590705_เทศน์ก่อนฉัน อาวาสสถานวังจันท์พฤกษา.docx
เนื้อหาในไฟล์
590705 เทศน์ก่อนฉัน อาวาสสถานวังจันท์พฤกษา
พ่อครูเดินทางออกจากสันติอโศก เวลา 05.00 น.ของวันอังคารที่ 5 กรกฎาคม 2559 ที่ อาวาสสถานวังจันท์พฤกษา โดยรถจนใจ มาถึงอาวาสสถานวังจันท์พฤกษา ในเวลา 08.00 น. ซึ่งฝนก็ตกลงมาแบบโปรยปรายมาเรื่อยๆ จึงได้บิณฑบาตอยู่ในเต็นท์ข้างศาลา ซึ่งญาติธรรมก็มาใส่บาตรเป็นจำนวนมาก วันนี้วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม 2559 ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 8 ปีวอก วันนี้ได้สัญจรมาถึงจังหวัดจันทรบุรีมาถึงอาวาสสถานวังจันท์พฤกษาซึ่งเป็นหนึ่งในอาวาสสถาน 9 แห่ง อาวาสสถานเป็นคำสองคำที่ต่อกันไม่ใช่คำสนธิ หรือสมาส ตามไวยกรณ์เขา คำว่าอาวาสนี้ก็เป็นคำที่กึ่งๆ วัดใกล้วัดเข้าไป ประชาชนหรือนักบวชก็อยู่อาวาสได้แต่คนไทยใช้คำนี้เอียงๆ ไปทางวัดวาอารามหน่อย ทางธรรมะหน่อย ที่นี่ก็มีผู้ยกมอบให้เป็นส่วนกลางชุมชนชาวอโศก ตอนนี้ชาวอโศกมีที่ไม่น้อยที่ยกให้เป็นที่ของกองทัพธรรมมูลนิธิ ของมูลนิธิธรรมสันติบ้าง เป็นของสาธารณโภคี ไม่ใช่ของส่วนตัวของใคร ความเป็นสาธารณโภคีนี้เป็นเรื่องยอดเยี่ยมพิเศษ ตอนนี้ขอพูด sms คำถาม ไลน์ก่อน SMS 3 ก.ค.59 _ 0893809xxx จิตของพระโพธิสัตว์มีแต่อุทิศเสียสละฉุดช่วยเวไนยสัตว์ให้พ้นทุกข์ ยอมสู้เหน็ดเหนื่อยทั้งชีวิตเพื่อให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายได้เห็นธรรมประพฤติธรรมเพื่อให้จิตหลุดพ้น ตอบ...โพธิ แปลว่า ความตรัสรู้ ผู้ที่มีภูมิธรรมตรัสรู้แล้ว บรรลุตั้งแต่โสดาบันเป็นภูมิชั้นต้นของอาริยภูมิ โสตาปันนะ จิตเข้ากระแสพุทธธรรม คือจิตมันรู้จักจิต เจ้าตัวนี้อ่านจิตตนเองเป็น แยกกายแยกจิต รู้รูป รู้นาม เป็นธรรมะสอง อ่านจิต แยกจิตที่เป็นอกุศลจิตออก อ่านอาการ ลิงค นิมิต อุเทส ออก จิตเป็นนามธรรม อ่านอาการที่กำหนดรู้ด้วยสัญญา ของเราเองสัญญาทำหน้าที่กำหนดหมายรู้ รู้ในนิมิต ที่เป็นลักษณ
อ่านต่อ
ะเครื่องหมายให้เรารู้ กำหนดเอาว่าอย่างนี้ๆ เช่นอาการมันกำลังโกรธ โกรธไม่มีรูปร่างเส้นสีแสงหรอก อาการดีใจ อาการอยากได้ อาการเคืองก็คืออาการเราอ่านอาการได้ จิตเราสัญญากำหนดรู้ก็เป็นจิต กำลังอ่าน เวทนาในเวทนา ตอนแรกจะเป็นอารมณ์ปนเป สุข อยากได้เต็มที่เราก็พยายามมองให้ลึกซึ้ง คั้นอารมณ์ ลักษณะอาการจิต อาการเท่านี้คืออกุศลจิต มันกำลังอยากได้ โกรธ ก็เป็นเวทนาในเวทนา ท่านแยกถึงเวทนา 108 นัย เราต้องเรียนความแตกต่างว่ามีที่มาอย่างไร ซ้อนไปในเวทนาก็เป็นจิต กายในกายก็เป็นจิต สติปัฏฐาน 4 นี้ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ก็หมายถึงจิตทั้งนั้น แต่ทุกวันนี้คำว่ากายเป็นภาษาไทยที่แปลว่าสรีระร่าง ไม่ได้หมายถึงจิตเลย ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 ศาสนาพุทธไม่ได้เสื่อม แต่ชาวพุทธไปเข้าใจคำสอนศาสนาพุทธผิด เช่นคำว่า กาย ในธรรมะพระพุทธเจ้า โลกุตรธรรม 37 คือโพธิปักขิยธรรม 37 (ล.31 ข.620 โลกุตร 43) อาตมาต้องอ้างพระไตรปิฏก เพราะจำเป็นมาก เพราะเขาหาว่าอาตมาพูดผิด หาว่าอาตมาพูดเอาเอง ไม่มีในคำสอนของพระพุทธเจ้า เขาก็จะไล่อาตมาออกจากศาสนาพุทธ หาว่าอาตมาพูดผิด แต่ที่พูดนี้มันโดนเขา เขาเป็นผู้ปฏิบัติผิดเหมือนที่อาตมาพูดแล้วเขาเป็นคณะใหญ่ด้วย เขาเลยไม่ชอบใจจะขจัดอาตมาออกมา อาตมาก็ว่าไม่ต้องขจัดหรอก อาตมาลาออกมาเอง คณะใหญ่นี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว มันเน่าได้ที่แล้วไม่มีทางที่จะพัฒนาได้ ยกตัวอย่างตอนนี้พระปาราชิกแล้วอุ้มกันอยู่ได้ ทำเฉย เหมือนม้าตด ทั้งที่เขาอธิกรณ์ไว้แล้ว ว่าเป็นปาราชิก สงฆ์ควรหยิบมาเป็นอธิกรณ์ เป็นทั้งวิวาทาธิกรณ์ และอนุวาทาธิกรณ์ ในอธิกรณสมถะ 7 ต้องชำระความแต่นี่ทำไม่รู้ไม่ชี้ มีการฟ้องร้องกันด้วย อย่างหลวงปู่พุทธอิสระก็ฟ้อง แม้ฆราวาสก็ฟ้องได้ ว่าผิด ต้องจัดการ แต่นี่ทำเฉย อุ้ม ก็เห็นเจตนาเลยว่าหมดที่พึ่ง ขอยืนยันเลยว่าประเทศไทยหมดที่พึ่งในกระแสหลัก ที่ไม่อยู่ในร่องร่อยธรรมวินัยแล้ว ขออภัยที่พูดจริงและตรง ก็เลยดูแรง อาตมาไม่ได้พูดแรงหรือเบา แต่พูดความจริง ความจริงที่โดน และกระทบผู้ผิดจริงก็เลยแรง ก็จำเป็นต้องพูดกัน อธิบายไปนี่เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ที่จิตเข้ากระแส รู้จักจิตตน อ่านกิเลส หรืออกุศลจิตตนออก เรียกว่าจิตในจิต ธรรมในธรรมเป็นธรรมะสองทำงานซ้อนกันอยู่ จิตเราทำงานทั้งสิ้น กำหนดรู้กาย เวทนา จิต ธรรม ใช้สัญญากำหนดรู้ อ่านลงไปในจิตในจิต รู้ว่าจิตเป็นสราค สโทส สโมหะ ในเจโตปริยญาณ16 อ่านอกุศลแล้วกำจัดปหานอาการนี้ให้อ่อนลง เบาลง จนดับ ไม่มีอาการ เรียกว่าหมดชีวิตินทรีย์หมดพลังงาน อาการที่แสดงความเป็นชีวะ ชีวิต เราปหานด้วยปัญญา ที่เห็นว่ามันไม่ใช่ของจริง เราเคยหลงว่าจริง ต้องมั่นหมายเห็นจริง เราพิจาณาในอาการที่ไม่เที่ยง เป็นเหตุแห่งทุกข์ ตัวอกุศลจิตนี้มันเป็นเหตุแห่งทุกข์จริง มันอยากแล้วเราไม่ได้เอา มันจะผิดศีลก็เห็นอาการดิ้น อยาก เราก็เห็นว่ามันไม่อยู่ในร่องรอย มาเป็นคราวๆ แล้วไม่จริงด้วย เราได้มาก็สุข ไม่ได้ก็ทุกข์ มีสองอย่างเท่านั้น เราอ่านทุกข์ออกเรียกว่าอาริยะแล้ว อาการทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ที่ท่านเรียกว่าทุกข์อาริยสัจเพราะมันฝังอยู่นาน ในความจำ ในอนุสัย ในอาสวะ ในจิตเรานี่แหละ แต่เราปักมั่นท่านถึงเรียกว่าอาริยสัจจะ เป็นตัวฝังรากในจิตเรา ส่วนอารมณ์สุขนั้นมันจรมา ได้สัมผัสสมใจเป็นสุข สุขจึงเป็นอัลลิกะ ของเท็จ แต่จำไว้เป็นอนุสัยอาสวะ ตายไปแล้วชาติหน้าชาติไหนก็ตามไปด้วยนะ เช่นเราชอบกระท้อน ลูกใหญ่เลย นี่กระท้อนไม่ใช่มะพร้าวนะ เราไปสัมผัสกระท้อน สัมผัสแล้วก็ อู้หู นี่กระท้อนปุยฝ้าย จิตมันทะลุไปถึงข้างในเลย ใครรู้ใครเคยกินผ่าดูก็เป็นปุยฝ้ายเลย ใครเคยชอบเคยติดก็นำ้ลายไหลเลย ถ้าเราตั้งจิตไว้ว่าจะไม่กิน พอเห็นก็เห็นอาการอยากเลย แต่เราสมาทานศีลว่าไม่กินกระท้อน เพื่อที่จะอ่านจิต ให้กระท้อนเป็นตัวล่อให้กิเลสออกมาให้เราเห็น เราจับอ่านอาการได้ นี่แหละตัวโจร ตัวผี อาการจิตที่เป็นสัตว์นรก เปรตที่ไม่ใช่ไปล่องลอยในวิมาน ซึ่งอันนั้นเป็นคำสอนที่ผิดๆ แบบเทวนิยมเป็นมโนมยอัตตาสมมุติเป็นแดนนรกสวรรค์เก๊ทั้งนั้นเลย ผู้ใดอ่านอาการกิเลสออก แล้วทำให้กิเลสลด พิจารณาเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ไม่มีตัวตน เช่นกระท้อนนี้เราสมาทานศีลไม่กินเราจะเห็นทุกข์เราที่อยากได้เป็นกาม ลำบากดิ้นรนอยากได้ๆๆๆ อาการอย่างนี้แหละมันไม่จริง ไม่เที่ยงเป็นแขกจน พระพุทธเจ้าว่ามันไม่เที่ยง ให้พิจารณาตั้งแต่ภายนอกสัมผัส พอเกิดอาการก็พิจารณากับของจริงไม่ใช่ไปนั่งหลับตานึกเอาแต่นี่มีเหตุปัจจัยมีวัตถุ ดิน น้ำ ไฟ ลม สัมผัสกับตาเลย ครบ รูปนาม วิญญาณ สามอย่างเลย ตอนนี้เป็นวิญญาณเปรต มันอยากได้ เปรตนี่คือจิตเราเอง พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรสาติ ได้ยินว่าเธอมีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น ดังนี้ จริงหรือ? สาติภิกษุทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้แหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น ดังนี้ จริง. พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรสาติ วิญญาณนั้นเป็นอย่างไร? ส าติภิกษุทูลว่า สภาวะที่พูดได้ รับรู้ได้ ย่อมเสวยวิบากของกรรมทั้งหลาย ทั้งส่วนดี ทั้งส่วนชั่วในที่นั้นๆ นั่นเป็นวิญญาณ. ต่อ (มหาตัณาสังขยสูตร ล.12 ข.442) เปรตนรก เทวดาคืออาการจิตที่จะเกิดเมื่อมีการสัมผัสกระทบทวาร 5 แล้วเกิดอาการ ราคะ โทสะ โมหะ เราก็อ่านอาการมันออกแล้วก็พิจารณาถึงความไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ แล้วมันหายไปได้ไม่มีตัวตนได้ ถ้าเราไปจำได้ไม่เป็นไร แต่มันหาเรื่องโง่ซ้อนว่าต้องได้ถึงสุข ถ้าไม่ได้ก็ทุกข์ดิ้นอยู่อย่างนี้ สุดท้ายต้องไม่ให้จิตมันสุขหรือทุกข์ กระทบสัมผัสแล้วก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง จิตรู้สึกร้อนเย็น อ่อนแข็ง สีสัน รูปทรง กระท้อนรูปทรงเช่นนี้ มังคุดก็ทรงนี้ อะโวคราโดก็รูปนี้ มีรูปร่างสีสันก็เป็นของจริงที่กระทบสัมผัสแล้วเกิดอาการปรุงแต่ง เมื่อจิตสามารถลดกิเลสได้แค่จางคลายไม่ถึงดับเลยก็ได้แล้วเป็นโสดาปัตติมรรค เมื่อได้แข็งแรงดีขึ้นเรื่อย โสดาบันมี 4 คือโสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยต สัมโพธิปรายนะ เข้ากระแสหมายถึงจิตเข้าทางของศาสนาพุทธ รู้เหตุแห่งทุกข์ สองทำให้เหตุแห่งทุกข์จางคลาย รู้ว่ าไม่เที่ยงนี่ก็มียังไม่มีภูมิปัญญาเท่าไหร่ แล้วมันจางคลายได้ แต่ก่อนเรายึดร้อยเต็มแต่ตอนนี้เรายึดแค่ แปดสิบหรือลดลงอีก จนมันดับ ได้ บางคราว ตามเห็น อนิจจานุปัสสี วิร าคานุปัสสะ จนดับ เรียกว่านิโรธานุปัสสี อาการกิเลสมันดับ อย่างไม่ใช่หลับตาดับปี๋ ที่เป็นมิจฉานิโรธ ทุกวันนี้เข้าใจผิดว่าต้องนั่งหลับตาคือนิโรธ ดับ คือนิพพานแล้วแต่เป็นจิตดับไม่รู้เรื่องกิณหะดับไม่รู้เรื่อง แต่ที่อาตมาอธิบายนี้กิเลสกำลังจะดับ เห็นกิเลสจางคลายจนดับ ไม่มีชีวิตินทรีย์ของสัตว์เปรต เปรตอยู่ไหน ก็ใจเรา ขณะสัมผัสก็อ่านเห็นเปรตเลยปัจจุบัน เปรตตายชั่วคราวก็เห็น แล้วก็ต้องทำซ้ำทำทวนให้ดับสนิทเลย แล้วทำปฏินิสสัคคานุปัสสี ซึ่งเราเคยหลงเป็นสวรรค์แต่สวรรค์เก๊ แท้จริงคือนรก สวรรค์คือภพชาติที่ต้องดับให้หมด ทั้งนรกสวรรค์ต้องดับให้หมด แต่ทุกวันนี้สอนหลงสวรรค์ หลอกทำมาหากินกับสวรรค์ซับซ้อน แม้แต่ผู้จะต้องทำระงับอธิกรณ์ก็ทำไม่เป็น ไม่รู้ว่าเขาพาหลงภพชาติ อาตมามาเผยแพร่ศาสนาที่มีอรหันต์ ไม่ใช่พาหลงสวรรค์เก๊ แต่นรกแท้ สวรรค์เก๊ ไปหลงว่าคือสวรรค์แต่แท้จริงคือนรก ที่ฝังในอนุสัยในอุปาทานแต่ไม่รู้กัน ในศาสนาพุทธทุกวันนี้ ลดกิเลสไปจนเป็นอนาคามีก็ไม่มีอาการทุกข์สุขกับสิ่งกระทบสัมผัสภายนอกแล้ว เช่นเห็นกระท้อนอนาคามีไม่มีอยากได้แล้ว คนเช่นนี้ก็ไปทำงานกับสังคมได้อย่างไม่เป็นโทษภัยเลย สรุปว่าโพธิสัตว์คือผู้ที่ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าถูกต้องหมดได้ผลไปตามลำดับ เป็นโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ โพธิสัตว์คือสัตว์ที่มีโพธิ ไม่ใช่สัตว์ใต้ต้นโพธิ์ โสดาบันก็โพธิสัตว์ระดับ 1 สกิทาคามีก็โพธิสัตว์ระดับ 2 อนาคามีก็โพธิสัตว์ระดับ 3 อรหันต์ก็โพธิสัตว์ระดับ 4 ถ้าอรหันต์แล้วแยกธาตุวิญญาณ ปรินิพพานได้เลย อนุโพธิสัตว์ ก็โพธิสัตว์ระดับ 4 อนิยตโพธิสัตว์ก็โพธิสัตว์ระดับ 5 นิยตโพธิสัตว์ก็โพธิสัตว์ระดับ 6 ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะก็โพธิสัตว์ระดับ 7 สัมมาสัมพุทธเจ้า ก็โพธิสัตว์ระดับ 8 วังจันท์พฤกษา ที่นี่โอนโฉนดที่ดินมาตั้งแต่ ปี 2557 แต่ให้โดยพฤตินัยมาตั้งแต่ 2547 เป็นของส่วนกลางแล้วเป็นสวนที่มีผลผลิต เก็บกินใช้บูรณะได้ ถ้ามารวมกันแล้วพยายามสืบสานศาสนาไปด้วย ทำสวนก็ทำสิ มี 70 กว่าไร่ แต่ปฐมอโศก เริ่มต้นก็แค่ 40 ไร่ สันติอโศกตอนแรกก็มีไม่กี่ไร่ แต่ตอนนี้แต่ละที่ก็เจริญได้ ที่นี่ก็เช่นกัน ถ้ามีคนมาร่วมกันแล้วทำกิจกการ กิจกรรมร่วมกันก็เจริญได้ เป็นการเจริญแบบอาริยะ ไม่ใช่เจริญแบบอุตสาหกรรมที่สร้างแบบก้าวหน้าแต่ถอยหลังอย่างน่ากลัว แบบในหลวงตรัสที่ท่านว่าเจริญแบบน่ากลัว พวกเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือทำมาหากิน เครื่องมือเอาเปรียบคนทั้งหลายได้มากมาย วังจันท์พฤกษานี่ที่ดินดีด้วย ไม่เหมือนปฐมอโศกที่พื้นที่พัฒนาไม่ขึ้นเป็นแดนเลี้ยงสัตว์ เมืองไทยเป็นเมืองกสิกรรม ไม่ใช่ประเทศที่ควรทำอุตสาหกรรมหรอก อาตมาอยากให้มาพยายามรวมกัน นี่มีจ.จันทร์ ระยอง ตราด ชลบุรี
_มีผู้ถามว่า วงกลมสุญญตาหมายถึงอะไร ตอบ...สุญญตาแปลว่าว่าง อาตมานั่งเขียนขึ้นมาเอง เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ชาวอโศก หมายถึงความว่างอันกลางแล้วมีรัศมีออกมาภายนอก เมื่อจิตวิญญาณเป็นสุญญตาได้ ว่างจากอารมณ์ของคนโลกๆ ว่างสบายรู้ความจริงตามความเป็นจริงไม่เป็นคนโลกีย์ปุถุชนแล้ว แม้เศษเหลือของโลกียารมณ์ก็หมดในอรหันต์เลย คือจิตสูญ ว่างจากกิเลส ไม่ใช่ว่างไปหมด ไม่รู้เหตุ แต่นี่ว่างจาก กามภพ รูปภพ อรูปภพ หมดภพหมดชาติ จิตว่างจากกิเลสคืออุเบกขาหรืออทุกขมสุข ต้องมาเรียนรู้ อารมณ์เคหสิตออก คืออารมณ์อาการของชาวโลกๆ ที่มันมาปรุงแต่งเป็นสุข ทุกข์ อุเบกขา ที่คนธรรมดาก็มีอารมณ์ว่างพักยกได้ ตามธรรมชาติ พวกนี้ไม่ใช่สัจธรรมแบบที่พระพุทธเจ้าพาเป็น ถ้าจะทำให้ว่างต้องเป็นเนกขัมสิตอุเบกขา ต้องเป็นอารมณ์ที่ได้ขจัดกิเลสออกไปได้อย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ก็ต้องมาปฏิบัติมโนปวิจาร 18 นำเนกขัมมะได้ จนเต็ม เป็นฐานที่จะปฏิบัติเรียกว่าเวทนาในเวทนา ถ้าไม่มีเวทนาก็ไม่มีกรรมฐานในการปฏิบัติ กรรมฐานของพุทธคือเวทนา ไม่ใช่กรรมฐานดินน้ำไฟลม กรรมฐาน 40 หรือออกป่าเขาถ้ำไปนั่งสมาธิแต่อย่างใดเลย
_จากไลน์ ทนายนคร...ถามว่า หมวดที่ 3 เสนาสนปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับเสนาสนะ ) 8.) ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร คือจะอยู่อาศัยเฉพาะในป่าเท่านั้น จะไม่อยู่ในหมู่บ้านเลย เพื่อไม่ให้ความพลุกพล่านวุ่นวายของเมืองรบกวนการปฏิบัติ หรือเพื่อป้องกันการพอกพูนของกิเลส... ขัดแย้งกับที่พ่อท่านเทศน์ หรือไม่ครับ?.... ตอบ...การอยู่ป่าเป็นวัตรไปแปลขยายความเองว่า จะอยู่อาศัยเฉพาะในป่าเท่านั้น จะไม่อยู่ในหมู่บ้านเลย เพื่อไม่ให้ความพลุกพล่านวุ่นวายของเมืองรบกวนการปฏิบัติ หรือเพื่อป้องกันการพอกพูนของกิเลส... คืออาตมาอธิบายว่าศาสนาพุทธไม่ออกป่า โดยอ้างอิงในอัมพัฏฐสูตรที่ใครแสวงหาอาจารย์ในป่าเป็นทางเสื่อม 1. ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ 2. ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า 3. สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ 4. สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้ว สำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ 163) ศาสนาพุทธเป็นศาสนาในเมืองไม่ใช่ศาสนาออกป่า การที่หลงทิศทางพวกนี้ ก็ขอยืนยันว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาอาริยธรรม ของคนเมือง ไม่ใช่ไปอยู่ในป่า แต่ต้องเป็นไปเพื่อ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอัน มาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ไม่ใช่เพื่อคนกลุ่มน้อย เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่เครือแห Pyramidal web แต่ถ้าบรรลุแล้วจะไปทดสอบการออกป่าว่าจะติดป่าหรือไม่อย่างไรก็ไปได้แต่ว่าไม่ต้องไปบรรลุได้ใน อุบาลิสูตรพระพุทธเจ้าสอนพระอุบาลีที่เคร่งวินัยไว้ว่า พระอุบาลีปรารถนาจะไปอยู่ป่า และราวป่าอันสงัด พระพุทธองค์ตรัสว่า... ป่าและราวป่าอันสงัดอยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว. ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลงหรือจักฟุ้งซ่าน เปรียบเหมือนกระต่ายหรือเสือปลาลงสู่ห้วงน้ำใหญ่ หวังจะเอาอย่างช้างใหญ่สูง 7 ศอก หรือ 7 ศอกกึ่ง กระต่ายหรือเสือปลานั้น จำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลง หรือจักลอยขึ้น !! (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 99) คำว่าวิเวก กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก ไม่ใช่ความสงบอย่างไม่ได้ยินเสียง เงียบๆ ไม่ใช่ แต่ความสงบของพระพุทธเจ้าเป็นกายปัสสัทธิ คืออยู่กับองค์รวมทั้งหลายแต่ไม่มีกิเลส กระทบรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แต่ไม่เกิดกิเลส เพราะได้ทำการล้างกิเลสขณะกระทบสัมผัสมาได้หมดแล้ว รู้ทันโลกธรรม จิตอยู่เหนือมันได้ ไม่ใช่หนีออกป่าเขาถ้ำไม่สัมผัสมัน หนีมันไป จิตไม่สงบก็ไปนั่งสะกดจิตไว้เท่านั้นเอง การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้ามีผัสสะ 6 วิญญาณ 6 เวทนา 6 แต่หลงทิศทางกันอย่างสนิทยึดติดสิ่งผิดเป็นถูก ผู้จะไปอยู่ป่าต้องบรรลุแล้ว มีจิตมีสมาธิตั้งมั่น คือกระทบโลกธรรมแต่ไม่เกิดกิเลส ในอุบาลิสูตร ต้องมีภูมิธรรมก่อน คนที่จะออกป่าต้องเป็นอนาคามีหรืออรหัตตมรรค เข้าป่าเพื่อพิสูจน์ตนเอง เมื่อเข้าป่าก็ไม่มีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสโลกธรรมมาก แล้วใจเราจะฟุ้งซ่านมาหากามไหม หรือจมติดป่าไหม ศาสนาพุทธเมืองไทยเอาพระไตรฯ ที่พระมหากัสสปะ ที่เป็นพระจริตติดป่า ที่มีองค์เดียวเลยในศาสนาของพระสมณโคดม เป็นเรื่องเฉพาะคน ที่ไม่สากลสามัญที่จะทำกับคนทั่วไป ท่านก็อนุโลมให้คนมีวาสนา จริตชอบป่าบ้าง ส่วนพระกัสสปะ บรรลุอรหันต์แล้วก็ออกจากป่าเลย พาบริวารที่จริตเดียวกันสอนกันในป่า แต่ไม่ใช่แกนหลักนะ คนจะไปหาอาจารย์ในป่าก็ต้องไปหากัสสปะ แต่พระพุทธเจ้าว่าความเสื่อมของศานาพุทธคือการไปหาอาจารย์ในป่า ท่านก็ตรัสทิ้งจริตแบบพระกัสสปะเลย แต่ที่ตรัสสูตรนี้พระกัสสปะยังไม่มา ศาสนาพุทธจึงไม่ใช่ศาสนาในป่า คำว่าวัตร แปลว่าประพฤติ ไม่ใช่ประจำ ถ้าจะบอกว่าพระพฤติประจำก็สำทับอีกที แต่ว่าวัตรนี้คือประพฤติ ล.32 ข้อ 392 พระพุทธเจ้าท่านตรัสชัดเลยว่า การออกป่าของท่าน 6 ปีเป็นการปฏิบัติที่ผิด พระพุทธเจ้าอยู่ในภาวะลิงลมอมข้าวพอง ที่จริงท่านบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว มาชาติสุดท้ายนี้ท่านไม่ต้องปฏิบัติธรรมเลย การจะออกป่านั้นประพฤติได้แต่ไม่จำเป็น แต่ให้การมีจิตยินดีในเสนาสนะป่า จิตยินดีในเรือนว่าง ไม่ใช่ปิดประตูใส่กลอนไม่ยุ่งกับใครหรือเข้าป่าไม่ยุ่งกับใคร แต่จิตยินดีในป่า ไม่ใช่ยินดีในป่าคอนกรีตนะแต่ยินดีในการอยู่ป่า อาตมาไม่เคยไปบุกรุกป่า แต่สร้างป่าเองทั้งนั้น การยินดีในเสนาสนป่า หรือยินดีในเรือนว่าง ในภาษาธรรมะคือต้องทำให้จิตว่างจากกิเลสที่เป็นตัววุ่นวายไม่สุขไม่สงบนั้นต่างหาก ต้องให้ชัด คือให้จิตว่างจากกิเลสที่เป็นตัวทำให้วุ่นวายไม่ดีงาม อาตมาบวชใหม่ๆ มีลูกศิษย์ท่านพุทธทาสมาถกกับอาตมาเรื่องจิตว่าง เขาก็ว่าว่างลอยๆ ไม่มีเหตุปัจจัยอะไร แต่อาตมาว่าต้องว่างจากกิเลส แล้วไม่ต้องหนีวัตถุ แม้มันจะมากระทบอย่างไรก็ไม่เกิดกิเลส แต่ต้องทำหน้าที่ตามยศศักดิ์ เหตุปัจจัยวัตถุ เช่นข้าวของ เช่นไร่นาสวน ก็ต้องใช้งานแต่ไม่ได้ติดยึด เอามาใช้งานทำงานเพื่อสร้างสรร ไม่ใช่ให้เราติดยึดเป็นกิเลส และแม้จะอยู่กับเหตุปัจจัยเหล่านี้ต้องบริหารเงินระดับพันล้านหมื่นล้านก็ไม่มีทุจริตอยากได้มาเป็นของตน อาตมากำลังจะสร้างคนให้มีจิตเช่นนี้ ออกไปทำงานรับใช้ปชช. ไปบริหารบ้านเมืองได้ อย่างคุณจำลอง พล.ต.จำลอง บริหารกทม. มีเงินตั้งไม่รู้กี่พันล้านหมื่นล้านก็ไม่ได้อยากได้ไม่คอรัปชั่นไม่เอานิดเอาหน่อยเศษเหลือไม่ยักยอกเลย ถ้าได้คนอย่างคุณจำลองมาบริหารประเทศตอนนี้อายุ 80 กว่าแล้วก็ให้เป็นตำแหน่งอะไรก็คงไม่เอา เราจะได้คนแบบนี้มาบริหารบ้านเมือง อาตมาจะพาพวกเราสร้างคนแบบนี้มา เด็กรุ่นหลังก็ไม่ค่อยเข้ามา เลยเอาคนที่อยู่ได้ตามจริง อาตมาพยายามสร้างโรงเรียนแล้วทำอุดมศึกษา จนเขาเข้าใจแล้วไม่หนีจากหมู่เลย ก็ยังไม่ค่อยได้ ก็แม้ยากเย็นแต่ไม่มีทางเลือก ขอยืนยันว่าการบรรลุธรรมของศาสนาพุทธไม่จำเป็นต้องมาเป็นนักบวชแต่ฆราวาสก็เป็นอนาคามี อรหันต์ได้ แล้วมาบริหารบ้านเมือง ก็เริ่มมีตัวตนบุคคลเป็นจริง สักวันหนึ่งก็จะมีปริมาณมากพอที่จะไปทำได้ เดี๋ยวนี้กระแสสังคมโลกกำลังเหล่ตามาหาธรรมะของพุทธ ขณะนี้อิตาลีขอรับศาสนาพุทธเป็นอีกศาสนาประจำชาติอีกศาสนาหนึ่งด้วยแล้ว