590724_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ความหมายของฌาน.docx
เนื้อหาในไฟล์
590724 วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ความหมายของฌาน
ส.เพาะพุทธว่า....วันนี้วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม 2559 ที่สันติอโศก วันนี้พ่อครูจะได้มาสาธยายเรื่องฌาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้เข้าใจผิดเพี้ยนไปจากความหมายที่แท้จริงที่พระพุทธเจ้าสอน และก็มีอีกหลายคำที่ผิดเพี้ยนไป เช่น คำว่าบุญ คำว่ากาย เป็นต้น
คลาดเคลื่อนถ้อยคำ
คำว่า บุญ บิดเบือน เบี่ยงบ่าย มีความหมายคับแคบแบบกุศล คำว่า กาย หมายอ้างแค่ร่างคน ไม่ยินยล ถึงจิต มโน วิญญาณ
แม้คำว่า สมาธิ ยังเปลี่ยนทิศ สะกดจิต หลับตา น่าสงสาร การทำใจในใจ คือ มนสิการ มิจฉาปฏิบัติ จัดการ อยู่เกรียวกราว (เก็บความจาก ศิลปะโลกุตระ 39-40)
ส่วนบุญ
พระเสขะ เป็นเปรต กิเลสเหลือ รอส่วนบุญ มาจุนเจือ จิตแจ่มจ้า เป็น ปรทัตตูชีวกเปรต สานเจตนา ปุญญภาคิยา ยลยิน จิตวิญญาณ
รับส่วนบุญทุกกระบวนลดส่วนบาป กิเลสหยาบกลางละเอียดสะอาดสะอ้าน เมื่อโปรดเปรตกิเลสหมดจากดวงมาน ถึงนิพพาน ผ่านฐานะ อเสขบุคคล (เก็บความจาก ศิลปะโลกุตระ น.36-37)
พ่อครูว่า...คำว่า “ฌาน”คือการเพ่งเผา เป็นพลังงานที่สามารถสลายไฟแห่งราคะโทสะโมหะได้ เตโชธาตุเป็นธาตุที่มีพลังงานร้อนแรงสามารถสลายอะไรได้ดีที่สุด ในบรรดาธาตุทั้ง4 ดินน้ำไฟลม พลังงานไฟนี้จึงมีประสิทธิภาพสลายอะไรอย่างอื่นได้เหนือกว่าพลังงานอื่นๆ คือคำว่า ฌา ฌาน ฌายะ ก็แจกวิภังค์ไปได้ในคำว่าฌาน ก็เกี่ยวกับพลังงานที่ใช้สลาย ผู้ใดที่ทำให้ธาตุวิญญาณ ธาตุจิต ซึ่งเป็นพลังงานที่สัตว์โลกในระดับมนุษย์ใช้เป็น สัตว์โลกสูงสุดก็คือคนที่จะมีประสิทธิภาพที่จะใช้พลังงานนี้ได้ เอาพลังงานจิตมาสลายอันนี้ได้ มีคนประเมินว่าคนที่สามารถเอาพลังงานจิตมารวมได้สูงสุดสามารถทำพลังงานได้เท่าเทียมกับอาทิตย์ แล้วมันกี่ล้านองศานี
อ่านต่อ
่ ก็เกินเชื่อ อาตมาก็ยังไม่เชื่อเพราะยังทำไม่ได้ แต่ก็ฟังไว้ก่อน ที่พูดนี้ไม่ต้องเอาไปละลายพลังงานอะไรหรอกแต่ให้เอาไปละลายพลังงานที่เป็นพลังงานราคะโทสะโมหะ ในตัวเรานี่แหละ เราก็พลังงานฌานมาจัดการ อันนี้อาตมาทำแล้วทำได้ทำเป็น ก็เท่าที่อาตมาทำได้ แล้วลักษณะพลังงานไฟราคะหรือกามเป็นอย่างไร? เราต้องรู้ด้วยตนเองอาการนี้ออกว่าอาการกาม มันเกิดตอนสัมผัสเสียดสีแล้วชื่นใจ ส่วนโทสะหรือพยาบาทหรือความโกรธ พลังงานนี้มันต้องการจะทำร้ายทำลายอันอื่น มันมีลักษณะของมันแต่ละอย่าง ผู้ที่มีพลังงานเหล่านี้แล้วอ่านอาการเหล่านี้ออกเข้าใจได้ว่าอาการอย่างนี้มันเกิดที่เรา ราคะโทสะโมหะเป็นอย่างนี้ อาการมันต่างกัน ถ้าเราสัมผัสสิ่งใดและเกิดอาการกาม เราก็ทำอาการของฌานขึ้นมา ที่จะไปจัดการพลังงานที่มันเกิดอาการของกามราคะ ให้ลดลงหรือให้ดับสิ้นลงไปเลย เราก็จะรู้ว่าทำได้แล้วมันเป็นเช่นนี้จริงๆ ยิ่งคุณทำได้เป็นประสิทธิภาพก็จะชัดเจนว่ามันใช่เลย คุณจะไม่ได้เชื่อใครก็จะเชื่อตัวเองก็ตัวเองทำเองเป็นเองได้เอง สลายไปจนกระทั่งกามในจิตคุณไม่เกิด แม้จะมีเหตุปัจจัยนั้นๆ สัมผัสกับภายนอกอยู่ ไม่ใช่ไปนึกคิดเข้าข้างในมันขึ้นมาว่ากามคืออย่างไร แต่จะต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายกระทบสัมผัสภายนอกด้วย แล้วเกิดอาการชอบใจหรือไม่ชอบใจ ถ้าไม่ชอบใจก็เรียกว่าโทสะหรือพยาบาท เราก็อ่านอาการให้ชัดเจนไม่เอาทั้งพยาบาทไม่เอาทั้งกาม เราปฏิบัติจนกระทั่งเราสัมผัสด้วยตาหูจมูกลิ้นกายเราก็อ่านอาการใจว่ามันไม่เกิดอาการ กามราคะโทสะ จิตใจเราก็ไม่เกิดอาการกามไม่เกิดพยาบาทเราก็รู้ว่าเรานี่ไม่ใช่คนธรรมดาแล้วเป็นอรหันต์เข้าแล้วทำไมมันไม่มีอาการกามกับพยาบาท ถ้าคุณอ่านไม่ชัดไม่ชัดเจนหลอกตัวเองก็ไม่ได้จริงแต่ถ้าเราอ่านอาการแล้วจิตใจเราว่างจริงๆ จากกามกับพยาบาท ชัดเจนในสภาพที่สัมผัสจริง เมื่อมั่นใจว่า ไม่ว่าจะกระทบสัมผัสกี่อย่าง เมื่อใด ตั้งใจไม่ตั้งใจ รู้ตัวหรือทีเผลอก็ไม่เกิดอาการ เราก็จะรู้ว่าเราเป็นอรหันต์ได้รอบทิศ ทุกสิ่งในโลกหรือนอกโลกก็ไม่รู้ได้ แต่ในโลกเราสัมผัสแล้วทุกอย่าง แม้ไม่ทุกอย่างเราก็รู้ว่าเราได้ไม่น้อยแล้ว จนเกือบจะหมด จนกระทั่งหมด คุณก็อ่านของตัวเอง หรือหลงหลุดรอดไปเท่าไหร่ก็ตาม ถ้าไม่หลุดรอดก็ครบ
มาอ่านบทความของ คอลัมน์สองวัย ของคุณบางกอกเกี้ยน ในนสพ.เพาะพุทธมติชนรายวัน 22 ก.ค. 59 เรื่องการทำสมาธิเป็นเรื่องเฉพาะตัวแต่ทำร่วมกันเป็นหมู่ได้ การปฏิบัติจะมากจะน้อยจะได้หรือไม่อย่างไรเร็วช้าขึ้นกับบุคคลนั้น ไม่กำหนดว่าปฏิบัติสมาธิเป็นเวลาเท่านั้นเท่านี้ชั่วโมงจะได้สมาธิขั้นนั้นขั้นนี้ แต่การทำสมาธิมีประโยชน์แน่นอนมากน้อยเร็วช้าขึ้นกับปัจจัยหลายประการอยากทราบว่าเป็นอย่างไรสอบถามได้ที่ครูอาจารย์ผู้รู้จะรับคำตอบที่ถูกต้อง อีกขั้นตอนหนึ่งหลังจากปฏิบัติสมาธิแล้วเกิดกระแสจิตผ่านระหว่างดังกล่าวเมื่อวานนี้ต่อจากนั้นตามตำราจะเกิดฌาน ฌานคือความสุขที่เกิดในในขณะทำสมาธิมี 8 ขั้นคือ (ยบ พ่อครูว่า ฌานไม่ใช่อารมณ์แต่คุณคนนี้บอกว่าเป็นอารมณ์สุข) ปฐมฌานหรือฌานขั้นที่ 1 ประกอบด้วยองค์ 5 มีวิตก(คำบริกรรม) วิจาร ปีติ(เกิดแสงเกิดเหมือนตัวเบาลอย) สุข (ความเอิบอิ่มปลอดโปร่งเบากายเบาใจ) เอกัคคตา (จิตมีความเป็นหนึ่งเดียวไม่คิดฟุ้งซ่าน) ทุติยฌานหรือฌานขั้นที่ 2 ประกอบด้วยองค์ 3 มีปีติสุข เอกัคคตา ตัด วิตกวิจารออก ตติยภูมิหรือฌานขั้นที่ 3 ประกอบด้วยองค์2 คือ สุข เอกัคคตา ตัดปีติออก จตุตถฌานหรือฌานขั้นที่ 4 ประกอบด้วยองค์2 คืออุเบกขาเอกัคคตาเป็นจิตที่ตัดความสุขออกไปกลายเป็นการวางเฉยๆ กับจิตเป็นหนึ่งเดียว เมื่อมาถึงฌานขั้นที่ 4 เป็นรูปฌานสามารถผลิตพลังจิตได้ ต่อไปขั้นที่ 5 ถึงขั้นที่ 8 เป็นอรูปฌานมีแต่ความสุขเท่านั้นแต่เป็นการสูบกินพลังจิตที่เรากระทำสะสมไว้หมดไปได้จึงไม่ควรดำรงอยู่ในฌานนี้นานเกินไปจนที่สุดเรียกว่าหลงในฌาน ฌานขั้นต่อไปเป็นขั้นที่ 5 เรียกว่าอากาสานัญจายตนฌาน มีแต่ความว่างเปล่าไม่มีอารมณ์อื่นใดมาเจือปน ความว่างเปล่าคือเป็นอากาศเป็นสิ่งที่โล่งเยือกเย็นละมุนละไมดุจปุยนุ่น ฌานขั้นที่ 6 เรียกว่าวิญญาณนัญจายตนฌาน การกำหนดเฉพาะความรู้คือวิญญาณหมายถึงอยู่กับความรู้ในกายทิพย์ ฌานขั้นที่ 7 เรียกว่าอากิญจัญญายตนฌาน มีแต่ความว่างเปล่าจิตละจากทุกอารมณ์จนไม่มีอะไร ฌานขั้นที่ 8 เรียกว่าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน สัญญาแปลว่าความหมายคือจะว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ จิตเข้าสู่กายทิพย์ด้วยพลังอำนาจจนไม่ต้องคำนึงถึงกายทิพย์ เพราะพลังอำนาจได้ผลักดันทุกสิ่งให้หมดความรู้สึก ต่อไปคืออาทิสมานกายหรือกายละเอียดหรือกายทิพย์ เมื่อสะสมพลังจิตจนเพียงพอกับความต้องการ จิตสามารถสัมผัสกับกายทิพย์ได้ กายทิพย์จะอยู่ในตัวสิ่งที่มีชีวิตทุกคนแต่ไม่สามารถสัมผัสได้ขณะที่ยังไม่หมดความรู้สึกจากกายหยาบ เมื่อไม่หมดความรู้สึก จากกายหยาบเช่นนอนหลับสนิทจิตจะเข้าไปสัมผัสกายทิพย์และได้พลังงานจากกายทิพย์กลับมา เมื่อตื่นนอนจะรู้สึกสดชื่นแจ่มใสปลอดโปร่งมีพละกำลังจะดำเนินกิจประจำวันต่อไปได้ คือได้พลังจิตจากธรรมชาติ เมื่อฝึกสมาธิกระทั่งได้ฌานเป็นขั้นที่ 8 แล้วรับรู้ถึงกายทิพย์ต่อไปคือเกิด ญาณ ความรู้สู่ความสำเร็จเมื่อมีพลังจิตเพียงพอจนเกิดทิพยจักษุญาณ ตาทิพย์ ผู้ปฏิบัติสามารถระลึกชาติแต่หนหลังได้รู้ในการจุติของสัตว์โลกรู้เหตุการณ์ในอดีตอนาคต รู้ในการกำจัดกิเลส วันนี้ว่าถึงเรื่องสมาธิก่อนอย่าเพิ่งเลยไปถึงการทำวิปัสสนาซึ่งเป็นการปฏิบัติชั้นสูง ความรู้เรื่องการปฏิบัติสมาธิตามหลักพระพุทธศาสนาต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเองแต่ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติเพื่อให้ทราบถึงวิธีการที่ถูกต้องควรเรียนรู้จากครูอาจารย์ที่รู้เรื่องนี้ดีกว่าลงมือโดยไม่มีความรู้นะจ๊ะน้องหนู ขออภัยคุณบางกอกเกี้ยนที่อาตมาพูดเหมือนข่มคุณ
_ฌาน ในความหมายจาก พจนานุกรมแปล ไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน [ชาน] น. ภาวะที่จิตสงบแน่วแน่เนื่องมาจากการเพ่งอารมณ์ การเพ่งอารมณ์จนจิตแน่วแน่เป็นสมาธิ เรียกลักษณะการทําจิตให้สงบตามหลักทางศาสนาว่า เข้าฌาน เช่น พระเข้าฌาน ฤษีเข้าฌาน โดยปริยายหมายถึงนั่งหลับหรือนั่งเหม่อใจลอยไม่รับรู้อะไร เรียกว่า เข้าฌาน ฌานนั้นจัดเป็น 4 ชั้น เรียกชื่อตามลําดับที่ประณีตขึ้นไปกว่ากัน คือ ปฐมฌาน ได้แก่ ฌานที่ 1 มีองค์ 5 คือ ยังมีตรึก ซึ่งเรียกว่า วิตก มีตรอง ซึ่งเรียกว่า วิจาร เหมือนอารมณ์แห่งจิตของคนสามัญ มีปีติ คือความอิ่มใจ มีสุข คือความสบายใจอันเกิดแต่วิเวกคือความเงียบ และประกอบด้วยจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งลงไปซึ่งเรียกว่า เอกัคตา ทุติยฌาน ได้แก่ ฌานที่ 2 มีองค์ 3 คือ ละวิตกวิจารเสียได้ คงอยู่แต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิกับเอกัคตา ตติยฌาน ได้แก่ ฌานที่ 3 มีองค์ 2 คือ ละปีติเสียได้ คงอยู่แต่สุขกับเอกัคตา จตุตถฌาน ได้แก่ ฌานที่ 4 มีองค์ 2 เหมือนกัน ละสุขเสียได้กลายเป็นอุเบกขาคือเฉย ๆ กับเอกัคตา ฌานทั้ง 4 นี้จัดเป็นรูปฌาน เป็นรูปสมาบัติ มีรูปธรรมเป็นอารมณ์ สงเคราะห์เข้าในรูปาวจรภูมิ. (ป.ส. ธฺยาน). (พ่อครูอธิบายปีติว่าต้องปฏิบัติให้เกิดปีติ แต่ อย่าให้มีมากเกินแรงเกิน แต่ให้บางเบากระจายไปทั่งอาการ 32 ไม่ให้มีแรงมาก หรือให้เป็นก้อน ไม่ให้ปีติมีมากแรง แล้วเราไปติดยึด หากไม่ได้ก็เกิดความทุกข์ขึ้นมาซ้อนได้อีก ก็อย่าให้มีอาการเช่นนั้น)
_ฌาน ตามพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ฌาน 2 (การเพ่ง, การเพ่งพินิจด้วยจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่ - meditation; scrutiny; examination) 1. อารัมมณูปนิชฌาน (การเพ่งอารมณ์ ได้แก่ สมาบัติ 8 คือ รูปฌาน 4 และ อรูปฌาน 4 - object-scrutinizing Jhana) 2. ลักขณูปนิชฌาน (การเพ่งลักษณะ ได้แก่ วิปัสสนา มรรค และผล - characteristic-examining Jhana) วิปัสสนา ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะพินิจสังขารโดยไตรลักษณ์ มรรค ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะยังกิจแห่งวิปัสสนานั้นให้สำเร็จ ผล ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะเพ่งนิพพานอันมีลักษณะเป็นสุญญตะ อนิมิตตะ และอัปปณิหิตะ อย่างหนึ่ง และเพราะเห็นลักษณะอันเป็นสัจจภาวะของนิพพาน อย่างหนึ่ง ฌานที่แบ่งเป็น 2 อย่างนี้ มีมาในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา.
_ฌาน จาก โดยอาจารย์การุณย์ บุญมานุช (เอามาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ) (Gotoknow.org) ฌานเป็นแผ่นขาว ใส เกิดจากขยายดวงธรรมให้โตออกแล้วกายธรรมนั่งบนนั้น ลักษณะของฌานนั้น กลมคล้ายเขียงที่เราให้หั่นผักศูนย์กลาง 2 ว่า หนา 1 คืบ หากเป็นฌานของกายธรรมก็มีขนาดโตยิ่งขึ้นไป ฌานทำหน้าที่เป็นพาหนะให้แก่กายทำให้กายไปไหนมาไหนได้เร็ว อารมณ์ฌานกับแผ่นฌานไม่เหมือนกัน แผ่นฌานคือการขยายดวงธรรมให้โต คือวิชาที่เราจะทำต่อไปนี้ ส่วนอารมณ์ฌานนั้น เกิดจากสภาพใจที่สงบระงับ เช่น ปฐมฌาน มีองค์ 5 ได้แก่ วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคตา เรามักได้ยินคำ วิตกวิจารณ์ แปลว่า เป็นทุกข์กังวลใจ อย่าปนกับวิตกและวิจาร คำวิตก แปลว่า ตรึก นึก ตรอง คำวิจาร แปลว่า ใคร่ครวญโดยปัญญา วิตก หมายความว่า ใจประคองดวงนิมิตได้ ไม่เผลอไปเรื่องอื่นเลย อารมณ์เรายึดมั่นแต่นิมิตเท่านั้น มาถึงขั้นวิจาร หมายความว่า ประคองใจให้ถูกส่วนว่าจะวางใจอย่างไรเช่นไรเป็นขั้นใช้ปัญญา คำทางพระทั้ง 2 คำนี้ ทำความยุ่งยากใจพอสมควร นักปฏิบัติเขาไม่ห่วงเรื่องถ้อยคำ แต่นักวิชาการเขาเคร่งครัด อารมณ์ฌานในเรื่องวิตกก็คือ ไม่เผลอและไม่ง่วงนอน พอถึงขั้นวิจารไม่มีความลังเลสงสัย พอถึงขั้นปิติ เกิดขนลุกบ้าง เกิดความโปร่งใจบ้าง เกิดความพอใจ พอถึงขั้นสุข ก็คือสบายใจแล้วอย่างนี้ดีแล้ว พอถึงขั้นใจดิ่งคือใจเป็นหนึ่ง ก็คือขั้นเอกัคตารมณ์ อารมณ์เช่นนี้เกิดขึ้นแก่ผู้ฝึกทำภาวนาไม่ว่าสายใด ๆ แต่แผ่นฌานไม่เกิดแก่กาย ไม่รู้จักว่าฌานมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร และอยู่ที่ไหนแต่การเจริญภาวนาแนว สัม มา อะ ระ หัง เราทำได้ทั้งอารมณ์ฌาณและเกิดแผ่นฌาน ต้องขอขอบคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำสักร้อยครั้ง เพราะใคร ๆ ก็อยากทำฌานกันทั้งนั้น เพราะสบายใจ เกิดความสุขทางใจ ไปค้นคว้าในปิฎก พบแต่เรื่องอารมณ์ฌาน ส่วนวิธีทำแนวปฏิบัติ รูปพรรณสัณฐานไม่มี และศึกษาค้นคว้าที่ใดไม่ได้ด้วย เคราะห์กรรมจึงมีแก่ผู้ใฝ่รู้ทั้งหลาย เพราะเราไม่รู้วิธีทำ ชีวิตของเราจบลงด้วยความไม่รู้ แต่ด้วยมีอุปนิสัยมาแต่ปุเรภพชาติ ค้นคว้าธรรมไปตามคติของตน พบวิชาบ้าง ก็เป็นวิชาของมารเขาหรือวิชาของพระปนของมาร บัดนี้เป็นโอกาสดีแล้ว หลวงพ่อวัดปากน้ำมาชี้ขาดในทุกเรื่องแล้ว ขอเชิญท่านเรียนได้ตามใจชอบ ทุติยฌาน มีอารมณ์ฌาน 3 คือ 1. ปิติ 2. สุข 3. เอกัคตา ตติยฌาน มีอารมณ์ฌาน 2 คือ 1. สุข 2. เอกัคตา จตุตถฌาน มีอารมณ์ฌาน 2 คือ 1. เอกัคตา 2. อุเบกขา อากาสานัญจายตนะ พิจารณาอากาศว่าเป็นความว่างเปล่าปราศจากอารมณ์โดยกำหนดให้อากาศเป็นวงกลม วิญญาณัญจายตนะ เพ่งอากาศที่เป็นวงกลมให้ว่างจากนั้นจะเห็นความใสยิ่งกว่าอากาศ มีลักษณะเป็นวงกลมเช่นเดียวกัน เราจะเกิดความรู้สึกว่า ความใสอันเป็นวงกลมนั้นมีวิญญาณ คือมีชีวิตจิตใจอยู่ก็ไม่ใช่จะว่าไม่มีชีวิตจิตใจก็ไม่เชิง ยังคาบลูกคาบดอก อาจิญจัญญายตนะ เมื่อดวงกลมใสจะมีวิญญาณก็ไม่ใช่ ไม่มีวิญญาณก็ไม่เชิงได้หายไปแล้ว เกิดความรู้สึกทางใจขึ้นมาใหม่ คือรู้สึกว่าไม่มีอะไรอีกแล้ว ว่างจนกระทั่งไม่มีอะไร เนวสัญญานาสัญญายตนะ เมื่อความรู้สึกว่างจนไม่มีอะไร ได้หายไปแล้วจะเกิดอารมณ์คือความรู้สึกอย่างใหม่เกิดขึ้นคือ จะรู้สึกตัวก็ไม่ใช่ จะว่าไม่รู้สึกตัวก็ไม่ใช่ เป็นลักษณะคาบลูกคาบดอก คือจะว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่จะว่าไม่มีสัญญาก็ไม่เชิง นี่คืออารมณ์ของเนวสัญญานาสัญญายตนะ สัญญา แปลว่า จึงได้หมายรู้ พ่อครูว่า… เขาก็อธิบายสิ่งที่เขารู้ เราก็อ่านก็ฟังเขาแล้วอันไหนดีตามที่เราเห็นเราก็เอา แต่ว่าอันไหนไม่ดีตามเราเห็นเราก็ไม่เอาทีนี้มาดูในพระไตรปิฏก...
_จากพระไตรปิฏก ล.1 ข.3 ทรงอุปมาด้วยลูกไก่ [3] ดูกรพราหมณ์ เปรียบเหมือนฟองไก่ 8 ฟอง 10 ฟอง หรือ 12 ฟอง ฟองไก่เหล่านั้น อันแม่ไก่พึงกกดีแล้ว อบดีแล้ว ฟักดีแล้ว บรรดาลูกไก่เหล่านั้น ลูกไก่ตัวใดทำลายกะเปาะฟอง ด้วยปลายเล็บเท้า หรือด้วยจะงอยปาก ออกมาได้โดยสวัสดีก่อนกว่าเขา ลูกไก่ตัวนั้นควรเรียกว่ากระไร จะเรียกว่าพี่หรือน้อง. ว. ท่านพระโคดม ควรเรียกว่าพี่ เพราะมันแก่กว่าเขา. ทรงแสดงฌาน 4 และวิชชา 3 ภ. เราก็เหมือนอย่างนั้นแล พราหมณ์ เมื่อประชาชนผู้ตกอยู่ในอวิชชา เกิดในฟองอันกะเปาะฟองหุ้มห่อไว้ ผู้เดียวเท่านั้นในโลก ได้ทำลูกไก่ตัวนั้นทำลายกะเปาะฟอง คือ อวิชชา แล้วได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม เรานั้นเป็นผู้เจริญที่สุด ประเสริฐที่สุดของโลกเพราะความเพียรของเราที่ปรารภแล้วแล ไม่ย่อหย่อน สติดำรงมั่นไม่ฟั่นเฟือน กายสงบ ไม่กระสับกระส่าย จิตตั้งมั่น มีอารมณ์เป็นหนึ่ง. ปฐมฌาน เรานั้นแล สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม ได้บรรลุปฐมฌาน มีวิตกมีวิจาร มีปีติและสุขซึ่งเกิดแต่วิเวกอยู่. ทุติยฌาน เราได้บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิต ณ ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร เพราะวิตก วิจาร สงบไป มีปีติและสุขซึ่งเกิดแต่สมาธิอยู่. ตติยฌาน เรามีอุเบกขาอยู่ มีสติ มีสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไปได้บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ มีสุขอยู่ ดังนี้ อยู่. จตุตถฌาน เราได้บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่.
_นอกจากนั้นยังมีในพระไตรปิฏก ล.9 ตั้งแต่สามัญผลสูตร ได้กล่าวถึงฌานไว้อีก
_โสณทัณฑสูตร ล.9 ข.193 คือพระพุทธเจ้าตรัสกับโสณทัณฑพราหมณ์ว่า ไม่ว่าจะตระกูล หรือที่มา รูปร่างหน้าตา หรือความรู้ใดๆ ถ้าไม่มีก็สามารถเป็นพราหมณ์ที่แท้จริงได้ แต่ว่าศีลและปัญญานั้นผู้เป็นพราหมณ์ที่แท้จริงขาดไม่ได้ 193] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ บรรดาองค์ 2 นี้ ยกเสียองค์หนึ่งแล้วบุคคลผู้ประกอบด้วยองค์เพียง 1 อาจจะบัญญัติว่าเป็นพราหมณ์ได้หรือไม่ และเมื่อเขาจะกล่าวว่าเราเป็นพราหมณ์ ก็พึงกล่าวได้โดยชอบ ทั้งไม่ต้องถึงมุสาวาทด้วย พราหมณ์โสณทัณฑะทูลว่าข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้อนี้ไม่ได้ เพราะว่าปัญญาอันศีลชำระให้บริสุทธิ์ และศีลอันปัญญาชำระให้บริสุทธิ์ ศีลมีในบุคคลใด ปัญญาก็มีในบุคคลนั้น ปัญญามีในบุคคลใด ศีลก็มีในบุคคลนั้นปัญญาเป็นของบุคคลผู้มีศีล ศีลเป็นของบุคคลผู้มีปัญญา และนักปราชญ์ย่อมกล่าวศีลกับปัญญาว่าเป็นยอดในโลก เหมือนบุคคลล้างมือด้วยมือ หรือล้างเท้าด้วยเท้าฉะนั้น . อาตมาก็เคยบอกว่าศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ ทิ้งไม่ได้ จิตเป็นลูก ที่เป็นโอปปาติกสัตว์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเราเป็นพ่อ มีโมคคัลลานะกับสารีบุตรเป็นแม่ ช่วยกันดูแลภิกษุให้เกิดบรรลุธรรม พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า กัสสปะนี้เทียบเท่าเรา ส่วนสารีบุตรนี้เทียบเท่าเรา นั่นคือกัสสปะ เป็นฝ่ายเจโต ส่วนปัญญาเป็นฝ่ายสารีบุตร ส่วนพระพุทธเจ้านั้นก็มีทั้งสองส่วน จึงเหนือกว่าทั้งสองท่าน [194] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้อนี้เป็นอย่างนั้นปัญญาอันศีลชำระให้บริสุทธิ์ ศีลอันปัญญาชำระให้บริสุทธิ์ ศีลมีในบุคคลใด ปัญญาก็มีในบุคคลนั้น ปัญญามีในบุคคลใด ศีลก็มีในบุคคลนั้น ปัญญาเป็นของบุคคลผู้มีศีล ศีลเป็นของบุคคลผู้มีปัญญา และนักปราชญ์ย่อมกล่าวศีลกับปัญญาว่าเป็นยอดในโลก เหมือนบุคคลล้างมือ [194] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้อนี้เป็นอย่างนั้นปัญญาอันศีลชำระให้บริสุทธิ์ ศีลอันปัญญาชำระให้บริสุทธิ์ ศีลมีในบุคคลใด ปัญญาก็มีในบุคคลนั้น ปัญญามีในบุคคลใด ศีลก็มีในบุคคลนั้น ปัญญาเป็นของบุคคลผู้มีศีล ศีลเป็นของบุคคลผู้มีปัญญา และนักปราชญ์ย่อมกล่าวศีลกับปัญญาว่าเป็นยอดในโลก เหมือนบุคคลล้างมือด้วยมือ หรือล้างเท้าด้วยเท้าฉะนั้น ดูกรพราหมณ์ ศีลนั้นเป็นไฉน ปัญญานั้นเป็นไฉนพราหมณ์โสณทัณฑะทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พวกข้าพระองค์มีความรู้เท่านี้เอง เมื่อเนื้อความมีเช่นไร ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้จงแจ่มแจ้งแด่พระโคดมผู้เจริญเองเถิด. [195] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ ถ้าอย่างนั้นท่านจงฟัง จงตั้งใจให้ดีเราจักกล่าว พราหมณ์โสณทัณฑะรับสนองพระพุทธพจน์แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้กะพราหมณ์โสณทัณฑะนั้นว่า ดูกรพราหมณ์ พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชา และจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลกมารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลางงามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง คฤหบดี บุตรคฤหบดี หรือผู้เกิดเฉพาะในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ย่อมฟังธรรมนั้นครั้นฟังแล้ว ได้ศรัทธาในพระตถาคต เมื่อได้ศรัทธาแล้วย่อมเห็นตระหนักว่า ฆราวาสคับแคบเป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์ ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิต สมัยต่อมา เขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ละเครือญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิตเมื่อบวชแล้วสำรวมระวังในพระปาติโมกข์อยู่ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อยสมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบด้วย กายกรรม วจีกรรม ที่เป็นกุศลมีอาชีพบริสุทธิ์ ถึงพร้อมด้วยศีล คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ. คนเขาแปลคำว่าฌาน เป็นลักษณะการกดข่ม สะกดจิต แต่แท้จริงฌานไม่ใช่ข่มแต่คือเพ่งรู้แล้วมีพลังงานปัญญาเผาได้ ที่เป็นพลังงานปัญญาที่สลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ เมื่อเราทำให้ไฟฌาน ไฟปัญญานี้เกิด เกิดแล้วก็สลายได้เองเลย ใครทำได้ก็จะรู้ว่าตถตาเป็นเช่นนี้เอง เห็นแล้วรู้แล้วในเราเป็นเช่นนี้เอง เป็นเช่นนี้เอง ตถตา อาตมาเคยขยายได้ 3 แบบ 1. ตถตายถากรรม รู้เห็นเป็นเช่นนั้นเองตามธรรมชาติ ห่านก็คอยาวๆ 2. ตถตามิจฉาทิฏฐิ ไปเข้าใจว่าอะไรก็เป็นของมันอย่างนั้นๆ อย่าไปยุ่งกับมัน ตัดเราออกไปเลย 3. ตถตาแบบสัมมาทิฏฐิ เราเข้าไปศึกษาจนเราเป็นของเราได้เอง สูงไปกว่านั้นเอง มันเป็นเช่นนั้นเอง คือเราได้เองอันหนึ่งของเราเป็นเองที่เราเอง และสอง มันอัตโนมัติ เป็นโดยเราไม่ต้องใช้สติสัมปชัญญะเลยเป็นอัตโนมัติ สูงสุดเลย ส.เพาะพุทธว่า… ศีลกับปัญญา เหมือนคนล้างมือด้วยมือล้างเท้าด้วยเท้า และปัญญากับฌานนั้น เป็นสิ่งคู่กัน ดูกรภิกษุ เธอจงเพ่ง และอย่าประมาท จิตของเธอหมุนไปในกามคุณ เธออย่าเป็นผู้ประมาทกลืนก้อนโลหะอย่าถูกไฟเผาคร่ำครวญว่านี้ทุกข์ ฌานไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญาปัญญาไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นแลอยู่ในที่ใกล้นิพพาน (นตฺถิ ฌาน อปฺสฺส ปฺา นตฺถิ อฌายโต 3 ยมฺหิ ฌานฺจ ปฺา จ ส เว นิพฺพานสนฺติเก ฯ) พ่อครูว่า...เป็นธรรมะสองที่ทำงานแล้วจะได้อันที่สามเป็นผลขึ้นมา เป็นสามเส้าที่เกิดในมหาจักรวาล สองเส้าคืออิตถีภาวะกับปุริสภาวะ จะบอกว่าอันไหนเด่นก็เด่นทั้งคู่ จะว่าตัวจบคือปุริสภาวะ แต่ตัวเกิดคือปุริสภาวะ ถ้าเทียบคู่โพชฌงค์ 7 กับมรรค 8 เป็นคู่สำคัญ แล้วอะไรคือแม่อะไรคือพ่อ สำหรับอาตมาโพชฌงค์7 เป็นพ่อ ส่วนมรรค 8 คือแม่ ของอาตมานะ ส่วนของคนอื่นก็แล้วแต่
จบ