันมาเป็นดึกดำบรรพ์ มาแต่ไหนๆ แล้วเรามาเรียนรู้ แล้วเรามาลดลง และลดลงก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีความกระตือรือล้น ไม่มีความปรารถนา ไม่มีความใคร่อยาก กลายเป็นคนเฉื่อย เป็นคนชืด ไม่กระตึก กระแต็กอะไร อยู่ว่างๆนิ่งๆ นั่งคอพับ คอเอียง คออ่อนอยู่แข็ง แล้วก็นอนราบ มันก็ดื้อๆทื่อๆ ไม่ใช่แล้ว จะไม่พัฒนา อย่างนั้น ไม่เรียกว่าพัฒนา เราจะไม่กระทำตนเองให้เป็นอย่างนั้นไปเด็ดขาด นี่ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ พระพุทธเจ้านี่ พัฒนาให้เรามีความสามารถ เรารู้หมดเลยจะเรียกว่าตัณหา ที่อาตมาเอามาอธิบายอะไรอยู่นี่ อาตมาไม่ได้เอาแผ่นนั้นมา เมื่อกี้จะหยิบมาแล้วนะ พึบพับๆ ดูนาฬิกาจะมา ลืมอีกแล้ว สัญญาไม่ดี เขาก็ซีร็อกซ์มาให้มันพูดถึงเรื่องของความละเอียดลออ ถึงปรมัตถ์ พูดถึงตัณหา คุณไม่รู้คุณจะไปหยิบเหรอ ที่โต๊ะน่ะ ก็พอเดาได้ แผ่นเก่า แผ่นใหม่ มันมีอยู่สามชุด ที่จริงสองชุด ฉบับหลวงฉบับเก่าก็มีอีกชุดหนึ่ง สังคายนาจำไม่ได้ว่าท่านสิริเตโชเป็นคนซีร็อกซ์มาให้หรือไง ในเนื้อหาอันนั้นก็ลึก เป็นเรื่องของปรมัตถสัจจะที่พูดถึงชีวิตที่พัฒนา นี่ มันไปเรียนรู้หมดแหละตัณหาอันนี้เป็นหลักฐานยืนยันที่อาตมาพูดถึงเรื่องวิภวตัณหามานานแล้ว อันนี้นี่ มันเป็นสิ่งยืนยันได้เลยว่าเป็นวิภวตัณหาอันนี้ เป็นหลักฐานยืนยันที่อาตมาพูดถึงเรื่องวิภวตัณหามานานแล้ว อันนี้นี่ มันเป็นสิ่งยืนยันเลยว่า วิภวตัณหาน่ะ เราจะเพลิดเพลิน หรือยินดีในวิภวตัณหาอยู่ก็ได้ แต่ถ้าเราจะตัดรอบให้มันเป็นอรหัตตผล เป็นนิพพาน ปรินิพพานแล้วละก็ เราไม่ยินดีแม้ในวิภวตัณหา หรือเพลิดเพลิน เขาแปลจากพระบาลีตัวเดียวกันน่ะ แต่ว่าสังคายนา ฉบับสังคายนาแปลว่าเพลิดเพลินฉบับหลวงแปลว่ายินดี เราไม่ยินดีในภวตัณหา แม้วิภวตัณหาแต่วาเราละใช้สำนวนว่าละภวตัณหา และไม่ยินดีหรือไม่เพลิดเพลินวันละสองฉบับ ฉบับสองสำนวนแปลต่างกัน ก็บาลีตัวเดียวกันนะจะแปลเป็นไทยว่า อันหนึ่งไม่เพลิดเพลิน อีกอันหนึ่งแปลว่า ไม่ยินดีในวิภวตัณหา ไม่ได้บอกว่าละนะ ส่วนภวตัณหานั่นบอกว่าละ แต่ในวิภวตัณหานี่ไม่ได้บอกว่าละบอกว่าไม่ยินดี หรือไม่เพลิดเพลิน ซึ่งจะต้องเป็นพระบาลีคนละตัวกันกับคำว่าละแน่นอน อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันละเอียดลึกซึ้งในพระไตรปิฎกก็มีอย่างนี้ อาตมาก็บอกว่า เออ อันนี้ดีเหมือนกันน่ะ อาตมาไม่พบคนที่อ่านพระไตรปิฎกนี่เห็นอะไรๆ พวกนี้หยิบๆมาให้อาตมาอยู่เรื่อย อาตมาก็ได้รับหลักฐานพวกนี้มาไว้ ก็อธิบายให้พวกเราฟังนี่แหละ มันก็ส่งเสริมซ้อนกัน เป็นประโยชน์ร่วมกัน เราก็ได้เข้าใจเพิ่มเติม วิภวตัณหานี่ต้องมีในคน โดยเฉพาะ อย่าไปพึงคำนึงมากเลย แต่ถึงไม่คำนึงคุณก็ทำอยู่แล้ว อาตมาพาทำ พาปฏิบัติอบรมฝึกฝนนี่ ให้มีวิภวตัณหาแก่กล้า ให้มันมีตัณหาจัดๆ โดยเฉพาะวิภวตัณหา คือตัณหาอุดมการณ์ ไม่ได้เพื่อตัวเอง ไม่ได้เพื่อตัวตน เพื่อผู้อื่น มันเสียสละ มันเป็นบุญเป็นกุศลของคุณ คุณมีวิภวตัณหา คุณมีความต้องการปรารถนาจะสร้างสรรช่วยเหลือผู้อื่น หรือว่าทำประโยชน์ขึ้นมาแล้ว ผู้อื่นได้ประโยชน์มากเท่าไหร่ นี่มันเป็นบุญของคตุณโดยตรง มันไม่ได้เป็นของใครหรอก คุณฝึกหัด คุณฝึกฝนมันก็เป็นความชำนาญของคุณ เกิดกรรม เกิดวิบากของคุณเองง่ายของคุณเอง เชี่ยวชาญของคุณเองเสร็จแล้วคุณก็ได้กอบได้ก่อ ได้ทำยิ่งเป็นอัตโนมัติเลย มันก็เป็นตัวของคุณเอง มันก็ยิ่งทำโอ้โฮ ขยันไม่หยุดเหมือนอย่างกับพรพิชัยนี่ ขยันไม่หยุดเลย แล้วเขาก็เบิกบานร่าเริง คุณก็สบายใจ ก็ทำไปซิ ใครไปตำหนิเขาล่ะ มีแต่บอก โอ้ เราชื่นชมยินดีอนุโมทนานะ เราทำไม่ได้อย่างเขาเท่านั้นแหละ ใช่ไหม ส่วนในใจของเขาจะวาง หรือจะหยุดเพลิดเพลิน หยุดยินดี วางไม่หลงติดในวิภวตัณหาของเขาได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ถึงแม้ว่าวางไม่ได้ อย่างที่อาตมาก็เคยพูดมาหลายทีแล้ว ถึงแม้ว่าจะวางไม่ได้น่ะ มันก็ไม่เสียหายหรอกในโลก ในโลกนี้ไม่เสียหายหรอก อย่างศาสนาอื่น ศาสนาที่มีพระเจ้า เขาจะต้องทำเพื่อพระเจ้า แล้วก็ไปอยู่กับพระเจ้า ไปเสวยสวรรค์ ไปเสวยบุญนั้น เขาไม่วางบุญนี้หรอก เขาไม่วางกุศลนี้หรอก ของพุทธเรานี่ สุดท้าย แม้แต่บุญนี่ ก็ไม่ยึดเป็นเรา เป็นของเราม ไม่เอาไว้เป็นภพ เป็นชาติ ไม่เสวย ไม่ไปเสวยภพไหน ไม่มีในที่ไหนๆ สุดท้ายวางหมด ไม่มีภพไหนๆ แม้วิภวภพ หรือวิภวตัณหา ที่เรามีอาการตัณหา มีอาการปรารถนา มีอาการอยากใคร่นี่แหละ แต่แม้อยากใคร่แล้ว เราทำจบแล้วก็คือจบแล้ว เราก็ไม่ไปต่อเป็นภพ เป็นภูมิจะต้องเป็นวิภวภพ หรือภพอุดมการณ์ ภพอันดี ภพอันเจริญ สั่งสมแล้วก็เป็นวิบาก เป็นวิบาก เป็นผลบุญนะ แต่เราไม่เอา เราไม่รับว่าเป็นเราเป็นของเรา เราปล่อย เราวาง เราเลิกไปเลย จะไปไหนก็ช่างเราไม่ไปมีกิจไปผูกไปพัน ไปเกี่ยวไปเกาะอีกเลย มันก็ไม่มี ต้องฝึกฝึกจริงๆ ฝึกพูด ปากนี่ ก็เป็นปาก ปากก็พูดไปพูดไปอย่างนั้นแหละ แต่ความจริงต้องฝึกละเอียดลออ ลองอ่านดูนะ อ่านดูฉบับสังคายนา เขาอุตส่าห์มาสังคายนากันใหม่ มันก็อาจจะดีกว่าเก่า บางทีมันก็ยิ่งพิลึกพิลือไปกว่าเก่าก็ได้ โลกสูตร ว่าด้วยความเร่า ร้อนของสัตวโลก ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ นี่แปลมาจากคำว่า เอกังสะมะยัง ในกาละครั้งหนึ่ง ได้สดับมาแล้วอะไรต่อล่ะ ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ พระอานนท์จะพูดอย่างนี้ไว้นำเสมอ สมัยหนึ่ง อันนี้แหละแท้ เอกังสะมะยังสมัยหนึ่งแน่แท้ สะมะ ก็คือ สมัย เอ-กังก็คือ หนึ่ง สมัยหนึ่ง เอกังสะมะยัง พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสรู้ใหม่ๆ นี่ขนาดท่านตรัสรู้ใหม่ๆ ท่านสอนขนาดนี้ประทับนั่งภายใต้ต้นโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา ก็ครั้งนั้นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบัลลังก์เดียว เสวยความสุขที่เกิดการหลุดพ้นจากกิเลส หลุดพ้นนี่ มีตัวขยาย มีตัวรับด้วย ว่าหลุดพ้นอะไร หลุดพ้นจากกิเลส เกิดจากความหลุดพ้นจากกิเลสได้เด็ดขาด ตลอดเจ็ดวัน หมายความว่าท่านเสวยวิมุตติสุข วิมุตติสุขอันนี้ 7 วัน ครั้งนั้นแลพอสัปดาห์นั้นล่วงไป พอพ้นเจ็ดวันไปแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากสมาธินั้น สมาธินี่ก็อย่าหมายความว่า พระพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุขก็เลยนั่งหลับตาสมาธิ เข้าใจว่าสมาธิเป็นการนั่งหลับตา ความจริงไม่ใช่สมาธิคือความแข็งแรงมั่นคงความเจริญในสภาพนั้น มันเจริญสภาพนั้นสุดขนาดไหนก็สุดขนาดนั้น ของพระพุทธเจ้าท่านสุดขนาดไหน พวกคุณก็อย่าไปนึกคิดตามท่านเลย ก็ของท่านก็ให้ท่านเสวยของท่านเถอะ ของเราก็ของเราสมาธิ หรือวิมุตติสุขของเราขนาดไหน ก็ขนาดนั้นของเราเหมือนกัน ทีนี้ของพระพุทธองค์ก็ของท่าน เมื่อท่านเอง ท่านเสวยวิมุตติสุขนี้ เมื่อออก จากเสวยวิมุตติสุขอันนั้นแล้ว หมายความว่า สภาพที่ท่านเองที่ท่านอยู่ในวิมุตติสุขสมาธินี่ ก่อให้เกิดสุขหรือฌาน ฌานนี่เกิดสุข สุขเพราะฌาน สุขเพราะว่าไม่มีกิเลส ตัณหา อุปาทานอะไร ไม่มีนิวรณ์อะไรเลย นี่มันสุขมาก ไม่มีนิวรณ์อะไร ถ้าเริ่มปรุงขึ้นมา เริ่มมีอุดมการณ์ เริ่มมีอะไรขึ้นมาก็จะลดสุขลงไปบ้าง ถ้ายิ่งไม่เพื่อตัวเพื่อตนยิ่งสุขมาก ยิ่งเพื่อตัวเพื่อตนขึ้นมา จะเป็นเวรเป็นภัย เป็นทุกข์มากทุกข์ใหญ่ได้ขึ้นเรื่อยๆ ครั้งนั้น พอสัปดาห์ล่วงไป พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จออกจากสมาธินั้นแล้ว ทรงตรวจดูสัตวโลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทอดพระเนตรเห็นหมู่สัตว์เดือดร้อนอยู่ด้วยความเร่าร้อนหลายอย่าง และถูกความเร่าร้อนที่เกิดจากราคะ โทสะ โมหะแผดเผาอยู่ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้วจึงทรงเปล่งพระ-อุทานขึ้นในเวลานั้นอย่างนี้ว่า สัตวโลกนี้ถูกผัสสะครอบงำ ฟังดีๆนะ สัตว์โลกนี้ถูกผัสสะครอบงำ คือจะมีผัสสะนี่อยู่ตราบใดที่คุณยังมีทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คุณก็มีผัสสะนี้นอกจากคุณจะไปคุดคู้เป็นฤาษีอยู่ในป่า ถ้ำ ปิดหู ปิดตา ปิดทวารหมด ไอ้อย่างนั้น ไม่ใช่ธรรมชาติมนุษย์ ไม่ใช่ธรรมชาติสัตวโลกที่มีชีวะ ชีวิต สัตว์โลกที่มีชีวะ ชีวิตก็จะต้องมีผัสสะครอบงำ และเมื่อไม่รู้เท่าทันผัสสะ ไม่ได้เก่งกล้า จนกระทั่งมีผัสสะแล้วก็เกิดวิสังขาร ไม่ใช่ปฏิบัติจนกระทั่งเกิดผัสสะแล้วเกิดวิสัง- ขาร กลายเป็นสัตวโลกธรรมดาปุถุชนเกิดผัสสะแล้วก็เกิดสังขารอันอวิชชาด้วย เพราะฉะนั้น ก็จะเกิดนามรูป อะไรต่ออะไรไปเอาละ ไม่พูดถึงปฏิจสมุปบาท ปฏิจจสมุปบาท มันยิ่งลึกซึ้งกว่านี้ ยาวยืดด้วย อันนี้ก็ขอไปอันนี้ก่อน เพราะฉะนั้น ถูกผัสสะครอบงำ เดือดร้อนอยู่ ยึดถือขันธ์ 5 ที่ไม่เป็นไปตามความปรารถนาของตนๆ ยึดถือขันธ์ 5 ก็คือมีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี่มีอย่างนี้แล้วละ ก็เมื่อมีรูปมันก็ต้องมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็มีผัสสะ เมื่อมีผัสสะก็เกิดเวทนา เมื่อเกิดเวทนาก็เกิดสัญญา เกิดสังขาร ถ้าไม่รู้เท่าทันเวทนา ไม่รู้เท่าทันเวทนาในเวทนา ไม่รู้เท่าทันสัญญาในสัญญา ไม่รู้เท่าทันสังขารในสังขาร จนปรับเป็นวิสัง- ขารได้จริงคุณก็ทุกข์กับมันอยู่แน่นอน เพราะฉะนั้น มันก็จะเป็นไปตามยึดถือขันธ์ 5 ที่ไม่เป็นตามความปรารถนาของตนๆ เพราะฉะนั้น ความปรารถนาในความปรารถนาในใจนี่ ถ้าปรารถนาแปลว่าตัณหา คุณปรารถนาอย่างกามตัณหา ปรารถนาอย่างภวตัณหา คุณก็ทุกข์อยู่นิรันดรอยู่นั่นแหละ แม้แต่วิภวตัณหาที่เป็นตัณหาอุดมการณ์ ก็ยังมีทุกข์แต่ทุกข์จะน้อยลงๆ หรือทุกข์อย่างเรารู้เท่าทัน เรารู้แล้วว่า เราจะทุกข์อย่างนี้ เราจะปรุงวิสังขาร หรือปุญญาวิสังขาร เราจะปรุง เราก็ปรุง มีสังขารก็ต้องทุกข์ สังขารเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง แต่ทำให้มันแข็งแรง จะปรุงให้แข็งแรงอย่างไร เราก็ว่าไป เพราะฉะนั้น ตอนนี้เราก็พระพุทธเจ้าบอกว่า มีความเป็นไปตามความปรารถนา ว่าเป็นตัวตน จึงเป็นทุกข์ ไปยึดว่ามันเป็นตัวตน มันจะต้องเป็นอย่างนี้เที่ยงแท้ จะต้องได้อย่างนี้ จะต้องอยู่อย่างนี้ ไปยึดว่าเป็นสภาพของกิเลส ตัณหาที่ไม่แก้ไข ไม่ปรับปรุง และไปยึดว่าเป็นตัวเป็นตน โดยเฉพาะยิ่งเป็นตัวตนเรา ของเรามันก็ยิ่งทุกข์ใหญ่ขนาดที่เราวางได้ว่า มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มันก็เป็นทุกข์ลำลอง เป็นทุกข์ชั่วคราว แต่เราก็อยู่กับทุกข์ชั่วคราวนี้ได้ นี่อาตมาก็อธิบายทั้งสภาพที่ของปุถุชนทั้งสภาพของพระอริยะ อธิบายให้ฟังทั้งสองแง่ ไปยึดว่าเป็นตัวตน จึงเป็นทุกข์ สัตวโลกติดอยู่ในภพที่ไม่เที่ยง ภพไหนๆ ก็ไม่เที่ยง หมกมุ่นอยู่ในภพ เพลิดเพลินอยู่ในภพ จนถอนตัวไม่ขึ้น ไอ้ถอนตัวไม่ขึ้นก็ไม่ต้องพูดเลย ถอนตัวไม่ขึ้น นี่มันทุกข์จมอยู่ตรงนั้นแหละ สิ่งที่สัตวโลกเพลิดเพลิน ล้วนเป็นภัยที่น่ากลัว สิ่งที่สัตวโลกกลัวล้วนเป็นทุกข์ ไม่ต้องขยายความน่ะ ความจริงบุคคลประพฤติพรหมจรรย์ก็เพื่อจะละภพนั่นเอง เพราะฉะนั้น ในโลกนี้ก็มาละภพ มาละกามภพ มาละภวภพ ละวิภวภพ เป็นที่สุดนั่นแหละ ก็จะมาละภพ นั่นเอง ก็สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม ที่พูดถึงความหลุดพ้นจากภพ ตามความเห็นว่าโลกเที่ยง หมายความว่าสัสสตทิฏฐิ หมายความว่าโลกนี้เที่ยงมันเที่ยงมันอย่างไร มันก็อยู่อย่างนี้น่ะมันไม่เปลี่ยนแปลงไปไหนหรอก อย่างนี้น่ะได้ก็เมื่อถือว่าภพเที่ยง แล้วมันจะไปล่วงจากภพได้อย่างไร ฟังเหตุผลง่ายๆก็ได้ ก็ว่าภพนี่มันมีนิรันดร์ ไอ้คนนี้ก็ต้องนิรันดร์ อยู่กับไอ้ภพนี่แหละ เหมือนกับศาสนาที่มีพระเจ้า ก็ต้องอยู่อย่างนั้น ก็ต้องอยู่ภพพระเจ้า อยู่กันอย่างวนเวียน อยู่กันอย่างไม่มีการสูญ เอ้า ทีนี้ มุมสูญละ ก็นั้นแล สมณะหรือพราหมณ์พวกที่พูดถึงความสลัด ออกจากภพ ตามความเห็นว่าโลกขาดสูญ โลกขาดสูญ ฟังดีๆนะ อันหนึ่งท่านตรัสว่าโลกเที่ยง อีกอันหนึ่ง ท่านเรียกว่าโลกขาดสูญ คำว่าโลกนี่ต้องรู้ว่าความวนเวียน ความวนเวียนนี่ไม่เที่ยง ไปยึดว่าเที่ยง มันก็ไม่ใช่ความจริงแล้ว แค่นี้มันก็ทุกข์แล้ว ทีนี้โลกนี่ขาดสูญ ไอ้ความวนอยู่นี่ มันขาดสูญได้อย่างไร นี่เอาเหตุผลง่ายๆให้ฟัง โลกก็คือความวนอยู่ เพราะฉะนั้น ถ้าเรายินดีที่จะอยู่ความวน ยังเกิดอยู่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ยังไม่ขาด ยังไม่ตาย ยังไม่ดับ ยังไม่สนิท ไม่หยุดแท้ โลกนี่มันไม่ขาดสูญหรอก ใครไปเข้าใจว่าโลกนี้ขาดสูญ โดยเราไม่เรียนรู้ความจริงว่า แล้วจะเอาอะไรให้ขาดสูญ ไม่เรียนรู้ คือเอากิเลสให้ขาดสูญ เพราะฉะนั้น คนที่ไม่ละเอียดลออ ไปจนกระทั่งถึงความวนของกิเลส ความเดินเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของกิเลส ถ้ามันยังมีความเกิดขึ้น มันก็จะตั้งอยู่ เมื่อมีความตั้งอยู่ มันก็จะมีความเสื่อม แล้วก็มีความดับไปในสุดท้าย ต้องให้มันไม่เกิด กิเลสไม่เกิดเลย เมื่อกิเลสไม่เกิด มันก็ไม่มีความตั้งอยู่ เมื่อมันไม่มีกิเลสเกิด มันไม่มีความตั้งอยู่ มันก็ไม่มีอะไรที่จะเสื่อม มันก็ไม่มีอะไรที่จะตาย ไอ้นี่ก็เป็นตัวสุดท้ายที่อาตมาก็เคยย้ำให้ฟัง เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดมีความมองโลกขาดสูญ คืออุจเฉททิฏฐิ เรากล่าวว่า ยังสลัดออกจากภพไปไม่ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น เข้าใจผิดว่า โลกนี้ขาดสูญ โดยไม่ปฏิบัติ โดยไม่เรียนรู้ว่ามันมีกิเลสอยู่หรือไม่ กิเลสนี่แหละ มันเป็นโลก กิเลสนี่แหละมันเป็นสังสารวัฏ กิเลสนี่แหละ มันเป็นอวิชชา เพราะฉะนั้น ต้องรู้ เมื่อรู้แล้ว ก็ต้องรู้เหตุ ดับเหตุ จนกระทั่งเหตุคือกิเลส ตัณหา อุปาทาน ที่แท้นั่น เราสามารถดับได้จริงๆ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน