590701_เทศน์ก่อนฉัน ดินหนองแดนเหนือ_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข13 มีนาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590701 เทศน์ก่อนฉัน ดินหนองแดนเหนือ ทานอย่างพรหม

พ่อครูว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม 2559 ที่ ดินหนองแดนเหนือ คณะอาตมา มากันเป็นชุดเลย เขาเรียกว่าทัวร์พญาแร้ง คนไม่รู้เรื่องฟังแล้วก็ประหลาด ทัวร์เป็นภาษาฝรั่ง แปลว่าท่องเที่ยว ความจริงแล้วอาตมาไม่ได้ท่องเที่ยว เมื่อยจะแย่อยู่แล้ว มาทำงาน จะใช้คำว่าทัวร์พญาแร้ง ก็ตาม คืออาตมาชอบใจแร้ง เกิดมาคนชิงชังเหม็นสาบแร้ง คนไม่ค่อยชอบหน้าทั้งที่แร้งนี้เป็นสัตว์สุภาพ ใจดี แข็งแรง สงบ เก็บสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ปราบ จัดการสิ่งเน่าเหม็นเสียหายให้แก่โลก เป็นสัตว์ที่ไม่ไปทำร้ายใคร คอยเก็บซากซพ กินเป็นอาหาร แต่เป็นสัตว์ที่มีระเบียบ มีอะไรต่างๆที่ดี ที่คนน่าเอาอย่างเยอะ แต่คนก็รังเกียจ เห็นว่าเป็นสัตว์กินซากศพ แล้วมีกลิ่น อาตมามาทำงานไม่ใช่มาเที่ยว เพื่อจะสาธยายสัจธรรม ความจริง อาตมารู้ตัวตั้งแต่เลิกทำงานทางโลก ทำงานโลกมา 36 ปีก็เลิกแบบฆราวาส ที่จะสร้างฐานะล่าโลกธรรม ก็หยุด ออกมาอยู่ในร่างนักบวช หยุดจริงๆ ไม่ใช่มาศึกษาฝึกฝนที่จะเป็นคนหยุด ล่าโลกธรรม หยุดเสพกาม เสพอัตตาแล้ว โลก หรือโลกีย์คือคน หมายถึงว่าคนนี่แย่ง อยากได้ สะสมกอบโกยลาภ ยศ สรรเสริญแล้วหลงว่าเป็นความสุข เป็นโลกมาให้แก่ตน แล้วหลงว่าเป็นกาม เป็นอัตตา ได้มาสัมผัสเสียดสี สัมผัสทวาร 5 สมใจเป็นอุปาทาน ที่เราตั้งสเปคไว้ กำหนดว่า อย่างนี้ของเราชอบเป็นอุปาทาน สิ่งยึดติด เราได้อย่างนี้ก็ต้องกับที่เราเคยคิดเคยรู้เคยจำ ยึดถือว่า เรียกว่าอุปาทาน ก็เป็นสุข ได้เสพสัมผัสก็สุข สมกับอัตตา กับความคิดความรู้ความเห็น รวมทั้งความต้องการด้วย สมใจอยาก บำเรอใจโดยตรงก็เป็นสุข เป็นต้น คนที่เป็นปุถุชนก็เท่านี้ มีชีวิตแย่งกันไปพยาบาทอาฆาตโกรธเคือง แก้แค้นสมบัติผลัดกันชม ถ้าทำอย่างสุภาพฉลาดเอาเปรียบไ

อ่านต่อ

ปโดยจำนนกันไป ถ้าไม่จำนนก็แย่งเถียงกัน ฟ้องกัน ฆ่ากันเลย มีเท่านั้นมนุษย์ น่าเบื่อ อาตมาออกมาบวช ปฏิบัติธรรมตั้งแต่เป็นฆราวาส ต้องมาปฏิบัติธรรมให้ได้อย่างอาตมา อาตมาอยู่ทางโลกมา 36 ปี บวชถึงปีนี้ 46 ปีแล้ว มากกว่าทางโลก 10 ปีแล้ว ไม่เคยคิดกลับไปทางโลกอีกเลย ให้กลับก็ไม่กลับ มีชีวิตทางนี้ทำงานฟรี รับใช้ปวงชน ทำงานเปิดเผยสัจธรรม ที่ประเสริฐจริงๆ เรียกว่าอาริยะ เขาใช้ภาษาสันสกฤติว่าเป็นอารยะ และเป็นบาลีว่า อาริยะ คำว่าอารยะ กลายเป็นเรื่องเจริญโลกีย์ โลกธรรม อารยะกินความกว้างทั่วโลก ขอให้เจริญโลกีย์แบบสุจริตก็เท่านั้น เป็นอารยะแล้ว เสพก็ได้สวรรค์ดาวดึงส์ ได้ลาภมาเยอะ เสพเป็นสวรรค์ดาวดึงส์ ถ้าทุจริตก็เป็นนรก ก็แย่งกัน มีแย่งอย่างสุจริต ถ้าแย่งไม่สุจริตก็ต้องทุกข์ทรมาน คำว่าจตุมหาราชิกา คือแย่งมันทั้งสี่ทิศเลย ได้มาโดยสุจริต จะด้วยวิธีใดๆ โดยไม่เกิดเรื่องทุจริตผิดกฏหมายผิดวัฒนธรรม ได้มาเสพสุขใจก็เรียกสภาพนี้ว่าดาวดึงส์ จาตุมหาราชนี่มันเลวร้ายไปเรื่อยๆ แทนที่จะได้มาโดยสุจริต จตุมหาราชนี้คือนักแย่ง ไม่ใช่นักสร้างนะ มีอาวุธแย่งคนอื่นให้คนอื่นให้ คนอื่นจำนน ถ้ายอมโดยสุจริตถือว่าให้เช่นกัน การทานนี่ถือว่าให้โดยสุจริต การให้โดยสุจริตหรือทาน นี่ ใจของผู้ที่จะให้ ใจเขาเป็นตัวตัดสินว่าควรให้ เขาก็ให้ ในจาตุมหาราช พยายามที่จะทำให้คนอื่นยอมให้ ทำอย่างไรก็แล้วแต่ โดยเขายอมให้ ถือว่าสุจริต เช่นนักเลง ถืออาวุธ แยกเขี้ยวยิงฟัน ไปข่มขู่จนเขาต้องยอมให้ พอจาตุมหาราชเจริญขึ้นก็ใช้เล่ห์เหลี่ยม โดยเอาความดีมาโปะไว้ข้างนอก จะด้วยความดีงาม สุภาพเรียบร้อยก็ตาม การได้มาแบบนี้เป็นเทวดาชั้นสูงขึ้น แทนที่จะได้มาโดยหยาบคาย ฆ่าแกงมา ปล้นจี้มา แทนที่จะเลวอย่างนั้นก็ใช้ความฉลาด จะได้ของเขามาใช้วิธีการไม่แย่งให้เขายอมให้ อย่างยุคนี้เรียกว่าลัทธิทุนนิยม ให้เขายอมให้ด้วยวิธีการของสังคม ด้วยการค้าขายเล่นหุ้นเสี่ยงทาย ประกันชีวิต ใช่เล่ห์เหลี่ยมส่วนที่เขาจะได้มา ไม่แย่งชิงเอาดื้อๆอย่างยุคเจงกิสข่าน อย่างนั้นหยาบทารุน ก็มาใช้เชิงฉลาดเฉโกแทน แต่ไม่ซื่อสัตย์ฉลาดโดยกิเลส ซึ่งไม่ใช่ปัญญา คำว่าเฉกานี้คนไม่ยอมรับ เพราะมันเลว แต่จริงๆคนเราทุกวันนี้ไม่ใช่อาริยะ แต่ใช้เฉกาได้มาทั้งนั้น โกงเขาด้วยเล่ห์เหลี่ยมได้มา แต่ปัญญาคือความฉลาดที่ได้ปฏิบัติธรรมลดกิเลสเป็นผู้ยอมเป็นผู้ขาดทุนได้ ผู้ใดขาดทุนได้จะเป็นผู้มีชีวิตประเสริฐมีคุณค่า ชีวิตที่ดี ชีวิตที่เอาเปรียบคนอื่นเป็นชีวิตที่เลว คนเราไม่ได้เข้าใจสัจธรรม ไม่ได้ตั้งใจฝึกเรียนแล้วปรับจิต ทำใจให้ยอมขาดทุน ยอมมีชีวิตเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ ซึ่งดีกว่าไปแย่งเอาจากคนอื่น หัวใจของศาสนาก็อยู่ตรงนี้ ผู้มาเรียนรู้จิตใจเราที่มี DNA ต้นทุน เชื้อตระกูลที่จะเอาเปรียบ ไม่คิดจะเสียสละง่ายๆ ถ้าจะเสียสละก็ต้องได้เปรียบ เช่นถ้าเราจะทานก็ต้องตั้งเป้าไว้ว่าเราจะได้มายิ่งกว่านี้ ก็มีวิธีการหลอก ผู้หลอกที่จะได้ให้คนมาทาน มาบริจาคให้เรา โดยทำตนให้มีอำนาจ มีความวิเศษ ถ้าเผื่อว่าเอามาทำทานกับเรา กับอาตมา อาตมาจะบันดาลให้ได้กลับมายิ่งกว่าเก่า ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่างคนชื่อธัมมชโย คนอื่นที่เขาไปทำทานนี้เขาเคารพเช่นนั้นจริงๆ เช่นคุณบุญชัยที่เขาบอกว่ามีวันนี้ได้เพราะหลวงพ่อ วิธีการที่หลอกให้เขามาทำทานกับเราได้ โดยเอาวิมานมาหลอกคนอื่น ให้วาดหวังอนาคตว่าจะได้อะไรกลับมามากมาย โดยแท้จริงแล้วเราได้สิ่งที่เขาทานมาอย่างนี้เลวร้ายมาก คนที่เสียเปรียบให้กับมนุษยชาตินี้เป็นคนเจริญ แต่คำว่าเสียเปรียบเป็นภาษาน่ากลัว แท้จริงคือเสียสละ เสียรู้ เสียเปรียบ ก็เป็นภาษาน่ากลัว แต่ก็คือการเสียสละนี่แหละ การเสียสละได้นี่คืออาริยะ อารยะคือลัทธิแย่งลาภยศ ส่วนอริยะคืออธิบายว่านักบวชมาบวชแล้วจะบรรลุธรรม แต่ทุกวันนี้คำว่าอริยะ นี้เพี้ยนเป็นนอกลัทธิพุทธ เขามามักน้อยสันโดษได้ แต่เป็นแบบฤาษี ไม่แย่งชิงลาภยศสรรเสริญ แต่ไม่มีคุณค่าประโยชน์แก่สังคมเลย แต่ชาวอโศกที่มาอยู่ร่วมกัน อย่างดินหนองแดนเหนือมาอยู่รวมกันสร้างสรรได้ผลผลิตกินใช้ร่วมกันส่วนกลาง กลายเป็นผู้สร้างสรรไม่เอาเปรียบ ใครสร้างสรรได้มากก็เอาเข้ากองกลาง เรากินน้อยใช้น้อยไม่เปลือง ไม่ไปจ่ายกับอบายมุข ไม่ไปจ่ายกับเสพกามก็ลดลงๆ มีชีวิตใช้ปัจจัย 4 มีบริขารให้การงาน ไม่บำเรอกาม บำเรออัตตา ไม่ว่าฆราวาสหรือนักบวช ปฏิบัติได้เช่นนี้คือการลดความโง่อวิชชาลง ส่วนคนไม่ได้ปฏิบัติลดละเช่นนี้ก็พาความเลวร้ายให้แก่สังคม เอาเปรียบโกงกัน จนศาลตัดสินไม่เคยหมดคดีเลย ก็ล้วนแล้วแต่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมก็มีแต่ความเลว ขึ้นศาลก็คือเพราะเลว จนต้องให้ศาลตัดสิน ผู้ใดไม่มีคดี หรือรู้ว่าชีวิตตนสร้างสรรพึ่งตนเองได้ มีผลผลิต มีแรงงานขึ้นมา เพื่อคุ้มตัว คุ้มกับที่ตนเองต้องอาศัยกินใช้และมีเกิน เมื่อมีเกินก็แบ่งแจกเลี้ยงดูคนอื่น นอกจากในครอบครัวเลี้ยงได้แล้วก็เลี้ยงคนอื่นภายนอกไปด้วย แต่ลึกๆ แล้วแม้จะทำทาน ก็ไม่วายจะคิดว่า จะเป็นบุญ ทำให้ได้รับสิ่งตอบแทนมา ในอนาคต ยิ่งกว่านั้น ไม่ได้ลดใจโลภ ไม่ได้ลดตัวตน ยังอยากได้คืนมาให้แก่ตัวเอง แม้จะรอชาติหน้าก็ยังติดอยู่ เป็นอุปาทาน มีตัวกูของกูติดไปตลอด ใจลึกๆ แม้ไม่นึกว่าจะเอาแต่สัญญามันทำงานโดยอัตโนมัติ อาจใช้คำว่าบุญ แต่แท้จริงคือกุศลดีงาม ที่ท่านเป็นกุศลก็เป็นของคุณ เรียกว่ากุศลโดยสัจจะ จะฝากไว้ในธนาคาร 5 บาทก็เป็นของคุณ จะมาทดแทนในอนาคต จะได้อาศัยเพราะคุณมีของคุณ ถ้าคุณทำไม่ดีก็เป็นวิบาก กรรมวิบากเป็นอจินไตย การทำทานบริจาคไม่ต้องตั้งจิตไปคิดนึกว่าชาติหน้าจะต้องได้คืนมาแน่ เป็นของคุณแน่กัมมัสกะ แต่ถ้าคุณไปซื้อของก็เอาของคนอื่นแทนก็หักลบกลบหนี้ไป แต่ถ้าไม่เอาคืนมาก็เป็นของคุณอยู่แล้ว การทำทานบางที่เขาก็สอนกันว่าจะเป็นสิ่งที่ได้มามากว่าเดิม บางทีเขาเรียกว่าเป็นเนื้อนาบุญ จะงอกมาหลายกว่าเดิม อย่างนั้นไม่ใช่เลย คุณมาทำทานกับอาตมา อาตมาไม่เก่งจะทำให้ข้าวของคุณงอกงามเป็นอีกหลายเมล็ดนั้นไม่ใช่เลย ทานไม่ได้ออกดอกออกผลเช่นนั้น มีคนหลอกว่าทำทานกับผู้นี้จะบันดาลให้ข้าวเมล็ดเดียวจะงอกเป็นเมล็ดอีกนับไม่ถ้วน เหมือนทำทานกับคนนี้จะได้งอกเงยกับไปอีกเป็นร้อยพันหมื่นแสนเมล็ด ซึ่งผิดสัจธรรม ไม่มีความเป็นไปได้ คำว่าเนื้อนาบุญนี้ ไม่ได้หมายถึงว่าทำทานเอาข้าวมาปลูกเมล็ดเดียวจะงอกเป็นกอ เป็นข้าวมากกว่าเดิมไม่ใช่ แต่หมายถึงว่าถ้าทำทานกับอาตมา อาตมาไม่อมเงินคุณไว้เป็นของตน ไม่เอาไปออกดอกผลด้วย แต่เอาไปทำกับคนอื่นโดยอาตมามีความสามารถใช้ในการสร้างอาศัยทางธรรม อาจใช้ซื้อสถานที่ อุปกรณ์สื่อสาร แล้วให้กระจายสื่อสารเป็นธรรมทานออกไปให้ได้มากๆ นี่คือเนื้อนาบุญ แต่ถ้าคุณเอาข้าวไปปลูกในนาก็จะได้ข้าวคืนมาเยอะ แต่นี่อาตมาไม่ได้เอามาเป็นของตนแต่เอาไปทำประโยชน์ต่อไปอีก กับคนอีกมาก อาตมาจะไม่ใช้เงินที่เขาทำทานนี้ไปซื้ออาหารหรือยากิน แม้จะต้องตายก็ตามถ้าไม่ได้กินหรือได้ยานั้น อาตมาจะใช้เงินนี้เป็นประโยชน์ทางธรรม ที่จะมีสัปปายะ 4 มาดูทานสูตรกัน ดูกรสารีบุตร ทานเช่นนั้นนั่นแลที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก พึงมี และทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มากพึงมี ฯ กับอีกคำถามที่ถามพพจ.ว่าทานแล้วมีผลมากมีอานิสงส์มาก ก็ต่างกัน คำว่าผลนี้มีได้ในทุกกรรม เช่นทานให้ปืนกับโจรก็มีผล แต่เป็นผลชั่ว แต่ถ้าทานสิ่งนี้ พระอรหันต์นี่จบด้วยทาน อรหันต์คือผู้แจกธรรมทาน เป็นการให้ที่มีอานิสงส์สูงสุดคือ ให้ธรรมทาน อรหันต์มีหน้าที่ให้ธรรมทาน ในบารมี 10 ทัศ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะอธิษฐาน ก็เพื่อเสริมหนุนการทานให้จบ คนปฏิบัติบารมี 10 ทัศ คืออรหันต์ ชีวิตมีแต่ธรรมทาน ชีวิตมีเมตตา อุเบกขา ชีวิตมีแต่ให้อย่างเดียว อุเบกขาคือฐานพักหรือฐานบรรลุธรรมเป็นฐานนิพพาน ให้แล้วไม่มีเราไม่มีเขา ให้แล้วจบ ก่อนจะให้เราก็ว่าคนนี้ควรให้หรือไม่? ถ้าควรให้ก็ให้ ถ้าไม่ควรให้ก็ไม่ให้ คนที่ไม่ควรให้นี้เยอะนะ ทานแล้วเสียของ ดีไม่ดีเหมือนโจรหัวโจกกับโจรหัวโจกทำร้ายกันเลย ยกตัวอย่าง คนโง่ กับคนฉลาดโกงคือโจรหัวโจกทั้งคู่ คนโง่กับคนฉลาดโกงก็ทำพฤติกรรมเลวร้าย คนฉลาดหลอกนี่โง่นะ (คนฉลาดหลอกคนอื่น คือคนโง่ที่ยิ่งโง่) เหมือนสำนักหนึ่งที่ทำแก่กันและกันโดยนึกว่าดี นั่นคือเลวร้ายยิ่งกว่าโจรฆ่ากันก็รอบเดียว แต่นี่เขาทำชั่วไม่รู้กี่รอบ ตอนนี้เขา ค้านกฏหมายประเทศเลย ให้มารับทราบข้อกล่าวหาก็ไม่ไป ศาลออกหมายเรียกก็ไม่ไป จนออกหมายจับก็ไม่ไป เห็นไหมว่าความโง่ ดันทุรังเลวร้ายซับซ้อนมากกี่ชั้น แล้วบอกว่าข้าบริสุทธิ์ พวกลิ่วล้อที่โง่ด้วยกันก็บอกว่าบริสุทธิ์ ถ้าบริสุทธิ์ก็ควรออกไปให้เขาพิสูจน์สิ แล้วมาบอกว่า รอให้ประเทศเป็นปชต.สมบูรณ์ก่อนอีก… ขณะนี้ไปอ้างว่าไม่เชื่อใจศาล ไม่เชื่อใจการบริหารประเทศ คณะบริหารก็คณะหนึ่ง ศาลก็คณะหนึ่งเป็นสองในสถาบันหลักของประเทศแต่เขาไม่เชื่อ และไม่เชื่อศาลอีก ใหญ่กว่าศาล ส่วนสถาบันกษัตริย์เขาเชื่อหรือไม่ไม่รู้ แต่เขาไม่เชื่อตั้งสองสถาบัน คุณควรไปอยู่ประเทศอื่นแต่เขาไม่ไป เขาจะสร้างรัฐอิสระอยู่ในประเทศไทย นี่คือพฤติกรรมเขา ไม่ได้ใส่ความนะ อาตมาถือว่าเขาเข้าขั้นผีบุญ100% เขาไม่ฟังอำนาจศาล อำนาจบริหาร เขาใหญ่กว่าหมด ลึกๆ อาตมาว่าแม้แต่สถาบันที่สามเขาก็ไม่อะไร เพราะเขาไม่ได้แสดงความเคาพรอย่างชัดเจนทำเหมือนไม้กันหมา คนชนิดนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อสังคมประเทศมากเลย ต้องเปิดเผย ไม่เช่นนั้นประเทศแย่เลย เขาใช้วิธีสะกดจิต สะกดจิตไปสายสว่างหรือสายมืด แวะออกมาเพื่อสำทับให้รู้ความถูกต้องความจริงกับกระแสสังคมตอนนี้ ทานที่ให้แล้วมีผล แต่ไม่มีหรือมีอานิสงส์ พระสารีบุตรมาถามพพจ.ว่ามีอยู่หรือ นัยละเอียดพวกนี้ พพจ.ว่า... ดูกรสารีบุตร ทานเช่นนั้นนั่นแลที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก พึงมี และทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มากพึงมี ฯ สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้ทานเช่นนั้นแลที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มากอะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้ทาน เช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ อานิสงส์คือประโยชน์(โลกียะกับโลกุตระ) พ. ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์ แก่สมณะหรือพราหมณ์ ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่าตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้วเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช(เป็นเทวดาปลอม) สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ดูกรสารีบุตร ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่มีหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่คิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แล้วให้ทาน แต่ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์แก่สมณะหรือพราหมณ์ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ ทำทานแบบนี้ธรรมกายถนัดนัก ว่ามาทำทานกับธรรมกายจะได้วิมานวิเศษมากกมาย ทำนายได้หมดอวดอุตริมนุสธรรมตลอด แล้วแก้ขวยว่านี่เป็นการศึกษา เป็นโรงเรียนฝันในฝัน ลืมตาแล้วหาวทีหนึ่งก่อนแล้วครูไม่ใหญ่ก็จะอธิบาย ใช้วาทกรรมเจตนาหลอกให้คนอื่นหลงเชื่อ ว่าตนรู้หมดสวรรค์นรก ทำทานอย่างไรมีอานิสงส์อย่างไรเพื่อคุณจะเจริญได้วิมาน อาตมายืนยันว่าเขาปั้นเอง แล้วมาบอกคนอื่นว่าฉันนี้แสนรู้ แม้แต่พพจ.ตายไปแล้วอยู่ในพุทธเกษตรเขาก็ไปถวายข้าวพพจ.ได้ คนก็เชื่อ แล้วถูกสะกดจิต มาให้นั่งทำจิตให้เบาว่างแล้วสะกดจิต อาตมาเคยเรียนรู้มาแล้วทำได้ด้วย การสะกดจิตนี้ทำฤทธิ์เดชได้สารพัด คนไม่ไข้ไม่ป่วยก็สะกดจิตตนให้ไข้ให้ป่วยได้ ไปหาหมอก็ตรวจหาเหตุไม่เจอ แต่เจ็บจริง การตั้งจิตไว้หวังในทาน สะสมสั่งสมเป็นตัวกูของกู จนมั่นหมายเสวยผลผูกพันเป็นของกูไม่พรากจากเลย นี่คือการตั้งจิตไว้ผิด พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่าตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้วเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช(เป็นเทวดาปลอม) สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ สวรรค์มี 6 ชั้น จตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรินิมมินตวสวัตตี สวรรค์ถือภพชาติ ผู้ปฏิบัติธรรมของพุทธต้องมาล้างภพชาติ หากหลงสวรรค์ก็ต้องวนเวียนเกิดดับเป็นเทวดาตกนรก ขึ้นสวรรค์ไปเรื่อยๆ จนมาลดความเป็นเทวดาไปได้เป็นลำดับก็จะสิ้นภพจบขาติได้เป็นลำดับ ไม่ใช่ว่าทำทานแล้วจะได้วิมานในอนาคต สั่งสมผูกพัน ตั้งมั่นไว้ สอนแต่เป็นตัวกูของกูทั้งนั้นเลย ค้านแย้งกับศาสนาพพจ. พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แต่ให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี แต่ให้ ทานด้วยคิดว่า บิดามารดาปู่ย่าตายายเคยให้เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี เขาให้ทานคือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่แล้วยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ทำทานแบบนี้ดีกว่าแบบแรก เพราะไม่ตั้งจิตหวังผลอะไรกลับมา ทำทานเพราะว่าเห็นเป็นสิ่งดี ทานแบบนี้ถือว่าจิตว่างจากตัวตน ไม่หวังไม่สั่งสมไม่ผูกพันไว้ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่าเราหุงหากินได้สมณะและพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนฤาษีแต่ครั้งก่อนคือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษี วามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษีวาเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษี และภคุฤาษี บูชามหายัญ ฉะนั้น เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ (ฤาษีเหล่านี้ก็คืออรหันต์ทั้งหลายนั่นเอง) ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนอย่างฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี ฯลฯและภคุฤาษี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส (จิตฺต ปสีทติ อตฺตมนตาโสมน สฺส) เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ (ชั้นนี้เรียกแบบโลกๆว่า ฉลาดสุด แต่ว่าเรียกแบบธรรมะว่า โง่ที่สุด) ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์แก่สมณะหรือพราหมณ์ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า การให้ทานเป็นการดีไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยายเคยให้เคยทำมา เราไม่ควรทำให้เสียประเพณี ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากินได้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ จะไม่ให้ทานแก่ผู้ที่หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนอย่างฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษีวามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษี วาเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษีและภคุฤาษี ผู้บูชามหายัญ ฉะนั้น และไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานนี้ จิตจะเลื่อมใสจะเกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต(จิตตาลังการัง) เขาให้ทานเช่นนั้นแล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหม เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว เป็นผู้ไม่ต้องกลับมา คือ ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ดูกรสารีบุตร นี้แลเหตุปัจจัยเป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก และเป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ จบสูตรที่ 9 ถ้าไม่มุ่งหวัง ไม่มีผลผูกพันในทาน ไม่สั่งสมจิตต่างๆว่าตายไปจะมีภพชาติให้ได้เสวย ถ้าคนอย่างนี้เป็นพรหมแต่ถึงแม้เป็นพรหมก็ยังมีภพเป็นสวรรค์ซ้อน ดีนะที่คุณไม่ตั้งจิตแบบนั้น คุณส่วนใหญ่ทำทานแล้วตั้งภพไหม ผูกพันไหม สั่งสมไหม ทำแล้วจะได้รับภายหน้า ตายไปจะได้รับผล คนยังมีจิตนี้เมื่อมาทำทานแล้วคุณก็ยังไม่ได้ทิ้งอันนี้ คุณแย่งมาได้ก็เอามาเสพสุข เสพแล้วก็อยากได้ได้อยู่นานๆ คุณอยากอันใดคุณทุกข์อันนั้น จะต้องไปเป็นจตุมหาราชิกาแย่งชิงมาทั้งนั้น ถ้าทุจริตแรงก็บาปหนัก ไม่แรงก็เอาของเขา แต่ไม่ได้ให้ ไม่ได้ทาน เราทำของเราได้โดยสุจริต เราสร้างเราผลิตเราได้เราก็ไม่เบียดเบียนใครเลี่ยงตนรอด เหลือก็เอาไปให้ทานเอาไปแจกจ่ายผู้อื่น อย่างนี้เป็นทานสุจริต ไม่หวังอะไร ทำแล้วได้เลย อย่างอาตมาเทศน์เป็นงาน คนอื่นจะทำงานก็ตีราคาอย่างสื่อสารไม่ได้ปลูกข้าวแต่ก็ทำงานอื่นถัวกันไป สรุปแล้วลึกซึ้งมาก ชีวิตมีทาน แล้วชีวิตฝึกกันทานนี่แหละคุณจะเป็นอรหันต์หรือเป็นพระพรหม.... ตอนนี้เห็นพวกเราพร้อมหน้าพร้อมตา ทำอย่างไรดินหนองแดนเหนือจะมีประชากรมาเท่านี้หนอ ที่นี่เป็นสถานที่สัปปายะ มีธรรมชาติที่ดีมาก เราก็สามารถเอามาทำเป็นอาหารเป็นยา มีวัตถุดิบเยอะ มีต้นยางเป็นทิวแถว ระยะเวลาเกือบ 30 ปี น่าจะมาอยู่มาบูรณะ ตอนนี้สังคมต้องการ เศรษฐกิจสังคมชุมชนพอเพียง ที่คนทั้งโลกเริ่มขานรับแล้ว อาตมามีหนังสือ Sufficiency Thinking เขารวบรวมสิ่งจริงในเมืองไทยออกมา แต่ไม่ระบุตรงๆ ว่าของอโศกมีอย่างนั้นอย่างนี้แต่เนื้อหาความเป็นไปเหมือนชาวอโศกทำ สรุปแล้ว ถ้าชาวอโศกเห็นความสำคัญในความสำคัญว่ามาทางนี้จะตัดภพชาติตัดหนี้บาปหนี้เวรภัยจริงๆ มาพึ่งตนเองรอดแล้วพึ่งพวกเราพึ่งสาธารณโภคี เราไม่ไปเป็นหนี้สินทางโน้น ทุกวันนี้อโศกเราไม่เป็นหนี้ธนาคารหรือที่อื่น เราสามารถเกื้อกันได้ เราทำได้เป็นสาธารณโภคีนี้สุดยอด ทำอย่างไรพวกคุณจะมีใจมีปัญญาถึงที่จะมารังสรรวิถีชีวิตดำเนินชีวิตแบบนี้ ใครไม่ใครก็อ.ชูชาติเมื่อไหร่จะมาก่อน อ.อรพิณด้วย พอเสียที ได้แต่หวงแหนต้นไม้ไว้ ก็เป็นเสนาสนสัปปายะ มาให้คนมาอยู่เป็นบุคคลสัปปายะ สร้างอาหารสัปปายะ ให้มีธรรมะสัปปายะ ใครมาก่อนก็ทำก่อน สร้างสรรรังสรรไปเหมือนชุมชนอโศกต่างๆ ให้มีปริมาณคุณภาพดีขึ้น สังคมต้องการมาก เศรษฐกิจพอเพียงเป็น Demand ที่ต้องการมากในสังคมโลก จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน