350925 คุณค่าในคุณค่าของเนื้อพุทธตอน 2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์2535 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์353 KB
วันที่แก้ไข6 กุมภาพันธ์ 2569

เนื้อหาในไฟล์

350925 คุณค่าในคุณค่าของเนื้อพุทธ ตอน 2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก

คุณค่าในคุณค่าของเนื้อพุทธ ตอน 2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เทศน์ก่อนฉัน เมื่อ วันที่ 25 กันยายน 2535 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

เมื่อเช้านี้เทศน์เอาโกศลสูตร โกศลก็คือความดีงาม ความฉลาด เฉลียวฉลาด หรือความดีงามนะ โกศลสูตร ได้เอามาบรรยายเริ่มต้นบรรยาย แล้วพยายามที่จะวิเคราะห์วิจัยให้ฟัง ให้เห็นความหมายความเข้าใจในเรื่องของพระสูตร มีองค์ประกอบในคำบรรยายอย่างโน้นอย่างนี้ก็อธิบายประกอบให้ฟัง ให้เห็น ให้เข้าใจ หลักการใหญ่ๆ เราก็ได้รู้ ได้ฟัง ได้เข้าใจกันมามาก อันนี้มีเติมมีแถมอะไรขึ้นมาแม้ในนี้มีเติมมีแถมอะไรขึ้นมา อาตมาก็พยายามหยิบยกขึ้นมาประกอบให้เห็น ส่วนหลัการใหญ่ๆ ของเก่าๆที่ซ้ำๆ อาตมาก็ไม่ได้อธิบายเจาะบางอันพูดหัวข้อขึ้นมา ยกอ้างขึ้นมานิดหน่อยแล้วก็ผ่านอะไรอย่างนี้ เป็นต้น ก็ต้องพยายามเข้าใจเอาว่าเลยบางกาละบางหัวข้อเราจะขยายมาก บางหัวข้อเราก็ไม่ขยายอะไรนัก บางหัวข้อ ก็ผ่านไปได้ง่ายๆ ก็ต้องเข้าใจว่าอธิบาย อาตมาก็ต้องค่อยๆอธิบายรายละเอียดอย่างนั้น เจตนาอย่างนั้น เช่น ในโกศลสูตร ในหัวข้อแรกที่บอกว่าในความดีงามที่พระพุทธเจ้ามีที่พระเจ้าปเสนทิโกศลได้รู้สึกซาบซึ้งเคารพนับถือยกย่องเชิดชูบูชาพระพุทธเจ้า ก็เพราะว่า ท่านมีความกตัญญูกตเวที เห็นพระเจ้าปเสนทิโกศลบอกว่า เห็นความกตัญญูกตเวที จะเห็นความกตัญญูกตเวทีนั้น คือความเกื้อกูลของพระพุทธเจ้าแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวทีต่อมนุษยชาติ ฟังแล้วลึกซึ้ง พระพุทธเจ้ากตัญญูกตเวทีต่อมนุษยชาติทำไม? ทำไม? ที่จริงพวกเราควรจะกตัญญูกตเวทีต่อพระพุทธเจ้า ซึ่งที่จริงก็เป็นความกตัญญูกตเวทีแก่กันและกัน พระเจ้าปเสนทิ-โกศลตรัสว่า "หม่อมฉันเห็นความกตัญญูกตเวที จึงทำควา

อ่านต่อ

มนบนอบอย่างยิ่ง ซึ่งความกตัญญูกตเวทีของพระพุทธเจ้า จึงทำความนบนอบอย่างยิ่ง นบนอบเพราะเห็นความกตัญญูกตเวทีของพระพุทธเจ้า ฟังแล้วบางทีมันฟังอาจจะไม่เข้าใจก็ได้ ถ้าเผื่อว่าเราไม่รู้ความลึกซึ้ง พระพุทธเจ้ามีความกตัญญูกตเวที เห็นคุณของมนุษยโลกที่เป็นคุณ เป็นประโยชน์ต่อตน ตนก็ตอบแทนบุญคุณต่อมนุษยโลก มนุษยชาติ หรือว่าพหุชนะ ในความต่อไปที่บอกว่า นั่นก็ขยายความต่อไปว่า เพราะพระผู้มีพระภาคปฏิบัติ ก็คือเป็นผู้ที่มีประพฤตินั่นแหละ มีความประพฤติ หรือว่ามีความปฏิบัตินั่นแหละ หรือมีความเป็นไปอยู่ ไม่ใช่ปฏิบัติธรรมอย่างที่ว่ากำลังฝึกฝน หรือกำลังศึกษา พระพุทธเจ้านั้นไม่ต้องศึกษา ไม่ต้องฝึกฝนเพื่อตนอีกแล้ว ทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ชนหมู่มาก ท่านปฏิบัติหรือท่านประพฤติ หรือท่านกระทำไม่ใช่เป็นการฝึกฝนตนดังกล่าวแล้ว เพราะว่าท่านสิ้นอาสวะแล้ว ท่านอเสขะแล้วจริงๆ ท่านไม่ต้องศึกษาอะไรสำหรับท่านอีกแล้ว แต่ท่านปฏิบัตินั้นจะกระทำอะไรไปก็ตาม การปฏิบัติหรือการกระทำของท่านนั้น เพื่อประโยชน์แก่ชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่อเกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก ทรงยังชนหมู่มากให้ดำรงอยู่ในอริยธรรม คือความเป็นผู้มีกัลยาณธรรม ความเป็นผู้มีกุศลธรรม นี่เป็นรายละเอียด นั่นคือพฤติกรรมของพระเจ้าปเสนทิโกศล เห็นว่าเป็นกตัญญูกตเวที ที่พระพุทธเจ้าท่านมีต่อพหุชน ต่อประชาชนเป็นอันมาก พระเจ้าปเสนทิโกศล ขานว่าเรียกว่าเป็นความกตัญญูกตเวทีของพระพุทธเจ้า น่าฟัง เพราะฉะนั้น พระหรือสมณะ ก็ควรจะมีกตัญญูกตเวทีต่อประชาชน ต่อคน แม้มันยังไม่เป็นพหุชนมากมายเท่าพระพุทธเจ้า ก็ต้องเข้าใจว่านี่เป็นหน้าที่ นี่เป็นเรื่องของคุณธรรมแท้ ที่พระก็ดี หรือสมณะนี่แหละ จะต้องพึงมีปฏิบัติ ปฏิบัติก็บอกแล้วว่าปฏิบัติ แม้เราจะขัดเกลาตนเองก็ขัดเกลาไปด้วย ปฏิบัติเพื่อลดละหน่ายคลาย แม้เรายังไม่เป็นอเสขะ เรายังเป็นเสขะอยู่ เรายังศึกษา เรายังประพฤติปฏิบัติก็ทำไป มันจะสัมพันธ์กันไปในตัว สัมพันธ์กันไปเรื่อย เพราะฉะนั้น ก็ปฏิบัติตัวเดียวกันนั่นแหละ พระพุทธเจ้าท่านก็ปฏิบัติ แต่ว่าท่านปฏิบัติจนกิจท่านหมด ท่านก็เลยทำกับผู้อื่นได้เต็มที่ ส่วนเรายังกิจของเราเองยังไม่เสร็จ เราก็ปฏิบัติของเราไปด้วย ก็จะเป็นประโยชน์แก่พหุชน จะมากจะน้อยก็ไปตามความเป็นจริงของแต่ละคนที่จะควรกระทำได้ ก็กระทำขึ้นไปให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนมากขึ้น ถ้าเราไม่เรียนรู้เลย เราไม่เข้าใจด้วย ไม่ฝึกไม่หัดเลยเราก็แย่ เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่มีสำนึก มีสำนึกว่าเราเองควรจะกตัญญูกตเวทีต่อทายก เราเป็นปฏิคาหกเป็นผู้รับ เราก็ควรจะต้องกตัญญูกตเวทีต่อทายก ผู้ให้ เขาให้เรา เราเป็นผู้รับ เราก็ต้องกตัญญูกตเวทีตอบต่อแก่ผู้ให้เรามา เขาให้เรากิน เขาให้เราอยู่ โดยเฉพาะประชาชนนี่น่ะ ไม่ใช่ให้เรากินให้เราอยู่เท่านั้นนะ เขาให้เราได้ศึกษา ประชาชนนี่เป็นตัวอย่างให้เราได้ศึกษาโลกวิทู ให้เราศึกษาอะไรต่ออะไรต่างๆนานา สารพัดเลยที่เราจะได้ศึกษาเป็นตัวอย่าง เป็นแบบได้รู้ ได้เห็น ได้ฟัง เป็นตัวอย่างได้สัมผัสจริงๆ เลยนะ ความเป็นอยู่จะเป็นทุกข์อย่างไร จะเป็นความดีอย่างไร จะเป็นความชั่วอย่างไร จะเป็นความสุขอย่างไร จะเป็นอะไรอย่างไรนี่สารพัด ถ้าเผื่อว่าไม่มีประชาชน หรือไม่มีมนุษยชาตินี่นะ ไปอยู่แต่ในเขาในถ้ำในป่า ในที่ลึกอะไรต่ออะไรต่างๆนานานี่ มันไม่ใช่ระบบของพุทธ เพราะฉะนั้น จึงไม่มีกตัญญูกตเวทีอะไร ก็ได้แต่นั่งหลับหูหลับตาแช่ตัวเองแข็ง หลบหลีกลี้อยู่ในป่าในเขาในถ้ำเท่านั้น ไม่ต้องมีกตัญญูกตเวทีอะไร เพราะว่าไม่ได้สัมพันธ์ไม่ได้ประโยชน์ อาตมาก็กระจายความอีกทีหนึ่ง เมื่อเช้านี้ก็เทศน์ไปทีหนึ่งแล้วนะ ก็กระจายความเท่านั้น เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็เทศน์อีก กระจายความให้ฟังอีก ก็ฟังกันดูดีๆ เพราะในคำก็ตาม ในความก็ตาม ในพระไตรปิฎกในบทคำสอน คำของอะไรของพระพุทธเจ้า จึงเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง ถ้าเราไม่คิด หรือเราเองไม่มีปฏิภาณ พอที่จะรู้เราก็จะไม่รู้ ที่อาตมาอธิบายให้ฟังก็เพราะอาตมาว่าอาตมารู้ แล้วอาตมาก็หยิบมาขยายความให้ฟัง จะมีเหตุมีผลอะไรคุณก็ฟังด้วยปัญญาด้วยปฏิภาณของคุณก็แล้วกันว่า มันถูกต้อง หรือว่ามันมีความน่าฟัง มีเหตุมีผล มีสิ่งที่น่าเชื่อถือ น่ารับฟังได้อย่างไรแค่ไหน ก็ฟังดูก็แล้วกันนะ เพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธจึงส่อให้เห็นแสดงให้เห็นว่าเป็นศาสนาที่จะต้องมีทายก มีปฏิคาหก มีผู้ที่จะต้องสัมพันธ์กัน เป็นผู้รับ เป็นผู้ให้ เมื่อเราเป็นผู้รับ ผู้ให้นั้นเป็นผู้มีพระคุณ เราก็ต้องไปเป็นผู้ให้ เป็นผู้ให้อีกทีหนึ่ง ให้ประชาชนหรือพหุชนนั้นได้เป็นผู้ได้รับอะไรจากเรา ที่เราควรจะต้องให้ อันนี้เป็นการตอบแทนกัน เรียกว่ากตัญญูกตเวที การตอบแทนบุญ ตอบแทนคุณกัน ใครก็ต้องทำ แม้พระพุทธเจ้ายังต้องทำกับประชาชน แล้วเราเองล่ะ เราจะมานั่งให้มันเป็นหนี้เป็นบาป เป็นเวร เป็นภัยอยู่ได้อย่างไร ใช่ไหม? เราก็ต้องฝึกฝนเหมือนกัน เท่าที่เป็นไปได้ในระยะใกล้ในที่ใกล้ในหมู่พวกเราก่อน เกื้อกูลกัน เราก็ตอบแทน มีกตัญญูกตเวทีต่อผู้ที่ได้เกื้อกูลเรา มีผู้เกื้อกูลเราอยู่อย่างนี้แหละ จะไม่ว่าอะไรให้ข้าวให้น้ำกิน ให้สิ่งนั้นสิ่งนี้ที่เอามาสร้างสรร เอามาทำการทำกิจอะไร เอาทำอะไรก็แล้วแต่ แม้ว่าเขามาทำบุญทำทานกับเรา เราก็ไม่ได้เป็นของเรา เราจะไปถือว่าเราไม่ได้เป็นบุญคุณ เช่นว่า เขามาทำบุญด้วยเงินด้วยทองเท่านั้นเท่านี้ เราก็รับมา แต่เราเองเราก็ไม่ได้รับมาเป็นของเรา เราก็เอาเข้าส่วนกลาง แล้วก็ไปสร้างสรร ไปทำอะไรแล้วเราก็จะถือว่าเขาไม่ได้มีบุญคุณอะไรแก่เรา มันก็ไม่ถึงจะต้องคิดไปอย่างนั้น มันก็ต้องเห็นว่าเขามาเสียสละ เขามาศรัทธา เชื่อมั่นในเราว่าเราจะต้องทำการ ทำงานหรือว่าเอาทุนรอนเหล่านี้มาสร้างสรร มาทำประโยชน์อะไรต่ออะไร แก่ใครๆ แก่ประโยชน์พหุชนไปได้กว้างขวางขึ้น มันมีการเกี่ยวเนื่องกัน มันมีการต่อทอดกันไปอีก เป็นอิทัปปัจจยตาอย่างนี้ เพราะเหตุอย่างนี้ๆ ต่อเนื่องกันอยู่อย่างนี้แหละ นี่เป็นเรื่องการสัมพันธ์ต่อเนื่องด้วย เป็นเรื่องของความลึกซึ้งซับซ้อน วนไปวนมากลับไปกลับมาด้วย อย่างน้อยๆ อย่างที่พูดไปแล้วว่า เราเป็นปฏิคาหก เป็นผู้รับ ประชาชนหรือว่าฆราวาส คนทั่วไปเขาเป็น "ทายก" แล้วเขาก็ให้เรามา เราก็ต้องกลับมาเป็นผู้ให้ เขาเป็นผู้รับอย่างนี้เป็นต้น มันก็กลับไปกลับมา ซับซ้อนไปมาตามหน้าที่ ตามฐานะ ตามกาละเทศะ มีรูปมีแบบมีอะไรต่างๆ นานา เพราะฉะนั้น การกตัญญูกตเวทีนี้ เราก็เข้าใจ เห็นแล้ว ก็อ่านให้ฟังแล้ว อธิบายให้ฟังแล้วก็ต้องเข้าใจดูดีๆให้ดี แล้วจะได้เห็นว่า เอ มาเป็นพระแล้ว มาเป็นสมณะแล้วนี่ หรือแม้ที่สุดเป็นถึงขนาดพระพุทธเจ้าแล้วนี่ จะมานั่งเสวยบุญ ที่จริง มันไม่ใช่เสวยบุญหรอก มันกินบุญ มันแถกบุญ มันทำลายบุญของตัวเองลงไปด้วยซ้ำ ไม่ได้ เราต้องก่อบุญ ก่อบุญต่อ ซ้อนแล้วซ้อนอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่มีทางจบสิ้น ยังกุศลให้ถึงพร้อมนี้ไม่มีสันโดษ ไม่มีทางจบสิ้น แม้ที่สุดเราจะต้องปรินิพานไปเป็นวาระสุดท้าย ถึงขนาดพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นตัวอย่างเต็มที่เป็นตัวอย่าง เป็นสิ่งดีเสียจนกระทั่ง แม้วาระสุดท้ายที่จะปรินิพพาน ซึ่งเป็นอันที่จบสิ้นแล้วในชีวะต่างๆ พระพุทธเจ้าปรินิพพาน นี่เป็นอันสุดสิ้นสูงสุด ในความเป็นชีวะ จะปรินิพพานอยู่แท้ๆ ก็ยังขวนขวาย ยังไม่สันโดษในกุศล ยังกอรปก่อ บุญ ก่อประโยชน์ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเจ็บป่วย จนกระทั่งจะขาดลมหายใจอยู่แล้ว ก็ยังทำกิจ ทำการ ทำงาน ก็ยังมีพระเมตตาธิคุณอันสูงส่ง ได้ช่วยเหลือคนเป็นประโยชน์ สอนคน นะนำคน ทำกิจ ทำการ ทำงานครั้งสุดท้ายอยู่อีกอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า เกิดมาเป็นคนนี่ ไม่ได้มีอะไรเลยนอกจากคุณค่าที่เราจะเป็นผู้เสียสละสร้างสรร เพราะฉะนั้น เราจะเป็นผู้ที่มีความสามารถ จะมีความรู้ จะมีความดีงามอะไร ได้แค่ไหน ก็พยายามฝึกฝนตนให้เป็นคนที่มีความสามารถ มีความเชี่ยวชาญ มีการกระทำ มีการกอรปก่อ มีการทำอะไรได้ดี รู้อะไรได้ดี แล้วเราก็ทำงานได้รอบทิศรอบถ้วน ทำอะไรได้มาก รู้อะไรได้เยอะ แต่เราก็ทำได้เท่าที่คนเราทำได้ นั่นแหละวันหนึ่งมี 24 ชั่วโมง คนเราก็จะไปได้มากมายเท่าไหร่ก็มันก็ต้องมีความชำนาญ หรือมีความลึกซึ้งที่จะทำได้มากจัดเจียนอย่างไรต่ออะไรขึ้นไปอีก มันก็เป็นความสามารถเป็นสมรรถนะอันหนึ่งเหมือนกัน และเราก็พึงทำ ฝึกฝนไป ไม่มีอะไรอื่นเลย อาตมายิ่งมองไม่เห็นอะไรเลยว่าเกิดมาเป็นคนนี่จะมีอะไร ถ้าเราเข้าใจตัวที่เราไม่เสพ หยุด หมดความอยาก สิ้นความเสพ ไม่ได้เสพอะไรบำเรอ ไม่ได้บำเรออะไรแล้วในตน ไม่บำเรอตนอีกแล้วจริงๆ ไม่มีโลกียสุขใดๆเลย แม้อุปกิเลสเราก็ไม่หลงใหลได้ปลื้ม ทำดีก็เพื่อความดีของมันโดยตรงเท่านั้นเอง จบในตัวของมันเอง ทำดีแล้วก็เป็นจบ ตรวจตราให้ดีกับก็มุทิตาจิตเกิด เออ ดีแล้วหละ เห็นแล้วว่าดี รู้แล้วว่าดี ยินดีในสิ่งที่ดีนั้นก็จบอุเบกขาวางปล่อย ไม่ฟู ไม่ฟ่องอะไรในจิตในใจเลยจริงๆเลย ได้ยิ่งถึงขนาดนั้นก็ยิ่งดีใหญ่ ยิ่งเป็นสุข ยิ่งมั่นคง ยิ่งจิตใจไม่ต้องไปยึดไปติดอะไรอีกได้จริงๆ คนเราถ้าเผื่อว่าไม่ได้เข้าใจอย่างนี้ ไม่เห็นจริงอย่างนี้นี่ เขาก็จะบำเรอตนไปมากบ้างน้อยบ้างไปอยู่จริงๆ ถ้าเห็นแล้ว เข้าใจแล้ว ฟังอาตมาพูดนี่ เข้าใจดีมันไม่มีเหตุผลอะไร เถียงได้เลย ชัดเจนแล้วเราก็ฝึกจริงๆ ฝึกละกิเลส ล้างกิเลสไปจริงๆๆ ก็จะถึงจุดอย่างนี้ แล้วยิ่งจะเห็นเกิดญาณเกิดปัญญาชัดว่า โอ้ คนเรานี่มันรไม่ได้เกิดมาเพื่ออะไร มันเกิดมาเพื่อตาย แท้ๆเลย เพราะฉะนั้น อาตมาได้สรุปคำว่าคนเราเกิดมาเพื่ออะไร เกิดมาเพื่อตาย อ้าว อย่างนั้นเกิดมาทำไม เกิดเพื่อตาย เกิดมาเพื่อจะตาย เกิดมาทำไม? ก็ทำงานน่ะซิจะทำไม ก็เกิดมาทำงาน เพราะฉะนั้น คนเราเกิดมาจึงเรียกด้วยภาษาสำนวนที่คนไทยเราเรียกเกิดมาทำไม? เกิดมาใช้กรรม กรรมคือการงาน เกิดมาใช้การงาน หรือเกิดมาใช้กรรม เกิดมาใช้การกระทำ พฤติกรรมต่างๆ นี่ เกิดมาใช้มัน เราเป็นคนใช้กาย วาจา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มันเป็นตัวใช้นะ ไม่ใช่เกิดมาเป็นคนที่ใช้มัน เพราะฉะนั้น ถ้าใจ หรือตัวใช้นี่ ใจ หรือจิตวิญญาณในตัวเรานี่เป็นนาย สูงสุดเป็นประธาน ประธานนี่มันจะเป็นตัวใช้เป็นผู้ใช้ ใช้เป็นกายกรรม ให้เป็นวจีกรรม ใช้แม้กระทั่งจิตวิญญาณเองนั้นแหละ ใช้นั้นให้มันเป็นกำลัง ให้มันใช้เป็นปัญญา ใช้เพื่อจะวิเคราะห์วิจัย ใช้เพื่อที่จะให้แข็งแรง เป็นกำลังที่แข็งแรง จิตที่แข็งแรง เราเป็นผู้ใช้ให้มันทำ ให้มันทำงาน หรือให้มันเป็นการกระทำ ให้มันเป็นการกระทำทางกาย ให้มันเป็นการกระทำทางวาจา ให้มันเป็นการกระทำทางจิต เราใช้ นี่แหละการใช้กรรม เกิดมาใช้กรรม เกิดมาทำงาน หมายความว่า ทำงานนี่เกิดมาใช้กรรมนี่อันเดียวกัน แล้วเราจะต้องเป็นนายแห่งกรรม เป็นนายแห่งงาน งานที่เป็นอกุศลเราไม่ทำ งานที่เป็นทุจริตเราไม่ทำ เราต้องรู้จริงๆ เลยว่างานใดทุจริต งานใดเป็นสุจริต แล้วลึกซึ้งไปขนาดไหนล่ะ ดูเผินๆ ดูเหมือนมันดูดี ดูกุศล ดูสุจริต แต่ต่อเนื่องไป ลึกๆไปอีกหน่อย ซับซ้อนอยู่ เห็นความซับซ้อน อ้าว มันดีแต่เปลือกผิวลึกๆ ไกลนานๆไป มันกลับไม่ดี อะไรอย่างนี้เป็นต้น จะต้องมีญาณปัญญาที่รู้ความซับซ้อนนี้ไปโดยจริง แล้วเราก็ทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เราจะรู้เท่าไรเราก็ทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ของเราให้ได้ แล้วพยายามพากเพียรให้รู้อย่าเผินๆ อย่าตื้นเขิน อย่าหยาบ หยาบๆ อย่าทำอะไรหยาบๆ หลวมๆ ทำอะไรประมาทๆ เพราะฉะนั้น ทำให้เต็มที่ ทำไม่ประมาท ทำอย่างประณีต ทำอย่างตั้งอกตั้งใจ ดีแล้ว ดีที่สุด ที่เราจะรู้และเราจะได้ตรวจสอบอย่างดีเท่าไร เราทำ คนเราเกิดมาอาตมาเห็นว่าแค่นั้น เพราะฉะนั้น ใครจะดีจริงก็ฝึกฝน ใครจะได้จริงก็ฝึกฝน ใครจะเห็นจริงที่อาตมาพูดมานี่ คุณทำจนกระทั่งคุณเห็นเอง ของคุณเอง เป็นปัจเจกสัจจะ มีสัจจะในตัวเอง คุณก็รู้เองได้เอง หมดความสงสัยเอง มีความยอดรู้รอบรู้เอง รู้ลึกรู้ซึ้งไปขนาดไหนอย่างไร มันก็เป็นความรู้สึก รู้ซึ้งอันนั้นเองขึ้นมาเองจริงๆ ที่อาตมาบอกไปก่อนนี่ ใครยังไม่รู้ก็ฟัง เสร็จแล้วก็พิสูจน์ให้จนกระทั่งมีปัจเจกสัจจะ มีสัจจะของตนเองขึ้นมา แล้วคุณก็จะรู้ตนเองอันนั้นๆได้ พระเจ้าปเสนทิได้รู้สึกยกย่องเชิดชูว่าคนที่เป็นตัวอย่างอันเอก อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ นอกจากเป็นกตัญญูกตเวทีดังกล่าวแล้ว กัลยาณธรรมที่เป็นอริยายธรรม กัลยาณธรรม กุศลธรรม เมื่อเช้านี้อาตมาวิเคราะห์มากแล้ว ตอนนี้กลับมาทวนวิเคราะห์เรื่องกตัญญูกตเวที จนกระทั่งคนเราเกิดมานี่ ยอดสุดมันก็เป็นอย่างนั้นอย่างที่อธิบายจบไปแล้ว ว่าเราจะต้องเป็นคนมีความประเสริฐ สุดท้ายก็เป็นชีวิตที่มีแต่ประโยชน์ เหมือนเครื่องกล เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่จะทำกับคนอื่นเพื่อเกื้อกูลคนอื่น ให้แก่คนอื่นให้ได้มากที่สุด คนก็คือเหมือนกับเดี๋ยวนี้เขากำลังสร้างหุ่น หุ่นที่เป็นคน ให้มันเหมือนคนที่สุด แล้วมันไม่มีจิตวิญญาณจริงน่ะนา มันก็เลยไม่มีกิเลสเข้าไปเกาะจริงๆ มีแต่พลังงานกับความสามารถ หุ่นยนต์สมัยนี้เขาฉาย เขาเอามาสร้างหนัง โอย มากเรื่องมากราว มันมีพิเศษ เก่งกล้า แต่มันไม่ทุกข์ไม่ร้อน มันไม่มีวิญญาณมันไม่ทุกข์ไม่ร้อน มันสามารถทำอะไรได้เหมือนคน มีการรับรู้ มีอะไรต่ออะไร มีแต่คุณค่า ประโยชน์ช่วยเหลือเฟือฟาย แต่มันไปมันมา ไอ้คนมันก็คิดวนน่ะ มันก็ไปสร้างหุ่นยนต์ไปทำลายเขา โดยไปตั้งโปรแกรมสั่งให้ไปฆ่า ให้ไปตามล่า ตามผลาญอีก มันก็เลยวนอยู่อย่างเก่า ไอ้หุ่นยนต์นั่นเลยกลายเป็น มันก็ไอ้คนนั่นแหละ มันเอาจิตวิญญาณคนเข้าไปสั่งการในโปรแกรมเข้าไปอีก ไอ้หุ่นยนต์ก็เลยกลายเป็นคน แต่ถ้าเผื่อว่าเราทำหุ่นยนต์นั้นใส่แต่โปรแกรมกุศล ใส่แต่โปรแกรมสั่งการเอาไว้ให้ตัวมันหมดเลย มีแต่กุศล มันทำอกุศลไม่เป็นเลย ไม่รู้จักอกุศลด้วย หุ่นยนต์นั่นก็คือนั่นแหละพระอรหันต์ มีแต่โปรแกรมกุศล อกุศลทำไม่เป็นเลย สัพพปาปัสส-สะอกรณัง กุสสลัสสูสัมปสัมปทา ทำแต่กุศล นั่นแหละคือจิตสะอาด คือจิตมันไม่มีกิเลสเข้าไปเกิดอีกแล้ว ได้อีกแล้วในหุ่นยนต์นั้น ในพลังงานที่สั่งในโปรแกรมที่สั่งไม่มี ไม่มีกิเลสเข้าไปแก้ไข เข้าไปทำ เปลี่ยนแปลงอะไรต่ออะไรได้ มันก็จะทำงานของมันอย่างนั้น แต่ทีนี้คนนี่มันฉลาดกว่าหุ่นยนต์เสียอีก เพราะมันปรับปรุงโปรแกรมได้เพิ่มเติม ที่เป็นกุศลได้ยิ่งๆๆขึ้นไป ไม่มีที่สิ้น ไม่มีที่สุดเหมือนกับพระพุทธเจ้านี่ พระพุทธเจ้าหรือพระอริยเจ้าเป็นพระอรหันต์เจ้า หรือเป็นอริยะเป็นอริยะก็ยิ่งเจริญๆๆ เป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์เจริญๆ มีแต่สร้างโปรแกรมที่เจริญ โปรแกรมที่เป็นคุณค่าประโยชน์ลึกซึ้งซับซ้อนไปเข้าไปอีกๆๆ แม้แต่ขนาดเป็นพระพุทธเจ้า ยังไม่สันโดษในกุศล ยังไม่หยุดความวิเศษเลย แต่ท่านก็พอแล้ว พระพุทธเจ้าพอแล้ว ไม่มีใครตามทันหรอก วิเศษสุดจนไม่มีใครที่จะไล่เบี้ยได้ทันเลย เกิดอีกกี่ยุคกี่กาลผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านี่ เป็นฐานะที่ใครจะมาไล่ใกล้ๆ ได้ในยุคใกล้ๆ กันนี่จะเป็นคนที่เยี่ยมยอดวิเศษขนาดพระพุทธเจ้า หรือว่าเท่าเทียมกันเป็นสองคนไม่มี คนเดียวเยี่ยมยอดไม่มีใครไล่ทันได้ง่ายๆ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ท่านตรัสยืนยันอย่างนั้นจริงๆ อาตมาเชื่อจริงๆ เห็นจริงๆ ไม่ต้องเอาอะไรมาก อย่างอาตมานี่ไม่ต้องเอาเก่งเอากาจอะไรนี่ ขนาดอาตมานี่ พวกเราก็คงจะอยากได้เท่านี้อยู่บ้าง เอาให้เท่าเทียมผมน่ะ เอาให้กว่าด้วย นี่พูดจริงๆน่ะ ไม่ได้มานั่งพูดประชดประชันอะไร อยากให้ทุกคนนี่ได้ นี่ไม่ใช่พูดอวดดีว่าตัวเองเก่งกว่าน่ะ คุณก็คงเชื่อนี่พูดกับพวกเราเองกันใช่ไหมว่า ก็คงเชื่อใช่ไหมว่า อาตมาเก่งกว่า อยากให้ทุกคนเก่งขึ้นมาอย่างนี้ แต่มันไม่ง่าย มันไม่ง่าย หลายคนก็คงคิดว่า แหม มันชาตินี้คงไม่ได้เท่าหรอก มันไม่ง่าย ขนาดอาตมาคุณคิดดูซิ นี่ไม่ต้องไปพูดถึงพระพุทธเจ้า เห็นกันอยู่หลัดๆ ขนาดแค่อาตมา มีบุญอย่างไร มีกุศลอย่างไร มีสมรรถภาพอย่างไร มีความจริงจังแข็งแรง หรือว่ามีปฏิภาณปัญญาอะไรก็แล้วแต่ มันก็มีของจริงของมัน นี่เป็นกุศลที่ต้องสั่งสม ต้องสร้าง ต้องอบรมฝึกฝนมา คนเราไม่ใช่ชาติเดียวจะทำอะไรได้เก่งพรวดพราดไปทันทีไม่ มันไม่จริงน่ะ ยิ่งเราฝึกฝน เราศึกษานี่ เรายิ่งจะเชื่อการสั่งสมบุญ สั่งสมกุศลเป็นของตนๆ มันต้องเกิดตามความเป็นจริงที่เราได้ทำได้เกิดขึ้นมา เราจะเชื่อกรรม หรือเชื่อวิบาก จะเชื่อกัมมัสสกตา แต่สุดท้ายก็เชื่อ ตถาคตโพธิสัทธา จะเชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าว่าจริงว่ายอด คนเขาไม่ศึกษาเขาบอก เขาไม่เชื่อหรอกพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นนิทาน Idea ของคนหลายๆคน เอามารวมกัน อะไรเขาก็ว่าของเขาไป เป็นไปไม่ได้ อย่างนั้นน่ะ โม้ คุยโม้ อะไรก็แล้วแต่เขา แต่ถ้าเราเอง เราเป็นได้ในสิ่งที่ยิ่งลึกซึ้งขึ้นมา ขนาดที่เราเชื่อว่าเอ๊ เราก็เป็นได้ถึงขนาดนี้นะ มันไม่ใช่เป็นได้ง่ายๆ ไม่ใช่หลงคนหรอกน่ะ มันจะจริงๆ มันเห็น โอ๊ มันเป็นได้จริงๆ มันอย่างนี้ไม่ใช่เป็นได้ง่ายๆ เราก็รู้ว่าคนไม่เป็นได้ง่ายๆ อย่างพระพุทธเจ้าเป็นได้ยากยิ่ง เราก็เป็นสิ่งที่จะเป็นไปได้โดยยากขึ้นไปเรื่อยๆ ห่างกับคนธรรมดาขึ้นไปได้เรื่อยๆ เราก็จะรู้ เรายิ่งจะเชื่อพระพุทธเจ้ายิ่งขึ้น อาตมานับวันยิ่งจะเชื่อพระพุทธเจ้ายิ่งขึ้น ถ้าอาตมาเจริญขึ้นไปได้เรื่อยๆๆ จะยิ่งเห็นความห่างจากปุถุชนนี่มากขึ้น ห่างจากคนธรรมดาสามัญนี่มากขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งจะเห็นว่า โอ้โฮ มันห่าง มันไกล เขาเป็นไปไม่ได้จริงๆ เขาเป็นได้ยากมาก อีกนานชาติเลย ก็เห็นก็รู้ พระพุทธเจ้าท่านถึงได้ตรัสอย่างเหมือนกับคนหยิ่งผยอง บอกว่าไม่เป็นฐานะเลยที่คนจะเกิดมายิ่งใหญ่ ยิ่งกว่าเทวดา มาร พรหมใดๆ ในโลก ไม่มีฐานะ ไม่เป็นฐานะเลยที่ใครจะเกิดมาในยุคหนึ่ง สมัยหนึ่ง เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จะมีคนอื่นเกิดมาเหมือนพระพุทธเจ้า ลอกเลียนได้ หรือคล้ายๆกัน ใกล้เคียงกัน ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ก็ยังไม่ได้ เกิดมาอย่างพระพุทธองค์อีกนี่ ในเวลา ชั่วเวลาไม่นานนัก ไม่กี่สิบปี ไม่กี่ร้อยปี ไม่กี่พันปี ก็เกิดพระพุทธเจ้าขึ้นมาอีกองค์นี่ ยังไม่ได้เลย ไล่ไม่ทันหรอก ยังไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ไม่ใช่ฐานะที่จะซ้อนกันสององค์ หรือในระยะใกล้เคียงกันนี่ มีพระพุทธเจ้าสององค์ไม่ได้ ซ้อนเวลานี่ยิ่งไม่ได้เลย ยุคนี้เกิดพระพุทธเจ้าสององค์ นี่ไม่มี ใกล้เคียงกันก็ยังไม่มีเลย ระยะไม่นานนักจนเกิดพระพุทธเจ้าซ้อนอยู่ก็ไม่มี ไม่ได้เป็นได้ง่ายๆ ท่านล้ำหน้าไปมาก มันยิ่งเป็นปฏิภาคทวีที่ก้าวหน้า เป็นการก้าวหน้าที่มีอัตราส่วนสูง จนกระทั่งท่านตรัสอย่างมีหลักการ มีหลักวิทยาศาสตร์ มีหลักจริงๆ เลยนะ อาตมายิ่งเข้าใจขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะตัวเองก็มีสิ่งที่ผ่านมา สิ่งที่เกิด สิ่งที่มีปัจเจกสัจจะของตนเอง มีปัจเจกสัจจะนั้นๆ คำว่าปัจเจกสัจจะนี่ เราจะได้ใช้กันไปมากขึ้น คือตัวเราให้มีสัจจะอันนั้น ความจริงอันนั้นได้มีขึ้นมาเรื่อยๆ น่ะ คำว่าปัจเจกสัจจะ ท่านใช้ในพระไตรปิฎก อันนี้แหละท่านใช้ปัจเจกสัจจะบันเท่านั่นแหละ ท่านใช้ในอริยวสสูตรอันนั้นแหละ วรรคนั้นนั่นแหละ แล้วท่านก็บอกมีปัจเจกสัจจะ ใช้คำนี้ตรงๆเลย ไม่ใช่ปัจเจก-สัจจะบรรเทาคำรวมๆ แต่เป็นปัจเจกสัจจะตรงๆน่ะมีจริงๆ แล้วเราก็จะรู้ว่าสัจจะหรือความจริงที่เราได้ เราเป็น เรามี นั่นแหละ มันให้ญาณ มันให้ความเป็นที่วิเศษขึ้น ดีขึ้น จริงขึ้น มันเป็นจริง แล้วมันเป็นอัศจรรย์ มันเป็นเรื่อง มันบางทีมันเหลือเชื่อ แต่เราก็ไม่ได้งง เราไม่ได้งง เราไม่ได้สงสัย เพราะมันมาด้วยเหตุ ด้วยปัจจัยจริงๆ เกิดตามที่เราได้สั่งสม ตามที่เราได้พากเพียร ตามที่เราได้กระทำเราขึ้นมาเป็นประโยชน์คุณค่า นอกกว่านั้นที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้มีคุณค่า นอกจากกตัญญูกตเวทีที่สำคัญนี่แล้ว ก็มีศีล มีการเสพเสนาสนะอันสงัด ตั้งอยู่ในแนวป่าตลอดกาลนาน เมื่อเช้าก็ได้ขยายความพอสมควร ข้อ 3 ต่อไปก็มีความสันโดษ ด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยแก่คนไข้ตามมีตามได้ คือสันโดษในปัจจัย 4 เป็นผู้สันโดษในปัจจัย 4 เป็นผู้พอ "ใจพอ" อาตมาแปลคำว่า "สันโดษ" นี่ มีใจตามฐานะ "ใจพอ" ของคนก็มีความสูง สูงไปตามลำดับน่ะ คนที่มีใจพอแค่นี้พอ เขาก็ได้ฐานะนี้ คนที่น้อยลงไปได้อีกก็พอ น้อยลงไปอีกก็พอๆ แล้วไม่ได้หมายความว่าน้อย มักน้อยลงไปอย่างนั้นพอ โดยที่ทรมานตนเอง ไม่สมดุล สมบูรณ์ ไม่ใช่ น้อยได้จริงๆ แล้วใจก็พอ แล้วความเป็นจริงก็สมบูรณ์ สมดุล สมบูรณ์ หรืออุดมสมบูรณ์ จะพอในระดับไหนก็แล้วแต่ ก็มีความอุดมสมบูรณ์ในตัวเอง ถ้ามันน้อยไป เราก็จะรู้ว่าน้อยไป มันน้อยไปก็มีจริงๆ ไม่สมดุลของเราล่ะ แต่เราก็พยายามที่จะทำให้มันน้อยลงไปแล้วก็เกิดอุดมสมบูรณ์ หรือสมดุลสมบูรณ์ได้ เราก็จะพยายามทำฝึกพิสูจน์ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น คำว่า "สันโดษ"นี่ เอาละอาตมาก็ยังไม่ขยายความ เพราะว่าปัจจัย 4 เราก็ศึกษากันมามาก เป็นรากฐานแห่งการประพฤติปฏิบัติกันมาทุกวันนี้ ก็เจริญดีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นจีวรเครื่องนุ่งห่ม ไม่ว่าจะเป็นบิณฑบาต หรืออาหารที่กิน แล้วก็สถานที่อยู่ เสนาสนะ หรือแม้แต่ยารักษาโรค หรือแม้แต่บริขาร สิ่งประกอบที่ใช้เราก็ศึกษา ดูระวังในเครื่องมือ เครื่องใช้อะไรต่ออะไรนี่ ทำผลีผลามตะกละตะกลามเอาแต่เครื่องมืออะไรๆ ก็สนใจแค่เครื่อง เราหรือว่าเราไปแล้วเราก็ฟุ้งเฟ้อ เครื่องมืออะไรแพงๆดีๆ เอามาก่อนทั้งนั้น เสร็จแล้วเครื่องมือดีๆ แพงๆนี่ มันมาทำให้เราไร้คุณค่า เครื่องมือไม่ดี เราจะดีถ้าเครื่องมือมันดี เรานี่แหละจะเลวลง เราจะไม่เก่งหรอก มันไปเก่งอยู่ที่เครื่องมือ สมรรถภาพของคนลดลง เครื่องมือยิ่งดีสมรรถภาพของคนยิ่งลดลง ถ้าเครื่องมือไม่ดีสมรรถภาพของคนจะดีขึ้น เราจะเอาขนาดไหน เพราะฉะนั้น ไม่ต้องหลงเครื่องมือนัก แต่ถ้าเห็นว่ามันจำเป็น มันสมควรก็ทำ เหตุปัจจัยต่างๆนานา หลายอย่างรอบๆ เราคิดให้ละเอียด เพราะฉะนั้น ปัจจัย 4 เราก็ศึกษาไป แม้แต่เครื่องบริขาร เครื่องประกอบที่จะต้องใช้งาน ช่วยเหลือ บางทีเป็นเครื่องทุ่นแรง บางทีเป็นเครื่องที่ส่งเสริมให้ทำอะไรต่ออะไร ระวังมันจะส่งเสริมให้มักง่ายอย่างที่ว่าหรือทำลายเรา ให้เราไร้สมรรถภาพ ไร้คุณค่า กลายเป็นเครื่องเก่ง แต่เราเองกลับไม่เป็นอะไร ดีอย่างเดียว แต่รู้วิธีกดปุ่ม หนักเข้าเลยเก่งกดปุ่มอย่างเดียว เครื่องมันเก่งหมดทุกอย่างเลย คนก็ไม่มีค่าเท่านั้นเอง ไอ้นี่มันก็ต้องรู้ ต้องรู้ด้านที่มันจะฉุด จะถ่วง หรือมันจะส่งเสริมให้ชัด จัดประมาณให้มัชฌิมาให้ลงตัว ให้ได้ความสมดุล ไม่ใช่เรื่องง่ายน่ะ ต่อมาข้อที่ 5 ทรงเป็นผู้ควรคำนับ เมื่อเช้าอาตมาก็ทักไว้แล้วว่า พระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้ควรคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี ทรงเป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า นี่ก็เป็นคุณของพระสงฆ์ เป็นสังฆคุณ พระพุทธเจ้าก็มีสังฆคุณอันนั้นด้วย มียิ่งยอดด้วย เป็นผู้ที่ควรของคำนับ อาหุเนยยบุคคล เป็นผู้ควรของต้อนรับ ปาหุเนยยบุคคล เป็นผู้ควรของทำบุญ ทักขิเนยยบุคคล เป็นผู้ควรทำอัญชลี ทรงเป็นนาบุญของโลก ไม่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน