590703_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก จาริกต่างจากธุดงค์หรือไม่อย่างไร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์340 KB
วันที่แก้ไข13 มีนาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590703 วิถีอาริยธรรม สันติอโศก จาริกต่างจากธุดงค์หรือไม่อย่างไร

ส.เพาะพุทธ ว่า...วันนี้วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2559 ที่ สันติอโศกอโศกพ่อครูจะได้มาสาธยายประเด็นที่ต่อเนื่องจากการสัญจรไปภาคอีสานเหนือ เป็นประเด็นเกี่ยวกับการจาริก หรือธุดงค์ ส.เพาะพุทธได้สรุปคำเทศน์ที่พ่อครูได้เทศนามาก่อนหน้านี้เป็นเนื้อหาที่สั้นกระชับได้ใจความสำคัญอย่างดี พ่อครูว่า อาตมาก็กลับมาจากจาริกไปอีสานเหนือ จาริกคือสรรจรท่องไป ไม่ได้ทัวร์นะ ทัวร์คือเที่ยวเพลิดเพลิน แต่นี่ไปทำงานมา 4 จังหวัด ก็ไปเผยแพร่ให้คนที่ต้องการได้ธรรมะ เป็นงานที่อาตมาลาจากทางโลกมาที่เคยล่าโลกธรรมใส่ตน มา 36 ปีก็พอเลิก มาทำงานทางนี้มา 46 ปีแล้ว มั่นใจว่าเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า ในพระไตรฯ ล4.ข.32 วันนี้จะขยายความคำว่าจาริกกับธุดงค์กัน เรื่องพ้นจากบ่วง [32] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ แม้พวกเธอก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวงทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ พวกเธอจงเที่ยวจาริก เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์พวกเธออย่าได้ไปรวมทางเดียวกันสองรูป(เทฺว อคมิตฺถ เทเสถ) จงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลางงามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณ์ บริสุทธิ์ สัตว์ทั้งหลายจำพวกที่มีธุลีคือกิเลศในจักษุน้อย มีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรมย่อมเสื่อม ผู้รู้ทั่วถึงธรรม จักมี ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็จักไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรม. เรื่องพ้นจากบ่วง จบ.

อาตมามาแก้ทิฏฐิที่ผิดเพี้ยนไปเข้าใจว่า ต้องปฏิบัติธรรมในป่า หรืออาจารย์ต้

อ่านต่อ

องอยู่ในป่า อรหันต์ต้องอยู่ป่า อันนี้เป็นความผิดความเสื่อมของศาสนาพุทธชัดๆ ทุกวันนี้เขาเข้าใจว่าพระบรรลุต้องอยู่ป่า พระเมืองไม่มีบรรลุ ซึ่งพระอยู่ป่าคือฤาษี แต่ดั้งเดิมก็เข้าใจผิดว่าปฏิบัติจะบรรลุต้องเข้าป่า พระพุทธเจ้าก็เคยสารภาพว่าเข้าป่า 6 ปี ไปผิดทาง แต่ท่านมีภูมิเป็นพระพุทธเจ้าแล้วไม่ได้ปฏิบัติอะไร 6 ปีคือไปใช้หนี้วิบาก แท้จริงศาสนาพุทธปฏิบัติอยู่ในเมืองกับผู้คน แล้วปฏิบัติไปตามลำดับ ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ไปตามลำดับ แต่นี่ปฏิบัติอย่างฤาษี ซึ่งคนละลัทธิกับพุทธเลย อาตมาพูดมานี้ 46 ปีแล้วก็เหนื่อยที่ต้องพูด แต่ก็ต้องยืนยันตามพระไตรปิฎก อาตมา คำว่าธุดงค์ไม่ได้แปลว่าเดินเลย การแปลว่าเดินป่านั่นเป็นการแปลผิดจากพระพุทธเจ้า ธุดงค์คือองค์คุณของการตัดกิเลส ไม่ได้แปลว่าเดินเลย มาทำเต๊ะท่า ดรามาติก เอากลีบกุหลาบดาวรวยแอคอาร์ทเต๊ะท่า เดินแบกกลดไปนี่ มันยอดนักลิเกละครทรงเครื่องเลย นอกรีตนอกราวไม่ได้เข้าใจเลย เอาความศรัทธาของคนไม่รู้มาทำ จนคนๆหนึ่งที่จะได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดของศาสนาเลย บอกว่าได้เดินบนกลีบดอกไม้นี่ชื่นใจจัง คนที่ได้รับการยกว่าจะเป็นหัวของศาสนาพุทธเลย แต่ไม่เข้าใจศีลแม้ ศีล 8 มาลาคันธ วิเลปนฯ พูดไปเหมือนกว่าเขา เขาก็เอาความผิดมาทับถมศาสนาแล้วก็มาพูดว่าถูกอีก อาตมาก็ต้องพยายามพูดเพื่อความถูกต้อง ถ้าเห็นว่าอาตมาพูดผิดก็เอาหลักฐานมายืนยัน อาตมาเอาหลักฐานจากพระไตรฯ แม้อรรถกถาอาตมายังไม่เอาแต่ไม่ใช่ว่าอรรถกถานี้ผิดหมดนะ แต่ก็มีดีและไม่ดีไม่ถูกก็มี อาตมาไม่ต้องใช้อรรถกถา มาต่อ แม้พวกเธอก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวงทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ พวกเธอจงเที่ยวจาริก เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนหมู่มาก มีสุขที่ใดทุกข์อยู่ที่นั่น ถ้าหมดเหตุก็หมดทุกข์หมดสุขเป็นอทุกขมสุขเป็นฐานนิพพาน อารมณ์อาการอุเบกขาเวทนาเป็นฐานนิพพาน ผู้ใดทำจิตให้ไม่ทุกข์ไม่สุขเป็นสวรรค์หรือนรกได้ก็ไปใกล้นิพพานเท่านั้นให้แข็งแรงตั้งมั่นเป็นผลสำเร็จสมาหิตัง เมื่อสำเร็จแล้วจึงเป็นผู้เที่ยวจาริกเพื่อ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ผู้จะมีสิทธิ์เที่ยวจาริกไปทำงานก็คือผู้ปฏิบัติจบแล้ว ถ้ายังไม่เป็นผล อย่าอุตริเป็นผู้จาริกไป เพื่อพหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) แก่ใครอย่าอวดดีอย่าผยองนัก จงปฏิบัติพากเพียรไป จงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลางงามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณ์ บริสุทธิ์ สัตว์ทั้งหลายจำพวกที่มีธุลีคือกิเลศในจักษุน้อย มีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรมย่อมเสื่อม ผู้รู้ทั่วถึงธรรม จักมี ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็จักไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรม. คนไม่มีความรู้จริงไม่รู้แท้ ส่งไปคนเขาซักตรงนั้นตรงนี้ ไม่รู้แต่ต้องการรักษาหน้าก็จะอธิบายไปตามประสา ผิดเพี้ยนไป ไม่มีความจริงของตน อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน ถามซิว่าธรรมฑูตที่ส่งไป โสดาบันได้หรือยัง สกิทาฯอนาคาฯได้หรือยัง ไม่ได้แล้วไปเผยแพร่ ทุกวันนี้อยากได้มากใหญ่กว้าง แต่ไม่ได้แก่นแท้ของศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า จรถ ภิกขเว คำว่าจรถะคือการเดินออกไป จะเดินเที่ยวไปเผยแพร่ต้องเป็นผู้ที่บรรลุแล้ว ยังไม่บรรลุอย่าเที่ยวได้ไปเผยแพร่ศาสนา เมื่อไม่มีบรรลุธรรมจริง ได้แต่อ่านแต่ท่อง พอเวลาเขาซักถามต่างจากคำแปลที่ตนเข้าใจก็ต้องขยายความเอาเอง ก็ต้องขยายตามทิฏฐิตามประสาตนที่คิดว่าถูกว่าดีนี่แหละคือการทำลายศาสนาที่ยิ่งใหญ่ เป็นการอวดอุตริสนุสธรรมที่ไม่มีในตน พุทธเป็นศาสนาโลกุตระ ไม่ใช่ศาสนาโลกียะ คือไม่ไปแย่งชิงกามคุณ แย่งชิงโลกธรรม แย่งชิงอัตตา ที่เป็นการเสพบำเรอกิเลส ต้องการตามอยาก ได้ลาภ มาเสพสมใจเป็นสุข ได้ยศ ได้สรรเสริญเป็นสุข ได้สัมผัสทางตาก็สุข ได้ยินเสียงอันนี้ต้องใจพอใจกับที่ตนยึดถืออยู่เป็นสุข ชอบกลิ่นหอม แต่หลายคนชอบดมกลิ่นเหม็น ก็มีอยู่ ถามง่ายๆ ใครเคยควักขี้ฟันมาดมบ้าง ก็เหม็นนะ ขี้เล็บนี่ยิ่งเหม็นดีเสร็จแล้วเอามาดม ส่วนมากของนักบวชในกระแสหลักเขาใจผิดเรื่องจาริกกับธุดงค์ ทุกวันนี้มีสำนักใหญ่สร้างนักธุดงค์จาริกออกไปเผยแพร่สิ่งที่เป็นอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตนเป็นการทำลายศาสนาอย่างมากด้วย อาตมาต้องตำหนิ จะได้แก้ไขกัน ถ้าไม่ให้ผู้รู้ผู้ถูกพูดตำหนิ จะเกิดการแก้ไขไม่ได้เลย ตอนนี้เถียงไม่ออก หน้าด้านด้วย แล้วให้บริวารออกมาตะโกนว่า อาจารย์ของข้าบริสุทธิ์ คนที่ออกมาพูดคือคนที่ถูกสะกดจิตไว้หมดแล้ว จนหลงใหลผู้สะกดจิตได้สำเร็จอยู่ใต้อำนาจของคนสะกดจิตได้ ตามืดบอดทำตามหมด ในพระไตรฯ บอกให้พระอรหันต์ 60 รูปแรกให้ไปเผยแพร่ดำเนินไปเที่ยวไป คำว่า จร แปลว่าความประพฤติ ดำเนินไป มีแล้วก็เอาความประพฤติที่มีแล้ว เอาไปเผยแพร่ให้สืบสานขยายผลต่อ เผยแพร่คุณธรรมความรู้ของศาสนาพุทธ การที่จะจาริก ไปเข้าใจว่าการจาริกคือการท่องเที่ยวไปปฏิบัติ คือสมัยพระพุทธเจ้าต้องเดิน ไม่มีหลักแหล่ง แต่ทุกวันนี้เขาออกกฏหมายของศาสนาพุทธค้านแย้งกับของพระพุทธเจ้า ทั้งที่พระพุทธเจ้าให้ไปไม่มีที่อยู่หลักแหล่ง ไปนอนรุกขมูลโคนไม้ ตามธุดงควัตร 13 ข้อ ธุดงค์คือองค์คุณเครื่องกำจัดกิเลส ของพระมหากัสสปะท่านเป็นคนเคร่ง ท่านเป็นคนแข็งแรงมาก ท่านเป็นคนชอบป่าชอบดง อดีตชาติเป็นดาบส ติดป่ามานานมากหลายชาติ ก็เลยเป็นวาสนา การติดนี้พระพุทธเจ้าก็ยกให้ เป็นจริตที่แก้ยากเป็นพระป่า แล้วพระป่าองค์นี้เป็นประธานในการทำสังคายนาครั้งที่ 1 ของเถรวาท มีอรหันต์ 500 รูปเรียบเรียงคำสอนพระพุทธเจ้า ทำมาใช้จนถึงปัจจุบัน แล้วพระประธานในการสังคายนาเป็นพระติดป่า เป็นลักษณะเอียง ถ้าไปเห็นว่าพระต้องไปปฏิบัติในป่าก็เอียงโต่งไปสุดทางเลย นอกจากออกป่าแล้วเข้าใจว่าการปฏิบัติเพื่อบรรลุอรหันต์ต้องไปนั่งสะกดจิต ทำแบบฤาษีนั่งหลับตาเพ่งกสิณ ให้นิ่งให้หยุดไม่มีการวิจัยวิจาร แต่ศาสนาพระพุทธเจ้าเจริญเพราะใช้สติปัญญามีวิเคราะห์วิจัยจิต analysis ไม่ใช่ hypnosis เมื่อหลับตาเข้าไป การสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่มี แต่ทางเอกของพุทธให้ปฏิบัติขณะมีการงานอาชีพ สัมผัสทวาร 5 แต่ก็ต้องมีการฝึกฝนแยกกายแยกจิต อ่านรูปนามได้ อ่านกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตก็จะรู้จักธรรมในธรรมจับอกุศลจิตได้ กำจัดอกุศลจิตที่จะเกิดในเวทนาในอารมณ์ เหตุนี้จึงทำให้เกิดอารมณ์สุข ทุกข์ เราก็กำจัดเหตุได้ เมื่อทำได้ โดยใช้ปัญญาวิเคราะห์เห็นจริงว่าอันนี้ไม่ใช่ตัวตน เป็นของไม่เที่ยงไม่อยู่อย่างเดิม ขณะผัสสะมันก็ไม่คงเดิม มันมีอินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ของสัตว์นรกที่ปลอมตัวมา พอนานๆ เข้ามันก็หายไป มันมาหลอกเราให้เสพสุข พอได้เสพสุขสัตว์นรกก็กลายเป็นเทวดาเก๊ คนไม่ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าก็มีแบบนี้ ตกนรกแล้วก็เสพเป็นสวรรค์หาสวรรค์ใหม่แล้วก็ไปตกนรกขุมใหม่ เที่ยวจาริกไปหาสวรรค์นรกขุมใหม่ไปเรื่อยๆ ผู้ปฏิบัติธุดงค์ศีลเคร่งนี้ ปฏิบัติได้แล้วไม่เคร่งอะไร ดีไม่ดีจะติดด้วย เช่นพระกัสสปะ นี้ติดข้ออยู่ป่า เป็นวาสนาติดแล้วล้างยากแต่ท่านสัมมาทิฏฐิแล้ว 1. ปังสุกูลิกังคะ ถือใช้แต่ผ้าบังสุกุลที่เขาทิ้งไว้ไม่มีเจ้าของและจะรับผ้าจากทายกถวายไม่ได้ 2. เตจีวริกังคะ ใช้ผ้าเพียงสามผืนเท่านั้น เกินกว่านั้นใช้ไม่ได้ 3. ปิณฑปาติกังคะ ฉันแต่เฉพาะอาหารที่ได้มาจากการรับบิณฑบาตเท่านั้น 4. สปทานจาริกังคะ เดินบิณฑบาตแต่เฉพาะทางที่กำหนดไว้ทางเดียวเท่านั้น เช่นบิณฑบาตถนนฟากเดียว เขานิมนต์ให้ไปข้ามฟากไม่ไป ต้องมาใส่เอง 5. เอกาสนิกังคะ ฉันมื้อเดียว (ต่อวัน) ฉันในที่นั่งแห่งเดียว 6. ปัตตปิณฑิกังคะ ฉันสำรวมโดยนำอาหารเทรวมกันในบาตร 7. ขลุปัจฉาภัตติกังคะ ลงมือฉันแล้วไม่รับเพิ่มทีหลัง 8. อารัญญิกังคะ อยู่ในป่าเป็นวัตร 9. รุกขมูลิกังคะ อยู่ใต้โคนไม้เป็นวัตร 10. อัพโภกาสิกังคะ อยู่กลางแจ้ง เช่น ตามท้องทุ่งนาเป็นวัตร 11. โสสานิกังคะ อยู่ป่าช้าเป็นวัตร 12. ยถาสันถติกังคะ อยู่ในที่พักที่เขาจัดให้โดยไม่เลือก 13. เนสัชชิกังคะ ถืออิริยาบถนั่งอย่างเดียวโดยไม่นอนเป็นวัตร ไม่พิงหลับด้วย นั่งเก้าอี้ได้ อาตมาเคยทำได้อยู่เข้าพรรษาหนึ่ง ก็ทำได้แต่เหนื่อยเมื่อย สมัยก่อนผ้าหายาก ต้องใช้ผ้าบังสุกุล คือผ้าที่เขาทิ้งแล้ว ผ้าห่อศพ เป็นต้นนำมาต่อกันเป็นผืนใหญ่ จึงมีเหมือนเป็นช่องๆ ต่อกันเหมือนคันนา พระกัสสปะท่านมีวาสนาเรื่องนี้แก้ยาก ตอนนี้ทุกวันนี้ศาสนาพุทธเลือนเลอะกลายเป็นว่าพระที่ออกป่าเป็นพระปฏิบัติเคร่งแท้ พระที่อยู่ในเมืองในบ้านไม่ได้ปฏิบัติแท้ นี่ผิดอย่างจั๋งหนับเลย เพราะไม่ได้ปฏิบัติตามมรรค 8 พระต้องบิณฑบาตเลี้ยงชีพ แล้วงานที่ต้องทำคือเผยแพร่ สืบทอดคำสอนของพระพุทธเจ้า นี่คืออาชีพของภิกษุ แต่ก่อนจะบรรยายได้ต้องปฏิบัติให้ได้ภูมิธรรม ได้แล้วเอาไปเผยแพร่ให้คนอื่นได้ต่อไป นอกจากนั้นผู้ไม่บรรลุก็บิณฑบาตเลี้ยงตนด้วยปลีแข้ง ธุดงควัตรข้อหนึ่งมีอาศัยอาหารบิณฑบาตเท่านั้น ธูตะหรือธุดงค์ แปลว่าศีลเคร่ง ทำได้แล้วไม่ต้องเคร่ง ไม่ได้แปลว่าออกป่า คำว่าจาริก มาจากคำว่า จร หรือจระ แปลว่าการเดินไป พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเธอจงเดินไปเผยแพร่ ไม่ใช่เดินไปปฏิบัติไม่ใช่เดินประพฤติ แต่ประพฤติก็ต้องทำอยู่แล้ว เพราะพระในสมัยพระพุทธเจ้านั้นไม่มีรถรา แต่ท่านจะไปอยู่รุกขมูลโคนไม้ก็ไป อยู่ในเรือนว่างไม่มีหลักแหล่ง ไม่ได้ยึดถือว่าอันนี้เป็นเราเป็นของเราอยู่ได้ ทุกวันนี้จัดธุดงค์ธรรมชัยอวดอ้างใหญ่โตหรูหรา ต้องการให้คนเลื่อมใสศรัทธามาทำทานด้วย คนศรัทธาธุดงค์ธรรมชัยนั้นตกนรกหมดเลย พระสายที่ไม่ใช่ธรรมกายแต่แบกกลด แบกบาตร ทุกวันนี้มีกลดเป็นบ้านเคลื่อนที่ไป ไม่เป็นไร เป็นผู้ตั้งใจปฏิบัติโดยปัญญาก็อนุโมทนา แต่ทำอวดอ้างนี้สาเฐยจิต อยากอวดโอ่ อยากให้คนเคารพนับถือ ไม่ใช่ทางพุทธ แต่ว่าธุดงค์แบบธรรมชัยนี้ที่เหยียบดอกไม้นี้ ผิดศีลข้อมาลาคันธวิเลปนธารณมัณฑนวิภูสนฐานาเต็มๆ เลย พระพุทธเจ้าตรัสว่าโจรหัวโจกที่ทำกับโจรหัวโจก ตีปี๊บเชียร์กัน มันเลยเถิดไปไหนๆ โจรหัวโจกเห็นโจรหัวโจก ก็หรือคนมีเวรเห็นคนผู้คู่เวรกันพึงทำความฉิบหาย และความทุกข์ใดให้จิตที่บุคคลตั้งไว้ผิด พึงทำบุคคลนั้นให้เลวยิ่งกว่าความฉิบหายและความทุกข์นั้น. ตอนนี้พวกนั้นได้ทำลายศาสนา แล้วก็ยังจะทำลายกฏหมายของประเทศ ยืนยันท้าทายเลย ตอนนี้ไม่หวังทางศาสนาที่จะจัดการได้เลยแม้คำสั่งพระสังฆราชเขายังไม่ทำตามต้องอาศัยทางบ้านเมืองเผด็จศึกอันนี้ไม่เช่นนั้นกินลึกทำลายจิตวิญญาณ ที่พูดนี้ไม่ได้โกรธเคืองนะ พูดเพราะสงสารนะ ที่เขาทำนี้บาปมหาศาลแล้ว บาปมามากมายจริงๆ น่าสังเวชใจ คำว่าธุดงค์นี้เป็นศีลเคร่ง ไม่ใช่การเดินนะ ตามธุดงควัตร 13 ข้อ 1. ปังสุกูลิกังคะ ถือใช้แต่ผ้าบังสุกุลที่เขาทิ้งไว้ไม่มีเจ้าของและจะรับผ้าจากทายกถวายไม่ได้ 2. เตจีวริกังคะ ใช้ผ้าเพียงสามผืนเท่านั้น เกินกว่านั้นใช้ไม่ได้ 3. ปิณฑปาติกังคะ ฉันแต่เฉพาะอาหารที่ได้มาจากการรับบิณฑบาตเท่านั้น 4. สปทานจาริกังคะ เดินบิณฑบาตแต่เฉพาะทางที่กำหนดไว้ทางเดียวเท่านั้น เช่นบิณฑบาตถนนฟากเดียว เขานิมนต์ให้ไปข้ามฟากไม่ไป ต้องมาใส่เอง 5. เอกาสนิกังคะ ฉันมื้อเดียว (ต่อวัน) ฉันในที่นั่งแห่งเดียว 6. ปัตตปิณฑิกังคะ ฉันสำรวมโดยนำอาหารเทรวมกันในบาตร 7. ขลุปัจฉาภัตติกังคะ ลงมือฉันแล้วไม่รับเพิ่มทีหลัง 8. อารัญญิกังคะ อยู่ในป่าเป็นวัตร 9. รุกขมูลิกังคะ อยู่ใต้โคนไม้เป็นวัตร อาตมาเคยพาพวกเราเดินจาริก ครั้งเดียว 10. อัพโภกาสิกังคะ อยู่กลางแจ้ง เช่น ตามท้องทุ่งนาเป็นวัตร 11. โสสานิกังคะ อยู่ป่าช้าเป็นวัตร 12. ยถาสันถติกังคะ อยู่ในที่พักที่เขาจัดให้โดยไม่เลือก 13. เนสัชชิกังคะ ถืออิริยาบถนั่งอย่างเดียวโดยไม่นอนเป็นวัตร ซึ่งการไปหาอาจารย์ในป่านี้เป็นความเสื่อมของศาสนาพุทธที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ตั้งแต่ยังไม่ปรินิพพานเลย 1. ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ 2. ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า 3. สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ 4. สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้ว สำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ 163) พระอาริยะท่านจะยินดีในเสนาสนป่า คือยินดีในป่า ไม่ใช่ยินดีในบ้านเรือนตึกหรือป่าคอนกรีต แต่ยินดีในป่าธรรมชาติ แต่ถ้าเป็นนามธรรมคือจิตยินดีในความสงบเย็น แม้อยู่ในเมืองอากาศไม่ดี เต็มไปด้วยตึก ลมพัดมาก็หลงทาง ส.เพาะพุทธว่า..ธุดงค์ไม่ใช่การออกป่าแต่เป็นการออกจากป่า ผู้บรรลุเป็นผู้บรรยายจึงเป็นผู้เผยแพร่ศาสนา แต่ผู้ไม่บรรลุแล้วไปบรรยายจึงเป็นผู้ทำลายศาสนา คำว่าจร เชื่อมโยงกับการประพฤติ เดินเพื่อไปบรรยายเพื่อไปช่วยคน จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน